แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579744

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Basillica del Pilar

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Zaragoza สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้นั่นคือ Museum of Lanterns and crystal Rosary มิวเซียมเกี่ยวกับ โคมไฟ และลูกประคำคริสตัล มิวเซียมที่ตั้งอยู่ใน Church of Sacred Heart of Jesus กลางจัตุรัส San Pedro Nolasco นี้เป็นมิวเซียมที่มีการจัดเฉลิมฉลองในวันที่ 13 ตุลาคมทุกปีจึงเป็นวันที่ดีที่สุดของนักท่องเที่ยวที่จะไปเยือน ถึงกระนั้นก็ตาม แม้นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเยือนในวันที่ 13 ตุลาคมได้ แต่มิวเซียมแห่งนี้ ก็มีประวัติศาสตร์และของจัดแสดงมากมายให้ไปเยือนในวันอื่นๆ มิวเซียมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 2 มกราคม 1889 เมื่อผู้อำนวยการ Royal Confraternityof the Holy Rosary of Our Lady of the Pillar ได้ตัดสินใจที่จะสร้างโคมไฟรูปคริสตัลรูปแบบต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับ พระบิดา พระบุตรและพระแม่มารี

คณะกรรมการเมืองจึงได้แต่งตั้งให้ Ricardo Magdalena สถาปนิกพื้นเมืองผู้มีชื่อเสียงในการออกแบบอนุสาวรีย์เป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง และให้ Leon Quintanaเป็นช่างฝีมือจัดทำ ทั้งสองสามารถที่จะออกแบบและทำงานอย่างรวดเร็วจนสามารถที่จะจัดทำโคมไฟตกแต่งคริสตัลมากถึง300 ชิ้น ออกจัดแสดงได้ในปีเดียวกัน ในช่วงแรกนั้น โคมไฟทั้งหมดถูกจุดด้วยเทียนไขแต่ได้พัฒนากลายเป็นไฟฟ้าในทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี่เอง

Angelus

โคมไฟชุดใหญ่ขนาดสูง 4.5 เมตรแต่ละชุดซึ่งล้วนทำด้วยมือเป็นเรื่องราวที่แตกต่างกัน อาทิ Mysteries of Joy,Sorrow and Glory บางชิ้นเป็นของขวัญมาจากที่ต่างๆ อาทิ The Assumption,Angelus, Salve Regina นอกจากนี้หลายอันยังเป็นตัวแทนของหอสวดมนต์The Marian Shrines, The HispanicWorld และจาก Temple of the Pillar ซึ่งชิ้นนี้ทำจากกระจกมากถึง 130,000 ชิ้น

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนจะได้อรรถรสถึง 2 แบบ นั่นคือ แบบที่เห็นโคมไฟธรรมดาจากแสงแดง และได้สัมผัสถึงความวิจิตรตระการตาเสมือนอยู่ในงานเฉลิมฉลองประจำปี เพราะมิวเซียมจะปิดไฟทั้งหมด และเปิดโคมแต่ละดวงพร้อมคำบรรยายเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้บรรยากาศเสมือนล่องลอยอยู่ในความฝันเลยทีเดียวMysteries of Joy

Mysteries of JoyMyteries of GloryMyteries of GlorySanto Dominguito de Val



Santo Dominguito de ValThe AssumptionThe AssumptionThe Hispanic World

The Hispanic WorldThe Marian ShrinesThe Marian ShrinesThe Salve Regina

The Salve ReginaThe Virgin’s visit to ZaragozaThe Virgin’s visit to Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578081

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริเวณ old town เมือง Zaragoza ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่มีอัตลักษณ์และสวยงามมากนั่นคือ Cathedral of the Savior ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกมหาวิหารที่มีชื่อเล่นว่า La Seoที่ตั้งอยู่ ณ Plaza de la Seo นี้มีต้นกำเนิดมาจากจัตุรัสโรมันที่อยู่ใกล้แม่น้ำ Ebro จัตุรัสโรมันนี้ไม่ได้เป็นที่ทำการรัฐหรือหอการค้า แต่เป็นวิหาร มหาวิหารนี้ดั้งเดิมเคยเป็นตำแหน่งที่ตั้งของมัสยิดที่ถูกก่อตั้งโดย Hanas ben Abdallahas Sanani ผู้ใกล้ชิดกับท่านนบีมูฮัมหมัดแห่งอิสลาม เมื่อพระเจ้าอลองโซที่หนึ่งมาถึงเมืองนี้ พระองค์ไม่ได้กำจัดมัสยิดไปในทันที แต่มีบัญชาให้ย้ายมัสยิดออกจากเมืองไป และสร้างอาคารขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ San Salvador เพื่อใช้เป็นศาสนสถานของชาวคริสต์

ในช่วงปี 1140 ที่โบสถ์แทนที่มัสยิดนั้น นอกจากจะเป็นมหาวิหารแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ โรงอาหาร เรือนเพาะชำ และกุฏิสองหลังด้วย ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-15 ที่นี่ยังเป็นที่สวมมงกุฎของกษัตริย์ Aragon ทุกพระองค์ รวมทั้งยังเป็นที่แบบติส แต่งงานและที่ฝังพระศพกษัตริย์อีกหลายองค์ในช่วงเวลานั้นด้วย ในปี 1318 พระสันตะปาปาจอห์นที่ 22 ได้แต่งตั้งอารค์บิชอปแห่ง Zaragoza ทำให้เมืองนี้มีอิสระมากขึ้นอาร์คบิชอปแต่ละองค์ก็ได้ปรับปรุงมหาวิหารเรื่อยมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน Don Lope ได้มีบัญชาให้ออกแบบมหาวิหารเป็นสไตล์โกธิคที่หรูหราจนกลายเป็นตัวอย่างของโบสถ์ในแคว้นเดียวกันและแคว้น Seville

