แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Anders Zorn in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 Ernest Thiel คหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของสวีเดนผู้ก่อตั้ง Thiel Gallery ก่อนที่จะขายให้กับรัฐบาลสวีเดนนั้นไม่เพียงมีความชื่นชอบศิลปะและต้องการผลงานศิลปะไว้ประดับประดาบ้านพักตัวเอง ยังมีเป้าหมายสำคัญอีกอย่างนั่นคือ ส่งเสริมศิลปินประจำชาติให้มีที่จัดแสดงผลงานและมีทุนในการสร้างสรรค์ผลงาน เขาจึงซื้อผลงานและให้เงินสนับสนุนศิลปินสวีเดนเป็นจำนวนมาก หนึ่งในศิลปินสวีเดนที่เขาซื้อผลงานสะสมไว้ก็คือ Anders Zorn หรือที่มีชื่อเต็มว่า Anders Leonard Zorn เขาเกิดในฟาร์มและถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่า และเข้าเรียนที่ Mora Strand เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาได้เข้าเรียนชั้นมัธยมที่ Enkoping และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ Royal Swedish Academy of Arts ในกรุงสต็อคโฮมระหว่างปี 1875-80 สมาชิกของสมาคมศิลปะหลายคนทึ่งกับฝีมือของเขามากเลยเริ่มจ้างเขารังสรรค์งาน

ต้นปี 1881 เขาได้พบกับ Emma Lamm ซึ่งมีพื้นฐานชีวิตต่างจากเขามาก เธอเกิดในครอบครัวคหบดีชาวยิว แต่ก็สนใจงานศิลปะและวัฒนธรรมเฉกเช่นเดียวกันกับเขา ทั้งคู่เลยจำเป็นต้องหมั้นหมายกันอย่างยาวนานจนกว่าจะแต่งงานกันได้ก็ปาเข้าไปปี 1885 สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาและภรรยาได้ตั้งรกรากที่ Mora ทางทิศตะวันตกของสวีเดนซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของสวีเดน เขาจึงสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชนบท และแสงสว่างสุกใสในเวลากลางคืนตามท้องถิ่นนั้น

เขาเป็นคนชื่นชอบการเดินทาง เขาเดินทางไปยังลอนดอน ปารีส บัลข่าน สเปน อิตาลี และสหรัฐฯ ในระหว่างที่อาศัยอยู่ในปารีส เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ Albert Edelfelt ศิลปินแนว Naturalism & Realism ชาวฟินแลนด์ทำให้เขาได้เรียนรู้การใช้สีและอารมณ์ในการแสดงออกอย่างมากซึ่งส่งอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา ในระหว่างที่เขาและภรรยาอาศัยอยู่ที่ Boulevard de Clichy ปารีสใกล้ Moulin Rouge นั้นเขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนภาพเหมือนและภาพ nude เป็นจำนวนมากส่งผลให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ยิ่งกว่านั้นเมื่อเขาประสบความสำเร็จชนะรางวัลเหรียญทองจากงาน World’s Fair ปารีสในปี 1889 และได้รับการยกย่องจาก Legion d’honneur ปารีสส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินสวีเดนที่ได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้นไปอีก  ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวขึ้นที่ปารีสในปี 1906

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว Hamburg เยอรมันก็เป็นอีกเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่เป็นปี เขาได้รังสรรค์ผลงานฉากทัศน์ท่าเรือที่โดดเด่นของเมืองไว้อีกจำนวนหนึ่งเขากลายเป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้รับการยกย่องจากเทศบาลเมือง Hamburg ผลงานของเขามีทั้งงานประติมากรรมและจิตรกรรม ทั้งสีน้ำ สีน้ำมันที่มีความโดดเด่นในเรื่องการแสดงออกทางสีหน้า และท่าทางที่อ่อนช้อย แม้เขาจะมีงานหลากหลายรูปแบบ แต่งานจิตรกรรมที่สำเร็จเป็นชิ้นงานใน Thiel Gallery กลับมีแต่ภาพ Nude นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาจากผลงานทั้ง 4 ชิ้นที่จัดแสดงได้อย่างเต็มอิ่มสมกับที่เขาสามารถสร้างชื่อจากภาพเหมือนและภาพ Nude ได้ตลอดช่วงชีวิตของเขา

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm อยู่หลายวันและยังอยากชมงานศิลปะนอกเหนือจากที่ RoyalAcademy of Fine Arts แล้ว Thiel Gallery เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้  มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมศิลปะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวีเดนซึ่งตั้งอยู่ที่ Blockhusudden ใน Djurgarden นี้เป็นที่เก็บของสะสมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau รูปทรงเรขาคณิตที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดย Ferdinand Boberg สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสวีเดนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อไว้เป็นบ้านของ Ernest Thiel นายธนาคารและนักสะสมงานศิลปะนี้ประกอบด้วย 2 ชั้นโดยชั้นบนที่มีหลังคาเป็นกระจกให้แสงส่องได้ตลอดมี 2 ห้องไว้จัดแสดงผลงานของ Edward Munch ส่วนผนังห้องอื่น ๆ ก็ไว้จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหลายที่เขาซื้อผลงานมา

