แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/571518

แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Bilbao สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงBilbao ก็คือ Guggenheim Bilbaoมิวเซียมที่ถือได้ว่าเป็นมิวเซียมที่มีความสวยแปลกตาที่สุดของสเปนและแห่งหนึ่งของโลกภายใต้การออกแบบของ Frank Gehry สถาปนิกชาวอเมริกันแคนาเดียน มิวเซียมที่จัดแสดงผลงานศิลปะยุคใหม่และร่วมสมัยซึ่งเปิดตัวในปี 1997 โดยพระเจ้าคาร์ลอสที่หนึ่งแห่งสเปนและตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nervion เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิ SolomonR.Guggenheim

ในปี 1991 รัฐบาล Basque ได้แนะนำให้มูลนิธิ Solomon R.Guggenheim จัดตั้งมิวเซียมขึ้นโดยร่วมทุนกันกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลนิธิได้เลือก Frank Gehry เป็นสถาปนิก เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในการออกแบบตั้งแต่ยังอายุเพียงแค่ 28 ปี โดยได้มีโอกาสออกแบบบ้านให้กับเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียน USC School ofArchitecture ด้วยกัน บ้านที่เขาออกแบบหลังแรกที่ชื่อว่า The David Cabin ที่มีพื้นที่ 2,000 ตารางฟุตนี้ ถูกออกแบบอย่างมีอัตลักษณ์โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Shosoin Treasureเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1961เขาย้ายไปอยู่ปารีสและทำงานกับ AndreRemondet ก่อนย้ายกลับมาอยู่ LA และก่อตั้งบริษัท Frank Gehry and Association ในปี 1967 ในทศวรรษที่ 1980 เขาได้ออกแบบสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ CabrilloMarine Aquarium ในเมือง San Pedro, California Aerospace Museum และMuseum of Science and Industry ในเมือง LA ก่อนจะได้รับรางวัล Pritzker Architecture ในปี 1989

Gehry เล่าให้ฟังว่า เขาได้รับคำแนะนำจาก Juan Ignacio Vidarte ผู้อำนวยการมิวเซียมว่า เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่กำลังเสื่อมความนิยมจากการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายใน Basque ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ และเป็นตัวพัฒนาความก้าวหน้าโดยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับชุมชน มูลนิธิจึงกระตุ้นให้ Gehry ออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างกล้าหาญและสร้างสรรค์ เขาได้รับคำขอให้ออกแบบมิวเซียมที่คล้ายกับ SydneyOpera House เขาจึงออกแบบให้ส่วนโค้งภายนอกเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบแต่ดูน่าค้นหา

มิวเซียมนี้ได้รับการยกย่องจากหลายสถาบัน และสถาปนิกหลายท่าน อาทิ The New Yorker ให้เป็น Masterpiece of the 20th Century, จาก Philip Johnson สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้นให้เป็น The Greatest Building of our time นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าสถาปัตยกรรมที่เสมือนเรือไททาเนียมลอยละล่องในน้ำนี้ถูกออกแบบให้แต่ละความโค้งสามารถที่จะสะท้อนแสงระยิบระยับได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนๆ ล้วนดูแปลกตาและมีมุมถ่ายรูปมากมายที่น่าประทับใจสมกับความต้องการของเป้าหมายของก่อตั้งอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/569932

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino  in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Francisco Iturrino in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.00 น.

Shawls

นอกจากใน Bilbao Fine Arts Museum จะมีผลงานของ Jose Arrue ที่เป็นศิลปินชาว Basque แล้ว ที่นี่ยังมีงานของศิลปินพื้นเมืองชาว Basque อีกคน นั่นคือ Francisco Iturrino ซึ่งเป็นศิลปินแนว Fauvism จัดแสดงอยู่เป็นจำนวนมาก งานแนว Fauvism เป็นแนวทางศิลปะของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ราวปี 1904-1910 ที่เน้นในการใช้สีที่สดใสเข้มข้นมากกว่าความเหมือนจริง แนวทางศิลปะนี้จะให้ความสำคัญกับความง่ายและเป็นนามธรรม งานแนว Fauvism ยังเป็นการควบรวมแนวทางศิลปะที่หลากหลายในช่วงเวลานั้นเข้าด้วยกัน อาทิ Post Impressionism แบบ Van Gogh, Pointillism ของSeurat, Neo Impressionism ของ Paul Signac, Paul Cezanne และ Paul Gauguin

Francisco Iturrino เกิดที่เมือง Santander ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่ Bilbao ตั้งแต่ยังเล็ก เขาได้รับศึกษาด้านภาพร่างจาก Elviro Gonzalez ลุงของเขาที่เป็นทั้งศิลปิน นักประพันธ์และนักแต่งบทกวี หลังจากนั้นเขาก็เข้าศึกษาต่อที่ Augustinian school ก่อนไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมที่เมือง Liege แต่เนื่องจากเขาชอบศิลปะมากกว่า เขาจึงย้ายไปเรียนศิลปะที่ AcademieRoyale des Beaux-Arts ที่เมืองบรัสเซลส์โดยไม่ให้ครอบครัวรู้

Bathers

เขาต้องการพัฒนาฝีมือจึงเดินทางไปปารีสและไปทำงานกับHenri Evenepoel ในปี 1901 เขาก็มีผลงานมากพอที่จะจัดแสดงที่ Vollard Gallery ร่วมกับ Pablo Picasso ซึ่งยังคงไม่มีชื่อเสียงในเวลานั้น หลังจากนั้นเขาก็เดินทางกลับสเปน และย้ายไปหลายเมือง อาทิ Salamanca ก่อนที่จะไปตั้งรกรากอยู่ที่ Seville หลังแต่งงานในปี 1906 เขาก็ออกเดินทางทั่ว Basqueแคว้น Andalusia และเลยไปถึงฝรั่งเศสเพื่อหาทัศนียภาพในการรังสรรค์งานทิวทัศน์ การชนวัว งานมหกรรม และผู้หญิง ในช่วงเวลานั้นผลงานของเขาเน้นไปที่ความสดใสสีสันที่ฉูดฉาด ยิ่งเมื่อเขาได้รู้จักกับ Henri Matisse งานของเขายิ่งพัฒนาไปได้มากขึ้นไปอีก

