แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองน่ารัก Szentendre

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650633

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองน่ารัก Szentendre

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนฮังการี เที่ยวบูดาเปสต์อย่างจุใจและชื่นชอบเมืองเล็กๆที่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง เมืองที่น่าสนใจที่จะไปเยือนก็คือ Szentendre เมืองที่อยู่ห่างจากบูดาเปสต์ไปทางทิศเหนือเพียงแค่ 20 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวที่มีเวลาอาจและไม่เน้นการเข้ามิวเซียมใดๆ อาจใช้เวลาตอนบ่ายสักวันเพื่อเดินทางไปเยือนเมืองบาโรคแห่งนี้ วิธีการเดินทางไปยัง Szentendre ที่ดีที่สุดคือทางเรือ เพราะเป็นเส้นทางที่สวยงามมาก แต่ทำได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น หากนักท่องเที่ยวมีกำลังทรัพย์และชอบจิบไวน์อาจซื้อทัวร์ครึ่งวันที่มีทัวร์ชิมไวน์เพื่อลิ้มลองไวน์และคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ได้ด้วย

นอกจากเดินทางด้วยเรือแล้ว การขับรถก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เวลาน้อยมาก แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถขับ ทางเลือกอีกทางคือการนั่งรถโดยสารประจำทางหรือรถบัสนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถบัส เบอร์ 880 หรือ 889 ที่สถานี Volanbusz ซึ่งอยู่ทางเหนือของบูดาเปสต์ได้ นักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองสามารถเดินทางโดยรถใต้ดินเบอร์ 3 ไปยังสถานี Voanbusz ได้ อีกทั้งยังสามารถเช็คตารางเวลารถบัสได้จากอินเตอร์เนตซึ่งสะดวกสบายและตรงเวลามาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบนั่งรถบัสและเรือก็สามารถนั่งรถไฟไปได้ โดยสามารถขึ้นที่สถานี Batthyany Square หรือ Margaret Bridge ที่ฝั่งบูดาฯ แล้วเลือกรถเบอร์ H5 โดยซื้อตั๋วที่ตู้ในสถานีกับเจ้าหน้าที่หรือตู้อัตโนมัติก็ได้ แต่หากนักท่องเที่ยวไม่แน่ใจควรซื้อกับเจ้าหน้าที่และถามทางไปด้วยในตัวเพื่อกันการผิดพลาด การเดินทางไปยังสถานีทั้งสองจากในเมืองก็ใช้รถใต้ดิน M2 ได้อย่างไม่ยากเย็น

Szentendre เมืองริมน้ำใน Pest County ที่อยู่ระหว่างบูดาเปสต์ และเขาPilis-Visegrad นี้ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้าน Open Air Ethnographic Museum และห้องภาพ เมืองที่มีความสวยงามทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและเข้าถึงง่ายทางเรือนี้จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของฮังการี ชื่อของเมืองมาจากคำละตินโบราณที่ว่า Sankt Andrae หรือ St.Andrew เมืองที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1146 นี้ ยังมีอีกหลายชื่อแล้วแต่ภาษาก่อนที่ชาว Magyar จะมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 พื้นที่แห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย เมื่อเจ้าชาย Kurszan ได้มาตั้งถิ่นฐาน พระองค์จึงตั้งป้อมปราการขึ้น ภายหลังเมืองนี้ก็ร้างผู้คนไปอีก ในช่วงสงครามกับตุรกี ฮังการีเชิญชาวเซิร์ฟให้เข้ามาขับไล่จักรวรรดิ Ottoman หลังจากนั้นชาวเซิร์ฟก็ได้มาอาศัยอยู่ในเมืองและสร้างวัฒนธรรมหลากหลายทิ้งไว้ให้โดยเฉพาะงานทางด้านสถาปัตยกรรม

ความสงบและสวยงามของเมืองกลายเป็นที่ดึงดูดใจของศิลปินตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนมีชื่อเสียงระดับที่เรียกว่า Szentendre school ถึงกระนั้นก็ตาม เมืองนี้ก็ยังเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรเพียงแค่ 4 พันคน จนถึงทศวรรษที่ 1970 เมืองได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้นและมีประชากรมากขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 จนทำให้การเกษตรของเมืองลดน้อยลง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Szentendre ไม่เพียงจะมีโอกาสเยือน Ethnographic Museum ยังสามารถเดินเล่นชมเมืองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามจนน่าที่จะลิ้มลองอาหารมื้อหนักสักมื้อ หรือพักจิบกาแฟ ดื่มชารับประทานเค้กกินก่อนจะช้อปปิ้งเรื่อยเปื่อยในบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลายสมกับเป็นเมืองที่ดึงดูดศิลปินได้อย่างดีจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Koller Gallery Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649189

แหวกฟ้าหาฝัน : Koller Gallery Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์และมีเวลามากพอ อยากหาห้องภาพที่มีความแปลกตาเยือน สถานที่น่าสนใจที่ควรเลือกไปก็คือ Koller Gallery ห้องภาพเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของบูดาเปสต์ห้องภาพที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดย Gyorgy Koller หรือ George Koller ผู้ก่อตั้ง Association of Hungarian Engravers ในปี 1950 การที่ Koller เป็นคนที่อดทน ทำงานหนัก มีความตั้งใจสูงและมีความกล้าหาญ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้เขาเชื่อว่าไม่มีอะไรในโลกที่ทำไม่ได้ ประกอบกับการที่เขาเป็นคนหน้าตาดีเฉลียวฉลาด มีพละกำลังและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทำให้เขาประสบความสำเร็จในการสร้างองค์กรและได้รับความเคารพและชนะใจศิลปินมากมายแม้ช่วงเวลานั้นฮังการีจะปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตาม เพื่อนศิลปินอีกหลายคน อาทิIstván Csók, István Szőnyi, OszkárGlatz ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด Koller จะสามารถจัดการได้ เขาจะดูแลทุกสิ่งอย่างไม่เพียงด้านการเงิน แต่ยังช่วยเหลือในด้านส่วนตัวด้วย อาทิ ช่วยให้ศิลปินมีบ้านหรือรถซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เพื่อนของเขาบางคนถึงกับกล่าวว่า ห้องทำงานของ Koller เป็นเหมือนห้องสารภาพบาปและกาสิโนไปพร้อมๆ กัน