Ernest Thiel เจ้าของบ้านและมิวเซียมแห่งนี้เกิดในเมือง Norrkoping ในปี 1859 เมื่อเขาจบการศึกษาชั้นประถม บิดาของเขาที่เป็นวิศวกรโรงงานทอผ้าก็ส่งเขาไปเรียนที่ Hamburg เยอรมนีเพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคาร ปี 1877 เขากลับมาทำงานที่ Enskilda Bank และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นนายธนาคารชั้นนำระดับประเทศ ปี 1891 เขาก่อตั้งบริษัท Stokholms Kredit-och Diskontforening และลงทุนในเหมืองทางตอนเหนือของสวีเดนทำให้เขาก็กลายเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศ เมื่อเขาแต่งงานกับ Anna Josephson ในปี 1884 เขาก็ได้กลายเป็นน้องเขยของ Karl Otto Bonnier บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงส่งผลให้เขาได้รู้จักกับศิลปินและนักเขียนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดีในปี 1896 เขากลับไปตกหลุมรักเพื่อนของภรรยาที่ชื่อ Signe Maria Hansen และได้แต่งงานกันก่อนย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ใหม่ เธอได้แนะนำให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะและได้ซื้องานจิตรกรรมชิ้นใหญ่ที่ชื่อ Morning Mood by the Sea ของ Bruno Liljefors นับจากนั้นมาเขาก็เริ่มสะสมงานศิลปะเป็นการใหญ่จนอพาร์ตเม้นท์เดิมไม่สามารถบรรจุงานได้ เมื่อเขาเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในสวีเดน และเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะอย่างยิ่งยวด เขาเลยกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินรายใหญ่ให้กับศิลปินที่เป็นสมาชิกในสมาคมศิลปะสวีเดน อาทิ Eugene Jansson, Carl Larsson และ Bruno Liljefors รวมทั้ง Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อจากตลาดหุ้นล่มและเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความมั่งคั่งของเขาลดลงมากจนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพร้อมของสะสมให้กับรัฐบาลในวันที่ 26 มกราคม 1926 และทำให้ Thiel Gallery เปิดให้สาธารณชนได้รับชม

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถจะชื่นชมสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะมากมาย ยังสามารถที่จะเดินชมสวนที่มีงานประติมากรรมของ Augustus Rodin และ Gustav Vigeland ประดับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสามารถที่จะพักขาที่ Café Monica เพื่อจิบกาแฟ ไวน์ เบียร์ หรือชิมเค้ก และขนมปังที่แสนอร่อยก่อนแวะซื้อกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ อาทิ แก้ว จานใส่ขนม ผ้าเช็ดปาก พวงกุญแจ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm และได้เยือนวัง มิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะมาหลายแห่งแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บ้าง Museum of Science & Technology ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวจะพบว่ามิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักออกแบบให้รองรับการเยี่ยมเยือนจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ด้วย การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงไม่เพียงประเทืองปัญญา ได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่าประเทศที่เราเยือนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไร และยังให้โอกาสได้ลับสมองอีกต่างหากด้วย มิวเซียมที่มีชื่อเต็มว่า National Museum of Science and Technology นี้ถูกตั้งขึ้นในปี 1924 โดยความร่วมมือระหว่าง The Royal Swedish Academy of Engineering Science, The Confederation of Swedish Enterprise, The Swedish Inventors’ Association และ Swedish Association of Graduate Engineers

ส่วนอาคารที่จัดแสดงซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในปี 1936 นี้ถูกออกแบบโดย Ragnar Hjorth ซึ่งได้รับรางวัล Royal Medal ในปี 1914 เขาเป็นอาจารย์ที่สอนภาควิชา Architectural History ที่ Academy of Fine Arts ก่อนไปศึกษาต่อในหลายประเทศตั้งแต่ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี และย้อนกลับมาเป็นหัวหน้าภาควิชาเดิม นอกจากอาคารนี้แล้ว เขายังออกแบบอาคารดัง ๆ อีกหลายแห่งในสวีเดน อาทิ Idunhallen ที่ Skansen, อาคารมูลนิธิโนเบล อาคาร Holland Museum ใน Halmstad อีกทั้งยังเป็นผู้ออกแบบปรับปรุงอาคารโบสถ์ และ Gustav III’s Pavilion ที่ Haga Palace ด้วย มิวเซียมกลายเป็นมูลนิธิในปี 1947 และได้เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลทางด้านการเงินโดยรัฐบาลในปี 1964

