ปิดฉาก ‘เทศกาลไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ 2026’ ยอดเจรจาฯเกินเป้า ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทยในตลาดโลก

ปิดฉาก ‘เทศกาลไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ 2026’ ยอดเจรจาฯเกินเป้า ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทยในตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศความสำเร็จในการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรไทยในงาน “เทศกาลไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ 2026” (Thai Festival Shanghai 2026) ณ ศูนย์การค้า Raffles City Changning ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสามารถสร้างการรับรู้และดึงดูดผู้เข้าชมงานรวมถึงนักลงทุนชาวจีนอย่างล้นหลาม ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในระดับสากล

ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน บูธนิทรรศการของ อ.ต.ก. ภายใต้แนวคิด “The Oasis of Abundance” มีผู้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมจำนวนมาก ไฮไลท์ที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือการสาธิตและทดลองชิมผลไม้เมืองร้อนพรีเมียม 7 ชนิด ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ทุเรียนหมอนทอง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และมะพร้าวน้ำหอม เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคชาวจีน เนื่องจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และความเชื่อมั่นในระบบการคัดสรรคุณภาพของ อ.ต.ก.

ในด้านความสำเร็จของการเจรจาธุรกิจ อ.ต.ก. สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการจับคู่ธุรกิจระหว่างกลุ่มเกษตรกรไทยกับผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน และมียอดแสดงความจำนงในการสั่งซื้อสินค้าเกษตรมูลค่าสูงล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจและสังคมโลก ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญและมีความมั่นคง (Food Security) ที่นานาชาติให้ความไว้วางใจ

อ.ต.ก. มุ่งหวังว่าความสำเร็จจากการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการขยายฐานการตลาดสินค้าเกษตรพรีเมียมของไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะเป็น “โอเอซิส” ที่ส่งมอบความอุดมสมบูรณ์และคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านสินค้าเกษตรชั้นเลิศจากแผ่นดินไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกต่อไป

ชมคลิปงานเทศกาลไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ 2026 ได้ที่ https://youtu.be/QWz5uSYtd_k?si=sTQuvWR7KQNjUCpT  

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เผยเบื้องหลังต่อสัญญา ‘Carabao Cup’ อีก 2 ปี ชี้การสร้างแบรนด์ระยะยาว สำคัญกว่าผลลัพธ์ในสนาม

'เสถียร เสถียรธรรมะ' เผยเบื้องหลังต่อสัญญา 'Carabao Cup' อีก 2 ปี  ชี้การสร้างแบรนด์ระยะยาว สำคัญกว่าผลลัพธ์ในสนาม

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เผยเบื้องหลังต่อสัญญา ‘Carabao Cup’ อีก 2 ปี ชี้การสร้างแบรนด์ระยะยาว สำคัญกว่าผลลัพธ์ในสนาม

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

“วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ…
ผมตั้งเป้าว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว”

ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข การลงทุนมักถูกตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” เช่นเดียวกับ “เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว ที่ถูกถามอยู่เสมอถึงการเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกคัพอังกฤษ “คาราบาว คัพ” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และล่าสุดได้ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี

“คนมักถามผมว่า การเป็นสปอนเซอร์ คาราบาว คัพ คุ้มไหม ผมก็บอกว่า ความคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรามองในมิติไหน เพราะบางอย่าง…วัดเป็นตัวเงินไม่ได้”

การต่อสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นการทำให้แบรนด์ไทยไปอยู่ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนและความต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเชื่อมโยงฟุตบอลกับวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ในอังกฤษ

“เบียร์กับคนอังกฤษเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับเบียร์กับฟุตบอล โดยเฉพาะวัน Match Day ที่มีความหมายมาก”

“คาราบาว” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนในสนาม แต่พยายามจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Match Day จริง ๆ เพื่อสร้างความผูกพันกับแฟนบอล และทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการต่อสัญญาครั้งนี้ คือการใช้เวที “คาราบาว คัพ” เปิดตัว Carabao Lager ในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป พร้อมให้แฟนบอลได้ทดลองสินค้าในบางแมตช์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับฟุตบอลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น 

