เสื้อลายขวางขาวดำมาแต่ไกล! สมชัย ชำแหละมติ 4:3 กกต. ปฏิเสธหลักฐาน DSI เสี่ยงคุก ม.157

17 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

17 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มติ 4:3 ไม่รับเอกสาร DSI. เป็นสารตั้งต้น คดี 157 ของ กกต. ที่อาจจะหนักหน่วงที่สุด

12 มกราคม 2569 กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเอกสารการสอบสวนของ DSI ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นเงินที่ใช้ในการทุจริตเลือก สว. โดยมีเหตุผลคือ ให้รอการวินิจฉัยของอนุ ฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ให้เสร็จสิ้นก่อน

อนุวินิจฉัย ชุด 36 ได้รับการแต่งตั้ง จาก กกต. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีหลักฐานรายงานการประชุมชุดที่ 36 ครั้งแรกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และ ครั้งสุดท้าย 24 กุมภาพันธ์ 2568

26 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ อนุ ฯ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. โดยมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน

30 มีนาคม 2568 คือวันที่ ประธาน กกต. สั่งให้นำเข้าที่ประชุม กกต.

8 มิถุนายน -14 กันยายน 2569 คือ การประชุม 11 ครั้งของ กกต. เพื่อวินิจฉัย คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

มติ 4:3 จึงอาจเป็นสารตั้งต้น ในการฟ้องอาญา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรรับเอกสารมาประกอบการพิจารณาแต่ไม่รับ แม้อ้าง ชุด 36 ว่า ยังประชุมไม่เสร็จ แต่เมื่อเสร็จแล้ว มีเวลาถึงเกือบ 8 เดือน นับแต่เดือน มีนาคม ถึง กันยายน ก็ไม่นำพาที่จะรับเอกสารที่มีรายละเอียดเส้นเงินมาประกอบการวินิจฉัยของ กกต. ชุดใหญ่ให้รอบคอบ

คล้ายชุดเสื้อลายขวางขาวดำ ปรากฏให้เห็นลาง ๆ แล้ว

อนุทิน จ่อทวงสัญญา ทรัมป์ คิดภาษีพิเศษ หลังทำตามแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมร

17 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น.

“อนุทิน”จ่อทวงสัญญา”ทรัมป์” คิดภาษีพิเศษ หลังทำตามแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมร บอกเห็นแล้วชื่อ”วรภัค”โผล่ 1 ใน 28 ลิสต์จ่อคว่ำบาตร ชี้ต้องไปตั้งทนาย เคลียร์ตัวเอง

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ รายงานว่าเรื่องหลักการหารือกันจะถึงข้อสุดท้ายแล้ว หารือกันเกือบทั้งหมดแล้ว เหลืออยู่นิดหนึ่ง และพยายามจะให้ระดับผู้นำได้พูดคุยกัน โดยวันที่ 18 ก.ย.ตนจะหารือกับนางศุภจีในรายละเอียด โดยผลการเจรจาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี

เมื่อถามว่า จะต่อสายหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศ แต่หากจะมีการต่อสายคุยกัน ตนก็ได้รับการรายงานรายละเอียดการพูดคุยมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอยู่ในจังหวะที่ผู้แทนการค้าทั้งสองฝ่าย พร้อมที่จะให้มีการต่อสายพูดคุยในประเด็นสุดท้าย ถ้าตนได้มีโอกาสคุยก็จะขอท่าน ในเรื่องที่ท่านบอกว่าประเทศไทยเราปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ทั้งเรื่องการเก็บกวาดทุ่นระเบิด ถอนทหาร และปราบสแกมเมอร์ เราทำตามหมดเลยทุกอย่าง จำกันได้ไหมที่ท่านบอกว่าจะพิจารณาอัตราภาษีให้เป็นพิเศษ ตนก็จะเรียนถามว่า “ไทยจะได้ตรงนี้หรือไม่”

เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า เห็นชื่ออยู่ เรื่องพวกนี้ใครที่โดนกล่าวหา ต้องไปตั้งทนายความและหาวิธีที่จะเคลียร์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่า แต่สหรัฐฯ เรียกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบนั้น นายอนุทิน ระบุว่า “รัฐบาลไหนล่ะ ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

พิชาย กระพือข่าวปล่อย อ้างเพื่อไทยอยากถอนตัว เหตุไม่สบายใจมติฮั้ว สว.