ในปี 1403 ท่านเบเนดิกที่ 13 ซึ่งมีสัญชาติ Aragon ได้ทำการปรับปรุงให้อาคารเป็นแบบ Romanesque และเพิ่มหอคอยขึ้นอีก 2 หลัง ในวันที่ 14 กันยายน 1485 Pedro de Arbues หัวหน้าคณะ Aragon ถูกลอบสังหารขณะอธิษฐานในมหาวิหารทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นการลอบสังหารโดยราชวงศ์เนื่องจากช่วงเวลานั้นชาวบ้านส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปเป็นชาวยิว นับจากนั้นชาวคริสต์จึงเริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อยิว พระสันตะปาปา Pius IX ต้องการแก้เกมจึงสถาปนา Pedro de Arbue ขึ้นเป็นเซนต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มหาวิหารยังเป็นศูนย์กลางของการเรียนดนตรีเสียงประสานของแคว้น Aragon และได้ผลิตลูกศิษย์ที่เป็นนักร้องประสานเสียงที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มหาวิหารแห่งนี้กลับเจอคู่แข่งสำคัญคือ Cathedral chapter of El Pilar และเสียเปรียบไปเพราะพระสันตะปาปาฟิลิปที่สี่ ทรงโปรดอีกแห่งมากกว่า

ในปี 1676 ท่านสันตะปาปา Clement X จึงตัดสินใจสงบศึกด้วยการควบรวมมหาวิหารทั้งสองเข้าด้วยกัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มหาวิหารได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นสไตล์บาโรค หลังจากนั้นมามหาวิหารก็ไม่ได้รับการปรับปรุงอีกเลยจวบจนครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยได้รับการปรับปรุงใหม่นานถึง 23 ปี ซึ่งใช้เงินมากถึง2 ล้านเปโซ จากรัฐบาลแคว้น Aragon ศาสนจักรและรัฐบาลกลางของสเปน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Zaragoza และได้เยือนมหาวิหารแห่งนี้ก็จะมีโอกาสชื่นชมความอลังการของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทั้งภายนอกและภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่งแท่นบูชาต่างๆ ที่ล้วนวิจิตรบรรจงสมกับการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576445

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Old Town

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสเปนและชื่นชอบการเที่ยวเมืองมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ก็คือ Zaragoza เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ Madrid ที่ห่างจาก Madrid โดยรถไฟเพียงแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้น เมืองที่มีประวัติย้อนหลังไปตั้งแต่ 25 ปีก่อนคริสตกาลนี้เจริญรุ่งเรืองมาตลอด อย่างไรก็ดี ในช่วงที่กาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในปี 1564 ประชาชนถึง 1 ใน 3 ก็เสียชีวิตจากโรคนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่างปี 1701-14 นั้น เมืองนี้กลายเป็นสนามรบใหญ่และถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งจวบจนพระเจ้าฟิลิปที่ 5 สามารถรวบรวมอำนาจและเข้ายึดเมืองได้ Zaragoza จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสเปนอีกครั้ง ในปี 1766เมืองนี้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นจากการแย่งชิงอาหาร

ส่วนในปี 1807-14 ช่วงสงครามระหว่างสเปน อังกฤษ โปรตุเกสและฝรั่งเศสนั้น Zaragoza ถูกกองทัพนโปเลียนยึดครองถึง 2 ครั้งระหว่างมิถุนายนถึงสิงหาคม 1808 และธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ 1809 ส่งผลให้มีชาวบ้านล้มตายมากถึง 5 หมื่นคน แม้ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนจะทำให้เมืองนี้กลายเป็นสนามรบ แต่เศรษฐกิจของเมืองกลับเติบโตขึ้นจากการที่เมืองกลายเป็นแหล่งผลิตอาวุธสำคัญ ยิ่งกว่านั้น การที่เมืองนี้กลายเป็นที่เซ็นสัญญาความร่วมมือทางด้านอากาศระหว่างสเปนและสหรัฐ อีกทั้งยังกลายเป็นเมืองหลักอุตสาหกรรมทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งในปี 1982 เมื่อบริษัทGeneral Motors ได้เริ่มสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถ Opel และ Vauxhall เพื่อส่งออกแล้วจึงยิ่งทำให้เมืองนี้เจริญมากยิ่งขึ้นไปอีก

Church of San Juan de los Panetes 

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมเก่าเมื่อได้มาเยือน Zaragoza สถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Old Town บริเวณนี้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอายุตั้งแต่ยุคกลางหลายแห่ง อาทิ Church of San Juan de losPanetes โบสถ์คาทอลิกที่ตั้งอยู่ใกล้กับPlaza del Pilar นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในชื่อว่า San Juan del Jerusalemแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่และสร้างเสร็จสิ้นในปี 1725 โดยเปลี่ยนชื่อและใช้สถาปัตยกรรมแบบ Baroque ในปี 1933 โบสถ์แห่งนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นสถานที่สำคัญของประเทศ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี โบสถ์กลับถูกเผาด้วยฝีมือของกลุ่มเดินขบวนยังผลให้ทั้งอาคารและทรัพย์สมบัติถูกทำลายยกเว้นไม้กางเขนรูปพระเยซู ในปี 1960 รัฐบาลจึงได้ทำการปรับโฉมโบสถ์ใหม่โดยให้มีรูปลักษณ์ตามแบบที่เคยเป็นและใช้สีเดิมๆ ด้วย อีกทั้งยังทำการตกแต่งให้อยู่สภาพเดิมทุกประการ

