แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินชาวสวีดิชเจ้าถิ่นเป็นจำนวนมาก ที่นี่ยังมีผลงานของ Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Scandinavia อีกจำนวนมากด้วย Edvard Munch เกิดวันที่ 12 ธันวาคม 1863 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นแพทย์ ณ หมู่บ้าน Adalsbruk เมือง Loten นอร์เว เขาเป็นลูกคนที่สองโดยมีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 3 คน แม่ของเขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่เด็ก เมื่อบิดาของเขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นแพทย์ทหารที่ Akershus Fortress ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปออสโลเมืองหลวงของนอร์เวในปี 1864 มารดาของเขาเสียชีวิตจากวัณโรค หลังมารดาเสียชีวิต ครอบครัวของเขาทุกคนก็ป่วยบ่อยในฤดูหนาวทำให้เขาและพี่น้องขาดเรียนบ่อย พี่สาวของเขาจึงเสียชีวิตด้วยวัณโรคในปี 1877

ถึงกระนั้นก็ตาม เขาได้มีโอกาสหัดวาดภาพอยู่เสมอทั้งกับเพื่อนและน้า พ่อของเขาดูแลครอบครัวอย่างดี แต่ก็มักเล่าเรื่องผีจากหนังสือของ Edgar Allan Poe ให้เขาฟังเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และมักพูดกับเขาและพี่น้องซ้ำ ๆ เสมอว่า แม่มองจากบนฟ้าแล้วเสียใจที่พวกเขาทำตัวไม่ดี การที่เขามีบิดาย้ำคิดย้ำทำ มองโลกในแง่ร้ายร่วมกับสุขภาพที่ไม่ดีของตัวเอง อีกทั้งยังฟังเรื่องผีจากนิทานของพ่ออยู่บ่อย ๆ กลายเป็นภาพสยดสยองในใจของเขาตลอดเวลาจนถึงกับทำให้เขารู้สึกว่าเขาใกล้ตายอยู่บ่อย ๆ ไม่เพียงเขาจะมีปัญหา น้องสาวของเขาอีกคนก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคทางจิต ส่วนน้องชายที่ได้แต่งงานเพียงคนเดียวในพี่น้องก็กลับมาเสียชีวิตไปเสียหลังแต่งงานได้เพียงไม่กี่เดือน ซ้ำร้ายรายได้ของพ่อของเขาจากการเป็นหมอทหารก็ต่ำมาก อีกทั้งยังประสบความล้มเหลวจากการทำคลินิกส่วนตัวด้วยยังผลให้ครอบครัวของเขายากจนมาก ครอบครัวของเขาต้องย้ายจากบ้านที่ค่าเช่าต่ำไปที่ต่ำกว่าอยู่บ่อย ๆ

Munch ได้ใช้ทัศนียภาพภายในบ้านตัวเองและสิ่งของต่าง ๆ ของพ่อ เช่น ขวดยาเป็นตัวอย่างในงานจิตรกรรมของเขา เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาได้มีโอกาสพบกับกลุ่มศิลปินที่สมาคมศิลปะส่งผลให้เขามีความสนใจในการเขียนภาพทิวทัศน์ และเริ่มลอกเลียนแบบภาพเขียนเหล่านั้นด้วยสีน้ำมัน ฤดูใบไม้ร่วงปี 1908 เขาเริ่มดื่มจัดจนเห็นภาพหลอน เขาจึงสร้างสรรค์ผลงานที่ดูบ้าบอ เขาต้องเข้ารับการบำบัดที่ Clinic of Daniel Jacobson ด้วยการรับยาและช็อตกระแสไฟฟ้าอยู่นาน 8 เดือน หลังจากอาการเริ่มดีขึ้นในปี 1909 เขากลับบ้านและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยการคบเพื่อนที่ดีและไม่ดื่มเหล้า เขากลับมาสร้างสรรค์งานภาพเหมือนและทิวทัศน์ด้วยมุมมองที่เป็นบวกโดยใช้ฝีแปรงที่อ่อนโยนและสีสันสดใสมากขึ้น อีกทั้งยังมองโลกในแง่ร้ายลดลงจนงานมีคุณภาพสูงมากเป็นที่ต้องการของตลาด

ผลงานของเขากลายเป็นที่ต้องการของมิวเซียมต่าง ๆ จนได้รับแต่งตั้งเป็น Knight of the Royal Order of St. Olav และได้จัดนิทรรศการที่นิวยอร์คในปี 1912 เมื่อเขามีรายได้มากขึ้น เขาก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้นและช่วยเหลือคนในครอบครัวได้มากขึ้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เขาต้องอยู่ในภาวะสับสนอีกครั้ง เนื่องจากผู้สนับสนุนเขาส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็สามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐานะย่ำแย่ได้ อีกทั้งยังโชคดีรอดจากไข้หวัดสเปนที่กลืนกินชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตที่ดีอยู่ร่วม 20 ปี และได้รังสรรค์ภาพนู้ดอยู่บ่อย ๆ ซ้ำยังมีความสัมพันธ์กับนางแบบของเขาด้วย ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีติดฉลากงานของเขาว่าเป็นศิลปะแห่งความเสื่อม (Degenerative Art) และนำผลงานของเขาทั้ง 82 ชิ้นออกจากมิวเซียมในเยอรมัน

