แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516369

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modernism Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

Museum of Modernism เมืองบาร์เซโลน่ามิวเซียมเอกชนที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2010 นี้ มีประวัติย้อนไปราว 70 ปีจาก Fernando Pinos และMaria Guirao นักสะสมของเก่าสามี-ภรรยาที่เริ่มสะสมงานในช่วงที่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญกับการสะสมของเก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของศิลปะของแคว้น Catalan งานที่ทั้งสองสะสมเป็นงานที่น่ากลัวอันเป็นผลมาจากการที่งาน Expressionism ซึ่งเป็นที่นิยมในห้วงเวลานั้นมีลักษณะเช่นนั้น ส่วนตึกรามบ้านช่องและงานศิลปะอื่นๆ ในช่วงเวลานั้นส่วนหนึ่งก็ถูกขายหรือถูกเก็บสะสมไปส่งผลให้ไม่มีงานวิจัยหรือการศึกษางานศิลปะในช่วงเวลานั้นอย่างจริงจังจนถูกลืมไปอยู่นานหลายปี

ปัจจุบันนักวิจัยรุ่นใหม่ได้เริ่มให้การศึกษาแนวทางศิลปะExpressionism ในฐานะศิลปะแนวใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะของแคว้น Catalan ซึ่งเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่แพ้งานของเมืองหรือประเทศอื่น ผลงานศิลปะที่ Fernando Pinos และ Maria Guirao เก็บสะสมจึงกลายเป็นแหล่งการศึกษาวิจัยชั้นดีและกลายมาเป็น Museum of Modernism Barcelona ที่เปิดบริการให้คนทั่วไปได้ชื่นชมงานศิลปะในที่สุด ส่วนสถานที่ตั้งมิวเซียมที่อยู่ในตึกที่Enric Sagnier ออกแบบไว้ในปี 1902 นั้นอยู่ในย่านที่ทันสมัยและเต็มไปด้วยอาคารรุ่นใหม่ภายใต้การวางแผนของ Ildefons Cerda นักออกแบบผังเมืองที่ออกแบบการขยายเมืองบาร์เซโลน่าให้ใหญ่โตและทันสมัยขึ้นในช่วงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อสะท้อนความมีอัตลักษณ์ของแคว้น Catalan

อาคารที่เคยเป็นโกดังเก็บผ้าที่ชื่อ Fabra & Coats และถูกปรับปรุงให้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะซึ่งเน้นงานเก็บหลังคาโค้งของสถานที่รอบๆ อาคารบริเวณ Passage de Gracia และ Rambla Catalunya นี้อยู่ไม่ไกลจากอาคารที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกดังๆ ชาวพื้นเมือง อาทิ Antoni Gaudi, Lluis Domenech I Muntaner และ Josep Puig I Cadafalch การที่อาคารได้ Enric SagnierI Vilavecchia สถาปนิกชาวพื้นเมืองที่ออกแบบอาคารมากว่า 300 แห่ง จนเป็นสถาปนิกที่โด่งดังที่สุดในช่วงเวลานั้นมาเป็นผู้ออกแบบทำให้อาคารนี้ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงภายใต้สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่าง Classicism, Historicism และ Modernism สมกับการเป็น Museum of Modernism

Modernism เป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เริ่มขึ้นในยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยรากฐานและสุนทรียภาพเน้นไปในการเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของศิลปะที่ผสมผสานกับธรรมชาติเพื่อให้เกิดสัญลักษณ์ใหม่ ในการตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองนี้ศิลปินต้องการให้แนวทางศิลปะตอบสนองต่อการเริ่มต้นยุคใหม่อย่างแท้จริงโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการมีปฏิสัมพันธ์กันของคนในสังคมและการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อเสริมอำนาจและอิทธิพลของชนชั้นกลางรุ่นใหม่

วิวัฒนาการของ Modernism ในยุโรปในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอันเป็นผลมาจากการยอมรับและอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ควาเปลี่ยนแปลงในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกันทั้งในด้านรูปแบบ บุคลิกภาพ ตามแต่ลักษณะของประเทศไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เบลเยียม อังกฤษ ออสเตรียรวมทั้งสเปน เอง การเคลื่อนไหวทางศิลปะในแคว้น Catalan ก็ไม่เพียงอิงอยู่บนพื้นฐานของสุนทรียภาพ แต่ยังขยายไปยังเมืองใกล้เคียงด้วย ต้นกำเนิดModernism ของแคว้นเกิดจากงานนิทรรศการ Barcelona Universal Exposition ในปี 1888 แม้ว่าแนวทางศิลปะแบบ Expressionismจะได้ถือกำเนิดและปรากฏขึ้นในเมืองมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ศิลปินใหม่ในช่วงเวลานั้นได้แสดงงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์หลากหลายอันเป็นผลจากการที่พวกเขามีอิสระอย่างเต็มที่ในการแสดงผลงานจากการส่งเสริมของสถาบันการศึกษา รูปร่างหน้าตาของที่อยู่อาศัย อาคาร สิ่งแวดล้อม และวัตถุที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในด้านการใช้งานและสุนทรียภาพได้เปลี่ยนแปลงจนเกิดการเลียนแบบจนเป็นไปตามความสามารถของชาวเมืองที่สามารถเข้าถึงสังคมโลก

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว modern มากๆ ที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้อาจรู้สึกผิดหวังและแปลกใจ เพราะที่นี่ไม่ได้มีงานแนว modern มากนักสมชื่อ ของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นงานแนว Art Nouveau ของศิลปิน Catalan เป็นส่วนใหญ่ แต่รับรองได้ว่า หากได้มาเยือนจะประทับใจกับของจัดแสดงมากมาย อีกทั้งยังสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียวMuseum of Modernism BarcelonaMuseum of Modernism Barcelonaร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียม

ร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียมinside museuminside museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514931