อาคารที่มีพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตรนี้ได้รับรางวัล Museum of the Year จาก National Association of Museum ในปี 2016 โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น The Favorite Place of all small geniuses ยิ่งกว่านั้นปีต่อมามิวเซียมยังได้รับรางวัล The Children in Museums จาก The International Association of Children in Museums จากผลงานการจัดแสดงนิทรรศการที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีพื้นฐานงานวิจัยและการพัฒนาเนื้อหาอย่างจริงจังจนสามารถยกระดับใหม่ให้กับพิพิธภัณฑ์เด็กอีกต่างหากด้วย

ของจัดแสดงในมิวเซียมประกอบด้วยหลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมักเริ่มเล่าตั้งแต่ที่มาของสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ การเข้ามาสู่ประเทศ วิวัฒนาการโดยมีการบรรยายและของจัดแสดงเรียงตามลำดับให้ชมอย่างล้นหลาม อาทิ เครื่องโทรศัพท์ เรื่องราวที่เกี่ยวของกับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การทำงานของสมอง การผ่าตัด เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจร่างกายและรักษา อนาคตการรักษา การใช้ AI มาพัฒนาการรักษาและชีวิต เรื่องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอากาศ โลกร้อน พัฒนาการของรถยนต์ รถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังอาจเข้าชมเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ตามความต้องการเพราะมีอีกหลายหมวดหมู่ การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงมักไม่เพียงได้เห็นวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ และสนุก ยังประเทืองปัญญาด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม และมีเวลาหลายวัน หลังจากเยี่ยมเยือนตลาด ห้างสรรพสินค้า และพระราชวังแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจไปเยือนก็คือ Nordic Museum หรือ Nordiska Museet ในภาษาถิ่น มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออุทิศให้กับงานด้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของสวีเดนนี้ไว้ใช้เก็บของสะสมตั้งแต่สมัยต้นยุคของสวีเดนในปี 1520 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1873 และถูกเรียกว่า Scandinavian Ethnographic Collection แต่ต่อมาในปี 1880 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nordiska Museet นี้มีผู้ก่อตั้งที่ชื่อ Artur Hazelius ครูและนักนิทานพื้นบ้านชาวสวีเดนที่ต่อมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียม เขาได้ซื้อและรับบริจาคเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า ของเล่นชาวนาจากในสวีเดนและประเทศรอบ ๆ เพื่อมาจัดแสดง เมื่อมิวเซียมเริ่มประสบความสำเร็จ เขาก็ซื้อและรับบริจาคของจากคหบดี และคนทั่วไปเพื่อให้มิวเซียมมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากที่นี่แล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Open Air Museum ที่ Skansen ด้วยโดยรับบริจาคอาคารมาประกอบใหม่เลยทีเดียว

แม้ว่าในช่วงแรกเงินที่ Artur Hazelius นำมาใช้ในมิวเซียมมีเพียงเงินส่วนตัว แต่ภายหลังเขาก็เริ่มได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น ในปี 1898 เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก The Society for the promotion of the Nordic Museum ที่มีสมาชิกมากถึง 4 พันกว่าคน ในปี 1891 รัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1900 อาคารปัจจุบันที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 19 ปีและถูกออกแบบโดย Isak Gustaf Clason สถาปนิกและวิศวกรชาวสวีเดนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1907 ดั้งเดิมนั้น อาคารแห่งนี้ตั้งใจให้ถูกออกแบบเพียงแค่ไว้ใช้จัดงาน Stockholm Exposition ในปี 1897 แต่ได้ขยายต่อเติมเพิ่มพื้นที่อีกถึง 3 เท่าจนมีขนาดเท่าปัจจุบัน ส่วนของอาคารที่ด้านหน้าสุดจะหรูหราอลังการนี้ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของเนเธอร์แลนด์

ของจัดแสดงในมิวเซียมที่มีมากถึง 1.5 ล้านชิ้น ภาพอีก 6 ล้านชิ้นนี้ถือเป็นสมบัติที่มีค่าและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสวีเดนซึ่งแต่ละชิ้นจะบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำที่มีค่าไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สมบัติที่เป็นของพื้นเมืองหลายชิ้นนั้นเป็นที่เก็บงำความทรงจำ ความฝัน การดิ้นรน ความรัก ความเศร้าในชีวิตประจำวันของชาวบ้านย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่  16 เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการของอาคาร แต่ยังเสมือนหนึ่งได้เรียนรู้ และสนุกสนานไปกับการเดินทางย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของสวีเดนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมความหรูหราอลังการของ Royal Palace และ Royal Treasury Stockholm แล้ว ยังมีมิวเซียมอีกแห่งให้เยือนนั่นคือ Tre Kronor Museum หรือ Museum Three Crowns มิวเซียมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของปราสาท Tre Kronor ที่ถูกเพลิงไหม้ไปในปี 1697 ปราสาทที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้ถือกำเนิดจากการที่กลุ่มไวกิ้งได้มาสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ขึ้นโดยเพิ่มส่วนของกำแพงในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า Birger Jarl รัฐบุรุษชาวสวีเดนได้เพิ่มป้อมปราการเข้าไปไว้ในปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และนาม Tre Kronor ก็ถูกสถาปนาโดยพระเจ้า Magnus Eriksson กษัตริย์สวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 14  