17 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

17 กันยายน 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อวานมีข่าวปล่อยออกมาว่า พรรคเพื่อไทยไม่สบายใจหลังมติคดีฮั้วสว. และไม่อยากอยู่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยแล้ว ทุกท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ครับ”

เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ เจ้าตัวโผล่เมนต์

17 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ มอง คนแซะ ปชป.เปลี่ยนฟ้าเป็นส้ม แค่เพราะวิจารณ์รัฐบาล เห็นตรง ปชน. เหตุผลยังไม่เพียงพอ 

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชาธิปัตย์เปลี่ยนสี หรือยึดมั่นในหลักการ

การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การที่ประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีจุดยืนตรงกับพรรคประชาชนในบางเรื่อง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า “เปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีส้ม” ต้องดูว่าเปลี่ยนนโยบาย อุดมการณ์ หรือแนวทางทางการเมืองอย่างไรจริง ๆ

การมีฝ่ายค้าน สื่อ และประชาชนคอยจับตา ช่วยเพิ่มโอกาสที่การใช้อำนาจมิชอบจะถูกเปิดเผย ทำให้ผู้มีอำนาจต้องระมัดระวังและรับผิดชอบมากขึ้น

ที่สำคัญ การที่มีคนคอย Monitor จับตา ตรวจตรา ตรวจสอบ นั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง “ที่ช่วยยับยั้งการทุจริต” จากรัฐบาลหรือฝ่ายต่างๆ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนสิ่งที่รัฐบาลทำถูกต้อง ไม่ใช่คัดค้านทุกเรื่องเพียงเพราะอยู่คนละฝ่าย

เกณฑ์ตัดสินจึงควรอยู่ที่ว่า “ตรวจสอบถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่” มากกว่า “ตรวจสอบแล้วเข้าทางพรรคสีอะไร”

ปกติเห็น สส.เนเน่ เป็นคนยิ้มเก่ง เลยไม่ทันคิดว่า ”เป็นคนคิดบวก“ อีกด้วย คือคิดจะบวกกับเขาเหมือนกัน

เห็นลีลาในสภาเมื่อวานแล้วภาพคุณพ่อ ดร.ไตรรงค์ ซ้อนทับเลย

ประโยคที่ว่า “หนูเริงร่า เพราะแมวไม่จับหนู” เป็นคำเปรียบเปรยที่แรงส์มาก จนไม่คิดว่าจะหลุดออกมาจากท่านรองเนเน่

แบบนี้องค์(ไตรรงค์)มาลงแน่ๆ

เนเน่นายแน่มาก

(ขออนุญาตแซวน้อง) “

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “ก่อนอื่น เนเน่ขอขอบคุณพี่เอ็ดดี้สำหรับโพสต์นี้นะคะ เพราะอย่างน้อยก็เปิดพื้นที่ให้ได้คุยกันด้วยเหตุผล และทำให้คนที่เห็นต่างได้เข้าใจจุดยืนของเนเน่มากขึ้นค่ะ

อย่างที่เนเน่พูดในสภาเมื่อวานนี้ว่า “นามสกุลสุวรรณคีรี ไม่มีทางทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแน่นอน”

เนเน่เติบโตมาในครอบครัวสุวรรณคีรีที่ปลูกฝังเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการทำงานเพื่อส่วนรวมมาตลอด เรื่องนี้จึงไม่ใช่จุดยืนที่เพิ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเนเน่มาตั้งแต่ต้นค่ะ

ส่วนประชาธิปัตย์ก็ชัดเจนว่าเป็นพรรคเสรีประชาธิปไตย ยึดประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ และการธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ

เนเน่พร้อมรับฟังทุกคำวิจารณ์ค่ะ แต่อยากให้การพิจารณาจุดยืนของคนคนหนึ่ง มองจากหลักการ เหตุผล และการกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนจุดยืนได้ชัดเจนที่สุดค่ะ”

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบสังคม สั่งทบทวนระบบขอสัญชาติ-ตรวจสอบย้อนหลัง 1 ปี หวังปิดช่องโหว่ เข้มสกัดนอมินีต่างชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 10:25 น.

