นายกฯขึ้นเหนือ เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ อีสานอ่วมพายุซัดพัง

นายกฯขึ้นเหนือ  เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ  อีสานอ่วมพายุซัดพัง

นายกฯขึ้นเหนือ เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ อีสานอ่วมพายุซัดพัง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พายุฤดูร้อนส่งผลให้เกิดฝนตก-ลูกเห็บถล่ม 2 อำเภอ ใน จ.นครพนม บ้านเรือน ร้านค้า พังเสียหายยับ ส่วนจ.สุรินทร์ หลังคาโรงเรียนปลิวหาย ขณะที่ จ.เชียงรายบ้านพังหลายสิบหลัง นายกฯ เตรียมยกทีมรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่นพิษ ครอบคลุมทุกมิติ เห็นผลรูปธรรม

เมื่อวันที่ 19เมษายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 เมษายนนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะนำรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกฯ ร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะประชุมติดตามการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมทั้งมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลดห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“นายกฯ ห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน” น.ส.รัชดา กล่าว

ส่วนสถานการณ์พายุฤดูร้อน ที่ จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดพายุฤดูร้อน ส่งผลให้มีฝนฟ้าคะนอง และลูกเห็บตกในบางพื้นที่ของ อ.ธาตุพนม โดยเต็นท์ร้านค้าหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร รวมถึงบ้านเรือนราษฎรแถบริมแม่น้ำโขง ถูกลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านปลิวเสียหายหลายหลัง ต้นไม้หักโค่นทับเส้นทาง และยังทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ในช่วงกลางดึกวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดพายุพัดถล่มในพื้นที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยเฉพาะบริเวณตลาดโต้รุ่งเทศบาล ต.เรณูนคร ถือว่าได้รับผลกระทบเป็นครั้งที่ 2 แล้วในรอบปี เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีพายุพัดแรงจนแผงลอย เต็นท์พังเสียหาย โดยครั้งนี้พายุลมแรงกว่าครั้งก่อน กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ปลิวเสียหาย เช่น รถเข็นขายของ ถูกลมพายุซัดจนกองระเนระนาดเป็นจำนวนมาก พ่อค้าแม่ค้า และชาวบ้านต่างต้องหาที่หลบกันอย่างโกลาหล

สำหรับก่อนหน้านี้พายุฤดูร้อน ยังได้พัดถล่ม อ.นาแก อ.ท่าอุเทน อ.นาทม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ทำให้บ้านเรือนหลายสิบหลัง พังเสียหายเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาสถานีเรือบ้านแพง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้นำรถบรรทุก ร่วมกับ อบต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน สำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น

ทั้งนี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ออกประกาศฉบับที่ 8 เรื่องพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่าจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าในบางพื้นที่ บริเวณ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และชัยภูมิ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณา สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแกร่งให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิต สัตว์เลี้ยง รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ที่ จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างหนักใน อ.ท่าตูม ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านชายทุ่ง ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม หลังคาอาคารเรียนพังเสียหายยับเยิน บางห้องเรียนถูกแรงลมพัดหลังคาปลิวหายจนเหลือเพียงโครงสร้างตัวอาคาร ส่วนพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยซากหลังคาและสิ่งของที่ถูกแรงลมพัดกระจัดกระจาย

นางพร้อม ศักดิ์ศรี อายุ 58 ปี ครูประจำโรงเรียนดังกล่าวเปิดเผยว่า เหตุที่เกิดขึ้นนับเป็นครั้งแรกที่เกิดกับทางโรงเรียน โชคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับทางโรงเรียนอย่างมาก หากไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ทางจิตอาสา และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าความเสียหายก่อนจะทำเรื่องของบประมาณในการซ่อมแซมต่อไป

วันเดียวกัน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เชียงราย รายงานความเสียหายจากพายุฤดูร้อน เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ว่าพื้นที่ อ.พาน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายในหลายตำบล ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและช่วยเหลือ ส่วน ต.เวียงห้าว มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 52 หลังคาเรือน ต.ดอยงาม หมู่ 5 ได้รับความเสียหาย 5 หลังคาเรือน ขณะที่ ต.สันติสุขได้รับผลกระทบรวม 41 หลังคาเรือน ต.เจริญเมือง ได้รับผลกระทบ 14 หลังคาเรือน ต.ป่าหุ่ง ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ขณะเดียวกัน ต.เมืองพาน ต.หัวง้ม และ ต.สันกลาง ยังอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