แม้ในช่วงเวลานั้น ฮังการียังปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุด Ferenc Erdei นายกรัฐมนตรีฮังการีก็ส่งเสริมให้ Koller ขยับขยายสมาคมและทำงานอย่าง
เป็นทางการภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยอาศัยอาคารบนถนน MunkacsyMihaly ในช่วงเวลานั้นสังคมกำลังต้องการงานศิลปะที่มีคุณภาพและเป็นของแท้ สมาคมเลยได้รับความสนใจและกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าขายงานศิลปะที่สำคัญซึ่งส่งผลให้ศิลปินที่เป็นสมาชิกของสมาคมได้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานอย่างอิสระเพื่อที่จะได้มีรายได้ในการยังชีพและไร้ขอบเขตมากกว่าศิลปินทั่วไปที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับที่แสนจำกัดของรัฐบาลคอมมิวนิสต์

ปี 1980 Koller ได้เปิดห้องภาพเอกชนขึ้นอย่างเป็นทางการที่บ้านของ Amerigo Tot นักประติมากรรมลูกครึ่งฮังการีอิตาลี ซึ่งทำให้ Koller Gallery สามารถที่จะจัดแสดงผลงานไม่เพียงแต่งานแนว Graphicแต่ยังรวมถึงงานประติมากรรมและจิตรกรรมด้วย ในปี 1984 Hungarian NationalGallery ได้ร่วมมือกับ Koller Galleryสร้างห้องจัดแสดงและห้องประมูลขึ้น อีกทั้งยังมีการเปิดห้องจัดนิทรรศการขึ้นบนถนนSandor Petofi ในโรงแรม Hilton ย่าน Castle District

ของจัดแสดงใน Koller Gallery ประกอบด้วยงานแนว Contemporary Artทั้งงานแกะสลัก และงานกราฟฟิกของ Miklós Borsos, Lajos Szalay, János Kass, Vladimir Szabó และ Gyula Hincz งานประติมากรรมของ Miklós Borsos, Imre Varga, Miklós Melocco และ Péter Párkányi และงานจิตรกรรมของ István Szőnyi, István Csók, Bertalan Por,István Mács ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิลปินหน้าใหม่ของฮังกาเรียนทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Koller Gallery ไม่เพียงสามารถศึกษางานของจิตรกรและนักประติมากรรุ่นใหม่ชาวฮังการี ยังสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดกับผลงานที่ดูแปลกตาสร้างสรรค์ และมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประติมากรรมตั้งแต่หน้าประตูที่จะสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Vasarely Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646666

แหวกฟ้าหาฝัน : Vasarely Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Contemporary Art แบบสีสัน สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเสียดายมากหากได้เดินทางมาบูดาเปสต์ นั่นคือ Vasarely Museum มิวเซียมของ Victor Vasarely บิดาแห่งแนวทางศิลปะแบบ Opt Art ศิลปินชาวฮังกาเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

Victor Vasarely เกิดที่เมือง Pec ในวันที่ 9 เมษายน 1906 เขาเติบโตที่เมือง Posteny และเข้าเรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Eotvos Lorand บูดาเปสต์ในปี1925 แต่เขาไม่สามารถอดทนเรียนในวิชาที่เขาไม่สนใจได้จึงลาออกไปเข้าศึกษาต่อที่ Podolini Volkmann Academy เพื่อเรียนทางด้านศิลปะในปี 1927 และสมัครเข้าเรียนต่อทางด้านศิลปะในโรงเรียนเอกชนที่ชื่อ Sandor Bortnyik ในปี 1929 ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของการเรียนแบบ Bauhaus ในเมืองบูดาเปสต์ ในปี 1929 เขาแต่งงานกับนักเรียนด้วยกันที่ชื่อ Claire Spinner และมีบุตรด้วยกัน 2 คนโดยคนเล็กที่ชื่อ Jean Pierre ก็กลายเป็นศิลปินเช่นกันแต่ใช้ชื่อว่า Yvaral ในทศวรรษที่ 1930 เขาออกจากบูดาเปสต์ไปอยู่ปารีสเพื่อทำงานเป็นนักออกแบบโปสเตอร์และกราฟิกกับบริษัท Havas, Draeger and Devambez

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ทดลองงานใหม่ๆ อาทิ แนว cubism, Futurism,Expressionism, Symbolism และ Surrealismโดยไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขารู้สึกว่าตัวเองไปผิดทางหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้เปิดห้องศิลป์ที่ Arcueil ชานเมืองปารีสและเริ่มหันเหทางเข้าสู่ Optical Art หรือ Geometric abstract art ซึ่งเขารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องและเป็นตัวตนของเขา แนวทางศิลปะแบบ Opt Art หรือ OpticalArt นี้เป็นการพัฒนาศิลปะจากเรขาคณิตเมื่อเขาสามารถพัฒนาเทคนิคผสมผสานจนถึงขีดสุด เขาก็จดลิขสิทธิ์วิธีการสร้างสรรค์งานของเขาโดยเรียกว่า Unite Plastique หลังจากนั้นเขาก็ใช้แนวทางศิลปะที่เขาริเริ่มเทคนิคชิ้นนี้สร้างสรรค์งานเป็นชุดๆ และจัดแสดงนิทรรศการเรื่อยมาจวบจนกระทั่งอายุ 90 ปี

