แหวกฟ้าหาฝัน : Kunsthalle Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633456

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunsthalle Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานจิตรกรรมแนว Contemporary Art ที่ได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงของประเทศในยุโรป สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนไปไม่ถึง นั่นคือ Contemporary ArtMuseum ซึ่งในเมืองบูดาเปสต์มิวเซียมนั้นมีชื่อว่า Kunsthalle Budapest มิวเซียมที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Hero และอยู่ตรงข้าม Museumof Fine Arts Budapest นี้ ใช้จัดแสดงนิทรรศการงานแนว Contemporary Art ตามโปรแกรมของ Kunsthalle German โดยไม่มีผลงานถาวรจัดแสดง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฮังการีเป็นประเทศที่มีเศรษฐานะไม่ดีนักหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย

สถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมนี้ตั้งอยู่ในอาคารที่ถูกออกแบบโดย AlbertSchickedanz และ Fulop Herczogตามแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic อาคารที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1896 เพื่อเฉลิมฉลองประเทศครบ 1,000 ปีนี้มีพื้นที่จัดแสดง 2,300 ตารางเมตร ลักษณะเด่นของอาคารที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสตั้งแต่ตรงทางเข้าก็คือเสาแบบ Corinthia 6 ต้นที่มีการประดับประดาหัวเสาอย่างวิจิตรบรรจง ส่วนกำแพงด้านหลังจะเป็นงาน Fresco รูปจุดเริ่มต้นของประติมากรรมรูปภูเขาไฟและอธีนา อพอลโลและเทพธิดา จากผลงานของ Lajos DeakEbner ส่วนประตูทางเข้าทำจากทองแดงตกแต่งอย่างสวยงามอีกเช่นกันด้วยฝีมือของ Pal Satori กำแพงโดยรอบก็ได้รับการตกแต่งอย่างละเอียดลออโดยใช้สีสันโทนอ่อนด้วย Pyrogranite จากเมือง Pecs

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมแล้ว ยังจะได้ชมงานนิทรรศการแนว Contemporary Artที่หมุนเวียนกันมาจัดแสดงได้อย่างน่าสนใจอาทิ งานของ Ivan Mariasi Masznyik จิตรกร ครูสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ประจำBudapest University of Technology’sDepartment of Design และนักมานุษยวิทยาแถวหน้าของประเทศ ผลงานที่จัดแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลและดาวเคราะห์ที่เขาทำขึ้นไว้ระหว่าง 1968-75 โดยมีทั้งภาพเขียนน้ำมัน และภาพร่าง นักท่องเที่ยวจะเห็นพัฒนาการของการจัดแสดงโครงสร้าง การใช้สีที่มีความกลมกลืนกันมากขึ้นเรื่อยๆได้รับความรู้เกี่ยวกับลำดับของดวงดาวในจักรวาลอันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังสนุกสนานกับการคาดเดาความคิดของศิลปินว่าเหตุใดจึงตั้งชื่อภาพแต่ละภาพดังที่เห็น อาทิ Unborn Star, The Formation of Star และ Big Bang ที่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพทั้งสามดูคล้ายคลึงกันมากจนแทบแยกไม่ออก แต่ตั้งชื่อต่างกัน เป็นต้น

แหวกฟ้าหาฝัน : Jakab Bogdani ใน Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631951

แหวกฟ้าหาฝัน : Jakab Bogdani  ใน Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Still Life with Flowers , Parrot and White Cockatoo

ใน Museum of Fine Arts Budapest นอกจากจะมีงานของ Adam Manyoki ศิลปินประจำราชสำนักชาวฮังกาเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งแล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Jakab Bogdani ศิลปินฮังกาเรียนที่มีความสามารถในการวาดภาพเหมือน (Still Life) โดดเด่นไม่แพ้กันด้วย Jakab Bogdani เกิดในเมือง Eperies ทางตอนเหนือของฮังการีซึ่งปัจจุบันคือเมือง Presov สโลวาเกีย เขาจบการศึกษาด้านศิลปะที่กรุงเวียนนาก่อนย้ายไปอยู่อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์หลังจบการศึกษาและอาศัยอยู่ที่นั่น เขาได้รู้จักกับ Miklos Totfalusi ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ชาวฮังกาเรียน ซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่องานของเขา ในช่วงแรกเขาวาดภาพดอกไม้และผลไม้เป็นส่วนใหญ่อันเป็นผลจากอิทธิพลของศิลปินชาวดัทช์เขาแต่งงานกับ Elizabeth Hemmingsและมีบุตรด้วยกัน 2 คน โดยคนโต คือ William ที่กลายเป็นนักการเมืองที่โดดเด่นของอังกฤษ ส่วนคนเล็ก Elizabeth ได้แต่งงานกับ Tobias Stranover จิตรกรชาวเยอรมัน

Still Life with Flower

หลังจากปี 1688 เขาย้ายไปอยู่ลอนดอน และกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลาง คหบดีและราชสำนักจากผลงานภาพเหมือนที่มีรูปนกเกี่ยวข้อง แม้เขาจะไม่ได้ถึงกับเป็นจิตรกรประจำราชสำนัก แต่ลูกค้าคนสำคัญกระเป๋าหนักของเขาคือ พระนางแอนน์แห่งอังกฤษส่งผลให้งานของเขาได้รับการจัดแสดงไว้ตามปราสาทต่างๆ ของอังกฤษเป็นจำนวนมาก หลายคนคงสงสัยว่าจิตรกรประจำราชสำนักหรือ Court Painter ต่างจากจิตรกรที่มีราชสำนักเป็นลูกค้าอย่างไร จิตรกรประจำราชสำนักคือจิตรกรที่มีหน้าที่สร้างสรรค์งานให้กับสมาชิกของราชวงศ์เท่านั้นและห้ามรับงานภายนอก จิตรกรประจำราชสำนักเริ่มต้นครั้งแรกกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 จนมาถึงช่วงของ Ranaissance ที่งานส่วนใหญ่จะเป็นจิตรกรรมมากกว่าประติมากรรม ต่อมาจิตรกรราชสำนักส่วนใหญ่ถูกว่าจ้างให้วาดภาพเหมือน และงานตกแต่งอาคาร จิตรกรประจำราชสำนักจะได้รับทั้งเงินเดือนและตำแหน่งหรือเป็นข้าราชการประจำราชสำนักนั่นเอง ส่วนจิตรกรที่มีราชสำนักหรือราชวงศ์เป็นลูกค้ากลับมีอิสระ และขายงานตามราคาที่ตัวเองกำหนด หรือได้รับค่าจ้างสั่งทำ

