แหวกฟ้าหาฝัน : New State Gallery Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667139

แหวกฟ้าหาฝัน : New State Gallery Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ นอกจากจะเยือน Kunstmuseum Stuttgart แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องเยือนให้ได้อีกแห่งไม่เช่นนั้นจะเสียดายแย่ นั่นคือ New State Gallery Stuttgart หรือ Neue Staatsgalerie หรือ Neue Galerie มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1979-84 เมื่อเทศบาลเมือง Stuttgart ดำริที่จะขยายมิวเซียมใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมเพื่อรองรับผลงานศิลปะรุ่นใหม่ให้มากขึ้นจึงได้จัดการแข่งขันประกวดออกแบบมิวเซียมใหม่ในปี 1977

การประกวดการออกแบบนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงระหว่างทางเลือกของสถาปัตยกรรม postmodernism ที่หันเหออกจากการเน้นการใช้งาน หรือใช้สิ่งก่อสร้างทั่วไปแบบคลาสสิกสู่การออกแบบอาคารรูปแบบใหม่และใช้วัสดุรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมมากขึ้น หรือแบบเยอรมันที่ยังคงเน้นการใช้งาน และวัสดุก่อสร้างรูปแบบเดิม ในที่สุดกรรมการก็เลือกให้ผู้ที่ชนะประกวดคือ James Stirling สถาปนิกชาวอังกฤษ เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Liverpool ก่อนเข้าอบรมที่ University of St.Andrews ที่ซึ่งเขาได้รับแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมแนวPostmodernism ทั้งโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง หลังจากนั้นเขาเริ่มหันเหไปทำงานออกแบบกับโครงการที่ใหญ่ขึ้น อาทิ มิวเซียมที่ Dusseldorf และโคโลญจน์ ก่อนเข้าร่วมกับงานกับ Michael Wilford เข้าแข่งขันออกแบบ Neue Galerie Stuttgart ซึ่งผลงานชิ้นนี้กลายเป็น masterpieceที่สำคัญที่สุดของเขา

side

Neue Galerie Stuttgart อยู่ติดกับStaatgalerie บนทางลาดคู่ขนานกับAdenauerstrasse โดยหน้าตาของทางลาดออกแบบเพื่อเน้นหน้าบันของด้านหน้าให้แตกต่างจาก Alte Staatgalerie ทางลาดด้านหน้าเพื่อไปยังด้านหลังตลอดทางเดินแคบๆ นี้มีต้นไม้รายรอบเป็นตำแหน่งหลังคาของลานจอดรถ อาคารทั้งสองเชื่อมกันเป็นรูปตัวยู (U shape)นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าปลายทางของตัวยูเป็นอาคารใหญ่ 2 อาคารที่สร้างอยู่บนทางเดินที่ทำจากหินบล็อกขนาดใหญ่หน้าตาแปลกตาคล้ายฐานพีระมิด นอกจากหินก้อนใหญ่นี้แล้วส่วนอื่นๆ ของโครงสร้างจะค่อยๆ เล็กลงและมีรูปร่างออกแนว Abstract ส่วนของกระจกด้านหน้าขอบสีเขียวขนาดใหญ่ทำให้เห็นเหมือนผืนหญ้า

ส่วนทางเข้า สถาปนิกได้ออกแบบโดยการตีความจาก Temple of Love สามารถใช้ได้จาก Konrad Adenauerstrasse ผ่านทางลาดหรือบันได หรือทางเดินที่เริ่มจาก Ubahnstrasse ด้านหลังมิวเซียมที่จะพานักท่องเที่ยวไปยังสวนที่ตกแต่งด้วยงานประติมากรรม นักท่องเที่ยวมักไม่เห็นทางเข้าที่ชัดเจนจากมุมถนนเพราะหลบอยู่ด้านหลังใต้เหล็กกล้าสีฟ้าและหลังคาแก้ว ส่วนวงกลมของอาคารซึ่งมักเป็นจุดศูนย์กลางของอาคารกลับไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดของอาคาร Neue Galerie ส่วนขายตั๋วด้านในออกแบบให้สามารถมองเห็นวิวบริเวณเทอเรสด้านหลังที่เป็นส่วนเมืองและสนามได้ ภายในอาคารที่ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ตั้งแต่ชั้นสองจะเป็นอาคารประหยัดพลังงานโดยใช้แสงจากภายนอกเป็นตัวให้ความสว่าง

หากนักท่องเที่ยวที่เดินมาจากส่วนที่ไกลจากมิวเซียมจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับขนาดของมิวเซียมที่ใหญ่โตมากและเป็นงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแปลกตาคล้ายเขาวงกตจากยุคโบราณของอียิปต์ แต่กลับมีความเป็น Abstract แนวPostmodernism ที่น่าทึ่งอันเป็นผลมาจากการที่สถาปนิกเน้นการทำงานแบบ Collage หรือเอาแต่ละชิ้นมาต่อกันนั่นเอง

Side

Side

Top view

Top view

ทางเชื่อม

ทางเชื่อม

แหวกฟ้าหาฝัน : German Contemporary Artists in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665657

แหวกฟ้าหาฝัน : German Contemporary Artists in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

29.xii.56 by K.R.H Sonderborg

ใน Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานศิลปินแนว ContemporaryArt ที่เป็นชาว Stuttgart ที่น่าสนใจอีกคน นั่นคือ Walter Stohrer เขาเกิดในปี 1937 ระหว่างปี 1952-4 เขาเข้าเรียนด้าน Commercial GraphicalArt จนได้รับใบประกาศนียบัตรก่อนเข้าเรียนที่ Academy of Arts Karlsruhe ในปี 1955 หลังจากนั้นเขาเป็นศิษย์ของ HAP Griesbacher ในปี 1957 ก่อนย้ายไปอยู่เบอร์ลินในปี 1959 ที่ซึ่งเขาได้พัฒนาแนวทางศิลปะที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเองที่เรียกว่า intra psychic realism โดยการใช้สีเขียนทับไปบนตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่ถูกเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้วอันสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนของความรู้สึก

เขาเริ่มทดลองแนวทางศิลปะของตัวเองตอนอยู่ที่ตึกรัฐสภาโดยได้รับความประทับใจจากจานสีที่แห้งแล้ว จากร่างพื้นสีน้ำเงินเทา เขาได้เพิ่มเติมอักษรสีดำ และรูปร่างต่างๆ แล้วเขาก็สาดสีแดง ส้ม หรือสีสดใสอื่นๆ ทาบทับอีก สีสดใสเหล่านี้ไม่ได้บดบังภาพร่างเดิมไปเสียทีเดียวเพียงแต่ทำให้ภาพร่างดูอึมครึมหรือกลายเป็นพื้นฐานภาพไปเท่านั้น นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่า ผลงานของเขาคล้ายคนป่วยทางจิต ที่อยู่ในภาวะมั่นใจสลับกับความสับสนสังเกตได้จากฝีแปรงที่หนักแน่นบนความยุ่งเหยิงภายใต้ภาพร่าง บางคนก็มองว่าผลงานของเขาเป็นการแสดงความมั่นใจเกินขีดจำกัดหรืออัตลักษณ์ที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างปีศาจกับมนุษย์