เมื่อพระเจ้า Gustav Vasa ได้ประกาศเอกราชให้สวีเดนเป็นอิสระจาก Kalmar Union หรือสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เว ในปี 1397 ประสาท Tre Kronor แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่ประทับหลักของพระองค์ พระองค์ได้ขยายอาณาเขต และเพิ่มความแข็งแรงเพื่อป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่พระเจ้า John III พระราชบุตรที่ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาได้ตกแต่งปราสาทให้มีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ รวมทั้งสร้างเพิ่มโบสถ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ยังได้สร้างหอคอยเพื่อไว้สอดส่องอริราชศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยได้เพิ่มทั้งขนาดและส่วนสูงขึ้นอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่งผลให้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปราสาทประกอบด้วยส่วนของตัวปราสาท และป้อมปราการร่วมกับสวน เมื่อปราสาทกลายเป็นที่ประทับของกษัตริย์จึงส่งผลให้พระเจ้า Gustav II กษัตริย์สวีเดนที่ครองราชย์ระหว่าง 1611-32 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประสูติในปราสาทแห่งนี้

โชคร้ายมาเยือนราชวงศ์สวีเดนในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 เมื่อไฟไหม้ใหญ่โหมขึ้นในปราสาท Tre Kronor และได้ทำลายปราสาทลงไปจนหมดสิ้น ผู้พบเห็นไฟไหม้คนแรกคือ Georg Stiernhoff แต่ Sven Linberg ผู้ดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ถวายงานพระเจ้าแผ่นดินไปว่าเขาไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากไฟได้ลุกไหม้ทางเข้าไปเอาเครื่องมือดับไฟ ราชวงศ์เลยไม่มีทางเลือกต้องเสด็จหนีเพลิงออกมา ข้าราชบริพารได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขนทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ออกมาให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปราสาทสร้างจากไม้และทองแดง ไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ห้องสมุดและเอกสารสำคัญทั้งหมดถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ในการสอบสวนสาเหตุพบว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ละทิ้งหน้าที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกตัดสินประหารชีวิต นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้มีประสบการณ์กับซากที่เหลือของปราสาทที่ถูกไฟไหม้ และได้เห็นรูปของปราสาทเก่า รวมทั้งโครงสร้างแบบจำลองที่จัดแสดงไว้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Royal Palace Stockholm แล้วจะมีตั๋วเข้า Royal Treasury ด้วย ใน Royal Treasury ซึ่งอยู่ภายในรั้วเดียวกับ Royal Palace ที่ถูกออกแบบโดย Nicodemus Tessin the Younger และได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1969 นี้มีห้องนิรภัยที่ใช้เก็บทรัพย์สมบัติที่มีค่าต่าง ๆ ของราชวงศ์ ตั้งแต่มงกุฎ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เสื้อผ้า และของใช้อื่น ๆ ของกษัตริย์ และพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับสูง ๆ ซึ่งมีทั้งได้เคยใช้ฉลองมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สมบัติที่สำคัญเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงกุฎนั้นแม้กษัตริย์จะเป็นผู้ฉลองทั้งมงกุฎและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่ทรัพย์สมบัติกว่า 400 ปีเหล่านี้กลับเป็นของรัฐบาลที่ได้รับการดูแลภายใต้ Crown Lands Judiciary Board