ในปี 1920 เขาประสบปัญหากับขาจนทำให้เกิดเนื้อตายและต้องตัดขาจึงทำให้เขาไม่สามารถเดินเหินได้และมีปัญหาทางการเงิน Elie Faure นักประวัติศาสตร์ศิลป์จึงได้ช่วยจัดนิทรรศการภาพของเพื่อน Iturrino ประกอบด้วย Matisse, Picasso เพื่อช่วยเหลือเขา และทำให้เขาสามารถยังชีพและสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไปได้ก่อนย้ายไปอยู่ Cagnes sur Mer ในปี 1922 จวบจนเสียชีวิตเมื่ออายุเพียงแค่ 59 ปี

เขาได้รับการยกตำแหน่งให้เป็นศิลปินคนแรกของสเปนที่ใช้แนวทางศิลปะแบบ Fauvism หรือเป็นคนแรกที่ละทิ้งแนวทางศิลปะแบบ Realism ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้นเขาชอบสร้างสรรค์งานโดยเน้นไปที่แนวคิด ทัศนคติ และอารมณ์มากกว่าการเน้นในเรื่องรายละเอียดของวัตถุ ผลงานส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นถึงการเดินทางในชีวิต นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีอัตลักษณ์ของตนเอง และเป็นไปอย่างผสมผสานระหว่างสีเขียวของ Gauguin อาทิ The Fountain Garden, ฝีแปรงที่ใหญ่ของ Van Gogh อาทิ Colts in the Country แต่นุ่มนวลของ Renoir อาทิ Nude in the Gardenจึงสามารถสร้างสีสันให้กับวงการศิลปะสเปนได้อย่างดียิ่งColts in the CountryColts in the CountryThe Fountain GardenThe Fountain GardenNudesNudesNude in the GardenNude in the Garden

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/568269

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle  in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Jose Arrue y Valle in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Pilgrimage

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศึกษาผลงานของศิลปินท้องถิ่น เมื่อได้เยี่ยมเยือนมิวเซียม Bilbao Fine Arts Museum ผลงานของศิลปินท้องถิ่นที่โดดเด่นที่สุดที่ต้องชมให้ได้ก็คืองานของ Jose Arrue y Valle หรือ Jose Arrue ศิลปินชาว Basque เขาเกิดใน Bilbao เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1885 ในครอบครัวศิลปิน บิดาของเขาเป็นนักสะสมศิลปะ พี่น้องทุกคนล้วนเป็นศิลปิน Matilde น้าของเขาเป็นผู้แนะนำเขาเข้าสู่โลกศิลปะและดูแลเรื่องการศึกษา ในปี 1896 เขาเข้าเรียนที่ Instituto de Enseñanza Media de Bilbao และเรียนด้านศิลปะส่วนตัวกับ Antonio Maria Lecuona ก่อนเข้าศึกษาด้านศิลปะอย่างจริงจังที่ Bilbao School of Arts and Crafts

หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าในปี 1902 ในปี 1905 เขาย้ายไปอยู่กับAlberto Arrue พี่ชายที่ปารีส และเข้าเรียนต่อที่Academy La Grand Chaumiere ด้วยกัน ในปีเดียวกันนั้นเขาได้เข้าร่วมใน Art Exhibitionในปารีสด้วย เขาย้ายไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านของเก่าที่มิลานในปี 1906 ก่อนย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด ในปี 1908 โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สอนภาพร่างที่ Bilbao School of Arts and Craft เขาได้ร่วมกับ Funda, Gustavo de Maeztu, TomasMeabe และ Luis Mogrobejo ก่อตั้งนิตยสารรายสัปดาห์ El Coitao หรือ The Coitao และยังร่วมงานกับนิตยสารอีกหลายฉบับ

ในปีเดียวกันนั้นเขาได้เดินทางไปAndalusia ในเดือนเมษายนซึ่งทำให้เขารำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิงส่งผลให้เขาเริ่มอยากฝึกฝนเป็นมาทาดอร์ ในวันที่ 17 ตุลาคม 1909 เขาได้พนันกับเพื่อนว่าจะแต่งตัวด้วยหนังสัตว์และลองเป็นมาทาดอร์ในสนามสู้วัวกระทิงที่เลิกใช้แล้ว หลังจากลองเป็นมาทาดอร์สมัครเล่น และเข้าร่วมการแข่งขันหลายครั้ง เขาก็ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะออกแบบโปสเตอร์โฆษณาการสู้วัวกระทิง

หลังแต่งงานในปี 1911 เขาได้เข้าร่วมก่อตั้ง Association of Basque Artists และจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรก เขาได้จัดนิทรรศการของตัวเองอีกหลายครั้ง ครั้งที่มีชื่อเสียงสุดจัดที่กรุงบัวโนสไอเรสและได้รับรางวัล ใน Barcelona Comedy Hall ปี 1924และได้รับเหรียญเงินในงาน International Exhibition of Modern Decorative and Industrial Arts ณ กรุงปารีสในปี 1925 ระหว่างสงครามกลางเมืองสเปน เขาวาดการ์ตูนบรรยายเกี่ยวกับรัฐบาล Basque เมื่อฝ่ายตรงข้ามชนะในวันที่ 1 กันยายน 1937 เขาเลยถูกจับและถูกจำคุก 2 ปีอีกทั้งยังถูกยึดผลงานไปด้วย หลังปี 1940 เขาก็เลิกยุ่งกับทุกสิ่งและใช้ชีวิตที่เหลือสร้างสรรค์งานศิลปะเพียงอย่างเดียวจวบจนเสียชีวิตด้วยอายุ 91 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานแนว Post Impressionism ของศิลปินมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องสี การเล่าเรื่องโดยแต่ละภาพจะมีตัวละครที่หลากหลายและมีสีหน้าท่าทางที่มีชีวิตชีวาสนุกสนานแตกต่างกันไปซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เองเลยทีเดียว

