ราคาแพงกว่าทองมีจริง เกรท วรินทร บุกส่องอาณาจักรการ์ดวันพีช ชมคลิป

ราคาแพงกว่าทองมีจริง เกรท วรินทร บุกส่องอาณาจักรการ์ดวันพีช ชมคลิป

ราคาแพงกว่าทองมีจริง เกรท วรินทร บุกส่องอาณาจักรการ์ดวันพีช ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.09 น.

ทำเอาเหล่าแฟนคลับและนักสะสมตาค้างไปตาม ๆ กัน! เมื่อวานนี้ 20 เมษายน 2569 พระเอกหนุ่มผิวเข้ม เกรท วรินทร ที่ช่วงหลัง ๆ มานี้ดูจะโดนตกเข้าสู่วงการสะสม One Piece Card Game แบบเต็มตัวมาได้ 2-3 เดือน ล่าสุดเจ้าตัวขอพิสูจน์ความโหดด้วยการพาไปบุกส่องราคาการ์ดกันแบบใกล้ชิด พร้อมแคปชั่นยืนยันความอึ้งว่า เค้าว่า แพงกว่าทอง ก็สงสัยจนต้องเข้ามาดูด้วยตัวเอง

งานนี้บอกเลยว่าคำว่า แพงกว่าทอง ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น ๆ  เพราะหนุ่มเกรทพาไปส่องแต่ละใบเห็นแล้วต้องร้อง Oh My God ไม่ว่าจะเป็น การ์ด Gol D. Roger (Manga Alt Art) ราคาพุ่งไปถึง 195,000 บาท หรือ การ์ด Monkey D. Luffy (1st Anniversary Signature) ราคาอยู่ที่ 185,000 บาท และ การ์ด Monkey D. Luffy (Manga Alternate Art) ราคาจุก ๆ 198,000 บาท

เกรท วรินทร

หลังจากที่คลิปวิดีโอของ เกรท วรินทร เกี่ยวกับราคาการ์วันพีชที่มีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์กันสนั่น เช่น

“พี่เกรทไป 26 นะคะ”

“สุดยอดเลยค่ะ”

“ขอซักจุ่ม”

“โพสไอจีพี่ก็พาผมเข้าวงการ5555”

“ลุ้นนน คร้าบ”

“มิต้องขอเป็นเด็กหรอกจ้าา คือเห็นเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว อยู่ตลอด อยู่เนืองๆ อยู่สืบมาและคงสืบไปจ้า”

เกรท วรินทร
เกรท วรินทร

เห็นตัวเลขแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมวงการนี้ถึงถูกขนานนามว่าเป็นสมบัติของโจรสลัดยุคใหม่ เพราะมูลค่าการ์ดใบเดียวบางใบอาจแลกที่ดินทำเลงามได้สบาย ๆ ไม่ใช่เรื่องตลกอย่างที่หลายคนคิด ใครที่อยากไปกระทบไหล่หรือส่องการ์ดแรร์ ๆ แบบเฮียเกรท เตรียมตัวให้พร้อมในงาน ASIA Card Show Thailand 2026 วันที่ 25-26 เมษายนนี้ ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ บอกเลยว่าวงการนี้เข้าแล้วออกยาก…แต่ถ้าใจรักและกระเป๋าหนักก็จัดไปวัยรุ่น

เกรท วรินทร
เกรท วรินทร
เกรท วรินทร
เกรท วรินทร
เกรท วรินทร
เกรท วรินทร
เกรท วรินทร

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม  great_rider10

สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น’พระประธานพุทธมณฑล’

สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น'พระประธานพุทธมณฑล'

สวยงามราวกับมีชีวิตกว่าจะเป็น’พระประธานพุทธมณฑล’

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากท่านใด เคยได้ไปเยือน “พุทธมณฑล” สถานที่สำคัญทางประวัติศาสและพระพุทธศาสนาของชาติมาแล้ว  ย่อมจดจำได้ว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์”  หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเรียกว่า “พระประธานพุทธมณฑล” นั้น สูงใหญ่ สวยงาม ราวกับมีชีวิต จะย่างพระบาทเดินอยู่ร่ำไป  นี่คือความวิเศษของการออกแบบพระพุทธรูปโดยแท้

