คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

ปิดจ๊อบสงกรานต์ 2569 คมนาคม โวยอดเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกว่า 20 ล้านคน อุบัติเหตุลดลง 16% สั่งคุมเข้มความปลอดภัยต่อเนื่อง รองรับประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับ

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 กระทรวงคมนาคมโดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.)ได้รายงานสรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน 2569 สะสม 8 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 07.30 น.) พบว่า ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 20,106,651 คนลดลงร้อยละ 0.65 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา(11-18 เมษายน 2568)

ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการ ใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 45 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก)369,322 คน ภาคใต้ (ทางราง) 245,334 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ทางถนน) 267,270 คน ภาคเหนือ (ทางถนน) 147,302 คน และภาคตะวันออก (ทางถนน) 148,894 คน

ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศรวม 1,862,174 คน สำหรับการจราจรเข้า-ออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก12 เส้นทาง มีปริมาณ 7,772,199 คันเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.04 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 9,793,313 คัน ลดลง ร้อยละ 5.48

สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคมสะสม 8 วัน พบว่า โครงข่ายทางบกเกิดอุบัติเหตุรวม1,308 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,420 คน เสียชีวิต 175 ศพ สาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด 852 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 65 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด คือ รถปิกอัพบรรทุก 4 ล้อ662 คัน ลักษณะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรงไม่มีความลาดชัน 905 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 69 จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 8 คน ขณะที่กรุงเทพฯ เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 65 ครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า อุบัติเหตุลดลงร้อยละ 16 ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 และผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 7 ส่วนระบบขนส่งรถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 3 ครั้ง และโครงข่ายทางรางเกิดอุบัติเหตุ 4 ครั้ง ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ขณะที่โครงข่ายทางน้ำและทางอากาศไม่มีรายงานอุบัติเหตุ

การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ แม้ภาพรวมของการเดินทางเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังคงเข้มงวดเฝ้าระวังความปลอดภัย โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำชับผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ ให้เข้มงวดพนักงานขับรถปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตรวจสภาพและความพร้อมของรถทุกคันต้องมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยพร้อมใช้งาน พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถถูกต้องตามประเภทใบอนุญาตขับรถ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ก่อนออกเดินทาง และชั่วโมงการขับรถต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

กรมการขนส่งทางรางกำชับผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าทุกสายยังคงมาตรการอำนวยความสะดวกและคุมเข้มความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ดูแลความพร้อมของขบวนรถ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีต่อเนื่อง

การรถไฟแห่งประเทศไทยนอกจากเพิ่มตู้โดยสารจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถประจำแล้ว ได้จัดเตรียมขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มเติมในวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนที่ยังคงทยอยกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนที่ 984 ยะลา-กรุงเทพอภิวัฒน์เวลาออก 15.35 น. ขบวนที่ 6 เชียงใหม่-กรุงเทพอภิวัฒน์ เวลาออก 19.35 น.

กรมเจ้าท่าเฝ้าระวังความปลอดภัยจัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรืออำนวยความสะดวกตามท่าเรือต่างๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ จัดเรือตรวจการณ์ในพื้นที่บริเวณ 6 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือท่าเตียน ท่าเรือท่าพระจันทร์ ท่าเรือวังหลัง ท่าเรือวัดระฆังฯ และท่าเรือวัดอรุณฯ ในส่วนภูมิภาคได้จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยทางน้ำและจุดอำนวยความสะดวกให้บริการและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการตามท่าเรือต่างๆ ตรวจสอบความพร้อมเรือโดยสาร ท่าเรือ คนประจำเรือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพ พวงชูชีพ ให้พร้อมใช้งาน ก่อนออกเดินเรือตามมาตราการความปลอดภัย กำชับนายเรือให้ใช้ความเร็วเรือตามข้อกำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แม้ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์จะสิ้นสุดลงแล้ว กระทรวงคมนาคมยังคงอยู่ในช่วงดำเนินการตามแผนอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยฯ ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 รองรับประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับและยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยเพื่อการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยที่สุดให้แก่ประชาชนทุกวัน

วันเดียวกัน นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง ร่วมกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“ประเพณีวันไหลนาเกลือ ประจำปี 2569”ณ สวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลืออำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะสมาชิกสภาเมืองพัทยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงาน มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จากวัดจิตตภาวันวิทยาลัยจากนั้นเป็นพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป และพิธีรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ เพื่อแสดงถึงความเคารพและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีไทย

ต่อมาได้มีการจัดขบวนรถบุปผชาติ และขบวนแห่พระพุทธรูป เคลื่อนออกจากสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ แห่รอบบริเวณตลาดนาเกลือ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมและเล่นน้ำตามประเพณี อย่างเนืองแน่น

