เปิดตัว ‘art bangkok 2026 – The First Chapter’ จุดนัดพบ Art Ecosystem เชื่อมวงการศิลปะไทยสู่เครือข่ายนานาชาติ

15 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

สมาคมแกลเลอรีไทย (Thai Galleries Association: TGA) จับมือ The Cloud พร้อมธนาคารยูโอบี (UOB) ในฐานะ Lead Partner ประกาศเปิดตัว “art bangkok 2026 — The First Chapter” อาร์ตแฟร์นานาชาติหน้าใหม่ของกรุงเทพฯ ในจังหวะที่ตลาดศิลปะโลกกลับมาฟื้นตัว และศิลปะร่วมสมัยจากเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับความสนใจมากขึ้นบนเวทีนานาชาติ สะท้อนโอกาสของประเทศไทยในการยกระดับบทบาทสู่หนึ่งในจุดเชื่อมต่อของ Art Ecosystem ระดับภูมิภาค

ตลาดศิลปะฟื้นตัว ในวันที่เอเชียมีบทบาทมากขึ้น

การเกิดขึ้นของ art bangkok 2026 อยู่ในจังหวะที่ตลาดศิลปะโลกกลับมาเติบโต หลังหดตัวต่อเนื่องสองปี  ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Art Fair ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายผลงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการค้นพบศิลปิน สร้างความสัมพันธ์กับนักสะสม และเชื่อมโยงผู้เล่นในวงการเข้าหากัน

สุภิตา เจริญวัฒนมงคล

สุภิตา เจริญวัฒนมงคล ผู้แทนสมาคมแกลเลอรีไทย (Thai Galleries Association: TGA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศิลปินที่มีศักยภาพ มีแกลเลอรี นักสะสม สถาบัน และผู้คนที่สนใจศิลปะเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราต้องการเติมคือพื้นที่กลางที่ทำให้ทุกองค์ประกอบได้มาเจอกัน และเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้มากขึ้น art bangkok จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่ม Art Fair อีกหนึ่งงาน แต่เราต้องการสร้างแพลตฟอร์มที่เติบโตไปพร้อมกับวงการศิลปะไทย เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พบผู้ชมและนักสะสมใหม่ แกลเลอรีได้ขยายเครือข่าย ขณะเดียวกันก็เปิดประตูให้ผู้คนจากต่างประเทศได้เข้ามาค้นพบและทำความรู้จักกับศิลปะในประเทศไทยมากขึ้น The First Chapter คือจุดเริ่มต้น เราหวังว่า art bangkok จะเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้ Art Ecosystem ของประเทศไทยแข็งแรงขึ้น และทำให้กรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับวงการศิลปะระดับภูมิภาคและนานาชาติได้มากขึ้นในระยะยาว”

The First Chapter — จาก Art Fair สู่พื้นที่เชื่อม Art Ecosystem

แนวคิด “The First Chapter” สะท้อนการเริ่มต้นของแพลตฟอร์มที่มอง Art Fair กว้างกว่าการจัดแสดงและซื้อขายผลงาน ไปสู่การเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ และโอกาส ตั้งแต่ศิลปินและแกลเลอรี ไปจนถึงนักสะสม คิวเรเตอร์ พิพิธภัณฑ์ สถาบัน และผู้ชม ภายในงานจึงมีทั้ง การจัดแสดงผลงานศิลปะจากแกลเลอรีและศิลปินนานาประเทศ เวทีเสวนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กิจกรรม Networking และพื้นที่พบปะระหว่างผู้เล่นในวงการจากไทยและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนา ความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่สามารถต่อยอดไปได้หลังงานสิ้นสุดลง

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศิลปะไม่ควรเป็นเรื่องของคนในวงการเท่านั้น แต่ทุกคนควรสามารถเข้ามาค้นพบ เรียนรู้ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์กับศิลปะในแบบของตัวเองได้ เราจึงอยากให้ art bangkok เป็นพื้นที่ที่เปิดโลกศิลปะให้กว้างขึ้น และทำให้แม้แต่คนที่ไม่เคยเดินเข้าแกลเลอรีมาก่อนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้ กรุงเทพฯ มีทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม พลังสร้างสรรค์ และผู้คนจากทั่วโลก เราอยากใช้ศักยภาพเหล่านี้สร้างพื้น ที่ที่ศิลปิน แกลเลอรี นักสะสม คนทำงานสร้างสรรค์ และผู้ชมทั่วไปสามารถมาเจอกันได้ ความสำเร็จของ The First Chapter จึงไม่ได้วัดจากการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้เกิด การค้นพบใหม่ ความสัมพันธ์ใหม่ และบทสนทนาใหม่ ที่สามารถเดินทางต่อไปหลังจากงานจบลง และทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและวัฒนธรรมร่วมสมัยของกรุงเทพฯ มากขึ้น”

UOB ต่อยอดการสนับสนุนศิลปิน สู่โอกาสนำเสนอผลงาน

ธรรัตน โอฬารหาญกิจ

ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การร่วมสนับสนุน art bangkok 2026 ในฐานะ Lead Partner เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจนี้ โดยมีทั้ง UOB Art Space และการนำเสนอผลงานจากศิลปินในโครงการ UOB Painting of the Year เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พบกับแกลเลอรี นักสะสม และผู้สนใจศิลปะจากไทยและต่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดแสดงและความร่วมมือในอนาคต

