แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Symbolism in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Bust of Solome by Josep Masana

Symbolism แนวทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส เบลเยียมและรัสเซียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เป็นแนวทางศิลปะที่เป็นขบถต่อแนวทางศิลปะแบบ Naturalism, Realism และ Impressionism ศิลปินแนว Symbolist เห็นว่าการตีความทางด้านศิลปะ ไม่เพียงจำเป็นต้องเหมือนธรรมชาติ สมจริง หรือเพ้อฝัน แต่สามารถสื่อได้โดยใช้สัญลักษณ์ที่จำเป็นต้องตีความอย่างซับซ้อนได้ด้วยจึงจะถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาจึงนิยมสร้างงานที่ออกแนวจินตนาการแบบไร้ขอบเขต อาทิ เทพนิยาย ภูตผี กามารมณ์ที่ร้อนแรง ศิลปินแนวนี้ชอบที่จะสร้างงานทั้งแบบ จิตรกรรมภาพเดียวหรือหลายภาพต่อเนื่องเป็นเรื่องราว และภาพถ่าย รวมทั้งมีการนำเอาเรื่องราวทางศาสนามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน

ใน Museum d’Art de Catalunya ก็มีงานของศิลปินชาวสเปนแนว Symbolism ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับนานาชาติเช่นกัน อาทิ Nestor Martin Fernandezde la Torre หรือ Nestor เกิดวันที่ 4 พฤษภาคม 1887 ณ เมืองLas Palmas เมืองหลวงของ Gran Canaria เกาะทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาเหนือที่มีชื่อเสียงในด้านท่าเรือและช้อปปิ้งดิวตี้ฟรี Nestor เข้าเรียนศิลปะที่ Colegio San Agustin โดยเรียนเขียนภาพร่างกับ Nicolas Massieu ตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ปี ในปี 1899 เขาได้เรียนศิลปะอย่างจริงจังจาก Eliseu Meifren จิตรกรผู้ชำนาญด้านทิวทัศน์จนได้รับทุนจากเทศบาลเมือง Las Palmas เพื่อเข้าเรียนต่อที่กรุงมาดริดตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปี แต่เนื่องจากวิชาการในเมืองหลวงยากเกินไป เขาจึงไม่สามารถสอบเข้าที่ไหนได้เลย เขาจึงตัดสินใจเรียนด้วยตัวเองด้วยการหัดลอกเลียนแบบภาพเขียนใน Museo del Prado ห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดในกรุงมาดริดไปพลางๆ ก่อน

Between Life and Death by Josep Masana

หลังจากนั้นเขาได้เข้าทำงานที่ Rafael Hidalgo de Caviedes อันเป็นแหล่งฝึกปรือฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม เขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังเมืองหลวงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นปารีส บรัสเซลส์ หรือแม้แต่กรุงลอนดอน เพื่อค้นหาวิธีการ และเทคนิคใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์งาน เขาได้มีโอกาสออกแบบเสื้อผ้าและโรงละครในขณะอยู่ที่ปารีสด้วย ในปี 1907 เขาเปิดห้องภาพของตัวเองในเมืองบาร์เซโลน่า และจัดนิทรรศการครั้งแรกในปี 1908 ที่สโมสร Circulo Ecuestre เพื่อจัดแสดงงานจิตรกรรมเกี่ยวกับภาพเหมือนที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในขณะพำนักอยู่ในอังกฤษ หลังจากนั้นเขาก็จัดแสดงนิทรรศการขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงปารีส ลอนดอน และมาดริด และในปี 1915 เขาก็ได้มีโอกาสออกแบบโรงละคร และเครื่องแต่งกายในกับละครเวทีเรื่อง El Amor Brujo ที่กำกับโดย Manuel de Falla ในกรุงมาดริด หลังจากประสบความสำเร็จจากละครเรื่องนี้เขาตัดสินใจกลับไปปารีสและเปิดห้องภาพของตัวเองในปี 1928 เพื่อออกแบบชุดบัลเล่ต์โอเปร่า สำหรับงานละครต่างๆ

หลังจากเดินทางไปยังที่ต่างๆ มาหลายปี รวมทั้งเกาะต่างๆ ในแอฟริกาที่เป็นอาณานิคมของสเปน เขาตัดสินใจเดินทางกลับ Las Palmas บ้านเกิดและเปิดห้องภาพที่นั่นในปี 1934 ในช่วงเวลานั้น เขาได้มีโอกาสตกแต่ง Casino de Tenerife ในเมืองSanta Cruz และโรงละคร Perez Galdos ในเมืองเกิดด้วย เป็นที่น่าเสียดายว่าเขาเสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดอักเสบจึงทิ้งงานมากมายที่ทำไม่เสร็จไว้ อย่างไรก็ดี การที่เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมาก เทศบาลเมือง Las Palmas จึงตัดสินใจก่อตั้ง Museum Nestor ขึ้น ณ Pueblo Canario ในปี 1956 เพื่อเป็นเกียรติและไว้จัดแสดงผลงานจำนวนมากของเขาโดยมิวเซียมที่เป็นศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Miguel MartinFernandez de la Torre น้องชายของเขาเอง นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Nestor จะเห็นได้ว่า Possession ภาพเพียงฉากเดียวนี้สามารถใช้สัญลักษณ์ที่ซับซ้อนสร้างจินตนาการเรื่องราว รวมทั้งสื่อถึงอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับที่เทศบาลจัดตั้งมิวเซียมให้กับเขาเลยทีเดียว

Dream by Joan Brull

นอกจาก Nestor แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Josep Masana ศิลปินแนวเดียวกันที่น่าสนใจอีกคน เขาเป็นช่างภาพชาวสเปนที่ทำงานในบาร์เซโลน่าเป็นส่วนใหญ่ เขาเปิดห้องภาพที่ให้บริการกับดาราจึงมีผลงานเป็นภาพถ่ายของดาราเป็นจำนวนมาก ภาพถ่ายของเขาส่วนใหญ่เน้นแนวทางศิลปะแบบ Victoria โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของนิยายปรัมปราและคัมภีร์ไบเบิ้ล เขายังชื่นชอบงานโฆษณาและสามารถผลิตผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน International Exhibition of Barcelona ในปี 1929 นักท่องเที่ยวที่ได้ชม Between Life and Death และ Bust of Salome ในมิวเซียมแห่งนี้จะทราบได้เลยทันทีว่าเหตุใดเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักถ่ายภาพที่ดีที่สุดของแคว้น Catalan ในยุคนั้น นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานแนว Symbolism ของศิลปินผู้อื่นให้ได้ชมด้วย อาทิ Joan Brull และ Antoni Arissa