11.3.61 by K.R.H. Sonderborg

นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของเขาอาจรู้สึกว่างานของเขาดูสับสนคล้ายงานของคนโรคจิต แต่บางภาพก็เหมือนเด็กหัดวาด แต่เขากลับเป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลมากมายตั้งแต่เล็กจวบจนตลอดอายุขัย อาทิ German Youth Art Prize ปี 1962, Critics’ Prize of the City of Berlin 1964, Will Grohmann Prize of the Academyof Art 1971, Berlin Art Prize of the Academy ofArt 1976 เรื่อยมาจนถึงปี 2000 อันเป็นปีสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังได้รับ Dr.Friedrich Schultz Price

นอกจาก Stohrer แล้ว Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานของศิลปินเยอรมันที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง นั่นคือ K.R.H Sonderborg ดั้งเดิมนั้นเขาชื่อ Kurt Rudolf Hoffmann หลังปี 1951 เขาเรียกตัวเองว่า K.R.H Sonderborgตามชื่อเมืองเกิด เขาเข้าเรียนที่ Hamburg และจบการฝึกงานเป็นพ่อค้าในปี 1939 เขาเข้าเรียนกับ Ewald Becker Carus ศิลปินชาวเยอรมันที่เมือง Hamburg ก่อนเข้าเรียนจิตรกรรม และการออกแบบผ้าที่ State Art School Hamburg กับ Willem Grimm ในปี 1953 เขาเข้าร่วมกลุ่ม Zen 49 และไปปารีสเพื่อร่วมฝึกงานแกะสลักกับ Stanley William Hayter หลังจากนั้นเขาก็ไปทำงานตามเมืองต่างๆ อาทิ ลอนดอน นิวยอร์ก และโรม

11.3.62 by K.R.H. Sonderborg

เขาพัฒนางานแนว Abstract ด้วยฝีแปรงที่มีขนาดใหญ่และใช้สีมืดทึบ ออกแนว Earth tone ก่อนจะหันมาใช้สีอื่นบ้างในภายหลัง แต่ก็ยังออกแนวมืดมนไร้รูปแบบ นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นกับงานแนว Contemporary Art อาจสงสัยว่างานแบบนี้สามารถเข้ามาอยู่ในมิวเซียมได้อย่างไร บางคนอาจรู้สึกว่างานเหล่านี้เหมือนงานของเด็กเล็กๆ ที่หัดใช้สี เพราะดูยากเสียนี่กระไร ยิ่งภาพแต่ละภาพไม่มีชื่อด้วยแล้ว ภาพยิ่งไม่สามารถสื่ออะไรสำหรับผู้ชมเลย ถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับเป็นศิลปินที่ชนะรางวัลจากทั่วโลกเป็นจำนวนมาก อาทิBiennale Venice ปี 1958, Biennale Tokyo1960, Great International Prize for Drawingใน Biennale Sao Paulo 1963 หลังจากนั้นเขาเริ่มเข้าทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางด้านจิตรกรรมที่ State Academy of Fine Arts Stuttgart ก่อนได้รับเชิญไปปาฐกถาที่ Minneapolis College of Art and Design และ Art Institute of Chicagoปี 1986 เขาได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างและตัวแทนที่สำคัญที่สุดของ Informal Art อีกต่างหากด้วย

No Title 2 by K.R.H. Sonderborg

No Title 1963 by Walter Stohrer

No title 1972 by Walter Stohrer

No Title 1975 by Walter Stohrer

No Title by K.R.H. Sonderborg

Paris, ru St. Seans by K.R.H. Sonderborg

แหวกฟ้าหาฝัน : German Painters in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664197

แหวกฟ้าหาฝัน : German Painters in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Circling red and Yellow by Herbert Kitzel

ใน Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานของ German Contemporary Art Painters ระดับรางวัลอีกหลายคนที่น่าสนใจ อาทิ Herbert Kitzel เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าในเมือง Halle ในปี 1928 และเข้าเรียนที่ Burg Giebichensteinart school ในปี 1945 หลังจบการศึกษาเขาทำงานเป็นจิตรกรอยู่ที่เมืองเกิดจนถึงปี 1957 ร่วมกับ Kurt Bunge, Albert Ebert และศิลปินร่วมชาติอีกหลายคน เขาได้มีโอกาสร่วมจัดแสดงนิทรรศกาลประจำปีกับ German Association of Artist ตั้งแต่ปี 1952 ก่อนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Association of Visual Artists in Germany ในปี 1955

ในช่วงต้นของชีวิต เขาเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับการไร้อำนาจเมื่อต้องความตายกับเผด็จการหลังการจลาจลในฮังการีในปี 1956 เขาหันมาสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับความหมองเศร้า และการถูกคุกคาม ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เขาเริ่มพัฒนางานแนว Figurative ภายใต้อิทธิพลของแนวทางศิลปะแบบ abstract expressionism ในปี 1957 เขาได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนที่ State Academy of Fine Artsในเมือง Karlsruhe และมีโอกาสจัดนิทรรศการหลายคน ผลงานของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจนได้มีโอกาสจัดนิทรรศการเดี่ยวอีกหลายครั้งทั้งในเยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

Massacre by Herbert Kitzel

ในปี 1962 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ประจำที่ State Academy of Fine Arts เมือง Karlsruhe และได้ร่วมกับเพื่อนและนักเรียนที่ต่อมาเป็นศิลปินดังอีกหลายคนจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยจัดมาที่ the Kunst- und MuseumsvereinWuppertal ในปี 1965 เขาได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวที่ Darmstadt เมืองมิวนิก และ Ruhr Festival ใน Recklinghausen อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการของ Baden Wurttemberg Artist Association ส่งผลให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการในตลาดมากจนมีราคาสูงมาก หลังปี 1969 เขาเริ่มหันมาทำงานเซรามิก และได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอแทบทุกปี เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด เขากลับฆ่าตัวตายในวันที่ 25 สิงหาคม 1978 ในขณะที่มีอายุเพียงแค่50 ปีเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของเขาจะเห็นว่าเขาใช้สีได้อย่างสดใสมีมิติ และน่าตื่นตาตื่นใจ ส่วนชื่อภาพนั้นเขาก็ตั้งได้อย่างน่าสนใจและชวนให้หาคำตอบว่าชื่อภาพกับชิ้นงานคืออะไรหรือส่วนไหนกันแน่

No Title 2 by Heinz Schanz

ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีศิลปินเยอรมันที่โดดเด่นอีกคน นั่นคือ Heinz Schanz เขาเกิดวันที่ 21 มีนาคม 1927 ที่เมือง Genkingen เขาได้รับการอบรมเพื่อ
มาเป็นช่างสี ในช่วงแรก เขาฝึกงานทางด้านภาพทิวทัศน์ ก่อนจะได้พบกับ HAP Grieshaber ที่ Amber School หลังจากนั้นเขาย้ายมาอยู่ที่ Karlsruhe ในปี 1954 ก่อนเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts Karlsruhe ในปี 1956 ที่ซึ่งเขาได้พบกับ Walter Stohrer และได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Karlsruher School ขึ้นในภายหลัง ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เขาและเพื่อนได้ร่วมกันก่อตั้งและสร้างสรรค์งาน New Figuration หรือศิลปะที่เน้นการแสดงรูปลักษณ์ตามที่เห็นโดยไม่ดัดแปลงออกมาเป็นจำนวนมากงานของเขาได้รับการตอบรับดีมากจนได้รับการเชื้อเชิญให้ไปจัดแสดงทั้งในฟลอเรนซ์ โรม ออสโล และอีกหลายประเทศ รวมทั้งได้รับรางวัล Upper Swabian Art และ Art Prize of the City of Stuttgart เป็นที่น่าเสียดายที่ Schanz เป็นศิลปินที่ไม่ชอบตั้งชื่อภาพ ทำให้การชมงานขาดอรรถรสไปพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นกับงานแนว Contemporaryart อาจสงสัยว่า งานของเขาเรียกว่าศิลปะที่ถึงกับได้รางวัลได้อย่างไร