“เราเชื่อมั่นในศักยภาพของศิลปินไทย และร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสให้ผลงานของพวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น เพราะความเข้มแข็งของวงการศิลปะในระยะยาว ต้องอาศัยทั้งศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานและผู้คนที่พร้อมสนับสนุนให้พวกเขาเติบโต”

art bangkok 2026 — The First Chapter จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2569 ณ NEX Hall และ Jewel Zone ชั้น 5 สยามพารากอน บนพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร เชิญชวนทั้งคนในวงการ นักสะสม คนรุ่นใหม่ และผู้สนใจศิลปะ มาร่วมค้นพบผลงาน มุมมอง ผู้คน และความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมร่วมเปิด “The First Chapter” บทแรกของ ART BANGKOK ไปด้วยกัน

บัตรเข้าชม art bangkok 2026 EARLY BIRD TICKET เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน ปี 2026 VIP PASS | ราคาพิเศษ 780 บาท จากปกติ 880 บาท DAY PASS | ราคาพิเศษ 250 บาท จากปกติ 350 บาท ตั๋วทุกประเภทใช้เข้างานได้ 1 วัน เฉพาะวันที่เลือกไว้ขณะสั่งซื้อเท่านั้น ชื้อบัตรเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้  zipeventapp.com/e/art-bangkok-2026 โดยราคา Early Bird เป็นไปตามวันที่ซื้อและช่วงเวลาที่กำหนด ติดตามข้อมูล และข่าวสารจาก art bangkok 2026 ได้ทาง www.artbangkok.org

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

15 กันยายน 2569 เวลา 07:30 น.

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย

ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

‘ตาแห้ง’ ภัยเงียบคนติดจอ บำรุงราษฎร์ยกระดับ ‘คลินิกตาแห้ง’ เจาะลึกต้นเหตุคนยุคดิจิทัล รักษาตรงจุด ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

15 กันยายน 2569 เวลา 07:00 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง โดยพบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ชูแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ

พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด

“ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว

พลิกความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”

ด้าน นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน

IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

สู่ Light-Based Therapy รักษาตรงต้นเหตุ

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) โดย Low-Level Light Therapy (LLLT) ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตาในระดับเซลล์ ส่วน Intense Pulsed Light (IPL) ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา สำหรับผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP) เพื่อช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ผู้ที่กำลังมีปัญหาตาแห้ง สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ คลินิกตาแห้ง ศูนย์จักษุ ชั้น 18 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 061 408 9622 (Hotline) หรือ 02 066 8888 และ 1378 (Contact Center)

บอกลาโรค ‘รองช้ำ’ เจาะลึกความลับเอ็นฝ่าเท้า พร้อมนวัตกรรมรักษาให้หายขาด

15 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เคยหรือไม่? ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนเท้าลงข้างเตียงเพียงก้าวแรกแตะพื้นกลับ “เจ็บจี๊ด” เหมือนโดนเข็มแทงที่ส้นเท้า หรือบางทีนั่งทำงานเพลิน ๆ พอจะลุกไปกินข้าวก็ต้องเดินกะเผลกในช่วง 5-10 ก้าวแรก ซึ่งถ้าคุณมีอาการแบบนี้ แสดงว่า “โรครองช้ำ” (Plantar Fasciitis) กำลังแอบมาทักทายเข้าให้แล้ว!

ทำไม? ต้องเจ็บตอน “ก้าวแรก”

อาการคลาสสิก Morning Pain หรือ Starting Pain นี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีคำอธิบายง่ายๆ คือในช่วงที่เรานอนหลับหรือนั่งพักนานๆ เส้นเอ็นฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาวะ “หย่อนตัว” แต่พอลุกขึ้นยืนปุ๊บ เส้นเอ็นจะถูกกระชากให้ตึงทันทีเหมือนหนังยางที่ถูกดึงแรง ๆ จนเกิดความเจ็บปวด พอเดินไปสัก 15-20 นาที เอ็นเริ่มยืดหยุ่น อาการจะค่อยๆ ทุเลาลง…แต่นั่นไม่ได้แปลว่าโรคหายไปนะ

เช็กลิสต์: ใครเสี่ยงจะเป็น “นักเจ็บก้าวแรก”

อาการเจ็บรองช้ำ เป็นผลมาจากเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ โดยชนวนเหตุสำคัญที่สุดคือ เส้นเอ็นตึง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงวัย แต่ผู้หญิงอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายอยู่บ้าง เพราะเกิดมาพร้อมสรีระที่กล้ามเนื้อน่องและเอ็นฝ่าเท้าตึงกว่าปกติโดยธรรมชาติ เมื่อบวกกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น การสวมรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าแฟชันที่ไม่ซัพพอร์ตอุ้งเท้า แรงกดทับทั้งหมดจะตกลงที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าโดยตรง

