แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598187

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

IVAM

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Modern Art และ Contemporary Art หากมาเมืองใหญ่ย่อมต้องหามิวเซียมแนวนี้ดู Valencian Institute of Modern Art จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ Valencian Institute of Modern Art ที่มีชื่อย่อว่าIVAM นี้ถือกำเนิดขึ้นจากกฎหมายระดับท้องถิ่นเพื่อให้เป็นสถาบันที่จะส่งเสริมความรู้ เผยแพร่ และปกป้องศิลปะยุคใหม่และศิลปะร่วมสมัย ที่นี่จึงเป็นแหล่งของการเก็บสะสมงานศิลปะ จัดนิทรรศการ จัดประชุมสัมมนา สอน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และจัดคอนเสิร์ต

IVAM ที่เป็นสถาบันทางด้านศิลปะสมัยใหม่แห่งแรกของสเปนนี้ตั้งอยู่ที่ CentreJulio Gonzalez ซึ่งออกแบบโดย Emilio Gimenez สถาปนิกชาวสเปนลูกศิษย์ JoseAntonio Coderch สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปนหลังสงคราม และ CarlosSalvadores อาคารที่เปิดตัว ครั้งแรกในปี 1989 เองนี้ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในอีก 10 ปีต่อมา เพื่อขยายพื้นที่การจัดแสดงผลงานถาวรเป็น 18,200 ตารางเมตร แม้อาคารนี้จะค่อนข้างใหม่แต่ส่วนใต้ดินที่เรียกว่า Sala de laMuralla ใช้ของเก่าตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อจัดนิทรรศการชั่วคราว ปัจจุบันที่นี่เป็นศูนย์กลางของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งไม่เพียงของสเปน แต่เป็นของสหภาพยุโรปด้วย

ของจัดแสดงของสถาบันประกอบด้วยงานศิลปะและภาพถ่ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น รวมทั้งงานของ Julio Gonzalez จิตรกรและนักประติมากรชาว Barcelona ที่มีผลงานโดดเด่นในการใช้เหล็กในการสร้างงานประติมากรรมนอกจากของจัดแสดงถาวรแล้ว ที่นี่ยังมีของจัดแสดงสำหรับนิทรรศการประกอบด้วยสื่อ ภาพ ประติมากรรม แบบจำลองสถาปัตยกรรม งานออกแบบ ภาพถ่าย อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมักมีการร่วมงานกับ San Diego Museum of Art อีกต่างหากด้วย

ในช่วงระหว่าง 2014-20 ที่ Jose Miguel Garcia Cortes ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการนั้น เขาได้พัฒนาการจัดแสดงผลงานเป็นอันมากก่อนที่จะยกตำแหน่งให้กับ Nuria Enguita Mayo ผู้อำนวยการคนปัจจุบันที่เน้นให้ผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมเป็นงานระดับนานาชาติ การทำวิจัยและเพิ่มความร่วมมือกับองค์กรเอกชนต่างๆ ในการให้การศึกษากับบุคคลทั่วไปจนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในมิวเซียมร่วมสมัยที่ดีที่สุดในยุโรปนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสถาบันแห่งนี้ไม่เพียงจะได้เพลิดเพลินกับงานประติมากรรมของ Julio Gonzalez อย่างจุใจแล้ว ยังจะได้ชมงาน multimedia ที่เป็นงานศิลปะร่วมสมัยอีกมากมายอันเป็นการ
เปิดโลกทัศน์ได้อย่างดีเลยทีเดียว

Reclining Head by Julio Gonzalez

Reclining Head by Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalez

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/596607

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Museum of Ethnology

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โดยทั่วไปเมืองใหญ่มักมีมิวเซียมมากมายที่น่าสนใจให้เยือน แต่มิวเซียมชาติพันธุ์นั้นส่วนใหญ่มักมีในเมืองเล็ก หรือประเทศเล็ก อย่างไรก็ดี Valencia เมืองใหญ่อันดับ 3 ของสเปน กลับมี Valencian Museum of Ethnology ที่มีขนาดใหญ่และน่าสนใจด้วย มิวเซียมที่มีเป้าหมายในการเป็นสถาบันที่เก็บสะสม วิจัย และสื่อสารวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาว Valencia นี้ ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1983 โดยมีดำริการก่อตั้งย้อนไปตั้งแต่สมัยเผด็จการนายพล Franco ในทศวรรษที่ 1970 Joan Francesc Mira นักเขียนและนักสังคมวิทยาชาว Valencia ซึ่งเป็นประธาน Accio Cultural del Paris Valencia ซึ่งเป็นผู้มีความสนใจในวัฒนธรรม Valencia อย่างลึกซึ้งได้ก่อตั้งสถาบัน Diputacio de Valencia ขึ้นในปี 1982

เป้าหมายสำคัญของการก่อตั้งมิวเซียมก็คือ การเก็บของสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของ Valencia เพื่อป้องกันการสูญหาย กิจกรรมส่วนใหญ่ของมิวเซียมจึงสัมพันธ์กับชุมชนรอบๆ โดยภัณฑรักษ์มักจัดกิจกรรมเพื่อให้คนในชุมชนมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันทางด้านวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมิวเซียมเล็กอื่นๆ รอบเมืองเพื่อให้มิวเซียมเหล่านี้สามารถเข้าถึงงานที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการให้ความรู้และเผยแพร่ความคิดเห็น