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Magazine cover design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งเป็นสุภาษิตที่คนไทยทุกคนรู้จักกันดี การทำให้สิ่งปกปิดดูดีและเป็นแรงจูงใจในการซื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แต่เฉพาะกับคนหรือสัตว์ แต่ยังรวมถึงของทุกชนิดที่ถูกขายกันในตลาดและนิตยสารด้วย การออกแบบหน้าปกนิตยสารได้มีวิวัฒนาการกันมาหลายศตวรรษแล้ว นิตยสารที่ถูกขายตามท้องตลาดเป็นตัวแทนของการแสดงออกทางด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมและเทคโนโลยีตั้งแต่มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้ Review นิตยสารที่ถูกผลิตออกสู่สาธารณชนในปี 1704 โดย Daniel Defore ผู้เขียน Robinson Crusoe นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบรรยากาศทางการเมืองในสมัยสมเด็จพระนางเจ้าแอนน์ ถือเป็นฉบับแรกของโลก หลังจากนั้นสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็เริ่มนำเสนอนิตยสารออกสู่สาธารณะ อาทิ Gentleman’s Magazine ที่ถูกนำเสนอในปี 1731 ก็เป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเวลานั้น เพราะนำเสนอเรื่องราวที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและเนื้อหา ส่วนผู้ที่นำเสนอนิตยสารฉบับแรกในสหรัฐฯ ในปี 1741 ก็คือ Benjamin Franklin และ Andrew Bradford แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในช่วงต้น การนำเสนอนิตยสารเน้นแต่ในเรื่องเนื้อหา การออกแบบปกนิตยสารอย่างจริงจังเริ่มในปี 1833 เมื่อ Samuel Goodrich นำเสนอ Peter Parley’s Magazine ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวงการบันเทิงและข้อเท็จจริงในการออกแบบเพื่อสอนเด็กๆ ถึงกระนั้นก็ตามการแข่งขันออกแบบปกนิตยสารยังไม่เข้มข้น
อันเป็นผลมาจากการมีนิตยสารออกขายไม่มากนักจวบจนกระทั่ง Eliakim Littell ได้นำเสนอ Littell’sLiving Age ออกสู่สายตาประชาชน นิตยสารฉบับนี้เน้นให้ปกใช้รูปที่มีชีวิตชีวาที่สื่อถึงเนื้อหาภายในเล่มไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม หรือการเมืองจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเน้นการออกแบบปกนิตยสารด้วย

ถึงกระนั้นก็ตาม สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ยังคงเน้นให้เนื้อหาในนิตยสารเป็นส่วนสำคัญที่เรียกยอดขายจวบจนกระทั่งปี 1902 เมื่อ ClarkW.Bryan ได้ตีพิมพ์นิตยสาร Good Housekeepingที่มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ให้บ้านที่น่าอยู่ เขาได้เชิญ R.K.Ryland ศิลปินที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้ออกแบบปกนิตยสาร นับจากนั้นมาปกนิตยสารกลายเป็นส่วนสำคัญในการเรียกยอดขายไม่น้อยไปกว่าเนื้อหา ส่วนนิตยสารที่ทำให้ปกนิตยสารมีความสำคัญถึงขีดสุดก็คือ Vogue ในช่วงแรกนิตยสารฉบับนี้มิได้หารายได้จากการโฆษณาจากการที่เจ้าของตั้งเป้าไว้ที่สังคมหญิงชั้นสูงที่ถือว่ามีกำลังซื้อสูง แต่เมื่อราคากระดาษเพิ่มขึ้น พวกเขาก็หันมาหารายได้จากโฆษณาแทน การดึงดูดผู้ซื้อและโฆษณาจึงจำเป็นต้องทำให้ปกหนังสือมีภาพประกอบที่น่าสนใจและมีความเป็นศิลปะ นับจากนั้นมาผู้ผลิตนิตยสารทุกเล่มก็หันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบปกให้มีความน่าสนใจ และเป็นศิลปะที่น่าทึ่งเพื่อเรียกยอดขาย บางเล่มสามารถทำรายได้อย่างถล่มทลายจากหน้าปกเลยก็มี

การออกแบบปกนิตยสารวิวัฒน์ไปเป็นงานศิลปะที่มีความซับซ้อนหรือที่เรียกว่า Golden Age of American Illustration ในปี 1880 อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ และการกระจายการขนส่งที่ดีขึ้น ในยุคนั้นทั้งสำนักพิมพ์และผู้ออกค่าโฆษณาต่างต้องการให้ศิลปินสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อสารให้กับผู้ฟังโดยเน้นถึงรสนิยมที่ดี พวกเขายินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมในราคาสูงสำหรับผลงานของศิลปินมากความสามารถ การสื่อสารศิลปะกลายเป็นความท้าทายสำหรับศิลปินในการที่จะสร้างสื่อศิลปะให้เป็นรูปธรรมจากแนวคิดที่เป็นนามธรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ร่วม หรือสร้างภาพพจน์ที่ดี ยิ่งกว่านั้นศิลปินยังต้องทำงานด้วยความรีบเร่งเพราะนิตยสารแต่ละฉบับมีกำหนดเวลาในการปิดเล่ม

งานปกนิตยสารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับงานศิลปะแนว Abstract Expressionismปกเหล่านี้ได้สะท้อนมุมมองความคิดทั้งในเรื่องวัฒนธรรมและสังคมในช่วงเวลานั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรม ประสบการณ์ มุมมอง รวมทั้งความกระสับกระส่ายในสังคม ภาพปกเหล่านี้สามารถที่จะบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมือง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona และได้ชมนิทรรศการเกี่ยวกับการออกแบบปกนิตยสารจะเห็นพัฒนาการของการออกแบบปกนิตยสารโดยเฉพาะผลงานของศิลปินชาวสเปน และได้เรียนรู้ว่า งานระหว่างปี 1980-90 นั้น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการออกแบบกราฟิกของสเปน หลังการเสียชีวิตของนายพลฟรังโก สเปนก็เข้าสู่การควบรวมกับยุโรปอย่างแท้จริงภายใต้ระบอบประชาธิปไตย นักออกแบบก็ได้รับโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานอย่างอิสระนอกกรอบความเป็นสถาบันรัฐสู่องค์กรเอกชน มันจึงเป็นยุคสมัยที่มีความพิเศษสำหรับชาวสเปนที่จะเฉลิมฉลองหรือเรียกว่าช่วงบูมของการออกแบบ ยิ่งกว่านั้นการที่สถาบันทั้งการศึกษาและสื่อเริ่มเข้มแข็งจึงทำให้การออกแบบสะท้อนความเป็นตัวตนของศิลปินและสังคมได้มากขึ้น ศิลปินบางคนจึงได้ควบรวมผลงานของตัวเองเข้าสู่กระแสโลกก่อนถึงยุคดิจิทัลที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มมีความสำคัญน้อยลงจนถึงล้มหายตายจาก ยิ่งกว่านั้นในนิทรรศการยังมีผลงานวิวัฒนาการของการทำโปสเตอร์ปกหนังสือและถุงกระดาษที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชื่นชมอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513438

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : งาน Jewelry ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Jewelry มีความหมายตามพจนานุกรมว่า เครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นแหวน ต่างหู หรือสร้อยคอ ที่ทำจากวัสดุที่มีราคาสูงหรือไม่ก็ตาม อาทิ พลาสติก ทอง เงิน แก้ว อัญมณีซึ่งผู้สวมใส่มีวัตถุประสงค์เพื่อประดับประดา เครื่องประดับเหล่านี้อาจอยู่ติดตัวหรือติดกับเสื้อผ้าก็ได้ ในมุมมองของโลกตะวันตกนั้น เครื่องประดับจะต้องทำจากวัสดุคงทนถาวรจึงไม่รวมดอกไม้ ในอดีตเครื่องประดับมักทำจากวัสดุที่มีราคาสูงโดยเฉพาะทองคำ ร่วมกับอัญมณีราคาสูง อาทิ เพชร มรกต ไพลิน ทับทิม แต่ยังรวมถึงเปลือกหอย และส่วนของเปลือกไม้ด้วย นักโบราณคดีเชื่อว่าเครื่องประดับเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาก่อนที่จะมีการบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ เครื่องประดับในยุคเริ่มต้นไม่ได้ถูกสร้างอย่างพิถีพิถันอย่างปัจจุบัน บางส่วนทำจากขนนก กระดูก เปลือกหอย หรือก้อนกรวดสีที่มีความคงทนและสวยงาม ส่วนเพชรเริ่มเป็นที่นิยมภายหลังเมื่อมนุษย์สามารถที่จะเจียระไนให้เพชรสามารถส่องประกายจนสวยงามราวปี 1300