อาการเจ็บรองช้ำไม่ได้แค่น่ารำคาญ แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงการเดิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบ เพราะกลัวความเจ็บจะกลับมา ทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลงแบบไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจาก 3 ปัจจัย  1.สายเอ็นตึง (The Tight Body): บางคนเกิดมาพร้อมต้นทุน “น่องตึง” หรือ “เอ็นฝ่าเท้าตึง”  ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถ้าพื้นฐานเอ็นเราไม่ยืดหยุ่น แค่ใช้ชีวิตปกติก็เจ็บได้แล้ว 2.สาย Hard Working: คนที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้า, คุณครู, เชฟ หรือแม้แต่นักช้อปสายแข็งที่เดินห้างทั้งวัน 3.สายแฟชั่นเลือกรองเท้าผิด: รองเท้าพื้นแข็งเกินไป รองเท้าแบนราบ (Flat Shoes) ที่ไม่มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้า รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นแรงกดทับที่ทำให้เอ็นฝ่าเท้าแบกรับภาระหนักเกินไป

ป้องกันและรักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

  1. การดูแลตัวเอง: “ยืด” เท่านั้นคือทางรอด : วิธีป้องกันที่ได้ผลชะงัดที่สุดคือ การยืดน่องและนวดเอ็นฝ่าเท้า หมั่นทำสม่ำเสมอให้เอ็นมีความยืดหยุ่น (น่องนิ่ม = เท้าไม่เจ็บ) ลองหาลูกเทนนิสมาคลึงใต้ฝ่าเท้าตอนนั่งทำงาน หรือยืดเหยียดน่องก่อนก้าวลงจากเตียง จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มหาศาล
  2. การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด “เทคโนโลยีช่วยได้” : หากอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การทำเครื่องมือกายภาพบำบัดด้วย  Shockwave (ช็อกเวฟ) หรือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ คือทางเลือกยอดฮิตที่ช่วยให้คนไข้กว่า 90% หายเจ็บได้โดยไม่ต้องกินยาต่อเนื่อง
  3. นวัตกรรม “ส่องกล้อง” ทางเลือกสุดท้ายที่หายไว : สำหรับใครที่เป็นเรื้อรังมานานจนมี “กระดูกงอก” ทิ่มฝ่าเท้า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Endoscopic Surgery) เพียง 0.5 ซม. เข้าไปกรอกระดูกงอกและยืดเอ็นให้หย่อนลง แผลเล็ก เจ็บน้อย และเดินคล่องได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ไม่ต้องกลัวแผลเป็นใหญ่ที่ฝ่าเท้าอีกต่อไป

อย่าปล่อยให้ความเจ็บเป็นเรื่องชินชา

อาการเจ็บจาก “รองช้ำ” อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความเจ็บเรื้อรัง ที่พรากความสนุกในการใช้ชีวิตและการเดินทางของคุณไป ลองสำรวจก้าวแรกในวันพรุ่งนี้ให้ดี ถ้าเริ่มเจ็บ! อย่ารอจนทนไม่ไหว รีบรักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา และนวัตกรรมการรักษาที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็น Shockwave Therapyการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ และ Endoscopic Surgery (ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก) สำหรับเคสที่เป็นมานานจนมีกระดูกงอก ทำให้การผ่าตัดในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เพราะก้าวแรกของวันควรเป็นก้าวที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่ใช่ความเจ็บปวด…เริ่มดูแลเท้าของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อก้าวที่มั่นใจในทุกๆ วัน

คุณแหน : 15 กันยายน 2569

15 กันยายน 2569 เวลา 00:30 น.

 ll ลาแล้วไม่ลาลับจะกลับมาทุกปี, กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ “อับราฮัม ลินคอล์น” พร้อมทหาร GI. เสร็จภารกิจตะวันออกกลาง มุ่งมาทำ Rest and Recreation ที่เมืองพัทยา เป็นเวลา 5 วัน อีกครั้งหนึ่งที่กองเรือสหรัฐฯ เลือกเมืองท่าที่เหล่า GI. เรียกร้องมากที่สุด แม้ว่าครั้งนี้ทหารเรือและนาวิกโยธินยกพลมาถึง 5 พันคน แต่เนื่องจากความซับซ้อนในเรื่องความปลอดภัยที่ล่อแหลม และด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ต้องอนุญาตให้เหล่า GI. ลงจากเรือเข้าเมืองท่องเที่ยวโดยแบ่งออกเป็นชุดๆ และต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางกองทัพวางแผนไว้ ทั้งนี้ เพื่อการรักษาความปลอดภัย มีผลให้การใช้จ่ายดอลลาร์ของ GI. ไม่สะพัดเป็นพายุหมุนดังที่เคยเห็น อย่างไรก็ดี ด้วยความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย กล่าวคือรัฐบาลไทย, กองทัพเรือสหรัฐฯ และเมืองพัทยา ตลอด 5 วัน “R&R” จึงผ่านพ้นไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุการณ์ให้กังวล ท้ายสุดท่านผู้บังคับการกองเรือฯ Dan Keeler กล่าวอำลาพร้อมขอบคุณการต้อนรับกองเรือสหรัฐฯอย่างอบอุ่นจากชาวไทย เรือบรรทุกเครื่องบิน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานปรมาณูมีเพียงไม่กี่ลำในโลก แทบทั้งหมดขึ้นระวางอยู่ในกองทัพเรือสหรัฐฯ แม้แต่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางยังไม่สามารถมีไว้ในครอบครอง…จึงไม่แปลกที่วันกองทัพเรือ “ลินคอล์น” ถอนสมอออกเดินทางกลับ มีผู้คนจำนวนมากไปรวมตัวอยู่บนจุดชมวิวยอดเขาบ่อยา ดูกองทัพเรือเคลื่อนออกสู่มหาสมุทรอย่างสง่างาม…