ด้าน อบต.ดอยงาม รายงานเพิ่มเติมว่าพื้นที่หมู่ 5 มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 5 หลังคาเรือน และโรงเรือนเก็บพืชผลทางการเกษตรและคอกสัตว์ได้รับผลกระทบ 1 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแจกจ่ายวัสดุเพื่อซ่อมแซม ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกับออกสำรวจความเสียหายต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่า วันที่ 19-20 เมษายน 2569 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนัก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบนบริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

วันที่ 21-22 เมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีกำลังอ่อนลง วันที่ 23–25 เมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงมีฟ้าผ่าเกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

สำหรับภาคใต้ช่วงวันที่ 19–22 เมษายน 2569 ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ จะมีกำลังแรงขึ้น ส่วนช่วงวันที่ 23–25 เมษายน 2569 ภาคใต้มีฝนลดลง เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ จะมีกำลังอ่อนลง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น  ลุ้นลดอีก2บ.  ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย. ‘เอกนัฏ’เชื่อมั่นยังทุบได้ รัชดายันอนุทินไม่เกรงใจ ไล่ฟาดแก๊งกักตุนน้ำมัน เร่งคดี70ล้านลิตรล่องหน

รมว.พลังงาน นัดถกกบง.เคาะทุบค่าการกลั่นรอบสอง 21 เมษายนนี้ มั่นใจยังทำได้ มีลุ้นดีเซลลดลงอีกลิตรละ 2 บาท ด้านโฆษกรัฐบาล ยืนยันนายกฯอนุทิน ไม่เกรงใจแก๊งกักตุนน้ำมันเก็งกำไร สั่งไล่ฟาด เร่งคดี 70 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเล

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล.ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด“ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465ตลอด24ชั่วโมง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก

โดยเตรียมนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย.นี้  (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร

สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท

แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี  กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า  แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภาจัดหนัก เสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้สาธารณะทะลุเพดานจากฝีมือการผลาญของนักการเมือง ชงใหญ่ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งเพิ่ม VAT- ป้ายอวยพรของนักการเมืองต้องโดนด้วย  รวมถึงขายหวยต้องมีใบเสร็จ-เก็บภาษีซื้อขายทองคำทุกระบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้ ขณะที่ พท.นัดประชุมใหญ่ 24 เม.ย. ปรับกก.บห.ดันลูกสาวสมศักดิ์-จิราพร นั่งรองหัวหน้า

เมื่อวันที่ 19เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มีนายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จและได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

วุฒิฯชงแก้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน

สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย อีกทั้ง 10ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกิดกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบกายยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้นดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบ

กมธ.มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง

2.จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องโดน20%

“ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกบการไทย 20% เช่น ติ๊กต๊อก อี-เบย์ อาลีบาบา ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขึ้นต่ำ 15% ภายในปี2570” รายงานของกมธ. ระบุ

เพิ่มVAT-ภาษีหวย-ทองคำทุกระบบ

3.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทยจัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์มและ paper gold เป็นต้น

ภาษีป้ายอวยพรนักการเมืองด้วย

4.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับบสนุนให้ออก ร่างพ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

5.ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริภาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท.หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

พท.นัดประชุมใหญ่จัดทัพใหม่

ทางด้านความเคลื่อนไหวการเมืองที่น่าสนใจ มีรายงานว่า ในวันที่ 24 เมษายนนี้ พรรคเพื่อไทย จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ โดยจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วนเนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก

ทั้งนี้ ตำแหน่งสำคัญ ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรค จะไม่มีการปรับเปลี่ยนส่วนรองหัวหน้าพรรค จะปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลภาคเหนือตอนบน ยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ เหมือนเดิม

ดันลูกสมศักดิ์-จิราพรนั่งรองหน.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว

สำหรับรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบน เป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ

ก่อแก้วคุมใต้-ธีรรัตน์ดูกทม.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคคาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้ นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงรายที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว

เสื้อแดงให้กำลังใจทักษิณหน้าคุก

วันเดียวกันที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรม เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร นำโดย กลุ่มเพื่อชาติประชาธิปไตยและคนที่เรารักศรัทธา (พปศ.)และมีคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดมาร่วมงาน เช่น เสื้อแดงลำพูน เสื้อแดงเชียงราย เสื้อแดงลำปาง เสื้อแดงชลบุรี เสื้อแดงอ่างทอง โดยมีการทำอาหารร่วมกิจกรรมกว่า 500 ชุด

ระหว่างกิจกรรมได้มีแกนนำสลับหมุนเวียนกันปราศรัย แต่ที่พิเศษกว่าทุกวันเนื่องจาก นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งการแจกสลากฯจะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อรอรับนายทักษิณ ออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม

ก่อแก้วแจกสลาก100ชุดลุ้นโชค

นายก่อแก้ว กล่าวว่า แนวคิดการแจกสลากฯ มาจากความต้องการสร้างความหวังให้ประชาชน เช่นเดียวกับที่นายทักษิณเคยผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แม้ตนจะไม่สามารถทำในระดับเดียวกันได้ แต่หวังให้ผู้ได้รับสลากมีโอกาสลุ้นโชคและมีกำลังใจในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก

“ผมได้เตรียมสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด แจกให้ผู้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ ชุดละ 2 ใบ หากมีผู้มาร่วมมากกว่าที่เตรียมไว้ก็พร้อมแจกเพิ่มเติม และจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องตลอด 4 สัปดาห์ จนกว่านายทักษิณจะได้รับการพักโทษ” นายก่อแก้ว กล่าว

เสียงยังแตกเรื่องทักษิณวางมือ

เมื่อถามถึงคนเสื้อแดงบางส่วนที่อยากให้นายทักษิณพักจากการเมือง นายก่อแก้ว กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกดังกล่าว เพราะหลายคนมองว่านายทักษิณเสียสละมามากและควรได้ใช้เวลากับครอบครัว ขณะที่อีกส่วนยังอยากให้ช่วยเสนอแนะและให้คำปรึกษาเพื่อประโยชน์ของประเทศ แม้ไม่ต้องมีบทบาททางการเมืองโดยตรง

เมื่อถามถึงวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งถูกมองว่าเป็นวันที่ผู้สนับสนุนเฝ้ารอ นายก่อแก้ว กล่าวว่า เป็นวันที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการเห็น นายทักษิณ ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและสังคมไทยอีกครั้ง พร้อมเชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนเดินทางมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เมื่อวันที่ 19 เม.  ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 24 เม.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30-14.30 น. ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วน เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก 
เบื้องต้นตำแหน่งที่สำคัญ ทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรคเพื่อไทย จะไม่มีการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ 

ส่วนตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีการปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ส่วนรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลภาคเหนือตอนบนยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย 

ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบนเป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย 

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว 

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.08 น.

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ทันทีที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงประเด็นโรงเรียนปอเนาะ กระแสวิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายไปสู่ข้อเรียกร้องให้ขอโทษ และบางส่วนเดินหน้าเรียกร้องให้มีการโยกย้ายตำแหน่ง ราวกับปัญหาชายแดนใต้ทั้งหมดจะคลี่คลายได้ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงคนเดียว

ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกครั้งที่เกิดประเด็นเกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคง มักจะมี “สื่อมวลชนบางราย“ , ”สส.บางคน” และ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้สัมภาษณ์ การโพสต์ข้อความ และการขยายกระแสไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า นี่คือการตรวจสอบตามปกติ หรือกำลังใช้ไฟใต้เป็นสนามทางการเมือง

ต้องยอมรับว่า “ปอเนาะ” เป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่มีความสำคัญต่อชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และการอบรมเยาวชนมาอย่างยาวนาน การกล่าวถึงแบบกว้างเกินไปย่อมกระทบความรู้สึกของคนในพื้นที่ และการออกมาชี้แจงหรือขอโทษย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม

แต่การให้เกียรติ “ปอเนาะ” ไม่ได้หมายความว่ารัฐหมดสิทธิทำงานด้านความมั่นคง หากมีข้อมูลข่าวกรองหรือข้อสงสัยเป็นรายกรณี เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย บนฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกเรื่องกลายเป็นเขตห้ามแตะเพราะแรงกดดันทางสังคม

สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากคาใจ คือทุกครั้งที่รัฐถูกโจมตี กระแสจะดังและรวดเร็วมาก ขณะที่ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง ถูกวางระเบิด หรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความสนใจกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ความสูญเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องมานาน

เจ้าหน้าที่หนึ่งนายที่ล้มลง ไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียบุคคลหนึ่งคน แต่หมายถึงครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน ภรรยาที่ต้องรับภาระต่อ ลูกที่เติบโตโดยไม่มีพ่อ หรือพ่อแม่ที่รอคนกลับบ้านแล้วไม่มีวันได้พบอีก

คนที่บาดเจ็บจนพิการต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ไปตลอด ขณะที่ครอบครัวต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่าย การดูแล และความไม่มั่นคงในอนาคต เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชายแดนใต้ แต่ไม่ค่อยได้รับพื้นที่ในระดับเดียวกับประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นรายวัน

เมื่อภาพเช่นนี้เกิดซ้ำ ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขามองว่า “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” ถูกคาดหวังให้เสียสละ แต่เมื่อสูญเสียกลับถูกพูดถึงเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วเงียบหายไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อ “สื่อมวลชนบางราย” “ส.ส.บางคน” หรือ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวเฉพาะเวลารัฐถูกวิจารณ์ แต่ไม่แสดงท่าทีในระดับเดียวกันเมื่อเจ้าหน้าที่ถูกโจมตี ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามดังกล่าวไม่ใช่การปิดปากใคร หากเป็นการตรวจสอบกลับต่อผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม เพราะเมื่อบุคคลใดมีสิทธิวิจารณ์รัฐ บุคคลนั้นก็ต้องยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะวิจารณ์ตนเองเช่นกัน

ปัญหาคือเมื่อถูกวิจารณ์ หลายครั้งกลับมีการหยิบคำว่า “ไอโอ” มาใช้ทันที ราวกับประชาชนจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยต้องถูกจัดวางมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ

คำว่า “ไอโอ” เดิมทีหมายถึงปฏิบัติการข่าวสารหรือการชี้นำทางข้อมูล แต่เมื่อถูกใช้พร่ำเพรื่อกับทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วย ความหมายของคำนี้ก็เริ่มเลือนลง และกลายเป็นเพียงป้ายสำหรับใช้ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

หากประชาชนโพสต์แสดงความเห็นในพื้นที่ของตนเอง แสดงความคิดเห็นในเพจสาธารณะ หรือเข้าไปวิจารณ์ในเพจของนักการเมืองบางคนและ “สื่อมวลชนบางราย” แล้วถูกเหมารวมว่าเป็น “ไอโอ” ทั้งหมด นั่นไม่ใช่การอธิบายข้อเท็จจริง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงคำถามที่สังคมกำลังตั้งอยู่

ความจริงอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่างจริง ไม่พอใจการเลือกพูดเฉพาะวันที่โจมตีรัฐได้ ไม่พอใจการเงียบเมื่อเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ และไม่พอใจการเร่งกระแสปลด ย้าย หรือลงโทษบุคคลตามแรงกดดันรายวัน

สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสั่ง เพราะเป็นปฏิกิริยาปกติของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและตัดสินใจด้วยตัวเอง การนำทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยไปใส่ป้ายว่าเป็น จึงยิ่งทำให้ข้อสงสัยเดิมหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐเองก็ต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วยกำลังอย่างเดียว เครือข่ายผู้ก่อเหตุมีการปรับตัว ใช้ช่องโหว่ของระบบ และเคลื่อนไหวอย่างซับซ้อนกว่าภาพที่คนภายนอกเห็น

หากหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่ถึงกัน ข่าวกรองไม่แม่น หรือกระบวนการสอบสวนไม่ทันเกม สถานการณ์ก็ย่อมยืดเยื้อต่อไป การตรวจสอบงานความมั่นคงจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์หรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ส่วนกรณี “คำขอโทษ” ต้องแยกให้ออกระหว่างการลดแรงปะทะ กับการตีความว่ารัฐผิดทุกเรื่อง ผู้มีตำแหน่งสูงเมื่อพูดแล้วเกิดความไม่พอใจ การขอโทษเป็นเรื่องเหมาะสม เพราะช่วยลดความตึงเครียดและรักษาบรรยากาศในพื้นที่