Pilgrimage detail2

Pilgrimage detail1

Basque Pilgrimage

Basque Pilgrimage detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/566604

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Portrait of Countess Mathieu de Noailles

ใน Bilbao Fine Arts Museum นอกจากจะมีงาน Masterpiece จากศิลปินรุ่นเก่าแล้ว ที่นี่ก็มีงานแนว Modern Art Masterpiece ด้วย งานที่น่าสนใจ อาทิ Woman sitting with a child in her arms by Mary Cassatt ศิลปินแนว Impressionism ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เพื่อนสนิทของ Edgar Degas ผู้ได้สมญานามว่าเป็นหนึ่งในสามของศิลปินหญิงแนว Impressionism ที่มีฝีมือดีที่สุดในโลก ผลงานมารดาอุ้มลูกไพล่หลังซึ่งสามารถเทียบเคียงกับภาพพระแม่มารีอุ้มพระบุตรนี้เป็นภาพที่ศิลปินวาดเป็นประจำ อันแสดงให้เห็นถึงความแยกตัวจากงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร แต่ยังคงได้รับอิทธิพลอยู่ไม่มากก็น้อย ภาพเด็กน้อยที่มองตรงมายังผู้ชมในขณะที่มารดาดูเหมือนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมของในห้องน้ำนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของชนชั้นกลางในช่วงเวลานั้นผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าศิลปินชำนาญในการสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้หญิง เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรอย่างแท้จริง

Portrait of Countess Mathieu de Noailles by Ignacio Zuloaga บุตรชายช่างโลหะ เขาเคยถูกคาดหวังให้เป็นวิศวกรหรือสถาปนิก แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเป็นจิตรกรเมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปปารีส และได้ฝึกวาดรูปที่ Montmart จนสามารถส่งงานเข้าแข่งขันและได้จัดแสดงจึงได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกับศิลปินดังๆ อาทิ Gauguin และ Toulouse-Lautrec ภาพ Portrait of Countess Mathieu de Noailles อันเป็น ตัวแทนของชาวปารีสจากบทกวีของ Anna Elisabeth de Brancovan นี้ ถูกเขียนขึ้นเสมือนหนึ่งตัวละครเอกนั่งอยู่ในฉากที่มีพื้นหลังเป็นท้องฟ้าโดยได้รับอิทธิพลจากงานของ El Greco เพื่อยกให้ตัวละครเด่นขึ้น ผู้ชมจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินไม่เพียงแต่การจัดวางตำแหน่งของสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นตัวละคร หนังสือ แจกันดอกไม้ หน้าผม และรวมถึงความละเอียดของฝีแปรงผ่านทางแพรพรรณที่ดูนุ่มนวลวิจิตรบรรจงสมกับที่ศิลปินได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินเบอร์ 1ชาวสเปนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 แม้ว่าเขาจะเป็นศิลปินที่มิได้ร่ำเรียนในสเปนมาก่อนเลยก็ตาม

Lying Figure in Mirror 

Washerwomen in Arles by Paul Gauguin ศิลปิน Post Impressionism ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษ แม้ว่าผลงานของเขาจะไม่เคยได้รับการชื่นชมเลยก็ตามในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขามีชื่อเสียงในการผสมสีและสังเคราะห์แนวทางศิลปะแบบ Impressionism ผลงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังหลากหลายแนวอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picasso, Henri Matisse และ VincentVan Gogh ผลงาน Washerwomen in Arlesถูกวาดขึ้นในเมือง Arles ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในช่วงที่เขาไปอยู่ที่นั่นตามคำเชิญของ Van Gogh ปลายปี 1888 งานชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้าในการแยกตัวออกจากแนวทางศิลปะแบบ Impressionismสู่ Synthetism อันเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเขา แนวทางศิลปะแบบ Synthetism นี้ จะเลิกเลียนแบบธรรมชาติ และภาพ 3 มิติแต่จะเน้นไปที่การใช้สีที่แตกต่างทำการแบ่งแยก และแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงที่ดูร้อนแรง หรืออ่อนหวาน

Lying Figure in Mirror by Francis Bacon ศิลปินอังกฤษไอริชแนว Figurative Art เขาเริ่มอาชีพศิลปินช้าเพราะมัวแต่ไปเป็นนักตกแต่งภายใน และให้ความสนใจกับวัตถุมากเกินไป แต่เมื่อเขาหันมาให้ความสนใจกับเรื่องราวของมนุษย์แทน เขาก็สามารถที่จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นศิลปิน นั่นคือ Three Studies for Figures at the Base of a Crucifixion เขาเป็นนักดื่มและนักพนันตัวยงจึงทำให้ผลงานของเขาเกี่ยวเนื่องกับคนกลุ่มนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ชมที่ชื่นชอบความแปลกใหม่จะสนุกสนานกับการชมผลงานของเขามาก อาทิ Lying Figure in Mirror หรือภาพคนไร้ศีรษะที่นอนบิดเบี้ยวหน้ากระจกบนพื้นสีตัดกันของเขานี้เป็นผลงานที่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจว่าเขาต้องการสื่ออะไรหรือวาดอะไรกันแน่Woman sitting with a child in her armsWoman sitting with a child in her armsWasherwomen in Arles