ll ในอดีตวีรกรรมเขาในฐานะผู้สื่อข่าวของ นสพ.หัวสีมีมากมายจนได้ฉายาว่า “นักข่าวหัวเห็ด” จากการที่เขาเสี่ยงอันตรายบุกเข้ากลางสมรภูมิ “14 ตุลาคม” พ.ศ.2516 เป็นเหตุให้เขาถูกกระสุนบาดเจ็บสาหัส แต่รอดชีวิตมารายงานข่าวยิ่งใหญ่แห่งยุค วันนี้ เชิดสกุล เมฆศรีวรวรรณ เดินทางจากสหรัฐฯกลับมาเยี่ยมบ้านกรุงเทพฯเพื่อพักผ่อน เพื่อนๆ ชาว EX. L.A. เลยนัด

รวมตัวเพื่อมาเลี้ยงฉลองและพบปะสังสรรค์กันที่ร้านอาหาร “ครัวผักปลา” ย่านกรุงเทพกรีฑาของ เจษฎา ชวนะโรจนฤทธิ์ อดีต Commercial designer ชื่อดัง ซึ่งรู้จักรู้ใจพรรคพวกดีจัดเตรียมอาหารโปรดของพวกคอไวน์ ขาหมูตุ๋นแห้ง,ลิ้นเป็ด,กึ๋นเป็ด,แกงป่า,ข้าวผัดแอล.เอ. ส่วนผู้มาร่วมดินเนอร์เริ่มด้วยเหล่าไทคูน อาทิ เจ้าสัวปราจิน เอี่ยมลำเนา,บุญชัย คงปักไพศาล,ธีระ วชิรขจร, พัลลภ บัวสุวรรณ,ธรรมนูญ ตระกูลยุทธชัย,ภิญโญ ทองเจือ และ สมศักดิ์ จารุสัมพันธ์จิต…

ll ขณะนี้ อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ควงมาดามณัฐินี ไปส่ง สาริศา ลูกสาวคนโตเข้าเรียนไฮสคูลที่โรงเรียน Choate Rosemary Hall รัฐ Connecticut USA. (สถาบันเก่าของคุณพ่ออิศเรศ) และก่อนจะส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนได้ถือโอกาสพากันไปชมการแข่งขันเทนนิส US Open ที่ New York ตามประสาผู้ชอบเทนนิสกันทั้งครอบครัว…

ll ตั้งแต่ จิรกานต์ เพชรชาติ ย้ายไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงลอนดอน มาดามต้องหทัย ก็มีความสุขกับกิจกรรมรับแขก ที่มีทั้งญาติสนิทและมิตรรักจากประเทศไทยไปเยี่ยมเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ

…ll ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ LEPSIA ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยากันชักสำหรับเด็ก จากสารสกัดช่อดอกกัญชา Pure CBD (Cannabidiol) ในวันที่ 15 ก.ย. 17.00 น. ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ…ทั้งนี้ มช.ร่วมกับ บริษัทแอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด ได้ร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ เพื่อผลักดันองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านกัญชาทางการแพทย์จากระดับห้องปฏิบัติการสู่อุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด “ผลิตโดยคนไทย มาตรฐานสากล เพื่อคนทั้งโลก”…ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ LEPSIA ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชนต่อไป!!…

บารอนเนส

กาแฟพันธุ์ไทย – ททท. ชวนเปิดประสบการณ์ล่าขุมทรัพย์ 8 มรดกโลก ผ่านเกม AR Gamification ‘Heritage Treasure’

14 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

“กาแฟพันธุ์ไทย” จับมือ “ททท.” ปลุกพลังไทยเที่ยวไทย ส่งต่อรายได้สู่ชุมชน ชวนเปิดประสบการณ์ล่าขุมทรัพย์ 8 มรดกโลก ผ่านเกม AR Gamification “Heritage Treasure”

กาแฟพันธุ์ไทย แบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติไทย ประกาศจับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันโครงการ “Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก” เกมท่องเที่ยวรูปแบบ AR บน Mobile Website ชวนคนไทยออกเดินทางสู่แหล่งมรดกโลกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ทั้ง 8 แห่ง ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานเกม การสำรวจ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ต่อยอดให้เกิดการเข้าพัก การใช้จ่าย และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับ Brand DNA ของพันธุ์ไทยที่มุ่งสนับสนุนคนไทยและสร้างรายได้สู่ชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยมารังสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงการลงพื้นที่ให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยให้ “อยู่ดีมีสุข” การเข้าร่วมโครงการ Heritage Treasure จึงเป็นอีกก้าวที่พันธุ์ไทยขยายบทบาทจาก “ต้นน้ำ” ของวัตถุดิบไทย สู่การสนับสนุน “ปลายน้ำ” อย่างการท่องเที่ยว เพื่อให้รายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนไทยในทุกมิติ พร้อมสะท้อนบทบาทของกาแฟพันธุ์ไทยในฐานะพันธมิตรสำคัญของโครงการ ที่ร่วมเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้มีสีสันมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวเข้ากับการออกเดินทางจริง การแวะพักระหว่างทาง และการค้นพบคุณค่าของแหล่งมรดกโลกไทยในมุมที่เข้าถึงง่ายและร่วมสมัย