แต่รู้กันหรือไม่ว่า กว่าจะเป็น “พระประธานพุทธมณฑล” ได้ ต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน  โดยผู้ออกแบบคือ ศาสตร์จารย์ ศิลป์ พีระศรี “ครูฝรั่ง” ของชาวศิลปากร ศิลปินชาวอิตาเลียนที่เข้ามารับราชการในสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ศิษย์คนสำคัญท่านหนึ่ง เคยเล่าไว้ว่า งานชิ้นนี้ นับเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ ศ.ศิลป์ พีระศรี ท่านสร้างไว้  โดยที่อาจารย์เขียนใช้คำว่า “สร้างไว้เพียงครึ่งหนึ่ง”

กล่าวคือ ท่านได้รับมอบหมายให้ออกแบบและปั้นหุ่นองค์พระพุทธรูปต้นแบบ  ในการประชุมคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูปฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2497  โดยท่านได้เสนอความเห็นในที่ประชุมเรื่องการสร้างพระพุทธรูป และได้รับความเห็นชอบว่า

“พระพุทธรูปนั้น ไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าจริง เป็นแต่เพียงสิ่งแทน อันหมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น ถ้าพูดในด้านความรู้สึกแห่งจิตใจแล้ว  ควรเป็นแบบ Idealistic แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นหน้าที่ของศิลปินผู้ออกแบบ จะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอให้เกิดความรู้สึกก็แล้วกัน”

งานออกแบบภาพร่างพระประธานพุทธมณฑลนี้  เป็นงานที่เนื่องมาจากความสนใจพุทธศิลป์แบบสุโขทัยของ อ.ศิลป์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ท่านจึงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังและได้ใช้ในการออกแบบพระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งท่านได้อธิบายไว้ว่า

“พระพุทธเจ้าท่านเป็นมนุษย์ เป็นลูกกษัตริย์ ท่านต้องมีกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายสวยงาม กล้ามเนื้อกษัตริย์จะเด่นชัดเหมือนกล้ามเนื้อกรรมกรไม่ได้…เท้าก็ต้องเป็นเท้า

การสร้างพระพุทธรูป…ต้องสามารถถ่ายทอดให้รู้ซึ้งถึงแก่นสารแห่งพระธรรมของพระองค์ด้วย”

ในส่วนของพระพุทธรูปปางลีลาท่านก็ได้อธิบายพุทธลักษณะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพุทธศิลป์แบบสุโขทัยเป็นอย่างดีว่า

“เมื่อได้เห็นพระพุทธรูปปางลีลาอันประณีตงดงาม เราจะบังเกิดความรู้สึกเหมือนหนึ่งว่า พระพุทธองค์กำลังเสด็จดำเนินไปเบื้องหน้าอย่างแช่มช้อย  พร้อมด้วยพระอาการกรีดของนิ้วพระหัตถ์ ซึ่งแสดงเป็นสัญลักษณ์ของ ‘พระธรรมจักร’ ที่พระบรมศาสดาทรงมุ่งพระทัยประกาศพระธรรมคำสั่งสอน”

พุทธลักษณะของพระประธานพุทธมณฑล ที่ อ.ศิลป์ ออกแบบและปั้นหุ่นต้นแบบไว้  เป็นพระพุทธรูปปางลีลา มีพระเกตุมาลาเป็นเปลวสูงเหนือพระเศียร ทรงห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ อยู่ในท่าย่างพระบาท มีบัวรองพระบาท

โดยท่านได้ออกแบบไว้ 4 แบบ และคณะกรรมการได้คัดเลือกไว้แบบหนึ่ง  แล้วมอบหมายให้ท่านปั้นหุ่นแบบพระพุทธรูปสูง 2.14 เมตร  จากนั้นจึงปั้นขยายองค์พระจากรูปต้นแบบสูง 3.50 เมตร อีก 1 องค์ เพื่อประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อวันที่ 12-18 พฤษภาคม พ.ศ.2500 เพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา

องค์แรกที่เป็นต้นแบบได้นำไปประดิษฐานที่โรงพิธี

ส่วนองค์ที่สองได้นำไปประดิษฐาน ณ พุทธมณฑลจำลอง ที่สร้างไว้ด้านเหนือของท้องสนามหลวง