ต้นกำเนิดของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งมีไว้สำหรับวันสำคัญที่สุดก็คือ วันขึ้นครองราชย์ รวมถึงวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องนี้จะประกอบด้วยมงกุฎซึ่งกษัตริย์แต่ละพระองค์อาจเลือกใช้ของที่มีอยู่แล้ว หรือเลือกที่จะจัดทำขึ้นใหม่ กษัตริย์องค์แรกของสวีเดนที่ได้รับการฉลองมงกุฎคือ พระเจ้า Erik Knutsson ในปี 1210 แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจมีการฉลองการขึ้นครองราชย์แล้วก็ตาม แต่ไม่มีบันทึกถึงมงกุฎที่สวม ส่วนพระเจ้า Gustav Vasa มงกุฎที่พระองค์ใช้ในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ครั้งแรกที่ 12 มกราคม 1528 ณ Uppsala นั้นก็ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้แล้วเช่นกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตลอดหลายทศวรรษถูกเสริมแต่งให้มีความหรูหรามากขึ้น อาทิ มงกฎของพระเจ้า Karl Gustav X และพระนางเจ้า Lovisa Ulrika พระเจ้า Erik ที่สิบสี่ จนถึงเจ้าชายวิลเลียม นอกจากมงกุฎแล้วยังมีเสื้อคลุมฉลองพระองค์ รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Erik ที่ 14 คทา ลูกแก้ว และกุญแจแห่งรัฐซึ่งพระองค์รับสั่งให้จัดทำขึ้นใหม่หมดและได้นำมาใช้ในหลายเทศกาล รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Karl ที่ 11 ด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจะมีโอกาสได้ชื่นชมมงกุฎที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาอย่างจุใจ อาทิ มงกุฎของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika ที่มีเพชรมากถึง 44 เม็ด มงกุฎนี้มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ได้แอบเปลี่ยนเพชรเพื่อไปขายและนำเงินไปทำการปฏิวัติในปี 1756 แต่ล้มเหลว ส่วนทรัพย์สมบัติที่เก่าที่สุดที่จัดแสดงในมิวเซียมก็คือ ดาบของพระเจ้า Gustav Vasa กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สวีเดนยุคใหม่ ส่วนมงกุฎสำหรับพระราชินีองค์แรกที่ถูกจัดทำขึ้นสำหรับ Gunilla Bielke ในปี 1585 ซึ่งกำลังจะมาเป็นมเหสีของพระเจ้า Johan III นั้นไม่ได้อยู่ในคลังแล้ว ส่วนมงกุฎของพระราชินีที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงจัดแสดงอยู่ในปัจจุบันเป็นของ พระนางเจ้า Maria Elenora ที่จัดทำขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolphus ในปี 1620

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงสต็อกโฮมและชื่นชอบความหรูหราอลังการรวมทั้งประวัติศาสตร์ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปตลาด หรือเยือน Royal Academy of Fine Arts สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงก็คือ Royal Palace การเยือนพระราชวังแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเผื่อเวลาไว้มากกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการขายตั๋วจะขายเป็น Combo set ที่ประกอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยว 3 แห่งคือ Royal Treasury, Royal Palace และ Museum of Tre Kronor สถานที่แต่ละแห่งล้วนต้องใช้เวลาในการพินิจพิจารณาอย่างน้อย 1.5-2 ชั่วโมงทั้งนั้น แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลามาก ก็ควรเผื่อเวลาไว้เต็มวันไปเลยจะได้ไม่เสียดายค่าตั๋วและได้พินิจพิจารณาความงามอย่างเต็มที่ ยิ่งนักท่องเที่ยวมาเยือนในช่วงฤดูร้อนที่พระอาทิตย์ตกช้าก็ควรเลือกมาแต่เช้า เพื่อจะสามารถเลือกเดินเล่นต่อในเมืองได้หลังพระราชวังปิด 16 น เพราะยังสว่างอยู่ ไม่หนาวมาก และร้านค้าปิดช้า

พระราชวังซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ประทับของกษัตริย์สวีเดน และอยู่ในย่าน Gamla Stan นี้ถูกออกแบบครั้งแรกโดย Nicodemus Tessin the Younger โดยสร้างทับลงบนตำแหน่งปราสาท Tre Kronor ที่ถูกไฟไหม้ไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 การสร้างพระราชวังใหม่นี้สะดุดลงในปี 1709 อันเป็นผลมาจากสงคราม Great Northern ที่เริ่มต้นในปี 1700 อย่างไรก็ดี การสร้างพระราชวังใหม่ได้เริ่มต้นสร้างต่อภายใต้การออกแบบตกแต่งแบบ Roccoco ของ Carl Harleman หลังจาก Nicodemus Tessin the Younger สถาปนิกคนเก่าเสียชีวิตในปี 1728  แต่กว่าพระราชวังจะเสร็จสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปทศวรรษที่ 1770 แล้ว แม้พระเจ้า Adolf Frederick และพระราชินี Louisa Ulricka จะย้ายเข้ามาพำนักก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม นับจากนั้นมาพระราชวังก็ไม่ได้รับการปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่อีกเลยนอกจากการปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น รวมทั้งการเพิ่มส่วนของมิวเซียมเข้ามาเท่านั้น  

