แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555661

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of San Joaquin and Santa Ana Valladolid

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนื่องจากสเปนเป็นชาติที่มีโบสถ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การเที่ยวเมืองต่างๆในสเปน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เยือนพระราชวัง มิวเซียมและโบสถ์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ยังสามารถที่จะเยือนมิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรได้ด้วย มิวเซียมหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อมาเยือน Valladolidก็คือ Museum of San Joaquin and SantaAna อารามที่ในช่วงเริ่มแรกถูกจัดตั้งโดย Count Nuno Perez de Lara แต่ถูกรวมเข้ากับอาราม Santa Ana ที่ถูกก่อตั้งโดยพระเจ้าฟิลิปที่สอง ส่วนของตัวมิวเซียมนั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1978 นี่เองเพื่อไว้เก็บของสะสมสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร

อาคารของทั้งอารามและมิวเซียมเป็นอาคารแนว Neoclassic ที่ได้รับการออกแบบโดย Francisco Sabatini สถาปนิกประจำราชสำนักสมัยพระเจ้าคาร์ลอสที่สาม อาคารที่ได้ชื่อว่ามีความสมดุลและดูสะอาดเรียบร้อยที่สุดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบสถาปัตยกรรม Neoclassic ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน

ของจัดแสดงเด่นๆ ในมิวเซียมของอารามมีหลากหลาย อาทิ แท่นบูชาที่ทำจากไม้และหินอ่อนของโบสถ์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นของจัดแสดงที่สำคัญที่สุดของมิวเซียมนี้ยังได้รับการเสริมแต่งให้ดูขลังยิ่งขึ้นด้วยงานจิตรกรรมข้างๆ The Death of St.Joseph และ St.Ludgarda ของFrancisco de Goya ศิลปินประจำราชสำนักสเปนผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง รวมทั้งศิลปินดังท่านอื่นด้วย อาทิ Ramon Bayeu นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานจิตรกรรมเด่นทั้งสามภาพให้ความรู้สึกอบอุ่น มีพลัง และร่มเย็นอย่างยิ่งจนได้ชื่อว่าเป็นชุดงานของศิลปินสเปนที่ถูกจัดแสดงได้อย่างกลมกลืนที่สุดชุดหนึ่งเลยก็ว่าได้

Ecce Homo – s. XVII

ส่วนงานประติมากรรมที่โดดเด่นในมิวเซียมก็มีหลายชิ้น อาทิ Dead ofChrist และ Ecce Homoประติกรรมพระเยซูหลังจากถูกเฆี่ยนที่ดูเหมือนจริงมากทั้งแววตา และหยดเลือดตามตัวโดย Gregorio Fernández นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงประจำเมือง Valladolid, SaintBernard receiving milk from the breast ofthe Virgin Mary งานประติมากรรมที่ St. Bernard of Clairvaux ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าพระแม่มารีและขอให้พระนางแสดงความเป็นมารดาให้ดูหน่อย พระนางจึงทรงรีดพระอุราเพื่อให้น้ำนมกับ St. Bernard จากฝีมือของ Luis Salvador Carmona นักประติกรรมยุคบาโรคชาวสเปน, Our Lady of Sorrow พระแม่มารีที่ดูเศร้าสร้อยระทมทุกข์โดย Pedro de Mena นักประติมากรรมชาว Granada

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างจุใจแล้ว ที่นี่ยังมีงานเสื้อของบิชอปที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งตุ๊กตาตกแต่งที่มีความอ่อนช้อยและเหมือนจริงให้ชื่นชมอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

Saint Bernard receiving milk from the breast of the Virgin Mary-Luis Salvador Carmona s. XVIIISaint Bernard receiving milk from the breast of the Virgin Mary-Luis Salvador Carmona s. XVIIISt.Ludgarda by Francisco de GoyaSt.Ludgarda by Francisco de GoyaThe Death of St.Joseph by Francisco de GoyaThe Death of St.Joseph by Francisco de Goya

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554111

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Salamanca

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Museum of Decorative Art

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานตกแต่งและศิลปะแนว Art Nouveau และ Art Deco หากมีโอกาสมาเยือน Salamancaมิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Museum of DecorativeArt มิวเซียมที่รู้จักกันในนาม Art Nouveau and Art Deco Museumอันเป็นที่เก็บสะสมงานตกแต่งแนว Art Nouveau ตั้งแต่สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รวมไปถึงงานแนว Art Deco ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งช่วงเวลา 60 ปีนี้ เป็นเวลาที่งานตกแต่งรุ่งเรืองถึงขีดสุดด้วย

มิวเซียมที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1995 เพื่อจัดแสดงของสะสมของมูลนิธิ Manuel Ramos Andrade ศิลปินพื้นเมืองนี้ จัดตั้งขึ้นที่ Casa Lis ที่ได้รับการตกแต่งด้วยกระจกสีอย่างวิจิตรบรรจงเลียนแบบบาร์เซโลน่า อาคารได้รับการปรับปรุงใหม่และเพิ่มความอลังการให้เหมาะสมกับการจัดแสดงงานแนวตกแต่งที่มีความหรูหราโดยทำการประดับประดาด้วยกระจกสีบริเวณหลังคาที่ออกแบบโดย Ramos Andrade และประดิดประดอยจากฝีมือของ Juan Villaplana จำนวน 2,000 ชิ้น

Manuel Ramos Andrade ย้ายมาอยู่ทางตอนเหนือของสเปนกับพี่สาว ก่อนเข้าเรียนหนังสือ เขาเรียนภาษาฝรั่งเศสใกล้กับเมือง Lyon และเริ่มทำงานเป็นบ๋อยที่ร้านอาหาร เขาได้มีโอกาสเดินทางไปออสเตรเลีย และพบว่าเขาชื่นชอบของเก่า เขาจึงเช่าที่และเริ่มเก็บสะสมเฟอร์นิเจอร์เก่ารวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยที่ไม่มีใครสนใจ ภายหลังเมื่อเขามีของสะสมมากขึ้น เขาก็เริ่มเปิดร้านขายของเก่าจนมีชื่อเสียงในเรื่องการสะสมของเก่า

coffee shop

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ผลผลิตจากโรงงานเริ่มมีเพิ่มขึ้นทำให้งานตกแต่งมิได้รับความสนใจที่จะพัฒนาให้มีความละเอียดอ่อนมากนัก ยังผลให้ศิลปินทั้งหลายเริ่มหาหนทางใหม่ที่จะแสดงออกในด้านความสร้างสรรค์ งานแนว Art Nouveau ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในมิวเซียมแห่งนี้เป็นงานที่ศิลปินให้ความสนใจกับความสวยงามวิจิตรบรรจงอ่อนช้อยมากกว่าสร้างสรรค์งานเพื่อตลาดใหญ่ที่แข่งขันกันที่ราคา

นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมงานตกแต่งไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับจากฝีมือของ Masiera, Faberge กระจกสีจากฝีมือของ Lotz, Kralik, Pallme Konig เฟอร์นิเจอร์ฝีมือของ Mariano Benlliure, Gustave Gudtant และ Zuloaga พัด ผ้า เครื่องทองแดง กระจกสีกันอย่างจุใจ รวมทั้งงานตุ๊กตากระเบื้องของฝรั่งเศส ที่ผู้เชี่ยวชาญยกให้เป็นงานออกแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุคอีกต่างหากด้วย งานตกแต่งเหล่านี้บางชิ้นกลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันเรื่อยมา บางชิ้นก็ยังคงจัดแสดงอยู่ในมิวเซียมเท่านั้น

coffee shop2

หลังจากที่นักท่องเที่ยวอิ่มตาอิ่มใจกับของสวยๆ งามๆในมิวเซียมแล้ว หากมีเวลานักท่องเที่ยวควรแวะพักเหนื่อยเติมพลัง และเป็นนางแบบ-นายแบบย้อนยุคในร้านกาแฟแสนสวยที่ตกแต่งตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของมิวเซียมก่อนแวะช็อปปิ้งของที่ระลึกกลับบ้านด้วย

การที่นักท่องเที่ยวเสียค่าเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ชื่นชมความงามของศิลปะอย่างจุใจแล้ว ยังมีส่วนร่วมในการทำบุญด้วย ทั้งนี้เพราะมูลนิธิ ManuelRamos Andrade ไม่เพียงจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างมิวเซียมเท่านั้น มูลนิธิยังมีการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ และให้ทุนการศึกษากับเด็กในหมู่บ้าน Navafrias ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ ManuelRamos Andradeถือกำเนิดอีกต่างหากด้วยนักท่องเที่ยวจะได้ทั้งอิ่มตา อิ่มใจ อิ่มท้องและอิ่มบุญด้วยไปในคราเดียวGlasswareGlasswareHallwayHallway

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral มหาวิหารเมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552481

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral  มหาวิหารเมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca Cathedral มหาวิหารเมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Salamanca นอกจากต้องเยือนเมืองเก่าแล้ว สถานที่อีกแห่งที่ต้องเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือCathedral นักท่องเที่ยวที่อ่านคู่มือท่องเที่ยวจะพบว่า เมืองนี้มีทั้ง Old Cathedral และ New Cathedral แล้วทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันหรือไม่ แตกต่างกันอย่างไร เพราะอ่านแล้วรู้สึกงงๆ Old Cathedral หรือมหาวิหารเก่าเป็นมหาวิหารที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Jerome of Perigord บิชอปในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Romanesque ผสมกับ Gothic เพื่ออุทิศให้กับพระแม่มารี

ส่วน New Cathedral หรือมหาวิหารใหม่เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นข้างๆ มหาวิหารเก่าตามแนวทางศิลปะแบบ Late Gothic และ Baroque โดยเริ่มสร้างในปี 1513 และแล้วเสร็จในปี 1733 ภายใต้การบัญชาของพระเจ้าFerdinand V แห่ง Castile เมื่อเริ่มก่อสร้างวิหารนั้น พระองค์ต้องการให้สร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Late Gothic แต่เนื่องจากแนวทางศิลปะนี้เริ่มล้าหลัง ภายหลังการต่อเติมจึงต้องทำให้ทันสมัยขึ้นแต่ยังต้องคงเค้าเดิมอยู่บ้างเพื่อให้กลมกลืนกัน ที่แปลกกว่านั้นคือ มหาวิหารใหม่มิได้แตะต้องส่วนของวิหารเก่าซึ่งมักเป็นที่นิยมทำกัน มหาวิหารใหม่เพียงแต่มีกำแพงทางทิศเหนือเชื่อมกับมหาวิหารเก่าเท่านั้น

Astronaut

มหาวิหารได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่บริเวณหอระฆังเล็ก และหอคอยในปี 1755 อันเป็นผลจากกรุงลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกส เกิดแผ่นดินไหวแต่ส่วนของหน้าต่างยังคงเหลือร่องรอยแตกอยู่จนถึงปัจจุบัน ความเสียหายครั้งใหญ่หลวงนี้ได้มีงานรำลึกถึงทุกปีในวันที่ 31 ตุลาคม โดยชาวเมืองจะเข้าไปเล่นดนตรีในหอระฆังเล็กแม้มหาวิหารใหม่จะได้ถูกสร้างตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่กว่าจะได้รับการสถาปนาก็ปาเข้าไปปี 1733 เพราะแนวทางศิลปะที่เลือกสร้างไม่ทันสมัยในช่วงต้นจึงสร้างไม่สำเร็จเสียที สถาปนิกเลยต้องปรับแก้เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยโดยปรับภายในให้เป็นแบบบาโรกมากขึ้น

นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยือนในมหาวิหารที่แสนใหญ่โตนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการที่ยากจะได้เห็นที่ใดในโลกจนทำให้เข้าใจได้เลยว่าเหตุใดสเปนจึงยากจน คงเพราะต้องใช้เงินมากมายมาทำนุบำรุงมหาวิหารนี่เอง อีกทั้งยังจะได้เห็นสิ่งแปลกประหลาดมากมายที่ไม่คาดคิด อาทิหัวกะโหลกคริสตัลที่พบในทศวรรษที่ 1920 ซึ่งตอนแรกถูกเชื่อว่าเป็นของมายาที่มีอายุกว่า 3,600 ปี แต่ภายหลังกลับพบว่าของชิ้นเดียวกันนี้ถูกอ้างถึงใน Voynich ว่าถูกสร้างขึ้นในปี 1840 นอกจากของชิ้นนี้แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างในมหาวิหารยังถูกทำให้เข้าใจผิดในเรื่องเกี่ยวกับวันเวลาในปีที่ถูกสร้างขึ้น เช่น นักบินอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในไร่องุ่น มังกรรับประทานไอศกรีมโคน กระต่าย แมวป่าขายาว วัว นกกระสา กุ้งนางที่ถูกใส่ไว้โดย Jeronimo Gracia เมื่อครั้งปรับปรุงมหาวิหารในปี 1992 นักท่องเที่ยวคงสงสัยว่าจิตรกรรมเหล่านี้เข้ามาอยู่ในมหาวิหารที่แสนจะยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ Gracia ใส่เข้าไปเป็นสิ่งที่ได้รับการอนุญาตเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ แต่ย่อมสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยAstronautAstronautIce cream coneIce cream cone