หลังจากนั้น ได้นำพระพุทธรูปองค์ต้นแบบมาเก็บรักษาที่กองหัตถศิลป กรมศิลปากร  ส่วนองค์ที่พุทธมณฑลจำลองคงประดิษฐานไว้กระทั่งเมื่อรื้อถอนพุทธมณฑลจำลอง  ได้ชำรุดคงเหลือแต่พระเศียรนำมาเก็บรักษาที่กองหัตถศิลป เช่นกัน
ปัจจุบันองค์แรกนั้น เป็นวัตถุจัดแสดงอยู่ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ละกลุ่มเผยแพร่ กรมศิลปากร ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า

 “ประติมากรรมต้นแบบพระศรีศากยะทศพลญาณ” 
ศิลปะรัตนโกสินทร์  พ.ศ. ๒๕๐๐ ปูนปลาสเตอร์ ระบายสี  ย้ายจากหอประติมากรรมต้นแบบ เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒

ประติมากรรมต้นแบบพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์  ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นประติมากรผู้ปั้นพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้  สำหรับจัดแสดงในนิทรรศการฉลองพระพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ภายในงานมีการระดมทุนเพื่อจัดสร้างพุทธมณฑล อันเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา ใน พ.ศ. ๒๕๑๐

ภายหลังเสร็จสิ้นงานจึงอัญเชิญพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้มาเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยจัดแสดง ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในพ.ศ. ๒๕๑๐ ได้เคลื่อนย้ายประติมากรรมต้นแบบองค์นี้ มาจัดแสดงในห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

จนถึงคราวรื้อฟื้นโครงการจัดสร้างพุทธมณฑล ในพ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้เคลื่อนย้ายมาถอดขยายแบบสำหรับหล่อเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ และได้เก็บรักษาไว้ ณ หอประติมากรรมต้นแบบ กรมศิลปากร จนถึงพ.ศ. ๒๕๖๒

สำหรับแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปต้นแบบนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์ ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปอิริยาบถลีลา ศิลปะสุโขทัย ที่ได้รับการนิยามว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามตามอุดมคติ นำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิคและสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตก โดยพระพุทธรูปต้นแบบองค์นี้นับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรูปลักษณ์ของพระพุทธปฏิมาแบบไทยประเพณีกับงานศิลปกรรมร่วมสมัย

อนึ่ง ในเวลาที่ อ.ศิลป์ออกแบบพระประธานเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดรัฐพิธีก่อฤกษ์ ณ ตำแหน่งฐานพระประธาน ในบริเวณพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม พ.ศ.2498 แต่หลังจากนั้นงานปั้นหล่อพระประธานได้หยุดชะงักลง  ในขณะที่เวลาต่อมา อ.ศิลป์ ก็ได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2505  งานปั้นหล่อจึงยังคงค้างมาเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ ราว 23 ปี

ใน พ.ศ.2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี  จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการขึ้นใหม่ โดยมีความเห็นว่า ขนาดพระพุทธรูปเดิมสูง 2,500 นิ้วนั้น สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย  และใช้เวลาในการดำเนินการมาก และเกรงโครงสร้างตามแบบจะไม่มั่นคงพอ จึงมีมติให้ลดขนาดความสูงลงเหลือ 2,500 กระเบียด ประมาณ 15.785 เมตร โดยใช้วิธีหล่อสำริด ซึ่งจะมีน้ำหนักถึง 20 ตัน

ต่อมาเมื่อมีการสำรวจชั้นดินบริเวณที่จะสร้างพระประธานนั้น พบว่า ไม่สามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอ จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบบริเวณฐานองค์พระพุทธรูป

กรมศิลปากรจึงได้มอบหมายให้ นายประเวศ ลิมปรังษี ผู้อำนวยการกองหัตถศิลปในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบแท่นฐานและลานทักษิณ โดยปรับปรุงจากแบบของ อ.ศิลป์ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีลักษณะองค์พระพุทธรูปประทับยืนบนฐานบัวหน้าบัลลังก์ฐานสิงห์ปากบัว มีฐานปัทม์รองรับลานทักษิณขนาดใหญ่แบ่งเป็น 2 ระดับ

ซึ่งนอกจากช่วยเรื่องความแข็งแรงแล้วยังเสริมให้องค์พระพุทธรูปมีความสง่างามมากยิ่งขึ้น

และในส่วนของงานปั้นหล่อองค์พระพุทธรูปมี นายสาโรช จารักษ์ รองผู้อำนวยการกองหัตถศิลปในขณะนั้น ทำหน้าที่หัวหน้าคณะประติมากร