Washerwomen in Arles

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/565285

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master Masterpiece in Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Lot and His Daughters 

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนมิวเซียมแต่มีเวลาไม่มาก ผลงานที่นักท่องเที่ยวสนใจจึงมักเป็นงานMasterpiece ณ Bilbao Fine ArtsMuseum งานจิตรกรรม Masterpieceรุ่นเก่าที่สำคัญจากศิลปินดังก็มีหลายชิ้นอาทิ The Rape of Europa byMartin De Vos ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานแนวเปรียบเทียบในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ภาพ The Rape of Europa เป็นภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินซึ่งนำมาจากตอนที่พระเจ้า Jupiter ที่ตกหลุมรักEuropa ลูกสาวของ Agenor กษัตริย์ของPhenicia พระองค์จึงปลอมตัวเป็นวัวและลักพานางไปยังเกาะ Crete ผู้ชมจะเห็นว่าในภาพประกอบด้วย 2 ส่วนส่วนแรกเป็นเสมือนฉากอันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Europa จะถูกลักพาตัวนั่นคือ เป็นภาพที่นางเอกกำลังเล่นกับเพื่อนหญิงคนอื่นที่ริมหาด โดยมีเทพลอยล่องและถือศรของ Jupiter อยู่บนฟ้า ส่วนด้านหน้าเป็นภาพสาวงามสวยสะพรั่งนั่งอยู่บนหลังวัวตัวผู้ที่แสนจะสง่างามซึ่งก็คือ Jupiter ที่กำลังลอยละล่องในน้ำ ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้มีการถ่ายทอดรายละเอียดที่งดงามผ่านส่วนประกอบทั้งดอกไม้และแพรพรรณบนภาพนางแบบที่เปลือยเปล่า ร่วมกับแววตาและมัดกล้ามเนื้อที่เขม็งตึงบนขาหน้าของวัวได้อย่างเยี่ยมยอด

Lot and His Daughters by Orazio Gentileschi ศิลปินแนว Mannerism ชาวอิตาเลียนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Caravaggio บิดาของ ArtemisiaGentileschi ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี ผลงานที่เป็นเรื่องในพระคัมภีร์ตอนที่ Lot ได้ข่าวว่าเมือง Sodom จะถูกทำลายจึงออกเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อหนีหายนะ ระหว่างทางภรรยาของเขาถูกสาปจนกลายเป็นหิน ลูกสาวสองคนเกรงว่าทั้งสองจะไม่สามารถมีสามีได้และต้องอยู่ลำพังจึงได้มอมเหล้าบิดาเพื่อได้มีโอกาสหลับนอนด้วย ผลงานชิ้นนี้ศิลปินใช้สัญลักษณ์หลายอย่างเพื่อแสดงเรื่องราว อาทิ เหล้าไวน์ที่หกเพื่อบ่งบอกถึงการถูกมอม นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินผ่านทางการใช้สี ความเนียนของผิวพรรณ ความละเอียดของอาภรณ์และเส้นผมสมกับเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของเขา

Lot and His Daughters detail

The Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist by Francisco de Zurbaran ศิลปินชาวสเปนที่มีชื่อเล่นว่า Spanish Caravaggio นี้เป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมและได้รับการว่าจ้างจากทั้งศาสนจักรและราชวงศ์อยู่เป็นประจำ แม้เขาจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใน Seville ผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงที่เขาปฏิวัติแนวทางการสร้างสรรค์หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่มาดริดและถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ผู้ชมจะเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการจัดวางตำแหน่งของภาพ และรายละเอียดของทุกสิ่งในภาพไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล ลูกแพร ถาดขนแกะ สีหน้าแววตาของพระแม่มารีโดยยังคงใช้แนวทางศิลปะของ Caravaggioที่เน้นให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและลอยเด่นบนพื้นดำ

Saint Sebastian cured by the Holy Women by Jose de Ribera ศิลปินชาวบาเลนเซียผู้มีแนวทางศิลปะตามอย่าง Caravaggio นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน old master ของอิตาลีเป็นอย่างดีคงเคยได้ยินคำว่า Caravaggioismมาแล้ว คำนี้มาจาก Michelangelo da Caravaggio ศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ มีความเหมือนจริงและใช้สีที่ตัดกันอย่างลุ่มลึกระหว่างความมืดกับความสว่าง ผลงานของเขาส่วนใหญ่ เป็นภาพเกี่ยวกับศาสนจักรโดยเน้นให้พื้นเป็นสีดำเพื่อให้ตัวละครของภาพแสดงออกได้อย่างโดดเด่น ภาพที่ Irene กำลังดึงศรออกจากร่าง St.Sebastian ที่นอนเหยียดยาวบนพื้นมือหนึ่งยังถูกแขวนห้อยโดยมี Lucilaถือโอ่งใส่น้ำมันให้ความช่วยเหลืออยู่นั้นเป็นผลงานที่แสดงออกให้เห็นถึงอิทธิพลของCaravaggio อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าท่านอนหงายเหยียดแขนด้วยสีหน้าสิ้นหวังของ St.Sebastian บนพื้นดำ ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนของเท้า ผ้ารองตัวและสีหน้าของ St.Sebastian เหมือนจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียวThe Rape of Europa

The Rape of EuropaSaint Sebastian cured by the Holy WomenSaint Sebastian cured by the Holy WomenThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the BaptistThe Virgin with the Infant Jesus and the infant Saint John the Baptist