17 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าจัดระเบียบสังคม พร้อมทบทวนระบบและหลักเกณฑ์การขอสัญชาติไทย หลังผลการปราบปรามภัยสังคมและเครือข่ายนอมินีพบหลายคดีมีความเชื่อมโยงกับบุคคลต่างชาติที่ถือสัญชาติไทย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะกรรมทำงานชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ร่วมขับเคลื่อนมาตรการจัดระเบียบสังคมและดำเนินการตามข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ได้มีมติทบทวนกระบวนการขอสัญชาติไทยตั้งแต่ขั้นตอน หลักเกณฑ์ และกระบวนการพิจารณา ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังถึงการได้มาซึ่งสัญชาติไทย เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น สามารถปิดช่องว่างที่อาจถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย

พร้อมกันนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเสริมกลไกเฝ้าระวังในพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกันสังเกตและแจ้งเบาะแสเมื่อพบพฤติการณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาตินำบัตรประจำตัวประชาชนหรือข้อมูลของคนไทยไปใช้สวมสิทธิจัดตั้งบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาเคยตรวจพบกรณีลักษณะดังกล่าวที่อาจนำไปสู่การใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

สำหรับการติดตามการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับสถานที่พักที่อาจประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำข้อมูลสถานที่พักที่ให้บริการห้องพักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ และแจ้งให้ทุกจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่มีหนังสือรับแจ้งการเป็นสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้ตรวจสอบปัญหาอุปสรรคในการขอรับใบอนุญาต พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับภาวการณ์ปัจจุบัน

“เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย ปิดช่องโหว่สกัดนอมินีต่างชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี เพื่อค้นหาความผิดปกติและช่องว่างของระบบ ก่อนนำผลการตรวจสอบมาประกอบการทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการด้านสถานะและสัญชาติต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เอ๊ะใคร!? นิพิฏฐ์ เหน็บ คนคิดระบบฮั้ว สว. บอก ต้องช่วยกันหยุดความเลวร้ายของคนนุ่งกางเกงขาสั้น 

17 กันยายน 2569 เวลา 09:43 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก หัวข้อ AI กับ คนนุ่งกางเกงขาสั้น โดยระบุว่า “AI กับ คนนุ่งกางเกงขาสั้น

บริษัทผู้พัฒนา AI กำลังทำความตกลงกันร่วมกันในการหยุดการพัฒนาAI จนกว่าจะหาวิธีป้องกันการก้าวกระโดดของ AI ได้

โดยเขาคาดการณ์ว่า หากไม่หาทางป้องกัน AI อาจจะล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์

กล่าวโดยสรุป AI จากสิ่งที่ดี กลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย จนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป

เช่นกัน การที่มนุษย์พันธุ์หนึ่ง คิดวิธี“ฮั้วสว.” ขึ้นมา จนบ่อนทำลายการถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นความชั่วร้าย ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้เช่นเดียวกัน

ใครคิดความเลวร้ายนี้ขึ้นมา ผมเชิญชวน คนในสังคมประชาธิปไตย ต้องละทิฐิ หันมาร่วมมือกันยุติความเลวร้ายนี้

ผมไม่รู้ว่า คนคิดการฮั้วขึ้นมา เป็นคนนุ่งกางเกงแบบไหน ขาสั้น หรือ ขายาว

“หาก” คนนุ่งขาสั้น คิดระบบความเลวร้ายนี้ขึ้นมา เราต้องละทิฐิ หันมาร่วมมือกันยุติความเลวร้ายของคนนุ่งกางเกงขาสั้น

เพื่อความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย”

ธนพร มอง สิทธิโชติ-กกต.ข้างน้อย เคลื่อนไหวปม สว. เหตุพลาดเก้าอี้ ปธ.กกต. สู่ความแค้นส่วนตัว 

17 กันยายน 2569 เวลา 09:22 น.

ธนพร มอง สิทธิโชติ-กกต.ข้างน้อย เคลื่อนไหวปม สว. เหตุพลาดเก้าอี้ ปธ.กกต. สู่ความแค้นส่วนตัว เชื่อ ฝ่ายสีน้ำเงิน ไม่สามารถคุม กกต.ได้ หลัง บุญจันทร์ โดนส่งฟ้อง ทั้งที่ซี้ขาใหญ่ ขั้วน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต. โดยต้องพิจารณาบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีเลือก สว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วย

ข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่า การใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่

“ก่อนลงมติคดีนี้ กกต.เพิ่งมีการเลือกประธานแทนคุณอิทธิพร มีทั้งคนสมหวังและคนผิดหวัง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่เห็นวันนี้ก็ต้องอ่านควบคู่กับการต่อสู้เรื่องตำแหน่งประธาน กกต.ก่อนหน้านี้ด้วย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า การเลือกหยิบเฉพาะความเห็นของนายสิทธิโชคมาเสนอราวกับเป็น “ความจริงสุดท้าย” ขณะที่ลดทอนมติของกรรมการเสียงข้างมาก เป็นการกลับหัวกลับหางหลักการขององค์กรที่ตัดสินใจในรูปคณะกรรมการ เพราะตามกฎหมาย เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว มติเสียงข้างมากย่อมเป็นมติของ กกต.