“เราเป็นเบียร์ที่จริงจังกับฟุตบอลมาก เมื่อมี คาราบาว คัพ กับเบียร์ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ไปด้วยกันได้”

หนึ่งในช่วงเวลาที่ประทับใจ คือการได้รับคำขอบคุณจาก Keir Starmer นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในรอบชิงชนะเลิศ Carabao Cup ซึ่งทำให้เห็นว่าแบรนด์ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ

ในประเทศไทย “คาราบาว คัพ” ก็เป็นที่รู้จักรายการมากขึ้น และมีส่วนทำให้แคมเปญ “เชียร์บอล เชียร์บาว” ถูกจดจำ อีกทั้งภาพลักษณ์ของรายการเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน จากที่เคยถูกมองว่าเป็นถ้วยรอง กลายเป็นรายการที่ทีมชั้นนำให้ความสำคัญ และแข่งขันกันอย่างจริงจังมากขึ้น

“วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ การที่โลโก้คาราบาวไปอยู่บนขวดเบียร์ ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับฟุตบอลมากขึ้น และเราจะทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง”

การต่อสัญญาในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าคาราบาวจริงจังเรื่องฟุตบอล และจะเติบโตไปพร้อมกับฟุตบอลในระยะยาว

“ผมตั้งเป้าหมายว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว”

แดนซ์ต่อเนื่องที่แม็คโคร ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 นำทีมชาวสาทรเต้นแอโรบิก

แดนซ์ต่อเนื่องที่แม็คโคร ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 นำทีมชาวสาทรเต้นแอโรบิก

แดนซ์ต่อเนื่องที่แม็คโคร ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 นำทีมชาวสาทรเต้นแอโรบิก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

เริ่ดแบบไม่มีพัก เมื่อนางงามไวรัลสุดฮอต “ดาด้า–ดาราธร หยูทอง” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 มาร่วมนำทีมชาวสาทรออกสเต็ปแดนซ์สุดปัง ในกิจกรรม DANCE LIKE A PRO” ที่จัดโดย ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีกภายใต้แบรนด์ แม็คโคร–โลตัส ณ แม็คโคร สาทร

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งความสุข และ “คอมมูนิตี้สายสุขภาพ” อย่างต่อเนื่อง ผ่านกระแส “แอโรบิกฟีเวอร์” ที่กำลังได้รับความนิยม โดยครั้งนี้ต่อยอดความสนุกจากแอโรบิกหน้าโลตัส “Aerobic Dance FIT EAT FUN” สู่แม็คโคร กับกิจกรรม DANCE LIKE A PRO” ที่ชวนทุกคนมาปล่อยพลัง ออกสเต็ป และเบิร์นแคลอรีไปพร้อมกัน

งานนี้เพิ่มดีกรีความปัง ได้ “ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026” นางงามสายไวรัลเจ้าของเอนเนอจี้สุดเริ่ด มาร่วมนำเต้นแบบจัดเต็ม พร้อมเพลย์ลิสต์สุดมันส์ที่คัดมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่จังหวะวอร์มเบา ๆ ให้สายแดนซ์ได้ยืดเส้นยืดสาย ก่อนเร่งจังหวะความสนุกแบบต่อเนื่องจนเหงื่อกระจาย เรียกได้ว่าเบิร์นกันไปหลายแคลอรี ท่ามกลางเสียงเชียร์และพลังเอนเนอจี้จากชาวสาทรที่มาเต็มแบบไม่มีแผ่ว จนดาด้ายังเอ่ยปากชมว่าชาวสาทร “เอนเนอจี้แรงไม่แพ้ใคร”

พบกับ “ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026” กับกิจกรรม DANCE LIKE A PRO” จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่แม็คโครสาขาในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพ และใช้เวลาร่วมกันในชุมชน ผ่านพื้นที่แห่งความสุขที่เปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย ผู้สนใจสามารถตรวจสอบวัน เวลา และสาขาที่จัดกิจกรรม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่าน https://www.facebook.com/makroHQ

