ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด “ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

เริ่ม 1 พ.ค.นี้ “ครูเอกชน” เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ระบบ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ

19 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ครูเอกชน โดยกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน (สช.) ได้นำระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Real-Time (Clearing House) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกกองทุนฯ เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สมาชิกกองทุนฯ จะสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล กองทุนฯ และ สปสช. ช่วยลดขั้นตอนการยื่นเบิก และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569) มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 109 แห่ง ครอบคลุม 47 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมแบบ Real-Time ได้ที่เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน www.aidfunds.org หรือผ่านระบบค้นหา https://www.aidfunds.org/HCH

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ แนะนำให้สมาชิกตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเครือข่ายสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ

“มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และทำให้ครูเอกชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา” นางสาวลลิดา กล่าว

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.45 น.

‘อนุทิน’เตรียมยกทีม รมต.ลงพื้นที่เชียงใหม่ 20 เมษายน นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลย้ำ

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

19 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมโฆษก กอ.รมน.” โพสต์ข้อความระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เดินหน้า “ปิดช่องโหว่ชายแดน” เตรียมชงแผนสร้างรั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดภัยคุกคามทุกรูปแบบ

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ลงพื้นที่ด่านศุลกากรบูเกะตา จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง บูรณาการการทำงานร่วมกับศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดน

จากการประเมินพื้นที่พบว่า แนวชายแดนบริเวณด่านบูเกะตามีลักษณะเป็น “ชายแดนธรรมชาติ” ระยะทางยาวกว่า 185 กิโลเมตร ซึ่งเอื้อต่อการลักลอบกระทำผิด ทั้งการขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จึงเตรียมเสนอแผนก่อสร้าง “รั้วความมั่นคง” ตลอดแนวพื้นที่เสี่ยง เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน ลดช่องว่างการแทรกซึม และเสริมประสิทธิภาพการป้องกันภัยคุกคามในทุกมิติ

กอ.รมน. พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนปลอดภัย

*หากพบเหตุหรือเบาะแสที่กระทบต่อความมั่นคง สามารถแจ้งได้ที่…
*สายเหตุความมั่นคง 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง
*Line Official : @promchuay

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.27 น.

19 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพัง ไม่ได้หรอกครับ ครับ กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ

แน่นอน ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ว่า ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่า ทำไม พลโทนรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4

1. ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยม และหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่า นายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว

ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปีการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ. จะเกษียณไป

2. การมาของพลโท นรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้ เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและวิทยฐานะ ของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่

3. แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารนักการพัฒนา และพลโทปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่ 3 เป็นต้น

เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภารใต้ แม่ทัพหลายท่าน ที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร
ครับ ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ “แม่ทัพยูร” อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน

ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ “เข้าทาง” ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

19 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษ
น้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษ
น้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า
ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34
อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97
นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน
และร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.36 น.

19 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อิหร่าน-อเมริกา พูดจาเด็กเล่นขายของ

ภายหลังจากสถานการณ์สู้รบกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน และมีการเจรจาหยุดยิงกัน ทำให้หลายฝ่ายต่างลุ้นกันว่า การเจรจาสงบศึกหรือยุติสงคราม น่าจะได้ข้อยุติ หวังได้รับสัญญาณที่ดี เพื่อให้วิกฤตพลังงานโลกคลี่คลายไปในทางที่ดี เป้าหมายสำคัญคือ ทั่วโลกต้องการให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้องการให้การเดินเรือ การขนส่งสินค้า การขนส่งน้ำมัน เป็นไปได้ตามอิสระและเป็นปกติ

ทั่วโลกดีใจเมื่อมีสัญญาณว่า อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังจากนายนายอับบาส อารัคซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มเอ๊กซ์(X)หรือทวิตเตอร์(Twitter) ระบุว่า อิหร่านตัดสินใจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้เรือพาณิชย์สัญจรได้สมบูรณ์ และเป็นการตอบรับข้อตกลงหยุดยิงเลบานอน

หลังจากนั้นโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ผ่านสื่อโซเชียล ตอบรับทันทีว่า อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กล่าวขอบคุณ ทำให้ทั่วโลกดีใจ และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดี หวังว่าทุกฝ่ายจะรักษาคำสัญญา รักษาคำพูด

แต่ว่าในที่สุดประธานาธิบดีโดนัท ทรัมป์ ออกมาโพสต์ผ่านสื่อโซเชียลว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านจะเปิดแล้วก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคุมเชิง หรือรักษาการอยู่ด้านนอก ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน จึงทำให้อิหร่านไม่พอใจ หลังจากเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ไม่ถึง1วัน ทางอิหร่านก็ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ทำให้สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาข่มขู่ว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงอีก ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ทั่วโลกไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้นำทั้ง2ประเทศไม่มีความแน่นอน และไม่รักษาคำพูด พูดอย่างทำอย่าง บางวันพูดเป็นบวกบางวันพูดเป็นลบ เหมือนกับเด็กเล่นขายของ โดยเฉพาะโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย ทำให้สถานการณ์โลกมีปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงานน้ำมันกันถ้วนหน้า และทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับตึงเครียดอีก

คนทั้งโลกอยากเรียกร้องให้ผู้นำทั้ง2ประเทศ ได้รักษาคำมั่นสัญญา รักษาคำพูด เจรจากันด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงสันติภาพ และหวังว่าการเจรจาสงบศึกที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานครั้งต่อไป คงจะสำเร็จด้วยดี เชื่อว่าประชาชนทั่วโลกต่างก็คาดหวังเช่นนี้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

รัฐบาลเล็งจัดงบประมาณปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “นายกฯ” กำชับต้องออกแบบเฉพาะให้สอดคล้องกับพื้นที่ ขณะที่ปัตตานีถูกป่วนหนัก พบวัตถุต้องสงสัยทิ้งริมถนน-พร้อมพ่นสี “เอกราชปาตานี”

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการแก้ไขปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวาระสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายน ได้มีการหารือเชิงลึกในประเด็นดังกล่าวเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ แม้ผลการปราบปรามจะมีความคืบหน้า โดยสามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดยังน่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน พบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มที่ผู้เสพบางรายจะพัฒนาไปเป็นผู้ค้ารายย่อย

เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ต้องการให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดที่อยู่ใกล้ชุมชน สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง และมีระบบส่งต่อเพื่อการรักษาระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาการหลบหนีและการกลับไปเสพซ้ำ

“นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามนโยบายรัฐบาล และได้เตรียมแผนงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2570 แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีการออกแบบแนวทางเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างครอบครัวศาสนา สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านความมั่นคง” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลย้ำชัดว่า “ยาเสพติด” เป็นภัยคุกคามสำคัญที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง ควบคู่ทั้งมาตรการปราบปรามและการบำบัดฟื้นฟู เพื่อสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในทุกพื้นที่

วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ชาวไทยมุสลิมและครอบครัวจำนวนมากเดินทางมาส่งผู้แสวงบุญใน“เที่ยวบินปฐมฤกษ์” นครเมกกะราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปีพุทธศักราช 2569 ฮิจเราะห์ศักราช 1447 โดยมีนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีอำนวยพรและส่งผู้แสวงบุญ มี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ผู้แทนอธิบดีกรมการปกครอง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯ สงขลา นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานกรรมการอิสลามประ จ.สงขลา หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงผู้แสวงบุญ

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างเต็มที่ทั้งด้านสายการบิน การลดภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลตลอดเส้นทางการเดินทางโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้มีสายการบินหลายแห่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ค่าโดยสารถูกลงและเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้เดินทาง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้แสวงบุญมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการฮัจย์ในอนาคต เพื่อให้การเจรจาและพัฒนาระบบบริการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อีกทั้งฝากถึงผู้แสวงบุญทุกคนให้ช่วยดุอาร์ขอพรให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข มีความสามัคคี และผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เนื่องจากปีนี้คาดว่าอุณหภูมิในพื้นที่ประกอบพิธีฮัจย์จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทุ่งมีนา ซึ่งต้องใช้พละกำลังและความพร้อมของร่างกายอย่างมาก

รายงานว่าปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนไปประกอบพิธีฮัจย์จำนวนทั้งสิ้น 7,037 คน เดินทางผ่านท่าอากาศยานหาดใหญ่ 4,668 คน ในวันที่ 18-23 เม.ย. 2569 และวันที่20 พ.ค. 2569 รวม 13 เที่ยวบิน โดยสายการบินซาอุเดีย เป็นผู้ดำเนินการขนส่งผู้แสวงบุญชาวไทยเพียงสายการบินเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ว่าพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการสัญจร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยจำนวน 1 ชิ้น มีลักษณะเป็นขวดแก้วถูกพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำอย่างมิดชิด คล้ายระเบิดแสวงเครื่องวางทิ้งไว้ริมถนน นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังพบการพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความภาษาลายาวี ว่า Patani
merdeka ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า เอกราชปาตานี ปรากฏอยู่ 1 จุด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการปิดกั้นพื้นที่ที่เกิดเหตุทันที โดยห้ามมิให้บุคคลภายนอกหรือผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้จุดดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดอันตรายจากการทำงานของวัตถุต้องสงสัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานไปยังชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ให้เร่งเดินทางเข้าตรวจสอบและดำเนินการเก็บกู้ตามขั้นตอนมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สถานการณ์โลกปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าคนไทยเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่คนทั้งโลกก็เดือดร้อนจากสาเหตุเดียวกันนี้ทั้งสิ้น ที่ว่าเก่งนักเก่งหนาก็ยังมึนเลยครับ มิสู้เรามาร่วมมือกันประคองตัว ประคองชาติบ้านเมือง ให้ผ่านวิกฤตการณ์สากลนี้ไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาฟัดกันใหม่ ดีมั้ย”

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ

ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี บุกค้นซ้ำคลังอ่างทอง

ดีเอสไอเผยชงนายกฯอนุมัติทีมสอบสวนชุดใหญ่ทั้ง สตช.กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่าฯลฯ เตรียมเค้น 8 บริษัท ขนส่งน้ำมันจันทร์นี้เพื่อพิสูจน์การกักตุน ในขณะที่การลงทะเบียนเยียวยาขนส่งผ่านไป 2 วัน 2.6 หมื่นราย รถกว่า 1.16แสนคัน ขยายเวลา ลงทะเบียน ถึง 24 เม.ย.