แต่ “คำขอโทษ” ไม่ควรถูกใช้เป็นใบเสร็จทางการเมือง เพื่อนำไปขยายผลกดดันให้ปลด ย้าย หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ทั้งระบบ เพราะ “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้พูด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าว และไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย

คนที่รับภาระยังเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิม คนที่ออกเวรกลางคืนยังต้องออกเวร คนที่ตรวจเส้นทางเสี่ยงยังต้องลงพื้นที่ และคนที่เข้าเก็บหลักฐานหลังเหตุระเบิดก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ว่ากระแสรายวันจะเปลี่ยนไปกี่รอบก็ตาม

หากสังคมยังใช้ทุกเหตุการณ์ในชายแดนใต้เป็นเครื่องมือปะทะกันรายวัน ปัญหาก็จะไม่เดินหน้าไปไหน รัฐต้องพูดด้วยข้อมูลและระวังคำพูด 

“สื่อมวลชนบางราย” ต้องทบทวนบทบาท “สส.บางคน” ต้องไม่ใช้ไฟใต้หาเสียงหรือหาคะแนน “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย และผู้เห็นต่างต้องไม่ถูกปิดปากด้วยข้อกล่าวหาง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องไม่ถูกลืม เพราะคนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่คนเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนประจำจุดตรวจทุกคืน ไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่ออกลาดตระเวนเส้นทางเสี่ยง และไม่ใช่คนเดียวกับครอบครัวที่ต้องรับผลของความสูญเสียไปตลอดชีวิต.

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.53 น.

ประชุมสภาฯ สัปดาห์นี้ ฝ่ายค้าน ประเดิมตั้งกระทู้บี้ถาม รัฐบาล ด้าน โรม ขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำดินแดนไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 22 – 23 เม.ย.นี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทยราษฎร ได้นัดประชุม พร้อมกับกำหนดวาระพิจารณาในประเด็นต่างๆ ทั้งนี้ต้องจับตาการประชุมในวันที่ 23 เม.ย. ซึ่งเป็นการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการประชุมสภาฯ ชุดที่ 27  ปีที่หนึ่ง สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ที่จะมีการตั้งกระทู้เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกระทู้ถามสดนั้น จะเป็นการจัดลำดับที่ให้ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านและสส.รัฐบาลได้ตั้งคำถามต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะพิจารณากันในช่วงวันที่  21 เม.ย. ขณะที่กระทู้ถามทั่วไป จำนวน 3 กระทู้ มีการตั้งถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 1 กระทู้ คือ ปะเด็นการสร้างโรงพยาบาลในเขตบางพลัดติดขัดเนื่องจากระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสตนาแห่งชาติ ถามโดยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน และถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จำนวน 2 กระทู้  คือ การขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ตั้งถามโดย นายพลากร พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย และ กระทู้เรื่องสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีและความเสี่ยงจากการนำเข้าปุ๋ยยูเรียของประเทศไทย ถามโดย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย 

ส่วนกระทู้ถามแยกเฉพาะ มีทั้งหมด 6 กระทู้ โดยมีกระทู้ที่น่าสนใจ คือ กระทู้เรื่องการดำเนินการให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนของประเทศไทย ถามโดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายกฯ 

ขณะที่ประเด็นกระทู้ถามแยกเฉพาะของนายรังสิมันต์นั้น มีประเด็นจากกรณีที่ในพื้นที่ดอยหลวง และดอยหัวม้า อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พบทหารกองทัพสหรัฐว้า เสริมกำลังเพิ่มเติมและขยายการตั้งฐานปฏิบัติการรุกล้ำถึง  250 เมตร โดยกองทัพภาคที่3 ดำเนินการตามขั้นตอนทุกระดับแล้วไม่เป็นผล และที่ผ่านมาทราบดีว่าชาวว้ามีรายได้หลักจากการผลิตยาเสพติด โดยมีข้อมูลฐานการผลิตยาเสพติดเป็นระบบ ทั้งเขตว้าเหนือและว้าใต้ การรุกล้ำดินแดนไทยจึงเป็นเรื่องน่ากังวลและอาจนำมาซึ่งปัญหายาเสพิดที่รุนแรง 