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550837

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Salamanca เมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

City Hall

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสเปน และได้เยือนเมืองใหญ่ อาทิ มาดริด บาร์เซโลน่า แล้ว คงอยากได้เสพบรรยากาศเมืองแปลกๆ บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองมรดกโลก สเปนเป็นชาติที่มีเมืองมรดกโลกหลายแห่งเช่นกัน อาทิ Salamanca เมืองทางทิศตะวันตกของสเปนที่เป็นเมืองหลวงของแคว้น Salamanca เมืองที่เป็นทางผ่านจากปอร์โต ประเทศโปรตุเกสมีมาดริดเมืองหลวงของสเปนและเป็นเมืองมรดกโลกตั้งแต่ปี 1988 นี้ เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีความสำคัญที่สุดของสเปนแม้เมืองนี้จะเป็นเมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 143,978 คนก็ตาม

เมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Tormes ด้วยระยะห่าง 120 กม. ทางทิศตะวันตกของมาดริดและอยู่ห่างจากชายแดนโปรตุเกสเพียงแค่ 80 กิโลเมตรนี้ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยโรม เมื่อจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลง ที่นี่ก็ถูกยึดครองโดย Visigoth และกลายเป็นที่ประทับของบิชอปแห่ง Salamanca อีก 500 ปี ต่อมาเมืองนี้กลายเป็นสนามรบระหว่างคริสเตียนและมุสลิม ในปี 1218 พระเจ้า Alfonso ที่ 11 ได้สถาปนา University of Salamanca ขึ้นจึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญของยุโรปนับจากนั้นมา

Iberica shop

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มหาวิทยาลัย Salamanca มีนักศึกษามากถึง 6,500 คนในขณะที่มีประชากรเพียงแค่ 24,000 คนเท่านั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุดของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านกฎหมาย นักศึกษาที่จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นผู้นำคนสำคัญของประเทศต่างๆ และเป็นผู้ออกกฎหมายที่สำคัญของยุโรป รวมทั้งแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สิทธิในชีวิต สิทธิในการนับถือศาสนาต่อมาอีกหลายศตวรรษ

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 Salamanca เป็นเมืองที่รุ่งเรืองอีกครั้งเมื่อโบสถ์และจัตุรัสแนวบาโรคสร้างเสร็จ แต่ในสงครามที่นโปเลียนบุกสเปน วันที่ 22 กรกฎาคม 1812 ทิศตะวันตกของเมืองถูกเผาทำลายลงไปอย่างมาก และกลายเป็นบาดแผลสำคัญของเมืองจากการสูญเสียทหารถึง 13,000 คนภายในวันเดียวในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่าง 1936-9 นั้นเมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการของฝ่ายกบฏ นายพล Francisco Franco ได้สถาปนาตัวเองเป็นนายพลขณะอาศัยอยู่ในเมืองนี้ และได้บัญชาการรบที่นี่จึงทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอำนาจในช่วงเวลานั้น

Plaza Mayor

ย่านเมืองเก่าของ Salamancaได้รับการสถาปนาเป็นมรดกโลกในปี 1988 และในปี 1998 ได้รับประกาศให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2002 สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองในย่านกรุงเก่าก็คือ Plaza Mayor หรือจัตุรัสมหาชนที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบบาโรค จัตุรัสที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในสเปนนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1729และแล้วเสร็จในปี 1755 ในยุคของพระเจ้า Felipe V ซึ่งพระองค์บัญชาให้ตระกูลChurriguera ออกแบบ หลังก่อสร้างเสร็จ สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นที่แข่งวัวกระทิงจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก่อนจะเริ่มออกแบบอาคารสำนักงานของเมือง อาคารสีทองทั้งหมดนี้เป็นที่มาของคำว่าเมืองทอง “The Golden City”นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่า อาคารนี้ไม่เพียงสวยงามแต่มีความแปลกตรงที่หน้าบันทั้งหมดไม่เท่ากัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณนี้สามารถนั่งพักเหนื่อยเพื่อสัมผัสอาหารพื้นเมือง หรือจิบกาแฟ เพื่อชมบรรยากาศรายรอบที่ไม่เพียงน่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกต่างหากด้วยSalamanca train statioinSalamanca train statioinวณิพกวณิพกร้านขาย Ibericoร้านขาย Ibericoบรรยากาศในร้านอาหาร

บรรยากาศในร้านอาหารWall sculptureWall sculptureSculpture

Sculpture

แหวกฟ้าหาฝัน : African Culture in World Cultures Museum Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/549186

แหวกฟ้าหาฝัน : African Culture in World Cultures Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : African Culture in World Cultures Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เยือน World Cultures Museum ส่วนใหญ่มักมีความต้องการที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายของทวีปต่างๆ อาทิ แอฟริกา ทวีปที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากเอเชีย ทวีปที่มีพื้นที่ 6% ของโลกโดยมีพื้นดินเพียงแค่ 20% ของทั้งหมด ทวีปที่มีอายุเฉลี่ยประชากรน้อยที่สุดของโลกที่ 19.7 ปีนี้เป็นทวีปที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งนี้ เพราะทวีปนี้มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ประเทศส่วนใหญ่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป และส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สงครามกลางเมืองอย่างยาวนาน แต่พวกเขาแทบทุกประเทศก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองที่น่าสนใจ

อารยธรรมเก่าแก่ของโลกไม่ว่าจะเป็นอียิปต์โบราณ หรือ Phoenicia ล้วนถือกำเนิดจากแอฟริกาเหนือทั้งนั้น การที่พื้นดินแถบนี้บางส่วนมีความอุดมสมบูรณ์สลับกับความแห้งแล้งทำให้ประชากรมีการอพยพสูงมาแต่ไหนแต่ไร ดินแดนแถบนี้จึงมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมมาก ยิ่งเมื่อยุโรปเข้าครอบครองประเทศส่วนใหญ่ในทวีปนี้การถ่ายเทของวัฒนธรรมยิ่งเป็นไปอย่างเข้มข้น ถึงกระนั้นก็ตาม ปัจจุบันชาวแอฟริกันส่วนหนึ่งก็ยังคงดำรงชีวิตและมีความเชื่อกับวัฒนธรรมเก่าๆ อยู่ดี