Still Life with Flowers , Parrot and White Cockatoo detail

การที่ผลงานของเขาเป็นที่โปรดปรานของพระราชินี แม้มิได้เป็นจิตรกรในราชสำนักก็ตามทำให้เขาได้รับสัญชาติอังกฤษในปี 1700 และซื้อบ้านทางทิศตะวันออกของลอนดอน เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่มีสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของภาพโดยเฉพาะนกพื้นเมืองที่มีความสวยงามและความหลากหลาย นักประวัติศาสตร์ศิลป์เชื่อว่า Bogdani เป็นจิตรกรที่มีโอกาสศึกษานกอย่างจริงจังจาก Windsor Park ซึ่งเป็นสวนของ George Churchill ลูกค้าคนสำคัญอีกคนหนึ่งของเขา ประกอบกับการได้ฝึกปรือฝีมือกับ Melchior de Hondecooeter จิตรกรชาวดัทช์ผู้มีชื่อเสียงในการวาดนกพื้นเมืองจึงทำให้เขาวาดมันได้อย่างมีชีวิตชีวาและสมจริงมากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum of Fine Arts Budapest จะได้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในการสร้างสรรค์งานโดยเฉพาะ Still Life with Flowers, Sparrow and White Cockatoo ที่ใช้สีสันได้อย่างสดใส และอากัปกิริยาท่วงท่าของนกหลากชนิดราวกับมันกำลังพูดคุยกันต่อหน้าเราเลยทีเดียวTwo Macaws Cockatoo and Jay with FruitsTwo Macaws Cockatoo and Jay with Fruits

แหวกฟ้าหาฝัน : Hungarian Artist in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630407

แหวกฟ้าหาฝัน : Hungarian Artist  in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Still Life with Peaches

ฮังการีเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคโลหะ แต่ในช่วงแรกพื้นที่ที่ถูกเรียกว่าฮังการีนั้นถูกเรียกว่า Pannonianซึ่งมาจาก Pannonia ที่ปัจจุบันเฉพาะส่วนตะวันตกยังเป็นส่วนหนึ่งของฮังการี โดยเป็นที่อยู่ของชนเผ่า Celtic, Dalmatian และ Germanic เมื่อชาวฮั่นรุกรานบริเวณนี้ในปี 370 บริเวณนี้จึงกลายเป็น OstrogothicKingdom จนชาว Magyar หรือชาวพื้นเมืองฮังการีปัจจุบันมาบุกรุกในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ชาว Magyar ได้หันมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 และถูกปกครองโดยราชวงศ์ Arpad อยู่ 3 คริสต์ศตวรรษ

ในช่วงของราชวงศ์ Arpad พวกเขาได้ขยายอาณาเขตไปจนถึงฝั่ง Adriatic เมื่อฮังการีเปลี่ยนราชวงศ์ พวกเขาก็ถูกรุกรานโดยมองโกลที่มีกุบไลข่านผู้นำ พระเจ้า Bela ที่สี่ หนีเอาตัวรอดและทิ้งชาวฮังกาเรียนไว้ใต้การปกครองของชาวมองโกลเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ แม้ฮังการีจะปราศจากกษัตริย์ แต่พวกเขาก็สามารถรักษาแผ่นดินไว้ได้ แม้จะต้องสู้รบกับการขยายตัวของจักรวรรดิ Ottoman ก็ตาม ซ้ำร้ายหลังจากนั้นพวกเขายังต้องสู้รบกับราชวงศ์ Habsburg จากออสเตรียอีก และตกอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย ในช่วงปี 1600อันเป็นช่วงที่อยู่ภายใต้ราชวงศ์ Habsburg ดินแดนฮังการีถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนทำให้ชาวฮังการีมีอิสระในการนับถือศาสนาทั้งคาทอลิก โปเตสแตนต์ และลูเทอร์แลนด์

Gustav Adolf von Gotter grof

แม้ฮังการีจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ชาวฮังกาเรียนส่วนใหญ่ถือว่าประเทศของพวกเขาที่แท้จริงถือกำเนิดขึ้นหลังจากการแยกตัวออกจากออสเตรียส่งผลให้ก่อนหน้านี้ฮังการีไม่ได้มีศิลปินเป็นของตัวเอง เมื่อฮังการีใกล้ชิดกับออสเตรีย ศิลปินส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงได้รับอิทธิพลหรือร่ำเรียนจากโรงเรียนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของฮังการีไม่มีใครเกิน Adam Manyoki จิตรกรภาพเหมือนแนวบาโรคประจำราชสำนัก เขาเป็นบุตรชายของนักเทศน์ที่ค่อนข้างยากจนจึงถูกส่งตัวไปเรียนหนังสือที่ Luneburg ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่ Hamburg ต่อมาเขาเข้าเรียนกับ AndreasScheits จิตรกรราชสำนักชาวเยอรมันที่ hannover ก่อนไปเรียนกับ Nicolas de Larqilliere ศิลปินภาพเหมือนชาวฝรั่งเศสที่ปารีส และจบการศึกษาที่เนเธอร์แลนด์ก่อนเข้ารับราชการเป็นจิตรกรประจำราชสำนักพระเจ้า Frederick William I of Prussia ที่กรุงเบอร์ลิน ระหว่างปี 1703-1707

หลังจากนั้นเขาย้ายไปทำงานกับ Francis II Rakoczi ข้าราชการระดับสูงชาวฮังกาเรียนผู้นำปฏิวัติฮังการีจากออสเตรียโดยตามไปอยู่โปแลนด์ในปี 1711 ที่ซึ่งเขาได้มีโอกาสสร้างงานภาพเหมือนพระเจ้า Augustus II และกลายเป็นจิตรกรราชสำนักของพระองค์ในปี 1717 หลังจากนั้นอีก 7 ปี เขาย้ายไปกรุงปรากและกรุงเวียนนา เพื่อวาดภาพเหมือนให้กับจักรพรรดิ Charles VI, Maria Theresa และ Maria Anna หลังจากปี 1724 เขาย้ายกลับไปฮังการีพร้อมภรรยาและน้องสาวก่อนย้ายไปอยู่ Dresden และ Leipzig เยอรมัน ในปี 1731 ต่อมาในปี 1736 เขาได้ถูกว่าจ้างให้เป็นจิตรกรประจำราชสำนักของพระเจ้า Augustus IIIแห่งโปแลนด์ก่อนจะลาออกในปี 1753จากความไม่พอใจที่ไม่ได้รับเงินเดือน ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิตเขาเล่นทองจนแทบจะหมดตัวและเสียชีวิตอย่างยากจน