พร้อมกับตั้งคำถาม ว่า รัฐบาลจะดำเนินการให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนไทยได้อย่างไร และหากกองทัพสหรัฐว้าไม่ถอนกำลังจากพื้นที่จะมีแผนงานเพื่อให้เกิดการสำรวจและปักปันเขตแดนที่ชัดเจนในพื้นที่อย่างไร รวมถึงถามแผนงานป้องกันการกลักลอบขนยาเสพติดบริเวณชายแดนที่เป็นฐานการรรผลิตยาเสพติดของกองทัพสหรัฐว้าเข้าประเทศไทยอย่างไร

สำหรับการตอบกระทู้ของสภาฯ นั้น ตามข้อบังคับแล้ว นายกฯ ที่ถูกตั้งคำถามสามารถขอเลื่อนการชี้แจง หรือ ไม่มาตอบ หรือ สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงแทนได้

‘ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง’ ‘กรมปศุสัตว์’ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

'ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง' 'กรมปศุสัตว์'ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

‘ลดต้นทุนฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์แพง’ ‘กรมปศุสัตว์’ดัน TMR ธงเขียว-FMMU ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่ง กำไรหด หลายรายมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สะท้อนปัญหาสำคัญของอาชีพเลี้ยงสัตว์ที่ “ต้นทุนอาหาร” กลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดกำไร

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เร่งผลักดันแนวทางลดต้นทุน ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า ผ่านโครงการ “TMR ธงเขียว ราคาประหยัด” ที่พัฒนาเป็นสูตรอาหารสัตว์คุณภาพสูง มีโภชนาการครบถ้วน ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้เกือบครึ่ง พร้อมทั้งช่วยให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ให้ผลผลิตดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีการสนับสนุนผ่าน “FMMU” หรือหน่วยบริการจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ ที่ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาถึงฟาร์มจริง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะช่วยตรวจวิเคราะห์ ปรับสูตรอาหาร และแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เพื่อให้การใช้อาหารสัตว์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในต้นทุนที่เหมาะสม

การดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ 10 – 15% และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 – 30% ต่อรอบการเลี้ยง ทั้งนี้ “TMR ธงเขียว” และ “FMMU” ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุน แก้ปัญหาได้ตรงจุด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/Lm9SBvRx4Os

LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Born A Star’ ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น 'Born A Star' ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Born A Star’ ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

LYN (ลิน) ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของแบรนด์แฟชั่นแอคเซสเซอรี่อันดับหนึ่งของผู้หญิงยุคใหม่มาตลอด 25 ปี พร้อมสานต่อกับตำนานบทใหม่ ผ่านแคมเปญสุดพิเศษตลอดทั้งปีภายใต้แคมเปญ “LYN Legacy” กับ “Born a Star” คอลเลกชั่นล่าสุด ที่สะท้อนเรื่องราว ความทรงจำอันหลากหลายผลงานโดดเด่นซึ่งหล่อหลอมให้ LYN ได้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์กระเป๋าและแอคเซสเซอรี่ระดับไอคอนของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่าน เจนิส-เจณิสตา พรหมผดุงชีพ ที่พร้อมนำเสนอชิ้นไอเทมสุดพิเศษ สำหรับทุกช่วงเวลา กับการส่งผ่านทุกแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนกล้าเป็นตัวเอง พร้อมร่วมเฉลิมฉลองสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ให้ทุกคนได้เปล่งกระกายด้วยออร่าความงามและความมั่นใจจากความเป็นตัวเองอย่างไม่รู้จบ

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

การเป็น “Star” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก หากคือความกล้าที่จะยืนหยัดในตัวตนที่แตกต่างอย่างมั่นใจ แคมเปญ “Born a Star” ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของ เจนิส ผู้เปลี่ยนคำจำกัดความนั้นให้กลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความไม่เหมือนใครของเจนิส คือพลังที่สะท้อนจิตวิญญาณของ LYN ได้อย่างชัดเจน “ผู้หญิงที่ไม่ต้องพยายามเหมือนใคร ที่สามารถจะเปล่งประกายได้ในแบบของตัวเอง”

