แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Gyorgy Rath Villa #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616994

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Gyorgy Rath Villa

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Hungarian Furniture

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Gyorgy Rath Villa ไม่เพียงจะได้มีประสบการณ์กับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในแนว Art Nouveau เท่านั้น ยังจะได้มีประสบการณ์กับของจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องใช้ และเครื่องประดับตกแต่งในบ้านในแนว Art Nouveau จากหลากหลายประเทศด้วย อาทิ British Art Nouveau ที่นำโดย William Rorris ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อศิลปินเริ่มหันเหการผลิตงานออกจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ผลิตจำนวนมากสู่การประดิดประดอยแบบหัตถกรรม ศิลปินเริ่มหันเหสู่อดีตด้วยการสร้างงานเลียนแบบงานรุ่นเก่าตั้งแต่ยุคกลางด้วยการใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงมาสร้างงานเฟอร์นิเจอร์และเพิ่มการตกแต่งให้ดูละเอียดอ่อน รวมทั้งเพิ่มเนื้อหาของงานเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรืองานศิลปะด้านอื่นอาทิ บทกวี นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสยลผลงานของ Charles Robert Ashbeeสถาปนิก นักออกแบบและนักปฏิวัติผู้ชำนาญการออกแบบงานโลหะ ผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ และผู้ร่วมก่อตั้งArt Workers’s Guild ของอังกฤษ

Austrain Furniture

Austrian Art แนวทางศิลปะที่เป็นศูนย์กลางของราชสำนัก Austro Hungarian อันมีเวียนนาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นดนตรี การแสดง วรรณกรรมบทประพันธ์ และกวีนิพนธ์นั้นก็เป็นอีกSchool หนึ่งที่มีงานในวิลล่าแห่งนี้ ผลงานศิลปะที่ออกขายได้จำนวนมากมาจากบริษัท Wiener Werstatte ที่มี Josef Hoffmann และ Koloman Moser ช่างฝีมือดี 2 คน ที่มีชื่อเสียงที่มาร่วมงานกับ Fritz Waerndorfer นักอุตสาหกรรม งานของศิลปินทั้งสองมักได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชาวสก็อตจึงทำให้ผลงานเป็นรูปเหลี่ยมๆ กลมๆ หรือเกลียวแบบภูมิศาสตร์ ถึงกระนั้นก็ตามพวกเขาก็ใช้ความสามารถในการทำให้งานศิลปะของพวกเขาไม่เพียงแต่ใช้งานได้ดีแต่ยังประดับประดาให้สถานที่สวยงามได้ด้วย พวกเขาเน้นขายให้กับลูกค้าที่มีกำลังซื้อจึงใช้วัสดุชั้นดี ร่วมกับการออกแบบที่เฉพาะเจาะจง หรือตามคำสั่งซื้อ แล้วตกแต่งด้วยโลหะและไข่มุก ส่วนงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ของ Hoffmann ก็เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เขามีชื่อเสียงมากในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้ดีจนเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วทั้งยุโรป

Austrian Carbinet

นอกจากแนวทางศิลปะแบบอังกฤษและออสเตรียแล้ว ในวิลล่ายังมีแนวทางศิลปะแบบฮังการีหรือแบบพื้นเมืองด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Transylvania ดินแดนที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโรมาเนีย แนวทางศิลปะที่เน้นการแกะสลักไม้แบบ Transylvania นี้ได้รับความนิยมในหมู่ศิลปินรุ่นเยาว์หลายคนอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาได้ศึกษาจาก Karoly Kos สถาปนิก นักเขียน นักมานุษยวิทยา และนักการเมืองชาว Austria Hungarian และโรมาเนียที่ Academy of Fine Arts การตกแต่งที่พวกเขาร่ำเรียนมานั้นมีทั้งด้านโครงสร้าง องค์ประกอบและการตกแต่งจึงสมบูรณ์แบบในตัวผลงานเฟอร์นิเจอร์ในวิลล่าที่โดดเด่นยังเป็นงานออกแบบของ Lajos Kozma ศิลปินแนวArt Nouveau ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของฮังการี และ Ede Toroczkai Wigand สถาปนิก ศิลปินและนักเขียนแนวพื้นบ้าน งานของเขาเป็นแบบการเล่าเรื่องราวนิยายปรัมปรา การเดินทางกลับไปในอดีต และการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างชาติความสัมพันธ์ระหว่างชาวม็อจยอร์ (Magyars)และชาวฮั่น (Huns) รวมทั้งอาณาจักรของ Attila the Hun ผู้นำยุโรปBritish Carbinet

British CarbinetBritish Stain GlassBritish Stain GlassHungarian Vase

Hungarian VaseHungarian Way of Furniture

Hungarian Way of Furniture

แหวกฟ้าหาฝัน : Gyorgy Rath Villa วิลล่าหรูกลางบูดาเปสต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615471

แหวกฟ้าหาฝัน : Gyorgy Rath Villa วิลล่าหรูกลางบูดาเปสต์

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Art Nouveau หรือแนวทางศิลปะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง ค.ศ.1890 ถึง 1905 โดยมีจุดเด่นคือใช้รูปแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้และพืชอื่นๆ มาทำเป็นลวดลายเส้นโค้งที่อ่อนช้อยนี้ หากได้มีโอกาสมาเยือนบูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการี สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงก็คือ Gyorgy Rath Villa วิลล่าที่ตั้งชื่อตามผู้อำนวยการคนแรกของ Museum of Applied Art ผู้สะสมงานศิลปะให้กับราชการได้อย่างโดดเด่นที่สุดแห่งยุคจนเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น