เสียงข้างน้อยสามารถอธิบายเหตุผลของตนเองได้ และสังคมก็รับฟังได้ แต่ไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัยขององค์กร และไม่สามารถนำมาใช้ล้มล้างมติเสียงข้างมากผ่านกระแสการเมืองหรือแรงกดดันจากสังคมได้

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า การมีความเห็นแตกต่างกันภายในองค์กรวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีทั้งคำวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมากและความเห็นของตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยจัดทำเป็นคำวินิจฉัยรายบุคคลให้ประชาชนและนักวิชาการนำไปศึกษา
แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันเพียงใด คำวินิจฉัยที่มีผลตามกฎหมายก็ยังต้องยึดเสียงข้างมาก ไม่มีใครนำความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยมาอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาล หรือใช้ล้มผลการลงมติขององค์คณะได้

“คดีศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องปกติ คำวินิจฉัยรายบุคคลก็มีให้อ่านและศึกษากันมาตลอด ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น กรณี กกต.ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีเสียงข้างมากก็ย่อมมีเสียงข้างน้อย แต่ผลตามกฎหมายต้องเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

พร้อมเสนอว่า หากต้องการให้สังคมเห็นเหตุผลของกรรมการ กกต.แต่ละคนอย่างครบถ้วน ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ กกต.จัดทำคำวินิจฉัยรายบุคคล ทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้ตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนใช้พยานหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร
เสียงข้างน้อยไม่ใช่ “พระเอก” และต้องถูกตรวจสอบเหมือนกัน

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ปัญหาในเวลานี้คือฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลังนำความเห็นของนายสิทธิโชคไปสร้างภาพว่า กกต.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายเปิดโปงความจริง ขณะที่กล่าวหาเสียงข้างมากว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายสีน้ำเงิน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเพียงพอ

หากจะตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกรรมการเสียงข้างมาก ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบนายสิทธิโชคและกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยด้วย ไม่ใช่ถือว่าความเห็นใดถูกต้องและบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะตรงกับความต้องการของพรรคการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวบางฝ่าย

นอกจากนี้ หากฝ่ายสีน้ำเงินสามารถควบคุม กกต.ได้ทั้งหมดจริง ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดมติ กกต.จึงมีชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับแกนนำสำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินการด้วย

รศ.ดร.ธนพรระบุว่า รายชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าบุคคลอีกหลายรายที่สังคมรู้จัก หากสามารถสั่งการ กกต.ได้จริง บุคคลระดับนี้ย่อมไม่ควรปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก

สำหรับกรณีกรรมการเสียงข้างน้อยให้น้ำหนักแก่พยานบางราย รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า กรรมการฝ่ายเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนคำให้การ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในคดี และข้อเท็จจริงเบื้องหลังทางการเมือง

การที่นายสิทธิโชคหรือกรรมการเสียงข้างน้อยเชื่อพยาน ไม่ได้บังคับให้กรรมการเสียงข้างมากต้องเชื่อตาม เพราะกรรมการแต่ละคนมีหน้าที่ประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด และสามารถให้น้ำหนักแตกต่างกันได้ตามเหตุผลของตน

ดังนั้น ความเห็นของนายสิทธิโชคจึงเป็นเพียงความเห็นหนึ่งในองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยิ่งไม่ควรถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้สร้างเรื่องว่าเกิด “ระเบิดลูกใหญ่” ภายใน กกต.