#CPAXTRA #makroxlotuss #เต้นแอโรบิก #พื้นที่ความสุขของชุมชน #DanceLikeaPRO

ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

เมื่อปี พ.ศ. 2503 ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช     บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม” เพื่อใช้เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติของสตรีไทย หลังทรงเล็งเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีวัฒนธรรมการแต่งกายอันงดงามเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังไม่มีรูปแบบชุดประจำชาติที่ชัดเจนในระดับสากล พระองค์ทรงนำผ้าไหมไทยและผ้าพื้นถิ่นจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนาและออกแบบให้มีความสง่างามร่วมสมัย จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมยกระดับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับโลก

 ปัจจุบัน พระราชปณิธานดังกล่าวยังคงได้รับการสืบสานและต่อยอด  โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้ก้าวสู่เวทีแฟชั่นและงานออกแบบร่วมสมัยระดับสากล และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยความร่วมมือของ (1) สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) (2) พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (3) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ(4) พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส  (ปี 1856–2026) จัดแสดงผลงานทั้งหมดกว่า 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกระโปรง และเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ได้รับการออกแบบโดยนายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูง  เลอซาจ รวมไปถึงนักออกแบบชาวไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานการพัฒนาเครื่องแต่งกายประจำราชสำนักและบทบาทที่สื่อสะท้อนออกไปบนเวทีโลก ผ่านการจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ควบคู่กับงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนถึงความประณีตของภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการสืบสานมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ในปี 2569

อ้างอิงข้อมูลและภาพจาก Facebook ผ้าไทยใส่สนุก

‘มะเร็งเต้านม’ กับความกังวลที่ไม่สิ้นสุดของผู้หญิง

'มะเร็งเต้านม' กับความกังวลที่ไม่สิ้นสุดของผู้หญิง

‘มะเร็งเต้านม’ กับความกังวลที่ไม่สิ้นสุดของผู้หญิง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

“โรคมะเร็งเต้านม” ยังคงเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งที่พบในผู้หญิงไทยและเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก แต่อีกหนึ่งความกลัวที่ไม่แพ้ตัวโรค คือ การสูญเสียเต้านม เพราะเต้านมนั้นเชื่อมโยงกับความเป็นผู้หญิง เรื่องสรีระ เรื่องบุคลิกภาพ และความรู้สึกภายใน

 สิริกร พรหมทัต

 “วันที่คุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง ก็ช็อกไปเลย มีแต่คำถามในใจว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา” เสียงคำบอกเล่าจาก สิริกร พรหมทัต ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มาแชร์ประสบการณ์ชีวิต ภายในงาน “ยกครอบครัว มาทำดี เย็บเต้านมเทียมเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย โดยเธอต่อสู้กับโรคนี้มานาน และเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เธอมีรอยยิ้มในวันนี้ได้ คือ กำลังใจจากคนรอบข้าง

“กำลังใจที่สำคัญเลยก็คือ คุณพ่อ คุณแม่ เหมือนเราต้องสู้เพื่ออยู่กับท่านและดูแลท่านให้ดีที่สุด นี่คือกำลังใจสำคัญ แล้วก็ต้องขอบคุณงาน ทำให้เราไม่มีเวลาที่จะมานั่งคิดหรือว่าเศร้าเกินไป ในตอนนั้นก็เข้าสู่ทางเลือกการรักษา เลยเลือกที่จะผ่าตัดเต้านมออกไป เพราะตอนนั้นเราก็จะกังวลว่า ถ้าเก็บไว้มันจะกลับมาเป็นอีก แต่ถ้าตัดไปก็จะเป็นร่องรอยทางร่างกายและบาดแผลทางจิตใจด้วย” คุณสิริกรบอกเล่าถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