ทั้งนี้ “วันไหลนาเกลือ” ถือเป็นประเพณีท้องถิ่นของชุมชนชายฝั่งทะเลจังหวัดชลบุรี ที่สืบทอดต่อเนื่องจากประเพณีสงกรานต์ในอดีต สะท้อนวิถีชีวิตของชาวประมงที่มีความผูกพันกับทะเล และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของเมืองพัทยา

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้าน ปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เห็นคุณค่าและร่วมสืบสานความเป็นไทย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

“ชาติไทยพัฒนา”เจ้าของฉายาปลาไหลดั้งเดิมของแท้ ประชุมใหญ่ที่สุพรรณบุรี “กัญจนา”ลั่น“วราวุธ” เป็นรมต.อุตสาหกรรม ทั้งอดีตสส.พรรคได้เข้าสภารับใช้ประชาชนมากกว่าเดิม การันตี“ชทพ.-ภท.”เป็นเนื้อเดียวกัน จะยุบรวมหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสองพันบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาได้จัดการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่2/2569 โดยมีน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นประธาน ซึ่งมีแกนนำพรรค และสมาชิกพรรคคนสำคัญเข้าร่วมหลายคนประกอบด้วย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรค, นายธีระ วงศ์สมุทร ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและประธานคณะกรรมการดำเนินกิจการของพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด, นายสมชาย สุจิตต์หัวหน้าสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา

เคลียร์ปมสส.ย้ายซบภท.

โดยน.ส.กัญจนา กล่าวในที่ประชุมว่าการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว มีการตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว นายวราวุธศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาไปเป็น รมว.อุตสาหกรรม อดีตสส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เป็น สส.ของพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ที่น่ายินดีคือ นายนิกร จำนง ซึ่งเป็นสมาชิกเก่าแก่ของพรรคได้มีโอกาสเป็นสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยด้วย

“อยากบอกคนสุพรรณบุรีว่า ณ ตอนที่นายวราวุธ และอดีต สส.ของพรรคย้ายไปพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจจะเกิดความไม่เข้าใจและตำหนิว่าย้ายพรรค อยากเรียนว่าถ้าวันนั้นนายวราวุธและน้องๆ สมาชิกพรรคไม่ย้ายไปในวันนี้ อย่าว่าแต่เป็นรัฐมนตรีเลย นายวราวุธจะได้เป็นสส.หรือไม่ สส.คงไม่ได้เป็น พื้นที่และตำแหน่งที่จะรับใช้ประชาชนโอกาสตรงนั้นคงน้อยลง คนพูดสวยหรูว่าอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้แต่นั่นเป็นแค่คำพูด ความเป็นจริงการมีตำแหน่งทางการเมือง มีศักยภาพในการรับใช้พี่น้องประชาชนสูงกว่ามาก ยิ่งนายวราวุธได้เป็นรัฐมนตรีจะดูแลพี่น้องได้มากกว่าเป็น สส. ถ้านายวราวุธไม่ได้เป็นอะไร จะดูแลพี่น้องประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน การที่พวกเขาไปพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้มีเครือข่ายประสานงานในกระทรวงต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ย้ำ

แจง‘พ่อเติ้ง’ไม่ได้ก่อตั้งชท.

น.ส.กัญจนา กล่าวว่าบางคนพูดว่า นายวราวุธทิ้งพรรคที่พ่อสร้างอยากชี้แจงอีกครั้งว่าพรรคชาติไทยในอดีต นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯก็ไม่ได้ก่อตั้ง พรรคชาติไทยก่อตั้งปี 2517 โดยผู้ใหญ่กลุ่มซอยราชครู คือ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร
ยศขณะนั้น พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ยศขณะนั้น และ พล.ต.ศิริ สิริโยธิน โดยผู้ใหญ่ทั้ง 3 คน เป็นผู้ก่อตั้งพรรคขึ้นมาในปี 2519 ตอนนั้นมีข่าวว่านายบรรหารจะลงพรรคการเมืองก็มีพรรคต่างๆมาทาบทาม แต่นายบรรหารเลือกมาอยู่กับพรรคชาติไทยและเติบโตในพรรคชาติไทยมาตลอด ย้ำว่านายบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย พรรคเขา มีของเขาอยู่ นายบรรหารแค่ต้องการหาพื้นที่ทำงานให้กับคนสุพรรณบุรีและคนไทยทั้งประเทศจึงหาพรรคที่ให้โอกาสได้ วันนี้ก็เช่นเดียวกันนายวราวุธถ้าอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา คงไม่มีศักยภาพรับใช้พี่น้องประชาชนได้เต็มที่ การย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกับนายบรรหารมาอยู่กับพรรคชาติไทยในตอนต้น

ป้อง‘ท็อป’ภท.ให้โอกาสทำงาน

น.ส.กัญจนา กล่าวต่อว่า พรรคชาติไทยทุกยุคจนมาปี 2551 เกิดเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาถึงวันนี้ คนที่ค่อนแคะตำหนินายวราวุธ อยากย้ำว่านายบรรหารไม่ได้สร้างพรรคชาติไทย แต่เป็นพรรคที่มีอยู่แล้วและไปอยู่กับพรรคนั้น เพื่อต้องการพื้นที่ในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนและทุกวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ในฐานะที่เราเป็นพรรคพี่พรรคน้องเชื่อมกันได้ ให้มาบอกพรรคชาติไทยพัฒนา เราจะประสานกับนายวราวุธและอดีตสส.ของพรรคชาติไทยพัฒนาในสุพรรณบุรีทั้ง 4 เขตเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน

“ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ มันสำคัญว่าใส่สีนั้นแล้วมีโอกาสรับใช้พี่น้องประชาชนได้หรือไม่ ถ้านายวราวุธและอดีต สส.ใส่เสื้อสีชมพูคงไม่มีศักยภาพทำงานได้เต็มที่ วันนี้ใส่สีน้ำเงินก็มีศักยภาพในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น ดังนั้น ใครมาต่อว่า ฝากสมาชิกช่วยชี้แจงว่าพ่อบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย แต่อาศัยพรรคชาติไทยเพื่อมีพื้นที่ทำงาน เหมือนวันนี้ที่นายวราวุธไปอยู่พรรคภูมิใจไทยซึ่งที่ผ่านมาเขาให้เกียรติมาก ตอนไปเป็นผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยก็ให้อยู่ลำดับที่ 3 และให้เกียรติอดีตสมาชิกพรรคทุกคน” น.ส.กัญจนา ระบุ

แนะต้องปรับตัวช่วยกันประหยัด

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนากล่าวว่าขณะนี้เราประสบปัญหาน้ำมันแพงสาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยในประเทศแต่เป็นเพราะภาวะสงคราม สหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่านซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ประเทศที่ได้รับผลกระทบมีทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเพื่อนบ้านก็กระทบสปป.ลาว ค่าน้ำมันแพงกว่าเราเท่าตัว โดยรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทราบราคาที่แท้จริง ให้ทราบว่าราคาน้ำมันแพง และต้องปรับตัวอย่างไร รัฐบาลพยายามช่วยในเรื่องค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกัน ปรับวิธีการใช้น้ำมัน ต้องประหยัด

“โควิดเรายังผ่านกันมาได้ น้ำมันแพง อาจรู้สึกว่าน้ำมันหนักกว่า ตอนโควิดก็หนัก เราตายก็เยอะ เราลำบากในการดำรงชีวิต แต่ตายเพราะน้ำมันแพงเรายังไมได้ยินตรงนั้น ตอนโควิดต้องปิดพื้นที่เป็นพื้นเลย เราลำบากมากก็ผ่านกันมาได้ ไม่มีอะไรยึดโยงถาวร วันนี้ถ้าสงครามสงบก็กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็ลดลง เราผ่านโควิดมาได้ก็ผ่านน้ำมันแพงได้ ขอให้กำลังใจ ช่วงนี้อากาศร้อน แต่ใจอย่าร้อน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน” น.ส.กัญจนา กล่าว

ประสานสส.ภูมิใจไทยดูแลปชช.

น.ส.กัญจนาได้กล่าวตอนท้ายว่าเรายังเป็นพรรคการเมือง มีหัวหน้าพรรคกรรรมการบริหารพรรคและสาขาพรรคในภาคต่างๆ มีสมาชิกพรรค แต่แน่นอนว่ากิจกรรมทางการเมือง คงไม่ได้มากอย่างในอดีต เพราะเราไม่มีสส.เรายังมีสถานะเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนพี่น้องประชาชนที่จะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนหรือข้อชี้แนะต่างๆ ได้อยู่เราจะประสานให้กับอดีตสส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไปเป็นสส.และรัฐมนตรีภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขามีศักยภาพในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากตอนสวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

ไม่มีสส.ไม่ทิ้งปชช.ดูแลเหมือนเดิม

“ไม่ต้องไปคิดถึงสีเสื้อ ในเขต 1สุพรรณบุรี นายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เขาคือคนเดิมเป็นลูกชายนายสมชาย สุจิตต์ ทำงานรับใช้คนสุพรรณบุรีเหมือนเดิม เขต 2นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รับใช้พี่น้องประชาชนในเขต 2 เหมือนเดิม เป็นคนเดิมแต่ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย เขต 3 นายนพดล มาตรศรี ครั้งนี้เราพ่ายแพ้ ให้กับพรรคกล้าธรรมไป แต่ไม่ได้ ทิ้งพี่น้องประชาชน นายนพดลยังอยู่จะช่วยงานของเรา เราจะลงพื้นที่นายนพดลทั้งหมด ครั้งหน้าหวังว่า เราจะสามารถเอาพื้นที่ของเราคืนมาได้ เราจะยังทำงาน แม้เราไมได้สส.เขตนี้ เราไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนยังฝากทุกข์สุขกับสส.พรรคภูมิใจไทยได้ เขต 4 นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกของนายจองชัย เที่ยงธรรม เหมือนเดิม ยังดูแลพื้นที่เหมือนเดิม เขต 5 ไม่ต้องกังวล นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย อยู่พรรคชาติไทยมาก่อนนายบรรหาร อยู่ตั้งแต่ปี 18ดังนั้น ทั้ง 5 เขตของสุพรรณบุรี แม้ว่า จะเป็นสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย หรือในเขตที่เราไม่ได้สส. พรรคภูมิใจไทยก็ยังดูแลประชาชน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ยินดีที่จะเป็นจุดบอกเล่าทุกข์สุขเราจะประสานให้สส.ในเขตเป็นอย่างดี เรายังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่เช่นนี้” น.ส.กัญจนาทิ้งท้าย