No Title 1960 by Heinz Schanz

No Title 1961 by Heinz Schanz

No Title by Heinz Schanz

Small Half Figure by Heinz Schanz

Two Falling by Herbert Kitzel

แหวกฟ้าหาฝัน : Willi Baumeister in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662716

แหวกฟ้าหาฝัน : Willi Baumeister in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Animated dump 1950

ใน Kunstmuseum Stuttgart ไม่เพียงมีผลงานของ Otto Dix ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินพื้นเมืองชาว Stuttgart ที่โดดเด่นอีกคนหนึ่งอยู่เป็นจำนวนมาก นั่นคือ Willi Baumeister เขาเกิดที่ Stuttgart ในปี1889 และเป็นเด็กฝึกงานด้านจิตรกรรมตกแต่งในเมืองระหว่างปี 1905-7 ก่อนเข้าเรียนศิลปะที่ Stuttgart Art Academy และพักการเรียนไปรับราชการทหารระหว่างปี 1907-8 หลังจากนั้นเขากลับมาเรียนศิลปะอีกกับ Adolf Holzel จิตรกรเยอรมันแนว Realism และ Abstractionism จนถึงปี 1912 นิทรรศการครั้งแรกของเขาในปี 1910 เป็นงานแนว Figurative ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว Impressionism ต่อมาเขาให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะแบบ Cubism และงานของ Paul Cezanne ซึ่งเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานของเขาตลอดชั่วชีวิต หลังจบการศึกษาเขาได้ร่วมจัดแสดงผลงานนิทรรศการในปี 1912ที่ซูริค ก่อนเข้าร่วมกับ First German Autumn Salon ณ กรุงเบอร์ลินในปีต่อมา

ปี 1914 เขาก็ได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ New Art Salon ในเมือง Stuttgart และได้ร่วมงานกับ Adolf Holzel อาจารย์ของเขาจัดแสดงนิทรรศการที่ German Werkbund Exhibition ในเมือง Cologne หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปหลายเมืองทั้งอัมสเตอร์ดัม ลอนดอน และปารีส ก่อนเข้ารับราชการทหารอีกครั้งในปี 1914-1918 ก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุดลงเขาและ Oskar Schlemmer ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการที่ Galerie Schaller ใน Stuttgartทั้งสองพยายามที่จะนำ Paul Klee ศิลปินลูกครึ่งเยอรมันสวิส แนว Expressionism, Surrealism, Cubism ที่สำคัญของเยอรมันเข้าสู่ Stuttgart Academy แต่ถูกกลับปฏิเสธ

Dedicated to C. Monet 1950

ในปี 1919 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม November ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ก่อตัวขึ้นในเบอร์ลิน และเริ่มงานออกแบบเวทีขึ้นครั้งแรกอีกทั้งยังร่วมกับ Schlemmer ก่อตั้งกลุ่ม Uechtที่แปลว่า แท้ขึ้น หลังจบการศึกษาในปี 1920 เขาเริ่มเป็นศิลปินอิสระ และจัดนิทรรศการขึ้นหลายครั้งในกรุงเบอร์ลิน เดรสเดน และ Hagen ทศวรรษที่ 1920 งานของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่แนว Abstract มากขึ้นโดยตัดเหลี่ยมมุมออกส่งผลให้งานของเขาโดดเด่นแตกต่างจากศิลปินอื่น อีกทั้งแนวคิดก็แตกต่างจากยุคเดิมอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบและสี เขาจึงเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจนได้จัดนิทรรศการร่วมกับ Fernand Legend ที่ห้องภาพที่กรุงเบอร์ลินในปี 1922 เขาได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับศิลปินชั้นนำอีกหลายคน อาทิ Paul Klee, Le Corbusier, Amedee Ozenfant และ Michel Seuphor

ในปี 1924 ผลงานของเขาเริ่มได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เขาจึงได้ร่วมแสดงในงาน First General German Art Exhibitionในกรุงมอสโคว์ รัสเซีย ในปี 1925 เขาเริ่มทำงานด้านศิลปะการค้า และออกแบบโฆษณาโดยทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง อาทิ Bosch, DLW ปีต่อมาเขาแต่งงานกับ MargareteOehm จิตรกรหญิง และในปีเดียวกันนั้นเขาได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการในงานInternational Exhibition of Modern Art กรุงนิวยอร์ก และจัดนิทรรศการเดี่ยวที่กรุงปารีสในปีต่อมา ในปี 1927 เขาเริ่มรับงานสอนที่ Frankfurt School of Applied Arts โดยสอนศิลปะการค้า การพิมพ์ และการพิมพ์ผ้า อีก 3 ปีต่อมา เขาได้รับรางวัล Wurttemberg State จากภาพ Line Figure หลังปี 1933 ที่ National Socialist เข้าสู่อำนาจ เขาถูกขับออกจากตำแหน่งอาจารย์ นับจากนั้นมาเขาก็ขายภาพเป็นหลัก และเริ่มเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส และสวิสในปี 1936 เขาได้พบกับ Dr.Kurt Herberts เจ้าของโรงงานที่ Wuppertal และเริ่มทำงานให้ ในปี 1943 บ้านของเขาถูกระเบิดจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เขาจึงย้ายไปอยู่ Urach

ในปี 1947 เขากลับไป สอนหนังสือใหม่ที่ Stuttgart Academy of Arts โดยสอนด้านการตกแต่ง และกลับมาจัดนิทรรศการอีก ในปี 1949 เขาได้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม
Nonrepresentational Artist ขึ้น และเริ่มจัดนิทรรศการไปหลากหลายประเทศนับจากนั้นมา เขามีโอกาสร่วมนิทรรศการระดับนานาชาติที่สำคัญหลายครั้ง อาทิ Venice Biennale 1948, The Sao Paulo Biennale 1951 ซึ่งเขาได้รับรางวัลจากภาพ Cosmic Gesture และ Guggenheim MuseumNew York 1953 เขาเกษียณจาก StuttgartAcademy ในปี 1955 และเสียชีวิตขณะกำลังวาดภาพโดยพู่กันยังอยู่ในมือในวันที่ 31 สิงหาคม ปีเดียวกัน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของเขาใน Kunstmuseum Stuttgart จะเห็นพัฒนาการของงานของเขาในช่วงหลัง เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานได้อย่างแปลกตา และที่น่าสนใจก็คือ เขาตั้งชื่อภาพทุกภาพซึ่งทำให้ผู้ชมต้องขบคิดว่าชื่อกับภาพสัมพันธ์กันอย่างไร เหตุใดเขาจึงตั้งชื่อเช่นนั้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานในช่วง 4-5 ปีสุดท้ายของเขานั้นเหลือเพียงเส้นกับสีซึ่งถือเป็นงาน modern abstract อย่างแท้จริง