เน้นย้ำด้วย รศ.พญ.สุกัญญา ศรีอัษฎาพร ศัลยแพทย์จาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านศัลยกรรมมะเร็งเต้านม ที่เผยถึงประสบการณ์การดูแลรักษาผู้ป่วยมามากมาย และพบว่าผู้ป่วยแต่ละคนมีการตัดสินใจที่แตกต่างกันออกไป

รศ.พญ.สุกัญญา ศรีอัษฎาพร

“หลังจากได้รับการวินิจฉัย ผู้ป่วยมีการตอบรับต่อการสูญเสียเต้านมแตกต่างกันไป คือ มีทั้งยอมรับได้ทันที บางคนตัดสินใจนาน ในขณะที่บางคนปฏิเสธในทันทีก็มี แพทย์จำเป็นต้องรับฟังผู้ป่วยเสมอ และบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแต่ละทางเลือกของผู้ป่วยให้ละเอียดที่สุด เพราะเมื่อเขาหายจากโรค เขาจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งนี้อีกยาวนาน และแต่ละทางเลือกมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน”

“ตกใจได้ แต่ต้องตั้งสติ รีบรักษาให้หายจากโรคก่อน เป้าหมายของการรักษา คือ การเอามะเร็งออกให้หมด ส่วนเรื่องความสวยงามหรือรูปทรงของเต้านมหลังผ่าตัด เป็นสิ่งที่ทีมแพทย์พยายามดูแลควบคู่กัน แต่ต้องไม่อยู่เหนือความปลอดภัยของผู้ป่วย” รศ.พญ.สุกัญญากล่าว

เต้านมเทียม สัญลักษณ์แห่งการส่งต่อกำลังใจ

ณ โถงอาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เต็มไปด้วยครอบครัวจิตอาสากว่า 150 ครอบครัว รวมกว่า 625 คน ที่พร้อมใจกันร่วมแรงร่วมใจเย็บเต้านมเทียมจำนวน 600 เต้า เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่ต้องการใช้งานจริงในงาน “ยกครอบครัว มาทำดี เย็บเต้านมเทียมเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกครอบครัว ได้ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

“ทีแรกก็คิดว่าจะทำง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วต้องใช้สมาธิและความตั้งใจจริง ๆ” คุณอรทัย อังวิทูรวณิชย์ หนึ่งในอาสาสมัครเย็บเต้านมเทียม เล่าความในใจถึงการตัดสินใจร่วมงานนี้ “และยังต้องใช้ความละเอียดในการเย็บ เพราะว่ามีผลต่อผู้ที่นำไปใช้ เลยรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ ตรงที่ว่าเราสามารถที่จะมอบกำลังใจของเรา ผ่านกิจกรรมนี้ ซึ่งเราส่งมอบให้กับผู้ป่วย เพื่อให้เขาที่จะมีกำลังใจในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไป”

“เต้านมเทียม” แม้จะเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ แต่ทุกฝีเข็มที่ถูกเรียงร้อยกลับมีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ ในการเรียกความมั่นใจและความกล้าที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง และบางครั้งกำลังใจเล็ก ๆ จากคนแปลกหน้าในครั้งนี้ อาจช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิตไปได้

จ.ชลบุรีจัดพิธีมอบรางวัลประกวดภาพถ่าย ‘The Power of SHINE : แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์’ ถ่ายทอดพลังแห่งศรัทธาผ่าน 249 ภาพประทับใจ

จ.ชลบุรีจัดพิธีมอบรางวัลประกวดภาพถ่าย 'The Power of SHINE : แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์'  ถ่ายทอดพลังแห่งศรัทธาผ่าน 249 ภาพประทับใจ

จ.ชลบุรีจัดพิธีมอบรางวัลประกวดภาพถ่าย ‘The Power of SHINE : แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์’ ถ่ายทอดพลังแห่งศรัทธาผ่าน 249 ภาพประทับใจ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