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เครื่องประดับเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สำคัญ มันจึงเป็นสิ่งของที่ไว้ตกแต่งได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า รวมทั้งข้อเท้าและ
นิ้วเท้า หรือแม้แต่อวัยวะเพศที่ปกติเป็นอวัยวะปกปิดตามความหลากหลายของวัฒนธรรมสร้อยคอที่ทำจากกระดูกปลาในถ้ำประเทศโมนาโกคราวที่เจ้าหญิงได้รับจากเจ้าชายเป็นของขวัญในการคลอดบุตรชายนั้นถือเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกในประวัติศาสตร์มีอายุกว่า 25,000 ปีเมื่อเครื่องประดับเป็นเครื่องแสดงสถานะ มันจึงเป็นของสำหรับราชวงศ์ ขุนนางชั้นสูงและเจ้านาย ถึงกระนั้นก็ตามคนทั่วไปในยุคโบราณก็ยังมีโอกาสสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากสิ่งที่พวกเขาล่าหรือฆ่าได้เพื่อนำโชคดีมาให้สำหรับการล่าครั้งต่อไป เครื่องประดับของนายพรานจึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แสดงความกล้าหาญ ยังเป็นเครื่องหมายแสดงอำนาจด้วย สังคมในอดีตยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับโชคลาภและโชคดีจากการสวมใส่เครื่องประดับ อาทิ เพื่อให้มีลูกดก มั่งคั่ง หรือโชคดีในความรัก แหวนแต่งงานแสดงถึงคำมั่นสัญญาของหนุ่มสาวก็เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณแล้ว

วิวัฒนาการของเครื่องประดับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากอิหร่านและเมดิเตอร์เรเนียน อียิปต์ บาห์เรน กรีก โรมัน และขึ้นถึงขีดสุดในสมัยจักรวรรดิไบเซนไทน์ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากจักรพรรดิ Constantine ผู้ย้ายเมืองหลวงมายังคอนแสตนติโนเปิล พระองค์ทรงรวบรวมความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของกรีก อียิปต์ ตะวันออก ใกล้รัสเซียและแอฟริกาเหนือ เข้าไว้ด้วยกันจนก่อให้เกิดการหลอมรวมเอาการใช้สีสันสดใส สัญลักษณ์ของอัญมณีเข้าไว้จวบจนถึงยุคกลางที่การออกแบบถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่ยุโรปผ่านการค้าการแต่งงานและสงคราม

หลังการล่มสลายของกรุงโรม ชาวบ้านก็มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก ความมั่งคั่งแทบทั้งหมดตกอยู่กับศาสนจักรเท่านั้น ระหว่างสงครามครูเสด นักรบได้เดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์และกลับมาพร้อมกับอัญมณี และเครื่องประดับ ศาสนจักรได้รับประโยชน์มากมายจากการปล้น แต่สมบัติบางส่วนก็ตกหล่นไปยังทหาร และชาวนา ในยุคกลาง ขุนนางในสมัยนั้นไม่ต้องการให้ชาวบ้านได้สวมใส่อัญมณีจึงออกกฎหมายส่งเสริมความมัธยัสถ์และจำกัดการสวมใส่เครื่องประดับโดยเฉพาะแหวนซึ่งแต่ละชนิดให้ความหมายต่างกัน อาทิ แหวนของนักบวช สำหรับคนป่วย สัญลักษณ์ของความรัก และแหวนสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ

วิวัฒนาการของเครื่องประดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อฝรั่งเศสเป็นผู้นำทางด้านแฟชั่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเป็นเป็นกษัตริย์ที่เฟื่องฟูมาก พระองค์นำเข้าเพชรจากอินเดียมามหาศาล แต่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กษัตริย์อังกฤษ กลับเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีเครื่องประดับมากที่สุดในยุโรป โดยทรงมีแหวนมากถึง 234 วง เข็มกลัดถึง 324 อัน อีกทั้งยังมีสร้อยเพชรและมุกอีกเป็นจำนวนมาก พระนางอลิซาเบธที่ 1 พระธิดาของพระองค์ก็โปรดแต่งพระองค์มากเช่นกัน โดยมีเสื้อผ้ามากถึง 2,000 กว่าชุดที่ประดับด้วยมุก

แม้นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona จะไม่ได้เห็นตัวอย่างของเครื่องประดับโบราณมากนัก แต่ก็ได้โอกาสเห็นตัวอย่างของเครื่องประดับที่ถูกออกแบบอย่างทันสมัยโดยศิลปินท้องถิ่นเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Evolution of Clothes ใน Museum of Decorative Art Barcelona 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/511922

แหวกฟ้าหาฝัน : Evolution of Clothes ใน Museum of Decorative Art Barcelona 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Evolution of Clothes ใน Museum of Decorative Art Barcelona 2