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน พร้อมให้เวลารวบรวมเอกสารหลักฐาน คาดเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2569 ณ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี(C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น

ชงนายกฯตั้งทีมสอบพิเศษ

พ.ต.ต.วรณัน เผยด้วยว่า ปัจจุบันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการจัดทำหนังสือแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้มีหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้า
ภายใน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า ศรชล. ฯลฯ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวน และใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานสอบสวนคดีกักตุนน้ำมันร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวอยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีลงนามตามขั้นตอนต่อไป

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและศูนย์ปฏิบัติการภาค 1 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัทคลังน้ำมันอ่างทองเก็บตัวอย่างไปพิสูจน์

ประชุมแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเตรียมนำแผนการใช้พลังงาน B7 และ B20 รวมถึงแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มของผู้ประกอบการ เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ในการประชุมวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปริมาณและความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศในขณะนี้ ยึดหลักการบริหารสมดุลทั้งระบบ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม ได้มีการประชุมในเดือนเมษายน 2569 เพื่อกำหนดกรอบการส่งออกในปริมาณ 200,000 ตัน โดยแบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 125,000 ตัน และการใช้ในภาคพลังงาน (B7 และ B20) ประมาณ 120,000–140,000 ตันเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในช่วงฤดูกาล โดยกรมดำเนินการควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือกระทบต่อราคาภายในประเทศ

สำหรับในเดือนเมษายน มีผู้ส่งออกยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มประมาณ 102,000 ตัน ซึ่งกรมได้พิจารณาอนุญาตให้ส่งออกทั้งหมด เนื่องจากยังอยู่ในกรอบที่กำหนด และยังสามารถพิจารณาอนุญาตเพิ่มเติมได้โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์สต็อกและความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก

แนวโน้มน้ำมันปาล์มลดลง

นายวิทยากรกล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่กรมยังคงดูแลให้ราคาภายในประเทศอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 อยู่ที่ 6.80-7.50 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.15 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 40.00–40.25 บาท ต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.13 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 33.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 19% ซึ่งเป็นผลจากการดูดซับเข้าสู่ภาคพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับให้มีการกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของโรงงานสกัดและลานเท โดยให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร

สำหรับการประชุมในวันที่ 21 เมษายนนี้ กรมจะพิจารณาข้อมูลแผนการใช้พลังงานและแผนการส่งออกจากผู้ประกอบการ พร้อมขอความร่วมมือให้จัดทำแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและเกิดความสมดุลในทุกภาคส่วน

ขนส่งลงทะเบียนเยียวยา

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ภายหลังเปิดให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือสำหรับ กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง(ดีเซลหรือเบนซินล้วน) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัพพอร์ต” ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก หลังเปิดรับลงทะเบียน 2 วันแรก (16–17 เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการลงทะเบียนแล้วกว่า 26,000 ราย และมียานพาหนะเข้าสู่ระบบรวมกว่า 116,000 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569)

นายสรพงศ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดระบบลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า ยังมีผู้มีสิทธิบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ดังนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้สั่งการให้ขยายระยะเวลาการลงทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้มาตรการเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ดังนั้น กรมฯ จึงตัดสินใจขยายระยะเวลาลงทะเบียนออกไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยเปิดรับทั้งช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทาง Walk-in ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ(ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

แนะนำหลักฐานต้องพร้อม

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่ามาตรการนี้มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่รับภาระต้นทุนสูงที่สุด เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิและการจ่ายเงินสำหรับผู้ที่จะขอรับสิทธิ ต้องเตรียมเอกสารสำคัญ ดังนี้ 1.บัญชีธนาคาร ต้องผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (นิติบุคคล) 2.เอกสารหลักฐาน สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง, หนังสือรับรองนิติบุคคล และหลักฐานการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร(ตามประเภทรถ)

ทั้งนี้ การจ่ายเงินช่วยเหลือจะพิจารณาตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการขนส่งจริงหลังจากวันที่ลงทะเบียนสำเร็จ ภายใต้กรอบมาตรการ 42 วัน (เริ่มวันที่ 20 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2569) จึงขอให้ ผู้ประกอบการรีบลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิอย่างเต็มที่