ภายในพระราชวังที่ประกอบด้วย 1,430 ห้องและหน้าต่างกว่า 660 บานนี้มีห้องที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาลและการเฉลิมฉลองไว้ใช้สอยได้อย่างหลายหลาก อาทิ State Apartment, Guest Apartment, Bernadotte Apartment, Hall of State, Royal Chapel รวมทั้งสำนักงานของพระราชวังที่มีพนักงานมากถึง 200 คนด้วย แม้พระราชวังจะเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่รัฐบาลสวีเดนกลับเป็นเจ้าของผ่าน National Property Board of Sweden ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารจัดการ และดูแลทรัพย์สมบัติ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถพินิจพิจารณาพระราชวังที่หรูหราอลังการและยังคงใช้การอยู่ได้อย่างจุใจ ยังสามารถถ่ายรูปกับห้องต่าง ๆ ได้โดยไม่ถูกห้ามใด ๆ เลยอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Tower of Babel ที่มักเป็นหัวข้อในงานจิตรกรรมนั้นมีต้นกำเนิดในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นคือสิ่งก่อสร้างในดินแดนบาบิโลนที่ถูกกล่าวถึงใน ปฐมกาล 11:1-9 ว่าเป็นหอคอยที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชาติที่มีภาษาเดียวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและต้องการป้องกันความแตกแยก พวกเขาจึงตั้งเป้าว่าจะสร้างเมืองของตัวเองและสร้างหอคอยให้ไปถึงจุดสูงสุดของสวรรค์เพื่อประกาศศักดาของชนชาติตน ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจแตกกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ บนโลก พระเจ้าเลยทำโทษความไร้สาระของพวกเขาด้วยการทำให้พวกเขาสับสนกับภาษาที่ใช้ระหว่างกันเกิดเป็นหลากหลายภาษาจนไม่สามารถที่จะสื่อสารกันได้

The Tower of Babel เป็นหัวข้อที่ศิลปินนิยมรังสรรค์งานมาแต่โบราณ ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดที่รังสรรค์งานชื่อนี้คือ Peter Bruegel the Elder เขาเกิดในปี 1525 ในครอบครัวช่างฝีมือและศิลปิน เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาก็แต่งงานกับศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีพรสวรรค์มากและร่วมกันสร้างสรรค์งานร่วมกันนับจากนั้นมา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวนาและทิวทัศน์โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Hieronymus Bosch  ผลงานชิ้นแรกของเขาที่ใช้ชื่อ Tower of Babel นี้รังสรรค์ขึ้นบนงาช้างขนาดเล็ก ในระหว่างปี 1552-3 แต่ได้สูญหายไป ส่วนผลงานอีก 2 ชิ้นของศิลปินคนเดียวกันปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Kunsthistoriesches Museum ในกรุงเวียนนา ออสเตรีย และ Museum Boijmans Van Beuningen ในเมืองรอตเทอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ แม้งานจิตรกรรมทั้งสองชิ้นจะมีส่วนคล้ายกัน แต่ชิ้นที่จัดแสดงที่เวียนนาถือเป็นชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุด มีรายละเอียดมากที่สุดและถูกเลียนแบบมากที่สุดด้วย 

สำหรับ Tower of Babel ฉบับสวีเดนนั้นเป็นผลงานที่เป็นความร่วมมือของศิลปินหลายคนที่เรียกว่ากลุ่ม Hofbrigaden ประกอบด้วย Ulf Rahmberg, Stefan Teleman, Cilla Ericson, Julie Leonardsson และ Ingrid Olsson โดยมี Cilla Ericson เป็นศิลปินที่โดดเด่นสุด ผลงานชิ้นนี้เกิดจากจิตรกรรม 2 ชิ้นประกอบโดยชิ้นแรกชื่อ The Emperor’s New Clothes แต่ Stockholm Lokaltrafik ไม่ยินยอมให้จัดแสดงผลงานนี้ในนิทรรศการ “Brigadmåleri 1978” พวกเขาจึงนำมันไปจัดแสดงอยู่ที่ระเบียงที่มหาวิทยาลัย Lulea University of Technology อยู่ 40 ปี แต่เนื่องจากการปรับปรุงมหาวิทยาลัย ผลงานชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายอีกครั้ง  กลุ่ม Hofbrigaden เลยตัดสินใจวาด Tower of Babel ทับผลงานชิ้นเดิมนี้ด้วยเรื่องราวที่ล้อเลียนนักการเมืองทั้งในสวีเดนและต่างประเทศจนกลายเป็นภาพวาดที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน การจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของ Cilia Ecicson ใน Royal Academy of Fine Arts ภัณฑรักษ์จึงได้นำผลงานร่วมชิ้นนี้ของศิลปินมาจัดแสดงไว้ด้วย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ใช้สีสันที่สดใส มีเรื่องราวที่ดูแปลกตายากที่จะเข้าใจ แต่เป็นไปในเชิงล้อเลียนแน่นอน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทั้งโบราณ และปัจจุบันสังเกตุได้จากชุดแต่งกายซึ่งก็ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับผู้ชมได้อย่างดีเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ เมื่อได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่เดินตลาด และช้อปปิ้ง แต่คงต้องหามิวเซียมศิลปะที่ดีที่สุดของเมืองไปเยือน นั่นคือ Royal Academy of Fine Arts มิวเซียมที่มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1697 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง Royal Palace ที่สวีเดนขาดแคลนทั้งศิลปินและสถาปนิกเป็นอย่างมาก ท่าน Count Carl Gustaf Tessin นักการเมืองที่ได้ฉายาว่าชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการในการก่อสร้างในปี 1728 จึงได้พยายามที่ยกระดับมาตรฐานทางด้านความเป็นมืออาชีพให้กับศิลปินชาวสวีดิชจึงได้ตั้งโรงเรียนสอนเขียนภาพร่างขึ้นที่เรียกว่า The Royal Academy of Drawing โดยเลียนแบบสถานศึกษาในฝรั่งเศสส่งผลให้สิ้นทศวรรษที่ 1730 จำนวนศิลปินรุ่นใหม่ก็เพิ่มขึ้นจนสามารถช่วยงานตกแต่งพระราชวังได้