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พัฒนาการของการแต่งตัวเริ่มกันเป็นเรื่องเป็นราวในยุคที่แนวทางศิลปะแบบโรแมนติกรุ่งเรืองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากยุคโกธิคและเรอเนสซองส์ ผู้หญิงจะใส่รองเท้าแบนราบ ทาแป้งให้ตัวมีผิวสีซีด เสื้อตัวโคร่งทำให้ดูเหมือนลอยได้ ผู้ชายก็ใส่เสื้อราบเรียบขึ้นโดยประกอบด้วยสูท 3 ชิ้น และเสื้อหนาวตัวยาว ในยุค Art Nouveau จะเน้นการตกแต่งและเลียนแบบธรรมชาติโดยเน้นเอวบางร่างน้อยจากชุดชั้นในที่รัดทรงจนแน่นเป็นรูปตัว S แต่สะโพกผายส่งผลให้รูปร่างของสตรีผันแปรไปมาก การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตผ้าและวิถีชีวิตของชาวยุโรปไปอย่างสิ้นเชิง ชนชั้นกลางกลายเป็นผู้ควบคุมแฟชั่นและทำให้แฟชั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนทั่วไปพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเลียนแบบชนชั้นสูงโดยผู้หญิงก็จะแต่งตัวประดับประดาอย่างเหลือล้นเพื่อแสดงว่าเป็นผู้มีอำนาจทางการเงิน ชุดกระโปรงสตรีจะเป็นไปอย่างผิดส่วนอีกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอวคอดกิ่วเสียจนกระทั่งไม่สามารถนั่ง หรือเดินผ่านประตูธรรมดาๆ ได้ ยุคอุตสาหกรรมทำให้การผลิตแบบจำนวนมากเกิดขึ้น เริ่มจากชุดชั้นในและของใช้เบ็ดเตล็ด ตามด้วยชุดทำงานทั้งหญิงและชาย เสื้อผ้าผู้หญิงกลายเป็นแฟชั่นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าทำงานสำหรับชนชั้นกลาง หรือแม้แต่ชุดราตรีในขณะที่เสื้อผ้าผู้ชายยังคงเป็น 3 ชิ้นแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นจุดแบ่งที่สำคัญระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 กับยุคใหม่ ขบวนการเสรีภาพเห็นได้อย่างเด่นชัดจากการที่ผู้หญิงจำนวนมากเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลานั้นเริ่มมีการเดินแบบของนางแบบเอวบางร่างน้อย ผู้หญิงจึงนิยมการมีรูปร่างผอมเพรียว อกแฟบเพื่อที่จะสามารถอำพรางรูปร่างได้เสมือนเป็นการเลียนแบบผู้ชายเอวที่เคยถูกยกสูงไว้ใต้อกก็กลับมาตำแหน่งปกติเหนือสะโพก เสื้อผ้ายุคนั้นยังต้องพัฒนาให้เหมาะแก่การเต้นรำและใช้ชีวิตนอกบ้าน ในช่วงสงครามสเปนและสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เสื้อผ้าที่ใช้สะท้อนความเข้มงวด ความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจ และความอนุรักษ์ เสื้อผ้าที่เคยดูหรูหราในช่วงทศวรรษที่ 1930 กลายเป็นต้องประหยัดในทศวรรษที่ 1940 โดยได้รับอิทธิพลจากชุดทหาร เสื้อผ้าผู้หญิงกลางวันกลายเป็นชุดสั้น แต่ผู้หญิงส่วนหนึ่งยังคงสวมชุดยาวในเวลากลางคืน ทศวรรษที่ 1950 ผู้หญิงกลับไปนิยมสวมเสื้อผ้าเน้นให้หน้าอกใหญ่และสะโพกผายมากขึ้นเช่นเดิม 

หลังสงครามโลกฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำแฟชั่น การจัดแฟชั่นโชว์ที่ปารีสจะทำปีละ 2 ครั้ง โดยมีการนำเสนอการตัดเย็บพิเศษสำหรับดารา และคหบดี เสื้อผ้ายี่ห้อ Christian Dior ซึ่งเป็นยี่ห้อชั้นนำจะเน้นสัดส่วนของผู้หญิงและเน้นชุดชั้นในรัดทรงอีกครั้งหนึ่ง ในทศวรรษที่ 1960 นั้นเด็กรุ่นใหม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และออกแบบเครื่องแต่งกายของตัวเองแยกจากคนรุ่นเก่า เสื้อผ้าเริ่มมีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากขึ้น และเสื้อผ้าที่ใช้ได้ทั้งสองเพศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้สีสันที่สดใสมากขึ้นด้วย หลังทศวรรษที่ 1980 ผู้ผลิตเสื้อผ้าเน้นการออกแบบให้สามารถขายกับคนหมู่มาก ทั้งชายและหญิงเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยการเพิ่มรอยสักบนร่างกาย เด็กรุ่นใหม่เริ่มสร้างมาตรฐานความงามที่แตกต่าง และเสื้อผ้าที่ใส่กันทั่วไปเริ่มกลายเป็นแฟชั่น

ในทศวรรษที่ 1990 แฟชั่นหันมาเน้นความเรียบง่ายแบบ minimal โดยเฉพาะสีขาวและดำ นักออกแบบเริ่มปรากฏขึ้นทั่วไปโดยมีการออกแบบเฉพาะสำหรับห้องเสื้อเล็กๆ ขายเอง แนวโน้มใหม่ที่คนส่วนใหญ่ในโลกเริ่มแต่งตัวเหมือนๆ กันและซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกันจาก globalization เกิดขึ้นทั่วโลก การวิจัยเทคโนโลยีเกี่ยวกับผ้าทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและแฟชั่นเปลี่ยนไป ความพยายามให้จำกัดความคำว่าสวยทำให้มนุษย์ใช้ความพยายามมากขึ้นในการควบคุมรูปร่างให้ผอม มีกล้ามเนื้อ แข็งแรง ดูน่าดึงดูดเฉกเช่นเดียวกันกับนางแบบ ยิ่งกว่านั้นคนส่วนใหญ่ยังเริ่มยอมรับการผ่าตัดตกแต่ง การอดอาหาร และการออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพดีและเปลี่ยนแปลงรูปร่างด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการเสื้อผ้า ณ Museum of Decorative Art Barcelona ไม่เพียงจะได้โอกาสทำความเข้าใจและสัมผัสประสบการณ์การพัฒนาการของเสื้อผ้าอย่างที่ไม่เคยสัมผัสกับที่ใดมาก่อนแล้ว ยังจะรู้สึกเหมือนได้ดูแฟชั่นโชว์ย้อนยุคที่น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เครื่องแต่งกายใน Museum of Decorative Art Barcelona 1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/510495

แหวกฟ้าหาฝัน : เครื่องแต่งกายใน Museum of Decorative Art Barcelona 1

แหวกฟ้าหาฝัน : เครื่องแต่งกายใน Museum of Decorative Art Barcelona 1

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Ancient clothes

ใน Museum of Decorative Art ของจัดแสดงอย่างหนึ่งที่อาจมีได้แต่ไม่บ่อยนักนั่นคือ เสื้อผ้า ทั้งนี้เพราะมิวเซียมในยุโรปมักนำเสนอเสื้อผ้าในMuseum of Textile แยกต่างหาก อย่างไรก็ดีMuseum of DecorativeArt Barcelona กลับมีนิทรรศการวิวัฒนาการเสื้อผ้าด้วยจึงเป็นโอกาสดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะได้มีโอกาสศึกษาเรื่องเสื้อผ้าไปในตัว เป็นที่ทราบกันดีว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมร่างกายที่เปลือยเปล่า จวบจนกระทั่งอีฟผู้หญิงคนแรกของโลกไม่เชื่อฟังพระเจ้าและทำผิดด้วยการกินแอปเปิ้ล มนุษย์คู่แรกของโลกจึงรู้สึกอายและหาหนังสัตว์มาปกปิดร่างกาย มนุษย์จึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่รู้จักหาสิ่งปกปิดร่างกายส่งผลให้มนุษย์ทนหนาวได้ดีขึ้นสามารถเดินทางไกลและย้ายถิ่นฐานง่ายขึ้น