Dream detail by Joan Brull

Possession by Nestor

Possession deatil 1 by Nestor

Possession detail 2 by Nestor

Smiling Maja by Josep Masana

Spanish Maja by Josep Masana

The Slave by Antoni Arissa

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d'Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Japonisme in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Woman from Granada by Herman Anglada Camarasa

Japonisme เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกโดย Philippe Burty นักสะสมภาพในปี 1872 หมายถึงความนิยมและอิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นต่อการออกแบบและศิลปะตะวันตกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการเปิดตลาดการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับชาติตะวันตกในปี 1858 แนวทางศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นนี้จะเห็นดาษดื่นในงานจิตรกรรม การแต่งสวน และพบได้บ้างในงานสถาปัตยกรรมและเสื้อผ้า นอกจากนี้งานบนกล่องไม้ Ukiyo-e ก็เป็นงานอีกแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป ส่วนของตกแต่งไม่ว่าจะเป็นงานกระเบื้อง งานไม้ หรืองานโลหะของญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมเช่นกันโดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าเมจิที่ได้มีการส่งออกเครื่องครัวกระเบื้องสู่สังคมโลกเป็นจำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้นอาวุธของพวกซามูไรที่ทำจากโลหะก็มีความก้าวหน้ามาก และใช้สีตกแต่งด้ามที่ทำจากเครื่องเคลือบที่ฉูดฉาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างปี 1890-1910 ซึ่งถือเป็นยุคทองของญี่ปุ่น ที่เคลือบเงาของญี่ปุ่นถือได้ว่ามีคุณภาพดีเหนือกว่าที่ใดๆ ในโลกด้วยซ้ำ งานศิลปะจากญี่ปุ่นจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น Siegfried Bing นักสะสมชาวเยอรมัน-ฝรั่งเศส หรือ Christopher Dresser นักสะสมและนักวิพากษ์ศิลป์ชื่อดังต่างซื้อหาของญี่ปุ่นมาสะสมเป็นจำนวนมาก

Nightbird by Herman Anglada Camarasa

นักท่องเที่ยวที่ชมงานศิลป์เป็นประจำจะทราบดีว่า ศิลปินตะวันตกที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นคงไม่มีใครเกิน Van Gogh รองลงมาคือ Edgar Degas นอกจากศิลปิน 2 คนนี้แล้ว ในสเปนเองก็มีศิลปินที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hermen Anglada Camarasa ศิลปินพื้นเมืองชาวบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนศิลปะครั้งแรกในเมืองเกิดในโรงเรียน Llotja จึงได้รับอิทธิพลจาก Modest Urgell ในปี 1894 ย้ายไปปารีสเพื่อเข้าเรียนต่อที่ Academie Julian จึงได้รับอิทธิพลจากงานของ Edgar Degas และ Toulouse-Lautrec ถึงกระนั้นก็ตามงานของเขากลับมีสีสันที่สดใสกว่าเพราะได้รับอิทธิพลจากงานแนว Faurism ด้วย เขาได้รังสรรค์จิตรกรรมเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในปารีสจำนวนมากในช่วงเวลานั้นซึ่งเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่างยิ่ง

เมื่อเขาย้ายไปอยู่ Valencia ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่สำคัญของสเปน เขาก็ได้ซึมซับงานตกแต่งเป็นอันมาก ประกอบกับช่วงเวลานั้นงานแนวตะวันออกกำลังรุ่งเรือง เขาจึงผสมผสานงานให้มีความเป็นตะวันออกมากขึ้นโดยมีกลิ่นอายของญี่ปุ่นและอาหรับ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานทั้ง Woman From Granada และ Nightbird แสดงอัจฉริยภาพในการผสมผสานแนวทางศิลปะได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของญี่ปุ่นผสมกับงานแนว Art Nouveau โดยเฉพาะ Gustav Klimt เจ้าพ่อ Art Nouveau อย่างเต็มที่

Portrait of Magda Jocelyn by Herman Anglada Camarasa

นอกจาก Camarasa แล้ว ใน Museum d’Art de Catalunya ยังมีงานของ Eduardo Chicharro จิตรกรชาวสเปนอีกคนหนึ่งที่มีความเป็น Japonism มาก เขาเกิดในตระกูลช่าง แม้บิดาเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ 2 ปี แต่มารดาของเขาก็สนับสนุนให้เขาเรียนศิลปะอย่างเต็มที่โดยให้เขาเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะ Real Academia de BellasArtes de San Fernando ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปีกับ Carlos de Haes ซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานของเขาในเวลาต่อมา เขาได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการทั้งในระดับชาติและนานาชาติหลายครั้ง และได้รับรางวัลจาก National Exhibition of Fine Arts ในปี 1899 ส่งผลให้เขาได้รับทุนการศึกษาในปีต่อมาที่ Academia de Espana en Roma ต่อมาอีก 4 ปีเขาได้รับรางวัลที่หนึ่งจาก National Exhibition หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลที่หนึ่งเรื่อย ๆ ก่อนก่อตั้งสมาคม Association de pintores y Escultores โดยรับตำแหน่งประธานสมาคม

เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงมากทั้งในด้านการงานและการบริหาร ในปี 1912 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการ Academia Espanola de Bellas
Artes de Roma ซึ่งเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยในกรุงโรม เขาและครอบครัวอาศัยอยู่ที่โรมจนถึงปี 1925 นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้งานของเขาจะใช้สีฉูดฉาด แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนอีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยมสมกับที่เขาสามารถพิชิตรางวัลอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

Woman with Kimono by Eduardo Chicharro

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Orientalism คือแนวทางศิลปะหรือการศึกษาวัฒนธรรมในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีรากฐานมาจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางตะวันออกกลาง จีน และญี่ปุ่น แนวทางศิลปะนี้เป็นผลมาจากการค้นพบโลกตะวันออกและการที่ยุโรปเรืองอำนาจมากพอที่จะรุกรานแอฟริกาเหนือจนได้เป็นอาณานิคม ร่วมกับจินตนาการของเหล่าศิลปินต่อโลกตะวันออกที่แตกต่างจากโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด Orientalismถูกนำมาผลิตวัตถุทางศิลป์หลายอย่าง อาทิ งานผ้า งานเซรามิก อันเป็นผลแนวทางศิลปะนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พ่อค้าและคหบดี