ในการปั้นหล่อองค์พระประธานนี้ กรมศิลปากรได้ตั้ง “กองดำเนินการปั้นหล่อพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลประดิษฐาน ณ บริเวณพุทธมณฑล” หรือ “กองงานเฉพาะกิจพุทธมณฑล” ขึ้น โดยขยายรูป 7.5 เท่า จากองค์ต้นแบบของ อ.ศิลป์

สำหรับปั้นขยายปูนปลาสเตอร์ด้วยวิธีขยายจากรูปตัดหุ่นต้นแบบ (Contour) แบ่งองค์พระเป็น 6 ส่วน มีนายชวลิต หัศพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญกองงานเฉพาะกิจฯ เป็นผู้ออกแบบเครื่องหารูปตัดหุ่นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และคณะอาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป เป็นผู้ปั้นส่วนพระพาหา (แขน ตั้งแต่ไหล่ถึงศอก)  และพระกร (ปลายแขน ตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ซ้าย ขวา ส่วนอื่นๆ ประติมากรของกองงานเฉพาะกิจฯ เป็นผู้ปั้น

มี ผศ.ชลูด นิ่มเสมอ (ตำแหน่งทางวิชาการในขณะนั้น) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร  เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพุทธลักษณะและศิลปะในการปั้นพระพุทธรูป

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2524 สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองพระเกตุมาลาองค์พระประธาน  ภายหลังได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล  ดังพระกระแสแจ้งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2524 ว่า

“พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์”

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (วาสน์ วาสโน) เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเชื่อมพระเศียรกับองค์พระพุทธรูป  อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบองค์พระพุทธรูป จากนั้นจึงทำการรมดำองค์พระพุทธรูปโลหะสำริด แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2525 ทันตามกำหนดเวลาสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีสมโภชพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2525
หากมีโอกาส “แนวหน้า” ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  โปรดไปชมความงามและสักการะ “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” เพื่อความเป็นสิริมงคลกันเถิด.

สลัดลุคแบ๊ว! พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินีสดใสเซ็กซี่สะกดตา

สลัดลุคแบ๊ว! พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินีสดใสเซ็กซี่สะกดตา

สลัดลุคแบ๊ว! พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินีสดใสเซ็กซี่สะกดตา

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

20 เมษายน 2569 ทำเอาแฟนคลับใจสั่นกันอีกครั้ง สำหรับนักร้องสาวเสียงใส “พลอยชมพู ญานนีน ไวเกล” ที่มักจะออกมาอัปเดตความสดใสผ่านโซเชียลให้แฟนๆ ได้ติดตามอยู่เสมอ

ล่าสุดเจ้าตัวขอเปลี่ยนลุคจากสาวน้อยน่ารัก มาเผยอีกมุมที่ทั้งสดใสและแอบแซ่บเบาๆ กับชุดบิกินี โชว์ผิวขาวเนียนและหุ่นเพรียวบาง เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย ทำเอาหลายคนเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

ขอบคุณภาพจาก : @jannineweigel

สดใสปนเซ็กซี่! เดียร์น่า เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะริมทะเล

สดใสปนเซ็กซี่! เดียร์น่า เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะริมทะเล

สดใสปนเซ็กซี่! เดียร์น่า เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะริมทะเล

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.23 น.

20 เมษายน 2569 ทำเอาโลกโซเชียลไฟลุก สำหรับนางเอกสาวสวย “เดียร์น่า ฟลีโป” ที่ล่าสุดออกมาอัปเดตความสดใสผ่านภาพเซ็ตใหม่ในลุคบิกินีลายดอกไม้ เผยให้เห็นหุ่นเพรียวบางสุดเป๊ะ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลสุดชิล

โดยแต่ละช็อตที่เจ้าตัวโพสต์ลงโซเชียล เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม กับท่าโพสที่ทั้งน่ารักและแอบเซ็กซี่เบาๆ งานนี้แฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความสวย ที่ทั้งสดใสอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

ขอบคุณภาพจาก : @dianaflipo

งานพรมแดงที่ทั้งโลกแฟชันเฝ้ารอ Disney+ พร้อมถ่ายทอดสดเปิดตัว ‘The Devil Wears Prada 2’