Artist Self Portrait

การที่เขาเป็นจิตรกรที่มีฝีมือในการวาดภาพเหมือนตั้งแต่ยังเล็กจนทำให้เขากลายเป็นจิตรกรราชสำนักหลายแห่งและมีผลงานมากมาย ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาที่จัดแสดงใน Museum of Fine Arts Budapest ก็คือภาพเหมือนของตัวเองขณะกำลังทำงาน ภาพที่เขามองมายังผู้ชมด้วยสายตาล้อเล่นโดยใส่เสื้อเปิดอกเผยให้เห็นเนื้อหนังและที่มือซ้ายถือจานพร้อมมัดพู่กันมือขวาถือพู่กันที่กำลังใช้นี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างยิ่งยวดอันเป็นผลมาจากการที่เขารู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเยาว์ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Antoine Pesne จิตรกรราชสำนักปรัสเซียอย่างเด่นชัด

ส่วนภาพ Gustav Adolf von Gotter grof ก็สามารถเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในการวาดภาพเหมือนอย่างแจ่มชัดสังเกตได้จากแววตา เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย นอกจากนี้ เขายังสามารถวาดภาพแนว Still life ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยสมกับเป็นจิตรกรราชสำนักมือหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/628852

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Judgement of Paris made of Tin and Lead Alloy

Sculpture หรืองานแกะสลักเป็นสาขาหนึ่งของงานทัศนศิลป์ในรูปแบบ 3 มิติ งานแกะสลักสามารถสร้างสรรค์ได้บนวัสดุที่หลากหลายตั้งแต่หิน ไม้ กระเบื้องและโลหะ ยิ่งวัสดุที่ใช้มีความคงทนและยากต่อการสร้างงานเท่าไหร่ ชิ้นงานก็สามารถเก็บได้นานเท่านั้น อาทิ หิน งานสมัยโบราณที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมักทำจากหิน กระเบื้องและโลหะ งานในอดีตที่ยังคงอยู่มาให้ศึกษามักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน ของใช้ และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะงานประเภทนี้ใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงงานที่ประณีตจึงมักเป็นสมบัติของราชวงศ์ ศาสนจักร และคหบดี ดินแดนที่มีงานแกะสลักหลงเหลืออยู่มากมักเป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมและการค้ามั่งคั่งมาอย่างยาวนาน อาทิ เมดิเตอร์เรเนียน จีน อินเดีย อเมริกากลางและใต้ รวมทั้งแอฟริกา

งานแกะสลักไม้เป็นงานที่ใช้มีดแกะลงบนไม้ด้วยมือเดียวหรือใช้สิ่วตอกบนไม้ด้วยมือทั้งสองข้าง งานแกะสลักไม้ที่ตกแต่งมีทั้งแบบ 3 มิติบนกรอบรูปซึ่งเป็นงานที่หาได้ค่อนข้างยาก และแบบ 3 มิติไว้ตั้งตามที่ต่างๆ งานแกะสลักไม้ชิ้นแรกถูกค้นพบมีอายุกว่า 12,000 ปี นับจากนั้นมา งานแกะสลักไม้ก็เป็นงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์อย่างกว้างขวางแต่กลับเหลือรอดมาจนปัจจุบันได้น้อยอันเป็นผลจากความไม่คงทนทางด้านวัตถุ และการถูกไฟไหม้เป็นครั้งคราว งานแกะสลักไม้ที่เหลืออยู่จนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่มักเป็นงานที่เคยเก็บอยู่ในส่วนซ่อนเร้นในอาคาร หรือถูกเก็บงำอย่างดีในกรุโดยเป็นสมบัติของจีน ญี่ปุ่น แอฟริกา และหน้ากากของ Oceania

Adam and Eve Ivory Carving

ส่วนงานแกะสลักไม้ของชาติตะวันตกเริ่มต้นครั้งแรกในยุคของกรีซ ส่วนที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นงานในยุคกลางและโกธิคนั้นเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับศรัทธาของศาสนาของเยอรมัน รัสเซีย อิตาลี และฝรั่งเศส ส่วนของอังกฤษจะเป็นงานของคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ที่ทำจากไม้โอ๊ค งานที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคเรอเนสซองส์ก็ไม่มีงานใดเกินงานที่ชื่อว่า เดวิดของไมเคิล แองเจลโล ซึ่งปัจจุบันมีงานเลียนแบบจัดแสดงอยู่กลางจัตุรัส Vecchio เมืองฟลอเรนซ์ ส่วนของจริงจัดแสดงอยู่ใน Galleriadell Academia เมืองเดียวกัน หลังจากยุคนั้น งานแกะสลักก็เคลื่อนตัวสู่แนวทางการนำเสนอแบบอื่นที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายของมนุษย์

งาหรือฟันของสัตว์เป็นอีกวัสดุหนึ่งที่คนโบราณนำมาแกะสลัก ในช่วงต้นๆ ของประวัติศาสตร์มนุษย์ใช้ฟันสัตว์มาตกแต่งร่างกายจวบชาวยุโรปเดินทางไปถึงแอฟริกา พวกเขาก็ได้นำงาหรือฟันของสัตว์ใหญ่ซึ่งเป็นของหายากและราคาแพงกลับมาทวีปยุโรปเพื่อทำของตกแต่งและสร้างสรรค์งานศิลปะ เนื่องจากงาของสัตว์มีความคงทนถาวรกว่าไม้จึงกลายเป็นวัสดุสำคัญที่สุดที่ใช้สร้างงานศิลปะตั้งแต่ยุคกลาง งาช้างกลายเป็นวัสดุสำคัญของการสร้างงานศิลปะยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 อันเป็นผลมาจากการแข่งขันกันระหว่างเยอรมันและเนเธอร์แลนด์ ผลงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งและช่างฝีมือสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนของผลงานโดยเฉพาะใบไม้และเถาองุ่นจากชิ้นงาน Adam and Eve ที่จัดแสดงใน Museum of Fine Arts Budapest