อาคารจัดแสดงเป็นโบสถ์ไบแซนไทน์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1841 อาคารที่ได้รับการปรับปรุงในปี 1995 ภายใต้การออกแบบของ Rafael Rivera สถาปนิกชาวเม็กซิกันได้ออกแบบ La Beneficencia ให้มีส่วนของร้านค้า คาเฟ่ และห้องจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวบนชั้น G ของจัดแสดงถาวรส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนห้องสมุดจะอยู่ชั้นสอง ของจัดแสดงถาวรของมิวเซียมจะเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ ประกอบด้วย เครื่องมือการทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ เสื้อผ้า ร้านอาหาร โต๊ะทำงาน ของใช้ที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมชนบทที่ส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมือง อาทิ งานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง แต่มีของประเทศคองโก และซาอีร์บ้างเล็กน้อย

นอกจากการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว ที่นี่ยังมีการจัดการศึกษาและการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ครอบครัว การสัมมนา ภาพยนตร์ และการแสดงดนตรีอีกต่างหากด้วยโดยกิจกรรมเหล่านี้จะต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ส่วนงานด้านการวิจัยก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ และมานุษยวิทยา งานเด่นจะเป็นการเก็บถ้อยคำจากคนในชุมชนที่สามารถเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย และภาษา ยิ่งกว่านั้นมิวเซียมยังมีห้องสมุด ห้องเก็บเอกสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาติพันธุ์และมานุษยวิทยาอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593340

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : Bullfighting Museum Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สเปนเป็นชาติที่มีกีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบและมีชื่อเสียงของประเทศนั่นคือ การสู้วัวกระทิง นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Valencia สถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่น่าสนใจและต้องเยือนให้ได้ก็คือ Bull Fighting Museum หรือมิวเซียมการต่อสู้วัวกระทิงนั่นเอง

การสู้วัวกระทิงเกิดขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยจัดเป็นเทศกาลใหญ่มีกฎระเบียบมากมายในการต่อสู้ การสู้วัวกระทิงจึงเป็นศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของสเปน มาทาดอร์ หรือนักสู้วัวกระทิง ซึ่งเป็นพระเอกของการต่อสู้จึงเป็นเสมือนหนึ่งอัศวินของสนามแข่ง พวกเขาจะเป็นฮีโร่ของสนามในแต่ละวันหรือเป็นเหยื่อก็ขึ้นกับฝีมือร่วมกับดวงในวันนั้นๆ ด้วย ในยุคแรกของการสู้วัวกระทิง มาทาดอร์จะนั่งบนหลังม้าก่อนที่จะกลายเป็นนักสู้บนภาคพื้นดิน ส่วนผู้ชมก็จัดเป็นองค์กรเพื่อการกุศลทางด้านศาสนาหรือโรงพยาบาล ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การสู้วัวกระทิงถูกกำหนดแบบแผนมากขึ้นและมีกฎเกณฑ์ตายตัวจนกลายเป็นมืออาชีพ

วัวที่ถูกนำมาต่อสู้จะถูกเลี้ยงดูให้แข็งแรงอย่างดีในฟาร์มที่อยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงกับสนามแข่ง สายพันธุ์วัวที่ถูกคัดเลือกอย่างดีที่สุดมาจากการผสมจากหลากหลายพื้นที่ทั่วทั้งสเปนโดยบางสายพันธุ์สามารถติดตามย้อนหลังไปนานถึง 3 ศตวรรษ วัวที่ถูกคัดเลือกจะได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่ถึงอายุ 8-10 เดือนหลังหย่านมจะได้รับการเลี้ยงในฟาร์มตามทุ่งหญ้าและถูกทำตำหนิด้วยเหล็กเพื่อบ่งบอกตัวตนด้วย 3 คุณลักษณะคือ สายพันธุ์ ลำดับการเกิด และปีเกิด นอกจากการทำตำหนิด้วยเหล็กที่น่องแล้ว ยังมีการทำตำหนิที่หูอีกด้วย หลังอายุ 2 ปี วัวจะถูกคัดเลือกว่าเหมาะกับการเป็นวัวต่อสู้หรือไม่ด้วยการทดสอบความกล้าหาญของมัน ตัวที่เหมาะสมจะได้รับการเลี้ยงดูเพื่อต่อสู้โดยอายุที่จะเข้าต่อสู้ได้ คือวัวอายุ 4-5 ปีเท่านั้น ส่วนตัวที่ไม่เหมาะสมจะถูกขายเข้าตลาด

มาทาดอร์ ซึ่งเป็นพระเอกของการแสดงนั้นต้องเป็นหัวหน้าทีม เขาจะมีผู้ช่วยอีก 3 คนเพื่อทำให้การแสดงสง่างามแม้เขาจะเป็นผู้เผชิญหน้ากับวัวแต่ผู้เดียวก็ตาม ไม่เพียงเขาต้องเผชิญความตายอย่างโดดเดี่ยว เขายังต้องแสดงความกล้าหาญความเฉลียวฉลาด และท่วงท่าที่สง่างามในการต่อสู้ นักสู้วัวกระทิงในอดีตจะฝึกฝนจากรุ่นพี่ และเป็นผู้ช่วย แต่ปัจจุบันพวกเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนเพื่อฝึกฝนอย่างจริงจังแล้ว พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนโดยให้สามารถต่อสู้และฆ่าวัวอายุน้อยๆ โดยเริ่มจาก 2-3 ปีก่อนเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นก่อนจบการศึกษา