สำหรับ Victor Vasarely Museum Budapest นี้เป็นหนึ่งในสองของ Vasarely Museum ซึ่งศิลปินจัดตั้งขึ้นในฮังการีซึ่งอีกแห่งอยู่ที่เมืองเกิดของเขาคือเมือง Pec นอกจากมิวเซียมในฮังการีแล้ว เขายังมีมิวเซียมอีก 2 แห่งในฝรั่งเศสด้วยนั่นคือที่ Gordes และ Aix en Provenceนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าชมจะสามารถเพลิดเพลินกับผลงานของเขาที่ถูกแบ่งเป็นชุดๆ โดยแต่ละชุดจะมีลักษณะเฉพาะตัวอันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นพัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์และการเพิ่มความยากลำบากในการสร้างงาน การเพิ่มสีสันและเหลี่ยมมุมรวมทั้งความเป็น 3 มิติที่ทำให้ดูสนุก แม้นักท่องเที่ยวบางคนอาจรู้สึกว่างาน Opt Art แบบนี้น่าจะทำง่ายไม่น่ายากในการสร้างสรรค์ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่างานในช่วงที่เขาสามารถพัฒนาถึงขีดสุดแล้วเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยที่จะเลียนแบบ และยังยากที่จะอธิบายพื้นฐานความคิดและวิธีการในการสร้างงานอีกต่างหากด้วยสมแล้วที่เขาจดลิขสิทธิ์

แหวกฟ้าหาฝัน : Kassak Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645202

แหวกฟ้าหาฝัน : Kassak Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Constructivism และเดินทางมาเที่ยวบูดาเปสต์ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Kassak Museum มิวเซียมที่ตั้งชื่อตาม Lajos Kassak ศิลปินแนว Constructivism ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฮังการี เขาเกิดที่ Ersekujvar เมืองในปกครองของจักรวรรดิ Austria Hungary ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Nove Zamky ประเทศสโลวาเกีย บิดาของเขาเป็นผู้ช่วยเภสัชกร และมารดาทำงานซักรีด แม้ครอบครัวของเขาต้องการให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆ แต่เขากลับลาออกมาทำงานเป็นผู้ช่วยช่างซ่อมในปี 1904 เขาย้ายไปอยู่บูดาเปสต์ และทำงานในโรงงานโดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและร่วมกลุ่มกับพวกประท้วงหยุดงาน รวมทั้งเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค Social Democratจนถูกไล่ออกในปี 1905 ต่อมาในปี 1907 เขาได้ออกเดินทางด้วยเท้าโดยไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ปารีสเมืองที่ดึงดูดศิลปิน และเหล่านักคิดทั่วทั้งยุโรปตะวันออก

นอกจากงานกิจกรรมแล้ว เขายังชื่นชอบเขียนบทกวี บทกวีของเขาบทหนึ่งได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Ujpest ส่งผลให้เขาได้พบกับ Jolan Simon ซึ่งต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน แม้ Kassak จะเป็นกลุ่มที่เรียนหนังสือด้วยตัวเองและชอบเข้าร่วมกลุ่มการเมืองสังคมทำให้เขากลายเป็นคนหัวรุนแรง เขาถูกปฏิเสธห้ามเข้าเบลเยียมและเยอรมัน แต่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในปารีส เขาได้เยือนมิวเซียมต่างๆ และใช้เวลาพักผ่อนในการเขียนหนังสือ ในปี 1910 เขาถูกไล่ออกมาจากปารีสกลับมาบูดาเปสต์ เขาเริ่มเขียนบทกวีทางการเมืองและส่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในปี 1915 เขาเริ่มเข้าไปมีบทบาทใน A Tett นิตยสารที่นักเขียนและศิลปินที่มีแนวทางเดียวกันร่วมกันก่อตั้ง นิตยสารนี้เริ่มจากการวิพากษ์วิจารณ์สงครามจนกลายเป็นต่อต้านสงคราม

Architectural Structure

แม้เขาจะไม่ได้ร่ำเรียนในโรงเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็ยืนกรานที่จะเป็นกวีและหมั่นตีพิมพ์บทกวีของตัวเองที่เน้นแนวสันติภาพ ระหว่างที่ฮังการีอยู่ภายใต้การปกครองแบบสังคมนิยมในปี 1919 นั้นเขากลายเป็นนักเขียนพิเศษ แต่เมื่อเขาทะเลาะกับผู้นำแนวบอลเชวิค เขาก็ถอยห่างออกจากผู้ปกครองแต่ยังยืนกรานเป็นฝ่ายซ้ายในปี 1947 เขากลับเข้าไปทำงานการเมืองอีกครั้งในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์เข้าปกครองฮังการี เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Social Democratic Party’sArt Commission และได้รับแต่งตั้งเป็นถึง สส. แต่ภายหลังการเมืองเปลี่ยนแปลง เขาจำต้องลาออก เมื่อเขาวิพากษ์วิจารณ์พรรคมากเกินไป เขาก็ถูกไล่ออกจากพรรคด้วย หลังปี 1957 เขาถูกรัฐบาลบีบไม่ให้เดินทางไม่ให้แสดงความเห็น และไม่ให้ตีพิมพ์ผลงาน ถึงกระนั้นก็ตามความเห็นของเขายังคงมีอิทธิพลต่อฮังการีและนานาชาติต่อมาอีกหลายปี