งานพรมแดงที่ทั้งโลกแฟชันเฝ้ารอ Disney+ พร้อมถ่ายทอดสดเปิดตัว ‘The Devil Wears Prada 2’

งานพรมแดงที่ทั้งโลกแฟชันเฝ้ารอ Disney+ พร้อมถ่ายทอดสดเปิดตัว ‘The Devil Wears Prada 2’

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

Disney+ เตรียมพาแฟน ๆ ไปสัมผัสความตื่นตาตื่นใจแบบติดขอบพรมแดง กับการถ่ายทอดสดงานเวิลด์พรีเมียร์สุดหรูของภาพยนตร์จาก 20th Century Studios เรื่อง “The Devil Wears Prada 2” ที่จะจัดขึ้น ณ Lincoln Center ใจกลางมหานครนิวยอร์ก โดยแฟน ๆ ในไทยสามารถรับชมได้แบบเรียลไทม์ในวันที่ 21 เมษายน เวลา 04.30 น. และสามารถรับชมย้อนหลังได้บน Disney+ ที่นี่ที่เดียว

งานเวิลด์พรีเมียร์ครั้งนี้ถือเป็นอีเวนต์หยุดโลกที่เหล่าตัวแม่สายแฟชันและคอหนังไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้ชมบรรยากาศสุดอลังการของงานเปิดตัวภาพยนตร์ระดับโลกแล้ว ผู้ชมยังจะได้ติดตามทุกโมเมนต์สำคัญแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่ลุคแฟชันพรมแดงสุดสะกดสายตา การปรากฏตัวของเหล่านักแสดงระดับเอลิสต์ และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกใกล้ชิด ไปจนถึงเซอร์ไพรส์สุดพิเศษภายในงาน ที่ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสบรรยากาศของความแกลมในทุกรายละเอียดแห่งค่ำคืนที่น่าจับตามองที่สุดของปีราวกับได้นั่งอยู่แถวหน้าของรันเวย์

ความพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 20 ปี ของ “The Devil Wears Prada 2” ภาพยนตร์แฟชันในตำนานที่ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกตั้งแต่ปี 2006 พร้อมการกลับมาของตัวละครระดับไอคอนที่ทุกคนคิดถึงอย่าง Miranda, Andy, Emily และ Nigel นำทีมโดยทัพนักแสดงนำชุดเดิมทั้ง Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt และ Stanley Tucci พร้อมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง Kenneth Branagh, Simone Ashley, Caleb Hearon และ Helen J. Shen ภายใต้การกำกับของ David Frankel และเขียนบทโดย Aline Brosh McKenna ก็จะมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ในค่ำคืนสำคัญนี้ด้วย

“The Devil Wears Prada 2” มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 30 เมษายนนี้ พร้อมพาผู้ชมกลับเข้าสู่โลกแฟชันอันเฉียบคมและดุเดือดกว่าเดิม ทั้งบนท้องถนนสุดชิคแห่งนิวยอร์กและออฟฟิศสุดเนี้ยบของ Runway Magazine ที่กลับมาร่วมถ่ายทอดความแสบ ความเฉียบ และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์อีกครั้ง เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนนับถอยหลังสู่การกลับมาของภาคต่อที่โลกรอคอย แฟน ๆ สามารถย้อนกลับไปชมทุกโมเมนต์คลาสสิกได้ใน “The Devil Wears Prada” ภาคแรกกันได้ก่อนบน Disney+ 

เตรียมเกาะติดพรมแดงสุดแกลมของ “The Devil Wears Prada 2” แบบสด ๆ ในเช้าวันจันทร์ที่ 21 เมษายนนี้ เวลา 04.30 น. บน Disney+ และร่วมนับถอยหลังสู่การกลับมาของหนึ่งในภาพยนตร์ที่นิยามคำว่าสไตล์ให้ทั้งเจเนอเรชันอีกครั้ง พร้อมกัน  30 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

‘พ่อเอ๊ะ’ฟาดหน้าสั่นตอกกลับชาวเน็ตเขมร เคลมงานแต่ง ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ลั่นนี่คืออีสานแท้ ไม่ได้ก๊อปใคร!

'พ่อเอ๊ะ'ฟาดหน้าสั่นตอกกลับชาวเน็ตเขมร เคลมงานแต่ง 'ณเดชน์-ญาญ่า'ลั่นนี่คืออีสานแท้ ไม่ได้ก๊อปใคร!