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

กระเป๋ารุ่นไฮไลต์ Re-Edition Perfume Bag ที่ถูกนำมาตีความใหม่ใน 3 รูปแบบ โดยดึงแรงบันดาลใจจากน้ำหอมซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่าง PETAL, DUSK และ TWILIGHT ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบโซ่ชาร์มถอดได้ ดีไซน์ชาร์มมีเอกลักษณ์แตกต่างกันตามคาแรคเตอร์ของกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ขวดน้ำหอม หรือการไล่เฉดสีอันโดดเด่น เช่น ขาว-ชมพู ขาว-ฟ้า-ส้ม ขาว-ดำ และขาว-ส้ม เสริมด้วยรองเท้าดีไซน์พิเศษที่ออกแบบส้นรองเท้าในรูปทรงขวดน้ำหอม LYN Love เติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบและสะท้อนความเป็นสตาร์อย่างแท้จริง

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

เสริมด้วยกระเป๋าซิกเนเจอร์ 3 สไตล์สุดพิเศษจากคอลเลกชั่นนี้ Tricia Avant, Paloma และ Ringo ที่ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานสำหรับผู้หญิงทุกคน ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนที่แตกต่างของผู้หญิงแต่ละคน ตั้งแต่ความสง่างามแบบแฟชั่นโมเดิร์น ความคลาสสิกที่ร่วมสมัย ไปจนถึงความสนุกสนานมั่นใจในชีวิตประจำวัน ทุกดีไซน์ล้วนเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เลือกแสดงออกถึงสไตล์ของตนเองอย่างอิสระไม่ซ้ำใคร

Tricia AvantPaloma and Ringo

Tricia AvantPaloma and Ringo

Tricia AvantPaloma and Ringo

สัมผัสเสน่ห์ของความแตกต่างและพลังแห่งการเป็นตัวเองในคอลเลกชั่น “Born A Star” ได้แล้ววันนี้ที่ LYN ทุกสาขา และทางออนไลน์ LYNACCS.COM

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดของ “LYN” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: @lynaccs_thailand

Facebook: @LynaccsThailand

LINE Official Account: @lynaccs

TikTok: lynthailand (@lynthailand_official)

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.19 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงและไลฟ์สไตล์กลางแจ้งที่เข้มข้นขึ้นในทุกปี วัตสัน ผู้นำร้านค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากพฤติกรรมการค้นหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภคในช่วงซัมเมอร์ พบสัญญาณที่ชัดเจนว่าคนไทยกำลังมองการดูแลผิวในมิติที่ลึกและรอบด้านมากกว่าที่เคยเป็นมา

ตัวเลขการค้นหาคำว่า “กันแดด” บนวัตสันออนไลน์ที่ทะลุ 729,112* ครั้ง พร้อมยอดคลิกกว่า 45,000* ครั้ง ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการผลิตภัณฑ์ปกป้องผิว หากแต่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญ ผู้บริโภคกำลังใช้ “กันแดด” เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดูแลผิวในทุกมิติ

กันแดด: จากผลิตภัณฑ์ปกป้อง สู่ Gateway ของการดูแลผิวแบบองค์รวม

ข้อมูลจากวัตสันออนไลน์ระบุว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเติบโตสูงกว่า 150%* เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (จำนวนชิ้น : มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ 2568) ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องและได้รับการยืนยันจากพฤติกรรมการค้นหาที่เกิดขึ้นควบคู่กัน โดยผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่การค้นหาครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว

ในขณะเดียวกัน การค้นหาสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและบำรุงผิวหลังสัมผัสแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส มาสก์บำรุงผิว และสกินแคร์เพื่อการซ่อมแซมเซลล์ผิว เพิ่มขึ้นถึง 28% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้บริโภคมองการดูแลผิวในช่วงซัมเมอร์เป็น Skincare Journey ที่มีขั้นตอนและความต่อเนื่อง ตั้งแต่การปกป้อง การซ่อมแซม ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวในระยะยาว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเทรนด์ชั่วคราว

อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ข้อมูลบอกเราชัดเจนคือ ผู้บริโภคยุคนี้มีความรู้และความตระหนักด้านการดูแลผิวในระดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาไม่ได้มองกันแดดเป็นเพียงสินค้าป้องกันแสงแดดตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่เข้าใจดีว่าการปกป้องผิวจากรังสียูวีคือรากฐานของสุขภาพผิวในระยะยาว และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้นในทุกขั้นตอน”