ส่วน Engraving หรืองานแกะสลักโลหะทำได้บนหลากหลายวัสดุ บางชนิด เป็นของที่มีราคาสูงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ เงิน ทอง หรือบางชนิดปัจจุบันไม่ใช่ของมีราคาสูงแล้ว อาทิ เหล็ก ทองแดง แก้ว อย่างไรก็ดี โลหะแทบทุกชนิดเป็นของคงทนถาวรจึงมักตกทอดมาถึงปัจจุบันได้ง่าย งานแกะสลักที่ทำจากของมีราคาสูงมักใช้เป็นเครื่องประดับร่างกาย ในขณะที่งานแกะสลักโลหะที่มีขนาดใหญ่และราคาไม่สูงมากมักใช้เป็นเครื่องตกแต่งในอาคาร หรือใช้แทนงานจิตรกรรมน้ำมันไว้บอกเล่าเรื่องราวและประดับอาคาร งานแกะสลักโลหะยังถือเป็นเทคนิคที่เก่าแก่ที่สุดและสำคัญที่สุดสำหรับงานพิมพ์อีกด้วยโดยเฉพาะแผนที่

Judgement of Paris ที่ทำจากดีบุกและตะกั่วผลงานของ Georg Raphael ที่จัดแสดงใน Museum of Fine Arts Budapest นี้เป็นตัวอย่างงานแกะสลักที่ทำจากโลหะ ชิ้นงานเป็นเรื่องราวในนิยายปรัมปราที่เกี่ยวข้องกับสงคราม Trojan ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนของผืนผ้า ความอ่อนช้อยของท่วงท่าอากัปกิริยาของทุกตัวละครบนชิ้นงานดูมีชีวิตชีวาราวกับละครในชีวิตจริงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Netherland School in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627293

แหวกฟ้าหาฝัน : Netherland School in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Allegory of Public Welfare by Jan Brueghel

ในมิวเซียมที่มีผลงานยุคเรอเนสซองส์นอกจากจะมีงานของเยอรมัน อิตาลี และสเปนแล้วงานของเนเธอร์แลนด์ก็เป็นงานของศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงGolden Age ของดัชท์ Museum of Fine ArtsBudapest ก็เป็นมิวเซียมที่มีงานของศิลปินในยุคนี้อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะงานของJan Brughel นักท่องเที่ยวที่ศึกษาประวัติศาสตร์รวมทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์จะทราบดีว่ายุคทองของดัทช์ที่เริ่มต้นในปี 1588 ซึ่งเป็นช่วงต้นของ Eighty Year’s War อันเป็นผลมาจากการที่ 7 จังหวัดของเนเธอร์แลนด์กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าฟิลิปส์ที่สองแห่งสเปน เรื่อยมาจนสิ้นสุดสงครามในปี 1648 และเข้าสู่ช่วงสงบจวบจนถึง 1672 War of Spanish Succession นั้นเป็นช่วงที่เนเธอร์แลนด์มีความโดดเด่นทั้งในแง่การค้า วิทยาศาสตร์ การทหารและศิลปะ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นกระแสการต่อต้านคริสตจักรได้แพร่กระจายมาสู่เนเธอร์แลนด์ด้วยเนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ติดกับเยอรมันกระแสต่อต้านหรือ Protestant นี้โดดเด่นในกลุ่มนักประดิษฐ์ ศิลปินและคหบดีที่อาศัยตามเมือง Ghent, Bruges และ Antwerp ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของเนเธอร์แลนด์ทั้งนั้น ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของดัทช์ในช่วงเวลานั้นก็คือ Jan Brueghel เขาเกิดในเมือง Brusselsเป็นบุตรของ Pieter Bruegel the Elderและ Maria Coecke van Aelst บุตรีของ PieterCoecke van Aelst ศิลปินเรอเนสซองส์ที่สำคัญของดัทช์ หลังจากบิดา-มารดาเสียชีวิต เขาและ Pieter Brueghel the Younger น้องชายและน้องสาวได้ย้ายไปอยู่กับ Mayken Verhulstยายของเขาที่เป็นศิลปินม่าย ยายเป็นคนสอนศิลปะให้ทั้งสองพี่น้องก่อนที่จะส่งทั้งสองไป Antwerp เพื่อเรียนจิตรกรรมกับ Peter Goetkint นักสะสมภาพที่มีห้องภาพเป็นของตัวเอง

Allegory of Public Welfare detail by Jan Brueghel

หลังจากนั้นเขาเดินทางไปโคโลญจน์เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวน้องสาวและได้เข้าร่วมกับ Frankenthal ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการวาดภาพทิวทัศน์ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาเดินทางต่อไปยังเวนิสและเนเปิล อิตาลี ประเทศที่ศิลปินนิยมไปศึกษาต่อยอดและดูงาน เขาได้รังสรรค์งานทิวทัศน์และสถาปัตยกรรมให้กับ Don Francesco Caraccioloพระผู้ก่อตั้ง Clerics Regular Minor นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ตัวอย่างผลงานของ Jan Brueghel ใน Museum of Fine ArtsBudapest ที่ชื่อ Paradise Landscape with the Fall of Man และ Allegory of PublicWelfare นั้นแสดงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นทิวทัศน์ ดอกไม้ ลวดลายบนตัวสัตว์ที่มีรายละเอียดซับซ้อน เป็นธรรมชาติและเหมือนจริงอย่างหาที่ติได้ยาก

ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิลปินเริ่มหันเหออกจากการวาดภาพเหมือน ภาพทิวทัศน์ และภาพ Still life สู่การวาดภาพเรื่องราวของชีวิตประจำวัน แม้ศิลปินบางคนจะยังมีการวาดเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาเป็นพื้นฐาน แต่จะออกแนวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือเป็นชาวบ้านมากขึ้น อาทิ The Village Fairของ Peter Balten หรือ Susanna and the Eldersของ Gortzius Geldorp ที่แม้เป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์เก่าแต่ลักษณะการนำเสนอก็ออกแนวคนทั่วไป การนำเสนอของศิลปินดัชท์จึงดูกลมกลืนกันและมีอัตลักษณ์ ถึงกระนั้นก็ตาม หากนักท่องเที่ยวสังเกตให้ดีก็ยังพบว่า แม้งานของศิลปินดัทช์จะมีเอกลักษณ์แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของ Italian Renaissance อยู่ไม่มากก็น้อยParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelParadise Landscape with the Fall of Man by Jan BrueghelThe Golden Age by Cornelis Van Haarlem