Renaissance Clothes

ไม่เพียงมนุษย์จะใช้หนังสัตว์และขนสัตว์เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกายแล้ว พวกเขายังใช้ทำที่นอน และยังนำกระดูกมาทำเข็มอีกด้วย โดยมีหลักฐานเข็มเล่มแรกที่ใช้เย็บหนังสัตว์มากกว่า 1 ชิ้นเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นมนุษย์ก็เริ่มรู้จักการเย็บ การถักและการทอ พวกเขาจึงนำขนสัตว์ ผมสัตว์มาถักทอ นักโบราณคดีบางกลุ่มเชื่อว่ามนุษย์มีเสื้อผ้าสวมใส่มากว่า 650,000 ปีแล้ว พวกเขาได้พัฒนาสิ่งห่อหุ้มร่างกายมากขึ้นด้วยการใช้พืช ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของพืชโดยมีหลักฐานค้นพบหูกทอผ้าด้วยมือบริเวณตะวันออกกลางในราว 8 พันปีก่อนคริสตกาลอีก 2 พันปีต่อมามนุษย์เริ่มใช้เทคโนโลยีการทอโดยมีหลักฐานผ้าฝ้ายที่ถูกพัฒนาจากฝีมือคนอียิปต์ราว 5 พันปีก่อนคริสตกาล และอีก 1 พันปีต่อมาก็พบผ้าไหมจากฝีมือชาวจีน ส่วนผ้าขนสัตว์พบได้3 พันปีก่อนคริสตกาล เมื่อจีนพัฒนาผ้าไหมได้ก็กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ และสามารถดำเนินนโยบายแบบผู้ค้ารายเดียวนานกว่า 2,700 ปี เพราะไม่มีประเทศใดผลิตได้เลยจวบจนญี่ปุ่นสามารถขโมยไข่ตัวไหมไปเลี้ยงได้ และชาวจีนที่ถูกคนญี่ปุ่นจับตัวไปถูกบังคับให้สอนการทอผ้าไหมให้คนญี่ปุ่น

Chinese silk 

หลังการพัฒนาผ้าก็ถึงการพัฒนาแบบเสื้อผ้า มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างและภาพลักษณ์ผ่านทางทรงผม เครื่องประดับ รอยสักและเสื้อผ้า การแต่งกายในแต่ละช่วงอายุจะสัมพันธ์กับจริยธรรม สังคม และสุนทรียภาพ แฟชั่นเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของคำว่าสวยงาม เสื้อผ้าไม่เพียงสามารถปกปิดร่างกายเท่านั้น ยังสามารถเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของร่างกาย และยังสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้สวมใส่กับสิ่งแวดล้อมและผู้คนได้ด้วย การแต่งกายถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ช่างตัดเสื้อสมัยเรอเนสซองส์ค้นพบเทคนิคการตัดเสื้อผ้าให้พอดิบพอดีหรือแม้แต่กดรัดบางส่วนให้เล็กลงได้ ผู้หญิงในสมัยนั้นจึงมักใส่กระโปรงยาวในขณะที่ผู้ชายโชว์ขา ด้านในของเสื้อผ้าบางชนิดใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้รูปร่างใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 แฟชั่นของชาวสเปนก็เลียนแบบราชวงศ์ยุโรปอื่นๆ ในขณะที่แฟชั่นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 จะเน้นไปที่การเลียนแบบฝรั่งเศส ยิ่งเมื่อ นโปเลียนชนะสงครามและเป็นผู้ปกครองยุโรป การแต่งกายของประเทศต่างๆ ก็ต้องให้ความสำคัญกับ ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเสื้อยกทรงรัดรูปของสตรี กระโปรงยกสะโพก หรือแม้แต่รองเท้าส้นสูง เสื้อผ้าก็ดูจะตัดเย็บง่ายขึ้นเลียนแบบเทพเจ้ากรีก เสื้อผ้าผู้หญิงก็เปลี่ยนไปโดยให้เอวถูกยกขึ้นไว้ระดับใต้อก Egyptian Clothes

Egyptian Clothesตัวอย่างเสื้อผ้าชายหญิง Renaissanceตัวอย่างเสื้อผ้าชายหญิง RenaissanceSpainish ClothesSpainish ClothesMedival ClothesMedival Clothes

แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508970

แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใน Museum of Decorative Art ของการจัดแสดงประเภทหนึ่งที่ต้องมีเสมอ นอกเหนือจากเก้าอี้ก็คือ Ceramic หรือเครื่องเคลือบ คำว่า Ceramic มาจากภาษากรีก keramos ที่มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกเผา Ceramic เป็นผลิตภัณฑ์แข็งที่ประกอบด้วยวัสดุที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ อาทิ โลหะ หรืออโลหะที่เชื่อมต่อกันด้วย ionic bond เซรามิกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามส่วนประกอบ คือ แบบที่มีองค์ประกอบเป็นดินเหนียวเหมือนอย่างเซรามิกโบราณ และแบบที่มีส่วนผสมหลากหลายซึ่งมักใช้ในอุตสาหกรรมได้หลายรูปแบบขึ้นกับความแข็ง ความทนทานและความเป็นสื่อนำไฟฟ้า ในอดีตวัสดุเซรามิกที่มีการใช้งานมากที่สุดคือ ดินเหนียว โดยในช่วงแรกเรียกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า ไชนาแวร์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับคนจีนซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการผลิตเครื่องปั้นดินเผารุ่นแรกๆ

เซรามิกในยุคแรกสุดนั้นถูกนำมาใช้ทำหม้อ ไห และแจกันโดยอาจมีส่วนผสมเฉพาะดินเหนียว หรือสารอื่น อาทิ ซิลิกา ก่อนนำไปเผาไฟให้ร้อน อย่างไรก็ดี เซรามิกในยุคแรกๆ นั้นมักมีรูจำนวนมากจึงดูดซึมน้ำมาก ต่อมาการผลิตเซรามิกได้รับการพัฒนาเทคนิคให้มีการผสมสารเคลือบจึงทำให้มีผิวเรียบขึ้น และมีรูน้อยลงจนมีลักษณะคล้ายแก้ว ลักษณะเด่นของเซรามิกก็คือ มันสามารถทนความร้อนได้ถึงร่วมพันองศาเซลเซียส แต่เมื่อโลกสามารถผลิตแก้วซึ่งมีคุณสมบัติในการทนความร้อนสูงได้เช่นเดียวกัน คุณสมบัติในเรื่องการทนความร้อนสูงของเซรามิกจึงดูด้อยค่าลง ถึงกระนั้นก็ตาม การนำเซรามิกมาใช้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และการผลิตเซรามิกก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนมีการเปลี่ยนส่วนผสมจากดินขาว มาเป็นอะลูมิเนียมออกไซด์ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ และพัฒนายิ่งขึ้นอีกด้วยการผสมซิลิคอนคาร์ไบด์และทังสเตนคาร์ไบด์ที่นำมาใช้ทางด้านการแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรม เช่น สารกึ่งตัวนำอาวุธ

เซรามิกมีความสำคัญอย่างยิ่งทางด้านโบราณคดี เพราะสิ่งขุดพบประเภทนี้สร้างความเข้าใจทั้งด้านวัฒนธรรม เทคโนโลยี และพฤติกรรมมนุษย์ในอดีตได้ ในการศึกษาเซรามิกทำให้นักโบราณคดีสามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดียิ่งกว่านั้นการเปรียบเทียบสิ่งขุดพบประเภทนี้ยังทำให้การสร้างลำดับเวลาทำได้ง่ายขึ้นอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทราบดีแล้วว่าทั้ง Ceramic และ Porcelain คือเครื่องเคลือบในภาษาไทย แล้วสองคำนี้ในภาษาอังกฤษมีความแตกต่างกันอย่างไร Ceramicคือ เครื่องเคลือบที่ทำจากดินเหนียวที่ถูกเผาจนร้อนจนมีความแข็งมากขึ้น แต่ความหนาแน่นและการดูดน้ำมากกว่า Porcelain จึงทำให้เซรามิกเหมาะกับการทำวัสดุที่ใช้ภายในบ้าน ส่วน Porcelain ก็เป็นดินเหนียวที่ถูกเผาเช่นกัน แต่จะมีความหนาแน่นและความคงทนสูงกว่าจึงมีราคาแพงกว่า ทั้งCeramic และ Porcelain ต่างสามารถใช้ทำเครื่องเรือนได้ อาทิ พื้น อีกทั้งยังใช้ทำเครื่องครัวได้ด้วย เช่น จาน ชาม ความแตกต่างที่แยกคำทั้งสองออกจากกันคือ ความสามารถในการดูดน้ำ Porcelain จะดูดน้ำน้อยกว่า 0.5% ในขณะที่ Ceramic จะดูดน้ำมากกว่านั้นอันเป็นผลจากชนิดของดินเหนียวที่ใช้ในการทำที่แตกต่างกันนั่นเอง

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona จะได้ชมตัวอย่างทั้งงาน Ceramic และ Porcelain โดยเรียงตามลำดับเวลาซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เห็นพัฒนาการในการผลิต แต่ยังจะได้เรียนรู้ถึงพัฒนาการในการใส่สีเข้าไปในงานอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507641

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design  ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานตกแต่งหรือ Decorative Art ของตกแต่งที่น่าสนใจและมีให้ชมอย่างหลากหลายมากใน Museum of Decorative Art ก็คือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานที่เกิดจากการเอาวัสดุคงทนถาวรมาประกอบกันโดยมักมีไม่ต่ำกว่า 2 ส่วน นั่นคือ ขาและส่วนที่นั่ง ส่วนที่เป็นขานั้นอาจเป็นแบบ 4 ขา 3 ขา หรือแบบที่มีล้อ ขาของเก้าอี้ก็มักจะสูงในระดับที่ทำให้เข่าไม่งอพับมากเกินไปเวลานั่ง เก้าอี้ที่พัฒนาขึ้นอีกคือมีพนักพิง และตามด้วยมีที่เท้าแขน เก้าอี้สำหรับห้องแต่ละประเภทก็มักไม่เหมือนกัน เนื่องจากต้องทำหน้าที่ต่างกัน เช่น เก้าอี้ในที่ทำงานมักมีล้อหมุนและเอนหลังได้โดยเฉพาะเก้าอี้ผู้บริหาร เก้าอี้ในห้องอาหารมักจะสูงกว่าเก้าอี้ในห้องรับแขก เก้าอี้ในห้องรับแขกมักต้องนั่งสบาย พร้อมความหรูหราเพื่อแสดงสถานะของเจ้าของบ้าน

เก้าอี้เป็นของที่มีใช้กันมาแต่โบราณและเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของรัฐโดยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เช่น เก้าอี้สำหรับการสวมมงกุฎของกษัตริย์ เก้าอี้สำหรับเหล่าขุนนางและข้าราชการระดับสูงผู้เป็นประธานขององค์กรต่างๆ ในภาษาอังกฤษ จึงใช้คำว่า chairman ประวัติศาสตร์เก้าอี้ย้อนไปถึงช่วงต้นของยุคอียิปต์ประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสผตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้มักทำจากไม้และถูกปกคลุมด้วยผ้าหรือหนังโดยมีขนาดความสูงเพียงแค่ 10 นิ้ว ซึ่งน้อยกว่าเก้าอี้ในปัจจุบัน เก้าอี้อียิปต์จะดูหรูหรา และถูกพัฒนาเรื่อยมาให้ทำจากงาช้าง และไม้แกะสลักโดยถูกปกคลุมด้วยวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเก้าอี้ที่ใช้สำหรับกษัตริย์ ส่วนเก้าอี้สำหรับขุนนางนั้นก็มีเฉพาะกับเจ้าของบ้านเท่านั้น ชาวอียิปต์เชื่อว่าเก้าอี้ต้องเป็นไปตามธรรมชาติจึงมักมีส่วนคล้ายสัตว์โดยเฉพาะขาเก้าอี้มักเป็นขาของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง อาทิ ขาสิงโตที่มีอุ้งเท้าและเล็บ

หลังยุคอียิปต์ เก้าอี้เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายในโลกตะวันตก เก้าอี้กรีกย้อนหลังไปถึง 600 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งเห็นได้จากเก้าอี้ใน Parthenon ของ Zeus ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม พนักตรงประดับด้วยปีกของสฟิงค์ ส่วนเก้าอี้สมัยโรมันก็ทำจากหินอ่อนโดยเก้าอี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือที่ประทับในโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ กรุงโรม

การออกแบบเก้าอี้ในแต่ละยุคสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรอเนสซองส์จะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการแต่งกายและเฟอร์นิเจอร์ การที่เก้าอี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของผู้ปกครองทำให้การออกแบบเก้าอี้กลายเป็นเรื่องสำคัญของเกือบทุกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเยอรมนี เก้าอี้จึงมักถูกออกแบบให้มีที่วางแขนเพื่อความสะดวกสบายและได้รับการตกแต่งและประดับประดาอย่างหรูหราให้สมเกียรติ

การพัฒนาแบบของเก้าอี้ก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเก้าอี้ถูกนำมาใช้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เก้าอี้มีความหลากหลาย
มากขึ้น เช่น เก้าอี้พับ เก้าอี้เอนนอน เก้าอี้ที่ขาทำจากโลหะ เก้าอี้รูปถุงถั่ว เก้าอี้ทำจากไม้ ไม้อัด เก้าอี้นวด งานออกแบบเก้าอี้กลายเป็นงานทางศิลปะที่ Frank Lloyd Wright และ Eero Saarinen สถาปนิกและนักตกแต่งพยายามออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศของอาคารจึงเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างชื่อเสียงไปในตัวอีกทางหนึ่งด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้โอกาสเยือนMuseum of Decorative Art Barcelona ก็จะได้ชมเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีรูปร่างหน้าตาประหลาด ล้ำสมัยอย่างสนุกสนานจนจุใจ เพราะมีคำบรรยายการออกแบบเก้าอี้ไว้ให้อย่างละเอียดอยู่หลายตัว นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งก็คงอยากลองนั่งเก้าอี้อยู่หลายตัวโดยเฉพาะเก้าอี้รูปไข่ดาว เพราะคงอยากรู้ว่าเก้าอี้หน้าตาประหลาดเหล่านี้นั่งสบายหรือไม่ ควรค่าแก่การซื้อไปประดับบ้านหรือไม่

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506165

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Museum of Decorative Art Barcelona ที่มีประวัติย้อนไปถึงปี 1888 จากการจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกของเมืองบาร์เซโลนานี้ได้ก่อให้เกิด Museum of Decorative Art and Archeology ขึ้นในปี 1902 ณ Ciutadella โดยมี Josep Puig สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นเป็นผู้วางแผนเกี่ยวกับมิวเซียมให้ ต่อมาในปี 1932 มิวเซียมได้ถูกปรับโฉมใหม่ ในช่วงรื้อถอนนั้น ของจัดแสดงถูกย้ายไปไว้ที่ Montjuic หรือ National Art Museum of Catalonia และ Museum of Archaeology of Catalonia ส่วนที่ไม่ใช่งานทัศนศิลป์ หรือโบราณคดีก็นำไปไว้กับ Palace of Pedralbles ภายใต้การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการบริหารมิวเซียม

ในช่วงที่ย้ายไปตั้งอยู่ที่ Palace of Pedralbes นั้นมิวเซียมจัดให้มีการแสดงของสะสมตั้งแต่สมัยยุคกลางจนถึงปฏิวัติอุตสาหกรรม ในปี 1936 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสงครามกลางเมืองฝรั่งเศส มิวเซียมถูกปิดเพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างความขัดแย้ง หลังสงคราม พระราชวัง Pedralbles ได้กลายเป็นที่ประทับของ Francisco Franco Bahamonde ประมุขของแคว้น Catalonia มิวเซียมจึงไม่มีที่อยู่ รัฐบาลจึงตัดสินใจย้ายมิวเซียมไปยัง Palace Virreina ในปี 1949 โดยให้วิธีการจัดแสดงศิลปะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อมิวเซียมตั้งอยู่ที่พระราชวัง Pedralbles ในช่วงเวลานี้มิวเซียมได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟอร์นิเจอร์จาก Matias Mundtadas และ Francesc Vidal อย่างไรก็ดีในปี 1985 เทศบาลเมืองต้องการใช้พื้นที่พระราชวัง Virreina อีกทำให้มิวเซียมต้องปิดตัวลงอีกครั้งหนึ่ง ส่วนของจัดแสดงก็ถูกนำกลับไปเก็บรักษาไว้ที่พระราชวัง Pedralbles เช่นเดิมโดยไม่ได้เปิดดำเนินการเป็นมิวเซียมแต่อย่างใด 

ในปี 1995 มิวเซียมได้ทำการเปิดตัวอีกครั้งโดยจัดตั้งที่พระราชวัง Pedralbles เช่นเดิมโดยเพิ่มการจัดแสดงงานเกี่ยวกับการออกแบบ และผ้าเข้ามาไว้ด้วย ส่วนของสถานที่ตั้งนั้นเริ่มต้นเป็นบ้านชาวนาเก่า ๆ ที่ถูกครอบครองโดย Count Eusebi Guell ต่อมาอาคารได้ถูกออกแบบใหม่โดย Joan Martorell I Montells สถาปนิกที่ออกแบบพระราชวังแนวคาริบเบียนและเพิ่มห้องสวดมนต์ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคที่ล้อมรอบด้วยสวน ต่อมาในยุคของ Antoni Gaudi เขาได้รับเชิญให้ออกแบบทางเข้า สวนและกำแพงใหม่  รวมทั้งน้ำพุและต้นไม้ที่ประดับในสวน เช่น ต้นปาล์ม แมกโนเลีย ยูคาลิปตัส ต้นสน และต้นไซเปรส             ปัจจุบัน Museum of Decorative Art แบ่งพื้นที่กับ Museum of Industrial Textile และ Cabinet of Graphics Art ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Design Hub of Barcelona

 การจัดแสดงของวัตถุแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นงานศิลปะจากยุคโรมันถึงโรแมนติกโดยเน้นงานที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลปินท้องถิ่น Catalan งานเกี่ยวกับกำเนิดการออกแบบในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่แสดงถึงการใช้ชีวิตประจำวันและขบวนการในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจะได้ชมเฟอร์นิเจอร์และของประดับของคหบดี อาทิ ตู้ เตียง เก้าอี้ เครื่องครัว พัดและนาฬิกา ส่วนที่สองจะเน้นไปที่วิวัฒนาการในการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอของจัดแสดงมากถึง 442 ชิ้นที่เป็นตัวอย่างสินค้าที่ออกแบบจากสเปน แนวทางการจัดแสดงเสมือนหนึ่งการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังประวัติศาสตร์การออกแบบที่เกิดขึ้นในบาร์เซโลน่าและทั่วทั้งสเปน

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504713

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผลงานถาวรที่จัดแสดงใน Design Museum Barcelona นี้ แบ่งตามสาระสำคัญประกอบด้วย 1.World to the Museum การออกแบบผลิตภัณฑ์ มรดกทางอารยธรรม บรรยายจากหลากหลายแนวคิด ของใช้ในชีวิตประจำวันผลิตจากอุตสาหกรรม นิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ ส่วนอ้างอิงจะจัดแสดงวัตถุที่มี
ชื่อเสียง การออกแบบที่เป็นสัญลักษณ์ของเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ส่วนวัตถุจะเน้นถึงวิวัฒนาการในการผลิตทั้งทางด้านเทคนิคและวัสดุตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนหมู่มากกับความสำเร็จของวัตถุ

2.ของสะสมเกี่ยวกับการตกแต่งตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3-20 จะเรียงลำดับตามกาลเวลาตั้งแต่เรื่องเซรามิก ผ้า เฟอร์นิเจอร์ แก้ว ของจิ๋ว แผ่นปิดฝาผนัง ของจัดแสดงหลังทศวรรษที่ 1930 จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุและมนุษย์ งานในส่วนนี้จะเป็นเรื่องราวศิลปะ งานฝีมือที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองบาร์เซโลน่า 3.การตกแต่งร่างกาย แฟชั่นตั้งแต่ปี 1550-2015 การจัดแสดงเริ่มจากกระโปรงสุ่ม รูปร่างที่ดูสุดโต่งเป็นสัญลักษณ์ว่ามนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลนั้นมี
เป้าหมายที่จะปรับแต่งโฉมตัวเองผ่านทางเสื้อผ้า ทรงผม รอยสักและเครื่องประดับ เสื้อผ้าที่จัดแสดงนั้นย้อนหลังไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 อันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ถึงแนวโน้มของแฟชั่นในยุคต่างๆ และสะท้อนถึงสุนทรียแห่งอารมณ์

4.การออกแบบกราฟิก จากการค้าถึงผู้เชี่ยวชาญ (1940-1980) อันเป็นส่วนพื้นฐานสำคัญของมิวเซียมได้รับการสนับสนุนทางการเงินทั้งจากภาครัฐและเอกชน การจัดแสดงจะเป็นเรื่องราวของศิลปินตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 อันถือเป็นช่วงกำเนิดของการออกแบบศิลปะของสเปน การจัดแสดงงานศิลปะกว่า 7 หมื่นชิ้นนี้จะกระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ล้วนนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ กันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานถาวรแล้ว Design Museum Barcelona ยังมีนิทรรศการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย นั่นคือนิทรรศการ TheBest Design of the Yearซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ภัณฑรักษ์และรัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าต้องการที่จะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการหาการออกแบบที่ดีที่สุดในแต่ละปีในเรื่องสถาปัตยกรรม แฟชั่นและศิลปะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผลงานจัดแสดงมาจากงานที่เข้าประกวดกว่า400 ชิ้น ของนักเรียน อาจารย์ในท้องถิ่นและนานาชาติที่เข้าแข่งขันด้วยกติกามาตรฐานและสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างโดดเด่น ส่วนรางวัลประกอบด้วย The FAD Awards for Architecture and Interior Design ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยARQUIN เป็นรางวัลทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีมากว่า 60 ปีแล้ว รางวัลนี้สะท้อนความเป็นผู้ริเริ่ม และส่งเสริมคุณค่าในการออกแบบให้กับสังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นรางวัลที่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ทันสมัยตลอดเวลา ความต่อเนื่องของรางวัลยังเน้นให้เห็นถึงการให้ความสนใจกับผลงานของคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นปัจจุบันรางวัลนี้ได้แบ่งออกเป็นหมวดชัดเจนคือ สถาปัตยกรรม ออกแบบภายใน ภูมิทัศน์เมือง แนวคิดและการวิพากษ์

MODA-FAD Awards มีเป้าประสงค์ในการยอมรับผลงานของผู้เชี่ยวชาญชาวสเปนที่สนับสนุนการออกแบบระดับโลก และอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการจัดงานครั้งแรกนี้ทางผู้จัดเน้นไปที่ Carme Marti Riera นักธุรกิจชาว Catalan ที่มีส่วนร่วมกับแฟชั่นในระดับสากล อีกทั้งยังทำให้งานหัตถกรรมพื้นเมืองเป็นที่ยอมรับในระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีรางวัล the ADG Laus Awards for Graphic Design and Visual Communication ที่ถูกจัดตั้งโดย ADG-FAD,the ADI Awards for Industrial Designที่รวบรวม Delta Awards, the ADI Medals and the ADI Culture Awards ที่ถูกจัดตั้งโดย ADI – FAD, the Arts FAD Awardsที่ถูกจัดตั้งโดย A – FAD

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะสามารถเต็มอิ่มกับผลงานที่มีความหลากหลายจากศิลปินท้องถิ่นและทุกมุมโลกได้อย่างไม่รู้เบื่อตลอดการเยือนมิวเซียมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503328

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Design Museum

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานออกแบบตกแต่ง และมาใช้เวลาในบาร์เซโลน่าหลายวัน สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Design Museum หรือMuseu del Disseny de Barcelona ในภาษาพื้นเมือง ที่นี่เป็นสถาบันวัฒนธรรมหลักของเมืองที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีในการออกแบบทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ วัตถุ แฟชั่นและข้อมูล มิวเซียมแห่งนี้เป็นผลมาจากการควบรวมมิวเซียผมอีกหลายแห่งเข้าด้วยกัน นั่นคือ Decorative ArtMuseum, Museum of Textile และ Gabinet de les Arts Grafiques

Design Museum อีกด้าน

บาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่เชื่อมโยงกับการออกแบบมาตั้งแต่โบราณกาลจึงมีสถาบัน Foment de les ArtsDecoratives เป็นสถาบันเก่าแก่ เทศบาลเมืองจึงต้องการยกระดับให้เมืองมีสถาบันเด่นสถาบันเดียวในการออกแบบโดยมอบหมายให้ Oriol Bohigas สถาปนิกชาวบาร์เซโลน่า ผู้ก่อตั้ง Grup R เจ้าของบริษัท MBM หัวหน้าหน่วยออกแบบผังเมือง และคณะกรรมการวัฒนธรรมของเมืองออกแบบสถาปัตยกรรมที่Placa de les Glories ภายใต้ชื่อDesign Hub Barcelona ในปี 2008ก่อนเปลี่ยนเป็น Design MuseumBarcelona ในปี 2013 นอกจากการเป็นมิวเซียมแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องต่างๆ รวมทั้งทำวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจด้วยโดยใช้เงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน

อาคารที่ถูกวางศิลาฤกษ์ตั้งแต่ปี 2009 ก่อสร้างเสร็จในปี 2013 และเปิดทำการในปี 2014 นี้ ประกอบด้วย2 ส่วน ส่วนที่อยู่ใต้ดินใต้จัตุรัส Glories และส่วนที่อยู่เหนือดิน 14.5 เมตร ที่เป็นรูปทรงลูกบาศก์มีด้านขนานกันด้วยขนาดกว้างเท่ากับถนน Avila อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างถนน Eixampleกับจัตุรัส Glories โดยมีพรมสีเขียวเป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติ และง่ายต่อการดูแลรักษา

ด้านข้าง Design Museum

ชั้นใต้ดินซึ่งประกอบด้วย 2 ชั้นย่อยเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ ขายตั๋ว ทำวิจัย งานสอน และบริการอื่นๆ แต่ยังคงเป็นชั้นที่แสงธรรมชาติเข้าถึงได้แม้จะอยู่ใต้ดิน ชั้นหนึ่งจะใช้พื้นที่ค่อนข้างน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนพื้นที่สาธารณะจึงใช้เป็นทางเข้าจากทั้งถนน Avila และจากจัตุรัส รวมทั้งยังต่อเชื่อมกับรถใต้ดินโดยเป็นบันไดและลิฟต์ไว้เข้าไปยังตึกชั้นต่างๆ ส่วนนี้ของตึกจะใช้วัสดุเพียงแค่ 2 ชนิดคือ อะลูมิเนียมหรือสังกะสี ร่วมกับกระจกเสมือนสิ่งก่อสร้างแบบอุตสาหกรรม อาคารโดยรวมถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานพอเพียงนั่นคือ ตัวอาคารสามารถผลิตพลังงานเอง และนำของเสียที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ใหม่ เช่น น้ำ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU Eolabel นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีส่วนของบาร์และร้านอาหารที่แสนเท่โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายบนเก้าอี้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนทั่วไปให้มาใช้เวลา และดูผลงานศิลปะด้วย

ร้านอาหารในมิวเซียมร้านอาหารในมิวเซียมด้านหน้า Design Museumด้านหน้า Design Museum