ใน Museum d’Art de Catalunya นอกจากมี Maria Fortuny และ AntonioFabres ซึ่งเป็นศิลปินที่ผลิตงานแนว Orientalismแล้ว Francesc Masriera จิตรกรและช่างทองชาว Catalan ก็เป็นศิลปินเด่นอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบผลิตผลงานแนว Orientalism ด้วย เขาเกิดวันที่ 21 ตุลาคม 1842 ในครอบครัวจิตรกร นักออกแบบและช่างเงิน เขาจึงได้รับการฝึกงานกับบิดาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาได้เดินทางไปเจนีวาเพื่อเรียนเทคนิคเขียนภาพบนเครื่องกระเบื้อง ในปี1857 เขาและ Josep Masriera พี่ชายได้เข้าฝึกงานกับ Josep Serra I Porson ศาสตราจารย์ที่ทำงานใน Escola de la Llotja ก่อนเดินทางไปลอนดอนและปารีสในปี 1865 เพื่อทำงานกับ Alexandre Cabanel จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในการวาดภาพประวัติศาสตร์ ศาสนาและภาพเหมือน

Masriera เปิดห้องภาพของตัวเองในปี 1871 และเข้าร่วมในงานนิทรรศการประจำถิ่นที่ชื่อ Exposicio General Catalanaก่อนย้ายไปอยู่ปารีสในปีต่อมาเพื่อติดต่อกับ Goupil & Cie ตัวแทนขายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น ในปี1878 เขาได้รับรางวัลที่สองในงานประกวดที่ National Exhibition of Fine Arts จากภาพ The Slave ที่ภายหลังถูกพระเจ้า Alfonsoที่ 12 ซื้อไป

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลอีกหลายครั้ง เช่น เหรียญทองจากงานExposition Universelle เมื่อเขามีชื่อเสียงมากขึ้น ในปี 1882 เขาก็ร่วมกับพี่ชายเปิดห้องภาพบนถนน Bailen โดยสร้างเลียนแบบ Temple of Augustus ณ เขา Taber เพื่อไว้จัดแสดงงานของตัวเองซึ่งต่อมากลายเป็น Cultural Center และได้กลายเป็น TeatreStadium ในปี 1932 ก่อนจะกลายเป็นสำนักแม่ชีในปัจจุบัน นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นช่างอัญมณีที่ใช้เทคนิคขั้นสูงในการผลิตผลงาน อีกทั้งยังเป็นนักเขียนบทละครและบรรณาธิการนิตยสารอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากความเหมือนจริงจากช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนพื้นและอกเสื้อของหญิงชุดเขียวในภาพ After the BallมือของหญิงในภาพBefore the Ball และผ้าคลุมผมกับสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกที่ลุ่มลึกจากทรงผมของหญิงที่สวมชุดกิโมโนและลวดลายดอกไม้บนเสื้อผ้าในภาพ Afterthe Ball และสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Antonio Fabres in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Laura

นอกจาก Maria Fortuny แล้ว Museum National d’Art de Catalunya ยังมีผลงานของนักประติมากรรมและจิตรกรเลื่องชื่อท้องถิ่นอีกคนอยู่จำนวนมาก นั่นคือ Antoni Fabres เขาเกิดในครอบครัวช่างทองเมืองบาร์เซโลนาในปี 1854 และเข้าเรียนที่ Escola de la Llotjaตั้งแต่อายุ 13 ปี เขาได้รับทุนให้ไปเรียนต่อที่กรุงโรม เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาเริ่มเรียนรู้ว่างานที่ใช้สีน้ำมันและสีน้ำของเขาเป็นที่ประทับใจและน่าจะสร้างชื่อได้ เขาจึงหมั่นฝึกฝนและเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจนสร้างความประทับใจให้กับคหบดีตามเมืองต่างๆ

ผลงานสีน้ำของเขามีความหลากหลายโดยเน้นไปทางตะวันออกเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Fortuny รวมทั้งงานตกแต่ง ภาพเหมือนภาพทิวทัศน์ และภาพชีวิตประจำวันทั่วไป ในปี 1885 เขาแต่งงานกับ Julia Llausasและย้ายกลับมาอยู่บาร์เซโลนาก่อนจะมีบุตรด้วยกัน 2 คน ในปี 1894 เขาย้ายไปอยู่ปารีสเพราะต้องการตามหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน เนื่องจากปารีสเป็นเมืองใหญ่และชื่อเสียงของเขาที่ได้มาตั้งแต่อยู่ที่โรมกำลังเป็นที่เฟื่องฟูทำให้เขาสามารถเปิดห้องภาพขนาดใหญ่และได้รับการตอบรับจากคหบดีทั้งหลายเป็นอย่างดี งานของเขาในช่วงนั้นเป็นผลงานชิ้นใหญ่ๆ และมีความซับซ้อนตามแต่คำสั่งของผู้ว่าจ้างที่มั่งคั่งทั้งหลาย ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเน้นไปเรื่องธรรมชาติและชีวิตประจำวันมากขึ้นโดยเฉพาะเกี่ยวกับความยากจน ความบ้าบอ และความเจ็บปวด

Moroccan Pilgrimage

ในปี 1902 เขาย้ายไปแทนที่ Santiago Rebull ที่ Academia de San Carlos เมืองเม็กซิโก้ซิตี้และตัดสินใจเปลี่ยนเทคนิคการสร้างผลงานจากแนว Classic ไปเป็น Realismซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น นักเรียนบางคนของเขาก็สามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางศิลปะแบบ PostRevolutionary ของ MaxicanArt ได้ เขาได้สร้างผลงานตกแต่งที่สำคัญแนว Art Nouveau ไว้ที่ Porfirio Diaz Mansion ถึงกระนั้นก็ตามทั้งสถาบันกลับมีความยากลำบากในการยอมรับแนวทางศิลปะที่เขาเข้าไปจัดให้ใหม่ ในปี 1907 เขาจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่โรมอีกครั้ง

เขาเป็นคนโชคดีตรงที่ ไม่เพียงได้ภรรยาที่รู้ใจและเข้าใจจึงไม่เบื่อหน่ายกับการย้ายถิ่นและส่งเสริมเขาทางด้านอาชีพเป็นอย่างดี ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักและชื่นชอบทุกหนแห่งที่เขาไปอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา ลอนดอน ปารีส เวียนนา ลียง และเม็กซิโกซิตี้ ในปี 1926 เขาได้บริจาคผลงานส่วนใหญ่ให้กับเทศบาลเมืองบาร์เซโลนาโดยขอให้มิวเซียมสร้างห้องจัดแสดงผลงานของเขาแยกต่างหากเป็นพิเศษเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ทางมิวเซียมกลับปฏิเสธ ด้วยความน้อยใจเขาจึงย้ายกลับไปที่โรมอีกและไปเสียชีวิตที่นั่นในปี 1938