จังหวัดชลบุรี โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่าย “The Power of SHINE : แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์” ภายใต้กิจกรรม “แห่โคม ชมพระฉาย สืบสายศิลป์ ถิ่นหนองจับเต่า เขาชีจรรย์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจัดขึ้น ณ เขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ช่างภาพและผู้รักการถ่ายภาพได้ร่วมถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรม และพลังแห่งศรัทธา ผ่านมุมมองสร้างสรรค์จากเลนส์ภาพถ่าย

โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก นริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด พร้อมด้วย อำไพ ศักดานุกูลจิต สไลวินสกี้ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี และคณะผู้บริหารจากบริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ทรงกลด  พันธุ์วิชาติกุล และ อนิรุจน์  นุชพันธ์ ร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล

การประกวดในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากช่างภาพทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวมทั้งสิ้น 249 ภาพ ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 112,340 บาท โดยผลการประกวดประเภท DSLR / Mirrorless / Compact รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เสกสรร เสาวรส ผลงาน “The Power of SHINE” รับรางวัลกล้อง Sony รุ่น Vlog ZV-E10K มูลค่า 19,990 บาท พร้อมเงินสด 10,000 บาท รวมมูลค่า 29,990 บาท

เสกสรร เสาวรส ผลงาน “The Power of SHINE” 

รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายคณิศร ธรรมเนียม ผลงาน “โขนยืนสง่าใต้แสงทอง เส้นธรรมเรืองรองบนผาเขาชีจรรย์”รับรางวัลกล้อง Sony รุ่น Vlog ZV-1F มูลค่า 17,990 บาท พร้อมเงินสด 8,000 บาท รวมมูลค่า 25,990 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายสมบัติ ชัยสายัณห์ ผลงาน “แห่โคมชมพระฉาย” รับรางวัลลำโพง Sony รุ่น SRS-ULT50 มูลค่า 8,590 บาท พร้อมเงินสด 5,000 บาท รวมมูลค่า 13,590 บาท

คณิศร ธรรมเนียม ผลงาน “โขนยืนสง่าใต้แสงทอง เส้นธรรมเรืองรองบนผาเขาชีจรรย์”

สำหรับผลการประกวดประเภท Smartphone รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายธวัช บุญนวม ผลงาน “ร่วมแรงร่วมใจ สู่แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์” รับรางวัลหูฟัง Sony รุ่น WF-100XMS มูลค่า 7,990 บาท พร้อมเงินสด 5,000 บาท รวมมูลค่า 12,990 บาท

นายธวัช บุญนวม ผลงาน “ร่วมแรงร่วมใจ สู่แสงแห่งศรัทธา เหนือผาเขาชีจรรย์”

รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ วิทวัส ศรีวัง ผลงาน “แสงส่องธรรม” รับรางวัลลำโพง Sony รุ่น SRS-ULT30 มูลค่า 5,990 บาท พร้อมเงินสด 3,000 บาท รวมมูลค่า 8,990 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวดารารัตน์ ธรรมมะ ผลงาน “รวมใจเป็นหนึ่ง มหาศรัทธาแห่งเขาชีจรรย์” รับรางวัลลำโพง Sony รุ่น SRS-ULT10 มูลค่า 3,790 บาท พร้อมเงินสด 2,000 บาท รวมมูลค่า 5,790 บาท

 วิทวัส ศรีวัง ผลงาน “แสงส่องธรรม”

นอกจากนี้ ยังมี รางวัลชมเชยประเภทละ 5 รางวัล รวม 10 รางวัล เพื่อเชิดชูและส่งเสริมศักยภาพของผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายอีกด้วย สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงานในปีนี้ สามารถชมความงดงามของงานนี้ผ่านผลงานภาพถ่ายจากผู้เข้าประกวดได้ และเตรียมพบกับความอลังการอีกครั้งในปีหน้า กับงาน “แห่โคม ชมพระฉาย สืบสายศิลป์ ถิ่นหนองจับเต่า เขาชีจรรย์” หนึ่งในงานประเพณีสำคัญของจังหวัดชลบุรี ที่ผสานศิลปะ แสงไฟ วัฒนธรรม และพลังแห่งศรัทธาไว้อย่างงดงามลงตัว