The Golden Age by Cornelis Van HaarlemThe Golden Age by Cornelis Van Haarlem

The Golden Age by Cornelis Van HaarlemThe Golden Age by Cornelis Van Haarlem

The Golden Age by Cornelis Van HaarlemSusanna and the Elders by Gortzius GeldorpSusanna and the Elders by Gortzius GeldorpThe Village Fair by Peter BaltenThe Village Fair by Peter BaltenThe Village Fair by Peter BaltenThe Village Fair by Peter Balten

แหวกฟ้าหาฝัน : El Greco in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624588

แหวกฟ้าหาฝัน : El Greco in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

The Disrobing of Christ

ใน Museum of Fine Arts Budapest ไม่เพียงมีงานแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 แนว Renaissance ของอิตาลีและเยอรมนี ยังมีงานของสเปนซึ่งก็เป็นจักรวรรดิใหญ่ในช่วงเวลานั้นด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุคของสเปนก็คือ El Greco ซึ่งถึงกับจัดให้มีห้อง El Greco เลยทีเดียว

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิลปินสเปนยังคงได้รับอิทธิพลจากเนเธอร์แลนด์ที่ได้รับการส่งต่ออิทธิพลมาจากอิตาเลียนอยู่ หลังการประชุม Council of Trent ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1545-63 ที่ทำการปฏิรูปแนวทางของศาสนจักรในเรื่องความเชื่อ แนวทางศิลปะแบบ Mannerism ที่ปฏิเสธความสวยงามตามแนวทางศิลปะแบบ Classic ก็ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นที่ชื่นชอบของสเปนโดยเน้นความยาวแบบไม่ได้สัดส่วนในการแสดงออกถึงความเชื่อศรัทธา และความรักอย่างท่วมท้นต่อศาสนา ศิลปินสเปนแนว Mannerism ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นไม่มีใครเกิน Domenikos Theotokopoulos หรือ El Greco

แท้ที่จริงแล้ว El Greco เป็นคนกรีกเขาเกิดที่เกาะ Crete หรือ Kingdom of Candia ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นของสาธารณรัฐ เวนิส อิตาลี เขาได้รับฝึกฝนทางด้านจิตรกรรมที่ Cretan ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ post Byzantine art โดยเรียนทั้ง Classic และภาษากรีกโบราณด้วย El Greco ยังเป็นสมาชิกของชมรมช่างในเมือง Crete ซึ่งเป็นสถานที่วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกผสมผสานได้อย่างกลมกลืนจนได้ตำแหน่ง Master หรือผู้ชำนาญการก่อนย้ายไปอยู่ที่โรม แม้นักประวัติศาสตร์ศิลป์จะเชื่อว่าเขานับถือกรีกออโธดอกซ์ แต่เมื่อเขาย้ายมาที่โรมและสเปนเขาได้หันมานับถือคริสต์และเป็นผู้ที่มีศรัทธาในศาสนาอย่างเหลือล้น

Christ on the Mount of Olives

หลังจากย้ายมาอยู่โรมในปี 1570 เขาได้เปิดห้องภาพเป็นของตัวเองและสร้างสรรค์งานแนว Mannerism ร่วมกับแนว Venetian Renaissance ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Tintoretto ศิลปินชั้นนำชาวเวนิสที่นิยมวาดภาพเมืองเวนิส ก่อนย้ายไปอยู่Toledo สเปนในปี 1577 ที่ซึ่งเขาได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์ผลงานมากมายงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินอีกหลายคน อาทิ Rainer MariaRilke และ Nikos Kazantzakia อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของงานแนวExpressionism และ Cubism ด้วย

งานของเขาโดดเด่นแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นจนเป็นที่ยอมรับในเรื่องการนำเสนอรูปบุคคล การจัดวางองค์ประกอบของภาพ การใช้สีที่สดใส รวมทั้งแสงที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือจริงเพื่อสะท้อนถึงความลึกลับของศาสนา แม้เขาจะมีผู้จ้างมากมายแต่ผลงานของเขาหลังเสียชีวิตกลับไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอีกจวบจนกระทั่งครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19ที่มีศิลปินแนว Expressionism และ Cubism ได้นำงานของเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น The Disrobing ofChrist, The Annunciation, St.James,St. Andrew, Holy Family และ Christ onthe Mount of Olives ล้วนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่องความยาวของรยางค์ทั้งมือและเท้าซึ่งนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ El Greco จะนึกถึงหน้าศิลปินได้ทันทีที่เห็นผลงานสมแล้วที่เขาเป็นศิลปินแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่โดดเด่นที่สุดของสเปนHoly Family

Holy FamilyThe AnnunciationThe AnnunciationSt.AndrewSt.AndrewSt. JamesSt. James

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian School in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Virgin and Child with St. Catherine and Barbara detail by Bernardino Luini

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกันดีกับงานศิลปะยุคเรอเนสซองส์จะทราบดีว่า ผลงานในช่วงเวลาก่อนหน้าและช่วงเวลานั้นไม่เพียงมีงานของ German School ที่เป็น School ใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว Italian School ต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดของงานศิลปะเรอเนสซองส์ มิวเซียมใหญ่ที่เก็บสะสมงานยุคเรอเนสซองส์ทุกแห่งจึงจำเป็นต้องมีงานของ Italian School ไว้ครอบครอง แต่จะมีได้มากน้อยคงต้องขึ้นกับช่วงเวลาของการก่อตั้ง ความเก่าแก่ และทุนทรัพย์ด้วย Museum of Fine Arts Budapest เป็นอีกมิวเซียมหนึ่งที่มีงานยุคเรอเนสซองส์ของอิตาเลียนด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มากนัก แต่ก็มีงานของศิลปินเด่นหลายคนให้ชื่นชมอยู่ไม่น้อย

Italian Renaissance เป็นช่วงรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของอิตาลีซึ่งเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากยุคกลางนี้เป็นช่วงที่เกิดการสร้างวัฒนธรรมให้ทันสมัยขึ้นทั่วทั้งยุโรป คำว่า Renaissance มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าการเกิดใหม่ Renaissance เริ่มต้นครั้งแรกที่เมืองฟลอเรนซ์แคว้นทัสคานีตอนกลางของอิตาลีอันเป็นผลมาจากการที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโดยเป็นเมืองที่วางรากฐานทางด้านการเงินและธนาคารส่งผลให้มีคหบดีเกิดขึ้นมากมาย ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิเมดิเตอร์เรเนียนที่ควบคุมเส้นทางการค้าขาย ความมั่งคั่งและการเป็นศูนย์กลางส่งผลอย่างรุนแรงต่อศาสนจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่โรม

