แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานชั้นเลิศอยู่มากมาย แต่ภาพเหมือนใบหน้าที่สวยจับใจกลับหาดูได้ยาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะคำว่า ‘สวย’ นั้นไร้คำนิยามตายตัว และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวดังภาษิตที่ว่า Beaty is in the eye of the beholder หรือ ความงามขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ดู ถึงกระนั้นก็ตาม ความสวยของใบหน้าก็ยังมีมาตรฐานบางอย่างที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเวทีประกวดนางงามมาจนถึงทุกวันนี้ แม้การใช้สายตาของคนจำนวนมากตัดสินอาจทำให้เราตกลงกันไม่ได้ว่าใบหน้าใดสวยที่สุด แต่เราก็ยังสามารถยอมรับร่วมกันได้ว่า ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีหลายใบหน้าที่สวยงามในระดับที่ทัดเทียมและน่าประทับใจไม่แพ้กันอยู่ 3 ภาพ

ผลงานชิ้นแรก The Pearl Necklace ของ Charles Chaplin จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อคล้ายกับศิลปินตลกชื่อดัง Charles Chaplin ที่มีชื่อเต็มว่า Charles Joshua Chaplin เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1825 ที่ Les Andelys ฝรั่งเศสกับมารดาที่เป็นชาวฝรั่งเศส และบิดาที่เป็นนายหน้าขายภาพชาวอังกฤษ เขาเรียนศิลปะที่ Ecole des Beaux-Arts ในกรุงปารีสก่อนจะศึกษาส่วนตัวที่ห้องภาพของ Michel Martin Drolling ซึ่งเป็นผู้ฝึกศิลปะให้กับศิลปินอีกหลายคน อาทิ Paul Baudry, Jules Breton ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ที่ Ecole des Beaux-Arts เขาได้มีโอกาสส่งผลงานเข้าแข่งขันในนิทรรศการ Academie des Beaux-Arts โดยส่งภาพเหมือนเข้าประกวด  วิชาหลักที่เขาสอนก็คือ การวาดภาพเหมือนผู้หญิง แต่เขาก็ยังชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิวทัศน์ชนบทแถว Auvergne ภาพผู้หญิงกึ่งเปลือยท่อนบนนั่งหน้ากระจกกำลังลองสร้อยไข่มุกซึ่งเป็นภาพตามแบบฉบับดั้งเดิมที่นิยมเขียนกันในวงการศึกษาในช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของร่างกาย ความพริ้วไหวของผืนผ้า และที่สำคัญความสวยงามของใบหน้าที่ดูนุ่มนวลกระจ่างใสราวกับเทพธิดาเลยทีเดียว 

ผลงานชิ้นที่สอง Young Man Distracted ของ Jean Raymond Hippolyte Lazerges  แม้เขาจะเป็นคน Algeria และไม่ได้รับการสนับสนุนจากบิดาที่เป็นเจ้าของร้านขายขนมปังให้เรียนศิลปะ แต่หลังจากที่เขารับราชการเป็นทหารจนครบกำหนด เขาตัดสินใจอยู่ปารีสต่อ และเรียนศิลปะกับ David d’Angers และ Francois Bouchot ก่อนเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตามที่ได้รับการว่าจ้างจากราชการ แม้เขาจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากจนในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับได้เริ่มสร้างงานที่ชื่อ Death of the Virgin ในหอสวดมนต์ที่ Palais des Tuileries ซึ่งช่วยให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาจำเป็นต้องกลับ Algeria เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และเริ่มสร้างงานแนวตะวันออก อีกทั้งยังร่วมกับ Joseph Sintes และ Alfred Chataud จัดตั้งแนวทางศิลปะแบบตะวันให้กับอัลจีเรีย หลังจากนั้น 2 ปี เขากลับไปปารีสอีกครั้งและเริ่มรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตของพระนางมารีตามหอสวดมนต์ Eglise Notre-dame de Recouvrance d’Orleans จนทำให้เขาได้รับตำแหน่งอัศวิน Legion of Honor แม้ศิลปินจะเลื่องชื่อจากการวาดพระแม่มารี แต่ผลงาน Young Man Distracted ชิ้นนี้กลับพิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการเขียนภาพเหมือนบุรุษ ด้วยการถ่ายทอดผิวสัมผัสที่ดูเรียบเนียน ตัดกับความเข้มของริมฝีปากและเรือนผมสีทองอย่างสมบูรณ์แบบ สายตาที่เหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในความฝันสามารถสะกดให้ผู้ชมตกตะลึงจนอดไม่ได้ที่จะต้องเพ่งมองอีกครั้งว่าใบหน้าที่งดงามปานเทพธิดานี้คือบุรุษจริงหรือ

ผลงานชิ้นสุดท้าย The Virgin in Prayer ของ Sassoferato ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาเลี่ยน Sassoferato ที่มีชื่อเต็มว่า Giovanni Battista Salvi da Sassoferrato นี้เกิดที่เมือง Sassoferrato ในแคว้น Marche ในวันที่ 25 สิงหาคม 1609 ประวัติการศึกษาศิลปะของเขาไม่ชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์ศิลป์คาดว่าเขาฝึกงานกับ Domenichino ศิลปินชาวโบโลญญา ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินหลายคน อาทิ Albrecht Durer, Guercino และ Raphael แม้เขาจะไม่ได้รับการว่าจ้างมากนัก เขาจึงชอบรังสรรค์งานในเรื่องเดียวกันซ้ำ ๆ อาทิ The Virgin in Prayer ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอยู่ถึง 4 ชิ้น ชิ้นที่โด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดอยู่ที่ National Gallery London ภาพวาดพระแม่มารีในขณะภาวนาที่มีขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนี้ ทรงพลังจนทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับพระองค์ได้ประทับอยู่ในห้องเดียวกันนี้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้พื้นหลังจะถูกฉาบด้วยสีดำสนิท แต่แสงสว่างที่ทอดผ่านผืนผ้าคลุมผมสีขาวกลับช่วยขับเน้นใบหน้าให้กระจ่างใส จนสัมผัสได้ถึงความสงบเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาสะกดใจผู้ชม สมกับที่เป็นหนึ่งในใบหน้าที่งดงามที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินจากสแกนดิเนเวียเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีผลงานของศิลปินภาคพื้นยุโรปด้วย ผลงานของศิลปินเยอรมันผู้หนึ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในมิวเซียมก็คือ Lucas Cranach the Elder เขาเกิดที่ Kronach ทางตอนเหนือของ Franconia เยอรมันในปี 1472 ประวัติของเขาค่อนข้างคลุมเครืออันเป็นผลมาจากการที่ในช่วงเวลานั้นการเก็บข้อมูลประวัติยังไม่ดีพอ จากข้อมูลที่ค้นพบบันทึกไว้ว่า เขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่ก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานของเขาได้รับความสนใจจาก Duke Frederik ที่สามผู้ครองนคร Saxony จึงได้ตั้งเขาเข้ามาในราชสำนักโดยจ่ายค่าจ้าง 50 เหรียญต่อครึ่งปีในฐานะจิตรกรประจำตัวท่านดุ๊ก  