Floating line 1953

Floating line 1953

Shamash in dialogue 1944

Shamash in dialogue 1944

Safer with Points 1954

Safer with Points 1954

Safer 5, 1953

Safer 5, 1953

Safer 3 with Celtic Sword 1953

Safer 3 with Celtic Sword 1953

Relief dusky pink 1955

Relief dusky pink 1955

Line and shape 1952

Line and shape 1952

Gilgamesh and Ishtar (relief) 1947

Gilgamesh and Ishtar (relief) 1947

Gilgamesh and Enkidu 1943

Gilgamesh and Enkidu 1943

แหวกฟ้าหาฝัน : Dieter Rot in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661164

แหวกฟ้าหาฝัน : Dieter Rot in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Addicted Tiger 1973

นักท่องเที่ยวที่เยือน Kunstmuseum Sttutgart นอกจากจะได้ชมงานของ Swabian Impressionism แล้ว ที่นี่ยังมีงานแนวContemporary Art ที่สำคัญของศิลปินชาวเยอรมันอีกคนด้วยนั่นคือ Dieter Rot เขาเกิดวันที่ 21 เมษายน 1930 ณ เมือง Hannoverโดยเป็นบุตรชายคนโตของ Karl Ulrichนักธุรกิจชาวสวิส หลังสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เขาถูกขับไล่กลับไปอยู่กับครอบครัวที่เมือง Zurich สวิตเซอร์แลนด์โดยไปอาศัยอยู่กับ Fritz Wyss ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่ผลักดันให้เขาหันมาให้ความสนใจกับศิลปะทั้งในงานจิตรกรรมและกวีนิพนธ์ หลังปี 1947 เขาและครอบครัวย้ายไปอยู่กรุง Bernซึ่งเขาเริ่มเป็นเด็กฝึกหัดในการขายงานศิลปะหลังจากเขามีโอกาสเห็นงานของ Paul Klee ศิลปินชื่อดังชาวเยอรมันจากงานนิทรรศการหนึ่งทำให้เขาหันเหจากการสร้างงานเพื่อขายสู่งานแนว Modernism หลังปี 1953 เขาได้ร่วมงานกับ Marcel Wyss และ Eugen Gomringer ทำนิตยสารที่ชื่อ Spirale และเริ่มจัดแสดงผลงานจิตรกรรมแนว Op Art และเขียนกวีนิพนธ์ หลังปี 1957 เขาแต่งงานกับ Sigriour Bjornsdottir นักศึกษาสาวชาวไอซ์แลนด์และย้ายไปอยู่ Reykjavik และเริ่มให้ความสำคัญกับงานเขียนแทนงานจิตรกรรม หลังปี 1960 เขาหวนกลับมายังภาคพื้นยุโรปและหันมาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมอีกครั้งและชนะรางวัลหลายครั้งจากทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงมุมมองครั้งใหญ่ทางด้านงานจิตรกรรมจนเขาหันเหออกจาก Constructivism สู่ post modernism เกิดจากการดูการแสดงของ Tinquely’s Hamage to Modern Art ที่ Basel สวิตเซอร์แลนด์ ในปี1964 เขาและเพื่อนศิลปินอีกหลายคนถูกว่าจ้างให้วาดภาพเหมือนของ Carl Laszloนักสะสมภาพและนักขายภาพเพื่อร่วมฉลองวันเกิด 40 ปี เขาสร้างงานโดยใช้ชีสโดยให้ความเห็นว่าเพื่อที่ Laszlo จะได้รับแพะ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสร้างงานโดยใช้อาหารหลายชนิด อาทิ โยเกิร์ตร่วมกับปูนปาสเตอร์

Bouquet of Flowers No 5

ในปี 1964 การที่เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานแปลกๆ เขาได้รับการเชิญให้จัดแสดงผลงานที่ Philadelphia Museum of Art เขาเสนองานแนว 3 มิติ แต่ผู้จัดงานกลับปฏิเสธ แต่เขาไม่ละความพยายาม เขาจึงจัดแสดงผลงานที่ประกอบงานที่ทำจากกระดาษ งานพิมพ์ภาพถ่าย ภาพร่างกว่า 6,000 ชิ้น เขาได้จัดปาร์ตี้โดยเชิญนักศึกษามาเลือกงานที่เขาจัดแสดง ปีต่อมาเขาย้ายไปอยู่ Rhode IslandSchool of Design และสอนที่ School of GraphicDesign ด้วยวิธีการสอนแบบไม่สอนอะไรเลยแต่ทำงานในเวลาสอนนั้น ในปี 1966 ชีวิตของเขาเริ่มล้มเหลว ห้องภาพของเขาถูกยกเลิก และงานของเขาเกือบทั้งหมดถูกทำลาย ซ้ำร้ายเขายังเลิกกับภรรยาอีก

กลางทศวรรษที่ 1960 เขาเริ่มหันมาผลิตเค้ก 100 กว่าชิ้นเป็นรูปคนขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อจัดแสดงใน GalleryHansjorg Mayer ผลงานชุดนี้หลงเหลืออยู่น้อยมากเนื่องจากถูกกินไปเกือบหมดโดยแขกที่เชิญมาร่วมงาน หลังจากนั้น เขาก็สร้างงานโดยใช้ขนม อาหารเป็นส่วนประกอบออกมาอีกหลายชิ้น เช่น กล้วย ช็อกโกแลตน้ำตาลทรายแดง ในการจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกที่สหรัฐฯ ณ Eugenia Butler Galleryof Los Angeles ในปี 1970เขาจัดแสดงกระเป๋าเดินทาง 37 ใบ ที่ใส่ชีสวางไว้บนพื้น และทำการเปิดกระเป๋าวันละ 1 ใบ หลังจากผ่านไปไม่กี่วันกลิ่นในห้องก็เหม็นมากเสียจนกระทั่งไม่มีใครอยากเข้าไปชม ผลงานจัดแสดงชุดนี้ยังถูกเก็บไว้หลายปีกว่าจะถูกกำจัดทิ้งไป

Bouquet of Flowers No 7

นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารแล้ว เขาก็หันมาสร้างงานบนโปสการ์ดโดยเขาจัดทำในหนังสือใส่ห่วงซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถนำผลงานของเขาออกมาใช้ใหม่ได้ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นเขาก็เริ่มติดใจการสร้างงานแนวนี้จึงผลิตผลงานแนวนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่านั้นเขายังสร้างงานแนวประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 1980 เขาร่วมงานกับลูกชายของ Bjorn สร้างงานอีกหลายชิ้น อาทิGarden Sculpture ภาพเหมือนของเขาที่ทำจากช็อกโกแลตผลงานเหล่านี้รับการจัดแสดงไปทั่วทั้งยุโรป หลังปี 1980 เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นแต่ในฐานะตัวแทนจากสวิสโดยมีผลงานนิทรรศการที่โดดเด่นที่ Venice Biennale อันเป็นสถานที่จัดนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี และยังได้รับรางวัลจากงานแสดงด้วย หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1998 จากภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อนสนิทของเขาได้ร่วมกันจัดตั้ง The Dieter Roth Academy ขึ้นในปี 2000