ไอ.ซี.ซี. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ไอ.ซี.ซี. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ไอ.ซี.ซี. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ บริษัทในเครือสหพัฒน์ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและตัวแทนพนักงาน เข้าร่วมในพิธี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้คณะผู้บริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้มอบแผ่นเช็ดทำความสะอาดผิวชนิดเปียก และกระดาษเช็ดหน้าอองฟองต์ แบรนด์ภายใต้ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำนวน 14 ลัง ให้แก่ พลอากาศตรีสุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ยูนิลีเวอร์ สานต่อ ‘ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2’ ลดภาระค่าครองชีพทั่วไทย

ยูนิลีเวอร์ สานต่อ ‘ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2’ ลดภาระค่าครองชีพทั่วไทย

ยูนิลีเวอร์ สานต่อ ‘ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2’ ลดภาระค่าครองชีพทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินหน้าแคมเปญ “ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2” ขยายระยะเวลามาตรการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นสูงสุด 50% ตั้งแต่วันนี้จนถึงมิถุนายน 2569 เพื่อแบ่งเบาภาระให้แก่ประชาชนตามแนวทางของนโยบายไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพที่ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก่อนหน้านี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมไทยรวมถึงส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะร้านโชห่วยและ “ร้านติดดาว” ให้สามารถเติบโตและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

แคมเปญ “ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2” ยังคงมุ่งเน้นส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยปรับลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุดถึง 50% ครอบคลุมกว่า 700 รายการ จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล ความงามและสุขภาพ และอาหาร อาทิ บรีส, โอโม, ซันไลต์, ซันซิล, โดฟ, เคลียร์, คอมฟอร์ท, ลักส์, วาสลีน, พอนด์ส, แอ็กซ์, เรโซน่า และคนอร์ โดยความร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกกว่า 70,000 ร้านค้าทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม

นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย 

นางสาวสุธิดา เงินหมื่น ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลประชาชนระดับฐานรากให้สามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาค ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนโดยตรง แต่ยังช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย สร้างสภาพคล่องให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการค้าปลีกในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการบริโภคของประเทศในระยะต่อไป”

นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ยูนิลีเวอร์ภูมิใจที่ได้ดำเนินแคมเปญ ‘ลดช่วยไทย’ สู่เฟสที่ 2 ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของโครงการในเฟสแรก และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องชาวไทย ด้วยการส่งมอบสินค้าจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร้านค้าปลีกรายย่อยซึ่งเป็นหัวใจของชุมชนทั่วประเทศ เราเชื่อมั่นว่าการขยายระยะเวลาแคมเปญจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายครั้งนี้”

ทั้งนี้ โครงการ “ร้านติดดาว” ของยูนิลีเวอร์ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนแคมเปญ “ยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย เฟส 2” และเป็นช่องทางให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยยูนิลีเวอร์ให้การสนับสนุนร้านค้าโชห่วยและร้านขายของชำในชุมชนอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้ในยุคปัจจุบัน และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด ตั้งแต่การให้คำแนะนำด้านการจัดเรียงสินค้า การตกแต่งร้าน การจัดโปรโมชันพิเศษ และการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านค้าปลีกยุคใหม่ที่นำแนวคิดโมเดิร์นเทรดมาปรับใช้ ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ

ยูนิลีเวอร์ยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์คุณค่าทั้งทางธุรกิจและสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมไทยได้ก้าวเดินไปด้วยกัน        

สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

สทบ. คิกออฟ ‘กองทุนชุมชนเมือง’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) รุกหนักขับเคลื่อนโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการและการจัดการดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก “กองทุนพัฒนาเมืองเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนของคนกรุงเทพฯ” มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านกลไกการกระจายอำนาจให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองอย่างแท้จริง

นายชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

นายชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยในงานประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซว่า โครงการนี้ คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกองทุกหมู่บ้านในบริบทเมืองโดยเป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่อ แต่คือการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ นโยบายการดำเนินงานกองทุนชุมชนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในวงกว้าง พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