นอกจากโบสถ์แล้วบริเวณ Old Town ยังมี La Lonja de Zaragoza หรืออาคารของราชการที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอการค้าด้วยแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะของเทศบาลเมืองด้วย อาคารที่ได้รับการว่าจ้างโดยHernando de Aragon ให้ Juan de Sarinenaสถาปนิกจัดสร้างขึ้นนี้เป็นอาคารรุ่นแรกที่ก่อสร้างด้วยอิฐ การก่อสร้างติดขัดเพราะสถาปนิกเสียชีวิตไปก่อน ในปี 1549 รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจไม่สร้างหอคอยตามแบบที่สถาปนิกร่างไว้เพื่อให้สามารถสร้างหลังคาให้สำเร็จได้ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนold town จะพบว่า ไม่เพียง 2 อาคารที่กล่าวมาแล้ว อาคารย่านนี้ทั้งหมดล้วนมีสถาปัตยกรรมโบราณที่มีอัตลักษณ์ และน่าประทับใจทั้งนั้น

เพดานใน La Lonjaเพดานใน La Lonjaตัวอย่างงานใน La Lonjaตัวอย่างงานใน La Lonja

La LonjaLa Lonja

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/574863

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่จากประติมากรรมของ Jeff Koonsและ Richard Serra แล้ว ผลงานอีกชิ้นที่โดดเด่นที่จัดแสดงอยู่ด้านหลังของมิวเซียมก็คือ Mamanของ Louise Bourgeois ศิลปินชาวฝรั่งเศส เธอเกิดในวันคริสต์มาสปี 1911 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เป็นบุตรสาวคนที่สองของครอบครัว พ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของร้านแกลเลอรี่ และขายถ้วยชามโบราณหลังเธอเกิดไม่กี่ปี พ่อแม่ของเธอก็ได้จัดให้ส่วนของชั้นใต้ดินเป็นที่ซ่อมแซมถ้วยชามโบราณ ในปี1930 เธอเข้าเรียนด้านคณิตศาสตร์และธรณีวิทยา

หลังจากมารดาของเธอเสียชีวิตในปี 1932 เธอเลิกเรียนคณิตศาสตร์และเข้าเรียนศิลปะ เมื่อ Fernand Leger นักประติมากรรมชื่อดังในสมัยนั้นเห็นผลงานของเธอจึงแนะนำให้เธอทำงานด้านประติมากรรมแทนที่จะเป็นจิตรกรรม เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ปารีสและเข้าศึกษาต่อที่ Ecole des Beaux Arts และฝึกงานที่ Louvre Museum เมื่อเธอได้เรียนเทคนิคการสร้างงานและได้มีประสบการณ์ช่วยจัดนิทรรศการ เธอก็หวนกลับบ้านและไปเปิดร้านการพิมพ์ข้างๆ ร้านเดิมของบิดาซึ่งทำให้เธอได้พบกับ Robert Goldwater ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันและแต่งงานกันจนย้ายไปอยู่ที่สหรัฐฯ ในเวลาต่อมา หลังย้ายมาอยู่นิวยอร์กกับสามี เธอก็เข้าเรียนทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและงานพิมพ์ที่Art Students League of New York หลังจบการศึกษา เธอพยายามค่อยๆ สร้างสรรค์ผลงานที่ถ่ายทอดอารมณ์ความยากลำบากในวัยเด็กโดยเริ่มจากงานไม้ เมื่อเธอมีความมั่นใจมากขึ้น เธอก็เริ่มจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยว และเข้าร่วมกลุ่มกับศิลปินแนว Abstractชาวอเมริกัน นับจากนั้นเธอเริ่มหันเหออกจากงานไม้และใช้วัสดุอื่นๆ อาทิ หินอ่อน ทองแดง

งานของเธอส่วนใหญ่สะท้อนเรื่องความเจ็บปวดในวัยเด็กจากพ่อที่ทรยศ และแม่ที่มีความรักอย่างเปี่ยมล้น งานของเธอจึงเป็นการเผชิญหน้ากันของความขมขื่น
และความหวานชื่นอย่างหนักหน่วง ปลายทศวรรษที่ 1990 Bourgeois เริ่มใช้แมงมุมเป็นจุดศูนย์กลางของเธอด้วยแนวคิดที่ว่าแมงมุมเป็นสัตว์ที่คอยเก็บกินยุงซึ่งคอยทำร้ายและรังควานชีวิต แมงมุมเป็นตัวแทนของความเข้มแข็ง การปกป้อง และการฟูมฟักแบบเดียวกับแม่ของเธอ แม่เป็นคนฉลาด เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ เพราะแม่เป็นผู้คอยดูแลกิจการ และเลี้ยงดูเธอตั้งแต่ยังเล็ก เธอได้สร้างแมงมุมขนาดใหญ่ด้วยทองแดงออกมามากถึง 6 ตัว จนได้สมญานามว่าเป็นSpiderwoman หรือไอ้แมงมุมตัวเมีย

นักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัส Maman ที่มีขนาดสูง 9 เมตร จัดแสดง ณ Guggenheim Museum จะเห็นว่า ตาข่ายใต้ท้องของแมงมุมมีไว้เพื่อปกป้องและจับเหยื่อแสดงถึงความเข้มแข็งและความอ่อนไหวส่วนขาที่ยาวแต่ลีบเล็กก็เป็นตัวแทนของช่องโหว่ที่รุนแรงซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องแม่ที่เป็นทั้งผู้ปกป้องและเหยื่อในเวลาเดียวกัน งานชิ้นนี้ดูอลังการสมกับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงที่เธอแสนจะภาคภูมิใจได้จริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573288