เป็นที่น่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวที่เยือน Kunstmuseum Stuttgart จะได้เพียงชื่นชมเฉพาะงานจิตรกรรมเท่านั้น โดยไม่ได้ชมงานประหลาดๆ ที่ทำจากอาหารเลย ถึงกระนั้นก็ตามการได้เรียนรู้งานของศิลปินที่สามารถใช้วัสดุที่หลากหลายในการสร้างผลงานก็สามารถเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์งานแนวContemporary art ได้ไม่มากก็น้อย

Cake by the Sea 1970

Cake by the Sea 1970

In a Tree Garden

In a Tree Garden

แหวกฟ้าหาฝัน : Otto Dix in Kunsthalle Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658113

แหวกฟ้าหาฝัน : Otto Dix in Kunsthalle Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Nelly with toys 1925

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศต่างๆ เมื่อได้เยือนห้องภาพแต่ละแห่ง ย่อมอยากชื่นชมงานศิลปินท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ใน Kunsthalle Stuttgart มีศิลปินเยอรมันผู้หนึ่งที่ภัณฑารักษ์สะสมงานอย่างจริงจัง นั่นคือ Wilhelm Heinrich Otto Dix จิตรกรและช่างพิมพ์ชาวเยอรมันเขาเกิดที่ Untermhaus ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมือง Gera รัฐ Thuringia โดยเป็นบุตรชายคนโตของ Franz Dix และ Louise กวีส่งผลให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสกับศิลปะตั้งแต่ยังเยาว์ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับ Fritz Amann ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นจิตรกรที่มีความตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่จะปั้นให้ Otto Dix เป็นศิลปินให้ได้ ระหว่างปี 1906-10 เขาถูกส่งไปเป็นลูกมือของ Carl Senff จิตรกรที่ได้สอนให้เขาสร้างงานแนวทิวทัศน์ ในปี 1910 เขาได้เข้าเรียนที่ Dresden Academy of Fine Arts โดยได้ศึกษากับ Richard Guhr ซึ่งในช่วงเวลานั้นเน้นสอนงานศิลปหัตถกรรม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เขาได้สมัครเข้าเป็นทหารโดยได้รับมอบหมายให้อยู่ที่ Dresden ก่อนถูกย้ายไปทำหน้าที่อีกหลายตำแหน่งจนได้ทำงานเป็นนักบินก่อนที่จะออกจากทหารในปี 1918 หลังสงครามเขากลับมาอยู่ที่ Gera ก่อนย้ายไปอยู่ Dresden เพื่อเรียนต่อและกลายเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Dresden Secessionในปี 1919 ซึ่งถือว่าเขาเริ่มเข้าสู่งานแนวExpressionism ในปี 1920 เขาได้พบกับ George Grosz จึงได้รับอิทธิพลจากแนวทางศิลปะแบบ Dadaism และเริ่มงานแบบCollage หรือเอาชิ้นส่วนหลายๆ อันมาปะติดปะต่อกัน ในปี 1921 เขาได้พบกับ Martha Koch ภรรยาที่ต่อมากลายเป็นนางแบบขาประจำของเขา ในปี 1924 เขาได้ร่วมกลุ่ม BerlinSecession และได้พัฒนางานให้สมจริงเลียนแบบงานรุ่น Old master

Big City

หลังปี 1925 Dix และผองเพื่อนที่ประกอบไปด้วย George Grosz, Max Beckmann, Heinrich Maria Davringhausenได้จัดนิทรรศการร่วมกันบ่อยๆ โดยเฉพาะที่Mannheim ซึ่งงานของพวกเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในสังคมเยอรมันอันเนื่องมาจากงานเกี่ยวข้องกับโสเภณี ความรุนแรง ความชราและความตาย ยิ่งกว่านั้นเขายังได้รับการก่นด่าจากรัฐบาลอันเป็นผลมาจากการที่เขานำเสนองานที่เกี่ยวเนื่องกับความน่าเกลียดน่าชังของสงคราม ความยากจนอันเนื่องมาจากการตัดสินใจผิดของรัฐบาล

เมื่อนาซีเรืองอำนาจ Dix ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากหนักขึ้นไปอีกเพราะรัฐบาลเห็นว่าเขาเป็นศิลปินที่นิสัยเสียจึงได้ปลดเขาออกจากการเป็นอาจารย์ที่ Dresden Academyเขาจึงจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่ทะเลสาบ Constance งานของเขาส่วนหนึ่งถูกปล้นไป ร้ายกว่านั้นเขาถูกรัฐบาลบังคับให้เป็นสมาชิกของสมาคมศิลปินเพื่อให้รัฐบาลควบคุมได้ และสามารถสร้างสรรค์งานเฉพาะที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็แอบสร้างงานที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนาซีอยู่ดี ในปี 1939 เขาถูกจับเนื่องจากรัฐบาลคิดว่าเขาร่วมมือกับกลุ่มล้มล้างฮิตเลอร์ ภายหลังเขายังถูกฝรั่งเศสจับตัวไปอีก แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
สิ้นสุดลง ในระหว่างสงคราม เขาสร้างสรรค์งานที่เน้นถึงความสยดสยองของสงคราม ความทุกข์ยากของประชาชนคนเดินถนน หลังสงครามเขาเปลี่ยนแนวโดยหันมาสร้างสรรค์เฉพาะงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชมของทั้งเยอรมันตะวันออกและตะวันตก เขาได้รับรางวัลGrand Merit Cross of the Federal Republicof Germany ในปี 1959 และยังได้รับรางวัลLichtwark ใน Hamburg และ Martin AndersenNexo Art Prize ในปี 1967 และอีกหลายรางวัลก่อนเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองในอีก 2 ปีต่อมา

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของเขาใน Kunsthalle Stuttgart จะเห็นถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงชีวิตเนื่องจากภัณฑารักษ์สามารถเข้าถึงงานของเขาตั้งแต่ช่วงที่เขาถูกขับไล่ออกจากการเป็นอาจารย์และอาศัยอยู่ที่ทะเลสาบ Constance และได้รับสิทธิมากมายในการซื้อผลงานของเขาก่อนอันเนื่องจากมิวเซียม
มีบุญคุณกับเขา นักท่องเที่ยวจะได้ยลผลงานตั้งแต่งานภาพเหมือนซึ่งเป็นงานช่วงแรกๆ เรื่อยมาจนสามารถสัมผัสถึงความบอบช้ำทางจิตใจที่ได้รับจากสงครามอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อผลงานทางศิลปะของเขาตามไปด้วย

Children playing 1929

Children playing 1929

Triumph of Death 1934

Triumph of Death 1934

Three Woman 1930

Three Woman 1930

Self Portrait with Palettel 1942

Self Portrait with Palettel 1942

Self portrait with Jane (1930)

Self portrait with Jane (1930)

Portrait of Karl Schmidt 1942

Portrait of Karl Schmidt 1942

Portrait of Frau Martha Dix 1 (1928)

Portrait of Frau Martha Dix 1 (1928)