“วัตสันในฐานะผู้นำค้าปลีกสุขภาพและความงาม มีหน้าที่ไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น แต่ต้องนำทางผู้บริโภคให้เข้าถึงโซลูชันที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ” อิศราวดีกล่าวเพิ่มเติม

วัตสันในฐานะ “Sun Destination”: โซลูชันครบวงจรในจุดเดียว

เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวและซับซ้อนขึ้นนี้ วัตสันได้คัดสรรและรวบรวม ผลิตภัณฑ์กันแดดกว่า 700 รายการ ครอบคลุมทุกระดับการปกป้อง และทุกบริบทการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับสินค้าในกลุ่มฟื้นฟูและบำรุงผิวที่ได้รับการคัดสรรให้สอดคล้องกับแต่ละขั้นตอนของการดูแลผิว

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของวัตสันในฐานะ “Sun Destination” ปลายทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโซลูชันการดูแลผิวจากแสงแดดได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ก่อนสัมผัสแสงแดด ระหว่างวัน ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวอย่างเต็มรูปแบบ

พบกับ “Sun Destination” ได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store

*อ้างอิงข้อมูลจาก Watsons Online (มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ มกราคม–พฤษภาคม 2568)

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Mathematics for Industrial Solutions’ประจำปี 2569

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ 'Mathematics for Industrial Solutions'ประจำปี 2569

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Mathematics for Industrial Solutions’ประจำปี 2569

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ทั้งสาขาคณิตศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ประกันภัย (นานาชาติ) และสาขาคณิตศาสตร์อุตสาหการและวิทยาการข้อมูล (นานาชาติ) มาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการบูรณาการความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาฯ ได้ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจและเอกชนในหลากหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมประกันภัย การเงินและธนาคาร เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมการผลิตโลจิสติกส์ สุขภาพและการแพทย์ รวมถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาเชิงอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ภาควิชาฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเวทีที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา ศิษย์เก่า และผู้ประกอบการ จึงได้จัดโครงการ Mathematics Day: Industrial Solutions ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และแสดงความขอบคุณต่อองค์กรที่สนับสนุนทุนการศึกษาและทุนวิจัย รวมถึงสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง (Case Studies) ในการใช้ Machine Learning, Optimization และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคตผศ. ดร.สมคิด อมรสมานกุล หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงานว่า “คณิตศาสตร์คือพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเข้าใจในกระบวนการทำงานเบื้องหลังจะช่วยให้เราสามารถพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้คนในสังคมเท่าทันข้อมูลมหาศาล สามารถใช้เหตุผลแยกแยะข้อเท็จจริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ”ในโอกาสนี้ ทางโครงการได้แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนทุนการศึกษา ได้แก่ คุณมะยุรี หงษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย คุณโชษิตา บุญวัฒนะเมธา เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ คุณศรัณย์ลภัส สุขชู ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้านบริหารความสัมพันธ์ธุรกิจและสรรหาว่าจ้าง บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนต่างมีความซาบซึ้งและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม อาทิ:
• คุณนันท์ศิลป์ เจนวารินทร์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล จำกัด แนะนำให้นักศึกษาใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับความหลงใหล (Passion) ในงาน โดยย้ำว่าผู้ประกอบการต้องการบุคลากรที่สามารถตีโจทย์และคิดค้นโจทย์ใหม่ๆ ได้ ไม่เพียงแต่รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

• ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำเรื่องทักษะการสื่อสารและการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี AI เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบโมเดลคณิตศาสตร์ในโลกการทำงานจริง

• คุณจารุเดช คุณะดิลก ประธานที่ปรึกษาและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อคิดให้นักศึกษารู้จักเป็นคนช่างสังเกตและพัฒนาตนเองใน

4 มิติสำคัญ ได้แก่ องค์ความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), คุณลักษณะ (Attribute) และบุคลิกภาพ (Characteristic) เพื่อให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างยั่งยืน
ผศ. ดร.ณัฐกรณ์ ผิวชื่น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกายภาพและผังแม่บท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวทิ้งท้ายว่า หากนักศึกษามีความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ ทางคณะฯ มีหลักสูตรประยุกต์ที่หลากหลายและยืดหยุ่นตามความถนัดของแต่ละบุคคล โดยทุกหลักสูตรมุ่งเน้นการออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในปัจจุบัน และรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตได้อย่างยั่งยืน