ในปี 1901 Rath ได้ซื้อวิลล่าใน Varolsiget เพื่อไว้สร้างและเก็บสะสมงานศิลปะร่วมกับภรรยา เขาได้มอบหมายให้ GezaGyorgyi สถาปนิกที่ออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮังการีเป็นผู้ออกแบบปรับปรุงวิลล่า Gyorgyi ได้มอบหมายให้ Gyula Jungfer ศิลปินทางด้านเหล็กตกแต่งที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นเป็นผู้ออกแบบบันได และให้ Pal Horti ศิลปินแนว Art Nouveau ชาวฮังการีเป็นผู้เลือกเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบันไดและห้องโถงในวิลล่าแห่งนี้ Rath ยังได้สะสมงานแนวArt Nouveau ไว้มากมายด้วยความหวังว่าจะมอบให้กับสาธารณะเพื่อให้ที่นี่เป็นมิวเซียมแนว Art Nouveau ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบูดาเปสต์ หลังจากเขาเสียชีวิต GizellaMelcsiczky ภรรยาม่ายของเขาจึงได้นำเสนอวิลล่าแห่งนี้ให้เป็นของขวัญกับรัฐบาลโดยขอให้ตั้งชื่อว่า Gyorgy Rath Museumตามความปรารถนาของ Rath โดยมิวเซียมยังคงมีอิสระในการบริหารจัดการ มิวเซียมได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน 1906 และพระเจ้า FranzJoseph ยังได้เสด็จมาเยี่ยมชมในวันที่ 8 มกราคม 1907

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลรวบอำนาจการบริหารมิวเซียมกลับมาไว้ในมือ เนื่องจากรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลสังคมนิยมและมอบหมายให้มิวเซียมอยู่ภายใต้การบริหารงานของ Ferenc Hopp East Asian Museum และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น China Museum ในปี 1954 ทรัพย์สมบัติต่างๆ จำนวนมากถูกแบ่งไปให้มิวเซียมอื่นๆ อาทิ Museum of Fine Arts, Hungarian National Museum, Hungarian National Gallery และ Museum of AppliedArts เมื่อฮังการีเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย วิลล่าแห่งนี้ก็กลับมาใช้ชื่อเดิมอีกครั้ง แต่ยังคงจัดแสดงผลงาน Oriental เท่านั้นจนถึงปี 2014 วิลล่าได้ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ วิลล่าเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 2018 โดยได้ขนเอาทรัพย์สมบัติแนวArt Nouveau ที่เคยกระจายไปตามมิวเซียมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Museum of Applied Arts กลับมาจัดแสดงที่วิลล่าอีกครั้ง

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนวิลล่าแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19ตั้งแต่เหยียบย่างเข้าไปไม่ว่าจะเป็นส่วนของสวนประตู บันได เฟอร์นิเจอร์โคมไฟ ของตกแต่งต่างๆ รวมทั้งของจัดแสดงที่เป็นของใช้ในบ้าน อาทิ ตู้ โต๊ะ เตียง ตั่ง ชุดอาหารซึ่งมีความหรูหราสวยงามละเอียดอ่อนตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของทุก School ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ออสเตรีย และฝรั่งเศส หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของเอเชียบ้างก็ตาม นอกจากนี้ การจัดแสดงในห้องอาหารและห้องนั่งเล่นก็จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบ้านคหบดีของชาวฮังกาเรียนในยุคสมัยนั้นได้อย่างสนุกสนานและประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Sunday Market Budapest #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/613965

แหวกฟ้าหาฝัน : Sunday Market Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Feny market inside

นอกจาก Central Market Hall ที่เปิดจันทร์ถึงเสาร์แล้ว หากนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสอยู่เมือง Budapestในวันอาทิตย์แต่อยากลองของแปลก ตลาดอีกแห่งที่เป็น The Must ก็คือSunday Market ที่มีอีกชื่อว่า Szimpla นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนตลาดซึ่งเคยเป็นบาร์เก่ามาก่อนจะสามารถสนุกสนานกับร้านค้าของคนท้องถิ่นจำนวนกว่า 30 ร้าน ที่มาเปิดขายของกินเล็กๆ น้อยๆ ประเภทอินทรีย์ อาทิ ชีส ผัก เนื้อ เห็ด พริก แยม น้ำผึ้ง ไวน์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีบางร้านขายอาหารที่พร้อมรับประทานด้วยโดยมีโต๊ะให้นั่งรับประทานได้เล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่แบบร้านอาหารเต็มรูปแบบด้วย ยกเว้นร้านบุฟเฟ่ต์ที่มีลูกค้าไม่มากนัก ส่วนฝาผนังบางห้องก็จะถูกตกแต่งด้วยอะไรต่อมิอะไรประหลาดๆ อาจถึงขั้นสกปรกและเละเทะ แต่ก็สามารถเป็นสถานที่เดินเล่นและถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนาน และสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

Vegan Sunday Market เป็นอีกตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนBudapest ในวันอาทิตย์ แต่ตลาดนี้กลับไม่ได้เปิดทุกวันอาทิตย์ แต่จะเปิดแค่เดือนละครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่าต้องแจ๊กพอตจริงจึงจะได้เยือน

Feny market inside

สถานที่ตั้งของตลาดแห่งนี้เป็นบาร์เก่าอีกเช่นกัน ตลาดจะขายของมังสวิรัตหลายอย่าง อาทิ น้ำผลไม้ ของกินเล่น เค้ก ช็อกโกแลต เบอร์เกอร์ สบู่ สินค้าที่ไว้ใช้แต่งหน้า อีกทั้งยังมีการสอนทำอาหารด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเช็ควันเปิดตลาดได้จาก facebook ของตลาด