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “พันธุ์ไทยเชื่อว่าหัวใจของแบรนด์คือ ‘คนไทย’ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและวัตถุดิบให้แบรนด์ หรือชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พันธุ์ไทยได้เข้าไปเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันมาโดยตลอด การได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ ททท. ในโครงการ “Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก” จึงเป็นโอกาสที่พันธุ์ไทยจะได้ส่งต่อความตั้งใจแบบเดียวกับที่ทำกับเกษตรกรมาตลอด ไปสู่ชุมชนรอบแหล่งมรดกโลกทั่วประเทศ ให้การเดินทางของคนไทยแต่ละครั้งกลายเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน”

“พันธุ์ไทยอยากให้การท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่จบเพียงแค่การเช็กอินหรือเล่นเกม แต่ต่อยอดไปสู่การใช้เวลาในพื้นที่จริง การแวะพัก และการอุดหนุนร้านค้าผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่นเดียวกับที่พันธุ์ไทยตั้งใจสนับสนุนเกษตรกรไทยมาตลอด 14 ปี รางวัลและสิทธิประโยชน์ที่พันธุ์ไทยร่วมสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่หวังว่าจะจุดประกายให้คนไทยออกเดินทาง ค้นพบคุณค่าของบ้านเกิดตัวเอง และช่วยกันดูแลเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปด้วยกัน ทั้งนี้ กาแฟพันธุ์ไทยเชื่อว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือประสบการณ์ระหว่างทางที่ทำให้ผู้คนได้ค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ ได้ใช้เวลาในพื้นที่ และได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยในมุมที่แตกต่าง การเข้าร่วมโครงการ Heritage Treasure ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของพันธุ์ไทยในการร่วมสนับสนุนให้การเดินทางท่องเที่ยวไทยมีคุณค่า สนุก และใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น” คุณสุขวสา กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ล่า – ท้า – แลก – เที่ยว” โดยผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่จริง เปิดเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ ตามหา Heritage Items ที่ซ่อนอยู่ในแหล่งมรดกโลก ทำภารกิจสะสมไอเทม และแลกรับของรางวัลหรือสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่งทั่วประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวปี 2569 ของ ททท. ที่มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจาก “เชิงปริมาณ” สู่ “เชิงคุณภาพ” ภายใต้แนวคิด Value is the New Volume

ความร่วมมือระหว่างกาแฟพันธุ์ไทยและ ททท. ในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คือการร่วมผลักดันประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงแบรนด์ไทย นักท่องเที่ยว แหล่งมรดกโลก และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าด้วยกัน ด้วยความตั้งใจเดียวกันคือการทำให้คนไทยมีความสุข มีรายได้ และภาคภูมิใจในคุณค่าของแผ่นดินไทย

ท้ายที่สุดโครงการ Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก ยังช่วยตอกย้ำว่า มรดกโลกไทยคือ “ขุมทรัพย์ของประเทศ” ที่รอให้คนไทยกลับไปค้นพบในมุมใหม่ พร้อมต่อยอดให้เกิดการเดินทาง การใช้จ่าย และการสนับสนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่สนใจร่วมออกเดินทางตามรอยแหล่งมรดกโลกของไทยทั้ง 8 แห่ง สามารถติดตามรายละเอียด โปรโมชัน ส่วนลด และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ Facebook Page: Heritage Treasure เที่ยวไทย ล่ามรดกโลก และ Facebook Page: Punthai Coffee

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวทีประชันไอเดีย ‘Young Designer 2026’ ภาคใต้ ยกระดับดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่นวัตกรรมแฟชั่นสากล

14 กันยายน 2569 เวลา 17:25 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมต้นอ้อยแกรนด์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสยาม  ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคใต้ พร้อมด้วยนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางณัฏฐิรา กระแสร์สาร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ นายศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฯ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล เจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวสรลักษณ์ ติกขะปัญญา เจ้าของแบรนด์ Archive026 นางสาวเจนสุดา ปานโต เจ้าของแบรนด์ Janesuda และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม เจ้าของแบรนด์ TR Tailor

โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นโครงการที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สู่การเป็นนักออกแบบผ้าไทยรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ชุดผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 652 ราย/ทีม ซึ่งเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มีผู้ให้ความสนใจสมัครมากถึง 85 ราย/ทีม

สำหรับการประกวดระดับภาคใต้ในวันนี้ มีผู้ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาร่วมประชันฝีมือจำนวน 14 ราย/ทีม โดยผู้เข้าประกวดได้นำเสนอผลงานภาพสเก็ต พร้อมสตอรี่บอร์ด หรือมู้ดบอร์ด (Mood board) ของชุดที่จะออกแบบตัดเย็บจำนวน 3 ชุดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคใต้ เข้าไปชิงชัยในการประกวดระดับประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