ปี 1940 เมื่อเยอรมันบุกนอร์เวซึ่งเป็นเวลาที่เขาเริ่มอายุมากถึง 76 ปี เขาอยู่ด้วยความกลัวว่านาซีจะยึดผลงานของเขาอีกซึ่งมีจำนวนมากถึง 70 กว่าชิ้นในบ้านของตัวเอง แต่เหตุการณ์ร้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น เขาเสียชีวิตที่ออสโลในวันที่ 23 มกราคม 1944 ในขณะมีอายุได้ 79 ปี หลังเขาเสียชีวิตรัฐบาลนาซีได้เสนอจะจัดงานศพอย่างเป็นทางการให้ แต่ครอบครัวปฏิเสธด้วยเกรงว่าจะใช้งานศพเขาสร้างโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ ผลงานจิตรกรรมที่ Thiel Gallery ส่วนใหญ่เป็นผลงานในช่วงหลังของชีวิตจึงมีสีสันค่อนข้างสดใส และมองโลกในแง่ดี แต่ยังคงมีอัตลักษณ์ที่แสดงตัวตนของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Despair ชนิดที่เห็นภาพนี้แล้วคิดถึง The Scream อันลือลั่นของเขาเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

ใน Thiel Gallery นอกจากมีผลงานทิวทัศน์ของ Bruno Liljefors, Eugene Jansson และ Karl Nordstrom  3 ศิลปินสวีดิชแล้ว ยังมีผลงานทิวทัศน์ของ Johan August Strindberg นักเขียนบทละครและจิตรกรชาวสวีดิชอีกจำนวนหนึ่ง Strindberg เกิดวันที่ 22 มกราคม 1849 ในครอบครัวที่บิดาทำอาชีพตัวแทนสายเรือ และมารดาเป็นสาวเสิร์ฟ เขาเขียนไว้ในหนังสือ The Son of a Servant ที่บรรยายถึงตัวเองไว้ว่า เขามีชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากจน ถูกละเลยและขาดความมั่งคง เมื่อเขาอายุ 7 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ทางเหนือ แล้วก็ย้ายอีกทีหลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว แม้เขาจะยากจนแต่ก็ได้เรียนหนังสืออยู่ 4 ปีก่อนจะย้ายไปเรียนอีกเมืองหนึ่งในปี 1860 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีกว่าเดิม แต่ก็เรียนได้เพียงแค่ปีเดียวก็ต้องย้ายอีก ครั้งนี้เขาได้ไปเรียนที่ Stockholm Lyceum ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนของชนชั้นกลาง และได้เรียนอยู่นาน 6 ปี มารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 13 ปี และบิดาก็แต่งงานใหม่หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปี เขาเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ การถ่ายภาพ และศาสนา เขาสามารถสอบผ่านเข้าเรียน Uppsala University ในปี 1867

The Avenue

เขาลองเรียนหลายสาขาทั้งที่ Uppsala และ Stockholm เพื่อหาแรงบันดาลใจว่าตัวเองถนัดอะไรกันแน่ ส่วนเวลาว่างเขาก็ทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรที่ University Town of Lund อีกทั้งยังสอนหนังสือชั้นประถม รวมทั้งเป็นติวเตอร์ด้วยเพื่อหารายได้ หลังจากทำงานเป็นครู เขาก็เข้าเรียนเคมีที่ Institute of Technology Stockholm เพื่อเตรียมเรียนแพทย์ก่อนกลายเป็นติวเตอร์ให้กับนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนแพทย์ เมื่อเขาสอบตกในวิชาเคมีในเดือนพฤษภาคม 1869 เขาเลยเลิกสนใจที่จะเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ และหันไปเรียนต่อทางด้านภาษาและการเขียนบทละครแทนที่ Uppsala University ในปี 1870 เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดของ Charles Darwin และได้ร่วมก่อตั้ง Rune Society ขึ้น เขาได้เขียนบทละครเรื่อง In Rome ซึ่งได้รับการจัดแสดงที่ Royal Theatre ครั้งแรกในวันที่ 13 กันยายน 1870 ในขณะดูละครที่ตัวเองเขียน เขารู้สึกไม่ชอบและผิดหวังกับผลงานตัวเองมาก

Landscape

เขากลับไปเขียนบทประพันธ์ใหม่โดยอาศัยแนวทางของ William Shakespeare แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาตัดสินใจกลับไปเรียนหนังสือและสอบผ่านภาษาลาติน และสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ด้วย เขาย้อนกลับไปเขียนบทประพันธ์เรื่อง Outlaw และได้จัดแสดงที่ Royal Theatre ในวันที่ 16 ตุลาคม 1871 แม้นักวิพากษ์จะวิจารณ์อย่างหนักหน่วงแต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจาก King Charls XV เขากลับไปเรียนอีกครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลยตัดสินใจเลิกเรียนเด็ดขาด และหันมาเป็นนักข่าวแทน หลังจากนั้นเขาหันมาทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่ Royal Library

ปี 1875 เขาได้พบกับ Siri von Essen นักแสดงสาววัย 24 ซึ่งเป็นภรรยาของ Baron หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จได้เป็นดาราและได้แสดงที่ Royal Theatre เธอก็หย่าขาดจากสามี และหันมาแต่งงานกับเขาแทนในวันที่ 30 ธันวาคม 1877 ซึ่งขณะนั้นเธอได้อุ้มครรภ์บุตรชายของเขาไว้แล้ว 7 เดือน เป็นที่น่าเสียดายที่บุตรชายคนแรกของทั้งคู่เสียชีวิตหลังคลอดเพียงแค่ 2 วัน นิยายเรื่องแรกของเขาที่ชื่อ The Red Room ได้รับการวิพากษ์ว่าเป็นหนังสือนิยายรุ่นใหม่เรื่องแรกของสวีเดนส่งผลให้เขาได้รับความชื่นชมไปทั่วทั้ง Scandinavia หนังสือเริ่มนี้ทำให้ชาวบ้านอยากร่วมมือกันต่อต้านคนหน้าซื่อใจคด