‘พ่อเอ๊ะ’ฟาดหน้าสั่นตอกกลับชาวเน็ตเขมร เคลมงานแต่ง ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ลั่นนี่คืออีสานแท้ ไม่ได้ก๊อปใคร!

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

ทำให้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาโซเชียลฝั่งไทยนั่งไม่ติด เมื่อประเพณีพื้นบ้านที่งดงามถูกดึงเข้าไปโยงกับดราม่า “เคลมวัฒนธรรม” อีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นดราม่าเดือด เมื่อชาวเน็ตเขมรดาหน้าออกมาเคลมว่า พิธีแต่งงานของ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” โดยเฉพาะช่วงพิธี “ล้างเท้าเจ้าบ่าว” และ “นั่งพื้นรดน้ำสังข์” เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของกัมพูชา ถึงขั้นกล่าวหาว่าไทยขโมยไปล่าสุด “พ่อเอ๊ะ ภักดี  ระเบียบวาทะศิลป์” ออกมาฟาดกลับแบบชัดถ้อยชัดคำ ยืนยันว่าประเพณีดังกล่าวคือ “วิถีอีสานแท้” ที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปี ไม่ได้ก๊อปปี้ใครทั้งนั้น

โดยชาวเน็ตฝั่งกัมพูชาได้นำภาพพิธีการบางส่วนไปโพสต์ พร้อมระบุว่านี่คือวัฒนธรรมกัมพูชา โดยเฉพาะ 2 จุดหลักคือ พิธีล้างเท้าเจ้าบ่าว การที่เจ้าสาวล้างเท้าให้เจ้าบ่าวก่อนเข้าเรือนและ การนั่งพื้นรดน้ำสังข์: ซึ่งทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเขา และกล่าวหาว่าไทย “ก๊อปปี้” ไปใช้งาน

ซึ่งทางด้าน ‘พ่อเอ๊ะ ภักดี’ ได้ออกมาเคลียร์ชัดเพื่อให้ความรู้และปกป้องรากเหง้าของชาวอีสาน สืบทอดกันมาเป็นร้อยปี ไม่ได้ก๊อปปี้ใครทั้งนั้น

ล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน: เป็นกุศโลบายทดสอบความอดทนเจ้าบ่าว และล้างสิ่งอัปมงคลก่อนมาเป็นเขย เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานมาแต่ไหนแต่ไร

นั่งพื้นรดน้ำสังข์: พ่อเอ๊ะแจงชัด ถ้าจัดงานที่บ้านตามประเพณีพื้นบ้านก็นั่งพื้นเป็นเรื่องปกติ มีแค่จัดในโรงแรมเท่านั้นที่นั่งเก้าอี้ตามสากล อย่าหาเรื่องเคลมเพราะเห็นว่าเป็นคนดัง

พ่อเอ๊ะทิ้งท้ายแบบสุดเจ็บ ถามกลับสั้นๆ ว่า “มีอะไรบ้างที่เขาไม่เคลมเรา?” ขนาดหมอลำยังไม่เว้น ย้ำชัดวัฒนธรรมร่วมอาจมีคล้ายกันบ้างเพราะอยู่ใกล้กัน แต่ของไทยก็คือของไทย งานนี้เรียกได้ว่า “พ่อเอ๊ะ” ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีวัฒนธรรมอีสานได้ถูกที่ถูกเวลา ชัดเจน และตรงประเด็นที่สุด

หลายคนไม่รู้! เปิดชื่อ-นามสกุลเก่า ณเดชน์ คูกิมิยะ ทำแฟนๆ อึ้ง

หลายคนไม่รู้! เปิดชื่อ-นามสกุลเก่า ณเดชน์ คูกิมิยะ ทำแฟนๆ อึ้ง

หลายคนไม่รู้! เปิดชื่อ-นามสกุลเก่า ณเดชน์ คูกิมิยะ ทำแฟนๆ อึ้ง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำเอาแฟนคลับหลายคนถึงกับอึ้ง เมื่อมีการเปิดเผยชื่อ-นามสกุลเดิมของพระเอกซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงและโด่งดังระดับประเทศ เจ้าตัวเคยใช้ชื่อว่า “นายชลทิศ ยอดประทุม” ในช่วงวัยเด็ก