เขาแต่งงานกับ Barbara Brengbier และมีลูกที่เป็นศิลปิน 2 คนคือ Hans Cranach ซึ่งเสียชีวิตที่โบโลญญาในปี 1537 และ Lucas Cranach the Younger อีกทั้งยังมีลูกสาวอีก 3 คนโดยคนหนึ่งได้กลายเป็นญาติกับ Johann Wolfgang von Goethe เขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ และได้รับงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตั้งแต่อายุน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตกแต่งแท่นบูชา อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้วาดภาพเหมือนในอิริยาบถต่าง ๆ อาทิ ระหว่างล่าสัตว์ ภาพเขียนเกี่ยวกับกวางและหมูป่าของเขาทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ก่อนปี 1508 เขาก็มีโอกาสรังสรรค์งานทั้งในโบสถ์และปราสาทที่ Wittenberg แข่งกับ Albrecht Durer และ Hans Burgkmair แล้ว หลังปี 509 เขาได้รับเชิญให้เดินทางไปเนเธอร์แลนด์เพื่อรังสรรค์งานชิ้นหนึ่งเป็นรูปจักรพรรดิ Maximilian และเด็กชายคนหนึ่งซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้า ผลงานชิ้นนี้ได้ช่วยชีวิตเพื่อนของเขาไว้ในเวลาต่อมา

ตลอดชั่วอายุของการทำงานเป็นจิตรกรประจำราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์กลางของนิกายโปแตสแตนท์ที่สนับสนุน Martin Luther นั้น เขาได้ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใหม่ด้วยการรังสรรค์ภาพเหมือนของ Luther อีกทั้งยังแกะสลักไม้เพื่อแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาเยอรมัน อีกทั้งยังเป็นคนขายยาเพียงคนเดียวของเมือง Wittenberg ซึ่งเปิดขายอยู่นับศตวรรษจวบจนกระทั่งถูกไฟไหม้ไปในปี 1871 นอกจากรังสรรค์ภาพเหมือนให้กับ Luther แล้ว พวกเขายังสนิทสนมกันมากขนาดที่ Cranach เป็นพ่ออุปถัมภ์ของลูกคนโตของ Luther ด้วย แม้ Frederick the Wise จะเสียชีวิตในปี 1525 แต่สถานะของ Cranach ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเขายังเป็นที่ชื่นชอบของ John Frederick I หลังจากที่ John Frederick I ถูกจับ เขาถูกจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้าเชิญมาที่ปราสาท Cranach ได้คุกเข่าลงทูลขอชีวิตของ John Frederick กับพระองค์ เขาเสียชีวิตวันที่ 16 ตุลาคม 1553 เมื่ออายุได้ 81 ปี คริสจักรลูเธอรันกำหนดให้รำลึกถึงเขาในวันที่ 6 เมษายนของทุกปีพร้อมกับ Durer

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของ Cranach หลายชิ้น อาทิ Venus and Cupid ภาพวีนัสเทพธิดาแห่งความรักของกรีกโบราณกับลูกชายคิวปิดที่แม้ปกคลุมร่างกายด้วยผ้าแต่ก็โปร่งใสราวกับเปลือยเปล่าสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่คุกรุ่นของความรักผ่านความเย้ายวนของร่างกายมากกว่าที่จะต้องการปกปิด The Ill-matched Couple ภาพชายชรากำลังจ่ายเงินให้กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นค่าบริการทางเพศนี้เป็นผลงานที่มักถูกรังสรรค์ซ้ำ ๆ ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ของยุโรปเหนือมักถูกตีความว่าเป็นความโง่เขลาแห่งตัณหา อายุที่มากขึ้นมักเกี่ยวข้องกับความมักมากในกามารมณ์ ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชายชราที่แสดงสีหน้าประจบประแจงและหญิงสาวที่แต่งกายยั่วยวน เน้นย้ำถึงความน่าสยดสยองของสถานการณ์ ตาชั่งในมือของเธอเป็นการอ้างอิงถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกคนจะถูกตัดสินตามการกระทำของตน ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ สตรีทุกคนจะมีใบหน้าที่ค่อนข้างกลม คางแหลม และที่สำคัญทำผมรวบตึงและมีหน้าผากที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติชนิดที่เห็นแล้วจำได้เลยว่าใครเป็นคนวาด

Christ and the Woman Taken in Adultery ภาพที่ Gustav Vasa สั่งทำขึ้นเพื่อจัดแสดงที่ประสาท Gripsholm นี้มาจากตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระเยซูกล่าวว่า ใครไม่เคยทำบาปก็โยนหินใส่นางได้เลยนี้มีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงการให้อภัยซึ่งถือเป็นธรรมะสูงสุดขององค์พระเยซู ในยุคนั้นการนอกใจหากถูกจับได้จะถูกลงโทษด้วยการปาหิน แต่ในความเห็นของพระเยซู มีเพียงคนที่ไม่เคยทำบาปเท่านั้นที่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่น เธอได้รับการยกโทษและได้รับการตักเตือนจากพระองค์ว่าไม่ให้ทำอีก The Feeding of the 5,000 ผลงานชิ้นนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งจากพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูได้มอบปลาและขนมปังให้กับสาวกเพื่อเลี้ยงคน 5,000 คนที่มาเฝ้าพระองค์อันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัศจรรย์ของพระเยซู ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของ Cranach ได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนในภาพล้วนมีความหมายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพเหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางศิลปะประเภทใดก็ตาม ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม โลหะ รวมทั้งภาพถ่าย งานจิตรกรรมภาพเหมือนเป็นผลงานศิลปะแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากตั้งแต่อดีตกาล ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถบัญชาให้ศิลปินรังสรรค์ผลงานได้ในอดีตมักเป็นผู้นำทั้งทางศาสนจักรและทางโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ และคหบดี คนกลุ่มนี้ย่อมต้องการให้มีการจารึกภาพของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ และตามที่อยู่อาศัย อาทิ โบสถ์ วัง งานแนวนี้ศิลปินจึงไม่เพียงได้แสดงฝีไม้ลายมือ ยังสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผลงานภาพเหมือนมักเป็นภาพเดี่ยวที่นายแบบหรือนางแบบมักอยู่ในชุดแต่งกายเต็มยศ เป็นทางการ และแทบจะไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อแนวทางศิลปะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการใช้สีส่งผลให้ศิลปินเริ่มเขียนภาพเหมือนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการใช้สี แสง การแสดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการเขียนภาพเป็นกลุ่มคนจนศิลปินบางคนสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมได้ราวภาพถ่ายเพื่อให้ผู้บัญชาได้เก็บทั้งอารมณ์ และบรรยากาศได้อย่างสมจริงก่อนที่การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และได้รับการใช้อย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา คหบดีเริ่มมีมากขึ้น คนกลุ่มนี้เริ่มมีกำลังซื้อจึงนิยมว่าจ้างศิลปินให้รังสรรค์งานทั้งภาพเหมือนของตัวเองและครอบครัว ยังผลให้ผลงานภาพเหมือนกลายเป็นงานจิตรกรรมที่มีความแพร่หลาย ศิลปินเองก็นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนตัวเองและครอบครัวด้วยจนถึงกับมีศิลปินที่ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อ Portrait นั่นคือ Rembrandt ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคทองของดัชท์