Nelly with Doll II 1929

Nelly with Doll II 1929

Great Resurrection of Christ II 1949

Great Resurrection of Christ II 1949

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656625

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะแนว Contemporary Art หากได้มีโอกาสมาเยือนเมืองใหญ่โดยเฉพาะ Stuttgart คงไม่ได้มีความสุขเพียงแค่เดินชมเมือง หรือชมมิวเซียมเกี่ยวกับรถเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Kunstmuseum Stuttgart ซึ่งเป็น Contemporary and Modern Art Museum ประจำเมือง ประวัติของมิวเซียมแห่งนี้เชื่อมโยงกับการสะสมงานจิตรกรรมของเมือง งานสะสมศิลปะครั้งแรกของเมืองเกิดขึ้นในปี 1913 จากพินัยกรรมของ Count Silvio della Valle di Casanova คหบดีคนสำคัญของเมือง เขาเดินทางมาที่ Stuttgart เพราะเขาหลงใหล Richard Wagner และงานวรรณกรรมของเยอรมัน เมื่อเขาสมรสกับ Sophie Browne จิตรกรผู้เชี่ยวชาญในการวาดภาพทิวทัศน์ชาวไอริช เขาก็ย้ายไปอยู่Pallnaza ริมทะเลสาบ Maggiore ในอิตาลี ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมือง Stuttgart

การจัดแสดงงานจิตรกรรมที่ได้รับบริจาคมาครั้งแรก 53 ชิ้นจาก Casanova ถือกำเนิดขึ้นที่ Villa Berg วิลล่าที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับ Crown Price Karl vonWurttemberg และภรรยาในปี 1853นับจากนั้นมาเทศบาลเมืองก็มุ่งมั่นที่จะซื้องานศิลปะมากขึ้น แต่ก็ยังมีงานสะสมน้อยมากจวบจนกระทั่งสมัย The Third Reichที่กำหนดให้การส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นนโยบายสำคัญของการสร้างชาติ นับจากปี1933 เป็นต้นมา เทศบาลได้ซื้องานศิลปะมากมายโดยเฉพาะจากศิลปินท้องถิ่นเพื่อสร้างห้องภาพประจำเมืองขึ้น เพียงแค่ 10 ปีเทศบาลได้ซื้องานมากถึง 1 ล้านมาร์คซึ่งมากกว่าสมัย Weimar Republic ที่ซื้อเพียงแค่ 2 แสนมาร์คเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นเทศบาลยังได้จัดตั้งแผนกศิลปะและวัฒนธรรมขึ้นในฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรกเพื่อรับผิดชอบกับการสะสมและซื้องานศิลปะ

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นเทศบาลจำเป็นต้องย้ายของสะสมไปยัง Lowenstein Castle โชคร้ายในปี 1945 Lowenstein Castle ถูกเผาทำลายลงส่งผลให้งานสะสมที่เก็บไว้ถูกทำลายลงตามไปด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันแพ้สงคราม ประเทศบอบช้ำมาก ประกอบกับVilla Berg ถูกทำลายไปด้วยส่งผลให้งานสะสมที่หลงเหลืออยู่ไม่มีสถานที่จัดแสดงจวบจนกระทั่งปี 1961 เมื่อ Theodor Fischer ได้สร้างอาคารบน Schlossplatz เพื่อให้เทศบาลได้มีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ Eugene Keuerlebert ผู้อำนวยการห้องภาพประจำเมืองที่เริ่มทำงานตั้งแต่ปี 1961 ได้เปลี่ยนนโยบายโดยเพิ่มการสะสมงานของศิลปิน Baden Wurttembergของคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 โดยเน้นไปที่งานของ Otto Dix ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่สำคัญที่สุดของห้องภาพนับจากนั้นมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

Johann Karl Schmidt ผู้อำนวยการคนต่อมาที่เริ่มเข้าทำหน้าที่ในปี 1986นั้นได้ให้ความสนใจกับงานจิตรกรรมระหว่างปี 1950-80 มากขึ้นโดยเขาซื้องานของ Dieter Roth, JosephKosuth และ Wolfgang Laib แม้เขาจะเริ่มสะสมงานได้เพิ่มขึ้นแต่สถานที่ไม่อำนวยในที่สุดในปี 1999 เทศบาลเมืองจึงได้ตัดสินใจประกาศก่อสร้างตึกใหม่ใกล้กับ Konigstrass ให้กับมิวเซียมโดย Hascher Jehle สถาปนิกจากกรุงเบอร์ลิน เป็นผู้ชนะประกวด ส่วนของอาคารที่มีพื้นที่มากที่สุดถึง 5 พันตารางเมตรตั้งอยู่ใต้Kleiner Schlossplatz ในตำแหน่งที่เคยเป็นอุโมงค์รถมาก่อน

อาคารใหม่ที่สำเร็จในปี 2005 นี้อยู่ภายใต้การดูแลของ Marion Ackerman ภายใต้ชื่อ Kunstmuseum Stuttgart เมื่อ Ulrike Groos มาเป็นผู้อำนวยการในปี 2010 เธอได้พยายามที่จะให้ความสำคัญกับงานของศิลปินรุ่นเยาว์มากขึ้นโดยจัดให้มีการจัดนิทรรศการเดี่ยวหลายครั้ง อีกทั้งยังทำงานร่วมกับนักสะสมภาพอีกหลายคนเพื่อให้มีการจัดนิทรรศการที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอส่งผลให้ Kunstmuseum Stuttgart ได้รับรางวัลมิวเซียมยอดเยี่ยมในปี 2021นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถประทับใจกับความอลังกาลทันสมัยสวยงามน่าทึ่งของอาคารใหม่ของ Kunstmuseum Stuttgart ที่ทำจากกระจกทั้งหลังตั้งแต่ยังไม่เข้ามิวเซียมได้เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Stuttgart เมืองรถยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655004

แหวกฟ้าหาฝัน : Stuttgart เมืองรถยนต์

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเยอรมนี ไม่ว่าจะบินมาเข้าเมืองทาง Munich หรือ Frankfurt เมืองหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ นั่นคือ Stuttgart แม้เมืองนี้จะไม่ใช่เมืองปลายทางที่นักท่องเที่ยวไทยชอบเที่ยว เพราะไม่มีCastle สำคัญเหมือนอย่างเมือง Munich ที่มีNeuschwanstein หรือเมือง Heidelberg ที่มี Heidelberg Castle แต่ Stuttgart ก็เป็นเมืองที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนรักรถ เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของMercedes Benz Museum รถแบรนด์หรูที่เป็นขวัญใจของคนไทย และ Porsche Museum รถแข่งในฝันสุดเท่ การเดินทางจากสนามบิน Frankfurtมายัง Stuttgart ก็ไม่ยาก ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง10 นาที โดยสามารถเลือกรถตรงหรือเปลี่ยนรถที่เมือง Mannheim ก็ได้แล้วแต่เวลาอำนวย หรือถ้าเข้าเมืองจาก Munich ก็ใช้เวลามากหน่อยโดยนั่งรถเข้าไปยัง Munich Central Station แล้วต่อมายัง Stuttgart โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ

Stuttgart เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น Baden Wurttemberg นี้ ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Neckar ในหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ที่มีชื่อว่า Stuttgarter Kessel ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับป่าดำสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเยอรมนี เมืองที่มีประชากร 635,000 คน และเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีอันดับ 20 ของยุโรปแห่งนี้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมที่สำคัญของเยอรมนี ดั้งเดิมนั้นเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน โดยถูกปกครองโดยโรมันตั้งแต่ 83 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาที่นี่เป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองค่อยๆโตขึ้นจนได้รับการสถาปนาให้ปกครองอย่างอิสระในปี 1320 ความมั่งคั่งของเมืองก็เป็นไปตามความสามารถของราชวงศ์ Wurttembergซึ่งได้สถาปนาให้Stuttgart เป็นเมืองหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ 15

พระเจ้า Frederick ที่หนึ่งแห่ง Wurttem berg เป็นกษัตริย์ที่มีอิทธิพลมากในกลุ่มผู้ปกครองสหพันธรัฐเยอรมัน พระองค์ได้สร้าง Wilhelm Palace และโรงพยาบาล Katharina รวมทั้ง State Galleryขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองแห่งนี้ก็มีก่อสร้างปราสาทขึ้นอีกหลายแห่ง อาทิRosenstein, Wilhelmspalais อีกทั้งยังก่อตั้งมหาวิทยาลัย University of Stuttgart ขึ้นในปี 1829 และ University of Music and PerformingArts ในปี 1857 ในช่วงที่เยอรมันเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม Stuttgart กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Karl Benz และ Gottlieb Daimlerและ Wilhelm Maybach ซึ่งร่วมกันตั้งบริษัทขึ้นจึงเลือกให้ Stuttgart เป็นศูนย์กลางของการผลิตรถส่งผลให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมรถแห่งแรกในโลก อีกทั้งยังทำให้เมืองนี้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของMercedes Benz และ Porsche รวมทั้ง Bosch และ Mahle ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ด้วย

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กลุ่มปฏิวัติในเดือนพฤศจิกายนพยายามบังคับให้พระเจ้า Wilhelm II สละราชย์ เมื่อพระองค์ยอมสละราชย์ส่งผลให้ Stuttgart กลายเป็นส่วนหนึ่งของWeimar Republic และถูกเลือกให้เป็นเมืองหลวงแต่เมื่อนาซีเรืองอำนาจ Stuttgart ก็หมดความสำคัญทางการเมืองลง ซ้ำชาวเมืองที่เป็นชาวยิวยังถูกขับไล่ออกจากเมือง ถึงกระนั้นก็ตาม Stuttgart ก็ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ และเริ่มมีการผลิตรถVolkswagen รุ่น Beetle ขึ้นครั้งแรก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันแพ้สงครามและต้องเข้ารับการฟื้นฟูผ่าน Marshall Plan ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ Stuttgart เข้าแข่งขันเพื่อเป็นเมืองหลวงของเยอรมันตะวันตก แต่พ่ายแพ้ต่อเมือง Bonn ถึงกระนั้นก็ตาม Stuttgartก็เดินหน้าปรับปรุงเมืองโดยแบ่งโซนเป็นอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยส่งผลให้ Stuttgart กลายเป็นเมืองหลวงของแคว้น และเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสามของเยอรมันนับจากปี 1950 การที่ Stuttgart เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถจึงดึงดูดแรงงานอพยพต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมากส่งผลให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมากจนมีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะสำคัญๆอาทิ สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ รวมทั้งเป็นสนามแข่งบอลโลกในปี 2006อีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stuttgart ไม่เพียงจะสามารถจะสามารถช้อปปิ้งได้ตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟโดยเลือกถนน Konigstrasse ซึ่งจะทำให้ผ่านร้านรวงมากมายและยังสามารถเยี่ยมชม Kunstmuseum, Schlossplatz, Historymuseum, Staatsgalerie, Alt staatgalerie, Staatheater, Wilhelm palais เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองอื่นได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เนื่องจากอาคารต่างๆ อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ยิ่งหากมาเยือนในช่วงเดือนธันวาคมด้วยแล้ว นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสกับบรรยากาศครึกครื้นสไตล์เยอรมันอย่างแท้จริงได้ตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ ตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้ตกแต่งอย่างสวยงามมีอาหาร และขนมหลากหลาย รวมทั้งของที่ระลึกสำหรับคริสต์มาสไว้ตกแต่งบ้านแทบนั้นแทบจะตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Dmitrij Kavarga in City Museum Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653493

แหวกฟ้าหาฝัน : Dmitrij Kavarga in City Museum Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไป Szentendre และชื่นชอบงาน Contemporary Art สถานที่หนึ่งที่น่าไปเยือนหากมีเวลาก็คือSzentendre City Museum มิวเซียมประจำเมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ชื่อของ Karoly Ferenczy ศิลปินพื้นเมืองชาวฮังกาเรียนผู้นำแนวทางศิลปะ Nagybanya ในปี 1951 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมตั้งอยู่ที่ในอาคาร Greek-Oriental Serbian school บนถนน Kossuth Lajos เมื่อมิวเซียมของ Pest Countyได้ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์กลางของSzentendre ร่วมกับการก่อตั้ง CountyMuseum เทศบาลก็ได้ขยายขนาดของตึกเพื่อรองรับการจัดแสดงผลงานของตระกูล Ferenczy และตั้งชื่อว่า Ferenczy Museum ในปี 1973 แต่ในปี 2000 คณะสงฆ์ Serbian Orthodox Church ได้ทวงสิทธิอาคาร และจ่ายเงินชดเชยให้ มิวเซียมจึงย้ายที่ทำการไปยัง Pajor Mansion โดยอาศัยเงินชดเชยมาก่อสร้างและเปิดทำการในวันที่ 18 มิถุนายน 2013

Ferenczy Museum นี้มักจัดนิทรรศการเพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินแนว Contemporary Artทั้งท้องถิ่นและนานาชาติได้มีโอกาสแสดงผลงาน DmitrijKavarga ศิลปินชาวรัสเซียก็เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ได้รับโอกาส เขาเกิดที่มอสโกเมืองหลวงของรัสเซีย และเริ่มต้นการเป็นศิลปินด้วยการทำงานด้านจิตรกรรมเฉกเช่นศิลปินยุคเก่าก่อนที่จะหันมาทำงานประติมากรรม เขาเป็นศิลปินที่แปลกและเก็บตัว ไม่เคยมีภาพหรือวีดีโอของเขาปรากฏที่ใดเลย เขาปกปิดอายุและการศึกษา คนทั่วไปทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าเขาไม่ได้จบศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ไม่มีใครทราบเหตุผลที่เขาปกปิดตัวตน งานของเขาก็แทบแยกไม่ได้จากบุคลิกภาพ เขาเชื่อว่าการที่ผู้ชมคุ้นเคยกับงานก็เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนของเขาแล้ว เขาทำงานและอาศัยอยู่ในมอสโก ในปี 1988 เขาเริ่มที่จะได้มีโอกาสจัดงานนิทรรศการของตัวเองทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เขาเริ่มทดลองและทำวิจัยที่นำไปสู่การทำงานประติมากรรมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่เรียกว่าBiomorphism ซึ่งเป็นคำกรีกมาจากคำว่า bio ที่แปลว่าชีวิต กับ Morphe ที่แปลว่ารูปแบบ

เขาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่กับอินเตอร์เนตตลอดเวลาภายใต้ชื่อ biomorphic radical โดยคิดว่าตัวเองเป็นนักทดลองวิจัยผู้ซึ่งทำการทดลองในการนำวัสดุอุปกรณ์ภายนอกมาแสดงออกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับจิตใจที่สัมพันธ์กับความเป็นจริง ผลงานที่เขาสร้างขึ้นเป็นแบบจำลองเกี่ยวกับการรับรู้ ขบวนการคิดทั้งในระดับสำนึกและจิตใต้สำนึกโดยออกแบบอย่างซับซ้อนเสมือนกับเส้นปราสาทที่โยงใยกันในสมองก่อให้เกิดความสวยงาม เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกที่ Malaya Gruziskaya Gallery ในกรุงมอสโก ในปี 1988 หลังจากนั้นมาผลงานของเขาก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ อาทิ Vladimir Beshekov

ผลงานของเขาที่ถูกเรียกว่า Post Human Art นี้ มักใช้สารโพลิเมอร์และทำเหมือนการพิมพ์ 3 มิติโดยจะเป็นแบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ดูให้เกิดจินตนาการ หรือเป็นแบบภาพยนตร์ วีดีโอ ผลงานนิทรรศการที่จัดขึ้นในฮังการีนี้มีชื่อว่า AnthropocentrismToxicosis ซึ่งเป็นธีมที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของมวลมนุษยชาติทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ในความเห็นของเขานั้นมนุษย์ยุคปัจจุบันมักทำกิจกรรมที่ทำลายไม่เพียงแต่กับธรรมชาติ แต่ยังเป็นการทำลายตัวเองด้วย แทนที่มนุษย์จะใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์กลับทำให้ทั้งโลก สัตว์ร่วมโลกธรรมชาติ รวมทั้งตัวเองวุ่นวายและจมหายไปในกองขยะ และพลาสติกจนส่งผลให้ร่างกายมนุษย์เน่าเปื่อยและแตกสลาย นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Ferenczy Museum จะเห็น และเข้าใจแนวคิด รวมทั้งความเป็นตัวของตัวเองที่ดูสับสนวุ่นวายเต็มไปด้วยจินตนาการที่ไร้ขอบจำกัดจากนิทรรศการของเขา นอกจากนี้เขายังมีผลงานจัดแสดงในมิวเซียมอีกหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Museum of Contemporary Art Museum เมือง St.Petersburg รัสเซีย

แหวกฟ้าหาฝัน : Bela Czobel Museum in Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651970

แหวกฟ้าหาฝัน : Bela Czobel Museum in Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Self Portrait

แม้เมือง Szentendre จะเป็นเมืองเล็ก แต่ที่นี่ก็มีมิวเซียมของจิตรกรที่น่าสนใจ นั่นคือ Bela Czobel Museum ซึ่งเป็นมิวเซียมของศิลปินพื้นเมืองลูกครึ่งยิวฮังกาเรียน Bela Czobel เกิดที่เมืองบูดาเปสต์ในปี1883 เขาร่ำเรียนกับ Bela Ivanvi Grunwald จิตรกรชั้นนำในกลุ่ม Nagybanya ซึ่งปัจจุบันอยู่ในโรมาเนีย ในปี 1902 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่มิวนิก เยอรมนี และเป็นเพื่อนกับ Jules Pascin, Rudolf Levy และ Walter Bondy ซึ่งต่อมาทั้ง4 คน เดินทางไปศึกษาต่อที่ปารีสด้วยกัน เขาเข้าเรียนต่อกับ Jean Paul Laurens จิตรกรและนักประติมากรที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสที่ AcademiaJulian และชนะประกวดตั้งแต่ปีแรกที่เข้าแข่งขัน

แนวทางศิลปะเริ่มแรกของเขาเป็นแบบ Naturalism ตามแบบ Nagybanya School แต่หลังจากได้พบกับศิลปินกลุ่ม Fauves ในปารีสในปี 1905 และได้รับอิทธิพลจากงานนิทรรศการ Salon d’Automne เขาก็เริ่มหันมาใช้สีสันที่รุนแรงมากขึ้นหรือเปลี่ยนไปตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism หลังกลับมาบูดาเปสต์ เขาและศิลปินรุ่นเดียวกันได้เริ่มตั้งกลุ่มที่เรียกว่า Neos ที่มีแนวทางศิลปะแตกต่างจาก Nagybanya ที่เป็นแนวทางศิลปะที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นในปี 1909 เขาและเพื่อนได้ตั้งกลุ่มที่เรียกว่า The Eight ซึ่งประกอบด้วยศิลปิน 8 คน ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Post Impressionism อันประกอบด้วยงานจิตรกรรม ดนตรี และวรรณกรรมจนเป็นที่มาของ Modernism ในฮังการี

Berlin Street 1920

พวกเขาทั้ง 8 คนได้จัดนิทรรศการแรกที่มีชื่อว่า New Pictures ขึ้นในปี 1911 หลังจากนั้นพวกเขาได้จัดนิทรรศการขึ้นอีกหลายครั้งในฮังการีและออสเตรีย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Czobelย้ายไปอยู่เมือง Bergen เนเธอร์แลนด์ แต่เขายังคงเน้นสร้างงานแนว Fauvisim อยู่ ก่อนที่เขาจะย้ายไปร่วมงานกับกลุ่ม Die Brucke ในช่วงที่ย้ายไปอยู่เบอร์ลินและพัฒนางานสู่Secession หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาย้ายไปเปิดห้องภาพที่ Montparnasse ย่านศิลปะในกรุงปารีส และได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวทั้งในปารีสและนิวยอร์กอีกหลายครั้งก่อนที่เขาจะย้ายกลับมาอยู่ที่ Szentendre ฮังการีและไม่ย้ายไปไหนอีกเลยในปี 1965 เขาเป็นศิลปินคนแรกของฮังการีที่มีมิวเซียมของตัวเองตั้งแต่เขายังมีชีวิตอยู่

มิวเซียมที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1975 นี้นั้นได้รับของจัดแสดงจาก Lisa Czobel ลูกสาวของศิลปินโดยของจัดแสดงถาวรไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หลังจากการปรับปรุงมิวเซียมในปี 2016 แนวทางการจัดแสดงของสะสมได้เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เน้นของจัดแสดงแบบถาวรเท่านั้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปีโดยมีการนำงาน Graphic ของ Czobel มาจัดแสดงด้วย อีกทั้งยังมีการนำของสะสมของศิลปินที่อยู่ภายใต้การครอบครองส่วนตัวและของรัฐจากที่ต่างๆ มาร่วมจัดแสดงเป็นครั้งคราว นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รับความรู้และเห็นการพัฒนาของศิลปินได้อย่างเป็นลำดับจากงานที่ดูเป็นธรรมชาติ สู่งานที่มีจินตนาการและใช้สีสันที่สดใสมากขึ้น

Boy with Ball 1916

Boy with Ball 1916

Sitting Man 1906

Sitting Man 1906

Sitting Female Nude 1974

Sitting Female Nude 1974

Seaside Landscape with Boats 1930s

Seaside Landscape with Boats 1930s

Muse 1930

Muse 1930

Maria in the Garden 1963

Maria in the Garden 1963