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum National d’Art de Catalunya จะได้มีโอกาสสัมผัสกับอัจฉริยภาพของศิลปินเป็นจำนวนมาก แม้ผลงานของเขาจะยังไม่ได้รับการจัดแสดงเป็นห้องพิเศษตามความปรารถนาดั้งเดิมของเขาก็ตาม อาทิ The Sculptor และ Laura เป็น Portrait ที่ศิลปินบรรจงรังสรรค์ไว้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแววตา ปาก และเส้นผมที่ดูเหมือนจริงราวภาพ ส่วน MoroccanPilgrimage ก็ดูมีชีวิตชีวาจนผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความร้อนของอากาศได้เช่นเดียวกัน สำหรับ Sultan’s Gift และ Warrior Response นั้นก็ใช้เทคนิคในการสร้างงานที่ดูเป็นสมัยใหม่ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกอย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว

เขาเป็นคนที่ย้ายเมืองไปเรื่อยๆ จากโรม กลับมาบาร์เซโลนา ไปอยู่ปารีส เม็กซิโกซิตี้ก่อนย้ายกลับมาอยู่โรมจนเสียชีวิต เขาจึงมีลูกค้ามากมายและมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือThe Madwoman

The MadwomanThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Warrior ResponseThe Sultan’s GiftThe Sultan’s GiftThe SculptorThe Sculptor

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Fortuny in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

The Battle of TeTuan

การที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนมิวเซียมประจำชาติหรือท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมองหามักเป็นผลงานของศิลปินประจำชาติหรือประจำท้องถิ่น ยิ่งมิวเซียมท้องถิ่นใหญ่ๆ หรือมิวเซียมภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วยแล้ว ยิ่งจะมีผลงานของศิลปินประจำชาติที่เด่นๆ ให้ศึกษาเป็นจำนวนมาก MuseumNational d’Art de Catalunya ก็เช่นกัน MariaFortuny ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสเปนก็เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานในมิวเซียมนี้เป็นจำนวนมาก

Maria Fortuny เกิดที่เมือง Reus ใกล้ Tarragona เมืองหนึ่งของแคว้น Catalonia บิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็กมาก เขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากปู่ที่เป็นช่างทำตู้ซึ่งสอนการลงทำตู้และลงแวกซ์ให้กับเขา เมื่อเขาอายุได้เพียง 9 ปี เขาก็เข้าแข่งขันทำตู้โดยได้รับการสนับสนุนจาก Domenec Soberano ก่อนจะย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าเมื่ออายุเพียงแค่14 ปี เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก DomenecTalarn ให้เข้าเรียนที่ Escola Provincial de Belles Arts 4 ปี ภายใต้การดูแลของ Claudi Lorenzaleและ Pau Mila I Fortanals หลังจากนั้นเขาได้ทุนไปเรียนศิลปะต่อพร้อม Josep Armet I Portanell และ Ricado de Madrazoที่โรมอีก 2 ปี

นับจากสมัย Velazquez เป็นต้นมาชาวสเปนนิยมสร้างงานจิตรกรรมเกี่ยวกับสงคราม เนื่องจาก Fortuny เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าอยู่แล้ว ในปี 1859 รัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าอยากได้ภาพสงครามจึงได้ว่าจ้างเขาเขียนภาพ Spanish-Moroccan War ในการวางแผนที่จะวาดภาพขนาด 15 เมตรที่ camps of Muley-el-Abbas และ Muley-el-Hamed นั้น เขาต้องเดินทางไปโมร็อกโกและอาศัยอยู่ถึง 2 เดือนเพื่อเขียนภาพร่างสถานที่สงครามก่อนที่จะนำภาพร่างนี้ไปนำเสนอต่อสาธารณชนที่มาดริดและบาร์เซโลน่าภาพนี้เองที่กลายเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาที่ชื่อ The Battle of Tetuan ซึ่งจัดแสดงที่ Museum National d’Art de Catalunya ด้วยในปัจจุบัน

Carmen Bastian

ในการเดินทางไปโมร็อกโกครั้งนั้นยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานส่วนตัวขึ้นอีกหลายชิ้นด้วย หลังกลับมาจากโมร็อกโก เขาได้เดินทางไปปารีสในปี 1868 และได้แต่งงานกับ Cecilia de Madrazo บุตรสาวของ Federico de Madrazo ภัณฑารักษ์ของมิวเซียม Prado ทั้งสองมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนชื่อ Mariano Fortuny y Madrazo ซึ่งกลายเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ในปี 1870 ศิลปินและครอบครัวตั้งใจเดินทางไปเที่ยว Granada แต่พวกเขาเกิดติดใจและอาศัยอยู่จนถึงปี 1872 หลังกลับจาก Granada เขาได้ไปปารีส 1 ครั้งแล้วเดินทางไปโรมและเสียชีวิตจากมาลาเรียจากการเขียนภาพนอกอาคารที่เมืองเนเปิลในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1874 หลังจากที่เขาเสียชีวิต Ricardo de Madrazo น้องเขยได้เข้าดูแลห้องภาพของเขาและขายงานของเขาออกไป รวมทั้งจัดประมูลที่ Hotel Drouot

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Fortuny ใช้สีค่อนข้างสดใส ฝีแปรงดูมีชีวิตชีวาและอ่อนหวานตามแนวทางศิลปะแบบ Rococo แต่ภายหลังเขาได้พัฒนาแนวทางมาเป็นแบบRomanticism และ Academicism ด้วย เขาเป็นคนที่สามารถใช้ฝีแปรงแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างหลากหลาย แม้ว่าฝีแปรงจะมิได้ราบรื่นเท่าใดนักก็ตามสังเกตได้จากงาน The Battle of TeTuan นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะสร้างผลงานจากชีวิตคนทั่วไปที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ อาทิ Moroccan Horseshoer รวมทั้งภาพนู้ด อาทิ ภาพCarmen Bastian และ The Odalisque ที่แสดงให้เห็นถึงอัจริยภาพของศิลปินได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งกว่านั้นเขายังมีผลงานบางส่วนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานของ Goya ในแง่ของความขัดแย้งระหว่างความจริงกับความมีพิธีรีตอง อาทิ Spanish WeddingLandscape