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่วิกฤตและจะไม่ทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงตามที่บางฝ่ายคาดหวัง สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์จริงคือความล่าช้าของ กกต. ซึ่งใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 2 ปี ทั้งที่ควรดำเนินการให้เสร็จภายในประมาณ 7–8 เดือน

“รับฟังเสียงข้างน้อยได้ แต่ไม่ควรเชิดชูจนลืมตรวจสอบที่มา แรงจูงใจ และความขัดแย้งก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชคก็เป็นกรรมการคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ผูกขาดความถูกต้อง หากจะตรวจสอบเสียงข้างมาก ก็ต้องตรวจสอบเสียงข้างน้อยด้วยมาตรฐานเดียวกัน” รศ.ดร.ธนพรกล่าวทิ้งท้าย

ดร.ณัฎฐ์ งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

17 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

“ดร.ณัฎฐ์”งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่วนมติ กกต. 5:2 หรือ 4:3 มติเสียงข้างมาก เป็นใบขาว”มันจบแล้วครับนาย” กระแทกกลับ”สิทธิโชติ”กกต.เสียงข้างน้อยอาจถูกล้มช้างมากกว่า กรรมการในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

17 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5:2 ยกคำร้องฝ่ายการเมือง และมติ 4:3 ยกคำร้อง สว.และวินิจฉัยชี้ขาด 26 สว.กับพวก ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันสนั่นโซเชียลว่า สามารถฟ้องตรงดำเนินคดีกับ กกต.ได้หรือไม่นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG กล่าวว่า มติที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาดในชั้น กกต.เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยถือมติเสียงข้างมากและไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนตัว เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 การยกคำร้อง เป็นการให้ “ใบขาว” คดีในชั้น กกต.เป็นที่สุดแล้ว ไม่อาจรื้อร้องฟ้องใหม่ได้ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 224(2) ส่วนคนที่เห็นต่างเป็นสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะ กกต.ให้ใบขาว ย่อมเป็นที่สุด “มันจบแล้วครับนาย”

ส่วนใบแดงและใบดำ พรป.สว.บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 60 วัน ระหว่างที่ กกต.ยังไม้ได้มบอำนาจให้ นิติกรไปฟ้องคดี สว.ที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจเต็ม จนกว่าจะยื่นคำร้องต่อศาล แต่บทบัญญัติ พรป.สว.บัญญัติเด็ดขาด เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิต่อศาล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แตกต่างจากคดี 44 ก้าวไกล ที่ศาลมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น แต่ สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระบวนการยาวไกล เพราะศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วน สว.สีส้ม ยังต้องรอลุ้นระทึก ส่วน สว.สำรอง ฟ้องเพิกถอนศาลฎีกา เป็นเพียงอีเวนต์รายวัน กลุ่มนี้เคยไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องทุดคดี

ส่วนปัญหาข้อถกเถียงกันว่า ผู้สมัคร สว.มีอำนาจฟ้อง กกต.ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อสาระสำคัญว่า รัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลที่มีอำนาจฟ้องแทนรัฐได้ คือ พนักงานอัยการ ดังนั้น ปมขู่จะฟ้อง กกต.ต้องถามกลับว่า ฟ้องในฐานะอะไร บุคคลเหล่านี้ โหนกระแส ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะนำเงินของกลางคดีฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินไปว่าจ้างทนายความฟ้อง กกต.เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนคดี เจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ชัดเจน เพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน

ส่วนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงถนนเดินขบวนร่วมกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ ยิ่งชีพ ไอลอว์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน มีพี่สาวแท้ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เข้ามาจุนคดีอาญาที่ สน.ทองหล่อ แล้วได้เจอกัน ตนมีข้อมูลหมด ยี่ห้อตน กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว

ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นำความลับในสำนวนคดีมาเปิดเผย ก่อนคำวินิจฉัยกลาง ต้องไปถามคุณสิทธิโชติ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง พ.ศ.2561 การนำความลับในสำนวนคดี โดยเป็นสำนวนคดีเดียวกันมาเปิดเผย ก่อนศาลฎีกาชี้ขาด อาจเจอสอยฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จะเจอล้มช้างมากกว่า มาประดิษฐประดอยวาทกรรม และคุณเปิดเผยความลับในสำนวนโดยคดีไม่ถึงที่สุด ทำให้สังคมสับสน เพราะความเห็นต่าง มติเสียงข้างมาก ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก่ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยเป็นมติเอกอันท์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง มั่ว พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้มติในที่ประชุมแล้วพาล

อัจฉราวดี ชื่นชม พลพีร์ ซัด พรรคส้ม ปั่นคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพื่อผดุงยุติธรรม แค่หวังล้มรัฐบาล