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่ไม่เพียงชื่นชอบการรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์และนิยายปรัมปราแล้ว เขายังเป็นศิลปินในยุค Golden Age ของเดนมาร์กที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการรังสรรค์งานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Constantin Hansen หรือที่มีชื่อเต็มว่า Carl Christian Constantin Hansen แม้เขาจะเกิดที่โรม และเป็นบุตรชายของจิตรกรแนวภาพเหมือนที่ชื่อ Hans Hansen แต่บิดาของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ปีเดียว เขาจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Royal Danish Academy of Art เมื่ออายุเพียงแค่ 12 ปี ก่อนย้ายมาเรียนภาควิชาศิลปะเมื่ออายุได้ 21 ปี และเริ่มฝึกงานกับ Christoffer Wilhelm Eckersberg บิดาแห่ง Danish Golden Age ในปี 1828

เมื่อบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตจากโรคไทฟัส เขาก็เข้ารับช่วงต่อในการรังสรรค์งานเพื่อตกแต่งพระราชวัง Frederiksborg และ Christiansborg ปี 1835 เขาได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและย้ายไปหลายเมืองเพื่อเรียนรู้เทคนิคทางด้านศิลปะรวมทั้งการเขียนภาพปูนเปียกทั้งจากเยอรมันและอิตาลี หลังไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 8 ปีเขาได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งห้องโถงของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 1854 และเป็นสมาชิกของ The Academy ในปี 1864

ตัวอย่างผลงานของ Hansens ใน National Museum Stockholm อาทิ Signe and Henriette Hansen, the Artist’s sister ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงอิทธิพลของ Eckersberg ต่องานของ Hansen สังเกตได้จากการที่องค์ประกอบและรูปลักษณ์ของนางแบบละม้ายคล้ายงานประติมากรรม แต่ยังคงมีการแสดงสีหน้าสังเกตได้จากคนขวาที่ดูเศร้าหมองต่างจากคนขวาที่ดูเรียบเฉยอันเป็นการฉีกแนวของการวาดภาพเหมือนในยุคก่อน ๆ ส่วน A Little Girl เป็นภาพน้องสาวของภรรยาศิลปินที่อยู่ในท่าครุ่นคิดระหว่างคนแก้วกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพของวิถีชีวิตประจำวันในภาพเหมือนที่ศิลปินบรรจงสร้างให้แตกต่างจากภาพเหมือนในอดีต นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานของ Christen Kobke ศิลปินที่นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนโดยใช้คนทั่วไปและญาติเป็นนายแบบและนางแบบอีกผู้หนึ่งด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของ Jergen Sonne ศิลปินชาวเดนนิสที่น่าสนใจเท่านั้น ยังมีงานของ Nicolai Wilhelm Marstrand ชาวเดนนิสอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ เขาเกิดในเมืองโคเปนเฮเกนในวันที่ 24 ธันวาคม 1810 และเข้าเรียนที่ Copenhagen’s Metropolitan ก่อนลาออกไปเรียนต่อกับ Christoffer Wilehlm Eckersberg ศาสตราจารย์ที่ Royal Danish Academy of Art เพื่อนสนิทของบิดาเมื่ออายุได้เพียง 16 ปี Eckersberg เห็นพรสวรรค์ของเขาในการรังสรรค์งานศิลปะตั้งแต่เห็นเขาเขียนภาพกลุ่มคนที่มีองค์ประกอบหลากหลายจึงส่งเสริมให้เขาเรียนต่อศิลปะ

ระหว่างที่ Marstrand เข้าเรียนต่อที่ Academy of Art ตั้งแต่ปี 1826-33 แทนที่เขาจะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา และศาสนาอย่างศิลปินรุ่นเดียวกัน เขาเลือกที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันในกรุงโคเปนเฮเกนที่มีทั้งความสนุกสนาน ความวุ่นวาย และความคึกคักอันเป็นความหลากหลายของวิถีเมืองอยู่แล้วส่งผลให้ผลงานจำนวนมากของเขาได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Christian Waagepetersen พ่อค้าไวน์ที่ขายไวน์ให้กับราชสำนักด้วยจนรับเป็นผู้อุปถัมภ์เขา

แม้เขาจะไม่เคยชนะเหรียญทองคำในการแข่งขัน Academy แต่เขาก็ได้รับทุนให้ออกเดินทางไปเยือนหลายเมืองในเยอรมัน และได้ทุนไปอยู่อิตาลีถึง 4 ปี ระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่รังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะวันงานเทศกาลต่าง ๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสวาดภาพเหมือนของเพื่อนระหว่างเดินทางและอาศัยในอิตาลีด้วย เขาได้ส่งผลงาน Erasmus Montanus เพื่อสมัครเข้าทำงานที่ Art Academy ในปี 1843 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในปี 1848 เขาแต่งงานกับ Margrethe Christine Weidemann ในวันที่ 8 มิถุนายน 1850 และมีลูกด้วยกันถึง 5 คน หลังจากนั้นเขาหันเหกลับไปรังสรรค์งานภาพเหมือนโดยให้ครอบครัวของเขาเป็นนางแบบและนายแบบให้นับจากนั้นมา