“เราไม่ได้มาเพื่อแค่ให้กู้เงินไปใช้จ่าย แต่เรามาเพื่อ ‘สอนจับปลา’ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับคนกรุงเทพฯ”  ชาญกิจ กล่าว พร้อมระบุว่าตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่แท้จริงของ สทบ. รอบนี้คือ “รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น” และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นผล

ผ่ากลยุทธ์ 5 ปรัชญา สู่การฟื้นฟูกองทุนที่ซบเซา

โครงการนี้ขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญาหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.เสริมสร้างสำนึกความเป็นชุมชนและท้องถิ่น 2.ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคต และจัดการหมู่บ้านและชุมชนด้วยคุณค่าและภูมิปัญญาของตนเอง 3. เกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาส เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม 4.เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกับชุมชน ราชการ เอกชน และประชาสังคม 5.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และพัฒนาประชาธิปไตยพื้นฐาน

นอกจากการชี้แจงนโยบายแล้ว ภายในงานยังมีการเสวนาเจาะลึกถึงความท้าทายของชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน ทั้งในด้านการเงินและคุณภาพชีวิต โดย สทบ. ได้วางโรดแมปในการฟื้นฟูกองทุนที่เคยซบเซาในพื้นที่ กทม. ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ๆ การสร้างอาชีพเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และการจับมือกับพันธมิตรระดับมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง เติมเต็มองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและนวัตกรรมอาชีพที่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน

ยกระดับสู่ “สถาบันการเงินชุมชน” สู้ศึกหนี้นอกระบบ

หนึ่งในประเด็นไฮไลท์จากการสัมภาษณ์คือการยกระดับกองทุนหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ให้เป็น “สถาบันการเงินชุมชน” ที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นเกราะป้องกันและทางออกให้กับประชาชนที่เผชิญกับปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของคนเมืองในปัจจุบัน นอกจากนี้ เพื่อให้เท่าทันการสื่อสารในยุคดิจิทัล สทบ. ยังได้เปิดตัวช่องทางการสื่อสารใหม่ผ่าน Line OA: @LoveBangkok เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นจากคนกรุงเทพฯ โดยตรง

“คนกรุงเทพฯ มีความท้าทายที่ต่างจากต่างจังหวัด เราจึงต้องระดมสมองและฟังเสียงจริงจากพื้นที่ เพื่อให้เม็ดเงินและนโยบายลงไปถึงมือสมาชิกอย่างโปร่งใสและถูกจุดที่สุดผมเชื่อมั่นว่ากองทุนพัฒนาเมืองนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายชาญกิจ กล่าวทิ้งท้าย

สทบ. มั่นใจว่าการพลิกโฉมกองทุนพัฒนาเมืองในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของหน่วยงานในฐานะที่พึ่งพิงหลักด้านเศรษฐกิจฐานรากของคนเมืองอย่างยั่งยืน

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’ เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’  เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

LEGO จุดประกายไอเดีย เปลี่ยนตัวต่อให้เป็นมากกว่า ‘ของเล่น’ เชื่อมทุกเจนเนอเรชัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้น “การเล่น” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนเผลอมองข้าม แต่สำหรับ LEGO แล้ว การเล่นไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง หากคือ “ภาษาสากล (Universal Language)” ที่สามารถสื่อสารผ่านความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และสร้างประสบการณ์ร่วมที่มีความหมาย พร้อมเชื่อมโยงผู้คนต่างวัยเข้าด้วยกัน วันนี้ LEGO กำลังนิยามคำว่า “การเล่น” ใหม่ ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ยุคโมเดิร์นอย่างแท้จริง