Doge Marcantonio Trivisan by Titian

เป็นที่ทราบกันดีว่า Italian Renaissance ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศิลปะแทบทุกแขนง ตั้งแต่จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม และดนตรีโดยขึ้นถึงจุดสูงสุดในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิลปินที่โดดเด่นที่สุด ไม่มีใครเกิน Leonardo Davinci ทั้งนี้เพราะดาวินชี่ไม่เพียงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านศิลปะเท่านั้น เขายังมีความสามารถในด้านสถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย เรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะที่สุดคนหนึ่งในโลกเลยทีเดียว

ผลงานของ Leonardo Davinci ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกมิวเซียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอย่างงานจากหนังสือบันทึกส่วนตัวของเขาที่กลายเป็นต้นแบบของเครื่องไม้เครื่องมือ และการสร้างงานศิลปะในยุคต่อมาอีกหลายร้อยปีจวบจนปัจจุบัน เขาเกิดในครอบครัวที่บิดาเป็นพนักงานจดทะเบียนใกล้เมือง Vinci และเข้าศึกษาด้านจิตรกรรมกับ Andrea del Verrocchio นักจิตรกรรมและประติมากรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์ เขาเริ่มงานด้วยการทำงานให้กับ Ludovico Sforza
ที่เมืองมิลานก่อนย้ายไปอยู่โรมเป็นเวลาสั้นๆ งานของเขาสามารถดึงดูดเจ้าเมืองให้เชิญเขาไปอยู่ด้วยหลายครั้ง รวมทั้งพระเจ้า Francis Iก็ได้เชิญเขาไปอยู่ฝรั่งเศสด้วย

Virgin and Child by Giovanni Antonio Boltraffio

แม้ว่า Davinci จะเป็นจิตรกรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และมีผลงานจิตรกรรมที่ทำจนสำเร็จไม่มากนัก แต่ผลงานที่เด่นๆ ของเขาก็มีหลายชิ้น อาทิ Mona Lisa งานจิตรกรรมที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงที่สุดในโลก The Last Supper งานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่มีการทำเลียนแบบมากที่สุดในโลก Vitruvian Man จิตรกรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นสัดส่วนมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด Salvator Mundi จิตรกรรมที่แพงที่สุดของเขาที่ถูกประมูลไปถึง 450 ล้านเหรียญในปี 2017 Museum of Fine Arts Budapest ก็มีผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาเช่นเดียวกันนั่นคือ Virgin and Child with St.John the Baptist นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานจิตรกรรมของเขาแตกต่างจากศิลปินรุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง งานของเขาแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง และเทคนิค Sfumato ซึ่งก็คือการใช้ความคลุมเครือเปลี่ยนฉากได้อย่างกลมกลืนซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงจะนำเสนอเทคนิคเหล่านี้อย่างครบถ้วนเท่านั้น ยังมีรายละเอียดมากมายอย่างเหลือเชื่อ

นอกจากผลงานของ Davinci แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เห็นแนวทางการนำเสนอของเขาที่ส่งอิทธิพลต่อลูกศิษย์ของเขาอีกหลายชิ้นอย่างจุใจ อาทิ Virgin and Child with St.Catherine and Barbara และ Virgin and Child with St.Elizabeth and the Young St.John the Baptist by Bernardino Luini, Virgin and Child with St. Jerome Michael the Archangel by Giovanni Pietro Rizzoli, Virgin and Child by Giovanni Antonio Boltraffio ผลงานที่ถือได้ว่า Masterpiece อีกชิ้นของศิลปิน Italian Renaissance ผลงานชิ้นนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ไม้ชิ้นเดียวกันกับ Virgin on the Rock ของ Davinci ที่จัดแสดงในลอนดอน รวมทั้ง DogeMarcantonio Trivisan by Titian ศิลปินที่โด่งดังในยุคต่อมาด้วย

Virgin and Child with St. Catherine and Barbara by Bernardino Luini

Virgin and Child with St. Elizabeth and the Young St. John the Baptist by Bernardino Luini

Virgin and Child with St. Jerome Michael the Archangel by Giovanni Pietro Rizzoli

Virgin and Child with St. John the Baptist by Leonardo Davinci

Virgin and Child with St. John the Baptist detail by Leonardo Davinci

แหวกฟ้าหาฝัน : German School in Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621517

แหวกฟ้าหาฝัน : German School in Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Christ and the Adulteress by Lucus Cranach

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Museum of Fine Arts Budapest จะได้มีโอกาสศึกษางานศิลปะที่มีความหลากหลายแบบที่มีระยะเวลายาวนานหลายศตวรรษ เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานที่ถูกรังสรรค์ในช่วงเวลานี้มักเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา อาทิ ฉากต่างๆ จากในคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือเรื่องราวชีวิตของนักบุญ หรือภาพเหมือนของนักบุญแต่ละองค์โดยเคยจัดแสดงไว้ในโบสถ์หรือตามบ้านของคหบดีต่างๆ งานจิตรกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นตัวแทนที่จับต้องได้จึงมีไว้เพื่อเสริมสร้างศรัทธาระหว่างอธิษฐานหรือสวดมนต์อาทิ ฉากพระคริสต์ถูกทรมานชีวิตของพระนางมารี และความทุกข์ทรมานของนักบุญองค์ต่างๆ

มานุษยวิทยาและการเคลื่อนไหวทางด้านสติปัญญาที่เริ่มต้นจากอิตาลีได้แผ่ขยายขึ้นไปในยุโรปเหนือตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งส่งอิทธิพลโดยตรงต่อศิลปะ การศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และการสร้างโลกได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อการสร้างงานศิลป์โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรม ศิลปินหลายคน อาทิ Albrecht Durer, Hans Baldung ได้ใช้เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับจริยธรรมและการถากถางไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างเพศมาเป็นหัวข้อในการรังสรรค์งาน แต่หลังจากที่ Martin Luther ได้เสนอทฤษฎีของเขาในปี 1517 ส่งผลให้งานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาลดทอนจำนวนลงพร้อมๆ ไปกับปฏิรูปศาสนา ศิลปินคนแรกที่เสนอผลงานแนวใหม่ทั้งจิตรกรรมและแกะสลักให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Martin Luther ก็คือ Lucas Cranach the Elder