อย่างไรก็ดี หลังการเสียชีวิตของภรรยาในปี 1867 เขาเปลี่ยนแนวทางการรังสรรค์ผลงานไปเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา และได้สร้างผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญให้กับหอสวดมนต์ของพระเจ้าคริสเตียนที่สี่ที่โบสถ์ Roskilde ในปี 1864 อีกทั้งยังได้รังสรรค์ผลงานแท่นบูชาที่โบสถ์ Faaborg ด้วย ปี 1871 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เขาได้นำผลงานจิตรกรรมจำนวนมากของตัวเองมอบไว้ประดับหอประชุมมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ Academy of Art ระหว่าง 1853-7 และ 1863 จนถึงเสียชีวิตจากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกในปี 1873

ตัวอย่างงานของเขาใน National Museum Stockholm อาทิ Auction Scene ภาพการประมูลสินค้าในเมืองโคเปนเฮเกนที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตุจากสีหน้าท่าทางของผู้คนที่ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดในการกระเหี้ยนกระหือรือแย่งชิงกันเพื่อให้ได้สินค้าซึ่งก็คือชุดเครื่องแบบยามให้กับสามีจนเด็กที่นั่งอยู่บนบันไดต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย  Street Scene in the Dogdays ภาพแนวการ์ตูนของชีวิตบนท้องถนนในโคเปนเฮเกนเป็นภาพที่เป็นที่นิยมอย่างมากในทศวรรษที่ 1830 ภาพคนจับสุนัขกำลังยกสวิงจะจับสุนัขพันธุ์ทางบนท้องถนนตัดกับภาพคนฝึกสุนัขที่กำลังจูงสุนัขหลายสายพันธุ์ทำสีหน้าตกใจกับพฤติกรรมของคนจับสุนัขเป็นสร้างคำถามที่แหลมคมให้กับสังคมว่า มนุษย์แต่ละคนเท่าเทียมกันตามกฎหมายจริงหรือ

นอกจากภาพชีวิตประจำวันแล้ว ศิลปินยังมีผลงานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Otto Marstrand’s two Daughters and their West-Indian Nanny ภาพลูกสาวของน้องชาย 2 คนพร้อมกับพี่เลี้ยงผิวสีในสวนสาธารณะ Frederiksberg นี้สะท้อนให้เห็นถึงยุคมืดของประวัติศาสตร์เดนมาร์ก ในช่วงเวลานั้น น้องชายของเขาเป็นกงสุลที่หมู่เกาะ St Thomas ซึ่งเป็นอาณานิคมของเดนมาร์กได้ใช้ Justina ลูกที่เกิดจากทาสซึ่งอพยพมาจากแอฟริกามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่เดนมาร์กจะยกเลิกระบบทาสไปในภายหลัง Ottilia and Christy Marstrand ภาพเหมือนของลูกสาวคนเล็ก 2 คนในสวนที่บ้านบนถนน Rosenvanget ที่เต็มไปด้วยความสุขก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาในอีก 1 ปีต่อมา

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินชาวเดนนิสอยู่หลายคน อาทิ Jorgen Valentin Sonne เขาเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 1801 ที่ Birkerod ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างแกะสลักทองแดงของโรงกษาปน์ และมีพี่ชาย Carl Edvard Sonne เป็นช่างพิมพ์ เบื้องต้นเขาต้องการเป็นทหารจึงเข้าเรียนที่ Royal Danish Military Academy แต่รู้สึกไม่ชอบเลยเรียนได้แค่ 1 ปีแล้วหันไปเรียนที่ Royal Danish Academy of Fine Arts พร้อมไปกับเข้าทำงานที่ห้องภาพของ Christian David Gebauer โดยทำงานเป็นคนลอกเลียนแบบภาพผลงานของศิลปินเดนนิสเป็นหลัก ความที่เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ ปี 1828 เขาได้ทุนจากสถาบันที่เรียนให้เดินทางไปยังมิวนิกเพื่อเป็นช่างฝึกหัดกับ Peter von Cornelius จิตรกรที่วาดภาพแนวประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาทำงานอยู่ 3 ปี เขาก็เดินทางขึ้นเขาไปวาดภาพทิวทัศน์อยู่เนือง ๆ

เมื่อเขาออกจากมิวนิกก็ได้ทุนสนับสนุนให้ไปอยู่ที่โรม ระหว่างนั้นเขาก็เดินทางไปล่าสัตว์บ่อย ๆ และได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตพฤติกรรม และชีวิตประจำวันของชาวนาซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาจากนั้นมาจนตลอดชีวิต หลังจากกลับมาเดนมาร์กในปี 1841 เขาเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชาวนาเดนนิสโดยใช้พื้นฐานที่เรียนมาจากอิตาลีก่อนจะเข้าร่วมกับกองทัพในปี 1848 ทหารที่ร่วมรบกับเขาในสงคราม Schleswig ครั้งที่หนึ่งรู้สึกประทับใจกับความเยือกเย็นของเขาในการวาดภาพขณะที่กระสุนกำลังปลิวว่อน ในสงคราม Schleswig ครั้งที่สองเขาก็เข้าร่วมกับกองทัพอีก แม้จะอายุมากถึง 63 ปีแล้วก็ตาม ในปี 1865 เขาได้รับรางวัล Anckerske Legat ที่แจกสำหรับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์ และได้ทุนเดินทางกลับไปอิตาลี 1 ปี

ตัวอย่างงานของ Sonne ใน National Museum Stockholm คือ The Morning after the Battle of Isted 25 July 1850 ผลงานเช้าหลังวันสงครามที่ Isted นี้ไม่เหมือนภาพหลังสงครามทั่วไปที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผู้ชมจะไม่เห็นคนเจ็บหรือตาย แต่กลับจะเห็น ภาพของทหารที่กำลังหลับไหลอย่างเป็นสุขที่งดงามราวภาพวาดของความรักชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ที่สวยงามของเดนมาร์ก ซ้ำยังได้รับการกระตุ้นอารมณ์ครื้นเครงได้ด้วยภาพการเฉลิมฉลองของชาวนาในฤดูเก็บเกี่ยวที่เห็นอยู่ไกล ๆ  Midsummer Eve เป็นภาพงานเฉลิมฉลอง St John’s Eve ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นิยมนำมารังสรรค์งานจิตรกรรมในช่วง Danish Golden Age เขาบรรจงรังสรรค์ให้ภาพมีแสงที่สวยงามสะท้อนถึงอิสรภาพของชาวบ้านในชนบท Rural Scene เป็นภาพสังคมชนบทที่สดชื่น สนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากความตึงเครียด เร่งเร้าของสังคมเมือง