Landscape Study

ส่วนผลงานด้านจิตรกรรมนั้น เขาเน้นในเรื่อง Naturalism, Symbolism และ Expressionism เพราะเขาย้ำว่าเขาเป็น Socialist, Nihilist และ Republican ซึ่งชอบทำอะไรกลับหัวกลับหางเพื่อหาแรงจูงใจลึกลงไปอีก เขาเป็นเพื่อนกับ Edvard Munch, Paul Gauguin, Anders Zorn จึงได้รับอิทธิพลมาเต็ม ๆ แต่ก็มาควบรวมกันจนมีแนวทางของตัวเองที่เน้นไปในทาง Expressionism และ Naturalism

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

นอกจาก Bruno Liljefors และ Eugene Jansson ศิลปินชาวสวีดิชที่ชื่นชอบการวาดทิวทัศน์แล้ว ใน Thiel Gallery ยังมีผลงานของ Karl Nordstrom ศิลปินชาวสวิดิชอีกผู้หนึ่งที่ถนัดในการวาดทิวทัศน์อีกเป็นอย่างมาก Karl Nordstrom เกิดวันที่ 11 กรกฎาคม 1855 ในครอบครัวที่บิดาเป็นผู้บัญชาการตำรวจ เขาเติบโตบนกาะ Tjorn จนอายุ 20 ปีจึงเข้าไปศึกษาต่อที่ Royal Swedish Academy of Fine Arts กรุงสต็อคโฮมกับ Edvard Perseus หลังจากนั้นเขาไปศึกษาต่อที่ปารีส และเข้าเยือนมิวเซียมใน Antwerp และ Brussels เบลเยี่ยมบ่อย ๆ จนได้รับอิทธิพลจากงานแนว Impressionism ซึ่งกำลังโด่งดังในเวลานั้น ปี 1882 เขาสามารถส่งงานเข้าจัดแสดงใน Salon ได้เป็นครั้งแรก ก่อนย้ายไปอยู่ Normandy ฝรั่งเศส ปี 1885 เขาร่วมกลุ่มกับศิลปินราว 85 เขาที่เรียกว่ากลุ่ม Opponenterna เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงแนวทางศิลปะให้ทันสมัยขึ้น และปฏิรูปการศึกษาด้านศิลปะต่อ Royal Academy of Fine Arts อีกทั้งยังแต่งงานกับ Tekla Lindestrom ช่างแกะสลักที่เขาได้พบทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก่อนกลับบ้านในปี 1886

ปี 1889 เขาได้มีโอกาสจัดนิทรรศการที่ Exposition Universelle และได้มีโอกาสขายผลงานชิ้นหนึ่งให้กับ Prince Eugen คหบดีที่สนับสนุนทางด้านศิลปะ ต่อมาเขาย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของสวีเดนและได้ร่วมกันกับ Nils Kreuger และ Richard Bergh พัฒนาแนวทางศิลปะที่เรียกว่า Varberg School ซึ่งก็คือแนวทางศิลปะแบบ Romanticism ที่เน้นการรังสรรค์งานแนวทิวทัศน์ สัตว์ และทุ่งหญ้าจากอิทธิพลของ Impressionism ฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้า  Konstnarsforbundet หรือสมาคมศิลปะที่ต่อต้าน Royal Academy of Fine Arts Sweden อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นต้นทศวรรษที่ 1900 เขายังเป็นอาจารย์สอนที่ Association of Artist School ซึ่งเปิดทำการระหว่างปี 1890-1908

หลังปี 1910 เขาหันเหออกจากแนวทางศิลปะแบบ Impressionism เข้าหา Synthetism หรือ Post Impressionism อันได้รับอิทธิพลมาจาก Van Gogh และ Gauguin ที่เขาได้เห็นเมื่อไปเยือนปารีส รวมทั้งศิลปะแบบญี่ปุ่นที่เขาได้เรียนรู้ในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 1913 เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพและต้องผ่าตัดถุงน้ำดีในปี 1914 ซ้ำร้ายไม่เพียงมารดาเขาจะเสียชีวิต สมาคมที่เขาก่อตั้งยังสลายตัวด้วย ปี 1920 เขากับภรรยาเลยเดินทางไปฝรั่งเศส งานของเขาเป็นที่นิยมและได้รับการยกย่องอย่างสูงตลอดชีวิตจนถูกซื้อไปเข้าไว้ในห้องภาพมากมาย อาทิ National Museum, Prin Eugens Waldemarsudde, Goteborgs Knostmuseum, Isabella Stewart Gardner Museum ในบอสตัน เขาเสียชีวิตที่ Drottningholm ในปี 1923 และถูกฝังที่ Norra Begravningsplantsen นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ผลงานของเขาเป็นทิวทัศน์ที่อาจดูไม่ค่อยมีรายละเอียด ใช้โทนสีซ้ำ ๆ ฟ้า ส้ม และติดไปในทางหม่นหมอง แต่ก็มีอัตลักษณ์ของตัวเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของ Bruno Liljefors ศิลปินสวีดิชที่ชื่นชอบวาดภาพทิวทัศน์ ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินสวีดิชอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบรังสรรค์ภาพทิวทัศน์และมีฝีมือฉกาจมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สีฟ้า นั่นคือ Eugene Jansson หรือ Eugene Fredrik Jansson เขาเกิดวันที่ 18 มีนาคม 1862 ในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง แต่มีความสนใจในด้านศิลปะทั้งจิตรกรรม และดนตรี บิดาของเขาทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ และนักเป่าขลุ่ย ส่วนมารดาก็สนใจในการเป็นนักร้องและวาดภาพ Still life ทั้งคู่จึงให้ทั้ง Eugene และ Adrian น้องชายได้มีโอกาสเรียนดนตรี Eugene เข้าเรียนเปียโนโรงเรียนเยอรมันในสต็อคโฮม แต่เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาป่วยด้วยโรค Scarlet Fever จนจอม่านตาหลุดและมีปัญหาทางด้านหัวใจอย่างรุนแรงส่งผลให้เขามีปัญหาทั้งด้านสายตาและการได้ยิน ฝันของเขาที่จะเป็นนักดนตรีจึงสิ้นสุดลง