หากนักท่องเที่ยวสายช้อปมีเวลามากพออาจไปเยือนตลาดอีกแห่งที่เดินสนุก นั่นคือ Feny Street Market ตลาดกึ่งเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดและขายของสดที่ใหญ่ที่สุดในฝั่ง Buda นี้เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในฝั่ง Buda ตลาดที่ขายของพื้นเมือง และสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองแห่งนี้เป็นตลาดสำคัญที่ชาวพื้นเมืองมักมาซื้อของต่างๆ อาทิ ชีสน้ำผึ้ง และ Langos ขนมปังพื้นเมืองที่หน้าตาคล้ายแป้งพิซซ่าและมักมาพร้อมหน้าต่างๆ แม้สินค้าที่นี่จะไม่ได้ราคาถูกที่สุด แต่ก็เป็นราคาที่จับต้องได้อย่างสบาย

นอกจากนี้ Budapest ยังมีตลาดอีกแห่งที่รูปลักษณ์ภายนอกน่ารักเหมือนเรือหลากสี และเดินเพลินก็คือLehel Market ตลาดที่ถูกออกแบบโดยLaszlo Rajk บุตรชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่แม้หน้าตาภายนอกจะดูทันสมัยหรือบางคนก็เห็นว่าเลียนแบบ Pompidou Center ในกรุงปารีส แต่วิธีการตั้งร้านภายในยังเหมือนสมัยโบราณที่แม่ค้าพ่อค้าตั้งโต๊ะเป็นแถวยาวขายผักและผลไม้ รวมทั้งของพื้นเมืองปลูกเองต่างๆ นอกจากอาหารสดแล้ว ที่นี่ยังมีร้านเวียดนาม และแซนด์วิชไก่ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองให้ลองลิ้มชิมรสด้วยFeny Market

Feny MarketFeny market inside

Feny market insideSunday market vegetable shopSunday market vegetable shopSunday market restaurantSunday market restaurantSunday Market door

Sunday Market doorSunday market cheese shop

Sunday market cheese shopSunday market bar

Sunday market barLehel Market

Lehel MarketLehel market upstairs

Lehel market upstairsLehel market upstairs

Lehel market upstairsLehel market topviewLehel market topviewLehel market shop

Lehel market shopLehel Market inside

Lehel Market insideFeny market merchant

Feny market merchant

แหวกฟ้าหาฝัน : Central Market Hall Budapest #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/612418

แหวกฟ้าหาฝัน : Central Market Hall Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Central Market Hall

นักท่องเที่ยวสายช้อปและชิมที่ได้ไปเยือนเมืองหลวงประเทศต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนั้นๆ นั่นคือ ตลาด บูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการีก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีตลาดเด่นๆ หลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรม รวมทั้งรับประทานอาหารและจับจ่ายซื้อของ ตลาดที่สำคัญที่สุดของเมืองก็คือ Central Market Hall หรือ Great Market Hall ตลาดในร่มที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมือง แนวคิดการสร้างตลาดแห่งนี้เป็นของ Karoly Kamermayer นายกเทศมนตรีคนแรกของเมือง ตลาดที่ตั้งอยู่สุดถนน Vaci บนฝั่งเปสต์ตรงสะพาน Liberty ณ จัตุรัส Foyam นี้เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1897

ย้อนไปในทศวรรษที่ 1860 การกระจายอาหารในเมืองหลวงเป็นไปอย่างไม่สะดวก เทศบาลจึงมีดำริที่จะสร้างตลาดขึ้น แต่กว่าที่การก่อสร้างตลาดจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริงก็ปาเข้าไปถึงปี 1879 แล้ว คณะกรรมการได้นำเสนอแผนงานในการก่อสร้างตลาด ณบริเวณจัตุรัส Fovam ขึ้นเพื่อบริหารและกำกับการค้าขายอาหาร และการค้าส่ง ถึงแม้จะมีแผนงานแล้ว และการกระจายอาหารเป็นไปอย่างมีปัญหาตลอด แต่กว่าที่ Kalman Tiszaนายกรัฐมนตรีและ Teofil Fabiny รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะตัดสินใจที่จะสร้างตลาดบนถนน Alkotmany โดยมอบหมายให้ Samu Pecz สถาปนิกชาวฮังการีออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Neogothic ได้ก็ปาเข้าไปปี 1891 เขาออกแบบให้ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของอาคารก็คือหลังคาที่ใช้กระเบื้องหลากสีจากเมือง Pecs อาคารที่มีพื้นที่กว่าหมื่นตารางเมตรนี้สามารถใช้งานได้ดีจวบจนสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งฮังการีเป็นสนามรบที่อาคารหลายแห่งถูกทำลาย รัฐบาลจึงได้ทำการฟื้นฟูตลาดขึ้นใหม่ในปี 1991 และเปิดใช้ได้ในปี 1997 ซึ่งทำให้อาคารได้รับรางวัลFIABCI Prix d’Excellence ในปี 1999

นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสังเกตตลาดได้แต่ไกลเนื่องจากตลาดอยู่ติดถนน กำแพงทุกมุมก่อด้วยอิฐแดงหลากหลายลวดลาย ส่วนของหลังคาซึ่งเป็นส่วนที่สวยที่สุดตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเขียวเหลืองภายในใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่เพื่อให้ใช้เสาจำนวนจำกัดอันจะทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้สอยได้อย่างเต็มที่ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงได้ชื่นชมกัสถาปัตยกรรมของตลาดสวยงามตั้งแต่หน้าประตู และสัมผัสกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ยังจะได้มีโอกาสช้อปอาหารพื้นเมืองต่างๆ ผลไม้สดในราคาที่แสนถูกเทียบกับเมืองอื่นในยุโรปตะวันตกอันเนื่องมาจากค่าเงิน 1 เหรียญเท่ากับ10 สตางค์ของไทย รวมทั้งอาหารสดที่เลื่องชื่อของฮังการี นั่นคือ Foei Gras ที่มีอยู่หลายร้านในราคาเพียง 20% ของที่ขายในเมืองไทยเท่านั้น ที่นี่ยังมี Foie Grasกระป๋องมากมาย และ Tokaji ไวน์พื้นเมืองรสชาติออกหวานให้สาวๆ ได้ซื้อหาไปทดลองด้วย ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งทานอาหารได้ที่ชั้นสองเพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวเมืองอีกต่างหาก ตลาดนี้เปิดทำการยาวนานกว่าตลาดอื่นๆ ในยุโรปโดยเปิดตั้งแต่ 6 โมงทุกวันเว้นวันอาทิตย์และปิด 6 โมงเย็นยกเว้นวันเสาร์ที่ปิดบ่าย 3

แหวกฟ้าหาฝัน : ข้ามสะพานโซ่ไปป้อมชาวประมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/610867

แหวกฟ้าหาฝัน : ข้ามสะพานโซ่ไปป้อมชาวประมง

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ และได้เดินเล่นริมแม่น้ำดานูบแล้ว นอกจากจะต้องถ่ายภาพสวยๆ กับรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลกแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ สะพานโซ่ หรือ Chain Bridge สะพานที่เชื่อมระหว่างฝั่งบูดาและฝั่งเปสต์ สะพานที่ถูกออกแบบโดย William Tierner Clark วิศวกรชาวอังกฤษ และถูกสร้างโดย Adam Clark วิศวกรชาวสก็อตนี้ เป็นสะพานแห่งแรกที่เชื่อมระหว่างสองข้างของแม่น้ำดานูบ สะพานที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1849 นี้เชื่อมระหว่างจัตุรัส Roosevelt ฝั่งเปสต์ข้าง Gresham Palace และ Hungarian Academyof Science และจัตุรัส Adam Clark ใกล้หลักกิโลเมตรศูนย์ของฝั่งบูดา ทางด้านล่างของรถรางที่เชื่อมขึ้นส่วน Buda Castle นี้ ให้ชื่อตามIstvan Szechenyi ผู้สนับสนุนหลักในการก่อสร้าง สะพานที่ได้ชื่อว่าเป็นงานวิศวกรรมที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลาก่อสร้างนี้ได้ยกระดับให้เมืองมีความทันสมัยเฉกเช่นเดียวกันกับยุโรปตะวันตกและนิวยอร์ก

สะพานที่เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของฮังการีนี้เป็นส่วนขยายขนาดของ Marlow Bridge ที่ข้ามแม่น้ำเทมส์ในเมือง Marlow ประเทศอังกฤษ สะพานได้รับการออกแบบและสร้างเป็นชิ้นส่วนในสหราชอาณาจักร และนำมาประกอบในบูดาเปสต์โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินโดย GeorgiosSinas พ่อค้าชาวกรีก สะพานที่เปิดตัวหลังการปฏิวัติฮังการี ในปี 1848 นี้ เป็นสะพานแรกของเมืองและเป็นสะพานที่ยาวที่สุดของโลกในวันเปิดตัวโดยมีความยาวมากถึง 202 เมตร ส่วนตกแต่งที่เป็นงานประติมากรรมรูปสิงโตผลงานของ Janos Marschalko นักประติมากรรมชาวฮังการีนี้เลียนแบบสิงโตทองแดงผลงานที่ติดตั้งที่จัตุรัส Trafalgar ในลอนดอน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสข้ามสะพานนี้ จะเห็นว่าเสากลางสะพานอลังการมาก และยิ่งสวยงามในยามกลางคืน จนเป็นจุดถ่ายรูปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองรองจากรัฐสภาเลยทีเดียว

นอกจากสะพานแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่สำคัญซึ่งอยู่ตรงข้ามรัฐสภาก็คือ ป้อมชาวประมง (Fisherman Bastion) ป้อมชาวประมงที่เป็นหนึ่งในอนุสรณ์ที่สำคัญของบูดาเปสต์นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของเมือง ส่วนของหน้าบรรณที่ยาว 140 เมตร ขนานกับแม่น้ำดานูบนี้ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Romanesque หอคอยหินทั้งเจ็ดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้กับผู้ก่อตั้งเมืองทั้ง 7 คน ในปี 895 ส่วนกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1700 ใช้เป็นกำแพงของBuda Castle ด้วย ในยุคกลางผู้ดูแลเมืองส่วนหนึ่งเป็นชาวประมงที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนโครงสร้างปัจจุบันที่สร้างขึ้นระหว่างปี1895-1902 นั้นออกแบบโดย Frigyes Schulekสถาปนิกผู้ดูแลการปรับปรุงโบสถ์ Matthiasตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบ NeoRomanesque อันเป็นผลมาจากส่วนต่อของBuda Castle ในช่วงแรกของการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับค้าขายปลาด้วย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ป้อมชาวประมงเสียหายหนัก แต่เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญของเมืองจึงได้รับการบูรณะอย่างรวดเร็วหลังสงคราม ในวันที่ 30 พฤษภาคม 1995 เทศบาลได้กำหนดอัตราการเข้าชมป้อม แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2003 เทศบาลได้คืนป้อมนี้ให้กับสาธารณะและขึ้นทะเบียนป้อมให้เป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนป้อมชาวประมงควรเผื่อเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงและมาในตอนบ่ายเพื่อให้มีเวลาที่จะเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพสวยๆ หลากหลายมุมที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนพลบค่ำก็จะได้ถ่ายภาพกับรัฐสภาในอีกฟากของแม่น้ำโดยไม่ต้องล่องเรือให้เสียเงินอีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609329

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนบูดาเปสต์ สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำดานูบนี้ก็คือ รัฐสภา ทั้งนี้เพราะรัฐสภาแห่งนี้ถือเป็นรัฐสภาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบูดาเปสต์ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัสKossuth ฝั่งเปสต์ทางทิศตะวันออกของน้ำดานูบนี้ได้รับการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Neogothic โดย Imre Steindleผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย HungarianAcademy of Sciences

อาคารที่มีต้นกำเนิดหลังจากการรวมตัวกันของ 3 เมืองคือ Buda, Obuda และ Pest ได้ 7 ปีนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ การก่อสร้างอาคารเริ่มต้นในปี 1885 และได้รับการเปิดตัวในปี 1896 เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบประเทศ 1,000 ปีแม้จะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดีก็ตาม รัฐสภาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกแห่งนี้ใช้คนงานก่อสร้างมากถึง 1 แสนคนใช้อิฐมากถึง 400 ล้านชิ้น และใช้หินมีค่ากว่าครึ่งล้าน รวมทั้งทองอีก 40 กิโลกรัมอาคารที่มีขนาด 123×268 เมตรนี้ก่อสร้างอย่างสมมาตรและมีโดมอยู่ตรงกลาง อีกทั้งยังมีห้องประชุมสองห้องเหมือนกันอยู่ตรงข้ามกันโดยปัจจุบันห้องหนึ่งไว้จัดประชุมสภา อีกห้องไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ส่วนประกอบอื่นๆ ของอาคารประกอบด้วย สนาม 10 แห่ง ลิฟต์ 13 ตัว ประตู 27 บานบันได 29 ขั้น และยังมีห้องอีก 691 ห้องซึ่งเป็นสำนักงานอีก 200 ออฟฟิศ อาคารที่สูงที่สุดในเมืองสูงถึง 96 เมตรนี้ กำหนดความสูงเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของประเทศในปี 1896 และการก่อตั้งประเทศในปี 896ด้านหน้าของอาคารที่สวยที่สุดเห็นได้จากแม่น้ำดานูบจึงเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดของเมือง แต่ทางเข้าหลักอาคารกลับอยู่ในจัตุรัสทางทิศตะวันออกของอาคาร ด้านหน้าทางเข้าหลักจะมีงานประติมากรรมสำคัญเกี่ยวกับผู้ปกครองเมือง ผู้นำ และสัญลักษณ์ทางทหารที่สำคัญ

ภายในอาคารจะได้สัมผัสกับความอลังการตั้งแต่บันไดที่ตกแต่งอย่างสวยงามและใหญ่โต บนหลังคามีภาพเขียนสีน้ำมันบนพื้นปูนเปียก และได้เห็นหน้าค่าตา Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นชิ้นงานประติมากรรมตกแต่งด้วย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีกระจกสีและภาพโมเสกฝีมือ Miksa Roth จิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านกระจกสีและโมเสกชาวฮังกาเรียนให้ชื่นชมอีกมากมาย หนึ่งในส่วนที่มีชื่อเสียงของอาคารคือห้องโถงกลางทรงสิบหกด้านโดยมีห้องขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกันคือ สภาล่างและสภาสูง นอกจากอาคารและเครื่องประดับต่างๆ แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับสมบัติที่ราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีก็คือ มงกุฎที่มีชื่อว่า The Crown of Saint Stephen ซึ่งกษัตริย์ฮังการีทุกพระองค์ต้องสวมเพื่อให้การครองราชย์เป็นไปอย่างถูกกฎหมาย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ควรเจียดเวลาสักครึ่งวันเพื่อถ่ายรูปกับรัฐสภาที่สวยที่สุดของโลกจากหลากหลายมุม และจองเวลาเพื่อเข้าชมภายในอาคารด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และการเมืองเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ อลังการอันจะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Budapest เสน่ห์แห่งแม่น้ำดานูบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607711

แหวกฟ้าหาฝัน : Budapest เสน่ห์แห่งแม่น้ำดานูบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Buda Castle

Budapest เมืองหลวงและเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของฮังการีประเทศยุโรปตะวันออกติดกับออสเตรียนี้เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและจิตรกรรมดั้งเดิมนั้นเมืองนี้เป็นที่ตั้งของชาว Celtic ก่อนที่จะถูกโรมครอบครอง ชาวฮังกาเรียนเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่กลับถูกรุกรานโดยชาวมองโกลในปี 1241 ดินแดนนี้จึงนับถือศาสนาพุทธ พวกเขาสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งและได้กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะแบบ Renaissance ในคริสต์ศตวรรษที่ 15หลังพ่ายแพ้ในสงคราม Mohacs เมืองนี้ก็ถูกครอบครองโดยออตโตมานกว่า 150 ปี เมื่อศาสนาพุทธกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปี 1686 เมืองนี้ก็รุ่งโรจน์อีกครั้งและกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าหลังการควบรวมเป็น Pest-Buda และได้ชื่อว่า Budapest

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของชาวฮังการีอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาพยายามที่จะประกาศอิสรภาพจากราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย และพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความทันสมัย แม้พวกเขาจะประกาศอิสรภาพจากราชวงศ์ Habsburgs ได้ชั่วคราว แต่พวกเขา
กลับจำเป็นต้องกลับมาสวามิภักดิ์ภายหลังจนเป็นต้นกำเนิดของจักรวรรดิ Austria-Hungaryส่งผลให้บูดาเปสต์กลายเป็นเมืองหลวงคู่แฝดของราชวงศ์ Habsburgs และความเจริญของเมืองนี้ขึ้นถึงขีดสุด

Budapest’s Shoes

ในปี 1849 รัฐบาลได้สร้างสะพานโซ่ขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างฝั่งเปสต์และบูดา ส่งผลให้สะพานนี้เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่ใช้ข้ามแม่น้ำดานูบ ในปี 1873 เมืองเปสต์และบูดาได้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการ การที่บูดาเปสต์ถูกครอบครองโดยราชวงศ์ Habsburgs ทำให้มีชาวเยอรมันและชาวออสเตรียเป็นจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมือง แม้เมื่อพวกเขาเป็นไทจากราชวงศ์ Habsburgs แล้ว กว่าชาวฮังกาเรียนจะมีจำนวนมากกว่าชาวเยอรมันก็ปาเข้าไปถึงปี 1910 นอกจากกลุ่มคนที่พูดภาษาเยอรมันแล้ว บูดาเปสต์ยังถูกครอบครองโดยชาวยิวเป็นจำนวนมากและเมืองนี้กลายเป็นชุมชนใหญ่ของชาวยิวตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาจนมีอีกชื่อว่า Judapest หรือ Jewish Mecca หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิ Austria-Hungary สิ้นสุดลงจากการแพ้สงคราม ฮังการีจึงประกาศตัวเป็นอิสระแต่ก็ต้องสูญเสียดินแดนไปถึง 2 ใน 3 รวมทั้งประชากรมากถึง 3.3 ล้านคน

ในปี 1944 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้น บูดาเปสต์ก็ถูกกองทัพอากาศของอังกฤษและสหรัฐฯ เข้าโจมตี หลังจากนั้นเมืองนี้ก็กลายเป็นสมรภูมิระหว่างเยอรมันกับสหภาพโซเวียตทำให้ประชาชนล้มตายลงมากกว่า 38,000 คน อีกทั้งสะพานข้ามแม่น้ำยังถูกทำลายลงไปด้วย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองชาวยิวที่มีอยู่จำนวนมากในบูดาเปสต์ก็เสียชีวิตไปเกือบ 40% โดยเฉพาะในช่วงที่เยอรมันครอบครองเมือง แม้ชาวยิวส่วนหนึ่งจะได้รับความช่วยเหลือจากข้าราชการชาวสวิสแล้วก็ตาม

Chain Bridge

เมืองที่กลายเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฮังการีในปี 1948 นี้ต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง อาทิ สงครามกลางเมืองในบูดาเปสต์ในปี 1945 และ ปฏิวัติของฮังการีในปี 1956 เมืองบูดาเปสต์เป็นเมืองที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์ตลอดมาเพราะมีความสำคัญทั้งทางด้านการค้า การเงิน ศิลปะ แฟชั่น การวิจัย เทคโนโลยี การศึกษา มีเดีย และสันทนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินจากการที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่รวดเร็วเป็นอันดับสองของยุโรป ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางของสำนักงานใหญ่ขององค์กรระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรปอีกหลายองค์กร อาทิ European Institute of Innovation and Technology, European Police College, China Investment Promotion Agency รวมทั้งมหาวิทยาลัยดังๆ อีกกว่า 40 แห่ง

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองมรดกโลกแห่งนี้ควรจัดเวลาไว้เดินชมเมืองสักอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อแวะถ่ายภาพและชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สองฝั่งแม่น้ำดานูบไม่ว่าจะเป็น Buda Castle, สะพานโซ่ สะพาน Magaret และดื่มด่ำกับรัฐสภาที่สวยที่สุดในโลกที่มาของเพลง Blue Danube จากศิลปินชื่อก้องโลก Johann Strauss ชาวออสเตรียนั่นเองFisherman Bastion

Fisherman BastionPaliamentPaliamentMagaret BridgeMagaret Bridge

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603022

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : ทัศนาหอคอย และชมภาพยนตร์ที่เมือง Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Valencia สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ เพราะเป็นจุดถ่ายรูปที่น่าประทับใจ นั่นคือ Quart Towers หรือในภาษาสเปนที่ชื่อ Torres de Quart นี้ เป็นหนึ่งใน 12 ประตูโบราณของกำแพงเมืองที่ล้อมรอบเมือง Valencia ชื่อของประตูมาจากตำแหน่งที่ตั้งของประตูที่อยู่บนถนนซึ่งลากจากกลางเมืองณ Plaza de La Virgen อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Valencia กับ Cuart dePoblet หอคอยที่ถูกสร้างขึ้นโดย Pere Bonfill ตั้งแต่ปี 1441 ตามแนวทางศิลปะแบบ Valencian Gothic โดยเลียนแบบมาจาก Torres de Triomphe of the Castel Nuovo เมืองเนเปิล ประเทศอิตาลี ภายใต้การออกแบบของ Guillem Sagrera สถาปนิกชาวโมร็อกโก

กำแพงของหอคอยที่สูงใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับหอคอยในเมือง Genoa อิตาลีนี้ มีความแข็งแรงมากจนสามารถที่จะทนทานต่อการรบในสงครามประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส และสงครามกลางเมือง หอคอยนี้เป็นส่วนที่เหลืออยู่ของกำแพงเก่าร่วมกับ Torres de Serranos ที่อยู่ทางเหนือ ส่วนของประตูทางทิศใต้และทิศตะวันออกได้สูญหายไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยคำสั่งของ Cirilo Amoros เพื่อทำการก่อสร้างขยายเมืองใหม่ให้ใหญ่โตขึ้น และเพื่อสร้างงานให้กับประชาชน แม้หอคอยจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติและยังคงอยู่ แต่กลายเป็นที่ทำรังตามรูต่างๆ บนหอคอยและกำแพงของนกแก้ว และนกอื่นๆ อีกหลายชนิดต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 เทศบาลจึงตัดสินใจซ่อมแซมหน้าบรรณเพื่อให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนหอคอยแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ถ่ายรูปกับหอคอยขนาดใหญ่แล้ว หากเดินขึ้นไปถึงชั้นบนจะได้เห็นร่องรอยการต่อสู้ตามกำแพงที่ถูกถล่มโดยปืนใหญ่จากสงครามประกาศอิสรภาพด้วย อีกทั้งยังจะได้ถ่ายภาพเมืองทั้งเมืองอย่างจุใจเลยทีเดียว

นอกจากหอคอยแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องเยือนให้ได้เมื่อมาถึง Valencia ก็คือ City of Arts and Sciences หรือเมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ หมู่อาคารทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสมัยใหม่ของ Valencia และเป็น 1 ใน 12 ทรัพย์สมบัติมีค่าสูงของสเปนแห่งนี้ประกอบด้วยมิวเซียม และโรงภาพยนตร์ที่เรียกว่า Hemisferic สถานที่ที่ออกแบบโดย Santiago Calatrava สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง นักประติมากรรมและจิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสเปนผู้ออกแบบสนามกีฬาโอลิมปิกกรุงเอเธนส์ และ Milwaukee Art Museum รวมทั้ง World Trade Center Transportation Hub กรุงนิวยอร์ก และ Felix Candela สถาปนิกสเปนที่ย้ายไปอยู่เม็กซิโกเมื่ออายุได้ 26 ปี ผู้พัฒนาโครงสร้างเปลือกบางที่เรียกว่า Cascarones

โครงการที่เริ่มก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม ปี 1996 และเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 16 เมษายน 1998 ใช้งบประมาณไปมากกว่า 900 พันล้านยูโร มากกว่างบประมาณที่เคยตั้งไว้ถึง 3 เท่านี้ มีหน้าตาเหมือนดวงตาขนาดใหญ่ อาคารที่มีพื้นที่มากถึง 13,000 ตารางเมตรและมีฉายาว่า ดวงตาแห่งความรู้นี้เป็นหัวใจของเมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ อาคารหน้าตาเสมือนเปลือกตาที่เปิดไปสู่สระน้ำรอบๆ นี้มีความยาว 110 เมตร และกว้าง 55.5 เมตรถูกแบ่งครึ่งด้วยชุดบันไดที่ลงไปยังล็อบบี้คอนกรีตโค้ง ส่วนพื้นที่ใต้ดินจะสว่างไสวอันเป็นผลจากการใช้แผ่นกระจกโปร่งแสงภายในทางเดิน อาคารนี้ใช้สำหรับเป็นโรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ IMAX และ 3 มิตินักท่องเที่ยวที่มาเยือน Hemisferic นี้ ไม่เพียงจะได้ถ่ายรูปกับทัศนียภาพรอบๆ ชื่นชมอาคารที่มีรูปร่างแปลกตา ทันสมัย และน่าทึ่งแล้ว ยังสามารถซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมภาพยนตร์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อีกหลายเรื่อง อาทิAmazon Adventure, Secret of theUniverse, Kaluoka’hina, The Enchanted Reefได้อีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601423

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencia Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Altar

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนเมืองใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นเมืองที่เคยมี Bishop มาพำนักอยู่ก็มักต้องหาโอกาสมาเยือนมหาวิหารประจำเมืองเพื่อชื่นชมความหรูหรา Valencia Cathedral จึงเป็น the must ที่อยู่ในแผนการเที่ยว Valencia Cathedral หรือที่มีชื่อเต็มว่า The Metropolitan Cathedral Basilica of the Assumption of Our Lady of Valencia หรือ Saint Mary’s Cathedral นี้ เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1238 โดยคำบัญชาของ Pere d’Albalat อาร์คบิชอบแห่ง Tarragona ซึ่งเป็น Bishop องค์แรกประจำเมือง Valencia และพระเจ้า James I the Conqueror เพื่ออุทิศให้กับพระนางมารีโดยสร้างขึ้นบน Visigothic Cathedral ภายใต้การออกแบบของ Arnau Vidal สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

ในการก่อสร้างครั้งนั้น นักประวัติศาสตร์พบว่ามหาวิหารนี้ตั้งขึ้นบนมัสยิดเก่าเพราะมีการขุดพบซากของมัสยิดที่ตำแหน่งปีกของมหาวิหารโดยคาดว่าประตูนักบุญเป็นตำแหน่งทางเข้าของมัสยิดเช่นกัน การก่อสร้างในช่วงแรกใช้หินจากบริเวณใกล้เคียง แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่นำมาจาก Benidorm โดยบรรทุกเรือมาการที่วัสดุส่วนใหญ่มาจากบริเวณข้างเคียงเป็นเพราะคหบดีประจำเมืองทั้งหลายต้องการแสดงตำแหน่งแห่งที่ของคริสเตียนเหนือมุสลิม ระหว่างปี 1300-1350 มหาวิหารได้รับการขยับขยาย และมีการสร้างหอคอยเพิ่มขึ้นโดยใช้แนวทางศิลปะแบบบาโรค ส่วน Holy Grail Chapel นั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1356หอระฆังที่แยกออกจากตัวโบสถ์ถูกสร้างขึ้นในปี 1381 สำหรับส่วนปีกของโบสถ์ที่ถูกออกแบบโดย Francesco Baldomar สถาปนิกชื่อดังแห่งยุคปลายโกธิคและ Pere Compte สถาปนิกชาวสเปนชื่อดังชาว Aragon นั้นได้ทำการเชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ของโบสถ์จนสมบูรณ์

Chapel

แม้ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 อันเป็นยุครุ่งเรืองของเรอเนสซองส์นั้นจะไม่มีการทำการขยายหรือตกแต่งส่วนของโบสถ์มากนัก แต่กลับมีการเพิ่มเติมประดับประดางานจิตรกรรมและประติมากรรมส่วนของแท่นบูชาและหอสวดมนต์ให้วิจิตรบรรจง หลังจากนั้นในยุคบาโรค Konrad Rudolf สถาปนิกชาวเยอรมันได้ทำการออกแบบประตูหน้าที่ทำจากเหล็กซึ่งถือว่าทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น แต่เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นส่งผลให้เขาไม่สามารถทำงานจนสำเร็จ แล้วเลยต้องให้ Francisco Vergara และ IgnacioVergara ทำต่อ หลังจากนั้นมหาวิหารไม่ได้รับการดูแลมายาวนาน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ศาสนจักรจึงมีแผนปรับปรุงมหาวิหารใหม่ให้มีลักษณะแบบ Neoclassic ที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ Gothic โดยเริ่มต้นก่อสร้างในปี 1774 ภายใต้การออกแบบของ Antoni Gilabert Fornes สถาปนิกชาวสเปน หลังจากนั้นมหาวิหารไม่ได้รับการบูรณะอีกเลยจนถึงปี 1931 ที่มหาวิหารได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนสถานสำคัญของรัฐจวบจนกระทั่งสงครามกลางเมืองสเปนซึ่งมหาวิหารโดนไฟไหม้จนทำให้ส่วนตกแต่งที่ทำลายลงอย่างราบคาบ รวมทั้งตัวออแกนด้วย

การบูรณะมหาวิหารครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1972 โดยมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูให้มหาวิหารหวนกลับไปใช้แนวทางศิลปะแบบโกธิคแทนที่ Neoclassic อีกครั้งยกเว้นส่วนหอสวดมนต์และงานประติมากรรมที่ฐานของโดม หลังการบูรณะครั้งนั้นมหาวิหารก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมบัติสำคัญของชาติอีกครั้งในปี 1999 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนมหาวิหารจะได้สัมผัสกับความอลังการตั้งแต่ด้านหน้าประตู แท่นบูชา และหอคอยที่เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างโกธิค เรอเนสซองส์ บาเลนเซียโกธิค บาโรค และนีโอคลาสสิกอย่างจุใจเลยทีเดียวDomeDomeDoorDoorTowerTower

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599826

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : The Center del Carme Cultura Contemporania Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Carmen

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Modern Art และได้มีโอกาสเยือน Valencia ไม่เพียงต้องไปเยือนIVAM แล้ว ยังควรไปเยือน The Center del Carme Cultura Contemporaniaที่เรียกสั้นๆ ว่า Center del Carme และมีชื่อย่อว่า CCCC ด้วย Center del Carme นี้เป็นคอนแวนต์เก่าที่ถูกปรับปรุงเพื่อใช้เป็นสำนักงานของConsortium of Museum of the Valencian Community ซึ่งต่อมาในปี 2017 ก็ได้ถูกใช้เป็นที่จัดแสดงศิลปะไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ ภาพยนตร์ ดนตรี การออกแบบ งานทัศนศิลป์ต่างๆ งานที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมวิทยา สถาปัตยกรรม กฎหมาย การออกแบบเมือง รวมทั้งงานด้านการแพทย์

คอนแวนต์แห่งนี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1280 โดยเป็นคอนแวนต์ที่ได้รับการบัญชาจากพระเจ้า Pedro III of Aragon ให้เจ้าคณะ Carmelite จัดตั้งขึ้น การก่อสร้างคอนแวนต์ในช่วงแรกมีการสร้างหอสวดมนต์ Virgen de la Vida ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนั้น คอนแวนต์ได้มีการเพิ่มเติมส่วนโบสถ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยสร้างหลังจากหอสวดมนต์แรกตามแนวทางศิลปะแบบโกธิกแต่กลับทำได้ครึ่งๆ กลางๆ อีก ก่อนที่อารามที่สองได้เริ่มสร้างใหม่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทางทิศตะวันตกของคอนแวนต์ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ ต่อมาในปี 1778 อารามได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมอีกครั้งโดยใช้แนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ที่ยังคงความกลมกลืนกันกับอารามเก่า แม้จะตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงกว่าก็ตาม

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลได้ยึดทรัพย์หลายอย่างของศาสนจักรมาเป็นของหลวงและจัดการให้คอนแวนต์เป็นที่ทำการของหลายสถาบันตั้งแต่ปี 1838 อาทิ สำนักงานใหญ่ของ Royal Academy of Fine Arts of San Carlos, Museum of Fine Arts of Valencia ซึ่งเป็นที่เก็บผลงานศิลปะแห่งชาติระหว่างช่วงสงครามกลางเมือง รวมทั้งสมบัติบางส่วนของ PradoMuseum ที่นำมาซ่อนไว้ให้พ้นจากการระเบิดในกรุงมาดริด อีกทั้งยังเป็นสำนักงานย่อยของ Valencian Institute of ModernArt และ Museum of the XIX Century

เมื่อหลายสำนักงานมาแออัดกันในคอนแวนต์ เทศบาลจึงมอบหมายให้ Luis Ferreres Soler สถาปนิกชาว Seville มาช่วยขยายส่วนที่เรียกว่า Sala Ferreres เพื่อให้มีห้องเล็กๆ มากขึ้นไว้จัดแสดงผลงานศิลปะบางส่วน แต่ก่อนที่เขาจะทำสำเร็จกลับเสียชีวิตไปก่อน เทศบาลจึงต้องมอบหมายให้ Javier Goerlich สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของ Valencia ที่มีตำแหน่งเป็นสถาปนิกประจำเทศบาลเมืองตั้งแต่ปี 1922 มาทำต่อและตั้งชื่ออาคารหนึ่งว่า Goerlich Room เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนCCCC นี้ จึงไม่เพียงได้เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมหลากหลายแนวที่มีประวัติอันยาวนาน ยังจะได้ชมงาน Modern Art ท้องถิ่นที่มีความหลากหลายจากการหมุนเวียนของนิทรรศการไปตลอด นั่นหมายความว่า ครั้งใดที่มาเยือนValencia ที่นี่ก็จะเป็น The Must ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Modern Art นั่นเอง