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Bilbao และมาถึง Guggenheim Museum แล้ว นอกจากจะยลความงามและความแปลกตาของอาคารแล้วMasterpiece ก็เป็น The must ที่ต้องดูให้ได้อีกเช่นกัน Masterpiece ชิ้นแรกที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมนั้น ตั้งอยู่ภายนอกอาคาร เรียกได้ว่าเห็นแต่ไกลพร้อมๆ กับอาคารเลยทีเดียวนั่นคือ Puppy หรือสุนัขเทอเรียตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้ามิวเซียมอันเป็นผลงานของ Jeff Koons ศิลปินชาวอเมริกัน

Koons เกิดในเมืองยอร์ก มลรัฐเพนซิลวาเนียในครอบครัวช่างเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายใน เขาได้มีโอกาสฝึกศิลปะตั้งแต่ 9 ขวบ เพราะพ่อของเขาเอาภาพรุ่นเก่าๆ มาวางไว้ที่หน้าต่างให้เขาฝึกวาด ในช่วงวัยรุ่นเขาชื่นชมผลงานของ Salvador Dali ศิลปินแนว Surrealism มากจนถึงกับลงทุนเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อพบกับ Dali เขาเริ่มเรียนจิตรกรรมที่ Maryland Institute College of Art ในบัลติมอร์ ต่อด้วย School of the Art Institute of Chicagoจนได้พบกับ Ed Paschke ที่ได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อเขาในเวลาต่อมา หลังจบการศึกษาเขาย้ายไปทำงานที่ Museum of Modern Art เมืองนิวยอร์ก และเริ่มงานศิลปะ ในปี 1980 เขาได้รับใบอนุญาตให้ทำงานทางด้านกองทุน และเริ่มงานเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กลางทศวรรษที่ 1980 เขากลับหันมาให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังโดยเน้นสร้างงานประติมากรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากสเตนเลส และกระจก เขาประสบความสำเร็จมากจนสามารถขายงานศิลปะได้ด้วยเงินมหาศาลยิ่งกว่าการเป็นนายหน้ากองทุนเสียอีก

Puppy หรือสุนัขขนาดใหญ่ของ Koons หน้ามิวเซียมนี้ใช้คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงของสวนยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สุนัขเทอเรียตัวใหญ่มหึมาที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีนี้ไม่เพียงสร้างความปีติยินดีให้กับนักท่องเที่ยว มันยังเป็นอนุสาวรีย์แห่งความอ่อนหวานที่เน้นย้ำถึงความมั่นใจ แปลกใหม่ ทันสมัยและปลอดภัย Tulips หรือ ช่อดอกไม้หลากสีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 5 เมตรผลงานอีกชิ้นหนึ่งใน Celebration Series ของ Koons ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 1994 นั้นเป็นชุดงานประติมากรรมที่เน้นไปที่การใช้ของทั่วไปในเทศกาลเฉลิมฉลอง เช่น เค้ก ไข่อิสเตอร์ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมในมิวเซียมแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานทั้งสองชิ้นของเขาไม่เพียงมีขนาดใหญ่ น่าดึงดูดใจ ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของความเป็นเด็ก ความขี้เล่น และความสร้างสรรค์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจสมกับที่เขาสามารถทำเงินได้หลายสิบล้านเหรียญจากงานประติมากรรมแต่ละชิ้นเลยทีเดียว

The Matter of Time ของ Richard Serra ศิลปินชาวอเมริกัน เขาเกิดที่ซานฟรานซิสโกบิดาของเขาเป็นชาวสเปนที่ทำงานเป็นผู้คุมเครื่องในโรงงานทำลูกกวาด ส่วนมารดาของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีบิดาเป็นลูกครึ่งรัสเซียยิวอพยพ Serra เรียนวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ก่อนย้ายไปจบที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแซนตาบาร์บารา เขาเรียนศิลปะกับ HowardWarshaw แล้วเข้าทำงานที่โรงงานถลุงเหล็ก เขาเรียนจิตรกรรมที่ Yale School of Art และได้รับอิทธิพลจากศิลปินและอาจารย์หลายคนจากที่นี่ หลังจบการศึกษาเขาได้ทุนจากมหาวิทยาลัยให้เดินทางไปปารีส และฟลอเรนซ์ก่อนกลับมานิวยอร์กเพื่อเริ่มกิจการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ในปี1966 เขาได้เริ่มสร้างงานประติมากรรมชิ้นแรกด้วยวัสดุแปลกใหม่ที่เรียกว่า Fiberglass และแผ่นยางในแนวทางศิลปะแบบ Abstract และ Process based ในปี 1970 เขาเริ่มหันมาสร้างงานประติมากรรมขนาดใหญ่นอกอาคารโดยเน้นไปที่การใช้โลหะโค้ง

The Matter of Time ของ Serra ซึ่งเป็นโลหะโค้งจัดแสดงอยู่เต็มห้องจัดแสดงนี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงวิวัฒนาการของผลงานของศิลปินตั้งแต่ความเรียบง่ายของวงรีคู่ไปจนถึงความซับซ้อนของเกลียว ห้อง ทั้งห้องจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานซึ่งแต่ละชิ้นที่ประกอบด้วยงานซ้อนกันไปมาจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะกว้าง แคบ สูง ต่ำ หรือบีบอัดนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านผลงานแต่ละชิ้นจะสามารถสัมผัสได้ถึงความพิศวงและความซับซ้อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมได้จริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/571518

แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Bilbao สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงBilbao ก็คือ Guggenheim Bilbaoมิวเซียมที่ถือได้ว่าเป็นมิวเซียมที่มีความสวยแปลกตาที่สุดของสเปนและแห่งหนึ่งของโลกภายใต้การออกแบบของ Frank Gehry สถาปนิกชาวอเมริกันแคนาเดียน มิวเซียมที่จัดแสดงผลงานศิลปะยุคใหม่และร่วมสมัยซึ่งเปิดตัวในปี 1997 โดยพระเจ้าคาร์ลอสที่หนึ่งแห่งสเปนและตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nervion เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิ SolomonR.Guggenheim

ในปี 1991 รัฐบาล Basque ได้แนะนำให้มูลนิธิ Solomon R.Guggenheim จัดตั้งมิวเซียมขึ้นโดยร่วมทุนกันกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลนิธิได้เลือก Frank Gehry เป็นสถาปนิก เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในการออกแบบตั้งแต่ยังอายุเพียงแค่ 28 ปี โดยได้มีโอกาสออกแบบบ้านให้กับเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียน USC School ofArchitecture ด้วยกัน บ้านที่เขาออกแบบหลังแรกที่ชื่อว่า The David Cabin ที่มีพื้นที่ 2,000 ตารางฟุตนี้ ถูกออกแบบอย่างมีอัตลักษณ์โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Shosoin Treasureเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1961เขาย้ายไปอยู่ปารีสและทำงานกับ AndreRemondet ก่อนย้ายกลับมาอยู่ LA และก่อตั้งบริษัท Frank Gehry and Association ในปี 1967 ในทศวรรษที่ 1980 เขาได้ออกแบบสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ CabrilloMarine Aquarium ในเมือง San Pedro, California Aerospace Museum และMuseum of Science and Industry ในเมือง LA ก่อนจะได้รับรางวัล Pritzker Architecture ในปี 1989

Gehry เล่าให้ฟังว่า เขาได้รับคำแนะนำจาก Juan Ignacio Vidarte ผู้อำนวยการมิวเซียมว่า เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่กำลังเสื่อมความนิยมจากการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายใน Basque ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ และเป็นตัวพัฒนาความก้าวหน้าโดยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับชุมชน มูลนิธิจึงกระตุ้นให้ Gehry ออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างกล้าหาญและสร้างสรรค์ เขาได้รับคำขอให้ออกแบบมิวเซียมที่คล้ายกับ SydneyOpera House เขาจึงออกแบบให้ส่วนโค้งภายนอกเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบแต่ดูน่าค้นหา

มิวเซียมนี้ได้รับการยกย่องจากหลายสถาบัน และสถาปนิกหลายท่าน อาทิ The New Yorker ให้เป็น Masterpiece of the 20th Century, จาก Philip Johnson สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้นให้เป็น The Greatest Building of our time นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าสถาปัตยกรรมที่เสมือนเรือไททาเนียมลอยละล่องในน้ำนี้ถูกออกแบบให้แต่ละความโค้งสามารถที่จะสะท้อนแสงระยิบระยับได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนๆ ล้วนดูแปลกตาและมีมุมถ่ายรูปมากมายที่น่าประทับใจสมกับความต้องการของเป้าหมายของก่อตั้งอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/569932

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino  in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.00 น.

Shawls

นอกจากใน Bilbao Fine Arts Museum จะมีผลงานของ Jose Arrue ที่เป็นศิลปินชาว Basque แล้ว ที่นี่ยังมีงานของศิลปินพื้นเมืองชาว Basque อีกคน นั่นคือ Francisco Iturrino ซึ่งเป็นศิลปินแนว Fauvism จัดแสดงอยู่เป็นจำนวนมาก งานแนว Fauvism เป็นแนวทางศิลปะของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ราวปี 1904-1910 ที่เน้นในการใช้สีที่สดใสเข้มข้นมากกว่าความเหมือนจริง แนวทางศิลปะนี้จะให้ความสำคัญกับความง่ายและเป็นนามธรรม งานแนว Fauvism ยังเป็นการควบรวมแนวทางศิลปะที่หลากหลายในช่วงเวลานั้นเข้าด้วยกัน อาทิ Post Impressionism แบบ Van Gogh, Pointillism ของSeurat, Neo Impressionism ของ Paul Signac, Paul Cezanne และ Paul Gauguin

Francisco Iturrino เกิดที่เมือง Santander ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่ Bilbao ตั้งแต่ยังเล็ก เขาได้รับศึกษาด้านภาพร่างจาก Elviro Gonzalez ลุงของเขาที่เป็นทั้งศิลปิน นักประพันธ์และนักแต่งบทกวี หลังจากนั้นเขาก็เข้าศึกษาต่อที่ Augustinian school ก่อนไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมที่เมือง Liege แต่เนื่องจากเขาชอบศิลปะมากกว่า เขาจึงย้ายไปเรียนศิลปะที่ AcademieRoyale des Beaux-Arts ที่เมืองบรัสเซลส์โดยไม่ให้ครอบครัวรู้

Bathers

เขาต้องการพัฒนาฝีมือจึงเดินทางไปปารีสและไปทำงานกับHenri Evenepoel ในปี 1901 เขาก็มีผลงานมากพอที่จะจัดแสดงที่ Vollard Gallery ร่วมกับ Pablo Picasso ซึ่งยังคงไม่มีชื่อเสียงในเวลานั้น หลังจากนั้นเขาก็เดินทางกลับสเปน และย้ายไปหลายเมือง อาทิ Salamanca ก่อนที่จะไปตั้งรกรากอยู่ที่ Seville หลังแต่งงานในปี 1906 เขาก็ออกเดินทางทั่ว Basqueแคว้น Andalusia และเลยไปถึงฝรั่งเศสเพื่อหาทัศนียภาพในการรังสรรค์งานทิวทัศน์ การชนวัว งานมหกรรม และผู้หญิง ในช่วงเวลานั้นผลงานของเขาเน้นไปที่ความสดใสสีสันที่ฉูดฉาด ยิ่งเมื่อเขาได้รู้จักกับ Henri Matisse งานของเขายิ่งพัฒนาไปได้มากขึ้นไปอีก