จากภาพจำเดิมๆ ของการเล่นอาจเคยถูกจำกัดไว้แค่ในโลกของเด็ก แต่ในปัจจุบัน การเล่นได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยทำงาน หรือแม้แต่ “Kidult” (Kid + Adult) หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังคงหลงใหลในความสนุกแบบเด็กๆ ซึ่งความสนุกของการเล่นได้กลายเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ได้เติบโตอีกครั้ง ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพักใจ ช่วยให้เราได้ละสายตาจากสมาร์ทโฟน แล้วกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างช่วงเวลาคุณภาพผ่านการแชร์จินตนาการ การเรียนรู้และเรื่องราวต่างๆ ร่วมกัน ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวัยในครอบครัว สร้างประสบการณ์ที่สนุกและมีความหมายได้อีกด้วย

หัวใจสำคัญของ LEGO คือการสร้างแรงบันดาลใจผ่าน “การเล่น” ตัวต่อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เหตุผลที่ LEGO ยังคงครองใจคนทั่วโลกและยืนหนึ่งในใจนักต่อเลโก้มากว่า 94 ปี (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1932) คือ การ Collaboration ร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก ตั้งแต่ภาพยนตร์ระดับตำนาน งานดีไซน์ แฟชั่น กีฬา ไปจนถึงป๊อปคัลเจอร์ โดยนำสิ่งที่ทุกคนหลงใหลมาเปลี่ยนให้เป็นโมเมนต์ที่สามารถสะสมและจับต้องได้ อย่างการจับมือกับ Formula 1® ปั้นคอลเลกชัน LEGO® F1® ที่เปลี่ยนโลกแห่งความเร็วจากสนามแข่งสู่ตัวต่อที่สมจริง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา และยังคงต่อยอดความร่วมมือในปีนี้ เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบรถแข่ง F1® ได้สัมผัสประสบการณ์ความเร็วระดับโลกกับคอลเลคชันใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าการที่แบรนด์อย่าง LEGO เข้าไปอยู่ในทุกอณูของวัฒนธรรมร่วมสมัย เมื่อมีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เหล่าบรรดานักสะสมและแฟนเลโก้ทุกเพศทุกวัยทั่วโลก ต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอที่จะได้เป็นเจ้าของแทบทุกคอลเลกชันที่วางขายเลยก็ว่าได้

หรือแม้กระทั่งคอลเลกชันล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส ทั้งในแฟนๆ ชาวไทยและทั่วโลกเพื่อต้อนรับเทศกาลฟุตบอลโลก กับ LEGO® FIFA World Cup™ ที่จะพาทุกคนไปใกล้ชิดกับเหล่าบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส จูเนียร์ ในรูปแบบตัวต่อ คอลเลกชันนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่สื่อถึงสปิริตของฟุตบอลโลก ไม่ว่าคอบอลตัวยงหรือนักสะสมที่มีแพชชั่นด้านกีฬา คอลเลกชันนี้คือสิ่งที่ต้องมีไว้ครอบครอง เพื่อเตือนความจำถึงเกมส์ฟุตบอลประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันในรูปแบบที่สร้างสรรค์กว่าใคร

แฟนๆ ชาวไทยที่กำลังมองหาคอลเลกชันในดวงใจ อย่าลืมแวะไปที่ LEGO® Certified Store ชั้น 3  สยามพารากอน ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนอีกครั้งในโฉมใหม่ที่สวยและให้แรงบันดาลได้มากกว่าเดิม มอบประสบการณ์การชอปปิงที่ยกระดับ ดื่มด่ำไปกับการเล่นที่ชื่นชอบ และมีความอินเทอร์แอคทีฟมากยิ่งขึ้น พร้อมตื่นตาตื่นใจกับผนังตัวต่อกว่า 155,918 ชิ้น ที่ถ่ายทอดภาพของ วัดพระแก้ว (พระบรมมหาราชวัง) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นสัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

มาร่วมสัมผัสโลกแห่งจินตนาการที่เป็นมากกว่าการเล่น แต่คือไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทุกเจนเนอเรชันได้แล้ววันนี้ LEGO® Certified Store ชั้น 3 สยามพารากอน หรือผ่านทางออนไลน์ได้ที่ https://www.bricksthailand.com/

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/BricksThailand