มิวเซียม Bullfighting Valencia ที่ก่อตั้งขึ้น ณ ตำแหน่งชานเมืองเมื่อเวลาก่อตั้งนั้นเป็นประตูที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกำแพงเมือง ในช่วงที่ก่อสร้างใหม่ๆ นั้น สนามสู้วัวกระทิงซึ่งทำจากกระเบื้องและไม้ที่จุได้ 20,000 คนนี้มีขนาดวงนอก 108 เมตร และวงใน 52 เมตรแต่ในปี 1967 เทศบาลเมืองได้ทำการปรับปรุงโดยเปลี่ยนส่วนที่ทำจากไม้ให้เป็นปูนและลดจำนวนแถวของผู้ชมลง 3 แถวร่วมกับปรับปรุงทางเข้าใหม่ให้ดูหรูหรามากขึ้น ในปี 2010 เทศบาลเมืองได้ปรับปรุงสนามใหม่อีกโดยขยายส่วนที่นั่งให้กว้างขึ้นทำให้จำนวนที่นั่งลดลงไปมากถึง 2,500 ที่นั่ง จนเหลือเพียง 10,500 ที่นั่งเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะไม่เพียงได้ชมสนามแข่งจริงเท่านั้น ยังจะได้ชมมิวเซียมที่เล่าเรื่องราวประวัติเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง และได้ดูภาพถ่ายและประวัติของมาทาดอร์สุดหล่อฝีมือฉกาจหลายคน รวมทั้งชุดแต่งที่สง่างามสมกับเป็นศิลปะประจำชาติสเปนที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/591712

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองมรดกโลก Valencia

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสเปน และชื่นชอบเยือนเมืองมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องมานอนหลายๆ วันให้ได้ก็คือ Valencia เมืองที่อยู่ห่างจากมาดริดทางรถไฟประมาณ 1.50-2.15 ชั่วโมง เมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสาม ของสเปน รองจากมาดริดและบาร์เซโลน่านี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญอันดับ 5 ของยุโรปและเป็นเมืองท่าที่มีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านมากที่สุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยชาวโรมันตั้งแต่ 138 ปีก่อนคริสตกาลนี้เคยถูกครอบครองโดยชาวมัวร์มาก่อน พวกเขาจึงมีคนส่วนหนึ่งใช้ภาษา วัฒนธรรมและศาสนาตามชาวมัวร์ ต่อมาในปี 1238 พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่ง Aragon ได้พิชิตมัวร์และสถาปนาให้เมืองนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสเปน และนับถือศาสนาคริสต์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 5 แห่งสเปนหวนกลับมามีอำนาจในเมืองอีกครั้งจึงยกเลิกสิทธิพิเศษเนื่องจากเจ้าเมือง Valencia เข้าข้างราชวงศ์ Habsburgในสงครามระหว่างสเปนกับออสเตรีย Valenciaกลับมามีความสำคัญอีกครั้งและกลายเป็นเมืองหลวงของสเปน เมื่อ Joseph Bonaparteมีอำนาจเหนือสเปนในปี 1812 และยังเป็นเมืองหลวงของสเปนในปี 1936-7 ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนอีกด้วย

เนื่องจากเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2016 และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจึงควรมานอนค้างสัก 2-3 คืน เพื่อที่จะไม่เพียงได้มีโอกาสเดินเล่นในเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารที่มีสถาปัตยกรรมงดงามควรค่าแก่การถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังจะได้มีเวลาเข้าชมมิวเซียมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า ชาวยุโรปตอนใต้ส่วนหนึ่งยังคงมีวัฒนธรรมการนอนตอนบ่าย ชาว Valencia ก็เป็นอีกชาวเมืองหนึ่งที่ยังยึดมั่นกับวัฒนธรรมนี้ สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใน Valencia จึงยังมีการปิดเพื่อให้ชาวเมืองได้หยุดพักกลับบ้านไปกินข้าวและพักผ่อนตอนกลางวันอยู่วันละ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวจึงต้องทำการบ้านเรื่องเวลาเปิดปิดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งร้านค้าและร้านอาหารด้วยเพื่อให้ไม่พลาดการเข้าชม การเที่ยวเมืองนี้จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าเมืองอื่นๆ

Central Market

สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นได้ง่าย อาทิ ตลาด สถานที่ก่อตั้งตลาด ณ ปัจจุบันนี้ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่ปี 1839 เรียกว่าตลาดใหม่โดยเป็นตลาดแบบไม่มีหลังคา หรือ open air แต่สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เทศบาลเมืองตัดสินใจก่อสร้างส่วนหลังคาใหม่ และในปี 1910 เทศบาลเมืองก็ได้คัดเลือกแบบของ Alexandre Soler และFrancesc Gaurdia Vidal สถาปนิกที่จบจากSchool of Architecture of Barcelonaเป็นผู้ออกแบบตลาดใหม่ทั้งหมด ตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปที่มีพื้นที่ 8,000 ตารางเมตรนี้ จึงได้รับการออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau โดยใช้ทั้งเหล็ก ไม้ กระเบื้องตกแต่ง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวตลาด ไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่สวยงามน่าประทับใจแล้วยังได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตท้องถิ่น ผู้คน อาหารสดอาหารแห้ง และผักผลไม้หลากหลายที่สดใหม่และมีขนาดใหญ่โตกว่าที่พบเห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกหวานมะเขือเทศ ขาหมู เห็ดทรัฟเฟิล และสตรอว์เบอร์รี่ในราคาที่ถูกแสนถูกอีกต่างหาก

นอกจากตลาดแล้ว Silk Exchange หรือ Llotja de la Seda ยังเป็นอาคารอีกแห่งที่อยู่ใกล้กันที่น่าสนใจ อาคารที่ถูกปลูกสร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Valencian Gothicตั้งแต่ปี 1482 นี้ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือส่วน Main Hall อันเป็นศูนย์กลางของการค้าที่พ่อค้าใช้ทำการซื้อของ ส่วนปีกที่มีชื่อว่าPavilion of the Consulate เป็นที่ตั้งของการท่าเรือ อาคารที่มีหลังคาทำจากไม้ลวดลายปิดทองสวยงามนี้เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สามารถสามารถเข้าชมได้ฟรี

Llotja de la SedaLlotja de la SedaTruffle

Truffleหลังคา Llotja de la Sedaหลังคา Llotja de la Seda

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590070

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Goya Museum Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

The Second of May

โดยทั่วไปศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงมักมีมิวเซียมอยู่ในเมืองเกิด เมืองที่อาศัยอยู่นานหรือในเมืองที่เสียชีวิต Francisco Goya ศิลปินที่มีชื่อเสียงและสำคัญที่สุดของสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็เช่นกัน เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในแคว้น Aragon ในปี 1746 และครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ Zaragoza ในปีเดียวกันเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี เขาเข้าเรียนกับ Jose Luzanจิตรกรที่สอนเขาให้ทำสำเนาแสตมป์อยู่ 4 ปีก่อนย้ายไปมาดริดเพื่อเรียนกับ Anton RaphaelMengs ศิลปินในราชสำนักที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นแต่เขากลับไม่ลงรอยกับอาจารย์เลยสมัครเพื่อเข้าเรียนที่ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando ในปี 1763 แต่จนถึงปี 1766 เขาก็ยังไม่ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนเขาจึงตัดสินใจย้ายไปเรียนที่โรม ในปี 1771 เขาได้รับรางวัลที่สองในการแข่งขันวาดภาพในเมือง Parma อิตาลีก่อนเดินทางกลับมา Zaragoza บ้านเกิดและได้รับงานตกแต่งที่ Basilica of the Pillar งาน Fresco สำหรับสำนักสงฆ์ Charterhouse of Aula dei และ Sobradiel Palace

เมื่อ Goya เริ่มมีชื่อเสียง เขาก็เริ่มมีเพื่อนฝูงและงานมากขึ้นจนได้แต่งงานกับน้องสาวของ Francisco Bayeu ในปี 1773 อีกสองปีต่อมา เขาได้เป็นสมาชิกของ Real Academia de Bellas Artes de SanFernando และกลายเป็นผู้ควบคุมงานสิ่งทอ และรับจ้างทอพรมให้กับโรงงาน Royal Tapestryในช่วง 5 ปีที่เขาทำงาน เขาได้ออกแบบลายมากถึง 42 แบบสำหรับตกแต่งผนังใน El Escorialและ Palacio Real del Pardo แม้งานทอพรมจะไม่ได้สร้างรายได้ให้เขามากนัก แต่ก็ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของคหบดีและราชสำนัก และได้รับงานทำสำเนาของ Marcantonio Raimondi และ Velazquez ศิลปินชื่อดังของสเปนในสมัยนั้น

หลังแต่งงาน เขาทุกข์ทรมานกับการที่ภรรยาแท้งบุตรหลายครั้งกว่าจะได้บุตรชาย 1 คน มาเลี้ยงจนเติบโต แต่เขากลับโชคดีที่ได้กลายเป็นศิลปินในราชสำนักตั้งแต่ปี 1786 และมีหน้าที่สร้างสรรค์งานภาพเหมือนให้กับราชวงศ์ รวมทั้งออกแบบพระราชวังด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับป่วยและได้รับการวินิจฉัยโรคผิดจนทำให้หูหนวกในปี 1793 ส่งผลให้งานในช่วงหลังจากนั้นของเขาเต็มไปด้วยความมืดมิดและมองโลกในแง่ร้าย ถึงกระนั้นก็ตาม การงานของเขากลับรุ่งโรจน์มากขึ้นและได้รับตำแหน่ง Prime Court Painter ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งศิลปินประจำราชสำนักอันดับสูงสุดของสเปน

ชีวิตของเขาหลังจากนั้นอยู่ในช่วงสงครามตลอด แม้เขาจะไม่เคยเขียนหนังสือ แต่ผลงานจิตรกรรมของเขาสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของเขาต่อสงครามและความทุกข์ยากได้เป็นอย่างดี หลังจากทนความทุกข์ยากของสงครามในสเปนหลายปี เขาตัดสินใจย้ายออกมาอยู่เมือง Bordeaux ฝรั่งเศสร่วมกับภรรยาใหม่ เมื่ออายุมากขึ้นเขาต้องทนทุกข์กับโรคอัมพฤกษ์ หูหนวก และตาฟางก่อนเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 82 ปี ร่างของเขาได้รับการย้ายกลับมาอยู่มาดริดประเทศบ้านเกิด แต่กลับมาแบบไม่มีศีรษะ

Goya Museum ที่ตั้งอยู่ใน Zaragoza และเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1979 นี้ ถือกำเนิดขึ้นจากงานสะสมของ Jose Camon Aznar ศาสตราจารย์ชาว Aragon และภรรยา เทศบาลเมืองได้ซื้ออาคารที่มีJeronimo Cosida และ Violante de Albion เป็นเจ้าของโดยก่อสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1535 ตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance ภายใต้การออกแบบของ Juan deLanuza ลักษณะเด่นของอาคารก็คือส่วนของระเบียงที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงอันสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและความมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

ส่วนของจัดแสดงของ Goya ภายในมิวเซียมประกอบด้วยงานจิตรกรรม 14 ชิ้นและงานแกะสลักชุดใหญ่อีก 5 ชุดโดยจัดแสดงตามลำดับเวลาตั้งแต่สมัยที่ศิลปินยังเยาว์และอาศัยอยู่ใน Zaragoza จนกระทั่งเขาย้ายไปเสียชีวิตที่ Bordeaux ฝรั่งเศส งานมีหลากหลายธีมตั้งแต่ภาพเหมือน ภาพร่างที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและสงครามอันสะท้อนให้เห็นมุมมองและความทุกข์ยากอย่างที่สุดของเขาได้เป็นอย่างแทบไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ เลย

Self Portrait

Self PortraitTHE SLEEP OF REASON PRODUCES MONSTERS

THE SLEEP OF REASON PRODUCES MONSTERS

แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588353

แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่เท่ สวยแปลกตา และมีการออกแบบที่น่าทึ่ง เมื่อมาเยือน Zaragoza สถานที่หนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ The Bridge Pavilion สถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของ Zaha Hadid นักท่องเที่ยวที่เยือนมิวเซียม Contemporary Art ประจำอาจเคยเห็นผลงานของเธอมาบ้างแล้ว

Zaha Hadid ฉายา Queen of the Curve เป็นใคร ชื่อจริงของเธอคือ Zaha Mohammad Hadid สถาปนิกลูกครึ่งอังกฤษอิรัก เธอเกิดวันที่ 31 ตุลาคม 1950 ที่เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก ในครอบครัวชนชั้นสูงบิดาของเธอเป็นเศรษฐีและเป็นผู้ก่อตั้งAl-Ahali group องค์กรการเมืองที่มีชื่อเสียงในทศวรรษที่ 1930 ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติของอิรัก และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มารดาของเธอเป็นศิลปิน และพี่ชายของเธอเป็นนักเขียนที่เชี่ยวชาญในเรื่องอิรัก ความสนใจในเรื่องสถาปัตยกรรมครั้งแรกของเธอเมื่อเธอได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองสุมาเรี่ยนทางตอนใต้ของอิรัก บิดาของเธอส่งเธอไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ในทศวรรษที่ 1960 ก่อนที่เธอจะเข้าเรียนคณิตศาสตร์ที่ American Universityof Beirut และย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมที่ Architectural Association School ofArchitecture กรุงลอนดอน ซึ่งเธอกลายเป็นนักเรียนที่เด่นที่สุดของโรงเรียนในเวลานั้น อาจารย์เรียกเธอว่า ผู้สร้าง 89 องศา ไม่มีงานใดของเธอที่เป็น 90 องศาเลย แม้แต่วิทยานิพนธ์ชั้นเยี่ยมของเธอก็กลายเป็นงานออกแบบของโรงแรม 14 ชั้น ในลอนดอนในเวลาต่อมา

หลังจบการศึกษาในปี 1977 เธอเข้าทำงานกับอาจารย์ที่ Office for Metropolitan Architecture เมืองรอตเธอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนย้ายมาเปิด Zaha Hadid Architects ที่กรุงลอนดอน ในปี 1980 และเริ่มแนะนำงานสถาปัตยกรรมแนว Postmodernismเข้าสู่วงการ อีกทั้งยังเริ่มเข้าเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ Harvard Graduate School of Design, Cambridge University, University of Chicago, Hochshule fur bildende Kunste Hamburg, University of Illinois Chicago และ Columbia University นอกจากนี้เธอยังมีชื่อเสียงในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมโครงการต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่งแม้งานส่วนใหญ่จะยังไม่ได้มีการก่อสร้างเลยก็ตาม งานที่ Cardiff ประเทศเวลส์เป็นตัวอย่างที่น่าเศร้า แม้เธอจะชนะการประกวด แต่คณะกรรมการกลับปฏิเสธการจ่ายเงิน ถึงกระนั้นก็ตาม การที่เธอเน้นทุกรายละเอียดและงานของเธอมีความแปลกใหม่น่าทึ่งกลับยิ่งมีชื่อเสียงจนเธอได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 สถาปนิกที่สามารถเข้าจัดแสดงนิทรรศการ Deconstructivism inArchitecture ที่มี Philip Johnson เป็นภัณฑรักษ์ณ Museum of Modern Art กรุงนิวยอร์ก

นับจากนั้นมาเธอมีผลงานเด่นมากมาย อาทิ Vitra Fire Station สวิตเซอร์แลนด์,Bergiesel Ski Jump เมือง Innsbruck ออสเตรีย, Contemporary Arts Center เมือง Cincinnatiสหรัฐฯ, Phaeno Science Center เมือง Wolfsburg เยอรมนี ซึ่งรายการนี้เป็นการชนะการแข่งขันระดับนานาชาติ ในระหว่างปี 1997-2010 เธอได้เข้าร่วมในการก่อสร้างสะพานร่วมกับสถาปนิกดังหลายคน ในปี 2005 เธอได้มีโอกาสออกแบบ Zaragoza Bridge Pavilionซึ่งเป็นโครงการพิเศษที่เทศบาลต้องการใช้สะพานเป็นที่จัดนิทรรศการ Expo 2008 ในธีมน้ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน สะพานที่กว้าง 85 เมตรเชื่อมระหว่างเกาะบนแม่น้ำ Ebro นี้จะเป็นอุโมงค์ที่มีพื้นที่จัดแสดงตามความยาว 280 เมตรโดยจะสามารถเป็นทางผ่านให้นักท่องเที่ยวเข้าชมงานได้ถึง 10,000 คนต่อชั่วโมง Hadid เลือกใช้ Fiber Glass เสริมด้วยคอนกรีตจากบริษัท Rieder ของออสเตรียเป็นวัสดุสำคัญ อาคารนี้ภายหลังถูกซื้อโดยธนาคาร Ibercaia เพื่อไว้จัดนิทรรศการ

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Zaragoza ในช่วงที่ไม่มีนิทรรศการอาจทำได้เพียงถ่ายรูปภายนอกกับสะพานที่มีรูปร่างแปลกตา ทันสมัย และชะโงกดูภายในที่ปิดไว้เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม ประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสชื่นชมสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่น่าทึ่งนี้ก็น่าประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Serrano Museum Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586612

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Serrano Museum Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Zaragoza ที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art ย่อมต้องการหางานเยี่ยงนี้ไว้ชื่นชม สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ก็คือ Aragonse Institute of Contemporary Art and Culture (IACC) หรืออีกชื่อว่า Pablo Serrano Museumมิวเซียมที่อุทิศให้กับศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะงานของPablo Serrano ศิลปินชาวสเปนเขาเกิดในที่ Teruel แคว้น Aragonเขาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองบาร์เซโลนาก่อนย้ายไปอยู่ที่อุรุกวัย และได้รู้จักกับ Joaquin Torres Garcia ศิลปินชาวอุรุกวัยที่ย้ายมาอยู่ในบาร์เซโลนา ในปี 1955 เขาเริ่มเข้าร่วมวงกับศิลปินสัญชาติเดียวกันและได้รับรางวัล The III Biennial of SpanishAmerican Art ในเมืองบาร์เซโลนาหลังจากนั้นเขาเริ่มจัดการแสดงนิทรรศการเดี่ยวในมาดริด ก่อนที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับ ManoloMillares ในชื่อกลุ่ม El Paso ซึ่งต่อมาสร้างชื่อเสียงให้กับเขามากจนได้รับเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดแสดงศิลปะที่เบลเยียม

ผลงานของเขาขึ้นถึงขีดสุดในชุด Rhythms in Space ซึ่งเป็นงานประติมากรรมที่สร้างจากแผ่นสเตนเลส หลังจากนั้นเขาได้สร้างผลงานแปลกใหม่ในโครงการดนตรีของ Pierre Schaeffer ด้วยการเผาวัตถุในชื่อ The Dis-occupation of the Space ณ กรุงมิลาน อิตาลี นับจากปี 1960 เป็นต้นมา Serrano ก็มีชื่อเสียงมากเสียจนกระทั่งเขาสามารถที่จะจัดแสดงงานนิทรรศการที่ MOMA กรุงนิวยอร์กยาวนานถึง 2 ปี รวมทั้งได้มีโอกาสจัดนิทรรศการตามเมืองต่างๆ อีกหลายแห่งในสหรัฐฯ อาทิ วอชิงตัน ชิคาโก และนิวแฮมเชียร์ รวมทั้งที่ Aschaffenburg เยอรมนี

ในปี 1962 เขานำผลงานมากถึง 23 ชิ้นไปเข้าแข่งขันที่งาน The XXXI InternationalBiennial ในเวนิส อิตาลี และสามารถชนะรางวัลที่หนึ่งในด้านประติมากรรม หลังจากนั้นเขามักได้รับเชิญให้นำผลงานไปจัดแสดงตามมิวเซียมดังๆ อีกหลายแห่งอาทิ Guggenheim Museum กรุงนิวยอร์กThe Juana Mordo Gallery กรุงมาดริดสเปน และ Gaudifond Arte Gallery บาร์เซโลนา เขาเสียชีวิตในกรุงมาดริดเมื่ออายุ 74 ปี หลังจากเขาเสียชีวิตได้ 9 ปีเทศบาลเมือง Zaragoza ได้ก่อตั้ง PabloSerrano Museum ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานและเป็นเกียรติแก่เขา

Pablo Serrano Museum หรือ ที่มีชื่อย่อว่า IAACC ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในตึกเก่าที่เดิมชื่อ Pignatelli นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในยุค Enlightenment และได้รับการปรับปรุงภายใต้การออกแบบของ Jose Manuel Perez Latorre และก่อสร้างโดย ObrasconHuarte Lain เพื่อให้อาคารมีความทันสมัย ดูแปลกตาและมีพื้นที่มากพอที่จะจัดแสดงผลงานและนิทรรศการโดยเพิ่มพื้นที่จาก 2,500 ตารางเมตรเป็น 7,000 ตารางเมตรในปี 2007 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ยลโฉมอาคารที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย แปลกตาและน่าทึ่ง รวมทั้งชมผลงานแนว Abstract ของ Serrano ที่แสนจะเข้าใจยากอย่างจุใจแล้ว ยังได้มีโอกาสชมผลงานของJuana Frances ภรรยาของเขา และผลงานแนวContemporary Art ของนักประติมากรรมชาวสเปนและนานาชาติอีกหลายคน อาทิ EmilNolde, Pablo Picasso and Calder toWarhol, Jean Tinguely andAnthony Caroและ Santiago Lagunas รวมทั้งงานContemporary graphic art อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584880

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz)

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz)

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza และชื่นชอบเยือนมิวเซียมแปลกๆ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ คือ Museum Origami Zaragoza หลายคนคงสงสัยว่า Origami คืออะไรคำนี้เป็นภาษาสเปนจริงหรือ แท้ที่จริงแล้วคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า โอริกามิ แปลว่า การพับกระดาษหรือศิลปะในการพับกระดาษ

ชาวอียิปต์เป็นชาติแรกของโลกที่ผลิตกระดาษเรียกว่า ปาปิรุส โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ปาปิรุสนี้มีคุณสมบัติที่ดีเพราะทนทานและอายุยาวนาน ไม่แตกหักง่ายจึงทำให้บันทึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนปาปิรุสกลายเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ กระดาษยุคปัจจุบันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.105 โดย Cai Lun ในประเทศจีนแต่กว่ากระดาษจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเกาหลีและญี่ปุ่นก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้ว หลังจากนั้นกระดาษก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกโดยไปถึงอุซเบกิสถานแบกแดด เอเชียไมเนอร์ แอฟริกาเหนือ และยุโรป โดยเข้าสเปนเป็นที่แรกในปี 1036 โรงงานกระดาษที่แรกในโลกถือกำเนิดขึ้นในเมืองบาเรนเซีย ประเทศสเปน หลังจากนั้นกระดาษแผ่นๆ ก็ถูกเย็บรวมเป็นเล่มในคริสต์ศตวรรษที่ 12

ส่วนวิวัฒนาการของการพับกระดาษเกิดขึ้นทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกไปพร้อมๆ กันโดยมิได้ปรึกษากัน รูปแบบการพับกระดาษแรกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ก็คือ กล่องของขวัญที่ไว้ใส่เครื่องประดับ ถึงกระนั้นก็ตามเทคนิคที่ใช้ของฝั่งตะวันออกและตะวันตกกลับแตกต่างกัน ฝั่งตะวันออกจะใช้การตัดมากกว่าการพับ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะกระดาษของฝั่งตะวันออกมีความยืดหยุ่นมากกว่า อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าการที่ฝั่งตะวันตกใช้การพับมากกว่าอาจเป็นเพราะต้นกำเนิดการพับกระดาษมาจากการพับผ้าเช็ดปากนั่นเอง

มิวเซียมเฉพาะทางพิเศษที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการพับกระดาษซึ่งเปิดตัวขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมปี 2013 นี้ มีจุดประสงค์ที่จะใช้เป็นที่จัดแสดงผลงานการพับกระดาษและที่ชุมนุมของนักพับกระดาษจากทั่วโลก การจัดแสดงของมิวเซียมแบ่งเป็น 7 ห้องโดยแบ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของกระดาษ การเดินทางของกระดาษจากจีนสู่ทั่วโลก การพับกระดาษการตั้งกลุ่มพับกระดาษระดับนานาชาติที่จัดชุมนุมกันทุกปีนับจากทศวรรษที่ 1940 ผลงานการจัดแสดงเกี่ยวกับกระดาษ ประติมากรรมกระดาษรวมทั้งนิทรรศการที่เกี่ยวข้องจากนักพับกระดาษทั่วทุกมุมโลกนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ไม่เพียงจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกระดาษการพับกระดาษ วิวัฒนาการการพับกระดาษแล้ว ยังจะได้มีโอกาสดูแบบจำลองกระดาษมากมายตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนถึงประติมากรรมกระดาษขนาดใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกอย่างจุใจเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583165

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานประติมากรรมและได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้นั่นคือ Museum Pablo Gargallo มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง Pablo Gargallo ประติมากรรมชั้นเยี่ยมชาว Aragon สเปน เขาเกิดในเมือง Maella แคว้น Aragon ก่อนย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าเพื่อเรียนศิลปะ ในปี 1903 เขาได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งเปิดห้องภาพที่ Montparnasse Quarter ในกรุงปารีสจึงได้รู้จักกับ Pablo Picasso ศิลปินชื่อดังแนว Cubism ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลต่องานของเขามากที่สุด และ Max Jacobในปี 1907 เขาย้ายมาอยู่กับหมู่ศิลปินที่Montmarte กับ Max Jacob และ Juan Gris ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้เขารู้จักกับ Magali Tartansonซึ่งต่อมาได้เป็นภรรยาของเขา

เขาเริ่มต้นงานประติมากรรม 3 มิติด้วยการสร้างงานจากแผ่นโลหะ ก่อนที่จะใช้กระดาษซึ่งตรงข้ามกับศิลปินทั่วไป นอกจากนี้ เขายังสร้างสรรค์งานจากทองแดง หินอ่อน และวัสดุอีกหลากหลายชนิด งานบางชิ้นก็ออกแนว Cubism เฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Picasso เขาได้ชื่อว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้ว่าเขาจะร่ำเรียนมาในแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau มาก็ตาม แต่การที่เขาได้ไปอยู่ปารีสทำให้เขาได้มีโอกาสที่จะทำงานวิจัยในการใช้โลหะ ไม่ว่าจะเป็นทองแดง เหล็ก สังกะสี จนทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีนวัตกรรมที่แปลกใหม่เหนือกว่าศิลปิน ชาติเดียวกันอื่นๆ นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการที่จะพัฒนาการให้กายภาพของงานประติมากรรมมีความโดดเด่นและอ่อนช้อยอย่างน่าทึ่งเขาเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เมือง Tarragona

Museum Pablo Gargallo ถูกก่อตั้งขึ้นจากสัญญาความร่วมมือระหว่าง Pierrette Gargallo ทายาทของ Pablo Gargallo และ Ramon Sainz de Varanda โดยได้รับงานประติมากรรมและภาพร่าง รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับชีวประวัติของ Pablo Gargallo มาเก็บสะสมไว้ที่ Argillo Palace อาคารที่ถูกออกแบบโดย Juan de Mondragon ตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance ระหว่างปี 1659-1661โดยเป็นส่วนต่อขยายของบ้านของ Don Francisco Sanz de Cortes ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่ง Marquis of Villaverde อาคารนี้กลายเป็นสมบัติของ Countess of Argillo จวบจนถึงปี 1860 เจ้าของได้ให้ Colegio de SanFelipe เช่าไปเกือบศตวรรษก่อนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติในปี 1943 และส่งต่อให้กับเทศบาลในปี 1977 จนได้กลายเป็นที่ทำการของสมาคมคนตาบอด ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงให้เป็นมิวเซียมโดยเปิดตัวในวันที่ 8 กรกฎาคม 1985 หลังจากเป็นมิวเซียมแล้ว อาคารที่ได้รับการก่อสร้างด้วยวัสดุพื้นเมืองเป็นส่วนใหญ่นี้ก็ได้รับการต่อขยายโดยเพิ่มชั้นและวัสดุอุปกรณ์ให้ทันสมัยขึ้นในปี 2009 

นักท่องเที่ยวจะไม่เพียงได้เยี่ยมเยือนอาคารที่สวยงามแปลกตา ยังจะได้ชื่นชมกับงานหลากหลายชนิดของศิลปินอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรม 82 ชิ้น แม่แบบกระดาษแข็ง 12 ชิ้น งานแบบร่าง 70 ชิ้น แผ่นแกะสลัก4 ชิ้น และอัญมณีอีก 2 ชิ้น รวมทั้งผลงานนิทรรศการตามฤดูกาลที่ส่วนใหญ่ก็เป็นงานประติมากรรมของศิลปินท้องถิ่น หรือศิลปินสัญชาติสเปนอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581472

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza สิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นคือ ซื้อ Zaragoza Card ทั้งนี้เพราะบัตรท่องเที่ยวชนิดที่มีทั้ง 24 ชั่วโมงและ 48 ชั่วโมง จะช่วยประหยัดค่าเข้ามิวเซียมและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวได้มาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเมืองนี้ด้วยรถไฟจะทราบดีว่า สถานที่ท่องเที่ยวและสถานีรถไฟห่างกันมาก และค่าเดินทางโดยใช้รถบัสแต่ละเที่ยว ค่าใช้จ่ายแต่ละเที่ยวสูงมาก การใช้ Zaragoza card จะให้ประโยชน์มากโดยบัตร 24 ชั่วโมง ให้นั่งรถบัสได้ 5 เที่ยว และ 48 ชั่วโมง ให้นั่งรถบัสได้ 7 เที่ยว นอกจากนั้น บัตรนี้ยังมีให้ Welcome Tapas พร้อมดริ้งค์อีกจากร้านดังประจำเมืองด้วยนอกเหนือจากการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวของหลวงฟรีอีกหลายแห่ง ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถใช้บัตรนี้ลดราคาตามร้านอาหารและร้านขายของได้อีกอย่างหลายหลายด้วยซึ่งหมายความว่าบัตรนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียม นอกจากจะใช้Zaragoza card เพื่อเดินทางเข้าเมือง ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และกิน Tapas ฟรีแล้วย่อมต้องหามิวเซียมที่ card นี้ อนุญาตให้เข้าฟรีได้ อาทิ Roman Theater เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า Zaragoza เป็นเมืองหนึ่งของสเปนที่ชาวโรมันมีอิทธิพลสูงมาก ในปี 15 ก่อนคริสตกาลที่จักรพรรดิ Cesar Augustaชนะสงคราม Cantabrian นั้น พระองค์ได้ก่อตั้งเมือง Zaragoza ขึ้นในนาม ColoniaCaesaraugusta เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะของพระองค์ แต่ในช่วง 2 ศตวรรษแรกนั้นเมืองนี้ยังไม่รุ่งเรืองมากนัก การสร้างจัตุรัสริมน้ำเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้าเริ่มขึ้นหลังจากนั้น นักท่องเที่ยวจะสามารถติดตามส่วนต่างๆ ของเมืองโรมันได้จากการเดินตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับการขุดค้นแล้วโดยเริ่มต้นที่ Plaza Pilarนักท่องเที่ยวอาจใช้เวลาครึ่งวันในการเดินตามโดยใช้จุดเริ่มต้นที่มหาวิหาร และเดินผ่านRoman Forum, Theater, Baths และ Wall

ส่วน Roman Wall เป็นส่วนที่สามารถเดินเล่นได้โดยไม่ต้องเสียเงินไม่ว่าจะมี Card หรือไม่ กำแพงปูนนี้เคยสูงถึง 10 เมตรและกว้าง 7 เมตร แต่ปัจจุบันอาจมีส่วนที่หลงเหลือให้ดูยาวเพียงแค่ 80 เมตร อย่างไรก็ดีนักท่องเที่ยวยังได้มีโอกาสถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ที่ทำจากทองแดงของจักรพรรดิ Augustu ที่ทำเลียนแบบจากโรมซึ่งถูกสร้างโดยเทศบาลเมืองในปี 1940 เพื่อเฉลิมฉลองให้กับพระองค์ เลยจากกำแพงไปจะเป็นหอคอยที่หลงเหลืออยู่จากพระราชวงศ์ของกษัตริย์มัวร์

สำหรับ Roman Theater ที่ต้องใช้บัตร Zaragoza card เพื่อเข้าชมฟรีนี้เป็นโรงละครที่ถูกสร้างขึ้นในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง โดยเริ่มจากสมัยของ Tiberius จักรพรรดิองค์ที่สองของโรมันที่ปกครองโรมระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-37 บุตรบุญธรรมของ Augustus เรื่อยมาจนถึง Claudius จักรพรรดิโรมันองค์ที่ 4 ที่ปกครองโรมันตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 41-54 จักรพรรดิองค์แรกของโรมันที่เกิดนอกประเทศอิตาลีโรงละครขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุคนได้มากถึง 6 พันคน ทั้งๆ ที่ชาวเมือง Zaragoza มีเพียงแค่ 18,000 คน ก็เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ตามอย่าง Theater of Marcellus แห่งกรุงโรม วัสดุก่อสร้างที่นำมาใช้เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้สร้างกำแพงเมือง ปัจจุบันโรงละครแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Cesaraugusta Theater Museum ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโรมในเมือง Zaragoza และได้รับการประกาศให้เป็นส่วนของวัฒนธรรมที่น่าสนใจประจำเมือง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้จะได้มีโอกาสสัมผัสกับการจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของโรม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโรมข้าวของเครื่องใช้ การก่อสร้างโรงละครการทำงาน และนักแสดงที่เคยมาแสดงในโรงละครแห่งนี้กันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว