แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531816

แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Portrait in Modernism in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

The Sculptor by Antoni Fabres

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมเป็นประจำจะทราบดีว่ามิวเซียมแทบทุกแห่งจะมีหมวดภาพเหมือนหรือ Portraitซึ่งเป็นที่ประชันผลงานที่สำคัญของศิลปินทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะศิลปินหลังยุค Medieval ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ยุค Renaissance เป็นต้นมา แม้งานศิลปะส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อกษัตริย์และศาสนจักร แต่ขุนนางและคหบดีเริ่มมีจำนวนมากขึ้นและเริ่มอุปถัมภ์หรือจ้างศิลปินเพื่อมาวาดภาพเหมือนของตัวเองมากขึ้น ศิลปินที่มีฝีไม้ลายมือดีและชื่นชอบการวาดภาพเหมือนจึงมีลูกค้าที่เป็นขุนนางและคหบดีเพิ่มขึ้นและมีฐานะดีขึ้น ศิลปินที่ไม่สามารถวาดภาพเหมือนได้เป็นอย่างดีก็จะมีลูกค้าน้อย และไม่สามารถมีชื่อเสียงได้ ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคModernism หรือคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาด้วยแล้ว ศิลปินที่สามารถวาดภาพเหมือนได้เหมือนจริงมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

งาน Modernism ใน Museum National d’Art de Catalunya เป็นผลงานที่เริ่มต้นมาจากการจัดนิทรรศการในเมืองบาร์เซโลน่าในปี 1888 นับจากนั้นมาทางมิวเซียมก็ได้ของจัดแสดงเพิ่มขึ้นจากการจัดนิทรรศการทุกปีหรือจากเอกชนบริจาคให้ ซื้อมาหรือศิลปินบริจาคมาให้จึงสะท้อนรสนิยมตามเวลาที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นงานภาพร่างงานตกแต่ง ภาพเขียนหรือแม้แต่เหรียญกษาปณ์

Portrait of Bruno Cuadros by Antoni Fabres

นักท่องเที่ยวที่ได้เยือนมิวเซียมจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของศิลปะและวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สู่ครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 หากสังเกตให้ดีนักท่องเที่ยวจะพบว่า ลักษณะงานที่เริ่มเป็น Modernism นั้นจะไม่เป็นไปตามแบบอย่างของสถาบันการศึกษา แต่มักมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินมากขึ้น แม้แต่ศิลปินในแนวทางศิลปะเดียวกันก็ตาม หากนักท่องเที่ยวศึกษาอย่างลึกซึ้งก็จะสามารถสังเกตเห็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินรายบุคคลได้เลย ยิ่งในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจแทบทั้งยุโรปกำลังรุ่งเรือง คหบดีมีมากขึ้นศิลปินไม่จำเป็นต้องอาศัยศาสนจักรยังชีพบางคนสามารถทำตัวดั่งศาสนจักรโดยดำรงตนเสมือนหนึ่งเป็นพระเสียเอง นั่นคือ กำหนดแนวทางศิลปะและแนวทางในการทำมาหากินเองด้วย ในสังคมที่กำลังยุ่งเหยิงและมีการต่อสู้กันระหว่างชนชั้น ศิลปินส่วนหนึ่งเสนอตัวเป็นตัวแทนของความมีอิสรภาพความหรูหรา ผู้ต่อต้านขนบ หรือกองหน้าของกลุ่มปฏิวัติ กลุ่มหลังสุดนี้ได้กลายเป็นผู้นำของตลาดศิลป์หรูหรายุคใหม่อันเป็นที่มาของงานภาพเหมือนที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์

Portrait of Bruno Cuadros detail by Antoni Fabres

โดยทั่วไปก่อนที่ศิลปินจะมีความชำนาญในการวาดภาพเหมือนจนถึงขนาดมีชื่อเสียง พวกเขามักวาดภาพเหมือนของตัวเอง คนใกล้ชิดและเพื่อนศิลปินด้วยกันเองก่อนพวกเขาจะใช้ผลงานภาพเหมือนตัวเองเป็นเสมือนเครื่องนำทางสู่รายได้มหาศาลหากแนวทางผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคหบดี หรือแม้แต่ราชวงศ์ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนMuseum National d’Artde Catalunya จะเห็นว่า ผลงานภาพเหมือนของศิลปินเกือบทุกคนที่ภัณฑารักษ์เลือกมาเป็นผลงานที่ศิลปินรังสรรค์งานเพื่อนศิลปินกันเองโดยงานของ AugustusRodin นักประติมากรชาวฝรั่งเศสมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด งาน The Sculptor by Antoni Fabres นั้นก็ดูเหมือนจริงมาก สำหรับงาน Portrait of Painter Xavier Nogues by Pablo Gargalloแม้ศิลปินจะมิได้มีชื่อเสียงโด่งดังเทียบเท่ากับ Augustus Rodin แต่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ไม่ได้ด้อยกว่างานของRodin แต่อย่างใด ส่วนงานของศิลปินพื้นเมืองทั้ง Maria Fortuny และ Maria Pidelasserraก็ไม่เป็นรองศิลปินนานาชาติแต่อย่างใดอันแสดงให้เห็นว่านับจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ความเท่าเทียมกันของฝีไม้ลายมือของศิลปินพื้นเมืองหรือนานาชาติแทบไม่แตกต่างกันแล้วPortrait of Painter Joaquim Vayreda by Antoni CabaPortrait of Painter Joaquim Vayreda by Antoni CabaPortrait of Painter Pere Ysern by Maria PidelaserraPortrait of Painter Pere Ysern by Maria PidelaserraPortrait of Painter Sebastia Junyent by Antoni CabaPortrait of Painter Sebastia Junyent by Antoni CabaPortrait of Painter Xavier Nogues by Pablo GargalloPortrait of Painter Xavier Nogues by Pablo GargalloPortrait of Sculptor Alexandre Figuiere by Augustus RodinPortrait of Sculptor Alexandre Figuiere by Augustus RodinPortrait of Sculptor Jeroni Sunol by Maria FortunyPortrait of Sculptor Jeroni Sunol by Maria FortunySelf Portrait by Maria FortunySelf Portrait by Maria Fortuny

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530363

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter and St.Paul

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 09.15 น.

St.Peter and St.Paul detail by El Greco

นักท่องเที่ยวที่นับถือคริสต์ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือคาทอลิกคงคุ้นเคยกันดีกับ St.Peter และ St.Paul แต่นักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาอื่น เมื่อเข้าโบสถ์นิกายคาทอลิกหรือเข้ามิวเซียมจิตรกรรมหรือประติมากรรมและได้มีโอกาสชื่นชมงานศิลปะจะเห็นภาพที่ตั้งชื่อว่า St.Peter และ St.Paul อยู่บ่อยๆ ก็อาจสงสัยว่า เหตุใดงานศิลปะยุโรปจึงมีแต่ภาพของนักบุญสององค์นี้เป็นส่วนใหญ่ และคนไหนคือ St.Peterคนไหนคือ St.Paul ดูได้จากอะไร

ก่อนที่จะพูดถึงนักบุญทั้งสองนักท่องเที่ยวคงต้องรู้เรื่องราวที่ไปที่มาคร่าวๆก่อนสักเล็กน้อยเพื่อให้การดูงานศิลปะอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนามีความสนุกสนานยิ่งขึ้น ย้อนไปในประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดศาสนาคริสต์นั้น เมื่อพระเยซูเริ่มออกเดินทางเพื่อสั่งสอนประชาชน พระองค์ทรงเลือกสาวก 12 คน เป็นผู้ติดตาม สาวกทั้ง 12 คนนี้ก็ได้กลายมาเป็นนักบุญทั้ง 12 ที่ถูกศิลปินถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะจวบจนปัจจุบัน นักบุญที่สำคัญที่สุดท่านแรกก็คือ St.Peter หรือซีมอน หรือเปโตร ก่อนที่ซีมอนจะมาเป็นสาวกหรือผู้ติดตามพระเยซูนั้น เดิมทำอาชีพประมงอยู่ในเขตเบธไซดา ต่อมาย้ายมาอยู่ที่คาร์เปอร์นาอุม และเมื่อซีมอนได้รับคำแนะนำจากน้องชายให้รู้จักกับพระคริสต์ ท่านก็เลื่อมใสและติดตามพระองค์ไปทุกที่แล้วจึงเปลี่ยนนามเป็นเปโตรที่แปลว่าศิลา

St.Peter and St.Paul by El Greco

เปโตรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาและได้รับมอบหมายให้สร้างอาณาจักรเพื่อเปิดรับประชาชนที่อยากศึกษาศาสนา นอกจากนี้ท่านยังมีอำนาจในการตัดสินเรื่องคำสอนและระเบียบวินัยจึงทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นสันตะปาปาองค์แรกของศาสนา นักท่องเที่ยวที่ดูงานจิตรกรรมประจำจะทราบดีว่า ภาพนักบุญเปโตรจะมีสัญลักษณ์เฉพาะเจาะจงนั่นคือ กุญแจ เพราะท่านมักถือกุญแจไว้ในมืออันแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการคัดเลือกคนเข้ามาสู่คริสตจักร โบสถ์แห่งแรกของศาสนาคริสต์ก็ยังตั้งชื่อว่า St. Peter ณ กรุงโรม เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านด้วย

แล้ว St. Paul หรือนักบุญเปาโลเป็นใครนักบุญเปาโลเป็นมิชชันนารีที่สำคัญที่สุดของศาสนาคริสต์ยุคแรก เป็นที่เชื่อกันว่าส่วนจดหมายของนักบุญเปาโลซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นโดยนักบุญเปาโลในการดูผลงานจิตรกรรมนั้น นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่านักบุญเปาโลจะมีหนวดยาว เคราฟู ถือดาบและพระคัมภีร์

St.Peter และ St.Paul ใน Museum National d’Art de Catalunya ที่สำคัญที่สุดก็คืองานของ El Greco ศิลปินชั้นนำของสเปนนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับศิลปินท่านนี้จะสามารถทายชื่อภาพและศิลปินผู้รังสรรค์งานได้ทันทีเพราะมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสังเกตได้จากมือที่มีลักษณะนิ้วที่ยาวผิดปกติ และ St.Peter ถือกุญแจ ส่วน St.Paul ไว้หนวดรุงรังถือดาบ ส่วนผลงาน St.Paul ของVelazquez ศิลปินชาวสเปนชื่อดังอีกท่าน ก็เป็นชายไว้หนวดถือหนังสือนั่นเองAngel freeing St.Peter by Francisco RiziAngel freeing St.Peter by Francisco RiziSt.John the Evangelist by Mateo CerezoSt.John the Evangelist by Mateo CerezoSt.Paul by VelazquezSt.Paul by Velazquez

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/528830

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Mother of God in Museum National d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Holy Family return from Egypt by Giovanni Francesco Romanelli

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ามิวเซียมส่วนใหญ่มักจัดแสดงศิลปะตาม chronological หรือตามลำดับเวลาโดยมักจัดแสดงให้ศิลปินตามแนวทางศิลปะเหมือนกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยอาจมีการจัดแสดงแยกกันระหว่างศิลปินนานาชาติกับศิลปินพื้นเมือง มิวเซียมบางแห่งยังเน้นจัดแสดงผลงานของศิลปินพื้นเมืองมากเป็นพิเศษเพื่อเป็นการยกย่องและแสดงออกถึงความเป็นชาตินิยม Museum National d’Art de Catalunya ก็เป็นอีกมิวเซียมหนึ่งที่จัดแสดงผลงานด้วยวิธีเดียวกัน แต่ไม่เพียงจะเน้นผลงานของศิลปินท้องถิ่นสเปนและศิลปินประจำแคว้น แต่ภัณฑรักษ์ยังมีการจัดแบบพิเศษโดยเน้นเป็นหัวข้อด้วย

ผลงานในห้องแรกๆ ที่เป็นผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance และ Baroque อันเป็นผลงานที่ได้มาจากของสะสมจากภาคเอกชนนั้นเป็นผลงานที่ค่อนข้างเก่านับจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาซึ่งเป็นช่วงที่คนทั่วไปยังไม่มีกำลังซื้อ ศิลปินในช่วงเวลานั้นจึงมักผลิตผลงานเพื่อตอบสนองต่อกษัตริย์และศาสนจักรเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่คุ้นชินกับศิลปินยุคเก่าเช่นนี้จะทราบดีว่า ศิลปินที่โด่งดังในยุค Renaissance ที่สุดก็ไม่พ้นศิลปินชาวอิตาเลียน ส่วนยุค Baroque นั้น ก็ขยับมาเป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสบ้าง ส่วนศิลปินสเปนโดยเฉพาะศิลปินชาว Catalunya ในช่วงเวลานั้นยังแทบไม่เป็นที่รู้จักเลยจึงมีผลงานจัดแสดงค่อนข้างน้อย

Birth of the Virgin by Damia Forment

อย่างไรก็ดี การเยี่ยมชมผลงานศิลปะใน Museum National d’Art de Catalunya ก็ยังคงมีความน่าสนใจจากการที่ภัณฑรักษ์จัดมิวเซียมตามหัวข้อทำให้การเปรียบเทียบผลงานของศิลปินทั้งระหว่างนานาชาติและพื้นเมืองเป็นไปอย่างสนุกสนานและได้ความรู้มากขึ้น หัวข้อสำคัญสำหรับงานศิลปะในยุคRenaissance ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรมักจะอยู่ในหัวเรื่อง Mother of God อันเป็นเรื่องราวสำคัญของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก พระแม่มารีซึ่งเป็นพระมารดาของพระคริสต์เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของนิกายโรมันคาทอลิกนั้นจะดูบริสุทธิ์ ปกป้องและอบอุ่นเป็นตัวแทนของการประกาศคำสอนที่อุดมไปด้วยความรักและเมตตาของพระคริสต์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติ

ศิลปินมักรังสรรค์งานทั้งประติมากรรมและจิตรกรรมที่มีตั้งแต่ องค์พระแม่มารีเดี่ยวๆ อาทิ Reliquary bust of the female saint by Pietro Quatraro พระแม่มารีอุ้มพระบุตร อาทิ Mother and child, Virgin and Child by Sequidor de Diego de Siloe พระแม่มารี และครอบครัว อาทิ Holy Family by Matthias
Stoma, Holy Family return from Egypt by Giovanni Francesco Romanelli ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล รวมถึงพระแม่มารี อุ้มพระบุตรท่ามกลางนักบุญหลากหลายองค์ อาทิ Birth of the Virgin by Damia Forment, Virgin and child between St. Peter andSt. Paul by Vincenzo Frediani และ Virgin and child with saint Elizabeth and young St.John by Peter Paul Ruben อันเป็นภาพที่เปิดเผยถึงการสนทนาศักดิ์สิทธิ์ที่พระแม่มารีซึ่งเป็นพระมารดาที่แม้มิได้มียศถาบรรดาศักดิ์แต่ทรงอุ้มพระบุตรประทับอยู่ท่ามกลางนักบุญทั้งหลาย

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าการที่มิวเซียมจัดแสดงผลงานศิลปะไม่เพียงตามลำดับเวลาเท่านั้น แต่ยังจัดตามหัวข้อด้วยนั้นทำให้นักท่องเที่ยวได้รับอรรถรสในการเสพศิลป์มากยิ่งขึ้นและยังสนุกสนานมากกว่าปกติอีกด้วยHoly Family by Matthias StomaHoly Family by Matthias StomaVirgin and child with saint Elizabeth and young St. John by Peter Paul RubenVirgin and child with saint Elizabeth and young St. John by Peter Paul RubenVirgin and Child by Sequidor de Diego de SiloeVirgin and Child by Sequidor de Diego de SiloeVirgin and child between St.Peter and St.Paul by Vincenzo FredianiVirgin and child between St.Peter and St.Paul by Vincenzo FredianiReliquary bust of the female saint by Pietro QuatraroReliquary bust of the female saint by Pietro QuatraroMother and childMother and child

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527241

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน  National Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนห้องภาพที่ใหญ่ที่สุดของสเปน National Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

National Museum d’Art de Catalunya หรือ National Art Museum of Catalonia ที่มีชื่อย่อว่า MNAC นี้เป็นมิวเซียมศิลปะที่อยู่ ณ ส่วนปลายสุดของ Avinquda de la Reina Maria Cristina ใกล้ Plaza Espanya เขา Montjuic ในเมืองบาร์เซโลน่า แคว้น Catalonia มิวเซียมที่เป็นที่จัดแสดงภาพเขียนยุค Romanesque จากโบสถ์ในยุคเดียวกันรวมทั้งงานศิลปะและงานออกแบบของแคว้น Catalan ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ ตั้งอยู่ในอาคารที่สร้างด้วยศิลปะแนวอิตาเลียนตั้งแต่ปี 1929

ต้นกำเนิดมิวเซียมมาจากการเก็บสะสมของใช้จากหอสวดมนต์ Santa Agata ไว้ใน Museu Provincial d’Antiguitats ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นมิวเซียมครั้งแรกใน
วันที่ 15 มีนาคม 1880 โดยมีเป้าหมายที่จะเก็บของสะสมโบราณคดีแนว Catalan Renaissance ต่อมามิวเซียมแห่งนี้ได้ยกระดับขึ้นเป็น The Municipal Museum of Fine Arts เพื่อเก็บสะสมของจัดแสดงจากนิทรรศการในปี 1888 ที่จัดขึ้นที่ Ciutadella อันเป็นหอจัดแสดงงานศิลปะนานาชาติส่งผลให้ที่นี่เน้นมาเก็บของสะสมแนวร่วมสมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 19 แทน

เมื่อของจัดแสดงทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปะเพิ่มขึ้น เทศบาลจึงขยายมิวเซียมให้ใหญ่ขึ้นและตั้งชื่อใหม่เป็น Museum of Art and Archaeology ซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1915 ต่อมาในปี 1929 เทศบาลได้จัดให้มีนิทรรศการขึ้นที่ตึก ณ เขา Montjuic และนำผลงานนิทรรศการกลับมาเก็บที่ Museum of the Ciutadella ซึ่งภายหลังได้จัดตั้งเป็น Museu d’Art de Catalunya หลังสงคราม การบริหารจัดการมิวเซียมศิลปะต่างๆ ได้ถูกโอนย้ายไปให้กับเทศบาลเมืองบาร์เซโลน่า โดยได้แต่งตั้งให้ Joan Ainaud de Lasarte เป็นผู้อำนวยการเขาได้เก็บสะสมของจัดแสดงเพิ่มขึ้นเป็นช่วงๆ อาทิ Romanesque (1972), Gothic (1981) และ Renaissance กับBaroque (1985)

หลังปี 1990 เทศบาลเมืองได้มีดำริที่จะจัดระบบมิวเซียมใหม่โดยควบรวมมิวเซียมหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันประกอบด้วย Museu d’Art Catalunya, Muse d’Art Modern และของจัดแสดงประเภทภาพร่างจากห้องสมุดอีกหลายแห่งเข้าไว้ด้วยกันจนถือกำเนิดเป็น Museu National d’Art de Catalunya โดยได้มีการเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 16 ธันวาคม 2004 มิวเซียมแห่งนี้มีของสะสมมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะของภายในแคว้น Catalan แต่ยังคงมีงานของศิลปินอื่นในชาติและนานาชาติ ในปี 2010 คณะกรรมการบริหารได้ปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Gothic ใหม่ ส่วนการปรับปรุงการจัดแสดงงานแนว Romanesque ซึ่งเป็นงานยุคแรกนั้นกลับทำในปี 2011 และในปี 2014 ทางมิวเซียมได้เพิ่มงานแนว Modern ขึ้นมาอีกจนทำให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมทางด้านศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของสเปน

ส่วนของอาคารที่เรียกว่า Palau Nacional นั้นก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1926-9 โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดแสดงนิทรรศการที่ชื่อ 1929 Barcelona InternationalExposition ซึ่งเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานศิลปะของสเปนโดยเฉพาะ อาคารที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบคลาสสิกซึ่งมีพื้นที่ขนาด 5 หมื่นตารางเมตรนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ของกรุงโรม ที่นี่ยังมีความพิเศษอีกอย่างตรงที่เป็นที่ตั้งของออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความโอ่อ่าของอาคารตั้งแต่ทางขึ้นบันไดที่ใหญ่โตและหรูหราซึ่งได้รับการออกแบบโดย Carles Buigas สถาปนิก วิศวกร และนักประพันธ์ชาว Catalan เมื่อเข้าไปในอาคาร นักท่องเที่ยวยังจะสามารถดื่มด่ำไม่รู้ลืมกับความอลังการของอาคารแนว Modernism ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นปอดและศูนย์กลางของเมืองบาร์เซโลน่าที่ได้รับการออกแบบโดย Josep Puig I Cadafalch สถาปนิกแนว Modernism ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดผู้หนึ่งในช่วงเวลานั้นโดยยังไม่จำเป็นต้องได้ชื่นชมของจัดแสดงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525709

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnology Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โดยทั่วไป Ethnology Museum หรือมิวเซียมชาติพันธุ์มักพบได้ในประเทศยุโรปขนาดเล็ก อาทิSlovenia, Croatia แต่สำหรับสเปน เรากลับพบ Ethnology Museum ในเมืองใหญ่อย่างบาร์เซโลนาซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงอย่าง Madrid ทำไม ก่อนจะอธิบายถึงการจัดตั้งมิวเซียมชาติพันธุ์ในบาร์เซโลนานั้น นักท่องเที่ยวคงอยากทราบว่ามิวเซียมชาติพันธุ์คือมิวเซียมเกี่ยวกับอะไรกันแน่ มิวเซียมชาติพันธุ์ในโลกตะวันตกนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้จัดตั้งมักมีความปรารถนาที่จะจัดแสดงของที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมและสังคมทั้งหลาย อาทิ การแต่งตัว ประเพณี การทำมาหากินในแต่ละยุคสมัย เป้าหมายของมิวเซียมประเภทนี้ก็คือเป็นบริการสาธารณะที่จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง ค้นคว้า และจัดแสดงนิทรรศการ

ภัณฑารักษ์จึงมักทำงานร่วมกับชุมชนในการจัดนิทรรศการเพื่อหาหนทางในการตั้งปัญหาที่อนุญาตให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กันอันจะนำมาซึ่งการค้นหาคำตอบและบทสรุปได้ด้วยตัวเอง ของจัดแสดงทั้งหลายจึงมักถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงความสนใจโดยรวมของคนในสังคม ผู้เข้าชมทั้งเพื่อการศึกษาจากสถาบันศึกษาและคนทั่วไปที่ใฝ่หาความจริงจะได้ความรู้และสามารถที่จะปรับใช้กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การถือกำเนิดและการควบรวมกันของชาติพันธุ์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติเป็นผลมาจากการล่าอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนทำให้เกิดการเน้นย้ำไปที่สิ่งพิเศษทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เวลา กิจกรรมพื้นบ้านที่ปัจจุบันส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ส่วนขบวนการเป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมและโลกาภิวัตน์ที่เริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นได้ทำให้ภาพการแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบทเลือนรางลงส่งผลให้ขบวนการทางมานุษยวิทยาที่เคยเป็นบทสรุปของสังคมล้าหลังและพัฒนา ป่าเถื่อนและศิวิไลซ์เลือนหายไปสู่การศึกษาถึงเมืองและอุตสาหกรรมแทนที่แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างโครงสร้างทางสังคมและความซับซ้อนทางด้านวัฒนธรรมในแต่ละชนชาติ

เมื่อความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมมีน้อยลง วิวัฒนาการของแนวคิดในการจัดมิวเซียมชาติพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเฉกเช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมและมานุษยวิทยาทั่วไป แต่ยังคงทำหน้าที่หลักในการรักษาและดูแลมรดกของแต่ละชาติ ภัณฑารักษ์จึงจำเป็นต้องหาหนทางให้วิธีการจัดแสดงผลงานดูทันสมัย ดึงดูดใจและตอบโจทย์ผู้เยี่ยมชมให้มากขึ้นด้วยการจัดแสดงที่มีมิติมากขึ้นและให้ของจัดแสดงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น ความอิ่มเอมใจจากประสบการณ์เยี่ยมเยือนมิวเซียมได้ถูกเพิ่มเติมขึ้นจากการใช้สื่อต่างๆ ทั้งวีดีโอ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ AI ยิ่งกว่านั้นภัณฑารักษ์ยังส่งเสริมให้ผู้เยี่ยมเยือนเข้าทำ workshop และสัมมนาเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอันจะเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเพียงการเดินชมของจัดแสดงและนิทรรศการเท่านั้น

การที่บาร์เซโลนาจะได้เป็นเมืองที่จัดแสดงโอลิมปิกในปี 1992 ทำให้ชาวเมืองต้องการให้เมืองดูเป็นนานาชาติ พวกเขาจึงตัดสินใจจัดตั้ง Ethnology Museum
Barcelona ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวบาร์เซโลนาที่เปลี่ยนไปสู่การเป็นเมืองนานาชาติ เทศบาลเมืองยังได้มีการวางแผนเมืองใหม่หมดด้วย นักท่องเที่ยวจะเห็นของจัดแสดงเริ่มต้นจากการอธิบายชีวิตมนุษย์เริ่มที่บ้าน ศาสนา การเล่น การเรียน การทำงาน festival อันเป็นฐานรากของการสร้างวัฒนธรรม สิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะสังเกตได้ว่าเป็นตัวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสากลมากที่สุดก็คือ ถนน festival ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถย้อนเวลากลับไปเพลิดเพลินด้วยได้มากที่สุดนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524131

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro

แหวกฟ้าหาฝัน : Foundation Joan Miro

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Painting

สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art เมื่อได้เยือนเมืองบาร์เซโลน่า นั่นคือ Foundation Joan Miro มูลนิธิที่ Joan Miro ตั้งใจก่อตั้งขึ้นเพื่อเก็บสะสมงานของตัวเองเพื่อเป็นการรำลึกถึงงานของเขาในเมืองบาร์เซโลน่าและเป็นที่พบปะสังสรรค์และสะสมงานแนวศิลปะร่วมสมัย Joan Miro เกิดในเมืองบาร์เซโลน่า วันที่ 20 เมษายน ณ บ้านเลขที่ 4 Passatge del Credit ในครอบครัวของช่างเงิน และช่างทำตู้ เขาเข้าเรียนหนังสือในเมืองและได้มีโอกาสเรียนการร่างกับ Mr. Civil ก่อนเข้าเรียนที่ Escola de Comerc จนถึงปี 1910 จึงเข้าเรียนต่อด้านศิลปะอย่างจริงจังที่ Escola Superior d’Arts Industrial I Belles Arts กับ Modest Urgell และ Josep Pasco

เขาเริ่มทำงานเป็นเสมียนที่ Dalmau I Oliveres และได้จัดแสดงผลงานครั้งแรกที่เทศบาลเมือง ปี 1911 เขาป่วยเป็นไทฟอยด์และต้องหยุดงานมาอยู่บ้านที่พ่อแม่ซื้อไว้ที่ Mont roig เขาเลยตัดสินใจเข้าเรียนศิลปะกับ Francesc Gali จนถึงปี 1915 ร่วมกับ Jaon Prats จนกลายเป็นเพื่อนสนิทก่อนเข้าร่วมสมาคมศิลปะด้วยกัน ในปี 1916 เขาได้พบกับ Josep Dalmau ตัวแทนขายภาพผู้ให้ความสนใจในผลงานของเขา ทั้งสองช่วยกันก่อตั้งห้องภาพขึ้นและร่วมกันศึกษาความรู้เพิ่มเติมทั้งในด้านงานศิลปะและบทกวี ในปี 1920 ทั้งสองได้เดินทางไปปารีสเพื่อหาลู่ทางในการจัดแสดงผลงานและได้พบกับ Picasso ก่อนที่จะได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวในปีต่อมา

Woman Bird Star

ในปี 1923 เขากลับมาอยู่ Mont riog และได้เริ่มสร้างงาน Tilled Field, CatalanLandscape และ Pastoral อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา ต่อมาในปี 1926 เขาย้ายไปเปิดห้องภาพใหม่ใกล้กับ Max Ernst และได้รับโอกาสจาก Sergei Diaghilev ให้ออกแบบเสื้อผ้าและฉากเรื่อง Romeo and Juliet ร่วมกัน หลังจากนั้นอีก 2 ปีเขาก็ได้สร้างงานตัดต่อชิ้นแรกที่ชื่อ Spanish Dancer ต่อมาเขาแต่งงานกับ Pilar Juncosa และย้ายไปอยู่ปารีสก่อนที่จะย้ายกลับไปอยู่บาร์เซโลน่าอีกครั้งตอนได้ลูกสาวคนเดียวที่ชื่อ Maria Dolors เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นในสเปน เขาตัดสินใจพาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่ปารีสก่อนย้ายไปอยู่ Normandy จนถึงปี 1940

ในปี 1944 เขาเริ่มใช้วัสดุที่เผาไม่สำเร็จจาก Josep Llorens มาสร้างงานเซรามิกและสามารถนำมาจัดแสดงในชื่อ Barcelona Series หลังจากนั้นเขาเริ่มมี
ชื่อเสียงมากขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จวบจนกระทั่งปี 1968 เขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหลังจากนั้นเขาไม่เคยหวนกลับไปสหรัฐอีกเลย แต่กลับสร้างสรรค์งานในบ้านเกิด อาทิอนุสาวรีย์ในสนามบินบาร์เซโลน่า และก่อตั้งมูลนิธิ Joan Miro-Centre d’Estudis d’Art Contemporani ในปี 1975 เพื่อเก็บสะสมผลงานเด่นๆ ของเขาไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม งานผ้า ประติมากรรมและงานพิมพ์ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Foundation Joan Miro ไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับผลงานที่น่าประทับใจจากศิลปินแล้ว ยังจะได้มีโอกาสสัมผัสกับอาคารที่ถูกออกแบบเพื่อการจัดแสดงงานศิลปะโดยเฉพาะเจาะจงแห่งเดียวในโลกจาก Josep Lluis Sert

Sculpture at La Defense Paris

แม้งานของ Joan Miro จะมีอัตลักษณ์ แต่กว่าเขาจะหาตัวตนจนพบ เขาก็ได้ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากการอาศัยอยู่ทั้งที่ Mont-roig, Paris, Majorca และนิวยอร์กเขาเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานโดยพยายามหลีกเลี่ยงแนวทางตามสายวิชาการจนทำให้งานของเขาไม่สามารถที่จะแบ่งแยกเข้าสู่ school ไหนได้เลย เขายังใช้ผลงานเพื่อแสดงความเป็นกบฏต่อการเมืองและสังคมรอบตัว นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขาแทบทุกชิ้นยากต่อการตีความงานอันเป็นผลจากการที่ศิลปินพยายามที่จะจับภาพช่วงเวลาในการมีชีวิตอยู่ในแต่ละจังหวะของมนุษย์ ความปรารถนาที่โดดเด่นของเขาก็คือการแสดงตัวตนถึงความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาในชีวิตของเขากับ Mont roig สถานที่สำคัญในชีวิตเขา ผลงานทุกชิ้นของเขาจึงไม่เพียงมีเอกลักษณ์ที่ยากต่อการเลียนแบบแต่ยากแก่การเข้าใจด้วยจนทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522624

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Josep Llimona i Bruguera ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Desolation

ใน Museum of Modernism Barcelona ไม่เพียงมีงานของ Miguel Blay y Fabregas และ Lambert Escaler I Mila ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองเท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของ Josep Llimona i Bruguera ศิลปินชาวบาร์เซโลน่าอีกผู้หนึ่งด้วย เขาเกิดวันที่ 8 เมษายน 1864 ที่เมืองบาร์เซโลน่า เขาเข้าเรียนหนังสือที่แรกที่ Llotja School ตามด้วยการเรียนที่ Studio กับพี่น้อง Agapit และ Venaci Vallmitjana ประติมากรชาว Catalan ก่อนที่จะฝึกงานกับ Rossend Nobas ประติมากรและช่างทองชาว Catalanอยู่ 2 ปี แล้วจึงเรียนต่อกับ Marti I Alsinaจิตรกรที่ School of Fine Arts เมืองบาร์เซโลน่า เมื่อเขาอายุได้ 16 ปี เขาก็ได้รับทุน3,600 เหรียญจากเทศบาลเมืองเพื่อไปเรียนศิลปะต่อที่โรมภายใต้เงื่อนไขที่ต้องผลิตผลงานตามคำสั่งของเทศบาลเมือง เขาได้บรรจงแกะสลักรูป Count of Barcelona Ramon Berenguer the Great จนทำให้เขาได้รับการขยายทุนออกไปอีกเพื่อให้ทำงานจนเสร็จสมบูรณ์ ผลงานชิ้นนี้ของเขาส่งผลให้เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในการจัดแสดงที่ Exposition Universal de Barcelonaในปี 1888 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดระดับนานาชาติของจิตรกรตั้งแต่ยังเยาว์

นอกจากผลงานประติมากรรมทองแดงของ Ramon Berenguer ที่ตั้งอยู่ ณ Salo de Sant Joan ในบาร์เซโลน่าแล้ว เขายังได้รับรางวัลจากงานประติมากรรม Joan Prim I Prats ที่จัด ณ เมืองTerragona ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขากึกก้องมากยิ่งขึ้นไปอีก เขายังสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างชื่ออีกหลายชิ้น อาทิ Desconsol ที่จัดแสดงในงาน International fine arts exhibitionเมืองบาร์เซโลน่า ปี 1907 ซึ่งงานชิ้นนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่มิวเซียมประจำเมืองในเวลาต่อมา Idil-li งานสะสมส่วนตัวของคหบดีชาวอาร์เจนตินา อนุสาวรีย์ Senora de Chopitea เมือง Buenos Aires ประเทศอาร์เจนตินา Amor a la Infancia ซึ่งจัดแสดงที่โรงเรียน Bosc เมือง Montjuic และอนุสาวรีย์ Doctor Robert ที่เดิมจัดแสดงที่ Placa de la University ในเมืองบาร์เซโลน่าก่อนย้ายไปที่ Placa Tetuan

Danaide by Auguste Rodin

นอกจากงานแนวอนุสาวรีย์แล้วLlimona ยังชอบสร้างสรรค์งานแนว Nude ด้วย แม้ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Artistic Circle of SantLluc เพื่อรักษางานแนว Contemporary Artจะถูกห้ามสร้างสรรค์งานแนว Nudeแต่เมื่อราชการอนุญาตให้สร้างงานแนว Nude ได้ เขาก็ได้สร้างผลงานที่ดีที่สุด ออกมานั่นคือ Desolation ในปี 1907 อันเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่าที่ดีที่สุดของศิลปิน Catalan ยุค Modernism ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ Museum ofModernism เมืองบาร์เซโลน่า Desolationเป็นผลงานที่สื่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่หยั่งลึกเข้าไปในธรรมชาติของมนุษย์ผ่านร่างกายที่เปลือยเปล่า แม้งานนี้จะได้รับแรงบันดาลใจจาก Danaide ของ AugusteRodin แต่ชิ้นงานกลับมีรายละเอียดมากกว่าโดยเฉพาะผิวสัมผัสตลอดเรือนร่างของสตรี นักท่องเที่ยวจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Desolation ที่ดูแปลกแยกระหว่างความซึมเศร้าและความบริสุทธิ์กับความมีชีวิตชีวาและความแข็งแกร่งของงาน Danaideของ Auguste Rodin อย่างเห็นได้ชัดยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวจะยังสัมผัสได้ว่าDesolation เป็นงาน Nude ที่เต็มไปด้วยอารมณ์อย่างยิ่งโดยมีลักษณะคล้ายนางไม้หรือภูตผีที่ดูลึกลับ สายตาที่ถูกซ่อนเร้นร่วมกับท่วงท่าที่ปิดบังของสงวนท่ามกลางความโค้งเว้าของรูปร่างเสมือนหนึ่งการเปิดเผยให้เห็นความเงียบสงบภายใน นอกจากนี้เขายังมีงานศิลปะประยุกต์ อาทิ คทาของ Bishop of Vic ชุดกาแฟสำหรับเป็นของขวัญงานแต่งงาน เครื่องประดับ อีกต่างหากด้วยInsomnia

InsomniaInsomnia another viewInsomnia another viewWoman’s head

Woman’s headNaive

NaiveNaive close upNaive close up

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521159

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Miguel Blay y Fabregas ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Day Dream

ใน Museum of Modernism Barcelona นอกจากจะมีผลงานของ Lambert Escalater ซึ่งเป็นศิลปินแนว Art Nouveau ชาวพื้นเมืองแล้ว ยังมีผลงานของ Miguel Blay y Fabregas ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองอีกคนหนึ่งด้วย เขาเกิดที่เมือง Olot จังหวัด Girona ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในแคว้น Catalanเขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะครั้งแรกที่Municipal Drawing School และ Studioof El Arte Cristiano โดยได้ฝึกงานกับJosep Berqa i Boix และ Joaquim Vayreda เขาได้รับทุนจากรัฐบาลท้องถิ่นให้ไปศึกษาต่อที่ปารีสปลายปี 1888 ณ Ecole des beauxartsและ Academie Julian ภายใต้การดูแลของ Henri Chapu นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศส แนว Neoclassic ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานของเขานับจากนั้นมา หลังจากนั้นเขาได้ไปศึกษาต่อที่กรุงโรมแล้วจึงกลับบ้านเกิด

นับจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นนักล่ารางวัลตัวยง ในปี 1889 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขัน Universal Exhibition ในกรุงปารีสและได้รับเหรียญเกียรติยศ French Legion of Honor ต่อมาอีก 3 ปี เขาได้เข้าแข่งขันใน NationalExposition of Fine Arts และได้รับรางวัลที่หนึ่งจากงาน Los primeros frios ซึ่งงานชิ้นนี้ก็ได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันที่บาร์เซโลน่าในปี 1894 เช่นกัน ในปี 1906 เขาได้ย้ายไปอยู่มาดริด และได้รับรางวัลจากงาน National Exhibition of Fine Arts ในมาดริดอีกจากงาน Eclosion อันเป็นงานที่เขาได้รับรางวัลมาก่อนหน้านี้แล้วในบาร์เซโลน่า การที่เขาเป็นผู้มีความสามารถมากทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando ในปี 1909 และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Special School of Fine Arts เมืองมาดริด ในปี 1910 เขาก็ได้รับรางวัล Grand Prix จาก International Exhibition of Art ในกรุงบัวโนสไอเรสเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Academyof Fine Art กรุงโรม ระหว่าง 1925-1932 และเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดสมองในปี 1936

ผลงานของเขามีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ ความหรูหรา และมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่ถูกกำหนดให้ทำจากภาครัฐหรือเอกชนก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่คหบดีจ้างทำนั้น เขายิ่งสามารถทำได้วิจิตรบรรจงจากการที่เขาสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกปิดกั้น นอกจากนี้ เขายังได้มีโอกาสแสดงผลงานตามอนุสาวรีย์ของเมืองต่างๆไม่ว่าจะเป็นในสเปน ฝรั่งเศส หลายประเทศในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอาร์เจนตินา นอกจากนี้เขายังได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ตามเมืองต่างๆ อาทิ Santiago de Chile, Montevideo, เมือง Panama และ San Juan ใน Puerto Rico

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเขาไม่มีชิ้นใดเกิน Los Primeros frios อันเป็นผลงานที่เขาสร้างขึ้นจากวัสดุ 2 ชนิด คือหินอ่อนซึ่งถูกจัดแสดงใน MNAC เมืองบาร์เซโลนา และในสวนในกรุงบัวโนสไอเรส และทองแดงซึ่งอยู่ใน Museo Regionalde la Garrocha ในเมือง Olot บ้านเกิดของเขา ผลงานทั้งสองชิ้นเกิดขึ้นต่างวาระกัน ชิ้นที่ทำจากหินอ่อนจะออกแนว idealistic ซึ่งเน้นในแง่ความแตกต่างของรายละเอียด เช่น ความเหี่ยวย่นของผิวหนังชายชรา และความเรียบรื่นของผิวหนังหญิงสาว ส่วนงานที่ทำจากทองแดงซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Augustus Rodin นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสจะเป็นการสังเคราะห์ระหว่าง Realism และอารมณ์ ผลงานชิ้นนี้ของเขาสร้างอิทธิพลต่อนักประติมากรรมชาว Catalan อีกหลายปี

นักท่องเที่ยวที่ได้ชม Day Dream อีกหนึ่งผลงานที่สำคัญของศิลปินใน Museum of Modernism Barcelona จะพบว่า ศิลปินสามารถผสมผสานความเป็นธรรมชาติของสตรีด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยแต่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เสมือนหนึ่งการผนึกเอาความแตกต่างระหว่างการแกะสลักอย่างละเอียดอ่อนของส่วนผิวกับความหยาบของหินอ่อนตรงฐาน สำหรับ Margheritina นั้น Blay ก็ผลิตผลงานได้อย่างน่าชื่นชมเพราะแม้งานชิ้นนี้จะมิได้ละเอียดมาก แต่ก็สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ได้อย่างถึงแก่น เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างตัวอย่างงานประติมากรรมที่สำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค Modernismใน Catalan เพราะเขาวิวัฒน์สไตล์ในการผลิตผลงานจาก Modernism สู่Symbolism สู่ Realism จนมาถึง Naturalismจนได้ฉายานามว่า Prince of Elegance and Correctness

Los Primeros frios

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila ใน Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519475

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila  ใน Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Lambert Escaler I Mila ใน Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกจากใน Museum of Modernism Barcelona จะมีผลงานของ Antoni Gaudi ศิลปินหลักของแคว้น Catalan แล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Lambert Escaler I Mila นักตกแต่งและนักประติมากรรมชาวบาร์เซโลนาอีกด้วย เขาเกิดที่ Vilafracnca del Penedes เมืองหนึ่งในแคว้น Catalan ในปี 1874 เขาย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่เมืองบาร์เซโลนาตั้งแต่อายุได้ 7 ปี พ่อของเขาได้เปิดร้านตัดเสื้อและขายของเกี่ยวกับโรงละคร รวมทั้งละครสัตว์ เมื่อละครสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากกลายเป็นของที่คนนิยม ครอบครัวเขาจึงมั่งคั่งขึ้น

การที่พ่อของเขาชอบงานประติมากรรมจึงกลายเป็นครูคนแรกของเขาต่อมาเขาได้เรียนรู้จาก JosepCampeny I Santamariaและได้รับการถ่ายทอดวิชาแนว Realistic มาด้วย นอกจากนี้เขายังได้รับการฝึกฝนกับ Ramon Escaler I Ullastre ลุงที่เป็นตัวตลกโดยได้เดินทางไปปารีสด้วยกันและเข้าเรียนที่ Llotia School เป็นเวลาสั้นๆหลังจากกลับจากปารีส เขาได้มีโอกาสโชว์ผลงานThe Master is Sick ที่งานRoyal Artistic Circle of Barcelonaในปี 1900 ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างสูงหลังจากนั้นเขาได้พัฒนาฝีมือมาผลิตเซรามิกขนาดเล็กและของตกแต่ง โดยได้รับอิทธิพลมาจากธรรมชาติและรูปร่างของผู้หญิงจนทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการที่เขามีประสบการณ์ทั้งในด้านการค้าและชัยชนะของแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveauในงาน Universal Exhibition ในปารีสในปี 1900 เขาสำเหนียกได้ว่างานแนวใหม่ที่เขาพัฒนาขึ้นนี้มีความเฉพาะเจาะจง และทำให้กลายเป็นศิลปินชั้นนำของทั้งแคว้น Catalan และสเปน

การที่เขามีวิสัยทัศน์ทางการค้าประกอบกับอยู่ในแวดวงธุรกิจมานานทำให้สื่อช่วยส่งเสริมการขายผลงานและชื่อเสียงของเขาอยู่เป็นประจำ เขาสามารถนำผลงานเซรามิกมาขายในร้านใหญ่ๆ อาทิ Faianc Catala, Casa Boada จนทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการของสาธารณชนอย่างมาก อีกทั้งยังส่งเสริมให้แนวทางศิลปะแบบ Modernism กลายเป็นที่นิยมความสำเร็จทางการค้าของเขายังเป็นผลมาจากการที่เขาเลือกใช้วัสดุที่ราคาไม่สูงมากอาทิ ปูนปาสเตอร์ทำให้งานของเขาสามารถหาซื้อได้ในราคาไม่สูงมาก ยิ่งกว่านั้นเขายังเป็นผู้ชำนาญในการใช้สีได้อย่างกลมกลืน แม้งานของเขาจะสามารถผลิตได้ทีละจำนวนมาก แต่งานแต่ละชิ้นก็ยังได้รับการผลิตจากฝีมือของศิลปินเองทั้งหมดอยู่ดี วิธีการผลิตเยี่ยงนี้ของเขาเสมือนการผลิตของ William Morrison ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับธรรมเนียมเก่าในการประยุกต์งานศิลป์เข้ากับของใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้การดำรงชีวิตโอบล้อมด้วยสิ่งสวยงามที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ

การที่ราคาผลงานของเขาอยู่ในระดับจับต้องได้ และมีความเป็นธรรมชาติ เหมือนจริงและง่ายๆ ทำให้งานของเขาติดตลาดได้ไม่ยากและเป็นที่ต้องการตลอดเวลายิ่งผลงานของเขาเป็นรูปหญิงสาวที่ดูลึกลับและได้รับการจัดวางตามที่ต่างๆ ในบ้าน อาทิ สวน หน้าบ้าน ยิ่งทำให้ผลงานของเขาดูโดดเด่นและส่งเสริมชื่อเสียงให้กับเขามากขึ้นไปอีก การที่งานประติมากรรมผู้หญิงของเขาดูล่องลอยห่างไกลและลึกลับทำให้ผู้หญิงของเขาดูเหมือนมาจากอดีตแปลกประหลาด และเหมือนอยู่ในความฝัน นักท่องเที่ยวที่ได้ชื่นชมงานของเขาใน Museum of Modernism Barcelona จะสัมผัสได้ว่าผลงานผู้หญิงของเขาราวกับมาจากสรวงสวรรค์ที่ได้รับการประดับประดาด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และความเป็นนิรันดร์แห่งชีวิต

Escaler ไม่เพียงมีงานด้านประติมากรรม ยังมีงานด้านสถาปัตยกรรมด้วยโดยเฉพาะการตกแต่งภายในและระเบียง งานด้านนี้ของเขาไม่เพียงเน้นแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ยังเน้น Art Deco และ Noucentistaด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม งานด้านสถาปัตยกรรมของเขากลับไม่หลงเหลือให้เห็นมากนัก เพราะงานแนวนี้หมดความนิยมอย่างรวดเร็ว

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517907

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Art Nouveau in Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum of Modernism Barcelona อาจรู้สึกแปลกใจตั้งแต่หน้าประตูว่า เหตุใดมิวเซียมประเภทนี้ของเมืองนี้จึงใช้ Art Nouveau เป็นธีมที่หน้าประตู การที่ Museum of ModernismBarcelona ใช้ Art Nouveau เป็นธีมหลักก็เพราะแนวทางศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในแคว้น Catalan รองจาก Gothic ก็คือ Art Nouveauยิ่งกว่านั้นบาร์เซโลน่ายังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลกทางด้าน Art Nouveau อันดับหนึ่งของโลกด้วย

แท้ที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวทางศิลปะแนว Art Nouveau หรือการเคลื่อนไหวทางศิลปะช่วงระหว่าง 1890-1910 ที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศสนี้เป็นปฏิกิริยาต่อต้านแนวทางศิลปะแบบ Academic และHistoricism Art Nouveau เป็นแนวทางศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติโดยเฉพาะต้นไม้ใบหญ้าที่มักไม่สมมาตรและดูเคลื่อนไหวตลอดเวลา แนวทางศิลปะรุ่นใหม่นี้โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะงานตกแต่งและสถาปัตยกรรม การที่ Art Nouveau รุ่งเรืองมากในแคว้น Catalan เป็นเพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 บาร์เซโลน่ามีจำนวนคหบดีเพิ่มขึ้นมากอันเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมจนทำให้ชาวเมืองมั่งคั่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมีสิ่งแวดล้อมที่มั่นคง แม้เมืองอื่นในสเปนจะประสบกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจนเข้าสู่ภาวะถดถอยอันเนื่องจากการสูญเสียคิวบา เปอร์โตริโก และฟิลิปปินส์ ก็ตาม ชาว Catalanจึงมีความเป็นชาตินิยมสูง และเริ่มต้นหวนกลับสู่วัฒนธรรมดั้งเดิมแบบ Catalan คหบดีจึงฉวยโอกาสนี้ส่งเสริมศิลปะตามความนิยมของตัวเอง ศิลปินพื้นเมืองโดยเฉพาะกลุ่มสถาปนิกก็มั่นใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางที่ตัวเองต้องการจนทำให้ศิลปินเองก็มั่งคั่งและกลายเป็นคนดัง แนวทางในการอุปถัมภ์ค้ำจุนทั้งศิลปะและผู้คนก็เลยยิ่งสร้างความมีชื่อเสียงและความโดดเด่นทางด้านศิลปะยิ่งขึ้นไปอีก

ในขบวนคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในยุคนั้นไม่มีใครเกิน Eusebi Guell เขาได้ค้นพบศิลปิน Antoni Gaudi และได้สร้างสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นผ่านทางธุรกิจ รวมทั้งโครงการใหญ่ที่ชื่อ Park Guell และ Palace Guell ส่วน Gaudiก็ได้ใช้โอกาสที่ Guell มอบให้สร้างสรรค์งานที่แสดงออกถึงความต้องการอิสรภาพและชาตินิยมจนทำให้ผลงานตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ของเมืองนี้มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างจากที่ใดในโลก นอกจากผลงานด้านสถาปัตยกรรมแล้ว ศิลปินอื่น อาทิLluis Domench I Montaner ก็ได้นำเสนอบทความ National Architecture เกี่ยวกับทฤษฎีความมีอิสระของสถาปัตยกรรม Catalanเขายังนำทฤษฎีของเขาเป็นต้นแบบในการออกแบบคาเฟ่ รวมทั้ง Castle of the three dragons ซึ่งกลายเป็นสถานที่ตั้งของZoological Museum ในเวลาต่อมาด้วย

เนื่องจาก Museum of Modernism Barcelona ที่มีพื้นที่จัดแสดงถึง 1,000 ตารางเมตรนั้น เป็นมิวเซียมแห่งเดียวในโลกที่จัดแสดงงานแนว Modernism ของศิลปิน Catalan ภัณฑรักษ์จึงจัดให้ของจัดแสดงส่วนใหญ่สะท้อนอัตลักษณ์ของศิลปิน เช่น งานเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบไปด้วย ตู้ โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ เซรามิก อันเป็นของใช้ประจำวันของทั้งคหบดีและชนชั้นกลางทั่วไปที่ออกแบบอย่างงดงาม และใช้งานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพราะเครื่องเรือนเหล่านี้ในสมัยนั้นเป็นของมีราคาสูงสำหรับทุกครอบครัว ในชั้น 1 นั้นยังมีผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาจาก Casa Calvet, Casa Mila และ Casa Batllo ของ Antoni Gaudi ศิลปินสำคัญที่สุดและเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของศิลปินแนวนี้ของเมืองจัดแสดงอยู่ด้วย

นอกจากมิวเซียมที่มีผลงานกว่า350 ชิ้น ของศิลปิน 42 คนนี้ จะมีงานของ Gaudiแล้ว ยังมีผลงานทัศนศิลป์ ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง รวมทั้งเครื่องประดับของ Fernando und Maria Pinos Guira เจ้าของร้านเครื่องประดับชื่อดังของเมืองด้วย