       กระแสนี้ถูกพูดถึงอย่างมาก ท่ามกลางความสนใจที่ยังคงพุ่งไปยังงานวิวาห์สุดหวานของเจ้าตัวกับนางเอกคู่ชีวิต “ญาญ่า อุรัสยา” ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นอย่างอบอุ่นตามขนบธรรมเนียมอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดฝ่ายชาย

โดยข้อมูลชื่อเดิม ถูกเผยผ่านเอกสารและหน้าหนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวงานแต่งงาน ทำให้หลายคนเพิ่งทราบว่า ก่อนจะมาเป็น ณเดชน์ คูกิมิยะ ชื่อที่คุ้นหูในวันนี้ เจ้าตัวได้รับการตั้งชื่อใหม่โดย แม่แก้ว สุดารัตน์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

เปิดบรรยากาศบ้านสวนในฝันและรอยยิ้มสุดท้ายของ’แดนนี่ ศรีภิญโญ’

เปิดบรรยากาศบ้านสวนในฝันและรอยยิ้มสุดท้ายของ'แดนนี่ ศรีภิญโญ'

เปิดบรรยากาศบ้านสวนในฝันและรอยยิ้มสุดท้ายของ’แดนนี่ ศรีภิญโญ’

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ถือเป็นความสูญเสียที่สร้างความเศร้าโศกให้กับแฟนละครและคนในวงการบันเทิงอย่างมาก สำหรับการจากไปของ แดนนี่ ศรีภิญโญ หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “เจ๊ตุ่ม” จากซิทคอมชื่อดัง ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยมาอย่างยาวนานหากย้อนไปดูภาพความทรงจำในช่วงหลัง แดนนี่ได้ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวายในเมืองกรุง มุ่งสู่ชีวิตเรียบง่าย ณ “ทุ่งธรรมนา” บ้านสวนในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมาด้วยความรัก วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขเรียบง่ายที่เป็นดั่ง “สวรรค์บนดิน” ของเขาก่อนจากไป

บรรยากาศที่ ทุ่งธรรมนา เต็มไปด้วยความเงียบสงบ รายล้อมด้วยทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา แดนนี่มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลสวน ปลูกผัก และดื่มด่ำกับธรรมชาติ มุมโปรดริมหน้าต่างภาพการนั่งรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ กับลูกสาวตัวน้อย พร้อมมองออกไปเห็นวิวทุ่งสีทอง สะท้อนถึงความอบอุ่นในฐานะพ่อที่มอบเวลาทั้งหมดให้ครอบครัวมุมนั่งเล่นบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในช่วงอาทิตย์อัสดง เป็นที่ที่เขาใช้พักผ่อนและรับลมเย็นๆ อย่างเรียบง่ายที่สุด

ภายในบ้านตกแต่งไปด้วยของสะสมและไลฟ์สไตล์สุดคลาสสิก อีกหนึ่งภาพจำของแดนนี่ที่ทุ่งธรรมนา คือความหลงใหลในรถคลาสสิก โดยเฉพาะ รถเต่า (Volkswagen Beetle) สีฟ้าและสีแดงคู่ใจ ที่จอดเด่นอยู่หน้าบ้านสวนไม้เก่าที่ออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งแสดงถึงตัวตนที่สนุกสนานและมีสไตล์ของเขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งบ้านหลังนี้มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่มาเยี่ยมเยียนถึงบ้านสวน เผยให้เห็นรอยยิ้มที่จริงใจและแววตาที่มีความสุข แม้ในวันที่เขาเลือกจะปลีกวิเวกมาอยู่ต่างจังหวัด แต่ความรักที่เขามีต่อเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการยังคงเหนียวแน่นเสมอ”ทุ่งธรรมนา ไม่ใช่แค่ชื่อบ้าน แต่มันคือวิถีชีวิตที่เขาเลือกแล้วว่าคือความสุขที่แท้จริง”ถึงวันนี้ “แดนนี่ ศรีภิญโญ” จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ภาพบรรยากาศอันแสนอบอุ่นที่ทุ่มธรรมนา และเสียงหัวเราะที่เขาเคยฝากไว้ จะยังคงอยู่ในใจของแฟนคลับตลอดไปขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวศรีภิญโญมา ณ ที่นี้