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563720

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Fine Arts Museum

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Contemporary art work

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มาเยือน Bilbao มิวเซียมที่ต้องเยือนให้ได้แห่งหนึ่งก็คือ Bilbao Fine Arts Museum มิวเซียมที่ใหญ่เป็นอันดับสองและมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากอันดับสองของ Basque County นี้เป็นมิวเซียมที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน มิวเซียมที่ก่อตั้งในปี 1908 และเปิดตัวในปี 1914 นี้ มีเป้าหมายสำคัญในการก่อตั้งก็เพื่อให้เป็นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย และใช้เป็นที่สังสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนศิลปินพื้นเมืองได้มีสถานที่สำหรับฝึกฝน และแบ่งปันความรู้ร่วมกับศิลปินเมืองอื่นและชาติอื่น อีกทั้งยังใช้จัดแสดงผลงานใหม่ๆ ร่วมสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินชาว Basque

Bilbao Fine Arts Museum เป็นมิวเซียมที่เกิดจากการควบรวม Museum of Fine Arts ที่ก่อตั้งในปี 1908 กับ Modern Art Museum ที่ก่อตั้งในปี 1924 เข้าด้วยกันในปี 1945 โดยใช้อาคารเก่า ณ สถานที่ปัจจุบันเป็นที่ทำการก่อนก่อสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมหลังสงครามกลางเมืองในปี 1970 มิวเซียมที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและสถาบันแห่งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนและเป็นต้นแบบวัฒนธรรม และค่านิยมอันดีให้กับสังคม ส่วนต่อขยายจากพื้นที่ 6 พันกว่าตารางเมตร เป็น 13,000 กว่าตารางเมตรนั้นเกิดขึ้นได้จากเงินบริจาคกว่า 15 ล้านยูโร แบบก่อสร้างที่ชนะการประกวดเพื่อเชื่อมอาคารทั้งสองและจัดพื้นที่ใหม่ให้มีพื้นที่ของร้านอาหาร ร้านหนังสือห้องสมุดและห้องเรียนนำทีมโดย Luis Uriarteส่วนการบริหารจัดการภายในของมิวเซียมเป็นของเทศบาลจวบจนกระทั่งปี 1991รัฐบาล Basque ได้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นยิ่งเมื่อได้ Miguel Zugaza อดีตผู้อำนวยการมิวเซียม Prado มาเป็นผู้อำนวยการก็ยิ่งมีความทันสมัยมากขึ้น

Contemporary sculpture

เนื่องจาก Bilbao Fine Arts Museum เป็นมิวเซียมที่ควบรวมเอาส่วนของ Museum of Modern Art เข้ามาด้วย ของจัดแสดงของมิวเซียมจึงเริ่มต้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 จวบจนถึงปัจจุบัน ของจัดแสดงถูกจัดเป็น 5 หมวด 33 ห้อง นั่นคือศิลปะโบราณ งานยุคใหม่และงานร่วมสมัย ศิลปะ Basque งานสิ่งพิมพ์ และศิลปะประยุกต์จำนวนหลายหมื่นชิ้นประกอบด้วย งานจิตรกรรม 1500 ชิ้น งานประติมากรรม 400 ชิ้น

แกนหลักของการจัดแสดงจะเรียงลำดับตามเวลาโดยเป็นงานของสเปนตั้งแต่โบราณ และศิลปะ Basque โดยมีงานนานาชาติของกลุ่ม Flemish และดัชท์ระหว่าง
คริสต์ศตวรรษที่ 15-17 รวมทั้ง Italian school บ้าง นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับงานของศิลปินดังๆ ประกอบด้วย Cranach,El Greco, Van Dyck, Goya, Baconรวมทั้งกลุ่มล้ำยุค และ Post Impressionismของศิลปินสเปนและศิลปินชาว Basque อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียวPost ImpressionismPost Impressionism

Front door sculpture

Front door sculptureModern art work

Modern art workEl Greco

El Greco

Flemish school

Flemish school

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562162

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Basque Museum

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และได้มีโอกาสเดินทางมา Bilbao สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรไปให้ได้ก็คือ BasqueMuseum ที่นี่เป็นมิวเซียมที่พูดถึงประวัติของชาว Basque ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองย่านนี้ มิวเซียมที่บอกเล่าเรื่องราวของชาว Basque ที่เปิดสู่สาธารณชนตั้งแต่ปี 1921 นี้ จัดตั้งขึ้นในอาคารเก่าแก่สไตล์ Basque ณ ตำแหน่งเมืองเก่าของ Bilbao มิวเซียมที่มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้เคยเป็นโรงเรียนและโบสถ์มาก่อนโดยถูกสร้างขึ้นจากกลุ่ม Jesuit จากการที่นายกเทศมนตรีเมือง Toledo ท่าน Cardinal Domingo de Gorgolla ต้องการให้มีโรงเรียนและโบสถ์ในที่เดียวกัน สถานที่นี้ได้อบรมนักศึกษาหลากหลายสาขาเรื่อยมาจวบจนปี 1767 เมื่อพระเจ้าชาร์ลที่ 3 ได้ขับคณะ Jesuit ออกจากสเปนและยึดทรัพย์สินมาเป็นของพระองค์ พระองค์มีบัญชาให้คณะสงฆ์ St.John ย้ายมาอยู่ที่นี่แทน คณะสงฆ์ที่ครอบครองต่อมาอีกหลายร้อยปีได้ใช้สถานที่แห่งนี้ดูแลผู้เจ็บป่วยคนยากจนรวมทั้งอบรมอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการทำขนมปังปั่นด้าย ทอผ้า รวมทั้งการทำเครื่องกระเบื้องหลังปี 1879 รัฐบาลได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะขึ้นแทน และยังใช้สถานที่แห่งเดียวกันนี้เป็นที่ว่าการศาลจนถึงปี 1911 เทศบาลเมืองได้ย้ายอารามไปไว้กับ Archeological Museumof Bizkaia

หลังการควบรวมกันมิวเซียมจึงได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นของจัดแสดงเกี่ยวกับการเกษตรการประมง การเลี้ยงสัตว์ การทำฟาร์มเสื้อผ้า เครื่องกระเบื้อง ฯลฯ จนทำให้มิวเซียมแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ต่อมาผู้บริหาร Ethnographic Museum ได้พยายามระดมทุนและหาหนทางในการบริหารจัดการเพื่อควบรวมเข้ากับ ArchaeologicalMuseum จนสำเร็จในวันที่ 3 กรกฎาคม 1921 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 1936 ทั้งภัณฑรักษ์และนักวิจัยประจำมิวเซียมได้ถูกขับไล่ไปส่งผลให้การจัดแสดงมิวเซียมชะงักงันซ้ำร้ายของจัดแสดงบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมิวเซียมชาติพันธุ์ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปและกลับคืนมาอย่างเสียหาย หลังปี 1956ที่ Mario Grande Ramos ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการมิวเซียม เขาได้ส่งเสริมการขุดหาสมบัติใน Bizkaia อย่างมากจนตั้งเป็นส่วนวิจัยของมิวเซียมในเวลานั้น เขาถึงกับมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อมิวเซียมเป็น Historic Museum of Bizkaia แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

ในปี 1967 มิวเซียมมีของจัดแสดงเพิ่มขึ้นมากจนไม่พอเก็บรักษาจึงทำการขยายพื้นที่และปรับปรุงอาคารใหม่ให้ใหญ่ขึ้นรวมทั้งมีการปรับปรุงวิธีการจัดแสดงของใหม่ให้ดูน่าสนใจมากขึ้นและทำการเปิดตัวใหม่ในวันที่ 3 ตุลาคม 1970 หลังจากสเปนเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย KarmeleGoni Auzmendi ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ และได้ทำการจัดการกับวิธีการจัดแสดงใหม่โดยมีการจัดแสดงแบบ 2 ภาษาและเปลี่ยนชื่อมิวเซียมเป็น Basque ArcheologicalEthnography and Legend Museumเพื่อเป็นเกียรติแก่ดินแดนแถบนี้ที่ถูกเรียกว่า Basque Country อันเป็นดินแดนที่ได้รับการอนุญาตให้มีสถานะเป็นชาติภายในสเปนตามรัฐธรรมนูญของสเปนปี 1978 แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ยกเลิกกฎหมายข้อนี้ไปแล้ว

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Basque Museum จะสนุกสนานกับของจัดแสดงที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเขตแดน Vizcaya ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล การเดินเรือ การตกปลา อาวุธ การค้า การทอผ้าเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องกระเบื้องของชาว Basqueกันอย่างเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560571

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Bilbao Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

La Ribera Market 

Bilbao เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือที่อยู่ห่างจากมาดริดโดยรถไฟร่วม 8 ชั่วโมงนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดย Diego Lopez V de Haro ต้นตระกูล Haro ผู้ทรงอิทธิพลทางตอนเหนือของสเปน เขาได้พัฒนาหมู่บ้านแถบนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าขายของเขต Basque นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่เป็นรองแค่เมืองบาร์เซโลน่าเท่านั้น ที่นี่กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง เมื่อเมืองได้รับรางวัล Lee Kuan Yew World City จากสิงคโปร์ซึ่งเป็นเสมือนรางวัลโนเบลที่มอบให้กับเมืองในปี 2010 หลังจากนั้น 3 ปี Inaki Azkuna นายกเทศมนตรีเมือง Bilbao ก็ได้รับรางวัล World Mayor ชื่อเสียงของเมืองขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อ Bilbao ได้รับรางวัลเมืองที่ดีที่สุดในยุโรปจาก The Academy of Urbanism ในปี 2018

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า Bilbao ด้วยรถไฟจะเห็นว่า สถานีรถไฟ Abando Indalecio Prieto เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของสเปนโดยเฉพาะกระจกสีด้านหน้า อีกทั้งยังมีความทันสมัยและหรูหรา ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อเมืองได้รับรางวัลมาหลายหน รัฐบาลสเปนจึงต้องการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจึงได้ให้กำเนิดโครงการที่จะพัฒนาสถานีนี้ให้ใหญ่โตมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ทันสมัยในปี 2020 และจะแล้วเสร็จในปี 2023

Bilbao Cathedral

ออกจากสถานีรถไฟเพียงแค่ 850 เมตร นักท่องเที่ยวก็จะได้พบกับตลาดที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1990 นั่นคือ La Ribera Market ตลาดที่อยู่ริมน้ำ Nervion ปลูกสร้างด้วยอาคารแนวArt Deco ที่ถูกออกแบบโดย Pedro Ispizua ซึ่งได้รับการฝึกงานพร้อมๆ กับ Antonio Gaudiสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งแห่งบาร์เซโลน่านี้ก่อสร้างขึ้นในปี 1929 ตลาดรุ่งเรืองเรื่อยมาอันเป็นผลมาจากการที่มีร้านค้าเป็นจำนวนมากและมีสินค้าที่หลากหลาย แต่ในปี 1970 เทศบาลได้เปิดตลาดใหม่ขึ้นในบริเวณไม่ไกลกันนักประกอบกับอาคารที่เริ่มเก่า ร่วมกับเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 1983 เทศบาลจึงได้มีดำริที่จะปรับปรุง ถึงกระนั้นก็ตาม ตลาดยังคงไม่ทันสมัย

จวบจนปี 2010 เทศบาลจึงได้ทำการขยายตลาดโดยเพิ่มจำนวนชั้นเป็น 3 ชั้นกว่า 10,000 ตารางเมตร รองรับร้านค้ากว่า 180 ร้านจึงมีความทันสมัย ปลอดภัยและได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระจกสี หลังปี 2015 ตลาดได้ทำการเพิ่มเติมส่วนขายอาหารสำเร็จรูปแบบ food courtจึงเต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชนิดทั้งอาหารคาว- หวาน เบเกอรี่ และไวน์นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบหมูน่าที่จะถูกใจกับตลาดแห่งนี้เพราะมี Tapas หลากหลายแบบ รวมทั้งหมูเค็มอันลือลั่นของสเปนขายหลายร้านมาก แต่นักท่องเที่ยวที่คาดหวังจะรับประทานอาหารทะเล และ lobster อาจผิดหวังเพราะอาหารทะเลสดมีน้อยมาก มีแต่ของดองซ้ำไม่มี lobster อีกต่างหาก ทั้งๆ ที่เป็นเมืองติดทะเล ถึงกระนั้นก็ตาม อาหารที่หลากหลาย อร่อยและสวยงามยังคงเป็นที่ถูกใจจนทำให้ตลาดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะสายกินที่มาเยือน Bilbaoอย่างไม่ต้องสงสัย

Black Madonna in Bilbao Cathedral

หลังจากช็อปปิ้ง และแวะกินดื่มจากตลาดแล้ว เลยตลาดไปเพียงร้อยกว่าเมตรก็ถือ Bilbao Cathedral หรืออีกชื่อว่า The Cathedral de Santiago de Bilbao มหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกของ St. James เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคนี้ได้รับการปรับปรุงต่อมาอีกหลายครั้งจึงมีบางส่วนที่เป็นแนวทางศิลปะแบบ Renaissance และ Neoclassic โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของหอสวดมนต์ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ของมหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมหาวิหารถูกไฟไหม้และน้ำท่วมหลายครั้ง หลายส่วนที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นของใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งออแกน ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Pellerin&Uys นั้นติดตั้งในปี 1994 นี่เองfood court in La Ribera Market

food court in La Ribera Marketออแกน

ออแกนบรรยากาศในมหาวิหาร

บรรยากาศในมหาวิหารบรรยากาศในตลาด

บรรยากาศในตลาดกระจกสีในสถานีรถไฟ

กระจกสีในสถานีรถไฟกระจกสีในมหาวิหาร

กระจกสีในมหาวิหารTapas ของดอง

Tapas ของดอง

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/558800

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมเมือง Valladolid

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนแต่ละเมืองก็มักไม่เพียงเยี่ยมเยือนส่วนเมืองเก่า และโบสถ์ ยังมักใช้เวลาชมมิวเซียมต่างๆ ด้วย แต่หากมาในวันจันทร์มักติดปัญหา เพราะมิวเซียมส่วนใหญ่แทบทุกเมืองในยุโรปปิดวันจันทร์ แต่มิวเซียมบางแห่ง แม้ไม่มีโอกาสเข้าชมแค่ได้ไปเดินวนรอบก็สามารถที่จะชื่นชมกับสถาปัตยกรรมสวยๆ ได้แล้ว อาทิ Museo Nacional de Cultura Valladolid หรือ National Museum of Sculpture นี้เป็นมิวเซียมของกระทรวงวัฒนธรรมสเปนที่เก็บสะสมงานประติมากรรมตั้งแต่ยุคกลางถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 มิวเซียมนี้ตั้งอยู่ใน Colegiode San Gregorio ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยแนวทางศิลปะแบบIsabelline style หรือIsabelline Gothic ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะเฉพาะของสเปนที่เกิดขึ้นในยุคของพระนางเจ้า Isabella ที่หนึ่งแห่ง Castile และพระเจ้าเฟอร์ดินันที่สองแห่ง Aragon ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนสำคัญของอาคารมิวเซียมที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาก็คือประตูและหน้าบันที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง อาทิ เหนือประตูเป็นเหตุการณ์การออกว่าราชการของพระนางเจ้า Isabella เป็นต้น

นอกจากมิวเซียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่นิยมหาสถาปัตยกรรมสวยๆ ไว้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจาก old town แล้ว สถานที่หนึ่งที่แนะนำเมื่อมีโอกาสเยือน Valladolidก็คือ San Pablo Valladolid โบสถ์ที่แต่เดิมเป็นอารามนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้คำบัญชาของ Cardinal Juan de Torquemada ตั้งแต่ปี 1445 ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1616 และเป็นสถานที่แบ๊บติสพระเจ้าฟิลิปที่สองและสี่ แห่งสเปน อาคารเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคนี้มีประตูและหน้าบันที่สวยงามมีรายละเอียดซับซ้อน หากนักท่องเที่ยวสังเกตจะพบว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร อาทิ ด้านบนของประตูเป็นเรื่องเกี่ยวกับการราชาภิเษกของพระแม่มารี เป็นต้น

นอกจากนี้เพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าถึงบรรยากาศท้องถิ่นด้วย สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวควรไปให้ได้ถ้ามีเวลาก็คือ ตลาด ทั้งนี้เพราะไม่เพียงจะได้ชมบรรยากาศการซื้อขายสินค้าพื้นเมือง ตลาดในยุโรปแทบทุกเมืองยังมีอาหารท้องถิ่นที่สำคัญให้ได้ลิ้มลอง นักท่องเที่ยวที่ชอบรับประทานหมู ไม่เพียงจะได้ลิ้มลองขาหมูเค็มที่ได้เห็นทั่วทั้งสเปนแล้ว ที่ Valladolid ยังมีหมูสามชั้นทอดที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ หนังกรอบเนื้อนุ่มกินกับขนมปังนุ่มเหนียวเป็นอาหารเด็ดให้ลิ้มลองคู่กับไวน์แดงท้องถิ่นด้วย

หลังจากเดินเที่ยวและพักขาเรียบร้อย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งของValladolid ก็คือ Gutierrez Passage หรือช้อปปิ้งมอลล์ที่อยู่ระหว่างถนน Fray Luis de Leon และ Castelar ช้อปปิ้งมอลล์แห่งนี้เกิดขึ้นตามอย่างฝรั่งเศสในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยอยู่ภายใต้โดมกระจกขนาดใหญ่และมีหลังคาที่ได้รับการตกแต่งด้วยงานจิตรกรรมที่เป็นเรื่องราวในนิยายปรัมปราอย่างสวยงามจากฝีมือของ SalvadorSeijas และมีร้านค้าเล็กๆ อยู่สองข้างทางบริเวณตรงกลางมีจุดถ่ายรูปสำคัญคือประติมากรรม Renaissance Mercury เทพเจ้าแห่งการค้าฝีมือ Juan de Bolonia นักท่องเที่ยวที่มา Valladolid และได้เยือนสถานที่ทั้ง 4 แห่งนี้ครบ ไม่เพียงจะอิ่มท้องอิ่มใจ ยังได้รูปสวยๆ มาเต็มอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557296

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน

แหวกฟ้าหาฝัน : Plaza Moyor ที่สวยที่สุดในสเปน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Valladolid เมืองใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนที่ห่างจากมาดริดทางรถไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง แห่งนี้เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจ ดั้งเดิมนั้นที่นี่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาว Celtic กลางหุบเขาริมแม่น้ำ Duero สถานที่ซึ่งปัจจุบันยังสามารถขุดพบซากสิ่งของของชาว Celtic และชาวโรมัน ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่บริเวณจัตุรัส San Miguel y el Rosarillo ในปัจจุบัน ในช่วงที่ชาวมุสลิมปกครองสเปน กษัตริย์คริสเตียนได้เคลื่อนย้ายประชากรไปทางเหนือเพื่อป้องกันมิให้ชาวมัวร์มารุกราน

ในปี 1469 พระนางเจ้า Isabella I of Castile และพระเจ้า Ferdinand of Aragon ได้อภิเษกสมรสกันในเมืองนี้ เท่ากับเป็นการยกระดับเมืองให้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ ระหว่าง 1554-9 Joanna of Austria น้องสาวของพระเจ้า ฟิลิปที่สองได้มาเป็นผู้สำเร็จราชการ ณ เมืองนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์กลางของราชวงศ์สเปนยุคใหม่ เมืองขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งเมื่อ Valladolid ได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองและเป็นที่ประทับของบิชอปในปี 1596 ในระหว่างปี 1601-6 ที่พระเจ้าฟิลิปที่สามครองราชย์ Valladolid ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศ ระหว่างนั้น Duke of Lerma ได้สะสมที่ดินในกรุงมาดริด เมื่อ Valladolid เกิดโรคระบาด Duke of Lerma ได้แนะนำให้พระเจ้าฟิลิปย้ายเมืองหลวงกลับไปมาดริด เขาสามารถสร้างกำไรอย่างงามจากการที่ที่ดินในเมืองมาดริดมีราคาสูงขึ้นอีกครั้ง

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ Plaza Mayor จัตุรัสกลางเมืองแห่งแรกและสวยที่สุดของสเปนที่ได้กลายเป็นต้นแบบของเมืองอื่นๆ นี้ มีประวัติย้อนไปกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 จัตุรัสที่ถูกย้ายมาจากตลาด Santa Malia นี้เริ่มมีอาคารมากขึ้น และเป็นที่ตั้งของ Convent of San Francisco ตั้งแต่ปี 1499 ซึ่งได้กลายเป็นที่ว่าการของเมืองในเวลาต่อมา

เมื่อส่วนเมืองเก่าถูกไฟไหม้ไปในปี 1561 พระเจ้าฟิลิปที่สองจึงได้โปรดให้สร้างอาคารใหม่ขึ้น 2 หลังซึ่งได้รับการออกแบบโดย Juan Bautista de Toledo และ Francisco de Salamanca สถาปนิกประจำราชสำนัก อาคารสำนักงานของเทศบาลเมืองที่กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม Baroque แบบสเปนเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1892 ได้รับการออกแบบโดย Antonio Iturralde และ Enrique Repulles y Vargas สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้น จัตุรัสที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นที่เฉลิมฉลองของประชาชนต่อราชวงศ์ได้ถูกออกแบบให้มีหน้ามุขขนาดใหญ่เพื่อให้ราชวงศ์และข้าราชบริพารสามารถมองเห็นการแสดงและความเป็นไปที่ลานกลางนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของจัตุรัสกลางเมืองอีกหลายเมืองในสเปนไม่ว่าจะเป็นมาดริด Salamanca รวมทั้งเมืองในอิตาลี

Valladolid ยังได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดภาษาสเปนและถือว่าเป็นเมืองที่ภาษาสเปนบริสุทธิ์ที่สุดทำให้มีชื่อเสียงทางด้านปัญญาจึงดึงดูดนักปรัชญามากมายมายังเมือง แม้หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปย้ายเมืองหลวงกลับไปที่มาดริดซึ่งทำให้ความสำคัญของเมืองด้อยลงก็ตาม กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่19 เมื่อเมืองเริ่มมีการวางรางรถไฟ ความเจริญของเมืองก็ขึ้นถึงขีดสุดอีกครั้ง หลังปี 1950 เมื่อบริษัทใหญ่ๆ อาทิ ENDASA, FASA, TECNAUTO, SAVA ก่อตั้งบริษัทขึ้นในเมืองนี้ ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมยังผลให้มีผู้อพยพเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมากกว่า 2 ทศวรรษ เมืองจึงขยายไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ Pisuerga หลังทศวรรษที่ 1960 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Valladolid จะเห็นว่าอาคารรายรอบ Plaza Mayor ของเมืองนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และมีร้านอาหารรายรอบสมเป็นต้นแบบของ Plaza Moyor ทั่วทั้งสเปนอย่างแท้จริง