แม้ Kassak จะมีชื่อเสียงทางด้านงานเขียนมานาน แต่กว่าเขาจะเป็นที่รู้จักในนามของจิตรกรก็เป็นช่วงปลายของชีวิตแล้ว งานจิตรกรรมของเขาเกิดขึ้นจากความต้องการของเขาที่จะสื่อสารแนวคิดทางการเมืองและสังคมผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่บทความหรือบทกวี เขาเลือกแนวทางศิลปะแบบ Constructivism ที่ใช้เพียงรูปร่างทางคณิตศาสตร์ร่วมกับสีซึ่งง่ายต่อการสร้างสรรค์เพื่อสื่อสารแนวคิด ส่วน Kassak Museum Budapest นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Petofi Literary Museum ที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 1976 เพื่อเก็บและจัดแสดงผลงานของ Lajos Kassak ให้สาธารณชนได้ศึกษาและเข้าใจแนวคิดของเขาเกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Kassak ใช้วิธีการที่ง่ายไม่ซับซ้อนในการถ่ายทอดความคิดและอารมณ์ผ่านทางเส้นสายและสีได้อย่างน่าทึ่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Bauhaus Exhibition in Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643828

แหวกฟ้าหาฝัน : Bauhaus Exhibition in Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โดยทั่วไปความสนุกของการเยือน Modern Art Museum หรือ ContemporaryArt Museum ก็คือการชม Exhibitionหรือนิทรรศการ ยิ่งนิทรรศการที่จัดน่าสนใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวพื้นเมืองเท่านั้น Bauhaus เป็น Art School หนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ศึกษาศิลปะเยอรมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเยอรมันบ่อยๆ อาจรู้จัก Bauhaus มาบ้าง

Staatliches Bauhaus หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Bauhaus นี้เป็น Art School ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1919 โรงเรียนสอนศิลปะและหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงในการออกแบบและรวบรวมหลักการในการผลิตแบบอุตสาหกรรมนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย WalterGropius สถาปนิกจากเมือง Weimar โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างงานศิลปะที่เข้าใจได้ไม่ยากให้กับผู้ใช้งานทั่วไป ผลงานของ Bauhausประสบความสำเร็จอย่างมากและส่งอิทธิพลต่องานออกแบบยุคปัจจุบัน งานออกแบบพิมพ์งานตกแต่งภายใน งานออกแบบอุตสาหกรรมงานสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ และการทำแผนที่ของเยอรมันด้วย โรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นสถานทีศึกษาของศิลปินดังๆ รุ่นใหม่จำนวนมาก อาทิ Paul Klee, Wassily Kandinsky และ Laszlo Moholy-Nagy

แม้โรงเรียนสอนศิลปะแห่งนี้จะถูกเคลื่อนย้ายไปหลายแห่งจาก Weimar (1919-25)สู่ Dessau (1925-32) และ Berlin (1932-33)และปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1933 จากแรงกดดันของนาซี และอยู่ภายใต้ผู้อำนวยการหลายคน รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย แนวทางการสอนและการเมืองตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางในการผลิตและสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องเคลือบ และเครื่องปั้นดินเผา แต่แนวคิดหลักของนักเรียนและครูจากสถาบันแห่งนี้ยังคงอยู่ตลอดมาจวบจนปัจจุบันและยังถูกเผยแพร่ไปทั่วยุโรปอีกด้วย

แนวทางการออกแบบของ Bauhaus จะมีลักษณะเป็นเรขาคณิตแบบง่ายๆ อาทิวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมโดยไม่มีการตกแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นตึก เครื่องเรือน ตัวอักษรเครื่องใช้ในครัว หลังเยอรมันพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจึงถือกำเนิด Weimar Republic ขึ้นเป็นที่มาของความพยายามที่จะฟื้นฟูอิสรภาพทางด้านศิลปะ ชาวเยอรมันซ้ายที่เชื่อถือการปฏิวัติแบบรัสเซียได้เข้ามามีอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมตามแนวทางศิลปะแบบ Constructivism ที่เน้นการใช้สอย แม้ผู้ก่อตั้ง Bauhaus จะเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่แนวทางศิลปะก็ยังคงต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคมทั้งในด้านรูปแบบและการใช้งาน เมื่อสังคมเข้าใกล้แนวทางอุตสาหกรรมและการปฏิวัติสังคม แนวทางศิลปะจาก Bauhaus จึงกลายเป็นแบบนานาชาติที่ละทิ้งการตกแต่งฟุ่มเฟือย แต่เน้นความกลมกลืนกับวัตถุประสงค์ของการใช้ได้อย่างทันสมัยมากกว่า

นิทรรศการที่จัดที่ Ludwig Museum จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่แนวทางการก่อตั้งโรงเรียนที่มีรากฐานมาจากJohannes Itten โดยก่อนที่นักศึกษาจะได้เข้าเรียนต้องได้รับการอบรมขั้นเริ่มต้นก่อนสัก 1-2 เทอมเพื่อปูพื้นฐาน ผู้ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติจะได้รับเข้าเป็นนักเรียนต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจาก Masters’ Council ชั้นเรียนหลักจะประกอบด้วย การศึกษาด้านธรรมชาติและวัสดุ การวิเคราะห์งานศิลปะพื้นฐาน และการวาดภาพนู้ด การศึกษาเหล่านี้จะทำให้นักเรียนได้เข้าใจและคุ้นเคยกับศิลปะ และวัสดุที่จะนำมาใช้ในอนาคตเพื่อที่จะสามารถสร้างงานได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงตัวอย่างผลงานต่างๆ อันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจถึง Bauhaus และได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับแนวคิดศิลปะที่หรูดูดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจัดแสดงใน Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642437

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจัดแสดงใน Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Marcel Odenbach’s film 

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Ludwig| Museum Budapest ไม่เพียงจะได้ยลผลงานของ Pablo Picasso แล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่แรกของยุโรปตะวันออกที่จัดแสดงงานของยุโรปตะวันตกในชาติที่เคยอยู่ในกลุ่มสังคมนิยมมาก่อน Peter และ Irene Ludwig ไม่เพียงบริจาคของสะสมที่ทั้งคู่เก็บไว้ ยังได้วางรากฐานวิธีการจัดแสดงผลงานไว้ด้วย