ในปี 1920 เขาประสบปัญหากับขาจนทำให้เกิดเนื้อตายและต้องตัดขาจึงทำให้เขาไม่สามารถเดินเหินได้และมีปัญหาทางการเงิน Elie Faure นักประวัติศาสตร์ศิลป์จึงได้ช่วยจัดนิทรรศการภาพของเพื่อน Iturrino ประกอบด้วย Matisse, Picasso เพื่อช่วยเหลือเขา และทำให้เขาสามารถยังชีพและสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไปได้ก่อนย้ายไปอยู่ Cagnes sur Mer ในปี 1922 จวบจนเสียชีวิตเมื่ออายุเพียงแค่ 59 ปี

เขาได้รับการยกตำแหน่งให้เป็นศิลปินคนแรกของสเปนที่ใช้แนวทางศิลปะแบบ Fauvism หรือเป็นคนแรกที่ละทิ้งแนวทางศิลปะแบบ Realism ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้นเขาชอบสร้างสรรค์งานโดยเน้นไปที่แนวคิด ทัศนคติ และอารมณ์มากกว่าการเน้นในเรื่องรายละเอียดของวัตถุ ผลงานส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นถึงการเดินทางในชีวิต นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีอัตลักษณ์ของตนเอง และเป็นไปอย่างผสมผสานระหว่างสีเขียวของ Gauguin อาทิ The Fountain Garden, ฝีแปรงที่ใหญ่ของ Van Gogh อาทิ Colts in the Country แต่นุ่มนวลของ Renoir อาทิ Nude in the Gardenจึงสามารถสร้างสีสันให้กับวงการศิลปะสเปนได้อย่างดียิ่งColts in the CountryColts in the CountryThe Fountain GardenThe Fountain GardenNudesNudesNude in the GardenNude in the Garden

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568269

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle  in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Pilgrimage

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศึกษาผลงานของศิลปินท้องถิ่น เมื่อได้เยี่ยมเยือนมิวเซียม Bilbao Fine Arts Museum ผลงานของศิลปินท้องถิ่นที่โดดเด่นที่สุดที่ต้องชมให้ได้ก็คืองานของ Jose Arrue y Valle หรือ Jose Arrue ศิลปินชาว Basque เขาเกิดใน Bilbao เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1885 ในครอบครัวศิลปิน บิดาของเขาเป็นนักสะสมศิลปะ พี่น้องทุกคนล้วนเป็นศิลปิน Matilde น้าของเขาเป็นผู้แนะนำเขาเข้าสู่โลกศิลปะและดูแลเรื่องการศึกษา ในปี 1896 เขาเข้าเรียนที่ Instituto de Enseñanza Media de Bilbao และเรียนด้านศิลปะส่วนตัวกับ Antonio Maria Lecuona ก่อนเข้าศึกษาด้านศิลปะอย่างจริงจังที่ Bilbao School of Arts and Crafts

หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าในปี 1902 ในปี 1905 เขาย้ายไปอยู่กับAlberto Arrue พี่ชายที่ปารีส และเข้าเรียนต่อที่Academy La Grand Chaumiere ด้วยกัน ในปีเดียวกันนั้นเขาได้เข้าร่วมใน Art Exhibitionในปารีสด้วย เขาย้ายไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านของเก่าที่มิลานในปี 1906 ก่อนย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด ในปี 1908 โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สอนภาพร่างที่ Bilbao School of Arts and Craft เขาได้ร่วมกับ Funda, Gustavo de Maeztu, TomasMeabe และ Luis Mogrobejo ก่อตั้งนิตยสารรายสัปดาห์ El Coitao หรือ The Coitao และยังร่วมงานกับนิตยสารอีกหลายฉบับ

ในปีเดียวกันนั้นเขาได้เดินทางไปAndalusia ในเดือนเมษายนซึ่งทำให้เขารำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิงส่งผลให้เขาเริ่มอยากฝึกฝนเป็นมาทาดอร์ ในวันที่ 17 ตุลาคม 1909 เขาได้พนันกับเพื่อนว่าจะแต่งตัวด้วยหนังสัตว์และลองเป็นมาทาดอร์ในสนามสู้วัวกระทิงที่เลิกใช้แล้ว หลังจากลองเป็นมาทาดอร์สมัครเล่น และเข้าร่วมการแข่งขันหลายครั้ง เขาก็ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะออกแบบโปสเตอร์โฆษณาการสู้วัวกระทิง

หลังแต่งงานในปี 1911 เขาได้เข้าร่วมก่อตั้ง Association of Basque Artists และจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรก เขาได้จัดนิทรรศการของตัวเองอีกหลายครั้ง ครั้งที่มีชื่อเสียงสุดจัดที่กรุงบัวโนสไอเรสและได้รับรางวัล ใน Barcelona Comedy Hall ปี 1924และได้รับเหรียญเงินในงาน International Exhibition of Modern Decorative and Industrial Arts ณ กรุงปารีสในปี 1925 ระหว่างสงครามกลางเมืองสเปน เขาวาดการ์ตูนบรรยายเกี่ยวกับรัฐบาล Basque เมื่อฝ่ายตรงข้ามชนะในวันที่ 1 กันยายน 1937 เขาเลยถูกจับและถูกจำคุก 2 ปีอีกทั้งยังถูกยึดผลงานไปด้วย หลังปี 1940 เขาก็เลิกยุ่งกับทุกสิ่งและใช้ชีวิตที่เหลือสร้างสรรค์งานศิลปะเพียงอย่างเดียวจวบจนเสียชีวิตด้วยอายุ 91 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานแนว Post Impressionism ของศิลปินมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องสี การเล่าเรื่องโดยแต่ละภาพจะมีตัวละครที่หลากหลายและมีสีหน้าท่าทางที่มีชีวิตชีวาสนุกสนานแตกต่างกันไปซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เองเลยทีเดียว