ย้ำ‘ชทพ.-ภท.’เป็นเนื้อเดียวกัน

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อรักษามวลชนหรือฐานเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนายังมีสำนักงาน มีตัวแทนของพรรค และผู้บริหารพรรคที่ยังทำงาน แม้จะไม่มี สส.แต่อดีต สส.ที่ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ก็เหมือนเนื้อเดียวกัน คนสุพรรณบุรี มีปัญหาอะไรให้บอกมาที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้ยกตัวอย่างสมาชิกพรรค นายสมชายสุจิตต์ หัวหน้ากรรมการสาขาพรรค เป็นบิดาของนายสรชัด สุจิตต์ สส.เขต 1สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรคก็เป็นบิดานายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.เขต 4 สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทยซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรครุ่นพ่อคิดดูว่าพ่อใหญ่กว่าลูกหรือไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนาในขณะนี้ล้วนแต่เป็นที่พึ่งในการรับฟังปัญหาของชาวสุพรรณบุรีและส่งต่อไปยังสส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลในพื้นที่ ไม่ได้ต่างอะไรกัน ยังทำงานจุดนี้ได้อยู่ พรรคชาติไทยพัฒนาทำงานช่วยพรรคภูมิใจไทย
ด้วยซ้ำ ที่จะช่วยรับฟังปัญหาและแก้ปัญหา

น.ส.กัญจนากล่าวถึงความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาว่าในความเป็นจริงไม่ได้มีสส.หากพูดถึงฐานมวลชนไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยขณะนี้ หรือพรรคชาติไทยพัฒนาขณะนี้ก็คือฐานเดียวกัน เพราะในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า คือฐานเดียวกัน ทำงานส่งทอดด้วยกัน มาจากที่เดียวกัน

ยุบชทพ.รวมภท.เรื่องอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในครั้งหน้าจะต้องมีการส่งผู้สมัคร สส.น.ส.กัญจนากล่าวว่า “เดี๋ยวจะพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะยังไม่ถึงวันนั้น” เมื่อถามอีกว่าในอนาคตมีการพูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนายุบรวมกับพรรคภูมิใจไทยน.ส.กัญจนา กล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่พูดวันนี้”

เมื่อถามย้ำว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะยังยึดฐานที่มั่นและลงพื้นที่เหมือนเดิมใช่หรือไม่ น.ส.กัญจนากล่าวว่า อย่างที่บอกคือ ฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะทำทุกทางไม่ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสรชัด นายเสมอกันหรือ นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรีเขต 5 พรรคภูมิใจไทย และนายนพดล มาตรศรี อดีต สส.สุพรรณบุรี เขต 3 ยังมีโอกาสทำงานให้ประชาชน เพื่อให้ทุกคนที่ไปจากพรรคชาติไทยพัฒนาได้ยังคงอยู่ทำงานให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่

ชมรบ.ไม่ใจแคบ/ให้กำลังใจฝ่าอุปสรรค

น.ส.กัญจนากล่าวถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันว่ารัฐบาลมีปัญหาที่ต้องแก้ไขและเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่เกิดสงคราม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งการขึ้นราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งก็ต้องให้กำลังใจรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลรับฟังปัญหาของประชาชน รวมทั้งเปิดใจกว้างที่จะฟังข้อชี้แนะข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ใจแคบและไม่ฟังใครซึ่งเห็นได้จากที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ได้เชื้อเชิญคนที่อยู่พรรคฝ่ายค้าน หรือต่างพรรคมาช่วยเป็นทีมแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้แปลกแยกว่าเป็นพรรคนั้นพรรคนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และดึงภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พร้อมทั้งขอให้กำลังใจทุกคน ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงาน ให้กำลังใจประชาชนในการฝ่าฟันอุปสรรค ภาวะตรงนี้ขนาดโควิด-19 เรายังผ่านกันมาได้ สถานการณ์นี้เราก็ต้องผ่านกันไปได้ สงครามไม่ได้อยู่ไปตลอดปีตลอดชาติ ต้องมีวันจบและราคาน้ำมันจะต้องมีการปรับตัวลง”น.ส.กัญจนา ย้ำ

‘ยศชนัน’ลงเชียงใหม่ลุยสู้แก้ฝุ่นพิษ

วันเดียวกันนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่นและนายก อบจ.เชียงใหม่ รวมถึงผู้สมัครสส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เพื่อเปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง ทั้งนี้ ก่อนตรวจเยี่ยม นายยศชนันได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเองพบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ำว่าสถานการณ์นี้ รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที

เดินหน้าเปิดเครื่องฝีมือคนไทย

นายยศชนันเปิดเผยว่ารัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือ ระยะสั้นนำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัดโดย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยของมช.นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.วิภูรุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประกอบด้วย3 องค์ประกอบหลักคือระบบความดันบวก(Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ DIY และเซ็นเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งจะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้องติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่

นำร่องช่วยกลุ่มเปราะบาง83แห่ง8จว.

ระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำdeep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่าพร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปีเพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรกจะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

จากนั้นนายยศชนัน และคณะได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักการคลัง (กทม.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสิทธิได้รับบำนาญปกติ เดือนละ 12,254.22 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มจากบำนาญปกติเดือนละ 3.82 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นมา ตามข้อ 31(2) ของหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อ31(2) โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงได้คำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 31(2) ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่และได้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเดือนละ 3063.85 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2554 เป็นต้นไป แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนควรได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของผู้ฟ้องคดีเป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายตามข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 หาใช่เป็นสิทธิที่มีผลมาจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจนก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่

แต่เป็นการฟ้องในข้อหาคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

โดยที่ข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 เป็นระเบียบที่กำหนดให้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 โดยถือเสมือนว่า ออกหรือพ้นจากราชการในวันดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงว่าออกหรือพ้นจากราชการจริงเมื่อใดและให้นำจำนวนเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ในฐานะคนทำงานในพื้นที่จริงตั้งแต่ปี2547-2558 เรื่องใหญ่คือ

1สถานการณ์เป็นเครือข่ายที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ก่อเหตุเป็นเครือข่ายข้ามพื้นที่ ก่อเหตุหลายครั้งหลายคดีแต่การดำเนินคดีเป็นเหมือนคดีทั่วไปไม่เน้นเครือข่าย คดียกฟ้องมีมากไม่ได้มีการทบทวนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นยอย่างตรงไปตรงมา

2การผลักดันให้ใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุดเพื่อความจริงและความเป็นธรรมทั้งในเหตุการณ์รายวันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มักจะถูกขวางโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้หลบหลีกได้

3การนำข้อมูลไปใช้ในการรายงานมักเป็นการพูดความจริงเสี้ยวเดียวเพื่อป้องกันการถูกตำหนิหรือเกรงใจในอำนาจของฝ่ายอื่น ที่สำคัญจะถูกตัดทอน ปกปิด เกลาเสียจนเป็นความไม่จริง ยังไม่รวมถึงการรายงานตามลำดับชั้นกว่าจะถึงระดับการตัดสินใจข้อมูลหลุด ถูกเติมแต่งจนห่างไกลความจริงแบบที่เรียกว่าเกมกระซิบ

ในฐานะที่เห็นว่าสถานการณ์กระทบผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก แต่เชื่อมั่นว่าหากทำงานตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก และด้วยความเป็นอิสระจากผลประโยชน์ ด้วยความเป็นแพทย์ที่อยากให้คนไข้หายจากโรคจึงพยายามตรวจ วินิจฉัยจนทราบว่าความรุนแรงในพื้นที่เกิดจากอะไรบ้าง ต้องรักษาอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ห่างไกลพื้นที่ ยากที่จะรู้ข้อเท็จจริง ทุกฝ่ายล้วนเกรงใจ ไม่แตะ ไม่ตัดสินใจ รวมถึงมีฝ่ายที่ต้องการสร้างฐานอำนาจเอง  ทั้งต้องการรักษาตำแหน่ง สุดท้ายสถานการณ์ความรุนแรงก็ยังคงเกิดต่อเนื่อง

อยากเห็นผู้กำหนดนโยบายสั่งการโดยใช้ธรรม โดยใช้ปัญญา เรื่องนี้คือการกระทำผิดกฎหมายของแผ่นดินใครก่อเหตุใครสนับสนุนต้องรับโทษตรงไปตรงมาไม่เกี่ยวกับศาสนา รวมไปถึงต้องจัดการเรื่องทุจริตในทุกหน่วยอย่างจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ เวลาได้ยินว่าแก้ยากเพราะเสพติดงบ ฟังแล้วปวดใจยิ่งนัก

ภาคส่วนที่สำคัญคือสื่อทีควรเสนอความจริงครบด้าน และถูกต้อง

คำพูดเรื่องปัญหาความรุนแรงในจชตของแม่ทัพที่ถูกถ่ายทอดมา เป็นความจริงที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด อยากให้มองทุกประเด็น อย่าพยายามใช้ประโยชน์ขยายผลเป็นส่วนๆ มองด้วยใจเป็นธรรม การทุจริตทั้งเงิน ทั้งอำนาจและเวลาได้ทำลายประเทศไทยมานานแล้ว ใช้โอกาสนี้นำร่องจัดการเรื่องทุจริตของทุกฝ่ายได้เลย กล้าไหม

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป  ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.33 น.