เขาจึงเข้าเรียนที่ Tekniska Skolan โดยศึกษากับ Edvard Perseus จิตรกรที่เปิดโรงเรียนเอกชนไปด้วย ต่อมาในปี 1881 เขาได้เข้าเรียนที่ Royal Swedish Academy of Arts แม้เพื่อนส่วนใหญ่ของเขาจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ปารีส แต่เขากลับอยู่ที่เมืองเดิม และอาศัยทิวทัศน์บริเวณใกล้ ๆ เป็นแบบในการรังสรรค์งาน กว่าเขาจะเดินทางออกไปต่างประเทศครั้งแรกก็เมื่อเขาเริ่มมีชื่อเสียงและปาเข้าไปปี 1900 แล้ว แม้เขาจะเคยช่วย Perseus อาจารย์ของเขาวาดรูป Still life แต่เขากลับสนใจที่จะวาดรูปทิวทัศน์และเรื่องราวใกล้ตัวมากกว่า ไม่เพียงเขาจะร่วมงานด้านศิลปะกับ Perseus และก่อตั้งกลุ่ม Oppenenterna อันเป็นกลุ่มศิลปินที่ปรารถนาจะปฏิวัติวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวสวีเดนด้วยกัน ทั้งยังร่วมก่อตั้งสหภาพศิลปินในปี 1886 โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ศิลปินได้ศึกษาเล่าเรียนนอก Academy ด้วย

หลังปี 1890 เมื่อ Perseus เสียชีวิตเขาต้องอาศัยความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากบิดา แต่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบในอีก 1 ปีต่อมา เขากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว และต้องย้ายกลับมาอยู่กับมารดา และน้องชายแทน บ้านที่เขาย้ายมาอยู่นี้ตั้งอยู่ตำแหน่งที่สูงมากจนมองเห็นอ่าว Riddarfjarden และเมืองเก่าทั้งหมดส่งผลให้เขามีผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับ Riddarfjarden ที่มองเห็นได้จากบ้านของเขาเป็นจำนวนมาก ผลงานของเขาโดดเด่นในเรื่องสีฟ้าทั้งเงาสะท้อนและฝีแปรงที่ทับซ้อนไปมา งานของเขาส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลทั้งจาก Edward Munch, James McNeill Whistler และ Vincent Van Gogh ปี 1898 Ernest Thiel คหบดีเจ้าของมิวเซียมได้รับการแนะนำให้ไปเยือนห้องภาพของเขาและซื้องานของเขาไว้จำนวนหนึ่งจนทำให้ Thiel กลายเป็นผู้สะสมงานของ Jansson มากที่สุดในโลก การซื้องานของเขาในครั้งนั้นทำให้เศรษฐานะของ Jansson ดีขึ้นมากจนลืมตาอ้าปากได้และยังส่งผลให้งานของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองยังผลให้เขาขายงานเพิ่มขึ้นได้อีก

หลังปี 1904 เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับทิวทัศน์สต็อคโฮมมากจนเขาสารภาพกับเพื่อนว่าเขาไม่ต้องการที่จะทำงานพวกนี้อีกแล้ว และหยุดส่งงานเข้าร่วมนิทรรศการต่าง ๆ หลังปี 1907 เขาเริ่มหันเหไปสู่การวาดรูปคนแทน การที่เขาต้องต่อสู้กับความพิการจากโรคภัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาต้องหมั่นไปว่ายน้ำและแช่น้ำอุ่นในหน้าหนาวที่ Flottans Badhus ซึ่งทำให้เขาได้หัวข้อใหม่ในการรังสรรค์งานจิตรกรรม นั่นคือ ภาพกะลาสีเรือ และหนุ่ม ๆ ที่มีกล้ามสวย ๆ เปลือยกาย เขาได้วาดภาพ Knit Hyman เพื่อนสนิทของเขาที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันหลายปีเปลือยกายไว้ชื่อ Naked Young Man ในปี 1907 แม้ภาพนี้จะโด่งดังมาก แต่นักวิพากษ์ศิลป์ส่วนใหญ่เลี่ยงที่จะพูดคุยในเรื่อง Homoerotic ของเขามาเป็นเวลานานจนถึงปี 1999 น้องชายของเขาที่เสียชีวิตหลังเขาหลายปีซึ่งก็เป็น Homosexual ได้เผาทำลายจดหมายต่าง ๆ ของเขาไปจนหมดเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอื้อฉาวอันจะนำความเสื่อมเสียมาให้พี่ชาย เขาเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกในปี 1915 นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาที่เน้นใช้สีฟ้าได้อย่างเต็มอิ่มจากผลงานเขาใน Thiel Gallery ไม่ว่าจะเป็น A Walk in the Blue Painting, Lunar Halo, Osterlaggaten, Naval Bath House โดยเฉพาะ Nocturn และ At Dusk ที่วิจิตรจนน่าตื่นตะลึงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Wilhelmson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Wilhelmson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Wilhelmson in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของ Anders Zorn ศิลปินชาวสวีเดนที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติที่ชื่นชอบรังสรรค์งานแนว Portrait และ nude ยังมีผลงานของ Carl Wilhelmson ศิลปินชาวสวีดิชอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบรังสรรค์งานแนว Portrait และคน เขาเกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน 1866 ณ หมู่บ้านหาปลาเล็ก ๆ บนชายฝั่งทางทิศตะวันตกของสวีเดนในครอบครัวที่มีบิดาเป็นกะลาสีเรือซึ่งเสียชีวิตจากเรือล่มในปี 1875 แม่ของเขามีอาชีพค้าขายโดยเปิดร้านค้าเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ปี 1881 เขาจึงต้องเป็นลูกมือช่างพิมพ์หิน  Meyer & Koster ในเมือง Gothenburg ตั้งแต่ยังเล็กและเรียนหนังสือตอนเย็นที่ School of Design and Crafts