17 กันยายน 2569 เวลา 08:51 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 อาจารย์อ้อย หรือ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง ได้แชร์ภาพข่าวนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย พร้อมโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รู้เช่นเห็นชาติพรรคส้มมานาน

อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งตนก็ตีโพยตีพาย ด้อมส้มอ่านหนังสือไม่ถึง 4 บรรทัด เมื่อปั่นเพื่อตั้งธงว่าต้องผิด ก็ต้องผิด

ประธานกกต.แถลงละเอียดยิบก็ไม่อ่าน เงียบเกินไปก็ถูกข่ม มท.2 ซัดตรงแบบนี้ชอบแล้ว ใดๆ ที่เรียกร้องไม่ใช่เพื่อพยุงความยุติธรรม แค่เห็นโอกาสว่าคดีฮั้วสว.จะช่วยล้มรัฐบาลได้ ก็แค่นั้นเอง

ผิดไม่ว่าตามผิด ถูกไม่ว่าตามถูก มีแต่กูเท่านั้นที่ถูก แค่นั้นจริงๆ “

“ธนารัตน์” จี้ถาม กกต. ปมตั้ง “เชาวนะ” นั่งประธานอนุฯ วินิจฉัยคดี สว. ทั้งที่เคยมีคำสั่งปลดออกจากราชการ

17 กันยายน 2569 เวลา 08:02 น.

วันที่ 17 กันยายน 69 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thanarat Kuawattanaphan ได้โพสต์ข้อความทวงถามความโปร่งใสจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการแต่งตั้ง นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชี้ขาดคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

เบื้องลึกประวัติ “ถูกปลดออกจากราชการ”

จากโพสต์ดังกล่าวระบุว่า นายเชาวนะ เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง นำไปสู่การลงโทษทางวินัยให้ “ปลดออกจากราชการ” และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายเชาวนะยื่นขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว ซึ่งเป็นการยืนยันทางกฎหมายว่าคำสั่งปลดออกจากราชการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ค้านสายตาประชาชน ปมยกคำร้อง 229 สว.

แม้จะมีประวัติการถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ กกต. กลับแต่งตั้งให้นายเชาวนะดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งล่าสุด คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีเลือก สว. จำนวนถึง 229 คน

4 คำถามสำคัญถึง กกต.

ผู้โพสต์ได้ฝากประเด็นคำถามตัวโตๆ ไปยัง กกต. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการแต่งตั้ง เพื่อให้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคม ดังนี้

  • ทราบประวัติหรือไม่ ก่อนทำการแต่งตั้ง กกต. ทราบหรือไม่ว่านายเชาวนะเคยมีประวัติถูกลงโทษทางวินัยจนถึงขั้นปลดออกจากราชการ?
  • ใช้หลักเกณฑ์ใด หาก กกต. ทราบเรื่องนี้ ใช้หลักเกณฑ์ใดในการประเมินว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ “เหมาะสม” ในการทำหน้าที่สำคัญนี้ โดยเฉพาะในฐานะประธาน?
  • ใครคือผู้รับรอง บุคคลใดเป็นผู้เสนอชื่อ ตรวจสอบคุณสมบัติ และรับรอง ก่อนเสนอเรื่องให้ กกต. ออกคำสั่งแต่งตั้ง?
  • จะตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่ทราบ แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามและรับรู้ข้อเท็จจริงแล้ว กกต. จะมีการตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งย้อนหลังเพื่อความโปร่งใสหรือไม่?

ในช่วงท้ายของโพสต์ ได้ทิ้งทวนถึงปัญหาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระไว้อย่างน่าสนใจว่า “…เหตุใดบุคคลที่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยถึงขั้นปลดออกจากราชการ และมีคำพิพากษาศาลปกครองเป็นข้อยุติแล้ว ถึงได้รับการแต่งตั้งจาก กกต. ให้เป็นประธานคณะที่มีหน้าที่กลั่นกรองและวินิจฉัยคดีการเมืองระดับประเทศ… ถ้ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ชี้ขาดยังมีคำถามขนาดนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นในผลการชี้ขาดได้อย่างไร?”

ทั้งนี้ ประชาชนและสื่อมวลชนกำลังจับตาดูท่าทีของ กกต. ว่าจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบคำถามต่อประเด็นการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลากรที่เข้ามารับหน้าที่สำคัญระดับประเทศในครั้งนี้อย่างไร