#ผ้าไทยใส่ให้สนุก #YoungDesigner2026 #กระทรวงมหาดไทย #กรมการพัฒนาชุมชน

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ รับมอบเงินสนับสนุน สานพลังภาครัฐ-เอกชนอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ม.อปสท.สร.) จัด “งานพิธีรับมอบเงินสนับสนุนโครงการ/กิจกรรม ปี ๒๕๖๙ (ครั้งที่ ๓) และงานมอบของที่ระลึกและใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนโครงการ/กิจกรรม ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๒ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อแสดงความขอบคุณและเชิดชูเกียรติแด่หน่วยงานภาคีเครือข่ายผู้สนับสนุน โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงานกว่า ๕๐ หน่วยงาน

การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ภายใต้พระปณิธานอันแน่วแน่และวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ประธานมูลนิธิฯ ที่ทรงให้ความสำคัญและมีพระดำริในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ฟื้นฟู สร้างความตระหนักรู้ และ จัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างจริงจัง ส่งผลให้ภารกิจทั้งด้านวิชาการ งานวิจัยเชิงลึก การฟื้นฟูแนวปะการังและช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ และการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้แก่เยาวชนและสาธารณชนทั่วไปผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการนิทรรศการ Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE การดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพลังแห่งเจตนาดี ความร่วมมือ และการสนับสนุนอันทรงคุณค่าจากทุกภาคส่วน

ภายในงานจัดให้มีพิธีสำคัญเพื่อแสดงความขอบคุณและยกย่องหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตรกว่า ๕๐ หน่วยงาน ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของมูลนิธิฯ โดยมีพิธีการสำคัญ ๔ ลำดับ ได้แก่

๑. พิธีรับมอบเงินสนับสนุน ประจำปี ๒๕๖๙ รับมอบเงินสนับสนุนจากหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๙ จำนวน ๙ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจ.ซี.เจ จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน), สถาบันพระปกเกล้า, เมืองพัทยา และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

๒. พิธีรับมอบเงินสนับสนุนและใบประกาศเกียรติคุณ ประจำปี ๒๕๖๙ รับมอบเงินสนับสนุนจากหน่วยงาน และมอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและ ยกย่องหน่วยงานผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๙ จำนวน ๗ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กระทรวงอุตสาหกรรม, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชวนหลงเซรามิค, มูลนิธิวิน วิน, บริษัท เอ็มเอ็มซี โพลีเมอร์ จำกัด, บริษัท นิวสบายวิง จำกัด และ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

๓. พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙มอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและยกย่องในคุณูปการของหน่วยงานผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ปี ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙ จำนวน ๑๑ หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพดุสิต เวชการ จำกัด (มหาชน), บริษัท แวรูล่า เอ็นเนอร์ยี่ ออยล์ แอนด์ แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

๔. พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดงานนิทรรศการ “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร จำนวน ๑๕ หน่วยงาน ที่ร่วมจัดนิทรรศการและส่งเสริมการสร้างการรับรู้ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในกลุ่มเยาวชนและประชาชนที่เข้าร่วมงานกว่า ๔๕,๐๐๐ คน ประกอบด้วย กองทัพเรือ, กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมประมง, กรมควบคุมมลพิษ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, สโมสรโรตารีกรุงเทพ คลองเตย, สโมสรโรตารีพระปกเกล้า, สโมสรโรตารี เจริญนคร, สโมสรโรตารีวังสราญรมย์ ท่าพระ, สโมสรโรตารีกรุงเทพบางลำพู ในพระอุปถัมภ์, สโมสรโรตารียานนาวา, สโมสรโรตารีราษฎร์บูรณะ, สโมสรโรตารี สปอร์ต ไทยแลนด์ และ บริษัท ณัฐธนาธร จำกัด

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เชื่อมั่นว่า “พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” คือกลไกสำคัญในการขยายและเชื่อมโยงความร่วมมือขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนรวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการอนุรักษ์ทะเลไทยเพิ่มขึ้น และสร้างความตระหนักรู้ด้านจิตสำนึกในการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล ให้เกิดผลในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิฯ มิได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความร่วมมือและการสร้างจิตสำนึก ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมงานวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคม อาทิ การจัดงานประชุมวิชาการ การส่งเสริมการอัพไซคลิงขยะทะเลเพื่อพัฒนาเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ได้แก่ หม้อนอน และผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ที่มุ่งสร้างคุณค่าจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ หากแต่เป็นพลังร่วมในการดูแลและฟื้นฟูแนวปะการัง กัลปังหา และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลไทย เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์และความงดงามของทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่ ส่งต่อความสมบูรณ์ของทะเลไทยแก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป

วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” มอบรางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ 38