หล่อออร่าพุ่งปลื้มใจสายบุญ’โดม ปกรณ์ ลัม’ร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญ’หลวงพ่อพระใส’

หล่อออร่าพุ่งปลื้มใจสายบุญ'โดม ปกรณ์ ลัม'ร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญ'หลวงพ่อพระใส'

หล่อออร่าพุ่งปลื้มใจสายบุญ’โดม ปกรณ์ ลัม’ร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญ’หลวงพ่อพระใส’

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

กลายเป็นภาพความประทับใจที่ทำเอาเหล่าแฟนคลับและสายบุญร่วมอนุโมทนาสาธุไปตามๆ กัน เมื่อนักแสดงและศิลปินหนุ่มชื่อดัง “โดม ปกรณ์ ลัม” ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานประเพณีสุดยิ่งใหญ่ ณ วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง จังหวัดหนองคาย ในพิธีอัญเชิญ “หลวงพ่อพระใส” ลงจากพระอุโบสถเพื่อสรงน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมา และอัญเชิญกลับขึ้นไปประดิษฐาน ณ ที่เดิม โดยหนุ่มโดมได้โพสต์ภาพบรรยากาศสุดศรัทธาผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว พร้อมเผยความรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่ส่งต่อ “พระรัศมี” (ส่วนยอดเกศ) ให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เพื่อนำขึ้นประดิษฐานเหนือเศียรของหลวงพ่อพระใส ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของพิธีที่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และพลังศรัทธาของชาวหนองคายงานนี้หนุ่มโดมยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี ที่ช่วยประสานงานและเป็นสะพานบุญให้ตนได้มาร่วมสัมผัสประเพณีอันดีงามในครั้งนี้ ภายใต้แคมเปญ #AmazingThailand ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกภายในงานเราจะเห็นหนุ่มโดมในชุดสีขาวสุภาพท่ามกลางคลื่นมหาชนที่มาร่วมพิธีอย่างมืดฟ้ามัวดิน สะท้อนให้เห็นถึงแรงศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนมีต่อหลวงพ่อพระใสอย่างไม่เสื่อมคลาย ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้าขอร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้

เปิดความหมายสุดซึ้ง ผ้าห่อสินสอดงานวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า

เปิดความหมายสุดซึ้ง ผ้าห่อสินสอดงานวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า

เปิดความหมายสุดซึ้ง ผ้าห่อสินสอดงานวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

20 เมษายน 2569 ยังคงเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์แห่งความประทับใจที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง สำหรับพิธีมงคลสมรสของคู่รักซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น

ล่าสุด แม่แก้ว สุดารัตน์ คุณแม่ของณเดชน์ ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังผ้าห่อมัดเงินสินสอดที่หลายคนสะดุดตาโดยบนผืนผ้านั้นรวบรวมภาพของณเดชน์ตั้งแต่วัยเด็ก จนเติบโตและก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

แม่แก้วเผยความในใจว่า “ผ้าห่อมัดเงินผืนนี้แม่ตั้งใจมัดห่อเงินสินสอดให้ลูก…เพื่อสู่ขอเจ้าสาวแสนสวยหนึ่งในดวงใจของลูกที่ชื่อว่า “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” และผ้าผืนนี้มีความหมายมากสำหรับแม่กับป๊าโยชิโอ เพราะรวมภาพของลูก ณเดชน์ คูกิมิยะ ตั้งแต่เป็นเด็กน้อยยังคืบคลานจนกระทั่งเติบโต ได้เข้าสู่วงการบันเทิง

ผ้าผืนนี้จึงเป็นตัวแทนความรักอันบริสุทธิ์ของแม่กับ ที่มี “ณเดชน์ในดวงใจ” ที่เป็นคุณค่าทางจิตใจตลอดลมหายใจของแม่กับป๊าโยชิโอ ซึ่งผ้าผืนนี้เป็นผืนเดียวที่แม่เก็บไว้มาเป็นเวลานาน และหลายๆท่านอาจจะมีเก็บไว้เหมือนแม่ เมื่อครั้งนั้นแม่ได้ออกเเบบและจัดทำขึ้นมากับแอดมิน Nadechactivity

และมาถึงวันนี้แม่ได้ใช้ในวันมงคลสมรสของลูกที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต ของแม่กับป๊า นะครับพ่อ..#แม่กับป๊ารักลูกที่สุดในจักรวาล”