นอกจากผลงานบนผืนผ้าใบแล้ว เขายังออกแบบกำแพงที่ Thorvaldsen Museum และภาพประกอบบทละคร Shakuntala ในทศวรรษสุดท้ายของชีวิต เขามีปัญหาเรื่องตาจนไม่สามารถจะรังสรรค์งานได้อีกต่อไป ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน Knight of the Order of the Dannebrog ในปี 1852 ทั้งยังได้รับ Cross of Honor of the Dannebrog ในปี 1881 อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Danish Art คือ ทัศนศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในเดนมาร์กโดยศิลปินชาวเดนมาร์กหรือเดนนิสซึ่งย้อนกลับไปได้ถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช อย่างไรก็ดี ศิลปะในช่วงเวลานั้นกลับถูกเรียกขานว่าเป็น Nordic Art of Scandinavia มากกว่า ยุคที่เริ่มเป็นงานศิลปะของเดนมาร์กจริง ๆ เริ่มต้นขึ้นในยุคทองแดง แล้วถูกขนานนามว่าเป็นศิลปะของไวกิ้งในเวลาต่อมา ผลงานจิตรกรรมที่พบก็คือเป็นภาพปูนเปียกในโบสถ์เป็นส่วนใหญ่  การปฏิรูปศิลปะของเดนมาร์กเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ราชสำนัก และคหบดีมีความต้องการผลงานที่เกี่ยวข้องกับภาพเหมือนมากขึ้นซึ่งพวกเขามักนำเข้ามาจากศิลปินต่างชาติ เพื่อตอบสนองต่อตลาดในประเทศศิลปินเดนนิสที่ทำงานนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงไปเข้ารับการศึกษาศิลปะร่วมสมัยในต่างประเทศ อาทิ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์

เมื่อศิลปินท้องถิ่นเรียนจบจากต่างประเทศมากขึ้น ร่วมกับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากราชสำนัก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ณ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงกับถูกขนานนามว่า Danish Golden Age รูปแบบของงานจิตรกรรมโดยเฉพาะงานทิวทัศน์มักเขียนถึงแสงเหนือที่นุ่มนวลแต่ก็ให้ความตัดกันของสีที่ชัดเจนซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความเป็นจริงมากกว่าความพยายามที่จะทำให้สวยแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ศิลปินยังเริ่มรังสรรค์ภาพเหมือนแบบกลุ่มคนโดยอาศัยบรรยากาศพื้นบ้านที่อยู่ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์พื้น ๆ ที่ตกแต่งรอบตัว อาทิ ภาพกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวของศิลปิน แม้เดนมาร์กจะมิได้เป็นศูนย์กลางในการผลิตผลงานศิลปะเฉกเช่นยุโรปกลาง และมิได้ส่งออกศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ศิลปะเดนมาร์กก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อีกทั้งผลงานที่หลงเหลือไม่ว่าจะเป้นงานเขียนในโบสถ์หรือวังก็ยังมีอิทธิพลต่อยุโรปเหนือทั้งหมด

ในช่วงปลายของยุค Golden Age แนวความคิดที่เน้นความเป็นเนื้อเดียวกันของวัฒนธรรมได้หันเหไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามศิลปินเดนนิสท้องถิ่นส่วนหนึ่งยังคงยินดีที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขของชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ยังคงทำการเกษตรและตกปลาอันเป็นการเน้นย้ำถึงความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง โหยหาอดีต อีกทั้งยังต้องการรักษาบรรยากาศเก่า ๆ ที่กำลังเลือนหายไป ตัวอย่างงานที่จัดแสดงใน National Museum Stockholm อาทิ A Danish Coast ของ Johan Thomas Lundbye ผลงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการเน้นย้ำถึงความรักธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายไปจากการนำพาประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมผ่านการรังสรรค์ให้เห็นการกัดเซาะของหน้าผาเป็นวงกว้างท่ามกลางชาวบ้านที่ยังใช้ชีวิตอย่างวิถีชนบท

A Roman Scribe Reading a Letter to a Young Woman โดย Ernst Meyer ภาพเจ้าหน้าที่รัฐกำลังอ่านและเขียนจดหมายให้กับกลุ่มที่อ่านหนังสือไม่ออก อาทิ หญิงที่ละทิ้งบ้านเกิดอุ้มลูกมาทำมาหากินในโรม โดยมีฉากหลังเป็นภาพคนตัดผม เป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตจริงในช่วงปี 1829 จริง ๆ La Gensola in Rome โดย Ditlev Blunck ภาพเหมือนกลุ่มศิลปินเดนนิสที่รวมตัวกันในโรมในปี 1836 ที่เป็นภาพสะท้อนชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้นนี้ประกอบด้วยครอบครัวชาวอิตาลีทางด้านซ้ายและชาวเดนนิสทางด้านขวาโดยมีรูปปั้น Thorvaldsen ตรงปลายโต๊ะ ผลงานชิ้นนี้ศิลปินรังสรรค์ไว้เป็นที่ระลึกในการเดินทางไปยังโรมของเขา   Boys Bathing and Playing โดย Constantin Hansen ผลงานที่สะท้อนความต้องการของศิลปินที่จะคงไว้ซึ่งอดีตที่สูญหาย ผลงานชิ้นนี้สามารถเรียกคืนวันคืนเก่า ๆ ที่เสมือนสวรรค์บนดินของชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย เชื่องช้า สงบสุขและสนุกสนานแตกต่างจากยุคสมัยอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มักมีผลงานของศิลปินหลายสัญชาติ Flemish Artist เป็นศิลปินสัญชาติหนึ่งที่โด่งดังมาก Flemish Artist คือกลุ่มจิตรกรและประติมากรที่อาศัยอยู่ในแถบ Flanders ซึ่งก็คือเมือง Brugge และ Antwerp เบลเยี่ยมและส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ศิลปินกลุ่มนี้รุ่งเรืองมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมทางด้านศิลปะมากมายผ่านผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งศาสนจักรและชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นของผลงานจิตรกรรมจากศิลปินกลุ่มนี้คือ มีรายละเอียดมาก และมีความเป็น Realism โดยใช้สีสันที่ค่อนข้างสดใสที่ตรงข้ามกัน มีความเป็นนวัตกรรมที่แปลกแยกจากช่วงเวลาก่อนหน้าค่อนข้างมาก แม้ศิลปินส่วนหนึ่งยังคงนำเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักรมาเป็นหัวข้อ แต่ก็มีลักษณะของเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่มากกว่าการเป็นเสมือนหนึ่งภาพเหมือนเท่านั้น คือมีการนำเนื้อหาจากในพระคัมภีร์แต่ละตอนมาสร้างเป็นฉากในงานจริง ๆ ยิ่งกว่านั้นงานจากศิลปินกลุ่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งงานทิวทัศน์ก็มีผลิตกันไม่น้อย แม้จะยังไม่ทิ้งงานภาพเหมือนซึ่งศิลปินสามารถใช้เป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ในการเลี้ยงชีพด้วย ศิลปินกลุ่มนี้ยังแบ่งเป็น 2 ยุคคือ ยุคต้นคือ Van der Weyden ซึ่งผลิตงานที่เน้นเรื่องราวของศาสนจักรที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และยุคหลังที่เรียกว่า Flemish Baroque ประกอบด้วย Peter Paul Rubens และ Van Dyck ที่เน้นเรื่องแสงและความอลังการ