ปี 1766 อนาคตของสถาบันเริ่มมั่นคงขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจจัดสรรงบประมาณให้กับอาจารย์และศิษย์ รวมทั้งนายแบบให้สามารถที่จะทำงานต่อไปกับสถาบันได้อย่างจริงจัง วันที่ 30 พฤษภาคม 1768 สถาบันจึงได้จัดการประชุมเพื่อปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Academy of Painting and Sculpting และได้ทำการร่างกฎหมายและระเบียบเพื่อรองรับสถาบัน ต่อมาในปี 1773 พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้ทรงรับรองกฎหมายสถาบันการศึกษาขึ้นโดยขยายขอบเขตให้มีการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม กายวิภาค ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกราฟฟิคส่งผลให้ปลายปีนั้น Ulrica Fredrika Pasch กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นสมาชิกของสถาบัน

 ปี 1780 สถาบันได้ย้ายไปอยู่ที่ Sparre Palace จากเงินทุนบริจาคของ Gerhard Meyer ผู้หล่อระฆังให้กับโบสถ์และได้เปลี่ยนชื่อตึกเป็น Meyer’s House ปี 1784 สถาบันได้ทำการจัดแสดงนิทรรศการขึ้นครั้งแรกถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นโดยนักเรียนของสถาบันนี้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ปี 1792 รัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนสถาบันเดิมเป็น Royal Museum โดยให้สถาบันเป็นผู้ควบคุมทั้งการเงินและการบริหารโดยใช้ Logarden wing ของ Royal Palace เป็นที่ทำการโดยเปิดทำการครั้งแรกในปี 1794 มิวเซียมนี้กลายเป็นมิวเซียมศิลปะแห่งแรกของยุโรป ปี 1810 สถาบันถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Royal Academy of Fine Arts อาคารที่ตั้งนี้ได้รับการต่อเติม 2 ครั้งภายใต้การออกแบบของสถาปนิก Fredrik Blom ในปี 1845 และสถาปนิก Erik Lallerstedt ในปี 1891

ของจัดแสดงนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 ของมิวเซียมที่ประกอบไปด้วยงานทัศนศิลป์ งานภาพร่าง งานประติมากรรม งานผ้า และเฟอร์นิเจอร์นี้เป็นผลมาจากการสะสมร่วม 300 ปี งานสะสมที่มีมาจากทั้งการซื้อและการรับบริจาคนี้มี The Batavian oath of allegiance to Claudius Civilis ของ Rembrandt เป็นชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุด นอกจากนี้ที่นี่ยังมีความพิเศษตรงที่มีผลงานประติมากรรมปูนปาสเตอร์เลียนแบบที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปไว้ใช้สอนนักศึกษาด้วยโดยงานส่วนใหญ่เลียนแบบมาจากงานประติมากรรมยุคเรอเนสซองส์ ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีงานของนักศึกษาศิลป์มากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปไว้จัดแสดง อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่มีผลงานของศิลปินหญิงเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นสถาบันที่รับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนศิลปะเป็นแห่งแรกของยุโรปอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่การเที่ยวตลาด Hotorgshallen เพื่อสัมผัสประสบการณ์การซื้ออาหารสด และอาหารปรุงเสร็จ รวมทั้งรับประทานอาหารในตลาดเท่านั้น แต่คงอยากมีโอกาสเดินซุปเปอร์มาร์เกตเพื่อสำรวจราคาข้าวของรวมทั้งสัมผัสกับเศรษฐานะผ่านทางราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย ซุปเปอร์ที่สำคัญของเมืองนี้จะไม่ใช่ Chain ร้านค้าแบบประเทศอื่น แต่เป็นสหกรณ์ที่เรียกว่า Coop เฉกเช่นเดียวกันกับสวิตเซอร์แลนด์ก็อยู่ไม่ไกลจากตลาดนี้เช่นกัน นอกจากสัมผัสตลาดและซุปเปอร์แล้ว นักท่องเที่ยงสายช้อปร้อยทั้งร้อยคงอยากสัมผัสประสบการณ์ชอปปิ้งด้วย ไม่เพียงสต็อกโฮมจะสวยงาม สถานที่ช้อปปิ้งยังเต็มไปด้วยของสวยงามและราคาต่ำสุดในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอีกต่างหาก ถนน Drottninggaten จึงเป็นอีกถนนที่พลาดไม่ได้