ของจัดแสดงของ World CulturesMuseum ที่สะท้อนตัวตนของชาวแอฟริกัน อาทิ หน้ากาก หน้ากากเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงศิลปะ อารยะ ความเชื่อและความหลากหลายของชาวแอฟริกันได้เป็นอย่างดี พวกเขาจะสวมมันตั้งแต่ศีรษะจนถึงไหล่เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจ้า ภูตผี นอกจากหน้ากากจะใช้เป็นเครื่องปกป้องร่างกายจากสัตว์ร้ายในการทำมาหากินในป่าแล้ว ยังเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งในงานรื่นเริงเฉลิมฉลอง รวมทั้งเครื่องแสดงถึงอำนาจด้วย

การบวงสรวงบรรพบุรุษเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเกือบทุกชนเผ่าในแอฟริกาพวกเขาจะมีเครื่องสวมศีรษะเพื่อปกป้องกะโหลกจากสัตว์ร้าย และเพื่อเป็นการบวงสรวงบรรพบุรุษ และเทพเจ้า พวกเขายังมีพิธีกรรมในการเรียนรู้ที่จะล่าสัตว์และทำสุหนัตอันแสดงให้เป็นว่าโตเป็นหนุ่ม

Yoruba art ศิลปะที่รุ่งเรืองในแถบแอฟริกาใต้ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ Niger ที่มีประวัติอันช้านานนี้ย้อนหลังไปถึงราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาลของราชอาณาจักร Beninดินแดนที่ศิลปะรุ่งเรืองที่สุดในทวีป ดินแดนที่ขยายอาณาเขตใหญ่โตในคริสต์ศตวรรษที่ 15ภายใต้กษัตริย์ซึ่งดำรงสถานะเป็นเทพสูงสุดด้วย แม้แต่ในช่วงที่โปรตุเกสแผ่ขยายอิทธิพลมาถึงแล้วก็ตาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19ดินแดนแห่งนี้เป็นผู้มีอำนาจในการครอบครองการค้าระหว่างทวีปแอฟริกาและยุโรปจนถึงปี 1897 เมื่ออังกฤษบุกถึงดินแดนแห่งนี้และสังหารกษัตริย์ อย่างไรก็ดี อังกฤษได้คืนบัลลังก์และการปกครองภายใต้การนำของอังกฤษให้กับบุตรของกษัตริย์คนก่อนในปี 1914

ความที่พวกเขารุ่งเรืองจึงมีภาษาของตัวเอง พวกเขานับถือศาสนาที่มีพระเจ้าหลายองค์ ชาว Yoruba ได้พัฒนาวัฒนธรรมของตัวเองที่เน้นการตกแต่งอันแสดงถึงสถานะ พวกเขาพัฒนาตัวเองจนถึงระดับที่มีประติมากรรมที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

การที่ชาวแอฟริกันมีภาษาของตัวเองและส่วนหนึ่งนับถือศาสนาอิสลามอันเป็นผลมาจากการที่อิสลามแพร่เข้าไปสู่ทวีปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดินแดนเหล่านี้จึงมีประติมากรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อ และเพื่อการบวงสรวงอยู่หลากหลายแบบให้ศึกษาด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547535

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of World Cultures Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Museum of World Cultures เป็นมิวเซียมเฉพาะทางประเภทหนึ่งที่มีอยู่ ไม่กี่ประเทศ อาทิ เยอรมนี สวีเดน และสเปน มิวเซียมประเภทนี้บางแห่งอาจรวมอยู่ใน Ethnology Museum หรือมิวเซียมชาติพันธุ์ มิวเซียมประเภทนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงและตีความแนวคิดของวัฒนธรรมของประเทศในทวีปต่างๆ บนโลกที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมของทวีปหนึ่งอาจเป็นต้นแบบหรือแนวคิดหรือกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างต่างทวีปกัน วัฒนธรรมโลกไม่เพียงเป็นไปเพื่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด พึ่งพา แต่ยังเป็นไปเพื่อแสดงอัตลักษณ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงทั้งในระดับบุคคลและสังคมด้วย

ต้นกำเนิดมิวเซียมแห่งนี้เกิดจากการที่เทศบาลเมืองบาร์เซโลน่าได้ก่อตั้ง Ethnology Museum ขึ้นในปี 1948 โดยได้ของสะสมมาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethnology Collection of Museum of Archaeology of Catalonia, Ethnology section of the Martorell Museum และจาก Philippines Pavilion of the Universal Exhibition of 1888 ต่อมาในปี 1975 Folch Foundation ก็ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการกับงานศิลปะสะสมจำนวนเกือบ 2,400 ชิ้นของ Albert Folch ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของโลก คณะกรรมการมูลนิธิได้ยกงานสะสมให้กับเทศบาลเมือง

Museum of Ethnology and World Cultures Barcelona จึงเป็นมิวเซียมที่เกิดจากการควบรวมของ Museum of World Cultures กับ Ethnological Museum of Barcelonaในปี 2017 มิวเซียมที่มีประสบการณ์ในการจัดแสดงของจัดแสดงที่มีความแตกต่างกันจากหลากวัฒนธรรมมากว่า 75 ปี และตั้งอยู่บนเขา MontJuic นี้ได้นำเอาความหลากหลายทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากแอฟริกา เอเชีย อเมริกา และโอเชียเนียมาจัดแสดงให้ชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมของจัดแสดงจำนวนกว่า 3 หมื่นชิ้นโดยส่วนใหญ่โอนมาจาก Ethnological Museum of Barcelonaและ 2400 ชิ้นจาก Folch Foundation ที่คณะกรรมการเทศบาลเมืองได้รับมากว่า 20 ปี รวมทั้งของบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ อาทิ Clos Archaeological Fundation และ Duran Vall-llossera ArchaeologicalCollection

เป้าหมายของมิวเซียมก็เพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวพื้นเมืองได้มีโอกาสที่จะรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ได้สัมผัสศิลปะวัฒนธรรมแปลกๆ ที่หาดูได้ยาก อีกทั้งยังสะท้อนถึงที่มาของความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งแบ่งปันความรู้ให้กับนักการศึกษา นักเรียนและประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมนี้จะได้ตื่นตาตื่นใจกับของจัดแสดงจากแอฟริกาและโอเชียเนียที่หาดูได้ยาก อีกทั้งยังจะได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมที่ไม่เคยคาดคิดว่ามีอยู่ในโลกเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545857

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : สุดยอด Portrait ใน Museum of European Modern Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Red Flower Coat detail by Dongsheng Wang

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะแนวใหม่ที่ได้มีโอกาสเยือนบาร์เซโลน่า มิวเซียมอีกแห่งที่ต้องไปเยือนให้ได้คือ Museum Europe d’Art de Barcelona หรือ Museum of European Modern Art มิวเซียมศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของเมือง มิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 8 มิถุนายน 2011 จากดำริของJose Manuel Infiesta สถาปนิกที่มาจากFoundation of the arts and artists นี้ ตั้งอยู่ใน Palau Gomis ในย่านเมืองเก่าบนพื้นที่จัดแสดง 1,700 ตารางเมตร Palau Gomis อาคารที่มีประวัติย้อนไปในปี 1791 จากการที่ FrancesGomis ได้ซื้อบ้าน 2 หลังแล้วจ้าง Joan Garrido มาปรับปรุงและตกแต่งให้ทันสมัย หลังจากนั้นไม่นาน บาร์เซโลน่าถูกนโปเลียนเข้ายึดครองในปี 1808 อาคารแห่งนี้จึงถูกทหารฝรั่งเศสยึดไว้เพื่อเป็นที่อยู่ของ Guiseppe Lechi นายพลผู้บังคับบัญชา ที่นี่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยมาจนหลังสงครามกลางเมืองสเปน ภายหลังอาคารแห่งนี้ได้รับรางวัลการปรับปรุงยอดเยี่ยม ในปี 2002 อีก 3 ปีต่อมา Foundation of thearts and artists ได้ซื้อตึกและทำการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจนกลายเป็น Museum Europe of Modern Art ที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2011

ผู้ก่อตั้งต้องการให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นที่ส่งเสริมงานศิลปะของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และ 21 และเพื่อให้ศิลปินมีความกล้าที่จะแสดงออกโดยเน้นจัดแสดงศิลปะแนวFigurative art หรือศิลปะที่เหมือนจริง งานแนวหนึ่งที่ภัณฑรักษ์นิยมนำมาจัดแสดงทั้งในส่วนถาวรและนิทรรศการก็คือ ภาพเหมือน ภาพที่เน้นแสดงถึงมนุษย์และรายละเอียดเกี่ยวกับมนุษย์ ศิลปินแนวนี้ส่วนใหญ่มักทำงานตามคำสั่งของเจ้าของภาพ แม้บางคนจะสร้างสรรค์งานโดยได้รับแรงบันดาลใจจากนางแบบหรือนายแบบเองก็ตาม

Red Flower Coat by Dongsheng Wang

ภาพเหมือนมักมีส่วนสำคัญในการบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งของบุคคลและของชาติ ดั้งเดิมนั้นภาพเหมือนมักเกิดขึ้นเพื่อเก็บความทรงจำของกษัตริย์ ผู้นำ และคหบดี แต่ปัจจุบันภาพเหมือนสามารถใช้เก็บความทรงจำของชนชั้นกลางและคนทั่วไปได้ ศิลปินที่วาดภาพเหมือนก็เพื่อเน้นให้เหมือนกับแบบมากที่สุดโดยให้มีความสวยงามไม่น้อยกว่าความเป็นจริงด้วย พวกเขาจึงต้องฝึกฝนอย่างหนัก ภาพเหมือนยิ่งเหมือนเท่าไหร่ศิลปินก็ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่านั้น แม้ในปัจจุบันการถ่ายภาพจะเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและง่ายดายโดยแทบไม่มีต้นทุนเลย การเสพภาพเหมือนสำหรับคนชื่นชอบศิลป์ก็เหมือนกับการดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์

งานภาพเหมือนยุคใหม่สำหรับศิลปินรุ่นใหม่เริ่มต้นขึ้นราวทศวรรษที่ 1930 โดยศิลปินชาวรัสเซียซึ่งนำโดย Isaak Brodsky, Nikolai Fechin แต่เพียงทศวรรษเดียวงานแนวนี้เริ่มไม่เป็นที่นิยมในยุโรปแล้ว เพราะศิลปินส่วนใหญ่หันเหเข้าสู่งานแนว Abstract มากกว่าอันเป็นผลจากการวาดภาพเหมือนต้องใช้เวลา และต้องมีความสามารถมากจึงจะมีผู้จ้าง ประกอบกับภาพถ่ายเริ่มแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดีราวทศวรรษที่ 1960 การวาดภาพเหมือนหวนกลับสู่สังคมอีกครั้ง แต่ในแนวทางศิลปะร่วมสมัยที่ใช้อัตลักษณ์ของตัวเองผสมผสาน

She doesn’t like her hair by Jesus Maria Saez de Vicuna Ochoa

Museum of European Modern Art แห่งนี้จะมีกิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั่นคือ การแข่งขันภาพเหมือนซึ่งเป็นงานแข่งขันระดับนานาชาติแห่งแรกสำหรับงานแนวนี้ของโลก ศิลปินกว่า 50 คนทั่วโลกจะนำผลงานภาพเหมือนของตัวเองมาเข้าแข่งขันนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ในช่วงที่มีการประกวดจะไม่เพียงได้มีโอกาสชื่นชมสถาปัตยกรรมยุคคลาสิกที่งดงามของตัวอาคาร ยังได้มีโอกาสชมงานภาพเหมือนจากศิลปินที่ฝีมือเลอเลิศทั่วโลกกันอย่างจุใจอาทิ Red Flower Coat by Dongsheng Wang ศิลปินจีนที่เกิดในกรุงปักกิ่งเมื่อปี 1960 นี่เอง เขาจบการศึกษาจาก Academy of Fine Arts of TsinghuaUniversity ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการอาวุโสของChinese Federation ofLiterature, Portrait of Tove byJohannes Wessmark ศิลปินแนว Hyperealismชาวสวีเดน ที่เกิดในปี 1962 เขาไม่ได้เข้าเรียนทางด้านศิลปะจากสถาบันเลย แต่ผลงานของเขากลับได้รับความนิยมอย่างสูงในห้องภาพใหญ่ ในเมือง Los Angeles และ San Francisco

นอกจากผลงาน 2 ชิ้นนี้แล้ว ผลงานบางชิ้นต้องเดินเข้า-เดินออกพินิจพิจารณาอยู่นานว่าเป็นภาพเขียนหรือภาพถ่ายกันแน่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Shedoesn’t like her hair by Jesus Maria Saez deVicuna Ochoa ศิลปินที่ได้รับรางวัลในการวาดภาพเหมือนมากมาย รวมทั้ง BP Portrait Award ประจำปี 2017 ที่มีความสามารถในการวาดเส้นผมและดวงตาอย่างหาผู้ใดเปรียบเทียบได้นักท่องเที่ยวจะได้เสพสุขและอิ่มเต็มจากการเยือนมิวเซียมที่จัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยที่มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมถือเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ

She doesn’t like her hair detail by Jesus Maria Saez de Vicuna Ochoa

So Far From Nowhere by Amaya Corbacho Martin

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544163

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Isidre Nonell in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Hardship

นอกจาก Pierre Daura ที่มีชีวิตที่ยากลำบากจากสงครามจนทำให้ผลงานของเขาออกแนวหมองหม่นแล้ว Museum d’Art de Catalunya ยังมี Isidre Nonell ศิลปินอีกคนหนึ่งที่สร้างงานแนวเดียวกันด้วย Isidre Nonelli Monturiol เกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน 1972ในเมืองบาร์เซโลน่า ในครอบครัวเจ้าของกิจการทำโรงงานซุป เขาเป็นผู้ที่สนใจศิลปะตั้งแต่เด็กจึงได้เรียนกับ Josep Mirabent, Gabriel Martinez Altes และ Lluis Graner เขาเข้าเรียน Academy of Fine Arts Barcelona ในปี 1893 และได้พบกับศิลปินชาวบาร์เซโลน่าหลายคน อาทิ Richard Canals ศิลปินแนว Impressionism, Ramon Pichot เพื่อน Picasso และอาจารย์ Salvador Dali, Juli Vallmitjana นักเขียนและนักเขียนบทละคร, Adria Gual นักธุรกิจและนักเขียนบทละครและ Joaquin Sunyer จิตรกรแนว Noucentisme จึงทำให้เขามีความสนใจร่วมกันในการสร้างงานศิลปะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นแนวทิวทัศน์ ภาพเหมือน และการใช้แสงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของงานแนว Impressionism

Consuelo

ภายหลังเขาและ Richard Canals เดินทางไปยังชานเมืองด้วยกันเพื่อฝึกวาดภาพแนว Impressionism ที่ใช้สีโทนอบอุ่นจนเป็นที่มาของกลุ่ม Saffron Impressionism ชื่อที่มีที่มาจากเมืองที่พวกเขาไปฝึกวาดรูปด้วยกัน ในปี 1894 เขาเริ่มออกนิตยสาร La Vanquardia และยังมีนิตยสารตามมาอีกหลายฉบับ ปี 1896 เขาและ Richard Canals และ Juli Vallmitjana ได้เดินทาง ไปยัง Caldes de Boi ในแคว้น Pyrenees และทำงานในสปาของครอบครัว Vallmitjana สถานที่
ซึ่งพวกเขาได้พบกับผู้ป่วยโรค Critinism ซึ่งเป็นโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมนจนร่างกายเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติมาก เขาได้จดรายละเอียดของผู้ป่วยโรคนี้อย่างละเอียดจนได้กลายมาเป็นหัวข้อในการสร้างงานจิตรกรรมของเขาในเวลาต่อมา

Amparo

ในปี 1897 เขาและ Richard Canals เดินทางไปปารีสและร่วมกันจัดตั้งห้องภาพกับ Picasso ระหว่างปี 1897-1900 ที่อยู่ในปารีส เขาได้พบปะกับศิลปินชาวฝรั่งเศสแนวImpressionism และ Post Impressionismหลายคน อาทิ Van Gogh, Toulousse Lautrecรวมทั้ง Raimon Casellas นักวิจารณ์ศิลป์ซึ่งล้วนแต่ชื่นชมผลงานของเขาทั้งนั้น หลังจากนั้นเขาเลิกงานแนวทิวทัศน์และเริ่มหันมาวาดภาพผู้คนที่ดูต่ำต้อยที่สุด คนถูกเนรเทศ ขอทาน คนชราที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงไร้ความสามารถในการต่อสู้ พวกเร่ร่อน บาดเจ็บ ทหารที่ผ่านสงครามจากคิวบาในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ภาพแนวใหม่เกี่ยวกับยิปซีที่ถูกเขียนด้วยภาษาใหม่นี้กระตุ้นนักวิจารณ์ศิลป์ทั้งเก่าและใหม่ แม้แต่ Raimon Casellas ซึ่งเคยสนับสนุนและชื่นชมเขามากก็ยังปฏิเสธแนวทางศิลปะใหม่นี้ของเขาที่เน้นไปที่คนต่ำต้อยที่สุดของสังคม ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังคงเน้นผลิตงานแนวนี้เรื่อยไปโดยเน้นไปที่กลุ่มที่ถูกปฏิเสธ และมีทัศนคติเศร้าสร้อยหรือกลุ่มผิวสีอันเป็นชนชั้นต่ำต้อยของสังคมต่อไป

Dolores

ระหว่างปี 1906-1907 เขาหันมาวาดภาพที่สดใสและสว่างมากขึ้น อีกทั้งยังหันมาวาดภาพคนผิวขาวที่ดูใจดีและมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งภาพร่างซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากสาธารณชน ในเดือนมกราคม 1910 เขาได้จัดแสดงผลงานส่วนตัวจำนวน 130 ชิ้นที่สำคัญที่ Faianc Catala ในเมืองบาร์เซโลน่าซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งต่อสาธารณชนและนักวิพากษ์ศิลป์ หลังประสบความสำเร็จในครั้งนั้น เขาก็เลิกสร้างงานที่หม่นหมองและเริ่มวาดภาพแนว Still Life ที่มีองค์ประกอบเพียงเล็กน้อยแต่ใช้สีสันสดใส เป็นที่น่าเสียดายที่เขาอายุสั้นเพียงแค่ 38 ปี เขาเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์

Falling sleep

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานของ Nonell ใน Museum d’Art de Catalunya ทุกชิ้นล้วนหมองหม่น เศร้าสร้อย อึดอัด ขมขื่น ราวกับโลกกำลังจะแตกสลายที่ดูแล้วทำให้จิตตกอย่างยิ่งสมแล้วที่นักวิจารณ์ศิลป์ที่เคยชื่นชอบเขาคัดค้านแนวทางศิลปะนี้ของเขา โชคดีที่เขาปรับตัวทันจึงทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จแม้จะอายุสั้นก็ตาม

Gypsy woman with headscarf

Head of Gypsy woman

Pelona

Soledad

Thinking

Two Gypsy Woman

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542515

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Daura in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Lyons

ใน Museum d’Art de Catalunyaยังมีผลงานของศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่หาดูได้ยากในยุโรปนั่นคือ Circle and Square group แนวทางศิลปะนี้เป็นแนวทางศิลปะแบบ Abstract ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสในปี 1929 โดย Joaquin Torres Garcia, Michel Seuphor และ Pierre Daura ชาวบาร์เซโลน่า Pierre Daura หรือ Pere Daura เกิดในครอบครัวนักดนตรี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1896 ณ Menorca เกาะในสเปน ไม่กี่วันก่อนที่บิดาของเขาจะย้ายกลับไปบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academy of Fine Arts เมืองบาร์เซโลน่ากับ Jose Ruiz y Blasco บิดาของ Picasso และทำงานร่วมกับ Joaquim Jimenez I Sola นักออกแบบละครเวที เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก เขาและ Emili Bosch I Roger ได้ช่วยกันจัดตั้งห้องภาพตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี และสามารถขายผลงานของตัวเองได้ในการจัดแสดงนิทรรศการในวันก่อตั้งห้องภาพในปี 1914 เขาเดินทางไปปารีสเพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะ ในปีแรกนั้นเขาเข้าทำงานที่ห้องภาพของ Emile Bernard ก่อนเข้าเรียนแกะสลักกับ Andre Lambert

ในระหว่างปี 1917-20 เขาถูกบังคับให้เป็นทหาร ณ เมืองเกิดก่อนที่จะเขาจะกลับไปปารีส ในปี 1923 ระหว่างที่เขากำลังวาดภาพบนกำแพงในแคว้นนอร์มังดี นั่งร้านเกิดพังลงมาส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บที่เส้นประสาทมือซ้ายจนใช้การไม่ได้นับจากนั้นมา ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ไม่ท้อถอยยังคงทำงานด้านศิลปะเรื่อยไป ระหว่างปี 1922-6 เขาได้จัดแสดงนิทรรศการที่ Salon d’Automne
ในกรุงปารีส ระหว่างปี 1925-7 เขาและ Gustavo Cochet ศิลปินสัญชาติอาร์เจนตินาได้ร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าจวบจนกระทั่งเกิดไฟไหม้ที่ห้องทำงานของพวกเขาจนทำให้ธุรกิจเสียหายจนหมดสิ้น

Still Life

แม้ประสบปัญหาหนักหนาสากรรจ์อีก เขาก็ยังคงทำงานต่อไป ในปี 1927 เขาได้พบกับ Louise Heron Blair ซึ่งกำลังศึกษาศิลปะในกรุงปารีส ทั้งสองแต่งงานกันในปี 1928 ซึ่งเป็นปีที่ผลงานในนิทรรศการของเขาได้รับการวิพากษ์อย่างหนัก ระหว่าง 1929-30 เขาและ Michel Seuphor และ Torres-Garcia ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Circle and Squareที่ส่งเสริมงานก่อสร้างที่เน้นรูปทรงแบบเรขาคณิตและ Abstraction ซึ่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางศิลปะแบบ Surrealism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น ในเดือนเมษายน 1930 กลุ่ม Circle and Square ก็ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการขึ้น ณ Gallery 23 ในกรุงปารีสซึ่งสื่อฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นไม่ให้ความสนใจเลย แม้พวกเขาจะถือเป็นกลุ่มศิลปินที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ศิลปะยุคใหม่

หลังแต่งงาน Daura ไปฮันนีมูน ณ หมู่บ้าน Village of Saint Cirq-Lapopieในฝรั่งเศสและติดใจ พวกเขาจึงซื้อบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเดือนพฤษภาคม 1930 และเริ่มปรับปรุงบ้านเรื่อยไป ปีต่อมา Dauroชนะรางวัล St. Celcilia ในการแข่งขันที่ Montserrat ก่อนสงครามกลางเมืองสเปนจะปะทุขึ้น เขาได้จัดแสดงผลงานหลายครั้งในหลายเมือง รวมทั้งในปารีสด้วย ยิ่งกว่านั้นระหว่าง 1934-5 เขายังเดินทางไปสหรัฐ เพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานในปี 1937 เขาเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อต่อสู้กับกองทัพนายพลฟรังโก และได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถูกส่งกลับไปอยู่ฝรั่งเศสเพื่อพักฟื้น หลังหายป่วย เขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามสเปนอีก เขาและภรรยาจึงถูกยกเลิกสัญชาติสเปน เมื่อนายพลฟรังโกชนะสงคราม

Still Life with two Vases and two Pears

ต้นกรกฎาคม 1939 ภรรยาของเขาป่วยหนัก เขาจึงเดินทางไป Virginia เมืองที่ภรรยาของเขาได้รับบ้านเป็นมรดกจากมารดา แต่เมื่อเธอมีอาการดีขึ้น พวกเขากลับเดินทางกลับฝรั่งเศสไม่ได้เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง ปะทุขึ้น พวกเขาจึงตั้งรกรากอยู่ Virginia และได้รับสัญชาติอเมริกันในปี 1943 หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง พวกเขาจึงเดินทางกลับไป St.Cirq ทุกฤดูร้อน เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกศิลปะที่ Lynchburg College ระหว่าง 1945-6 และเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่ Randolph-Macon Woman’s College ระหว่าง 1946-53 ก่อนหันกลับมาทำงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างจริงจังอีกครั้งจวบจนเสียชีวิต

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาแม้จะดูทึมๆ ขาดความสดใส แต่เขาสามารถที่จะใช้เพียงแค่วงกลมและสี่เหลี่ยมสื่อความหมายของสิ่งที่ต้องการได้อย่างเด่นชัด ผู้ที่คุ้นเคยกับงาน Modern Art ดีจะรู้สึกได้เลยว่างานของเขาล้ำสมัยมาก แต่มีกลิ่นอายของความหม่นหมองเจืออยู่อย่างไม่ต้องสงสัยThe Pit House

The Pit HouseVerticalsVerticals

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541356

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Avant garde in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Nude with Cloud Joan Gonzalez

Noucentisme เป็นแนวทางวัฒนธรรมและศิลปะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งต่อต้าน แนวทางศิลปะในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ Art Nouveau และ Modernismอันเป็นผลมาจากการที่แนวทางศิลปะทั้งสองเน้นการตกแต่งมากเกินไป และขาดโครงสร้างที่มั่นคง การต่อต้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือ กลับเข้าสู่แนว Classicismแบบดั้งเดิม และ Avant gardes ที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเน้นไปที่การใช้งาน ศิลปินพื้นเมืองส่วนใหญ่ที่สร้างสรรค์แนวทางศิลปะใหม่นี้ตั้งคำถามตามสังคมอุตสาหกรรมที่พวกเขาอยู่ว่ามันช่างไม่เข้ากันกับสังคมของชนชั้นกลางที่หรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่แสดงให้เห็นกัน แม้ว่างานแนว Avant garde จะยังคงเสมือนหนึ่งต่อเนื่องมาจาก Bohemia แต่ก็ยังสามารถแยกแยะได้โดยเฉพาะงานของศิลปินพื้นเมืองที่เน้นอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์

ศิลปินแนว Avant garde ที่สำคัญก็คือJulio Gonzalez จิตรกร นักประติมากรรมและนักประดิษฐ์อัญมณีชาวบาร์เซโลน่า เขาเกิดวันที่21 กันยายน 1876 ในครอบครัวที่มีปู่และบิดาเป็นช่างทอง เขาจึงมีโอกาสฝึกงานเทคนิคในการทำทอง เงิน และเหล็กตั้งแต่ยังเล็ก เขาและพี่อีก 2 คน เข้าเรียนที่ Circol Artist Sant Lucโรงเรียนฝึกช่างที่ก่อตั้งสมัยยุคกลาง เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต พี่ชายของเขาก็รับช่วงแทนเขาและพี่ชายหันมาให้ความสนใจกับงานเหล็ก นอกจากนั้น เขาและพี่ชายก็มักไปเยือน Els Quatre Gats Café อยู่เป็นประจำ และได้พบกับ Joan Miro และ Pablo Picassoพวกเขาจึงสนิทสนมกัน

ต้นปี 1902 Gonzalez ตัดสินใจย้ายไปอยู่ปารีส เขาได้เริ่มคบหากับ Pablo Gargallo, Juan Gris และ Max Jacob ซึ่งศิลปินทุกคนที่เขาคบหาล้วนมีอิทธิพลต่องานของเขาไม่มากก็น้อย ต่อมาในปี 1918 เขาได้เรียนเทคนิคการเชื่อมต่อจากโรงงาน Renault ที่ผลิตรถในเมือง Boulogne-Billancourt ซึ่งต่อมาได้มีอิทธิพลต่องานประติมากรรมและจิตรกรรมของเขาเรื่อยมา ในระหว่าง 1927-8 เขาและ Picasso สนิทสนมกันมากจนถึงกับร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อว่า Woman in the Garden เขาเป็นคนเดียวที่มีอิทธิพลต่องานของ Picasso จนทำให้ Picasso ยอมเปลี่ยนแนวทางการสร้างงานของตัวเองจากทองแดงสู่งานเหล็ก

Cactus Man by González

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาอยู่ในช่วงทุกข์ทรมานมากอันเป็นมาจากการที่ลูกสาวของเขาแต่งงานกับตำรวจลับชาวเยอรมันส่งผลให้ไม่เพียงเขาถูกเพ่งเล็ง เขายังไม่สามารถพบปะกับลูกสาวของตัวเองได้อย่างเปิดเผยด้วยเขาได้สร้างงานปูนปาสเตอร์ที่สะท้อนถึงความรู้สึกโศกาอาดูรยิ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น ความทุกข์ได้กัดกินเขาจนทำให้เขาเสียชีวิต ณ เมือง Arcueil หลังสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นได้เพียง 2 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Gonzalez ไม่ว่าจะเป็น Nude in the Cloud, Cuctus Man และ Paysage Bizarreล้วนดูล้ำสมัยและมีความโดดเด่นทางด้านความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cuctus Man ที่จินตนาการดูล้ำสมัยราวหุ่นยนต์ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว

นอกจาก Gonzalez แล้ว JoseVictoriano หรือ Gonzalez Perez หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Juan Gris เป็นจิตรกรอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของกลุ่ม Avant garde เขาเกิดในเมืองมาดริด และเข้าศึกษาทางด้านวิศวกรรมที่ Madrid Spanish School of Arts andSciences ระหว่าง 1904-5 เขาได้มีโอกาสเรียนจิตกรรมกับ Jose Moreno Carbonero ผู้กลายเป็นแรงบันดาลใจของนับจากนั้นมา ระหว่างปี 1909-11 เขาย้ายไปอยู่ปารีสกับครอบครัวและได้รู้จักกับศิลปินชาวฝรั่งเศสดังๆ อีกหลายคน อาทิ Henri Matisse, George Brague, Fernand Leger และ Picasso ซึ่งล้วนทรงอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสรรค์งานแนว Cubism

Glass and Bottle by Juan Gris

Gris เริ่มเน้นสร้างงานจิตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว Cubism ในช่วงแรกเขาสร้างสรรค์งานแบบ Analytical Cubism ที่มักมีการทับซ้อนกันระหว่างชั้นของภาพต่างๆ แต่ภายหลังเขาเริ่มหันเหสู่ Synthetic Cubism ที่เน้นรูปร่างง่ายๆ กับสีสันสดใสที่ไร้มิติแทนเสมือนหนี่งการเอาภาพหลากหลายมาตัดต่อ เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกในปี 1912 ที่ Salon des Independants ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เป็นแนว Cubism แต่ก็มีอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หลังปี 1916 เขาเริ่มสร้างงานที่วัตถุและพื้นผิวดูแยกกันไม่เด่นชัด หรือดูทับซ้อนกันในบางชิ้นงาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของ Gris ทั้ง The Envelope และ Glass and Bottle มีความเป็น Cubism อย่างครบถ้วน แต่ยังคงรักษามีความเป็น Synthetic Cubism ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองที่แม้จะได้รับอิทธิพลจากงานของ Picasso แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดPaysage bizarre by GonzalezPaysage bizarre by GonzalezThe Envelope by Juan GrisThe Envelope by Juan Gris