Westkunst-Ostkunst วิธีการจัดแสดงที่ทั้งคู่เลือกไว้ให้เป็นการแบ่งศิลปะออกเป็นสองค่ายคือ อเมริกันและยุโรปตะวันตก อาทิ Pop Art, Photorealism และอีกกลุ่มเป็นผลงานของศิลปินยุโรปตะวันออกยุคสังคมนิยมที่เรียกว่างานหลังม่านเหล็ก งานของศิลปินกลุ่มสังคมนิยมจะสะท้อนรูปแบบของสังคมที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมมาซึ่งค่อนข้างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกตะวันตก Ludwig Museum มักเป็นมิวเซียมแห่งแรกในภูมิภาคที่ค้นพบศิลปินรุ่นเยาว์ที่มีแววจะยิ่งใหญ่และมักจัดการแสดงนิทรรศการเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพให้กับศิลปินเหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ การจัดแสดงผลงานแบบตะวันออกตะวันตกนี้เน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่วิถีชีวิตที่แตกต่างกันบนโลกคู่ขนานที่มีความเห็นขัดแย้งในเรื่องการเมืองและแนวทางความเป็นอยู่ของประชาชน

Double Portrait by Dmitry Dmitrievich Zhilinsky

ชื่อของวิธีการจัดแสดงยืมมาจาก Westkunst ในการจัดการแสดงนิทรรศการที่เมืองโคโลญจน์ประเทศเยอรมนีในปี 1981 ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของการอธิบายตำแหน่งของศิลปะระหว่างสองวัฒนธรรมทางการเมืองก่อนปี 1989อันเป็นจุดเริ่มต้นของการควบรวมเยอรมันตะวันออกและตกเข้าด้วยกัน และเป็นจุดพลิกผันของวิวัฒนาการของศิลปะสู่แนว Modernism ของกลุ่มยุโรปตะวันออก

ตัวอย่างผลงานที่จัดแสดงได้อย่างโดดเด่น อาทิ ภาพเหมือนของนักสะสม มิวเซียมส่วนใหญ่โดยเฉพาะของเอกชนหรือไม่ใช่ของประเทศมั่งคั่งมักเริ่มต้นจากของบริจาคจากนักสะสม Peter และ Irene Ludwig เป็นนักสะสมภาพที่สำคัญที่บริจาคงานให้กับ Ludwig Museum เขาต้องการใช้ภารกิจทางวัฒนธรรมแสดงบทบาทสำคัญในระดับการเมืองนานาชาติในช่วงสงครามเย็นผ่านทางศิลปะ นับจากทศวรรษที่ 1970 เขาจึงเริ่มซื้อผลงานของศิลปินเยอรมันตะวันออกซึ่งช่วงเวลานั้นยังเป็นสังคมนิยมอยู่ การซื้อของเขาสร้างความสับสนให้กับผู้คนที่เน้นแนวทางแบบทุนนิยมเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงให้ความเคารพในการตัดสินใจของเขา การแสดงที่แตกต่างของความเปิดกว้างของเขาได้รับความนิยมในหมู่สังคมนิยมจนเขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก Leipzig’s Karl Marx University ในปี 1983 และ Sofia’s Academy of Art ในปี 1985

Marcel Odenbach’s film งานยืมเพื่อจัดนิทรรศการเป็นผลงานที่ Peter Ludwig กำลังพูดถึงบทคัดย่อของภาพยนตร์สารคดีที่มีฉากหลังเป็นตึกสีหม่นสะท้อนถึงความอึมครึมของช่วงเวลาสงครามเย็น Double Portrait ของ Dmitry DmitrievichZhilinsky ผลงานที่ศิลปินรังสรรค์ตอนเขาอาศัยอยู่ที่ Aachen เยอรมันนี้เขียนเหมือนภาพในประวัติศาสตร์ Peter และ IreneLudwig กำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกที่มีภาพเขียนหลายภาพจากศิลปินหลายคน และบนโต๊ะมีภาพของ Pablo Picasso เพื่อสะท้อนถึงความสนใจของ Peter ต่อการสะสมงานและตัว Picasso งานจิตรกรรมของนักสะสมทั้งคู่ที่จัดแสดงนี้จัดแสดงตามแนวคิดของ Andy Warhol’s pop art ที่ใช้คนคนเดียวหรือเรื่องๆ เดียวแสดงออกถึงความแตกต่างทางด้านอารมณ์ แนวคิด สีสัน และแรงบันดาลใจเฉกเช่นเดียวกันกับแนวคิดของคนทั้งคู่ที่เปิดโอกาสให้กับศิลปินและประชาชนได้เห็นความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมผ่านทางของสะสมที่ทั้งคู่เลือกสรร นอกจากนี้ ยังมีงานประติมากรรมและงานของศิลปินอีกหลายคนให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

G Head by George Baselitz

G Head by George Baselitz

Ritual

Ritual

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640960

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Modern Art และได้มีโอกาสเยือนมิวเซียมแนว ContemporaryArt ผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์เรียกได้ว่าเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นผลงานของใคร นั่นคือ Pablo Picasso จิตรกร ผู้ออกแบบโรงละครผู้ออกแบบเซรามิก และผู้ก่อตั้งแนวทางศิลปะแบบ Cubismที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสเปน เขาเกิดวันที่ 25 ตุลาคม ปี 1881 ณ เมืองมะลากา แคว้น Andalusia ทางตอนใต้ของสเปนในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีพ่อเป็นจิตรกรที่มีความสามารถพิเศษในการวาดภาพนก และเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ School of Crafts และภัณฑารักษ์ของมิวเซียมประจำเมือง

Picasso หลงใหลในการร่างภาพและมีทักษะที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย เลยได้รับการอบรมทางด้านศิลปะทั้งด้านร่างภาพและเขียนสีน้ำมันตั้งแต่อายุเพียงแค่ 7 ปีจากบิดา หลังจากที่ครอบครัวของเขาย้ายไปยัง Coruna สถานที่ซึ่งบิดาของเขาไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ School of Fine Arts บิดาเขาสังเกตว่า Picasso มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมมากกว่าเขาเสียอีก หลังจากที่พี่สาวของ Picasso เสียชีวิตจากโรคคอตีบในปี 1895 ครอบครัวเขาได้พาเขาย้ายไปบาร์เซโลนา บิดาของเขาได้ไปรับตำแหน่งอาจารย์ที่ School of Fine Arts อีกและได้พยายามที่จะขอร้องมหาวิทยาลัยอนุญาตให้บุตรชายได้เข้าสอบเพื่อเป็นนักศึกษา Picasso สามารถที่จะเข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เขากลับขาดวินัยอย่างยิ่งจนภายหลังบิดาและลุงจึงตัดสินใจส่ง Picasso ไปเรียนที่ Madrid’s RealAcademia de Bellas Arts de San Fernandoโรงเรียนสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดและดีที่สุดของประเทศ ถึงกระนั้นก็ตาม Picassoก็ยังคงทำตัวเช่นเดิมและขาดความสนใจในการศึกษาอย่างเป็นทางการ

Matador and Nude

สถานที่ที่เขาชอบและให้ความสนใจกลับเป็นห้องภาพ Prado ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีผลงานของ Diego Velázquez, Francisco Goya, Francisco Zurbarán โดยเฉพาะ El Greco ศิลปินที่ชอบวาดภาพด้วยสีสันเข้ม กับมือเท้าที่ยาวผิดปกติ เขาเริ่มงานจริงจังตั้งแต่ปี 1894 และเก็บรักษาผลงานเป็นอย่างดีเห็นได้จากพัฒนาการของฝีมือที่จัดแสดงไว้ใน Museum Picasso ณ เมืองบาร์เซโลน่า เขาได้เริ่มพัฒนางานสู่ Symbolism ในปี 1897 ก่อนเดินทางไปปารีสในปี 1900 เพื่อพบกับ Max Jacob ที่ช่วยให้เขาได้เรียนรู้และตีความศิลปะเพิ่มขึ้น ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันในห้องพักเล็กๆ โดยสลับเวลากันนอน และใช้ผลงานร่างมาทำฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น แม้จะยากจนแต่เขาก็พัฒนาฝีมือเรื่อยมาจนปี 1915 เขาเริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะใหม่ที่เรียกว่า Synthetic Cubism จากแนวคิดที่เขาต้องการสร้างสรรค์งานที่มีความแหวกแนว หลังจากนั้นเขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และพัฒนาแนวทางศิลปะต่อไปเรื่อยๆ จนถึงแนวทางศิลปะแบบ Surrealism

แม้ Ludwig Museum Budapest จะมีผลงานของPicasso อยู่ไม่มาก อาทิMusketeer with Sword อัศวินเป็นหัวข้อที่ Picasso มักนำมารังสรรค์งานตั้งแต่ปี 1966 อัศวินเหล่านี้มักมาพร้อมไปป์ ดาบ หมวกปีกกว้าง ชุดแนวบาโรคผมที่ยาวประบ่า หนวดที่โดดเด่น และรูปหน้าที่มีอัตลักษณ์ แม้ผลงานชิ้นนี้จะไม่ได้มีตา 2 ข้างในด้านเดียว แต่ก็เป็นผลงานที่นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ Picasso จะคาดเดาไม่ยากว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของเขา Matadorand Nude ภาพในยุคท้ายๆ ของเขาชิ้นนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครสังเกตได้จากการที่ตาทั้งสองข้างอยู่ในด้านเดียวกันอันเป็นภาพเขียนที่ไม่มีศิลปินคนใดในโลกกล้าที่จะรังสรรค์เช่นนี้มาก่อน เขายังเน้นการแสดงถึงสัญลักษณ์การข่มทางเพศให้โดดเด่นด้วยการวาดอวัยวะเพศชายไว้บนโล่เพื่อสะท้อนถึงความมั่นใจของ Matador นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานจิตรกรรมที่ชื่อ Musketeer และงานประติมากรรมของเขาให้ชื่นชมด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานของเขาสามารถอิ่มเอมกับอัตลักษณ์ของเขาจากงานที่จัดแสดง ณ Ludwig MuseumBudapest ให้หายคิดถึงได้บ้างไม่มากก็น้อย

Bullfight on Eight

Bullfight on Eight

The Musketeer

The Musketeer

Musketeer with Sword

Musketeer with Sword

แหวกฟ้าหาฝัน : Ludwig Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639516

แหวกฟ้าหาฝัน : Ludwig Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Contem porary Art เมื่อมาเยือนเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ในประเทศยุโรป สถานที่หนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Museum of Contemporary Art สำหรับบูดาเปสต์นั่นคือ Ludwig Museum มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1989 นี้เป็นที่จัดแสดงงานแนว Contemporary Art ของชาวฮังกาเรียนและนานาชาติ ณ Palace of Art มิวเซียมที่ถือกำเนิดขึ้นจากผลงานที่ได้รับการบริจาคมาจาก Peter and Irene Ludwig ให้กับ Hungarian National Gallery จำนวน 70 ชิ้นที่เคยเก็บไว้ณ เมือง Aachen นี้ส่งผลให้กระทรวงวัฒนธรรมและการศึกษาต้องจัดตั้งมิวเซียมขึ้นตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับทั้งคู่โดยตั้งชื่อมิวเซียมว่า Ludwig เพื่อเป็นเกียรติแก่ทั้งสอง