ส่อง แกนนำสีส้มรุ่นต่อไปวาง “ดร.ต้น”หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ “ลิซ่า”โฆษก พ่วงตำแหน่งขุนพลภาคใต้  ส่วน “ตี๋ เชียงใหม่” แกนนำภาคเหนือ “แบงค์” จ่อ แม่ทัพ กทม. “ไอติม” ประธานวิปฯ ฝ่ายค้าน 

วันที่ 18 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดเรื่องการจัดวางตำแหน่งบริหารต่างๆ ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคประชาชน ช่วงวันที่ 24-26 เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับช่วงที่ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 24 เม.ย. ว่า ในเรื่องของคดีความ ทางฝ่ายกฎหมายได้ประเมิณไว้ใน 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้อง 2.ศาลประทับรับฟ้อง โดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ในช่วงเวลาการประชุมใหญ่ พรรคปชน.ก็จะมีการเกาะติดคดีที่ศาลฎกาไปพร้อมกันด้วย 

ขณะที่การจัดวางบุคลากร เปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในพรรคปชน. ที่น่าสนใจ มีอาทิ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคปชน. คนใหม่ แทนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่จะถอยลงไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทน นายศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ที่ไขก๊อกลาออก นอกจากนี้ น.ส.ภคมน หนุนอดนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นโฆษกพรรค แทน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะขยับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน ด้าน ตำแหน่งแม่ทัพในภาคต่างๆ มีอาทิ ภาคเหนือตอนบน คือ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรค ส่วนภาคเหนือตอนล่าง คือ นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต5 สำหรับภาคอีสาน คือ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น ส่วนภาคใต้ คือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ และ ในส่วนของ กทม. จะเป็นในรายของ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. อย่างไรก็ตามทุกตำแหน่งข้างต้น ยังคงเปลี่ยนเเปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคปชน. รวมถึง คดี44 สส.ที่ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่ง วันที่ 24 เม.ย.

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หาก กอ.รมน.เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนแล้วละก็ยกเลิก กอ.รมน.ไปเลยครับ”

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากปอเนาะถึงปฏิบัติการ: ถอดรหัส “บันได 7 ขั้น” เกมยาวของ BRN

หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2546 ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าตรวจค้นและพบเอกสารสำคัญจากบุคคลหนึ่ง คือ มะแซ อุเซ็ง ชายผู้มีบทบาทในพื้นที่ในฐานะครูสอนศาสนา และถูกฝ่ายความมั่นคงเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการ BRN ในเวลาต่อมา สิ่งที่ถูกยึดได้ในครั้งนั้นไม่ใช่อาวุธ แต่เป็น “เอกสารลายมือ” ซึ่งภายหลังถูกถอดความและเรียกกันว่า “แผนบันได 7 ขั้น”

เอกสารดังกล่าวส่วนหนึ่งเขียนเป็นภาษายาวีหรือมลายู และเมื่อถูกแปลออกมา สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แผนรบโดยตรง แต่เป็น “โครงสร้างการจัดตั้ง” ที่มีลำดับขั้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การสร้างความคิดไปจนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกรอบอธิบายความขัดแย้งในชายแดนใต้ที่ถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากผังที่ปรากฏ เราจะเห็นว่า ขั้นที่ 1 คือการสร้างจิตสำนึกมวลชน โดยใช้คำสำคัญอย่าง อิสลาม มลายู ปัตตานี ถูกยึดครอง และการต่อสู้ เป็นแกนในการปลูกความรู้สึกและอัตลักษณ์ร่วม ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน ผ่านช่องทางในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนศาสนา ตาดีกา ปอเนาะ คณะกรรมการ สหกรณ์ สมาคม และการกีฬา ซึ่งสะท้อนว่า การเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มจากความรุนแรง แต่เริ่มจาก “คน” และ “ความเชื่อ” ก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ ขั้นที่ 3 และ 4 คือการจัดตั้งองค์กรและกองกำลัง ซึ่งในผังยังระบุถึงการทำงาน “อยู่เบื้องหลัง” และการค่อย ๆ สร้างโครงสร้างกำลังอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย ขั้นที่ 5 การปลูกอุดมการณ์ชาตินิยม เพื่อทำให้แนวคิดมีความชอบธรรมในสายตาของผู้สนับสนุน

ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อม ซึ่งในผังใช้คำว่า “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิบัติ” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน และสุดท้ายคือ ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิบัติ ซึ่งมีการระบุถึงพลังหลายด้าน ทั้งพลังการปฏิบัติ พลังการเมือง พลังมวลชน อำนาจทางเศรษฐกิจ และการพึ่งตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งในผังคือ การระบุโครงสร้างกำลังคน เช่นผู้มีอุดมการณ์จำนวนมาก ,ผู้ผ่านการฝึก ,และผู้เชี่ยวชาญในระดับปฏิบัติการรวมถึงการกล่าวถึง “ประชาชนใต้ดิน” และบทบาทของเยาวชนในการเข้าสู่การปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนว่า แผนนี้มองการเคลื่อนไหวเป็น “ระบบ” ไม่ใช่การกระทำแบบกระจัดกระจาย