ต่อมา Wilhelmson ได้เข้าเรียนเต็มเวลากับ Carl Larsson ศิลปินสวีดิชที่มีชื่อเสียงมากอีกผู้หนึ่งที่ Valand Academy ซึ่งได้แนะนำให้เขารับทุนจาก Kommerskollegium เพื่อให้เขาสามารถเดินทางไป Leipzig เยอรมัน เขาได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทสิ่งพิมพ์หลายแห่งที่นั่น แต่เขายังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำงานด้านสิ่งพิมพ์หรือเป็นศิลปินกันแน่ ในปี 1890 หลังจากทำงานได้ 2 ปีและเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งเขาตัดสินใจเดินทางไปปารีส และเข้าทำงานเป็นศิลปินโฆษณาระหว่างเรียนหนังสือกับศิลปินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสหลายคน อาทิ Paul Serusier ผู้บุกเบิกศิลปะแนว Abstract และ Les Nabis,  Maurice Denis ศิลปินแนว Les Nabis และ Symbolism ที่ Academie Julian รวมทั้ง Jules Lefebvre และ Tony Robert-Fleury ศิลปินผู้เชี่ยวชาญในการรังสรรค์ภาพทิวทัศน์เป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนไปเยือน Brittany ประมาณ 1 ปี ระหว่างนั้น เขาได้พัฒนาผลงานจนเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ปี 1895 เขาจึงได้มีโอกาสนำเสนอนิทรรศการที่ Salon ก่อนเดินทางกลับสวีเดนในปี 1896

เมื่อ Pontus Furstenberg ผู้อุปถัมภ์ศิลปินสวีดิชชาวยิวทราบว่า Wilhelmson ประสงค์จะกลับมาอยู่สวีเดน เลยเสนอให้เขามาเป็นผู้อำนวยการที่ Valand Academy สถาบันศึกษาเก่าของเขา ปี 1901 เขาได้แต่งงานกับ Albertina Kerfstedt ญาติของ Amanda Kerfstedt นักเขียนนวนิยายที่โด่งดังชาวสวีเดน และมีบุตรสาวชื่อ Ana Wilhelmson Lagerman ซึ่งต่อมาเป็นจิตรกรเช่นกัน เขาเป็นผู้อำนวยการที่นี่อยู่ 10 กว่าปีจนถึงปี 1910 ก็ลาออกมาเปิดโรงเรียนศิลปะของตัวเอง ปี 1914 Hjalmar Lundbohm นักธรณีวิทยาและนักเคมีเพื่อนของเขาเชิญเขาไปสำรวจ Norrland ดินแดนทางเหนือสุดของสวีเดน เขาได้สร้างสรรค์งานศิลปะหลายชิ้นที่นั่น ต่อมาในปี 1925 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ที่ Royal Swedish Academy of Fine Arts ก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกในปี 1926

ตลอดชั่วชีวิตของเขานั้น ผลงานส่วนใหญ่มีเนื้อหาทั้งเกี่ยวกับผู้คน ภาพเหมือนและทิวทัศน์ที่เขาได้พบเจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิวทัศน์ตามชนบทและทะเลของสวีเดน รวมทั้ง Cornwall, Lapland และสเปน เขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างแนวทางศิลปะของศิลปินสวีเดนในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของเขาจะเห็นว่างานของเขารังสรรค์คนด้วยฝีแปรงที่คมชัด และใช้สีสันค่อนข้างสดใส มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร แต่ก็มีกลิ่นอายของอิทธิพลศิลปะแนว Les Nabis อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว   

แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 Ernest Thiel คหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของสวีเดนผู้ก่อตั้ง Thiel Gallery ก่อนที่จะขายให้กับรัฐบาลสวีเดนนั้นไม่เพียงมีความชื่นชอบศิลปะและต้องการผลงานศิลปะไว้ประดับประดาบ้านพักตัวเอง ยังมีเป้าหมายสำคัญอีกอย่างนั่นคือ ส่งเสริมศิลปินประจำชาติให้มีที่จัดแสดงผลงานและมีทุนในการสร้างสรรค์ผลงาน เขาจึงซื้อผลงานและให้เงินสนับสนุนศิลปินสวีเดนเป็นจำนวนมาก หนึ่งในศิลปินสวีเดนที่เขาซื้อผลงานสะสมไว้ก็คือ Anders Zorn หรือที่มีชื่อเต็มว่า Anders Leonard Zorn เขาเกิดในฟาร์มและถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่า และเข้าเรียนที่ Mora Strand เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาได้เข้าเรียนชั้นมัธยมที่ Enkoping และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ Royal Swedish Academy of Arts ในกรุงสต็อคโฮมระหว่างปี 1875-80 สมาชิกของสมาคมศิลปะหลายคนทึ่งกับฝีมือของเขามากเลยเริ่มจ้างเขารังสรรค์งาน