ทั้งคู่เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์และปรัชญาจากมหาวิทยาลัย Mainz เยอรมัน โดย Peter เขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ที่ Pablo Picasso สร้างสรรค์งานไว้ เขาได้เริ่มเก็บสะสมงานจิตรกรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1950 การที่เขาต้องศึกษาเรื่องราวของ Picasso อย่างจริงจังทำให้เขาหันมาสะสมงานของ Picasso ไว้มากถึง 800 ชิ้น จนได้ชื่อว่าเป็นเอกชนที่เก็บสะสมงานของ Picasso มากที่สุดในโลก นอกจากงานของ Picasso ทั้งคู่ก็เริ่มเก็บสะสมงานของเยอรมันตะวันออก สหภาพโซเวียต บัลแกเรีย และฮังการี ทั้งคู่ได้ร่วมก่อตั้ง Museum of Contemporary Art อีกหลายเมืองในเยอรมัน และเวียนนาร่วม 30 แห่ง ปัจจุบันงานของ Picasso ที่ทั้งคู่สะสมเก็บอยู่ที่ Ludwig Museum เมืองโคโลญจน์ นอกจากทั้งคู่จะบริจาคงานสะสมให้กับบูดาเปสต์แล้ว เขายังบริจาคให้กับรัสเซียด้วยและในปี 1996 ทั้งคู่ก็ร่วมเปิดมิวเซียมในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนด้วย หลังจากที่ทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว มูลนิธิที่ทั้งคู่ก่อตั้งขึ้นที่มีสำนักงานอยู่ที่เมือง Aachen เยอรมันนั้นก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามเจตนารมณ์

สำหรับ Ludwig Museum Budapest ที่จัดตั้งขึ้นที่อาคาร A ของ Buda Castle ติดกับ Hungarian National Gallery นั้น ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1991 จากการจัดแสดงผลงาน 70 ชิ้นที่ Peter and Irene Ludwig บริจาคให้ ต่อมาLudwig Museum ได้แยกตัวออกมาบริหารอย่างอิสระและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดจากผู้อำนวยการทุกคนที่ทุ่มเทพลังกายและใจพัฒนามิวเซียมจนเป็นมิวเซียมที่ได้รับรางวัลมากมาย Ludwig Museum จัดแสดงผลงานสะสมของ Ludwig จากทศวรรษที่ 1960 ที่เป็นของ Andy Warhol, Claes Oldenburg, Roy Lichtenstein,Robert Rauschenberg ทศวรรษที่ 1970-80 ของ Georg Baselitz, AR Penck, JörgImmendorf ก่อนจะย้ายมาที่ Palace of Artsในปี 2005 ภายใต้ชื่อ Ludwig Museum-Museum of Contemporary Art

นอกจากมิวเซียมจะมีผลงานจัดแสดงแบบถาวรแล้ว Museum of Contemporary Art ส่วนใหญ่มักมีงานนิทรรศการของศิลปินทั้งรุ่นใหม่และเก่าจัดแสดงเป็นประจำเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศและคนท้องถิ่น นับจากปี 2015 เป็นต้นมา Ludwig Museum ได้ร่วมกับ Venice Biennale จัดแสดงนิทรรศการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เป็นประจำ ในปี 2015 รัฐบาลกลางต้องการย้าย Ludwig Museum ไปยัง Museum Quarter แต่ผู้อำนวยการไม่ยินยอมที่จะย้ายสถานที่จัดตั้ง ปัจจุบันมิวเซียมจึงตั้งอยู่ในสถานที่เดิม

แม้ผู้ก่อตั้งจะเสียชีวิตไปหลายปี แต่มิวเซียมยังคงพัฒนาต่อไปจนได้รับรางวัลจากนิทรรศการ Contemporary Ukrainian Fine Art ในปี 2018 มิวเซียมได้รับรางวัล You-2 Audience Award จาก Global Fine Art Award ในปี 2019 มิวเซียมได้ริเริ่มจัดการแข่งขัน ART-transfer Award เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนผ่านของ Contemporary Art และในปี 2020 มิวเซียมได้รับรางวัล Museum of the Year จากรัฐบาลด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมสามารถประทับใจ π ไม่รู้ลืมกับอาคารจัดแสดงที่มีขนาดใหญ่โตทันสมัยสวยงามที่มีมุมถ่ายรูปมากมายสมกับเป็นMuseum of Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : House of Art Nouveau Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638080

แหวกฟ้าหาฝัน : House of Art Nouveau Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะแนว Art Nouveau และได้มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการีจะพบว่า เมืองนี้เป็นสวรรค์ของพวกเขาเลยทีเดียว ทั้งนี้ เพราะที่นี่มีมิวเซียมและบ้านคหบดีมากมายที่ตกแต่งตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveauสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ House of Art Nouveau บ้านที่ออกแบบโดย Emil Vidor สถาปนิกชาวฮังกาเรียนและนักตกแต่งภายในที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฮังการีซึ่งจบการศึกษาจากกรุงเบอร์ลิน เขาออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากงานแนว Belgian Art Nouveau ในปี 1903 ให้กับครอบครัว Bedo คหบดีที่มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

สถาปนิกออกแบบให้ใช้อุปกรณ์ตกแต่งบริเวณระเบียงจากโรงงาน Zsolnay โรงงานที่มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องกระเบื้องที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี และจักรวรรดิ Austro-Hungarian เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ และประกาศให้ชาวยุโรปทั่วไปได้ตระหนักถึงฝีมืออันเลอเลิศในการผลิตกระเบื้องตกแต่งของฮังการี ส่วนการตกแต่งภายในนั้น สถาปนิกก็ใช้วัสดุที่มีแนวทางศิลปะใกล้เคียงกันตามอย่างยุโรปตะวันตก

อาคารที่อยู่บนถนน Honved กลางกรุงบูดาเปสต์นี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของทั้ง Bedo Haz และพนักงาน รวมทั้งเป็นสำนักงานไปในตัวด้วย อาคารนี้ผ่านสงครามมาอย่างบอบช้ำ แต่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดูดีขึ้น อาทิ ส่วนของหางนกยูงที่แตกหักด้านหน้าเคยถูกแก้ไขให้เป็นหน้าต่างก่อน แต่เนื่องจากมันดูไม่เข้ากับอาคาร รัฐบาลจึงได้ทำการปรับปรุงใหม่อีกครั้งโดยใส่หางนกยูงกลับมาที่เดิมเพื่อให้ส่วนของระเบียงให้ดูคล้ายของเดิมมากที่สุดในการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2007 และเปิดให้เยี่ยมชมอีกครั้ง