LandscapeMoroccan Horseshoer detail

Moroccan Horseshoer detailMoroccan Horseshoer

Moroccan HorseshoerSpanish Wedding

Spanish WeddingThe Battle of TeTuan detail 1

The Battle of TeTuan detail 1The Battle of TeTuan detail 2

The Battle of TeTuan detail 2The OdalisqueThe OdalisqueThe Odalisque detail

The Odalisque detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531816

แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

The Sculptor by Antoni Fabres

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมเป็นประจำจะทราบดีว่ามิวเซียมแทบทุกแห่งจะมีหมวดภาพเหมือนหรือ Portraitซึ่งเป็นที่ประชันผลงานที่สำคัญของศิลปินทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะศิลปินหลังยุค Medieval ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ยุค Renaissance เป็นต้นมา แม้งานศิลปะส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อกษัตริย์และศาสนจักร แต่ขุนนางและคหบดีเริ่มมีจำนวนมากขึ้นและเริ่มอุปถัมภ์หรือจ้างศิลปินเพื่อมาวาดภาพเหมือนของตัวเองมากขึ้น ศิลปินที่มีฝีไม้ลายมือดีและชื่นชอบการวาดภาพเหมือนจึงมีลูกค้าที่เป็นขุนนางและคหบดีเพิ่มขึ้นและมีฐานะดีขึ้น ศิลปินที่ไม่สามารถวาดภาพเหมือนได้เป็นอย่างดีก็จะมีลูกค้าน้อย และไม่สามารถมีชื่อเสียงได้ ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคModernism หรือคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาด้วยแล้ว ศิลปินที่สามารถวาดภาพเหมือนได้เหมือนจริงมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

งาน Modernism ใน Museum National d’Art de Catalunya เป็นผลงานที่เริ่มต้นมาจากการจัดนิทรรศการในเมืองบาร์เซโลน่าในปี 1888 นับจากนั้นมาทางมิวเซียมก็ได้ของจัดแสดงเพิ่มขึ้นจากการจัดนิทรรศการทุกปีหรือจากเอกชนบริจาคให้ ซื้อมาหรือศิลปินบริจาคมาให้จึงสะท้อนรสนิยมตามเวลาที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นงานภาพร่างงานตกแต่ง ภาพเขียนหรือแม้แต่เหรียญกษาปณ์

Portrait of Bruno Cuadros by Antoni Fabres

นักท่องเที่ยวที่ได้เยือนมิวเซียมจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของศิลปะและวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สู่ครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 หากสังเกตให้ดีนักท่องเที่ยวจะพบว่า ลักษณะงานที่เริ่มเป็น Modernism นั้นจะไม่เป็นไปตามแบบอย่างของสถาบันการศึกษา แต่มักมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินมากขึ้น แม้แต่ศิลปินในแนวทางศิลปะเดียวกันก็ตาม หากนักท่องเที่ยวศึกษาอย่างลึกซึ้งก็จะสามารถสังเกตเห็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินรายบุคคลได้เลย ยิ่งในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจแทบทั้งยุโรปกำลังรุ่งเรือง คหบดีมีมากขึ้นศิลปินไม่จำเป็นต้องอาศัยศาสนจักรยังชีพบางคนสามารถทำตัวดั่งศาสนจักรโดยดำรงตนเสมือนหนึ่งเป็นพระเสียเอง นั่นคือ กำหนดแนวทางศิลปะและแนวทางในการทำมาหากินเองด้วย ในสังคมที่กำลังยุ่งเหยิงและมีการต่อสู้กันระหว่างชนชั้น ศิลปินส่วนหนึ่งเสนอตัวเป็นตัวแทนของความมีอิสรภาพความหรูหรา ผู้ต่อต้านขนบ หรือกองหน้าของกลุ่มปฏิวัติ กลุ่มหลังสุดนี้ได้กลายเป็นผู้นำของตลาดศิลป์หรูหรายุคใหม่อันเป็นที่มาของงานภาพเหมือนที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์

Portrait of Bruno Cuadros detail by Antoni Fabres

โดยทั่วไปก่อนที่ศิลปินจะมีความชำนาญในการวาดภาพเหมือนจนถึงขนาดมีชื่อเสียง พวกเขามักวาดภาพเหมือนของตัวเอง คนใกล้ชิดและเพื่อนศิลปินด้วยกันเองก่อนพวกเขาจะใช้ผลงานภาพเหมือนตัวเองเป็นเสมือนเครื่องนำทางสู่รายได้มหาศาลหากแนวทางผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคหบดี หรือแม้แต่ราชวงศ์ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนMuseum National d’Artde Catalunya จะเห็นว่า ผลงานภาพเหมือนของศิลปินเกือบทุกคนที่ภัณฑารักษ์เลือกมาเป็นผลงานที่ศิลปินรังสรรค์งานเพื่อนศิลปินกันเองโดยงานของ AugustusRodin นักประติมากรชาวฝรั่งเศสมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด งาน The Sculptor by Antoni Fabres นั้นก็ดูเหมือนจริงมาก สำหรับงาน Portrait of Painter Xavier Nogues by Pablo Gargalloแม้ศิลปินจะมิได้มีชื่อเสียงโด่งดังเทียบเท่ากับ Augustus Rodin แต่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ไม่ได้ด้อยกว่างานของRodin แต่อย่างใด ส่วนงานของศิลปินพื้นเมืองทั้ง Maria Fortuny และ Maria Pidelasserraก็ไม่เป็นรองศิลปินนานาชาติแต่อย่างใดอันแสดงให้เห็นว่านับจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ความเท่าเทียมกันของฝีไม้ลายมือของศิลปินพื้นเมืองหรือนานาชาติแทบไม่แตกต่างกันแล้วPortrait of Painter Joaquim Vayreda by Antoni CabaPortrait of Painter Joaquim Vayreda by Antoni CabaPortrait of Painter Pere Ysern by Maria PidelaserraPortrait of Painter Pere Ysern by Maria PidelaserraPortrait of Painter Sebastia Junyent by Antoni CabaPortrait of Painter Sebastia Junyent by Antoni CabaPortrait of Painter Xavier Nogues by Pablo GargalloPortrait of Painter Xavier Nogues by Pablo GargalloPortrait of Sculptor Alexandre Figuiere by Augustus RodinPortrait of Sculptor Alexandre Figuiere by Augustus RodinPortrait of Sculptor Jeroni Sunol by Maria FortunyPortrait of Sculptor Jeroni Sunol by Maria FortunySelf Portrait by Maria FortunySelf Portrait by Maria Fortuny

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530363

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 09.15 น.

St.Peter and St.Paul detail by El Greco

นักท่องเที่ยวที่นับถือคริสต์ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือคาทอลิกคงคุ้นเคยกันดีกับ St.Peter และ St.Paul แต่นักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาอื่น เมื่อเข้าโบสถ์นิกายคาทอลิกหรือเข้ามิวเซียมจิตรกรรมหรือประติมากรรมและได้มีโอกาสชื่นชมงานศิลปะจะเห็นภาพที่ตั้งชื่อว่า St.Peter และ St.Paul อยู่บ่อยๆ ก็อาจสงสัยว่า เหตุใดงานศิลปะยุโรปจึงมีแต่ภาพของนักบุญสององค์นี้เป็นส่วนใหญ่ และคนไหนคือ St.Peterคนไหนคือ St.Paul ดูได้จากอะไร

ก่อนที่จะพูดถึงนักบุญทั้งสองนักท่องเที่ยวคงต้องรู้เรื่องราวที่ไปที่มาคร่าวๆก่อนสักเล็กน้อยเพื่อให้การดูงานศิลปะอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนามีความสนุกสนานยิ่งขึ้น ย้อนไปในประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดศาสนาคริสต์นั้น เมื่อพระเยซูเริ่มออกเดินทางเพื่อสั่งสอนประชาชน พระองค์ทรงเลือกสาวก 12 คน เป็นผู้ติดตาม สาวกทั้ง 12 คนนี้ก็ได้กลายมาเป็นนักบุญทั้ง 12 ที่ถูกศิลปินถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะจวบจนปัจจุบัน นักบุญที่สำคัญที่สุดท่านแรกก็คือ St.Peter หรือซีมอน หรือเปโตร ก่อนที่ซีมอนจะมาเป็นสาวกหรือผู้ติดตามพระเยซูนั้น เดิมทำอาชีพประมงอยู่ในเขตเบธไซดา ต่อมาย้ายมาอยู่ที่คาร์เปอร์นาอุม และเมื่อซีมอนได้รับคำแนะนำจากน้องชายให้รู้จักกับพระคริสต์ ท่านก็เลื่อมใสและติดตามพระองค์ไปทุกที่แล้วจึงเปลี่ยนนามเป็นเปโตรที่แปลว่าศิลา

St.Peter and St.Paul by El Greco

เปโตรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาและได้รับมอบหมายให้สร้างอาณาจักรเพื่อเปิดรับประชาชนที่อยากศึกษาศาสนา นอกจากนี้ท่านยังมีอำนาจในการตัดสินเรื่องคำสอนและระเบียบวินัยจึงทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นสันตะปาปาองค์แรกของศาสนา นักท่องเที่ยวที่ดูงานจิตรกรรมประจำจะทราบดีว่า ภาพนักบุญเปโตรจะมีสัญลักษณ์เฉพาะเจาะจงนั่นคือ กุญแจ เพราะท่านมักถือกุญแจไว้ในมืออันแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการคัดเลือกคนเข้ามาสู่คริสตจักร โบสถ์แห่งแรกของศาสนาคริสต์ก็ยังตั้งชื่อว่า St. Peter ณ กรุงโรม เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านด้วย

แล้ว St. Paul หรือนักบุญเปาโลเป็นใครนักบุญเปาโลเป็นมิชชันนารีที่สำคัญที่สุดของศาสนาคริสต์ยุคแรก เป็นที่เชื่อกันว่าส่วนจดหมายของนักบุญเปาโลซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นโดยนักบุญเปาโลในการดูผลงานจิตรกรรมนั้น นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่านักบุญเปาโลจะมีหนวดยาว เคราฟู ถือดาบและพระคัมภีร์

St.Peter และ St.Paul ใน Museum National d’Art de Catalunya ที่สำคัญที่สุดก็คืองานของ El Greco ศิลปินชั้นนำของสเปนนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับศิลปินท่านนี้จะสามารถทายชื่อภาพและศิลปินผู้รังสรรค์งานได้ทันทีเพราะมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสังเกตได้จากมือที่มีลักษณะนิ้วที่ยาวผิดปกติ และ St.Peter ถือกุญแจ ส่วน St.Paul ไว้หนวดรุงรังถือดาบ ส่วนผลงาน St.Paul ของVelazquez ศิลปินชาวสเปนชื่อดังอีกท่าน ก็เป็นชายไว้หนวดถือหนังสือนั่นเองAngel freeing St.Peter by Francisco RiziAngel freeing St.Peter by Francisco RiziSt.John the Evangelist by Mateo CerezoSt.John the Evangelist by Mateo CerezoSt.Paul by VelazquezSt.Paul by Velazquez

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/528830

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Holy Family return from Egypt by Giovanni Francesco Romanelli

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ามิวเซียมส่วนใหญ่มักจัดแสดงศิลปะตาม chronological หรือตามลำดับเวลาโดยมักจัดแสดงให้ศิลปินตามแนวทางศิลปะเหมือนกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยอาจมีการจัดแสดงแยกกันระหว่างศิลปินนานาชาติกับศิลปินพื้นเมือง มิวเซียมบางแห่งยังเน้นจัดแสดงผลงานของศิลปินพื้นเมืองมากเป็นพิเศษเพื่อเป็นการยกย่องและแสดงออกถึงความเป็นชาตินิยม Museum National d’Art de Catalunya ก็เป็นอีกมิวเซียมหนึ่งที่จัดแสดงผลงานด้วยวิธีเดียวกัน แต่ไม่เพียงจะเน้นผลงานของศิลปินท้องถิ่นสเปนและศิลปินประจำแคว้น แต่ภัณฑรักษ์ยังมีการจัดแบบพิเศษโดยเน้นเป็นหัวข้อด้วย

ผลงานในห้องแรกๆ ที่เป็นผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance และ Baroque อันเป็นผลงานที่ได้มาจากของสะสมจากภาคเอกชนนั้นเป็นผลงานที่ค่อนข้างเก่านับจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาซึ่งเป็นช่วงที่คนทั่วไปยังไม่มีกำลังซื้อ ศิลปินในช่วงเวลานั้นจึงมักผลิตผลงานเพื่อตอบสนองต่อกษัตริย์และศาสนจักรเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่คุ้นชินกับศิลปินยุคเก่าเช่นนี้จะทราบดีว่า ศิลปินที่โด่งดังในยุค Renaissance ที่สุดก็ไม่พ้นศิลปินชาวอิตาเลียน ส่วนยุค Baroque นั้น ก็ขยับมาเป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสบ้าง ส่วนศิลปินสเปนโดยเฉพาะศิลปินชาว Catalunya ในช่วงเวลานั้นยังแทบไม่เป็นที่รู้จักเลยจึงมีผลงานจัดแสดงค่อนข้างน้อย

Birth of the Virgin by Damia Forment

อย่างไรก็ดี การเยี่ยมชมผลงานศิลปะใน Museum National d’Art de Catalunya ก็ยังคงมีความน่าสนใจจากการที่ภัณฑรักษ์จัดมิวเซียมตามหัวข้อทำให้การเปรียบเทียบผลงานของศิลปินทั้งระหว่างนานาชาติและพื้นเมืองเป็นไปอย่างสนุกสนานและได้ความรู้มากขึ้น หัวข้อสำคัญสำหรับงานศิลปะในยุคRenaissance ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรมักจะอยู่ในหัวเรื่อง Mother of God อันเป็นเรื่องราวสำคัญของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก พระแม่มารีซึ่งเป็นพระมารดาของพระคริสต์เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของนิกายโรมันคาทอลิกนั้นจะดูบริสุทธิ์ ปกป้องและอบอุ่นเป็นตัวแทนของการประกาศคำสอนที่อุดมไปด้วยความรักและเมตตาของพระคริสต์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติ

ศิลปินมักรังสรรค์งานทั้งประติมากรรมและจิตรกรรมที่มีตั้งแต่ องค์พระแม่มารีเดี่ยวๆ อาทิ Reliquary bust of the female saint by Pietro Quatraro พระแม่มารีอุ้มพระบุตร อาทิ Mother and child, Virgin and Child by Sequidor de Diego de Siloe พระแม่มารี และครอบครัว อาทิ Holy Family by Matthias
Stoma, Holy Family return from Egypt by Giovanni Francesco Romanelli ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล รวมถึงพระแม่มารี อุ้มพระบุตรท่ามกลางนักบุญหลากหลายองค์ อาทิ Birth of the Virgin by Damia Forment, Virgin and child between St. Peter andSt. Paul by Vincenzo Frediani และ Virgin and child with saint Elizabeth and young St.John by Peter Paul Ruben อันเป็นภาพที่เปิดเผยถึงการสนทนาศักดิ์สิทธิ์ที่พระแม่มารีซึ่งเป็นพระมารดาที่แม้มิได้มียศถาบรรดาศักดิ์แต่ทรงอุ้มพระบุตรประทับอยู่ท่ามกลางนักบุญทั้งหลาย

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าการที่มิวเซียมจัดแสดงผลงานศิลปะไม่เพียงตามลำดับเวลาเท่านั้น แต่ยังจัดตามหัวข้อด้วยนั้นทำให้นักท่องเที่ยวได้รับอรรถรสในการเสพศิลป์มากยิ่งขึ้นและยังสนุกสนานมากกว่าปกติอีกด้วยHoly Family by Matthias StomaHoly Family by Matthias StomaVirgin and child with saint Elizabeth and young St. John by Peter Paul RubenVirgin and child with saint Elizabeth and young St. John by Peter Paul RubenVirgin and Child by Sequidor de Diego de SiloeVirgin and Child by Sequidor de Diego de SiloeVirgin and child between St.Peter and St.Paul by Vincenzo FredianiVirgin and child between St.Peter and St.Paul by Vincenzo FredianiReliquary bust of the female saint by Pietro QuatraroReliquary bust of the female saint by Pietro QuatraroMother and childMother and child

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527241

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน  National Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

National Museum d’Art de Catalunya หรือ National Art Museum of Catalonia ที่มีชื่อย่อว่า MNAC นี้เป็นมิวเซียมศิลปะที่อยู่ ณ ส่วนปลายสุดของ Avinquda de la Reina Maria Cristina ใกล้ Plaza Espanya เขา Montjuic ในเมืองบาร์เซโลน่า แคว้น Catalonia มิวเซียมที่เป็นที่จัดแสดงภาพเขียนยุค Romanesque จากโบสถ์ในยุคเดียวกันรวมทั้งงานศิลปะและงานออกแบบของแคว้น Catalan ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ ตั้งอยู่ในอาคารที่สร้างด้วยศิลปะแนวอิตาเลียนตั้งแต่ปี 1929

ต้นกำเนิดมิวเซียมมาจากการเก็บสะสมของใช้จากหอสวดมนต์ Santa Agata ไว้ใน Museu Provincial d’Antiguitats ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นมิวเซียมครั้งแรกใน
วันที่ 15 มีนาคม 1880 โดยมีเป้าหมายที่จะเก็บของสะสมโบราณคดีแนว Catalan Renaissance ต่อมามิวเซียมแห่งนี้ได้ยกระดับขึ้นเป็น The Municipal Museum of Fine Arts เพื่อเก็บสะสมของจัดแสดงจากนิทรรศการในปี 1888 ที่จัดขึ้นที่ Ciutadella อันเป็นหอจัดแสดงงานศิลปะนานาชาติส่งผลให้ที่นี่เน้นมาเก็บของสะสมแนวร่วมสมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 19 แทน

เมื่อของจัดแสดงทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปะเพิ่มขึ้น เทศบาลจึงขยายมิวเซียมให้ใหญ่ขึ้นและตั้งชื่อใหม่เป็น Museum of Art and Archaeology ซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1915 ต่อมาในปี 1929 เทศบาลได้จัดให้มีนิทรรศการขึ้นที่ตึก ณ เขา Montjuic และนำผลงานนิทรรศการกลับมาเก็บที่ Museum of the Ciutadella ซึ่งภายหลังได้จัดตั้งเป็น Museu d’Art de Catalunya หลังสงคราม การบริหารจัดการมิวเซียมศิลปะต่างๆ ได้ถูกโอนย้ายไปให้กับเทศบาลเมืองบาร์เซโลน่า โดยได้แต่งตั้งให้ Joan Ainaud de Lasarte เป็นผู้อำนวยการเขาได้เก็บสะสมของจัดแสดงเพิ่มขึ้นเป็นช่วงๆ อาทิ Romanesque (1972), Gothic (1981) และ Renaissance กับBaroque (1985)

หลังปี 1990 เทศบาลเมืองได้มีดำริที่จะจัดระบบมิวเซียมใหม่โดยควบรวมมิวเซียมหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันประกอบด้วย Museu d’Art Catalunya, Muse d’Art Modern และของจัดแสดงประเภทภาพร่างจากห้องสมุดอีกหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันจนถือกำเนิดเป็น Museu National d’Art de Catalunya โดยได้มีการเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 16 ธันวาคม 2004 มิวเซียมแห่งนี้มีของสะสมมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะของภายในแคว้น Catalan แต่ยังคงมีงานของศิลปินอื่นในชาติและนานาชาติ ในปี 2010 คณะกรรมการบริหารได้ปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Gothic ใหม่ ส่วนการปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Romanesque ซึ่งเป็นงานยุคแรกนั้นกลับทำในปี 2011 และในปี 2014 ทางมิวเซียมได้เพิ่มงานแนว Modern ขึ้นมาอีกจนทำให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมทางด้านศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของสเปน

ส่วนของอาคารที่เรียกว่า Palau Nacional นั้นก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1926-9 โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดแสดงนิทรรศการที่ชื่อ 1929 Barcelona InternationalExposition ซึ่งเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะของสเปนโดยเฉพาะ อาคารที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบคลาสสิกซึ่งมีพื้นที่ขนาด 5 หมื่นตารางเมตรนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ของกรุงโรม ที่นี่ยังมีความพิเศษอีกอย่างตรงที่เป็นที่ตั้งของออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความโอ่อ่าของอาคารตั้งแต่ทางขึ้นบันไดที่ใหญ่โตและหรูหราซึ่งได้รับการออกแบบโดย Carles Buigas สถาปนิก วิศวกร และนักประพันธ์ชาว Catalan เมื่อเข้าไปในอาคาร นักท่องเที่ยวยังจะสามารถดื่มด่ำไม่รู้ลืมกับความอลังการของอาคารแนว Modernism ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นปอดและศูนย์กลางของเมืองบาร์เซโลน่าที่ได้รับการออกแบบโดย Josep Puig I Cadafalch สถาปนิกแนว Modernism ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดผู้หนึ่งในช่วงเวลานั้นโดยยังไม่จำเป็นต้องได้ชื่นชมของจัดแสดงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525709

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โดยทั่วไป Ethnology Museum หรือมิวเซียมชาติพันธุ์มักพบได้ในประเทศยุโรปขนาดเล็ก อาทิSlovenia, Croatia แต่สำหรับสเปน เรากลับพบ Ethnology Museum ในเมืองใหญ่อย่างบาร์เซโลนาซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงอย่าง Madrid ทำไม ก่อนจะอธิบายถึงการจัดตั้งมิวเซียมชาติพันธุ์ในบาร์เซโลนานั้น นักท่องเที่ยวคงอยากทราบว่ามิวเซียมชาติพันธุ์คือมิวเซียมเกี่ยวกับอะไรกันแน่ มิวเซียมชาติพันธุ์ในโลกตะวันตกนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้จัดตั้งมักมีความปรารถนาที่จะจัดแสดงของที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมและสังคมทั้งหลาย อาทิ การแต่งตัว ประเพณี การทำมาหากินในแต่ละยุคสมัย เป้าหมายของมิวเซียมประเภทนี้ก็คือเป็นบริการสาธารณะที่จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง ค้นคว้า และจัดแสดงนิทรรศการ

ภัณฑารักษ์จึงมักทำงานร่วมกับชุมชนในการจัดนิทรรศการเพื่อหาหนทางในการตั้งปัญหาที่อนุญาตให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กันอันจะนำมาซึ่งการค้นหาคำตอบและบทสรุปได้ด้วยตัวเอง ของจัดแสดงทั้งหลายจึงมักถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงความสนใจโดยรวมของคนในสังคม ผู้เข้าชมทั้งเพื่อการศึกษาจากสถาบันศึกษาและคนทั่วไปที่ใฝ่หาความจริงจะได้ความรู้และสามารถที่จะปรับใช้กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การถือกำเนิดและการควบรวมกันของชาติพันธุ์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติเป็นผลมาจากการล่าอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนทำให้เกิดการเน้นย้ำไปที่สิ่งพิเศษทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เวลา กิจกรรมพื้นบ้านที่ปัจจุบันส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ส่วนขบวนการเป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมและโลกาภิวัตน์ที่เริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นได้ทำให้ภาพการแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบทเลือนรางลงส่งผลให้ขบวนการทางมานุษยวิทยาที่เคยเป็นบทสรุปของสังคมล้าหลังและพัฒนา ป่าเถื่อนและศิวิไลซ์เลือนหายไปสู่การศึกษาถึงเมืองและอุตสาหกรรมแทนที่แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างโครงสร้างทางสังคมและความซับซ้อนทางด้านวัฒนธรรมในแต่ละชนชาติ

เมื่อความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมมีน้อยลง วิวัฒนาการของแนวคิดในการจัดมิวเซียมชาติพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเฉกเช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมและมานุษยวิทยาทั่วไป แต่ยังคงทำหน้าที่หลักในการรักษาและดูแลมรดกของแต่ละชาติ ภัณฑารักษ์จึงจำเป็นต้องหาหนทางให้วิธีการจัดแสดงผลงานดูทันสมัย ดึงดูดใจและตอบโจทย์ผู้เยี่ยมชมให้มากขึ้นด้วยการจัดแสดงที่มีมิติมากขึ้นและให้ของจัดแสดงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น ความอิ่มเอมใจจากประสบการณ์เยี่ยมเยือนมิวเซียมได้ถูกเพิ่มเติมขึ้นจากการใช้สื่อต่างๆ ทั้งวีดีโอ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ AI ยิ่งกว่านั้นภัณฑารักษ์ยังส่งเสริมให้ผู้เยี่ยมเยือนเข้าทำ workshop และสัมมนาเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอันจะเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเพียงการเดินชมของจัดแสดงและนิทรรศการเท่านั้น

การที่บาร์เซโลนาจะได้เป็นเมืองที่จัดแสดงโอลิมปิกในปี 1992 ทำให้ชาวเมืองต้องการให้เมืองดูเป็นนานาชาติ พวกเขาจึงตัดสินใจจัดตั้ง Ethnology Museum
Barcelona ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวบาร์เซโลนาที่เปลี่ยนไปสู่การเป็นเมืองนานาชาติ เทศบาลเมืองยังได้มีการวางแผนเมืองใหม่หมดด้วย นักท่องเที่ยวจะเห็นของจัดแสดงเริ่มต้นจากการอธิบายชีวิตมนุษย์เริ่มที่บ้าน ศาสนา การเล่น การเรียน การทำงาน festival อันเป็นฐานรากของการสร้างวัฒนธรรม สิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะสังเกตได้ว่าเป็นตัวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสากลมากที่สุดก็คือ ถนน festival ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถย้อนเวลากลับไปเพลิดเพลินด้วยได้มากที่สุดนั่นเอง