14 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  กำหนดจัดงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ครั้งที่ 38  ประจำปี 2569 โดย พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม อีกทั้งเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี และเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลเนื่องในวันครบรอบการถึงแก่อนิจกรรมของหม่อมงามจิตต์ฯ  โดยมีหน่วยราชการต่าง ๆ  และองค์การสาธารณกุศลจำนวนมาก อาทิ  กระทรวงมหาดไทย  กรุงเทพมหานคร  กรมประชาสัมพันธ์  สมาคมแม่บ้านมหาดไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ  ฯลฯ  ร่วมจัดงาน ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์  ซ.อารีย์สัมพันธ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชมงานมิตรสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น
ที่โรงแรมดุสิตธานี ในตอนค่ำของวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2519 โดยมี หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ปีนี้รางวัล “ หม่อมงามจิตต์บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569  มีผู้ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ รวม  190  คน  ประกอบด้วย

  1. ประเภท ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด (ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด) ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จำนวน  15  คน (คัดเลือกจาก  51  จังหวัด)
  2. ประเภท ผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นแก่ประชาชนและสังคม จำนวน  53  คน  แบ่งเป็น

–  ตำรวจจราจร  จำนวน  10  นาย  (คัดเลือกจาก  2,600  นาย)

–  พนักงานกวาดถนน  จำนวน 6  คน  (คัดเลือกจาก  9,000  คน  จาก 50 เขต)

–  พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน  10  คน  (คัดเลือกจาก 6,500  คน)

–  พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)   จำนวน  10  คน (คัดเลือกจาก  5,500  คน)

–  ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   จำนวน  10  คน (คัดเลือกจาก อปพร.ทั้งประเทศ และ เจ้าหน้าที่เผชิญสถานการ์ณวิกฤต (ERT) 640,000  คน)

– พลเมืองดี และจิตอาสาดีเด่น  จำนวน  7  คน  (คัดเลือกจากประชาชนทั่วไป  16  คน)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ให้แก่หม่อมงามจิตต์
บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก เป็นคนแรก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2513 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  1. ประเภท อาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรมมีผลงานดีเด่น ในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 8 คน (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ 27 แห่ง)
  2. ประเภท ครู ในสถานศึกษาที่มีเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ หรือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเมตตาจิตที่คู่ควรแก่การยกย่อง  จำนวน  93  คน  จาก  58  จังหวัด  (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ 109 แห่ง จาก 69 จังหวัด)
  3. ประเภท คนพิการดีเด่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวน 7  คน  (คัดเลือกจาก  200  คน)
  4. ประเภท หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น จำนวน 12 หมู่บ้าน  (คัดเลือกจากหมู่บ้านทั่วประเทศ 31 หมู่บ้าน จาก 31 จังหวัด)  และ  ผู้นำหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น  จำนวน  2  คน  (คัดเลือกจากผู้นำหมู่บ้านทั่วประเทศ 18  หมู่บ้าน  จาก  18  จังหวัด)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสด็จพระราชดำเนินไปในงานสภาสังคมสงเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก ตามเสด็จ

สำหรับผู้ได้รับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” ในจังหวัดต่าง ๆ ประเภทครู ในสถานศึกษาที่มีเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ หรือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมูลนิธิฯ ที่ได้รับรางวัล มูลนิธิฯ ได้เชิญให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้มอบรางวัล ต่อไป เพื่อไม่เป็นภาระในการเดินทางของผู้ได้รับรางวัล

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมใหญ่ครบ 3 ปี ของสภาสตรีระหว่างประเทศ (ไอ ซี ดับบลิว)
โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2513
ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมที่สำคัญของมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์ ฯ   คือ  การมอบรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ที่มูลนิธิฯ จัดมอบให้แก่บุคคลสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั่วประเทศ  เพื่อเชิดชูเกียรติ  และรำลึกในความสามารถ  ในคุณความดีของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ที่มีผลงานเป็นคุณประโยชน์แก่สังคม จนเป็นที่ยกย่องยอมรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกย่องบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับ  รางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ทั่วประเทศ  ที่มีความตั้งใจจริง เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ภารกิจต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านั้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตน และเป็นแรงจูงใจ เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน บุคคลทั่วไป รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและมีคุณธรรมยิ่งขึ้น  อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเยาวชน สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนสภาสตรีประเทศต่างๆ
ทั่วโลกที่มาร่วมประชุมใหญ่ครบ 3 ปี ของ ไอ ซี ดับบลิว เข้าเฝ้าฯ โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนิน ณ พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2513

หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร  ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็น บุคคลสำคัญของโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล เมื่อปี 2558 ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม เนื่องด้วยเป็นสุภาพสตรีไทยผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งที่ได้สร้างชื่อเสียงเกียรติประวัติที่ล้ำเลิศของประเทศชาติ เป็นผู้นำสตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคมผู้มีอุดมการณ์แห่งความเสียสละ ได้ประกอบคุณงามความดีเป็นอเนกประการแก่ประเทศชาติและชาวโลกอย่างใหญ่หลวงกอรปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ยากที่จะหาผู้เสมอเหมือนผลงานของท่านปรากฏเป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาสตรี การพัฒนาเยาวชน การพัฒนาชนบทและการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์การจัดงานโคเน็กซ์
81- สหชาติศิลปาชีพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์เยี่ยมชม งานที่สวนอัมพร วันที่ 16
กุมภาพันธ์ 2524

หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก  ริเริ่มงานระดับชาติจำนวนมาก ตั้งแต่กว่า  81 ปีที่แล้ว  อาทิ  มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ  สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ  มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชนฯ  เป็นต้น  ซึ่งเป็นงานสาธารณกุศลที่ส่งเสริมสนับสนุนงานของรัฐบาล  ซึ่งงานเหล่านั้นยังจำเป็น  และมีคุณค่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน  ซึ่งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  เพื่ออำนวยคุณประโยชน์ในการพัฒนาคน สังคม และประเทศชาติจนถึงทุกวันนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมปฐมฤกษ์ คณะกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน
ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยมีหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
บุคคลสำคัญของโลก ประธานกรรมการดำเนินงานมูลนิธิฯ เฝ้ารับเสด็จ

หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก  เป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวในรอบ 138 ปี (ณ ปี 2569)  ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสภาสตรีระหว่างประเทศ  ซึ่งมีองค์การสมาชิกถึง  75  ประเทศ  ซึ่งสภาสตรีระหว่างประเทศ  ก็ได้ยกย่องชื่นชมเช่นกัน  โดยได้จัดงาน “วันแห่งการพัฒนาเพื่อเชิดชูเกียรติหม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร” ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2529  ด้วย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา
อดีตประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และอดีตประธานที่ปรึกษามูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร
อดีตประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
และอดีตประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร และหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร
ปี 2531 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงโปรดให้ สมเด็จพระ
เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขณะ 10
พรรษา เสด็จแทนพระองค์ ทรงเปิดงาน วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์
เซ็นทรัลลาดพร้าว มีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ประธานจัดงานฯ และพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ที่ปรึกษาการจัดงานเฝ้ารับเสด็จ ฯ

‘สกาย กิ่งโพยม’จากลูกชายตัวแม่ ‘ลูกเกด’ สู่นักกีฬาทีมชาติ กับเส้นทางพิสูจน์ตัวเอง

15 กันยายน 2569 เวลา 12:54 น.

กำลังถูกจับตามองแบบต่อเนื่อง สำหรับ “สกาย กิ่งโพยม ชาร์พเพิร์ล” หนุ่มหล่อลูกชายของตัวแม่วงการบันเทิง “ลูกเกด เมทินี” ที่วันนี้ไม่ได้มีดีแค่รันเวย์ เพราะเจ้าตัวยังเป็น นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย อีกด้วย ล่าสุดขอเปลี่ยนโหมดมานั่งเก้าอี้ร้อนในรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” เปิดมุมชีวิตที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น

งานนี้ “สกาย” พูดถึงกระแสความฮอตในโลกออนไลน์ที่ชื่อถูกพูดถึงต่อเนื่อง  พร้อมเล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งงานแฟชั่น แบรนด์ดัง คอมเมนต์ในโซเชียล  รวมถึงแรงกดดันจากการเป็นลูกชายของ “ลูกเกด เมทินี” พร้อมเผยว่าตัวตนของเขาในวันที่อยู่บ้านกับวันที่อยู่ต่อหน้าสื่อ แตกต่างกันแค่ไหน

อีกด้านที่น่าสนใจคือชีวิตนักกีฬา เมื่อ “สกาย” ต้องบาลานซ์ระหว่างรันเวย์กับการฝึกซ้อมว่ายน้ำอย่างจริงจัง  พร้อมพูดถึงเป้าหมายบนเส้นทางกีฬา และคำถามชวนเลือกที่ทำเอาต้องคิดหนักว่า หากต้องเลือกระหว่าง “เหรียญทองโอลิมปิก” กับ “พระเอกเบอร์ 1 ของเมืองไทย” จะเลือกอะไร?

ยังมีเรื่องหัวใจและตัวตนในชีวิตจริง ทั้งคนที่คอยฮีลใจ ความรัก สเปกในฝัน รวมถึงความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ  ก่อนเข้าสู่ช่วงไฮไลต์  “Social Bomb”  ที่โยนคอมเมนต์จากโลกออนไลน์มาให้ตอบกันตรง ๆ ตั้งแต่ “ดังเพราะเป็นลูกคนดัง” ไปจนถึง “เดี๋ยวมีเด็กใหม่มาก็โดนกลบ” งานนี้สกายจะรับมืออย่างไร ปิดท้ายด้วยบททดสอบ “สยบทุกดรามา 15 วิ” เปิดพื้นที่ให้ “สกาย” พูดแทนตัวเองแบบสั้น กระชับ และชัดเจน ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร

ติดตามความสนุกและอีกหลายมุมของ “สกาย กิ่งโพยม ชาร์พเพิร์ล” ได้ในรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” เมื่อเก้าอี้ตัวนี้ไม่ได้มีไว้แค่นั่ง แต่พร้อมพาคุณไปรู้จักตัวตึงให้มากกว่าที่เคย! วันเสาร์ ที่   19  กันยายน  2569    เวลา 14.10 น. ทาง MONOMAX SPORTS TV ดูมันส์แบบอันเซ็นเซอร์ได้ที่ Monomax

#MONOMAXSPORTSTV #Monomax #HOTSEAT #ตีซี้ตัวตึง #น็อตวรฤทธิ์ #สกายกิ่งโพยม