แม้รัฐจะพยายามบริหารจัดการอย่างเต็มที่แล้ว แต่การตกแต่งและการจัดแสดงภายในกลับดูสับสนอลหม่านไม่มีธีมใดๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบ้านหลังนี้มีของจัดแสดงมากเกินไป และไม่มีพื้นที่เก็บรักษาที่ปกปิดจึงทำให้ภัณฑารักษ์นำของทั้งหมดที่มีออกมาจัดแสดงจนดูรกตาไปหมดซ้ำร้ายนักท่องเที่ยวก็ยังรู้สึกว่ามิวเซียมแห่งนี้ขาดความสามารถในการตีความศิลปะแนว Art Nouveau ของฮังการีด้วย เพราะไม่มีคำบรรยายใดๆ ให้เลย แม้นักท่องเที่ยวอาจผิดหวังและงงงวยกับการจัดแสดงจากตัวมิวเซียมไปบ้าง แต่ของจัดแสดงส่วนใหญ่ก็สวยงามโดยเฉพาะบางจุดสามารถถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิดและสัมผัสได้แตกต่างจากมิวเซียมอื่นที่ไม่ยินยอมให้จับต้องของจัดแสดง ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวน่าจะรู้สึกสนุกสนานกับการถ่ายรูปในร้านกาแฟที่มีโต๊ะหลายตัวที่เป็นมุมน่ารักๆ ไว้ให้เก็บภาพย้อนยุคราวกับกลับไปอยู่ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนอนุสาวรีย์วีรบุรุษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635083

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนอนุสาวรีย์วีรบุรุษ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ และได้เยือน Museum of Fine Arts และ Palace of Art สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่จะเดินผ่านก็คือHero Square จัตุรัสสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองที่เป็นอนุสาวรีย์แห่งสหัสวรรษ อนุสาวรีย์ที่เริ่มก่อสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1896 เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งประเทศฮังการีครบ 1,000 ปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในการปรับปรุง Andrassy Avenue และการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายแรกของบูดาเปสต์สิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาในการก่อสร้าง 4 ปีนี้ยังคงเหมือนเช่นที่นักท่องเที่ยวได้ยลในปัจจุบันโดยทำการเปิดใช้อย่างเป็นทางการพร้อมกับมิวเซียมที่อยู่รายรอบในปี 1906

ในช่วงต้นของการก่อสร้างอนุสาวรีย์ ฮังการียังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ Austro-Hungarian รูปแกะสลักทางซ้ายทั้ง 5 เสาจึงเป็นอนุสาวรีย์ของคนสำคัญของราชวงศ์ Habsburg ของออสเตรียที่ปกครองประเทศอยู่ในขณะนั้น อาทิ Ferdinand I, Leopold I, Maria Theresa, Franz Joseph เป็นต้น แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่บริเวณอนุสาวรีย์เหล่านี้ถูกทำลายลง อนุสาวรีย์ของราชวงศ์ Habsburg ก็ถูกแทนที่ด้วยผู้นำของฮังการีในปัจจุบัน อาทิ Stephen I, Coloman,Andrew II, Bela IV, Charles I และ Louis I

ส่วนด้านหน้าของอนุสาวรีย์เป็นศิลาจารึกวีรบุรุษที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษที่ยอมสละชีพเพื่ออิสรภาพของชาวฮังกาเรียน โดยใต้แท่นนี้มีบ่อน้ำลึก 971 เมตร จุน้ำร้อน 831 ลิตร ที่อุณหภูมิ 74 องศาเซลเซียสเตรียมไว้สำหรับ Szechenyi Thermal Bath เท่านั้น ไม่ได้เป็นหลุมศพสำหรับทหารที่ไม่ปรากฏนามตามที่หนังสือท่องเที่ยวบางเล่มเขียน ศิลาจารึกวีรบุรุษนี้เพิ่งสร้างขึ้นในปี 1929 เพื่ออุทิศให้กับทหารที่สู้รบเพื่อรักษาดินแดนในการรบฉลอง 1,000 ปี ฮังการีแต่ได้ถูกย้ายออกไปในปี 1951 ในช่วงที่ฮังการีเป็นคอมมิวนิสต์เนื่องจากไม่เข้ากันกับปรัชญาทางการเมืองในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ดี ในปี 1956 รัฐบาลได้กลับมาจัดตั้งอนุสาวรีย์ใหม่ ณ ตำแหน่งเดิม

จัตุรัสที่เลียนแบบ Shanghai Global Paradise ของเมืองเซียงไฮ้นี้เป็นที่ตั้งของผลงานประติมากรรมมากมาย อาทิ รูปปั้นเทวทูตกาเบรียล ทางด้านขวาเป็นรูป The Holy Crown of St.Stephen กษัตริย์พระองค์แรกของฮังการี ทางด้านซ้ายเป็นกางเขนอัครสาวกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่พระสันตะปาปามอบให้กับ St.Stephen เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นคริสตจักรของฮังการี ที่ฐานของเสาเป็นรูปผู้นำชาวฮังการีผู้ก่อตั้งประเทศ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนไม่เพียงจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของความขลัง ยังสามารถสนุกสนานกับการหาตำแหน่งของผู้นำฮังการีแต่ละคนว่าจัดแสดงไว้ที่ตำแหน่งใดท่ามกลางผู้คนที่คลาคล่ำในบางวันอีกต่างหากด้วย

St.Gabriel

St.Gabriel

Seven chieftains of the Magyars

Seven chieftains of the Magyars