ถนนที่มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ทศวรรษที่ 1630 นี้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเมืองรูปแบบใหม่ ดั้งเดิมนั้น ถนนสายนี้ชื่อ Stora Konungsgatan หรือถนนของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Drottninggatan เพื่อเป็นเกียรติแด่พระนางเจ้าคริสติน่าผู้ปกครองเมืองระหว่างปี 1632-54 เพื่อเข้าคู่กันกับถนน Regeringsgatan หรือถนนของรัฐบาล ดั้งเดิมนั้นการตั้งชื่อถนนตามชื่อพระเจ้าแผ่นดินมิใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสแกน แต่ยืมวิธีการมาจากเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ความสวยงามของถนนดึงดูดให้คหบดี และศิลปินหลายคนมาซื้อบ้านอยู่ อาทิ Andre Oscar Wallenberg นายธนาคารและคหบดีเจ้าของหนังสือพิมพ์มีบ้านอยู่จนถึงปี 1876 , August Strindberg นักเขียนบทละครก็มาซื้อบ้านอาศัยอยู่ในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันบ้านของเขาเป็นที่ตั้งของ Strindberg Museum

ถนนแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2010 เมื่อ Taimour Abdulwahab al-Abdaly ลูกครึ่งอิรักสวีเดนได้วางระเบิดพลีชีพที่ถูกเรียกว่า 2010 Stockholm Bombing ส่งผลให้ผู้วางระเบิดและประชาชนเสียชีวิตไปสองราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ถือเป็นการระเบิดพลีชีพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สวีเดนประเทศที่มีแต่ความสงบสุข ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2017 Rakhmat Akilov ชาวอุซเบกีสถานได้ขับรถฝ่าฝูงชนเข้าไปชนคนเสียชีวิตบนถนน และห้าง Ahlens เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบ 10 ปีส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวและทำให้ประเทศที่เคยสงบสุขที่สุดในโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับผู้อพยพเปลี่ยนไปตลอดกาล

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนถนนสวยแคบ ๆ เส้นนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับร้านเสื้อผ้าใหญ่ Zara, H&M, ร้านขายของที่ระลึก และร้านขายผลิตภัณฑ์มุมมิมการ์ตูนอันโด่งดังของสวีเดนแล้ว ที่นี่ยังมี Hotorget Torghandel หรือตลาดนัดที่ชาวนานำดอกไม้ พืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรพื้นบ้านมาขายตั้งแต่เช้า 0730 น ด้วยอันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสหาซื้อสินค้าเกษตรพื้นเมืองที่หลากหลายในราคาถูก นอกจากนี้บนถนนสายนี้ยังมี Systembolaget ร้านขายไวน์ขนาดใหญ่ตรงปลายถนนอีกต่างหาก นักดื่มที่มาเยือนประเทศนี้อาจรู้สึกขัดใจยิ่ง ทั้งนี้เพราะไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เกิน 5% จะไม่มีขายในซุปเปอร์มาเก็ต แต่จะขายในร้านขายไวน์ที่เฉพาะเจาะจงและเปิดเป็นเวลาแค่จันทร์ถึงศุกร์ 10-20 น และเสาร์ขายถึง 15 น เท่านั้น วันอาทิตย์ปิดอีกต่างหากซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับวัฒนธรรมยุโรปที่การดื่มสุราไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไวน์ในประเทศนี้ยังราคาค่อนข้างสูงเทียบกับภาคพื้นยุโรป เมื่อรู้เช่นนี้แล้วนักท่องเที่ยวก็จะไม่ประหลาดใจที่เห็นคนพื้นเมืองที่เดินทางไปต่างประเทศจะถือไวน์มากมายติดไม้ติดมือจากร้าน Duty Free ในสนามบินก่อนเดินทางเข้าเมือง

หากนักท่องเที่ยวยังช้อปไม่หนำใจ เลยจากร้านไวน์ไปทางทิศตะวันออกอีกหน่อยจะมีห้างใหญ่ชื่อว่า NK Saluhall ห้างที่ไม่เพียงมีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1902 และเป็นห้างแห่งแรกที่มีบันไดเลื่อนของสวีเดน Josef Sachs เจ้าของห้างยังมีห้างขนาดใหญ่เช่นนี้ในรัสเซีย และอาร์เจนติน่าด้วย เขายังเป็นเจ้าของสินค้าใหม่ ๆ เด่น ๆ ของสวีเดนอีกหลายอย่าง อาทิ Lego, Barbie อีกต่างหาก ที่นี่จึงไม่เพียงเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย ทั้งยังใหญ่โตและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสต็อกโฮมด้วย