ต้นปี 1881 เขาได้พบกับ Emma Lamm ซึ่งมีพื้นฐานชีวิตต่างจากเขามาก เธอเกิดในครอบครัวคหบดีชาวยิว แต่ก็สนใจงานศิลปะและวัฒนธรรมเฉกเช่นเดียวกันกับเขา ทั้งคู่เลยจำเป็นต้องหมั้นหมายกันอย่างยาวนานจนกว่าจะแต่งงานกันได้ก็ปาเข้าไปปี 1885 สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาและภรรยาได้ตั้งรกรากที่ Mora ทางทิศตะวันตกของสวีเดนซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของสวีเดน เขาจึงสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชนบท และแสงสว่างสุกใสในเวลากลางคืนตามท้องถิ่นนั้น

เขาเป็นคนชื่นชอบการเดินทาง เขาเดินทางไปยังลอนดอน ปารีส บัลข่าน สเปน อิตาลี และสหรัฐฯ ในระหว่างที่อาศัยอยู่ในปารีส เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ Albert Edelfelt ศิลปินแนว Naturalism & Realism ชาวฟินแลนด์ทำให้เขาได้เรียนรู้การใช้สีและอารมณ์ในการแสดงออกอย่างมากซึ่งส่งอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา ในระหว่างที่เขาและภรรยาอาศัยอยู่ที่ Boulevard de Clichy ปารีสใกล้ Moulin Rouge นั้นเขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนภาพเหมือนและภาพ nude เป็นจำนวนมากส่งผลให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ยิ่งกว่านั้นเมื่อเขาประสบความสำเร็จชนะรางวัลเหรียญทองจากงาน World’s Fair ปารีสในปี 1889 และได้รับการยกย่องจาก Legion d’honneur ปารีสส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินสวีเดนที่ได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้นไปอีก  ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวขึ้นที่ปารีสในปี 1906

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว Hamburg เยอรมันก็เป็นอีกเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่เป็นปี เขาได้รังสรรค์ผลงานฉากทัศน์ท่าเรือที่โดดเด่นของเมืองไว้อีกจำนวนหนึ่งเขากลายเป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้รับการยกย่องจากเทศบาลเมือง Hamburg ผลงานของเขามีทั้งงานประติมากรรมและจิตรกรรม ทั้งสีน้ำ สีน้ำมันที่มีความโดดเด่นในเรื่องการแสดงออกทางสีหน้า และท่าทางที่อ่อนช้อย แม้เขาจะมีงานหลากหลายรูปแบบ แต่งานจิตรกรรมที่สำเร็จเป็นชิ้นงานใน Thiel Gallery กลับมีแต่ภาพ Nude นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาจากผลงานทั้ง 4 ชิ้นที่จัดแสดงได้อย่างเต็มอิ่มสมกับที่เขาสามารถสร้างชื่อจากภาพเหมือนและภาพ Nude ได้ตลอดช่วงชีวิตของเขา

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm อยู่หลายวันและยังอยากชมงานศิลปะนอกเหนือจากที่ RoyalAcademy of Fine Arts แล้ว Thiel Gallery เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้  มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมศิลปะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวีเดนซึ่งตั้งอยู่ที่ Blockhusudden ใน Djurgarden นี้เป็นที่เก็บของสะสมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau รูปทรงเรขาคณิตที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดย Ferdinand Boberg สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสวีเดนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อไว้เป็นบ้านของ Ernest Thiel นายธนาคารและนักสะสมงานศิลปะนี้ประกอบด้วย 2 ชั้นโดยชั้นบนที่มีหลังคาเป็นกระจกให้แสงส่องได้ตลอดมี 2 ห้องไว้จัดแสดงผลงานของ Edward Munch ส่วนผนังห้องอื่น ๆ ก็ไว้จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหลายที่เขาซื้อผลงานมา

Ernest Thiel เจ้าของบ้านและมิวเซียมแห่งนี้เกิดในเมือง Norrkoping ในปี 1859 เมื่อเขาจบการศึกษาชั้นประถม บิดาของเขาที่เป็นวิศวกรโรงงานทอผ้าก็ส่งเขาไปเรียนที่ Hamburg เยอรมนีเพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคาร ปี 1877 เขากลับมาทำงานที่ Enskilda Bank และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นนายธนาคารชั้นนำระดับประเทศ ปี 1891 เขาก่อตั้งบริษัท Stokholms Kredit-och Diskontforening และลงทุนในเหมืองทางตอนเหนือของสวีเดนทำให้เขาก็กลายเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศ เมื่อเขาแต่งงานกับ Anna Josephson ในปี 1884 เขาก็ได้กลายเป็นน้องเขยของ Karl Otto Bonnier บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงส่งผลให้เขาได้รู้จักกับศิลปินและนักเขียนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดีในปี 1896 เขากลับไปตกหลุมรักเพื่อนของภรรยาที่ชื่อ Signe Maria Hansen และได้แต่งงานกันก่อนย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ใหม่ เธอได้แนะนำให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะและได้ซื้องานจิตรกรรมชิ้นใหญ่ที่ชื่อ Morning Mood by the Sea ของ Bruno Liljefors นับจากนั้นมาเขาก็เริ่มสะสมงานศิลปะเป็นการใหญ่จนอพาร์ตเม้นท์เดิมไม่สามารถบรรจุงานได้ เมื่อเขาเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในสวีเดน และเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะอย่างยิ่งยวด เขาเลยกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินรายใหญ่ให้กับศิลปินที่เป็นสมาชิกในสมาคมศิลปะสวีเดน อาทิ Eugene Jansson, Carl Larsson และ Bruno Liljefors รวมทั้ง Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อจากตลาดหุ้นล่มและเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความมั่งคั่งของเขาลดลงมากจนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพร้อมของสะสมให้กับรัฐบาลในวันที่ 26 มกราคม 1926 และทำให้ Thiel Gallery เปิดให้สาธารณชนได้รับชม