เมื่อเรานำผังนี้กลับมามองในภาพใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเอกสารนี้จริงหรือไม่จริงทั้งหมด แต่คือ “มันกำลังบอกอะไรเรา”
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ แผนนี้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างคน” มากกว่า “การใช้กำลัง” กล่าวคือ อาวุธอาจเป็นเพียงปลายทาง แต่ต้นทางคือความคิด อัตลักษณ์ และเครือข่ายสังคม หากมองในมุมนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2547 จึงอาจไม่ใช่เรื่องฉับพลัน แต่เป็นผลของการสะสมในระยะยาวตามตรรกะของการจัดตั้งแบบเป็นขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องระวังคือ การตีความเอกสารลักษณะนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง อัตลักษณ์มลายู ศาสนาอิสลาม หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง หากแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูก “นำไปใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดน

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ 'Party Anywhere' เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

Marshall แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจากอังกฤษ เดินเกมรุกตลาดลำโพงปาร์ตี้ในไทยอย่างเต็มตัว ล่าสุดประกาศความสำเร็จแคมเปญ “Party Anywhere” สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนท้องถนนในกรุงเทพฯ และบางแสนให้เป็นเวทีคอนเสิร์ตเคลื่อนที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว Bromley 450 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นล่าสุด หวังเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์สายปาร์ตี้ และนักเดินทาง

กลยุทธ์ “Experiential Marketing” เข้าถึงผู้บริโภคผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น ในแคมเปญนี้ Marshall และ ASH Asia (ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Experience Economy) โดยการเปิดตัว Marshall Party Truck รถบรรทุกดีไซน์ดุดันที่ติดตั้ง “Wall of Bromley” ซึ่งเป็นการนำลำโพง Bromley 450 กว่า 37 ตัว มาสร้างเป็นกำแพงเสียงขนาดยักษ์เพื่อโชว์สมรรถนะความทนทานต่อแดดและน้ำท่ามกลางการเล่นน้ำสงกรานต์ตลอด 3 วันเต็ม นอกจากนี้ ยังมีการดึงดีเจชั้นนำ อาทิ DJ YP, Maftsai และ Z Zero มาร่วมนำเสนอแนวดนตรีที่ผสมผสาน “หมอลำ” เข้ากับจังหวะสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ระดับสากลเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความสนุกของคนไทยอย่างลงตัว

Bromley 450: เรือธงใหม่ทลายข้อจำกัดลำโพงปาร์ตี้

สำหรับการเปิดตัว Bromley 450 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Marshall ในการขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มลำโพงปาร์ตี้ (Party Speaker) โดยชูจุดเด่นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่ ได้แก่ พลังเสียงแบบMarshall: ระบบ True Stereophonic 360° ให้เสียงกระหึ่ม สมจริงรอบทิศทางครบทุกย่านเสียง , แบตเตอรี่อึดที่สุดในเซกเมนต์: รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้นานกว่า 40 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบสาย , ความทนทานสูง: มาตรฐาน IP55 กันน้ำและฝุ่น เหมาะกับทั้งงานสงกรานต์และกิจกรรมเอาท์ดอร์ , ฟังก์ชันครบครัน: มีช่องต่อไมโครโฟนและเครื่องดนตรีสำหรับมินิคอนเสิร์ตส่วนตัว และการออกแบบที่เน้นความยั่งยืนด้วยวัสดุรีไซเคิล 15%

วิสัยทัศน์และการเติบโต

ASH Asia ระบุว่าการนำ Marshall เข้าสู่ตลาดลำโพงปาร์ตี้ในครั้งนี้ เป็นการมองเห็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างด้วยมรดกทางดนตรี (Heritage) ที่แบรนด์มีมานานกว่า 6 ทศวรรษ โดยมั่นใจว่า Bromley 450 จะกลายเป็น “Must-have Item” สำหรับสายไลฟ์สไตล์ ปาร์ตี้ และนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงที่ดี ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และ ความทนทานในการใช้งานในสภาพอากาศต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ Marshall Bromley 450 วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ Marshall ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ผ่าน http://www.ash-asia.com

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นวันครอบครัวของชาวไทย แน่นอนว่าบ้านเรามีมาตรการหลายต่อหลายอย่าง เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ ให้อยู่ดีกินดีและมีความสุขตามอัตภาพ

เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Super-Aging Societies หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างเร่งยกระดับสวัสดิการแบบเชิงรุก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานดูแล และลดภาระของคนในครอบครัว