Pilgrimage detail2

Pilgrimage detail1

Basque Pilgrimage

Basque Pilgrimage detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/566604

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Portrait of Countess Mathieu de Noailles

ใน Bilbao Fine Arts Museum นอกจากจะมีงาน Masterpiece จากศิลปินรุ่นเก่าแล้ว ที่นี่ก็มีงานแนว Modern Art Masterpiece ด้วย งานที่น่าสนใจ อาทิ Woman sitting with a child in her arms by Mary Cassatt ศิลปินแนว Impressionism ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เพื่อนสนิทของ Edgar Degas ผู้ได้สมญานามว่าเป็นหนึ่งในสามของศิลปินหญิงแนว Impressionism ที่มีฝีมือดีที่สุดในโลก ผลงานมารดาอุ้มลูกไพล่หลังซึ่งสามารถเทียบเคียงกับภาพพระแม่มารีอุ้มพระบุตรนี้เป็นภาพที่ศิลปินวาดเป็นประจำ อันแสดงให้เห็นถึงความแยกตัวจากงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร แต่ยังคงได้รับอิทธิพลอยู่ไม่มากก็น้อย ภาพเด็กน้อยที่มองตรงมายังผู้ชมในขณะที่มารดาดูเหมือนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมของในห้องน้ำนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของชนชั้นกลางในช่วงเวลานั้นผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าศิลปินชำนาญในการสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้หญิง เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรอย่างแท้จริง

Portrait of Countess Mathieu de Noailles by Ignacio Zuloaga บุตรชายช่างโลหะ เขาเคยถูกคาดหวังให้เป็นวิศวกรหรือสถาปนิก แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเป็นจิตรกรเมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปปารีส และได้ฝึกวาดรูปที่ Montmart จนสามารถส่งงานเข้าแข่งขันและได้จัดแสดงจึงได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกับศิลปินดังๆ อาทิ Gauguin และ Toulouse-Lautrec ภาพ Portrait of Countess Mathieu de Noailles อันเป็น ตัวแทนของชาวปารีสจากบทกวีของ Anna Elisabeth de Brancovan นี้ ถูกเขียนขึ้นเสมือนหนึ่งตัวละครเอกนั่งอยู่ในฉากที่มีพื้นหลังเป็นท้องฟ้าโดยได้รับอิทธิพลจากงานของ El Greco เพื่อยกให้ตัวละครเด่นขึ้น ผู้ชมจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินไม่เพียงแต่การจัดวางตำแหน่งของสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นตัวละคร หนังสือ แจกันดอกไม้ หน้าผม และรวมถึงความละเอียดของฝีแปรงผ่านทางแพรพรรณที่ดูนุ่มนวลวิจิตรบรรจงสมกับที่ศิลปินได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินเบอร์ 1ชาวสเปนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 แม้ว่าเขาจะเป็นศิลปินที่มิได้ร่ำเรียนในสเปนมาก่อนเลยก็ตาม

Lying Figure in Mirror 

Washerwomen in Arles by Paul Gauguin ศิลปิน Post Impressionism ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษ แม้ว่าผลงานของเขาจะไม่เคยได้รับการชื่นชมเลยก็ตามในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขามีชื่อเสียงในการผสมสีและสังเคราะห์แนวทางศิลปะแบบ Impressionism ผลงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังหลากหลายแนวอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picasso, Henri Matisse และ VincentVan Gogh ผลงาน Washerwomen in Arlesถูกวาดขึ้นในเมือง Arles ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในช่วงที่เขาไปอยู่ที่นั่นตามคำเชิญของ Van Gogh ปลายปี 1888 งานชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้าในการแยกตัวออกจากแนวทางศิลปะแบบ Impressionismสู่ Synthetism อันเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเขา แนวทางศิลปะแบบ Synthetism นี้ จะเลิกเลียนแบบธรรมชาติ และภาพ 3 มิติแต่จะเน้นไปที่การใช้สีที่แตกต่างทำการแบ่งแยก และแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงที่ดูร้อนแรง หรืออ่อนหวาน

Lying Figure in Mirror by Francis Bacon ศิลปินอังกฤษไอริชแนว Figurative Art เขาเริ่มอาชีพศิลปินช้าเพราะมัวแต่ไปเป็นนักตกแต่งภายใน และให้ความสนใจกับวัตถุมากเกินไป แต่เมื่อเขาหันมาให้ความสนใจกับเรื่องราวของมนุษย์แทน เขาก็สามารถที่จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นศิลปิน นั่นคือ Three Studies for Figures at the Base of a Crucifixion เขาเป็นนักดื่มและนักพนันตัวยงจึงทำให้ผลงานของเขาเกี่ยวเนื่องกับคนกลุ่มนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ชมที่ชื่นชอบความแปลกใหม่จะสนุกสนานกับการชมผลงานของเขามาก อาทิ Lying Figure in Mirror หรือภาพคนไร้ศีรษะที่นอนบิดเบี้ยวหน้ากระจกบนพื้นสีตัดกันของเขานี้เป็นผลงานที่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจว่าเขาต้องการสื่ออะไรหรือวาดอะไรกันแน่Woman sitting with a child in her armsWoman sitting with a child in her armsWasherwomen in Arles