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถจะชื่นชมสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะมากมาย ยังสามารถที่จะเดินชมสวนที่มีงานประติมากรรมของ Augustus Rodin และ Gustav Vigeland ประดับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสามารถที่จะพักขาที่ Café Monica เพื่อจิบกาแฟ ไวน์ เบียร์ หรือชิมเค้ก และขนมปังที่แสนอร่อยก่อนแวะซื้อกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ อาทิ แก้ว จานใส่ขนม ผ้าเช็ดปาก พวงกุญแจ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm และได้เยือนวัง มิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะมาหลายแห่งแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บ้าง Museum of Science & Technology ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวจะพบว่ามิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักออกแบบให้รองรับการเยี่ยมเยือนจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ด้วย การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงไม่เพียงประเทืองปัญญา ได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่าประเทศที่เราเยือนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไร และยังให้โอกาสได้ลับสมองอีกต่างหากด้วย มิวเซียมที่มีชื่อเต็มว่า National Museum of Science and Technology นี้ถูกตั้งขึ้นในปี 1924 โดยความร่วมมือระหว่าง The Royal Swedish Academy of Engineering Science, The Confederation of Swedish Enterprise, The Swedish Inventors’ Association และ Swedish Association of Graduate Engineers

ส่วนอาคารที่จัดแสดงซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในปี 1936 นี้ถูกออกแบบโดย Ragnar Hjorth ซึ่งได้รับรางวัล Royal Medal ในปี 1914 เขาเป็นอาจารย์ที่สอนภาควิชา Architectural History ที่ Academy of Fine Arts ก่อนไปศึกษาต่อในหลายประเทศตั้งแต่ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี และย้อนกลับมาเป็นหัวหน้าภาควิชาเดิม นอกจากอาคารนี้แล้ว เขายังออกแบบอาคารดัง ๆ อีกหลายแห่งในสวีเดน อาทิ Idunhallen ที่ Skansen, อาคารมูลนิธิโนเบล อาคาร Holland Museum ใน Halmstad อีกทั้งยังเป็นผู้ออกแบบปรับปรุงอาคารโบสถ์ และ Gustav III’s Pavilion ที่ Haga Palace ด้วย มิวเซียมกลายเป็นมูลนิธิในปี 1947 และได้เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลทางด้านการเงินโดยรัฐบาลในปี 1964

อาคารที่มีพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตรนี้ได้รับรางวัล Museum of the Year จาก National Association of Museum ในปี 2016 โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น The Favorite Place of all small geniuses ยิ่งกว่านั้นปีต่อมามิวเซียมยังได้รับรางวัล The Children in Museums จาก The International Association of Children in Museums จากผลงานการจัดแสดงนิทรรศการที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีพื้นฐานงานวิจัยและการพัฒนาเนื้อหาอย่างจริงจังจนสามารถยกระดับใหม่ให้กับพิพิธภัณฑ์เด็กอีกต่างหากด้วย

ของจัดแสดงในมิวเซียมประกอบด้วยหลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมักเริ่มเล่าตั้งแต่ที่มาของสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ การเข้ามาสู่ประเทศ วิวัฒนาการโดยมีการบรรยายและของจัดแสดงเรียงตามลำดับให้ชมอย่างล้นหลาม อาทิ เครื่องโทรศัพท์ เรื่องราวที่เกี่ยวของกับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การทำงานของสมอง การผ่าตัด เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจร่างกายและรักษา อนาคตการรักษา การใช้ AI มาพัฒนาการรักษาและชีวิต เรื่องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอากาศ โลกร้อน พัฒนาการของรถยนต์ รถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังอาจเข้าชมเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ตามความต้องการเพราะมีอีกหลายหมวดหมู่ การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงมักไม่เพียงได้เห็นวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ และสนุก ยังประเทืองปัญญาด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม และมีเวลาหลายวัน หลังจากเยี่ยมเยือนตลาด ห้างสรรพสินค้า และพระราชวังแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจไปเยือนก็คือ Nordic Museum หรือ Nordiska Museet ในภาษาถิ่น มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออุทิศให้กับงานด้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของสวีเดนนี้ไว้ใช้เก็บของสะสมตั้งแต่สมัยต้นยุคของสวีเดนในปี 1520 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1873 และถูกเรียกว่า Scandinavian Ethnographic Collection แต่ต่อมาในปี 1880 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nordiska Museet นี้มีผู้ก่อตั้งที่ชื่อ Artur Hazelius ครูและนักนิทานพื้นบ้านชาวสวีเดนที่ต่อมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียม เขาได้ซื้อและรับบริจาคเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า ของเล่นชาวนาจากในสวีเดนและประเทศรอบ ๆ เพื่อมาจัดแสดง เมื่อมิวเซียมเริ่มประสบความสำเร็จ เขาก็ซื้อและรับบริจาคของจากคหบดี และคนทั่วไปเพื่อให้มิวเซียมมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากที่นี่แล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Open Air Museum ที่ Skansen ด้วยโดยรับบริจาคอาคารมาประกอบใหม่เลยทีเดียว

แม้ว่าในช่วงแรกเงินที่ Artur Hazelius นำมาใช้ในมิวเซียมมีเพียงเงินส่วนตัว แต่ภายหลังเขาก็เริ่มได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น ในปี 1898 เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก The Society for the promotion of the Nordic Museum ที่มีสมาชิกมากถึง 4 พันกว่าคน ในปี 1891 รัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1900 อาคารปัจจุบันที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 19 ปีและถูกออกแบบโดย Isak Gustaf Clason สถาปนิกและวิศวกรชาวสวีเดนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1907 ดั้งเดิมนั้น อาคารแห่งนี้ตั้งใจให้ถูกออกแบบเพียงแค่ไว้ใช้จัดงาน Stockholm Exposition ในปี 1897 แต่ได้ขยายต่อเติมเพิ่มพื้นที่อีกถึง 3 เท่าจนมีขนาดเท่าปัจจุบัน ส่วนของอาคารที่ด้านหน้าสุดจะหรูหราอลังการนี้ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของเนเธอร์แลนด์

ของจัดแสดงในมิวเซียมที่มีมากถึง 1.5 ล้านชิ้น ภาพอีก 6 ล้านชิ้นนี้ถือเป็นสมบัติที่มีค่าและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสวีเดนซึ่งแต่ละชิ้นจะบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำที่มีค่าไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สมบัติที่เป็นของพื้นเมืองหลายชิ้นนั้นเป็นที่เก็บงำความทรงจำ ความฝัน การดิ้นรน ความรัก ความเศร้าในชีวิตประจำวันของชาวบ้านย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่  16 เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการของอาคาร แต่ยังเสมือนหนึ่งได้เรียนรู้ และสนุกสนานไปกับการเดินทางย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของสวีเดนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมความหรูหราอลังการของ Royal Palace และ Royal Treasury Stockholm แล้ว ยังมีมิวเซียมอีกแห่งให้เยือนนั่นคือ Tre Kronor Museum หรือ Museum Three Crowns มิวเซียมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของปราสาท Tre Kronor ที่ถูกเพลิงไหม้ไปในปี 1697 ปราสาทที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้ถือกำเนิดจากการที่กลุ่มไวกิ้งได้มาสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ขึ้นโดยเพิ่มส่วนของกำแพงในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า Birger Jarl รัฐบุรุษชาวสวีเดนได้เพิ่มป้อมปราการเข้าไปไว้ในปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และนาม Tre Kronor ก็ถูกสถาปนาโดยพระเจ้า Magnus Eriksson กษัตริย์สวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 14  

เมื่อพระเจ้า Gustav Vasa ได้ประกาศเอกราชให้สวีเดนเป็นอิสระจาก Kalmar Union หรือสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เว ในปี 1397 ประสาท Tre Kronor แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่ประทับหลักของพระองค์ พระองค์ได้ขยายอาณาเขต และเพิ่มความแข็งแรงเพื่อป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่พระเจ้า John III พระราชบุตรที่ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาได้ตกแต่งปราสาทให้มีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ รวมทั้งสร้างเพิ่มโบสถ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ยังได้สร้างหอคอยเพื่อไว้สอดส่องอริราชศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยได้เพิ่มทั้งขนาดและส่วนสูงขึ้นอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่งผลให้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปราสาทประกอบด้วยส่วนของตัวปราสาท และป้อมปราการร่วมกับสวน เมื่อปราสาทกลายเป็นที่ประทับของกษัตริย์จึงส่งผลให้พระเจ้า Gustav II กษัตริย์สวีเดนที่ครองราชย์ระหว่าง 1611-32 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประสูติในปราสาทแห่งนี้

โชคร้ายมาเยือนราชวงศ์สวีเดนในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 เมื่อไฟไหม้ใหญ่โหมขึ้นในปราสาท Tre Kronor และได้ทำลายปราสาทลงไปจนหมดสิ้น ผู้พบเห็นไฟไหม้คนแรกคือ Georg Stiernhoff แต่ Sven Linberg ผู้ดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ถวายงานพระเจ้าแผ่นดินไปว่าเขาไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากไฟได้ลุกไหม้ทางเข้าไปเอาเครื่องมือดับไฟ ราชวงศ์เลยไม่มีทางเลือกต้องเสด็จหนีเพลิงออกมา ข้าราชบริพารได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขนทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ออกมาให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปราสาทสร้างจากไม้และทองแดง ไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ห้องสมุดและเอกสารสำคัญทั้งหมดถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ในการสอบสวนสาเหตุพบว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ละทิ้งหน้าที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกตัดสินประหารชีวิต นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้มีประสบการณ์กับซากที่เหลือของปราสาทที่ถูกไฟไหม้ และได้เห็นรูปของปราสาทเก่า รวมทั้งโครงสร้างแบบจำลองที่จัดแสดงไว้อีกต่างหากด้วย