โดย สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย Forward Singapore โดยมีโครงการหลักคือ Age Well SG ที่มีหมุดหมายสำคัญในปี 2025-2026 ในโครงการที่เรียกว่า Active Ageing Centres หรือ AACs 2.0 รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุม 8 ใน 10 ของบ้านพักอาศัยภายในปี 2025 โดยเน้นกิจกรรมป้องกันโรคสมองเสื่อมและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มอำนาจใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปี 2025 นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการ Community Care Apartments หรือ CCA เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ที่รวมบ้านเข้ากับบริการดูแล ซึ่งมีการทยอยส่งมอบและขยายโครงการในปี 2025-2026 เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ติดที่เดิมได้อย่างปลอดภัย

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประชากรยุค Baby Boomer ทั้งหมดจะมีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้โครงการปี 2026 นี้ มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของผู้ดูแล และติดตั้งระบบเซนเซอร์ในบ้านเพื่อตรวจจับการล้มหรือความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน ยังอกกฎหมายที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้ สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ จ้างงานพนักงานไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประกันดูแลระยะยาวครั้งใหญ่ เพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ มากกว่าแค่การเฝ้าไข้ เพื่อให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแลตัวเองได้

ขณะที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระหนัก รัฐบาลจึงเปิดตัวแผนปฏิบัติการใหม่ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเทศบาลกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ เริ่มแจกจ่ายหุ่นยนต์ AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยและแจ้งเตือนการกินยาให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง มีการปฏิรูปสวัสดิการที่เปลี่ยนจากการส่งตัวไปโรงพยาบาล เป็นการส่งหมอไปหาที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวนานที่สุด โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อลดความเครียดของลูกหลาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนสร้างที่พักอาศัยระดับพรีเมียมและระดับกลางที่มาพร้อมบริการตรวจสุขภาพประจำวัน ซึ่งได้เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Sandwich Generation พร้อมดูแลไม่ทอดทิ้ง

ในส่วนของกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องแบกภาระดูแลทั้งลูกหลานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน รัฐบาลหลายประเทศในอเชียก็เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน

อย่างเช่นที่สิงคโปร์ ใช้แนวทางสนับสนุนด้านการเงินควบคู่ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร โดยตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนรายเดือนสูงสุดเป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลหรือค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน มีการผลักดันกฎหมาย Flexible Work Arrangement (FWA) Guidelines ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2024 ส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์ขอทำงานยืดหยุ่น หรือ Work from Home เพื่อดูแลผู้สูงอายุได้ และนายจ้างต้องพิจารณาคำขออย่างเป็นธรรม รวมถึงมีเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่แต่ต้องดูแลพ่อแม่ โดยให้โบนัสเงินออมในบัญชีเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณของตัวผู้ดูแลเอง

ส่วนที่ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เริ่มบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา ให้สิทธิพนักงานสามารถลาไปดูแลครอบครัวได้รวม 93 วันต่อคน กฎหมายใหม่ระบุให้นายจ้างต้องแจ้งสิทธิและให้คำปรึกษาแก่พนักงานทันทีที่ทราบว่าพนักงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ในช่วงที่ลาไปดูแล รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ 67% ของค่าจ้าง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดรายได้ มีการแจกเงินอุดหนุนให้ครอบครัวซื้อหุ่นยนต์ดูแล หรือระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ดูแล

ขณะที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นนโยบายแจกคูปองอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงสุด 800 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 4,000 บาท) สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อใช้จ่ายค่าบริการทำความสะอาด อาบน้ำ หรือการพยาบาลถึงบ้าน ในหลายมณฑล เช่น ซานตง และกวางตุ้ง บังคับใช้กฎหมายให้ลูกคนเดียวลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักได้ 10-20 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ส่วนคนที่มีพี่น้องจะได้ลดหลั่นลงมา 7-10 วัน พร้อมขยายการทดลองใช้ประกันการดูแลระยะยาวไปเกือบทั่วประเทศในปี 2026 ซึ่งจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการพยาบาลได้ถึง 70%

ในส่วนของประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2026 ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% รัฐบาลพยายามผลักดันระบบบำนาญประชาชน เป็นเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท รวมถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ เช่น การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน และสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อ เพื่อลดแรงกดดันในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการผลักดัน Silver Economy เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการดูแลผู้สูงอายุและกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ

ทั้งนี้ คนกลุ่ม Sandwich Generation ถูกมองว่าเป็น ‘เดอะ แบก’ ที่ต้องรับภาระการดูแลคนในครอบครัวทุกรุ่น ภาระหนักทางการเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ที่สูงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้องเสียสละเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง ความเครียดเหล่านี้นำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้บริษัทประกันและเอกชนเริ่มออกแคมเปญสนับสนุนสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัวสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุด นโยบายสวัสดิการในโลกปี 2026 กำลังบอกเราว่า การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว คือการดูแลอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนจากสิงคโปร์ วันลาจากญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยี AI จากเกาหลีและจีน ทั้งหมดนี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้คำนิยามของครอบครัวในเอเชียยังคงความอบอุ่นไว้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