Head of St. John the Baptist by Lucus Cranach

แม้ Cranach จะเป็นผู้เชื่อแนวทางปฏิรูปของ Luther แต่เขาก็ยอมรับงานจากศาสนจักรโดยใช้งานที่ถูกจ้างตีความตามความเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น The Annunciation to Joachim ภาพเรื่องราวของ Anne and Joachim ครอบครัวของพระนางมารีที่มีอยู่ว่า เดิมนั้นทั้งคู่ไม่มีลูก Joachim ทุกข์ทรมานใจมากจึงหนีไปอธิษฐาน พระบิดาจึงได้ปรากฏพระกายขึ้นและบอกกับเขาว่าเขาจะมีลูกที่มาจากพระเจ้าในไม่ช้าซึ่งเขาต้องให้ชื่อว่ามารี ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นว่าคำอธิษฐานจะได้รับการสดับฟังและได้รับคำตอบเสมอ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้าอันเป็นจุดเริ่มต้นของการไถ่บาป ส่วนภาพ Christ and the Adulteress ที่พระเยซูจับแขนผู้หญิงที่เล่นชู้ด้วยสายพระเนตรที่เยือกเย็นพร้อมกับคำกล่าวของพระองค์ที่ว่าใครไม่เคยทำผิด ขว้างหินใส่เธอได้เลยก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสายตาของผู้กล่าวหาที่กระเหี้ยนกระหือรือจะเอาผิดซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นฐานความเชื้อของลัทธิ Luttheranism หรือการปฏิรูปที่สื่ออย่างโจ่งแจ้งว่าความรอดเกิดขึ้นจากพระคุณเท่านั้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะมีโอกาสยลงานของ Cranach อย่างเต็มอิ่มอีกทั้งห้อง อาทิ Old Man and Young Woman,Salome with Head of St. Johnthe Baptist, The MysticMarriage of St. Catherine of Alexandria และ The Virginnursing the Child

ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับงานแกะสลักไม้ German School ของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งด้วยนั่นคือ The Death of the Virgin การสิ้นพระชนม์ของพระนางมารีที่ล้อมรอบด้วยนักบุญ 12 องค์ที่อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆอาทิ กำลังอ่านพระคัมภีร์ กำลังจ้องมองด้วยดวงตาที่สงบ และกำลังอธิษฐานซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการส่งผู้วายชนม์กลับสู่อ้อมกอดของพระเจ้าอีกต่างหากด้วย หลังจากนักท่องเที่ยวจบทัวร์ส่วนนี้ บางคนอาจรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในเยอรมนีหรือเปล่าเนี่ยSalome with Head of St. John the Baptist by Lucus Cranach

Salome with Head of St. John the Baptist by Lucus CranachYoung Man and Old Woman by Lucus CranachYoung Man and Old Woman by Lucus CranachOld Man and Young Woman by Lucus CranachOld Man and Young Woman by Lucus CranachPortrait of Ferderic III and Portrait of John the Steatfast by Lucus CranachPortrait of Ferderic III and Portrait of John the Steatfast by Lucus CranachThe Anunciation to Joachim by Lucus Cranach

The Anunciation to Joachim by Lucus CranachThe Death of the Virgin

The Death of the VirginThe Mystic Marriage of St. Catherine of Alexandria by Lucus CranachThe Mystic Marriage of St. Catherine of Alexandria by Lucus CranachThe Virgin nursing the Child by Lucus Cranach

The Virgin nursing the Child by Lucus Cranach

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Fine Arts Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620117

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Fine Arts Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ที่ได้ มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ คงไม่เพียงต้องการแค่ถ่ายรูปกับแม่น้ำดานูบ เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก Rath Gyorgy Villa และ Roth Museum เท่านั้น ยังต้องหาห้องภาพใหญ่ๆ ดังๆ ที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมระดับประเทศและนานาชาติเยือนด้วย นั่นคือ Museum of Fine Arts ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มิวเซียมที่ตั้งอยู่ ณ จัตุรัส Hero นี้ ออกแบบโดย Albert Schickedanz สถาปนิกแนว Eclectic Style หรือสไตล์การตกแต่งบ้านที่รวมเสน่ห์ของสไตล์ต่างๆ หรือของเก่ากับของใหม่มาจัดอยู่ด้วยกัน (Mix & Match) โดยให้สิ่งละอันพันละน้อยที่นำมาตกแต่งต่างโดดเด่นในมุมของตัวเองชาว Astro-Hungarianผู้ออกแบบ Millennium memorial และPalace of Art และ Fulop Herzog สถาปนิกคู่หูตามแนวทางศิลปะแบบ Eclectic-Neoclassic ระหว่างปี 1900-1906

มิวเซียมถาวรแห่งแรกของฮังการีนี้เป็นโครงการที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากการเริ่มโครงการก่อสร้างรัฐสภาในปี 1896 ในช่วงยุคทองของบูดาเปสต์ Erno Kammererผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียมสรุปเป้าหมายของการก่อตั้งมิวเซียมนี้ไว้ให้เป็นสถาบันที่มีไว้เพื่อให้คนทั้งโลกได้มีโอกาสเข้าชมสมบัติทางศิลปะอันเป็นผลมาจากความสำเร็จของแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ และเป็นที่จัดแสดงพัฒนาการทางศิลปะในแขนงต่างๆ หลากหลายช่วงเวลาผู้อำนวยการคนต่อๆ มายังคงยึดหลักการเดิมจึงกระตือรือร้นที่จะหาของจัดแสดงทั้งแบบถาวรและนิทรรศการเพื่อมาส่งเสริมประสบการณ์และความรู้ให้กับผู้เยี่ยมเยือนทั้งในท้องถิ่นและนานาชาติ การตอกย้ำปณิธานของผู้อำนวยการผ่านนิทรรศการจึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการอธิบายยุคต่างๆ ด้วยการดึงความสนใจไปที่ผลงานชิ้นเอกที่ห่อหุ้มปณิธานของยุคนั้นไว้ และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นต่อๆ มาและผู้เข้าชม ด้วยความอุตสาหะของผู้อำนวยการอย่างสม่ำเสมอและความร่วมมือจากรัฐบาลยุคใหม่จึงทำให้ศิลปะฮังการียังคงดำรงอยู่แม้จะถูกบดบังอยู่หลายทศวรรษในช่วงคอมมิวนิสต์

ในปี 2008 Laszlo Baan ผู้อำนวยการMuseum of Fine Arts ในช่วงเวลานั้นได้เสนอรัฐบาลให้ควบรวม Museum of Fine Arts เข้ากับHungarian National Gallery เนื่องจากเห็นว่าสองมิวเซียมนี้จัดแสดงผลงานคล้ายๆ กันและยังควบรวม LudwigMuseum of ContemporaryArt ที่จัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 จวบจนปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันโดยเสนองบประมาณ 18 ล้านยูโรเพื่อขยายชั้นใต้ดินของ Museum of Fine Arts แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในปี 2011 เขาจึงเสนอโครงการใหม่ โดยขอให้มีการสร้างตึก 2 หลังมูลค่า 150 ล้านยูโรเพื่อสร้างตึกไว้เก็บงานContemporary European Art และ HungarianPhotography เสริมส่วนของ Museumof Fine Arts ในที่สุด Geza Szocs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้อนุมัติให้สร้างอาคารบนถนน Andrassv ใกล้กับ City Park เพื่อรับการย้ายโอนสมบัติของ Hungarian National Gallery จึงทำให้ Budapest Museum Quarter หรือ Andrassy Quarter ครอบครองถนนไปทั้งหมด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมในปัจจุบันไม่เพียงแต่จะได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับอาคารที่ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในส่วน Romanesque Hall บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ยังจะเต็มอิ่มกับศิลปะชิ้นเอกจำนวนมหาศาลที่มีอายุหลายร้อยปีนับจากยุคอียิปต์โบราณ Graeco-Roman เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมกระจกสี Roth Museum Budapest

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618594

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมกระจกสี Roth Museum Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Art Nouveau ไม่เพียงต้องเยือน Gyorgy Rath Villa เท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เป็น The must ซึ่งอยู่ใกล้กันที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองก็คือ Roth Museum มิวเซียมที่ตั้งชื่อตาม Miksa Roth ศิลปินชาวฮังกาเรียนที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานโมเสกและกระจกสีที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลป์ของฮังการี เขาเกิดวันที่ 26 ธันวาคมปี 1865 และเริ่มฝึกงานกับ Zsigmond Roth บิดาผู้ก่อตั้งร้านกระจกสีตั้งแต่ปี 1855 แม้บิดาและปู่ของเขาทำอาชีพกระจกสีมาแต่แรก แต่เขามิได้ต้องการเพียงแค่ค้าขายด้วยทักษะปกติ หลังจากเรียนรู้การทำกระจกสีจากครอบครัว เขาก็เริ่มออกเดินทางไปทั่วยุโรปตะวันตกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งจากเยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส และเลยไปจนถึงอังกฤษก่อนกลับมาฮังการีเพื่อดูแลกิจการ

หลังกลับมาทำงาน เขาได้ส่งงานเข้าประกวดหลายครั้ง และได้รับรางวัลเหรียญเงินในนิทรรศการ Paris World ในปี 1900 ได้รับเหรียญเงินในงานนิทรรศการ Turin World ในปี 1902 รวมทั้งรางวัลที่หนึ่งในนิทรรศการ St. Louis World ที่สหรัฐในปี 1904 ด้วย เขาจึงกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกในด้านกระจกสีจนได้รับเชิญไปสร้างผลงานทั้งในประเทศและนอกประเทศมากมาย อาทิ งานกระจกสีของเขาที่รัฐสภาในปี 1896, Gresham Palace และ Buda Castleงานโมเสกตรงทางเดินของโบสถ์ St’Stephenงานโมเสกตรงชั้นหนึ่งของ Franz LisztMusic Academy นอกจากนี้เขายังมีผลงานระดับนานาชาติโดยเป็นผู้ตกแต่งโดมแก้วขนาด 1,500 ตารางฟุต ที่ TeatroNational ในเม็กซิโก กระจกสีที่ Hugh Brown Villa เมืองบอสตัน จิตรกรรมกระจกที่โบสถ์ Fageborg กรุงออสโล นอร์เวย์ โบสถ์ St.Michael of Kosice สโลวาเกีย รวมทั้ง Royal Palace of the Netherrlands

ในยุค Belle Epoque หรือยุครุ่งเรืองทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ของฝรั่งเศสที่เริ่มต้นราวทศวรรษที่ 1870 จวบจนก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอันถือเป็นยุคทองของยุโรปนั้น Miksa Roth ถือเป็นมือหนึ่งทางด้านกระจกสีของโลกในช่วงเวลานั้นส่งผลให้เศรษฐานะเขาดีขึ้นมาก เขาจึงซื้อบ้านจาก Samuel Gelb ช่างทำเฟอร์นิเจอร์บนถนน Nefelejcs โดยจ้าง Samu Pecz เป็นสถาปนิกออกแบบซึ่งก็คือ Work Institute of Imperial and Royal Stained Glass and Mosaic Artist Miksa Roth Museum จวบจนปี 1939 ห้องทั้งสามที่ปัจจุบันยังจัดแสดงอยู่นั้นประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องอ่านหนังสือ เป็นส่วนที่ Roth ออกแบบเองทั้งการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ซึ่งสะท้อนตัวตนของเขาที่มีความสมถะแต่มีรสนิยม อาคารอิฐที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่ทำงานของคนงานเกี่ยวกับกระจกสีและโมเสก 20 กว่าคน และยังเคยเป็นที่ตั้งของ KEK-ContemporaryArchitecture Center ซึ่งปัจจุบันย้ายไปแล้ว

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Roth Museum จะได้มีประสบการณ์กับงานจิตกรรมบนกระจกและงานโมเสกจากทั้งฝีมือของ Roth เองที่ได้รับอิทธิพลจากงานของEdward Burne-Jones และ William Morris ศิลปินยุคก่อน Raphaelโดยเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าตามแบบธรรมชาติ แต่ใช้สีสันสดใสซึ่งทำให้สถานที่ที่ได้รับการตกแต่งมีความสดชื่นซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เห็นตัวอย่างความสดใสได้จากบ้านของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดถนน รวมทั้งงานของจิตรกรอื่นที่ Roth หาซื้อมาด้วย