Peter Paul Rubens ที่เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 1577 นี้ถือเป็นศิลปินกลุ่ม Flemish Baroque ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด งานของเขามีอัตลักษณ์และได้รับความนิยมสูงสุดจากที่ฝีแปรงของเขาสามารถสร้างสีสันและอารมณ์ร่วมที่แปลกประหลาดจนถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญแห่งยุดเลยทีเดียว ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็นเรื่องราวใดก็ตาม เขาไม่เพียงประสบความสำเร็จทางด้านชื่อเสียงโดยได้รับการยกย่องให้เป็นอัศวินทั้งจากพระเจ้าฟิลิปที่สี่แห่งราชสำนักสเปน และพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งแห่งอังกฤษ ยังมีผลงานมากมายตลอดชีวิตถึง 1,400 กว่าชิ้น  ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา นิยายปรับปรา  การล่าสัตว์ และภาพทิวทัศน์ นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะรังสรรค์งานภาพเหมือนทั้งภาพตัวเอง และเพื่อน ยิ่งกว่านั้นเขายังมีงานออกแบบพรมทอ และงานพิมพ์อีกต่างหากด้วย ไม่เพียงเขาจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ยังมีความสามารถในการเป็นนักสะสมงานศิลปะและนักขายงานอีกต่างหากด้วย

ตัวอย่างผลงานของ Rubens ใน National Museum Stockholm อาทิ The Andrians เป็นเรื่องราวของ Bucchus เทพเจ้าแห่งสุราจากนิยายปรัมปราของกรีกผู้สามารถผลิตไวน์ได้อย่างไม่จำกัดกำลังเมามายอยู่ในงานเฉลิมฉลองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Titian ที่จัดแสดงอยู่ ณ Prado เมืองมาดริด ผลงานของ Rubens ชิ้นนี้ใช้สีซึ่งสดใสกว่า และมีชีวิตชีวาราวกับฉากในละครเวทีจนกลายเป็นแบบอย่างของงานแนวนี้ต่อมาอีกหลายศตวรรษ

Susanna and the Elders ผลงานจากตอน The Story of Susanna in Babylon ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีชายชราแอบดู Susanna กำลังอาบน้ำจนทำให้เธอร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดนี้เป็นผลงานที่ศิลปินได้มีโอกาสรังสรรค์ภาพนู้ดได้โดยไม่เคอะเขิน ภาพ Susanna ที่ค่อนข้างอวบนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมของความสวยงามของสตรีในอดีตที่อวบกว่าปัจจุบันอันเป็นผลมาจากความคิดที่ว่า สตรีที่อวบจะสามารถมีน้ำนมเลี้ยงบุตรให้รอดได้ดีกว่าสตรีที่ผอม  The Death of Seneca เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Seneca นักปรัชญาและที่ปรึกษาของจักรพรรดิ Nero ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความอดทนสูงผู้ถูกเข้าใจผิดจากจักรพรรดิ Nero ว่ามีส่วนร่วมในการลอบปลงพระชนม์จึงถูกจักรพรรดิ Nero สั่งให้ฆ่าตัวตายด้วยการกรีดเลือดจากแขนตัวเองซึ่งทำให้เลือดออกอย่างช้า ๆ และตายอย่างทรมาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าสีหน้าของ Seneca ดูไม่สะทกสะท้านและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นสะท้อนถึงความมั่นใจในตัวเองว่าไม่ได้ทำผิด และมีความทระนงอย่างยิ่งยวด

แหวกฟ้าหาฝัน : Decorative Arts in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Decorative Arts in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Decorative Arts in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Decorative Arts คือ งานศิลปะที่มีวัตถุประสงค์เป็นการออกแบบและใช้งานในเวลาเดียวกัน งานศิลปะนี้มีหลายแขนงมากตั้งแต่งานตกแต่งภายในอาคาร งานเซรามิค งานโลหะ เฟอร์นิเจอร์ จิวเวลรี่ งานผ้า แฟชั่น เครื่องแก้ว บางคนก็จัด Applied Art หรือศิลปะประยุกต์เข้าไว้ในหมดเดียวกันนี้โดยเรียกว่างานออกแบบ หรือ Design คุณลักษณะของงานศิลปะตกแต่งในมุมมองของศิลปินคือ 1. ต้องมีทั้งความสวยงามและใช้งานได้ 2. ต้องมีความปรานีตในการผลิต 3. สามารถแยกออกจากงานศิลปะชั้นสูงได้ อาทิ งานจิตรกรรมและประติมากรรม

การแบ่งระหว่างศิลปะตกแต่งกับศิลปะขั้นสูงเกิดขึ้นหลังยุคเรอเนสซองส์ในชาติตะวันตก แต่สำหรับกลุ่มอื่น ๆ อาทิ ศิลปะจีน อิสลามมักถูกเรียกรวม ๆ กันโดยไม่มีแบ่งแยก หรือแม้แต่ย้อนไปในยุคกลางของยุโรปเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะศิลปะยุโรปในช่วงเวลานั้นที่เป็นศิลปะจริง ๆ ยังวนอยู่ในกลุ่มของงานทอง และโลหะ อาทิ ทองแดง หรืองาช้าง ส่วนงานจิตรกรรมก็ยังมีน้อยและน้อยกว่างานโมเสสที่ถือเป็นศิลปะชั้นสูงซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้นเสียอีก นอกจากนี้กลุ่มพรมทอยังเป็นงานศิลปะที่ยุคกลางและเรอเนสซองส์ของตะวันตกถือเป็นสุดยอดของงานศิลปะและแพงที่สุดอีกต่างหากด้วย

อย่างไรก็ดี นับจากทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมามุมมองของนักเขียน นักประวัติศาสตร์ศิลป์และภัณฑารักษ์ต่องานศิลปะตกแต่งแย้งว่า ผลงานที่ผลิตออกมามีความเป็นศิลปะน้อยลงส่งผลให้ภัณฑารักษ์หันมาให้ความสนใจต่อศิลปะแนว street art แทน ความเข้าใจต่อศิลปะที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมในยุคร่วมสมัยที่มีต่องานทัศนศิลป์แตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานที่มีความคงทนถาวรซึ่งผลิตจากวัสดุ อาทิ งานโลหะเข้าสู่วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรืองานแฟชั่นก็ดูเหมือนจะแยกตัวออกจากศิลปะตกแต่งไปเป็นอีกแขนงหนึ่งเลย งานที่ถูกบรรจุไว้ในมิวเซียมในนามศิลปะตกแต่งจึงมักเป็นผลงานรุ่นก่อนปี 1980 ที่เหลือรอดจากการถูกทำลาย นำมากลับมาใช้ใหม่ หรือมีราคาแพงมาก อีกทั้งยังมักเป็นผลงานที่มีคุณค่าทางการเงินค่อนข้างสูง

ตัวอย่างของจัดแสดงศิลปะตกแต่งที่น่าสนใจใน National Museum Stockholm มีหลายหมวด เริ่มตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ อาทิ นาฬิกาเรือนใหญ่ที่มีเสียงดนตรี ผลงานของ Januarius Zick และ David Roentgen ตัวเรือนไม้ถูกประดิษฐ์โดย David Roentgen นักต่อตู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เขาชื่นชอบที่จะประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ให้มีความพิเศษ เช่น ตู้ที่มีลิ้นชักเปิดเองได้ นาฬิกาที่เล่นดนตรีได้ยาวนานถึง 3 ชั่วโมงติดต่อกันโดยประดับตกแต่งด้วยลายแบบจีนที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Francois Boucher ตู้ลิ้นชักที่มีพื้นผิวด้านบนเป็นหินอ่อนซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้าฝรั่งเศสให้กับ Lotta Sparre หลานสาวของ Count Carl Gustaf Tessin นี้ได้รับการตกแต่งอย่างละเมียดละมัยด้วยโลหะเป็นรูปหัวมังกร

นอกจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหมวดของศิลปะตกแต่งที่สำคัญ อาทิ เหยือกเงินที่ใช้ในงานศีลจุ่มผลงานของ Christian Precht ชิ้นนี้เป็นผลงานผลิตจากเงินชิ้นแรกของศิลปินสวีเดนที่รังสรรค์ตามแนวทางศิลปะแบบรอคโคโคฝรั่งเศส ศิลปินรังสรรค์งานชิ้นนี้ไว้ให้ Claes and Anna Johanna Grill สมาชิกของครอบครัวพ่อค้าผู้มั่งคั่งซึ่งภายหลังได้บริจาคงานชิ้นนี้ให้โบสถ์สวีเดน งานภาพเขียนบนตลับขนาดเล็ก เป็นงานศิลปะตกแต่งอีกแขนงที่เป็นที่นิยมในยุโรป กษัตริย์ ราชวงศ์ และคหบดีไม่เพียงให้ศิลปินวาดรูปตัวเองขนาดใหญ่ไว้ติดตามห้องต่าง ๆ แล้ว ยังนิยมให้ศิลปินวาดภาพตัวเองไว้บนกล่องพกพาขนาดเล็ก ๆ ด้วย ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีงานจิวเวลรี่ให้ชื่นชมอีกจำนวนมากชนิดดูจนมิวเซียมปิดได้โดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสต็อกโฮม และพักอยู่หลายวัน มิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้หลังจากเยือน Royal Palace แล้วนั่นคือ National Museum ทั้งนี้เพราะที่นี่มีของจัดแสดงมากมายโดยเฉพาะงานจิตรกรรมและงานตกแต่งต่าง ๆ มิวเซียมนี้ก็เป็นเฉกเช่นมิวเซียมทั่วทั้งยุโรปที่เป็นสมบัติที่ถูกโอนถ่ายจากราชวงศ์สู่รัฐ การสะสมงานศิลปะของสวีเดนเริ่มมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมฝรั่งเศสของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเคยเป็นของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika มาก่อน เมื่อพระนางประสบปัญหาทางการเงิน พระนางก็ได้ขายของสะสมพวกนี้ให้กับพระเจ้ากุสตาฟที่สามพระบุตรของพระองค์เพื่อไว้ไปตกแต่ง Drottningholm Palace พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้นำของสะสมเหล่านี้จัดแสดงไว้ต่างหาก ณ ปีกหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง

มิวเซียมที่ถูกออกแบบโดย Friedrich August Stuler สถาปนิกชาวเยอรมัน และออกแบบตกแต่งภายในโดย Fredrik Whilhelm Scholander สถาปนิกชาวสวีเดนนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 12 ปีและตกแต่งภายในอีก 3 ปีจนถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่และหรูหราที่สุดของสวีเดน เบื้องต้นนั้นรัฐบาลต้องการให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม หอสมุด และหอประชุม แต่ต่อมาได้มีการนำอาวุธและเครื่องแต่งกายมาจัดแสดงด้วยจนทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่จัดแสดงงานทัศนศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน

อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบอิตาเลียนเรอเนสซองส์โดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Neues Museum ในเบอร์ลินนี้ประกอบด้วย 3 ชั้นที่มีหน้าบรรณหุ้มห่อด้วยหินปูนของสวีเดนตกแต่งด้วยกระจกที่ผลิตจากโรงงานในเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตามมิวเซียมยังคงขาดความเป็นมาตรฐานจากการขาดเครื่องทำความอุ่นส่งผลให้ผู้เข้าชมต้องใส่ชุดกันหนาวกันอย่างเต็มยศ อีกทั้งยังไม่มีห้องน้ำที่ดีจนทำให้รัฐบาลต้องทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1931 ด้วยการเพิ่มเครื่องทำความร้อนและห้องน้ำ ปี 1961 รัฐบาลมีดำริที่จะขยายขนาดมิวเซียมใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้มากขึ้น และยังทำการเพิ่มส่วนของร้านอาหารในปี 1996

ปี 2009 รัฐบาลโดย National Property Board of Sweden เห็นว่าอาคารมีความทรุดโทรม และไม่สามารถตอบสนองต่อสาธารณชนทั้งในเรื่องการควบคุมความอบอุ่นในอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอยู่อาศัย การเก็บงานศิลปะ ความปลอดภัย อีกทั้งยังมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะนำสมบัติมาจัดแสดงได้ทั้งหมดจึงดำริให้มีการปรับปรุงมิวเซียมครั้งใหญ่อีกโดยให้กลุ่มสถาปนิกที่หลากหลายเสนอแนวทางมายังรัฐบาลภายในปี 2011 หลังจากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 มิวเซียมก็ได้เริ่มทำการขนย้ายของจัดแสดงออกจากอาคารเดิมและอีก 1 ปีต่อมาก็เริ่มปรับปรุงอาคารใหม่โดยในระหว่างปรับปรุงนั้น มิวเซียมได้ปิดทำการโดยย้ายของจัดแสดงส่วนหนึ่งไปจัดแสดงยังมิวเซียมอื่นในสวีเดนและอีกส่วนหนึ่งให้มิวเซียมต่างประเทศยืมไป

หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุดเพื่อให้อาคารมีมาตรฐานสากลและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่านั้นมิวเซียมได้เปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 13 ตุลาคม 2018 โดยพระเจ้าคาร์ลกุสตาฟที่ 16 นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะสามารถชื่นชมศิลปะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมิวเซียมเป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งในเรื่องความอบอุ่น ความปลอดภัย และไม่มีเสียงดังจากห้องอาหารรบกวนอีกแล้ว

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของเก่าที่เดินทางมาสต็อกโฮมในหน้าร้อนจะมีโอกาสพิเศษกว่าฤดูอื่น ไม่เพียงวันจะยาวแล้ว ยังมีมิวเซียมบางแห่งที่เปิดเฉพาะช่วงนี้ด้วย นั่นคือ Gustav III and The Museum of Antiquities มิวเซียมซึ่งอยู่ในส่วนของ Royal Palace Stockholm นี้เปิดระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงกันยายนเท่านั้น  นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากอาจแวะเยือนได้ เพราะใช้เวลาไม่มากค่าใช้จ่ายจะรวมอยู่ในค่าเข้า Royal Palace อยู่แล้ว มิวเซียมแห่งนี้ถือกำเนิดมาจากการที่ พระเจ้า Gustav III มีความสนใจในเรื่องของโบราณตั้งแต่สมัยที่มีภูเขาไฟระเบิด ร่วมกับการที่พระองค์ได้พบกับพระสันตะปาปาและได้มีดำริร่วมกันที่จะเปิดมิวเซียมทางด้านศิลปะแห่งแรกของยุโรป ย้อนไป 79 ปีก่อนคริสต์กาล เมื่อภูเขาไฟ Vesuvius ทางตอนใต้ของอิตาลีประทุขึ้น หลายเมืองได้ถูกถมลงภายใต้ลาวา และเถ้าถ่าน เมืองใหญ่อย่าง Pompeii ได้ขุดค้นพบขึ้นในปี 1748 ของที่ค้นพบครั้งนั้นได้เปิดหูเปิดตาชาวโลกขึ้นมากมาย  

ในช่วงเวลานั้นศิลปะแบบ Rococo กำลังรุ่งเรือง แต่ก็มีศิลปินหลายกลุ่มที่เริ่มเบื่อหน่ายสไตล์การตกแต่งจากเปลือกหอยอันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปะแบบ Rococo จนนำไปสู่ศิลปะแบบ Neoclassicism ในช่วงนั้นพระเจ้ากุสตาฟที่สามแห่งสวีเดนซึ่งสนใจในศิลปะได้เดินทางลงใต้สู่กรุงโรมเพื่อตามล่าหางานศิลปะโดยเฉพาะงานประติมากรรมต่าง ๆ เมื่อพระองค์เสด็จถึงวาติกันในวันปีใหม่ปี 1784 พระองค์ได้เชยชมงานประติมากรรมใน Museo Pio Clementino โดยมีสันตะปาปา Pius VI เป็นไกด์ส่วนตัวยังผลให้พระองค์ซื้อสมบัติเก่า ๆ มากมายมาไว้สะสม ในการเยือนครั้งนั้นพระองค์ได้ให้ Benigne Gagneraux ศิลปินประจำราชสำนักรังสรรค์งานจิตรกรรมการเยือนและพบปะสันตะปาปาไว้เป็นที่ระลึกด้วยอีกต่างหาก

ข่าวความต้องการสะสมวัตถุโบราณของพระองค์กระฉ่อนไปทั่วอิตาลียังผลให้นักขุดของเก่าทั้งหลายพยายามขวนขวายหาสิ่งที่พระองค์อยากได้ นั่นคือ รูปปั้น Apollo และรูปปั้นผู้หญิงแบบต่าง ๆ มานำเสนอ แม้รูปปั้นหลายชิ้นไม่สมประกอบ แต่ก็ถูกซ่อมแซมแก้ไขเพื่อให้พระองค์พึงพอใจและนำไปตั้งโชว์ที่พระราชวังใน Haga ได้ เมื่อตัวแทนขายสะสมของได้จำนวนหนึ่งซึ่งไม่เพียงมีงานประติมากรรม ยังมีแจกันจำนวนมากด้วย พวกเขาก็ส่งของไปทางเรือเพื่อให้พระองค์นำไปตั้งแสดงที่ Royal Palace Stockholm

สามสัปดาห์หลังจากที่พระเจ้ากุสตาฟที่สามเสด็จสวรรคตในวันที่ 29 มีนาคม 1792 หลังการถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าในงานรื่นเริงสวมหน้ากาก รัฐบาลตัดสินใจจัดตั้งมิวเซียมขึ้นเพื่ออุทิศให้กับวัตถุโบราณที่พระองค์สะสมไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ผู้ซึ่งพยายามรักษาสมบัติเก่าเหล่านี้มาตลอดชีวิต รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ Carl Fredrik Fredenheim ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ในการได้มาจากแหล่งขุดค้นที่โรมและสะสมวัตถุโบราณเหล่านี้เป็นภัณฑารักษ์มิวเซียมคนแรก ส่วนของอาคารที่เลือกก็เป็นตำแหน่งปีกตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวังซึ่งเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณเหล่านี้ในปัจจุบัน

เมื่อรัฐบาลเลือกปีกหนึ่งของพระราชวังเป็นมิวเซียมที่พร้อมใช้งาน เพียงแค่ 2 ปีหลังการสวรรคต มิวเซียมแห่งแรกของยุโรปที่มีชื่อว่า The Royal Museum ก็สามารถเปิดทำการได้  ต้นทศวรรษที่ 1800 มิวเซียมได้ทำการปรับปรุงอัตลักษณ์ใหม่ด้วยการเพิ่มงานประติมากรรมที่มีความทันสมัยมากขึ้นเข้าไปด้วย อีกทั้งยังซื้อของสะสมเพิ่มขึ้นมาก หลังทศวรรษที่ 1840 มิวเซียมได้ทำการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมเพิ่มขึ้น และได้ทาสีใหม่ทดแทน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะได้มีโอกาสชื่นชมงานประติมากรรมแนวกรีกที่มีความหลากหลายและได้สัมผัสบรรยากาศกรีกโบราณไปอย่างเต็ม ๆ เสมือนหนึ่งกำลังอยู่ในกรีซเลยทีเดียว