Washerwomen in Arles

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565285

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Lot and His Daughters 

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนมิวเซียมแต่มีเวลาไม่มาก ผลงานที่นักท่องเที่ยวสนใจจึงมักเป็นงานMasterpiece ณ Bilbao Fine ArtsMuseum งานจิตรกรรม Masterpieceรุ่นเก่าที่สำคัญจากศิลปินดังก็มีหลายชิ้นอาทิ The Rape of Europa byMartin De Vos ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานแนวเปรียบเทียบในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ภาพ The Rape of Europa เป็นภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินซึ่งนำมาจากตอนที่พระเจ้า Jupiter ที่ตกหลุมรักEuropa ลูกสาวของ Agenor กษัตริย์ของPhenicia พระองค์จึงปลอมตัวเป็นวัวและลักพานางไปยังเกาะ Crete ผู้ชมจะเห็นว่าในภาพประกอบด้วย 2 ส่วนส่วนแรกเป็นเสมือนฉากอันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Europa จะถูกลักพาตัวนั่นคือ เป็นภาพที่นางเอกกำลังเล่นกับเพื่อนหญิงคนอื่นที่ริมหาด โดยมีเทพลอยล่องและถือศรของ Jupiter อยู่บนฟ้า ส่วนด้านหน้าเป็นภาพสาวงามสวยสะพรั่งนั่งอยู่บนหลังวัวตัวผู้ที่แสนจะสง่างามซึ่งก็คือ Jupiter ที่กำลังลอยละล่องในน้ำ ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้มีการถ่ายทอดรายละเอียดที่งดงามผ่านส่วนประกอบทั้งดอกไม้และแพรพรรณบนภาพนางแบบที่เปลือยเปล่า ร่วมกับแววตาและมัดกล้ามเนื้อที่เขม็งตึงบนขาหน้าของวัวได้อย่างเยี่ยมยอด

Lot and His Daughters by Orazio Gentileschi ศิลปินแนว Mannerism ชาวอิตาเลียนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Caravaggio บิดาของ ArtemisiaGentileschi ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี ผลงานที่เป็นเรื่องในพระคัมภีร์ตอนที่ Lot ได้ข่าวว่าเมือง Sodom จะถูกทำลายจึงออกเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อหนีหายนะ ระหว่างทางภรรยาของเขาถูกสาปจนกลายเป็นหิน ลูกสาวสองคนเกรงว่าทั้งสองจะไม่สามารถมีสามีได้และต้องอยู่ลำพังจึงได้มอมเหล้าบิดาเพื่อได้มีโอกาสหลับนอนด้วย ผลงานชิ้นนี้ศิลปินใช้สัญลักษณ์หลายอย่างเพื่อแสดงเรื่องราว อาทิ เหล้าไวน์ที่หกเพื่อบ่งบอกถึงการถูกมอม นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินผ่านทางการใช้สี ความเนียนของผิวพรรณ ความละเอียดของอาภรณ์และเส้นผมสมกับเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของเขา

Lot and His Daughters detail

The Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist by Francisco de Zurbaran ศิลปินชาวสเปนที่มีชื่อเล่นว่า Spanish Caravaggio นี้เป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมและได้รับการว่าจ้างจากทั้งศาสนจักรและราชวงศ์อยู่เป็นประจำ แม้เขาจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใน Seville ผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงที่เขาปฏิวัติแนวทางการสร้างสรรค์หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่มาดริดและถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ผู้ชมจะเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการจัดวางตำแหน่งของภาพ และรายละเอียดของทุกสิ่งในภาพไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล ลูกแพร ถาดขนแกะ สีหน้าแววตาของพระแม่มารีโดยยังคงใช้แนวทางศิลปะของ Caravaggioที่เน้นให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและลอยเด่นบนพื้นดำ

Saint Sebastian cured by the Holy Women by Jose de Ribera ศิลปินชาวบาเลนเซียผู้มีแนวทางศิลปะตามอย่าง Caravaggio นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน old master ของอิตาลีเป็นอย่างดีคงเคยได้ยินคำว่า Caravaggioismมาแล้ว คำนี้มาจาก Michelangelo da Caravaggio ศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ มีความเหมือนจริงและใช้สีที่ตัดกันอย่างลุ่มลึกระหว่างความมืดกับความสว่าง ผลงานของเขาส่วนใหญ่ เป็นภาพเกี่ยวกับศาสนจักรโดยเน้นให้พื้นเป็นสีดำเพื่อให้ตัวละครของภาพแสดงออกได้อย่างโดดเด่น ภาพที่ Irene กำลังดึงศรออกจากร่าง St.Sebastian ที่นอนเหยียดยาวบนพื้นมือหนึ่งยังถูกแขวนห้อยโดยมี Lucilaถือโอ่งใส่น้ำมันให้ความช่วยเหลืออยู่นั้นเป็นผลงานที่แสดงออกให้เห็นถึงอิทธิพลของCaravaggio อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าท่านอนหงายเหยียดแขนด้วยสีหน้าสิ้นหวังของ St.Sebastian บนพื้นดำ ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนของเท้า ผ้ารองตัวและสีหน้าของ St.Sebastian เหมือนจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียวThe Rape of Europa

The Rape of EuropaSaint Sebastian cured by the Holy WomenSaint Sebastian cured by the Holy WomenThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the BaptistThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist