แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมความหรูหราอลังการของ Royal Palace และ Royal Treasury Stockholm แล้ว ยังมีมิวเซียมอีกแห่งให้เยือนนั่นคือ Tre Kronor Museum หรือ Museum Three Crowns มิวเซียมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของปราสาท Tre Kronor ที่ถูกเพลิงไหม้ไปในปี 1697 ปราสาทที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้ถือกำเนิดจากการที่กลุ่มไวกิ้งได้มาสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ขึ้นโดยเพิ่มส่วนของกำแพงในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า Birger Jarl รัฐบุรุษชาวสวีเดนได้เพิ่มป้อมปราการเข้าไปไว้ในปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และนาม Tre Kronor ก็ถูกสถาปนาโดยพระเจ้า Magnus Eriksson กษัตริย์สวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 14  

เมื่อพระเจ้า Gustav Vasa ได้ประกาศเอกราชให้สวีเดนเป็นอิสระจาก Kalmar Union หรือสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เว ในปี 1397 ประสาท Tre Kronor แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่ประทับหลักของพระองค์ พระองค์ได้ขยายอาณาเขต และเพิ่มความแข็งแรงเพื่อป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่พระเจ้า John III พระราชบุตรที่ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาได้ตกแต่งปราสาทให้มีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ รวมทั้งสร้างเพิ่มโบสถ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ยังได้สร้างหอคอยเพื่อไว้สอดส่องอริราชศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยได้เพิ่มทั้งขนาดและส่วนสูงขึ้นอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่งผลให้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปราสาทประกอบด้วยส่วนของตัวปราสาท และป้อมปราการร่วมกับสวน เมื่อปราสาทกลายเป็นที่ประทับของกษัตริย์จึงส่งผลให้พระเจ้า Gustav II กษัตริย์สวีเดนที่ครองราชย์ระหว่าง 1611-32 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประสูติในปราสาทแห่งนี้

โชคร้ายมาเยือนราชวงศ์สวีเดนในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 เมื่อไฟไหม้ใหญ่โหมขึ้นในปราสาท Tre Kronor และได้ทำลายปราสาทลงไปจนหมดสิ้น ผู้พบเห็นไฟไหม้คนแรกคือ Georg Stiernhoff แต่ Sven Linberg ผู้ดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ถวายงานพระเจ้าแผ่นดินไปว่าเขาไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากไฟได้ลุกไหม้ทางเข้าไปเอาเครื่องมือดับไฟ ราชวงศ์เลยไม่มีทางเลือกต้องเสด็จหนีเพลิงออกมา ข้าราชบริพารได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขนทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ออกมาให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปราสาทสร้างจากไม้และทองแดง ไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ห้องสมุดและเอกสารสำคัญทั้งหมดถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ในการสอบสวนสาเหตุพบว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ละทิ้งหน้าที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกตัดสินประหารชีวิต นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้มีประสบการณ์กับซากที่เหลือของปราสาทที่ถูกไฟไหม้ และได้เห็นรูปของปราสาทเก่า รวมทั้งโครงสร้างแบบจำลองที่จัดแสดงไว้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Royal Palace Stockholm แล้วจะมีตั๋วเข้า Royal Treasury ด้วย ใน Royal Treasury ซึ่งอยู่ภายในรั้วเดียวกับ Royal Palace ที่ถูกออกแบบโดย Nicodemus Tessin the Younger และได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1969 นี้มีห้องนิรภัยที่ใช้เก็บทรัพย์สมบัติที่มีค่าต่าง ๆ ของราชวงศ์ ตั้งแต่มงกุฎ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เสื้อผ้า และของใช้อื่น ๆ ของกษัตริย์ และพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับสูง ๆ ซึ่งมีทั้งได้เคยใช้ฉลองมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สมบัติที่สำคัญเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงกุฎนั้นแม้กษัตริย์จะเป็นผู้ฉลองทั้งมงกุฎและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่ทรัพย์สมบัติกว่า 400 ปีเหล่านี้กลับเป็นของรัฐบาลที่ได้รับการดูแลภายใต้ Crown Lands Judiciary Board

ต้นกำเนิดของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งมีไว้สำหรับวันสำคัญที่สุดก็คือ วันขึ้นครองราชย์ รวมถึงวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องนี้จะประกอบด้วยมงกุฎซึ่งกษัตริย์แต่ละพระองค์อาจเลือกใช้ของที่มีอยู่แล้ว หรือเลือกที่จะจัดทำขึ้นใหม่ กษัตริย์องค์แรกของสวีเดนที่ได้รับการฉลองมงกุฎคือ พระเจ้า Erik Knutsson ในปี 1210 แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจมีการฉลองการขึ้นครองราชย์แล้วก็ตาม แต่ไม่มีบันทึกถึงมงกุฎที่สวม ส่วนพระเจ้า Gustav Vasa มงกุฎที่พระองค์ใช้ในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ครั้งแรกที่ 12 มกราคม 1528 ณ Uppsala นั้นก็ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้แล้วเช่นกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตลอดหลายทศวรรษถูกเสริมแต่งให้มีความหรูหรามากขึ้น อาทิ มงกฎของพระเจ้า Karl Gustav X และพระนางเจ้า Lovisa Ulrika พระเจ้า Erik ที่สิบสี่ จนถึงเจ้าชายวิลเลียม นอกจากมงกุฎแล้วยังมีเสื้อคลุมฉลองพระองค์ รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Erik ที่ 14 คทา ลูกแก้ว และกุญแจแห่งรัฐซึ่งพระองค์รับสั่งให้จัดทำขึ้นใหม่หมดและได้นำมาใช้ในหลายเทศกาล รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Karl ที่ 11 ด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจะมีโอกาสได้ชื่นชมมงกุฎที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาอย่างจุใจ อาทิ มงกุฎของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika ที่มีเพชรมากถึง 44 เม็ด มงกุฎนี้มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ได้แอบเปลี่ยนเพชรเพื่อไปขายและนำเงินไปทำการปฏิวัติในปี 1756 แต่ล้มเหลว ส่วนทรัพย์สมบัติที่เก่าที่สุดที่จัดแสดงในมิวเซียมก็คือ ดาบของพระเจ้า Gustav Vasa กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สวีเดนยุคใหม่ ส่วนมงกุฎสำหรับพระราชินีองค์แรกที่ถูกจัดทำขึ้นสำหรับ Gunilla Bielke ในปี 1585 ซึ่งกำลังจะมาเป็นมเหสีของพระเจ้า Johan III นั้นไม่ได้อยู่ในคลังแล้ว ส่วนมงกุฎของพระราชินีที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงจัดแสดงอยู่ในปัจจุบันเป็นของ พระนางเจ้า Maria Elenora ที่จัดทำขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolphus ในปี 1620

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Palace Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงสต็อกโฮมและชื่นชอบความหรูหราอลังการรวมทั้งประวัติศาสตร์ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปตลาด หรือเยือน Royal Academy of Fine Arts สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงก็คือ Royal Palace การเยือนพระราชวังแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเผื่อเวลาไว้มากกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการขายตั๋วจะขายเป็น Combo set ที่ประกอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยว 3 แห่งคือ Royal Treasury, Royal Palace และ Museum of Tre Kronor สถานที่แต่ละแห่งล้วนต้องใช้เวลาในการพินิจพิจารณาอย่างน้อย 1.5-2 ชั่วโมงทั้งนั้น แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลามาก ก็ควรเผื่อเวลาไว้เต็มวันไปเลยจะได้ไม่เสียดายค่าตั๋วและได้พินิจพิจารณาความงามอย่างเต็มที่ ยิ่งนักท่องเที่ยวมาเยือนในช่วงฤดูร้อนที่พระอาทิตย์ตกช้าก็ควรเลือกมาแต่เช้า เพื่อจะสามารถเลือกเดินเล่นต่อในเมืองได้หลังพระราชวังปิด 16 น เพราะยังสว่างอยู่ ไม่หนาวมาก และร้านค้าปิดช้า

พระราชวังซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ประทับของกษัตริย์สวีเดน และอยู่ในย่าน Gamla Stan นี้ถูกออกแบบครั้งแรกโดย Nicodemus Tessin the Younger โดยสร้างทับลงบนตำแหน่งปราสาท Tre Kronor ที่ถูกไฟไหม้ไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 การสร้างพระราชวังใหม่นี้สะดุดลงในปี 1709 อันเป็นผลมาจากสงคราม Great Northern ที่เริ่มต้นในปี 1700 อย่างไรก็ดี การสร้างพระราชวังใหม่ได้เริ่มต้นสร้างต่อภายใต้การออกแบบตกแต่งแบบ Roccoco ของ Carl Harleman หลังจาก Nicodemus Tessin the Younger สถาปนิกคนเก่าเสียชีวิตในปี 1728  แต่กว่าพระราชวังจะเสร็จสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปทศวรรษที่ 1770 แล้ว แม้พระเจ้า Adolf Frederick และพระราชินี Louisa Ulricka จะย้ายเข้ามาพำนักก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม นับจากนั้นมาพระราชวังก็ไม่ได้รับการปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่อีกเลยนอกจากการปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น รวมทั้งการเพิ่มส่วนของมิวเซียมเข้ามาเท่านั้น  

ภายในพระราชวังที่ประกอบด้วย 1,430 ห้องและหน้าต่างกว่า 660 บานนี้มีห้องที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาลและการเฉลิมฉลองไว้ใช้สอยได้อย่างหลายหลาก อาทิ State Apartment, Guest Apartment, Bernadotte Apartment, Hall of State, Royal Chapel รวมทั้งสำนักงานของพระราชวังที่มีพนักงานมากถึง 200 คนด้วย แม้พระราชวังจะเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่รัฐบาลสวีเดนกลับเป็นเจ้าของผ่าน National Property Board of Sweden ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารจัดการ และดูแลทรัพย์สมบัติ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถพินิจพิจารณาพระราชวังที่หรูหราอลังการและยังคงใช้การอยู่ได้อย่างจุใจ ยังสามารถถ่ายรูปกับห้องต่าง ๆ ได้โดยไม่ถูกห้ามใด ๆ เลยอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน Tower of Babel

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Tower of Babel ที่มักเป็นหัวข้อในงานจิตรกรรมนั้นมีต้นกำเนิดในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นคือสิ่งก่อสร้างในดินแดนบาบิโลนที่ถูกกล่าวถึงใน ปฐมกาล 11:1-9 ว่าเป็นหอคอยที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชาติที่มีภาษาเดียวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและต้องการป้องกันความแตกแยก พวกเขาจึงตั้งเป้าว่าจะสร้างเมืองของตัวเองและสร้างหอคอยให้ไปถึงจุดสูงสุดของสวรรค์เพื่อประกาศศักดาของชนชาติตน ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจแตกกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ บนโลก พระเจ้าเลยทำโทษความไร้สาระของพวกเขาด้วยการทำให้พวกเขาสับสนกับภาษาที่ใช้ระหว่างกันเกิดเป็นหลากหลายภาษาจนไม่สามารถที่จะสื่อสารกันได้

The Tower of Babel เป็นหัวข้อที่ศิลปินนิยมรังสรรค์งานมาแต่โบราณ ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดที่รังสรรค์งานชื่อนี้คือ Peter Bruegel the Elder เขาเกิดในปี 1525 ในครอบครัวช่างฝีมือและศิลปิน เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาก็แต่งงานกับศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีพรสวรรค์มากและร่วมกันสร้างสรรค์งานร่วมกันนับจากนั้นมา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวนาและทิวทัศน์โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Hieronymus Bosch  ผลงานชิ้นแรกของเขาที่ใช้ชื่อ Tower of Babel นี้รังสรรค์ขึ้นบนงาช้างขนาดเล็ก ในระหว่างปี 1552-3 แต่ได้สูญหายไป ส่วนผลงานอีก 2 ชิ้นของศิลปินคนเดียวกันปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Kunsthistoriesches Museum ในกรุงเวียนนา ออสเตรีย และ Museum Boijmans Van Beuningen ในเมืองรอตเทอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ แม้งานจิตรกรรมทั้งสองชิ้นจะมีส่วนคล้ายกัน แต่ชิ้นที่จัดแสดงที่เวียนนาถือเป็นชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุด มีรายละเอียดมากที่สุดและถูกเลียนแบบมากที่สุดด้วย 

สำหรับ Tower of Babel ฉบับสวีเดนนั้นเป็นผลงานที่เป็นความร่วมมือของศิลปินหลายคนที่เรียกว่ากลุ่ม Hofbrigaden ประกอบด้วย Ulf Rahmberg, Stefan Teleman, Cilla Ericson, Julie Leonardsson และ Ingrid Olsson โดยมี Cilla Ericson เป็นศิลปินที่โดดเด่นสุด ผลงานชิ้นนี้เกิดจากจิตรกรรม 2 ชิ้นประกอบโดยชิ้นแรกชื่อ The Emperor’s New Clothes แต่ Stockholm Lokaltrafik ไม่ยินยอมให้จัดแสดงผลงานนี้ในนิทรรศการ “Brigadmåleri 1978” พวกเขาจึงนำมันไปจัดแสดงอยู่ที่ระเบียงที่มหาวิทยาลัย Lulea University of Technology อยู่ 40 ปี แต่เนื่องจากการปรับปรุงมหาวิทยาลัย ผลงานชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายอีกครั้ง  กลุ่ม Hofbrigaden เลยตัดสินใจวาด Tower of Babel ทับผลงานชิ้นเดิมนี้ด้วยเรื่องราวที่ล้อเลียนนักการเมืองทั้งในสวีเดนและต่างประเทศจนกลายเป็นภาพวาดที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน การจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของ Cilia Ecicson ใน Royal Academy of Fine Arts ภัณฑรักษ์จึงได้นำผลงานร่วมชิ้นนี้ของศิลปินมาจัดแสดงไว้ด้วย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ใช้สีสันที่สดใส มีเรื่องราวที่ดูแปลกตายากที่จะเข้าใจ แต่เป็นไปในเชิงล้อเลียนแน่นอน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทั้งโบราณ และปัจจุบันสังเกตุได้จากชุดแต่งกายซึ่งก็ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับผู้ชมได้อย่างดีเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ เมื่อได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่เดินตลาด และช้อปปิ้ง แต่คงต้องหามิวเซียมศิลปะที่ดีที่สุดของเมืองไปเยือน นั่นคือ Royal Academy of Fine Arts มิวเซียมที่มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1697 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง Royal Palace ที่สวีเดนขาดแคลนทั้งศิลปินและสถาปนิกเป็นอย่างมาก ท่าน Count Carl Gustaf Tessin นักการเมืองที่ได้ฉายาว่าชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการในการก่อสร้างในปี 1728 จึงได้พยายามที่ยกระดับมาตรฐานทางด้านความเป็นมืออาชีพให้กับศิลปินชาวสวีดิชจึงได้ตั้งโรงเรียนสอนเขียนภาพร่างขึ้นที่เรียกว่า The Royal Academy of Drawing โดยเลียนแบบสถานศึกษาในฝรั่งเศสส่งผลให้สิ้นทศวรรษที่ 1730 จำนวนศิลปินรุ่นใหม่ก็เพิ่มขึ้นจนสามารถช่วยงานตกแต่งพระราชวังได้

ปี 1766 อนาคตของสถาบันเริ่มมั่นคงขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจจัดสรรงบประมาณให้กับอาจารย์และศิษย์ รวมทั้งนายแบบให้สามารถที่จะทำงานต่อไปกับสถาบันได้อย่างจริงจัง วันที่ 30 พฤษภาคม 1768 สถาบันจึงได้จัดการประชุมเพื่อปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Academy of Painting and Sculpting และได้ทำการร่างกฎหมายและระเบียบเพื่อรองรับสถาบัน ต่อมาในปี 1773 พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้ทรงรับรองกฎหมายสถาบันการศึกษาขึ้นโดยขยายขอบเขตให้มีการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม กายวิภาค ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกราฟฟิคส่งผลให้ปลายปีนั้น Ulrica Fredrika Pasch กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นสมาชิกของสถาบัน

 ปี 1780 สถาบันได้ย้ายไปอยู่ที่ Sparre Palace จากเงินทุนบริจาคของ Gerhard Meyer ผู้หล่อระฆังให้กับโบสถ์และได้เปลี่ยนชื่อตึกเป็น Meyer’s House ปี 1784 สถาบันได้ทำการจัดแสดงนิทรรศการขึ้นครั้งแรกถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นโดยนักเรียนของสถาบันนี้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ปี 1792 รัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนสถาบันเดิมเป็น Royal Museum โดยให้สถาบันเป็นผู้ควบคุมทั้งการเงินและการบริหารโดยใช้ Logarden wing ของ Royal Palace เป็นที่ทำการโดยเปิดทำการครั้งแรกในปี 1794 มิวเซียมนี้กลายเป็นมิวเซียมศิลปะแห่งแรกของยุโรป ปี 1810 สถาบันถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Royal Academy of Fine Arts อาคารที่ตั้งนี้ได้รับการต่อเติม 2 ครั้งภายใต้การออกแบบของสถาปนิก Fredrik Blom ในปี 1845 และสถาปนิก Erik Lallerstedt ในปี 1891

ของจัดแสดงนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 ของมิวเซียมที่ประกอบไปด้วยงานทัศนศิลป์ งานภาพร่าง งานประติมากรรม งานผ้า และเฟอร์นิเจอร์นี้เป็นผลมาจากการสะสมร่วม 300 ปี งานสะสมที่มีมาจากทั้งการซื้อและการรับบริจาคนี้มี The Batavian oath of allegiance to Claudius Civilis ของ Rembrandt เป็นชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุด นอกจากนี้ที่นี่ยังมีความพิเศษตรงที่มีผลงานประติมากรรมปูนปาสเตอร์เลียนแบบที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปไว้ใช้สอนนักศึกษาด้วยโดยงานส่วนใหญ่เลียนแบบมาจากงานประติมากรรมยุคเรอเนสซองส์ ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีงานของนักศึกษาศิลป์มากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปไว้จัดแสดง อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่มีผลงานของศิลปินหญิงเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นสถาบันที่รับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนศิลปะเป็นแห่งแรกของยุโรปอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่การเที่ยวตลาด Hotorgshallen เพื่อสัมผัสประสบการณ์การซื้ออาหารสด และอาหารปรุงเสร็จ รวมทั้งรับประทานอาหารในตลาดเท่านั้น แต่คงอยากมีโอกาสเดินซุปเปอร์มาร์เกตเพื่อสำรวจราคาข้าวของรวมทั้งสัมผัสกับเศรษฐานะผ่านทางราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย ซุปเปอร์ที่สำคัญของเมืองนี้จะไม่ใช่ Chain ร้านค้าแบบประเทศอื่น แต่เป็นสหกรณ์ที่เรียกว่า Coop เฉกเช่นเดียวกันกับสวิตเซอร์แลนด์ก็อยู่ไม่ไกลจากตลาดนี้เช่นกัน นอกจากสัมผัสตลาดและซุปเปอร์แล้ว นักท่องเที่ยงสายช้อปร้อยทั้งร้อยคงอยากสัมผัสประสบการณ์ชอปปิ้งด้วย ไม่เพียงสต็อกโฮมจะสวยงาม สถานที่ช้อปปิ้งยังเต็มไปด้วยของสวยงามและราคาต่ำสุดในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอีกต่างหาก ถนน Drottninggaten จึงเป็นอีกถนนที่พลาดไม่ได้

ถนนที่มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ทศวรรษที่ 1630 นี้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเมืองรูปแบบใหม่ ดั้งเดิมนั้น ถนนสายนี้ชื่อ Stora Konungsgatan หรือถนนของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Drottninggatan เพื่อเป็นเกียรติแด่พระนางเจ้าคริสติน่าผู้ปกครองเมืองระหว่างปี 1632-54 เพื่อเข้าคู่กันกับถนน Regeringsgatan หรือถนนของรัฐบาล ดั้งเดิมนั้นการตั้งชื่อถนนตามชื่อพระเจ้าแผ่นดินมิใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสแกน แต่ยืมวิธีการมาจากเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ความสวยงามของถนนดึงดูดให้คหบดี และศิลปินหลายคนมาซื้อบ้านอยู่ อาทิ Andre Oscar Wallenberg นายธนาคารและคหบดีเจ้าของหนังสือพิมพ์มีบ้านอยู่จนถึงปี 1876 , August Strindberg นักเขียนบทละครก็มาซื้อบ้านอาศัยอยู่ในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันบ้านของเขาเป็นที่ตั้งของ Strindberg Museum

ถนนแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2010 เมื่อ Taimour Abdulwahab al-Abdaly ลูกครึ่งอิรักสวีเดนได้วางระเบิดพลีชีพที่ถูกเรียกว่า 2010 Stockholm Bombing ส่งผลให้ผู้วางระเบิดและประชาชนเสียชีวิตไปสองราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ถือเป็นการระเบิดพลีชีพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สวีเดนประเทศที่มีแต่ความสงบสุข ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2017 Rakhmat Akilov ชาวอุซเบกีสถานได้ขับรถฝ่าฝูงชนเข้าไปชนคนเสียชีวิตบนถนน และห้าง Ahlens เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบ 10 ปีส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวและทำให้ประเทศที่เคยสงบสุขที่สุดในโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับผู้อพยพเปลี่ยนไปตลอดกาล

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนถนนสวยแคบ ๆ เส้นนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับร้านเสื้อผ้าใหญ่ Zara, H&M, ร้านขายของที่ระลึก และร้านขายผลิตภัณฑ์มุมมิมการ์ตูนอันโด่งดังของสวีเดนแล้ว ที่นี่ยังมี Hotorget Torghandel หรือตลาดนัดที่ชาวนานำดอกไม้ พืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรพื้นบ้านมาขายตั้งแต่เช้า 0730 น ด้วยอันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสหาซื้อสินค้าเกษตรพื้นเมืองที่หลากหลายในราคาถูก นอกจากนี้บนถนนสายนี้ยังมี Systembolaget ร้านขายไวน์ขนาดใหญ่ตรงปลายถนนอีกต่างหาก นักดื่มที่มาเยือนประเทศนี้อาจรู้สึกขัดใจยิ่ง ทั้งนี้เพราะไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เกิน 5% จะไม่มีขายในซุปเปอร์มาเก็ต แต่จะขายในร้านขายไวน์ที่เฉพาะเจาะจงและเปิดเป็นเวลาแค่จันทร์ถึงศุกร์ 10-20 น และเสาร์ขายถึง 15 น เท่านั้น วันอาทิตย์ปิดอีกต่างหากซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับวัฒนธรรมยุโรปที่การดื่มสุราไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไวน์ในประเทศนี้ยังราคาค่อนข้างสูงเทียบกับภาคพื้นยุโรป เมื่อรู้เช่นนี้แล้วนักท่องเที่ยวก็จะไม่ประหลาดใจที่เห็นคนพื้นเมืองที่เดินทางไปต่างประเทศจะถือไวน์มากมายติดไม้ติดมือจากร้าน Duty Free ในสนามบินก่อนเดินทางเข้าเมือง

หากนักท่องเที่ยวยังช้อปไม่หนำใจ เลยจากร้านไวน์ไปทางทิศตะวันออกอีกหน่อยจะมีห้างใหญ่ชื่อว่า NK Saluhall ห้างที่ไม่เพียงมีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1902 และเป็นห้างแห่งแรกที่มีบันไดเลื่อนของสวีเดน Josef Sachs เจ้าของห้างยังมีห้างขนาดใหญ่เช่นนี้ในรัสเซีย และอาร์เจนติน่าด้วย เขายังเป็นเจ้าของสินค้าใหม่ ๆ เด่น ๆ ของสวีเดนอีกหลายอย่าง อาทิ Lego, Barbie อีกต่างหาก ที่นี่จึงไม่เพียงเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย ทั้งยังใหญ่โตและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสต็อกโฮมด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบยุโรป และไปเที่ยวภาคพื้นยุโรปรวมทั้งเกาะต่าง ๆ มาหลายแห่งแล้ว สถานที่หนึ่งที่แนะนำอีกแห่งก็คือ Stockholm ราชินีแห่งทะเลบอลติก ทั้งนี้เพราะ Norse Atlantic Airways เพิ่งจะมาเปิดบินตรงระหว่างกรุงเทพกับสต็อกโฮมด้วยค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาถูกกว่าตั๋วจากกรุงเทพไปโตเกียวของสายการบินไทยเสียอีก เมื่อมีสายการบินใหม่บินหลายเมืองในกลุ่มสแกนดิเนเวียมาทำตลาดในไทยจึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้สัมผัสประเทศในกลุ่มนี้

ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ทั้งสี่ประเทศล้วนเป็นประเทศมั่งคั่ง แต่มีภูมิอากาศที่หนาวเย็นมาก ชาวสแกนดิเนเวียจึงนิยมหลบหนาวมาเที่ยวประเทศไทย ในอดีต สายการบินที่บินตรงระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศนี้มี SAS, TG, FinnAir แต่ปัจจุบันเพิ่ม Norse Atlantic Airways ที่มีราคาเป็นมิตรมากจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งชาวสแกนและชาวไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น การเลือกเดินทางไป Stockholm เป็นที่แรกของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียก็เพราะเมืองหลวงของสวีเดนเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดใน 4 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมอีกด้วย

เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1252 นี้มีความหมายว่าเป็นหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยไม้ซุง นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองนี้ถูกก่อตั้งโดย Birger Jarl เพื่อปกป้องสวีเดนจากการรุนราน เมื่อเมืองเติบโตขึ้นจากการค้าขายในทะเลบอลติกจนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง สต็อกโฮมก็เริ่มถูกรุกรานโดยพระเจ้าคริสเตียนที่สองแห่งเดนมาร์กในปี 1520 จนเกิดการสังหารหมู่ที่เรียกว่า Stockholm Bloodbath อย่างไรก็ดีเมื่อพระเจ้ากุสตาฟวาซา ได้เถลิงอำนาจในปี 1523 ประเทศก็กลับมามีความมั่นคงและมั่งคั่งขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของยุโรป เมื่อประเทศมั่งคั่ง พระนางคริสติน่า ราชินีของสวีเดนก็ได้ให้การสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากจนดึงดูดนักคิดนักเขียนจากหลายประเทศให้ย้ายมาอยู่สต็อกโฮม

คริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนเริ่มกลายเป็นมหาอำนาจส่งผลให้เมืองสต็อกโฮมใหญ่โตขึ้นและมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จักรพรรดิเลยมีดำริให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นเพื่อกันอริราชศัตรู แต่เมื่อ TreKronor Castle ถูกไฟไหม้ พระราชวังสต็อกโฮมก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นจักรวรรดิสวีเดน และยกเลิกกำแพงเพื่อให้การขยายอาณาเขตเมืองเป็นไปได้ง่ายขึ้น โชคร้ายเริ่มมาเยือนเมื่อกาฬโรคระบาดในปี 1710 ส่งผลให้ประชากร 20,000 คนหรือกว่า 36% เสียชีวิตจนทำให้เมืองหยุดชงัก และเศรษฐกิจเสื่อมถอย เมืองเริ่มเติบโตอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สามหรือยุค Enlightenment นโยบายเศรษฐกิจของพระองค์ทำให้ประเทศก้าวหน้า อีกทั้งการชนะสงครามกับรัสเซียส่งเสริมให้ชื่อเสียงประเทศขจรขจาย ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้เกิดการตั้งสถาบันทางด้านเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยมากมาย สต็อกโฮมกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีความหลากหลายมากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้อาคารโบราณหลายแห่งถูกทำลายลงแล้วสร้างใหม่มีความทันสมัย อุตสาหกรรมหนักก็เปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคและบริการ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเมืองสต็อกโฮมจากสนามบินทำได้ไม่ยากเพราะมีรถ Express ถึงกลางเมืองเลย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวสายกินก็คือ Hotorgshallen ตลาดในร่มกลางเมือง ตลาดที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1880 และได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีพื้นที่มากขึ้นในปี 1953 นี้เป็นตลาดที่มีชั้นใต้ดินขายสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งของพื้นเมืองและนานาชาติ นักท่องเที่ยวไม่เพียงจะได้สัมผัสตลาดที่สะอาด ทันสมัย สวยงาม และอุดมไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารปรุงสุกนานาชนิด แต่ยังจะมีโอกาสรับประทานอาหารในร้านเล็ก ๆ ที่มีอาหารพื้นเมืองและนานาชาติในสนนราคาที่ไม่สูงมากนักเทียบกับราคาในร้านอาหารอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวร้อยละร้อยห้าสิบที่มาเยือนกรีซก็เพราะต้องการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามจนได้ชื่อว่า สวรรค์บนดิน นั่นคือ Santorini  ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งที่มีภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อย ๆ เมื่อ 3-4 ล้านปีก่อน อีกทั้งยังเคยเป็นตำแหน่งที่มีภูเขาไฟระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Minoan Eruption หรือ Thera Eruption ตั้งแต่ 3600 ปีก่อนอันเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรม Minoan ภูเขาไฟระเบิดที่คาดว่าเกิดนับสัปดาห์ก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่จนได้ทำลายอารยธรรม Atlantis ไปจนหมดสิ้น

เกาะที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย Al Idrissi นักภูมิศาสตร์ภายใต้ชื่อ Santa Irini ที่ต่อมาเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Thera ตามชื่อของผู้นำชาวสปาตาร์ที่ครอบครองเกาะอยู่ช่วงหนึ่งนี้ ดั้งเดิมนั้น เชื่อว่า เป็นเกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุค Late Neolithic หรือราว 400 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ดี การขุดค้นทางโบราณคดีที่ทำในปี 1967 กลับแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีประวัติย้อนไปถึงยุคทองแดงหรือระหว่าง 3000-2000 ปีก่อนคริสตกาล บ้านเรือนที่ขุดค้นพบจากในสมัยนั้นรุ่งเรืองถึงขนาดมี 3 ชั้น ของใช้ในบ้าน อาทิ หม้อ ไห ก็ทำจากเซรามิค ส่วนกำแพงหรือหลังคายังมีภาพเขียนปูนเปียกสีสันสดใสแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า

Thera ก็เหมือนที่อื่นของกรีกที่ถูกครอบครองโดยโรมันและไบเซนไทน์ ก่อนที่จะถูกเรียกว่า Santorini ในปี 1153 ในงานเขียนของ Al Idrisi นักภูมิศาสตร์ชาวมุสลิม หลังจากนั้นเกาะนี้ก็ถูกครอบครองโดยครอบครัว Barozzi ชาวเวเนเซียน ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐานะของเกาะตกต่ำลงอันเป็นผลมาจากการที่ประชากรชายลดลงจากสงครามและโรงงานได้ย้ายไปยังเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซแทน รัฐบาลท้องถิ่นจึงหันมาส่งเสริมการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะไวน์อันเป็นผลมาจากการที่เกาะไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์อื่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี เมื่อเกาะมีภูมิทัศน์ที่งดงาม ชาวเมืองจึงหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแทน

นับจากต้นทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา Fira เริ่มมีชื่อเสียงเพราะเด็ก ๆ ชาวเมืองได้พยายามสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยจัดการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่งด้วยดอกไม้และยังเปิดไฟโคมเล็ก ๆ ตลอดทางเดินกลับไปยังท่าเรือ โชคร้ายมาเยือนเกาะอีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 1956 เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Amorgos ขนาด 7.8 ริกเตอร์และสึนามิถาโถมเข้าหาเกาะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนมากถึง 35% ของเกาะรวมทั้งที่ทำการทุกอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นถูกทำลายจนรัฐบาลกรีซต้องรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Santorini ควรเผื่อเวลาไว้สัก 3-5 วันแล้วแต่กิจกรรมที่ต้องการทำ ทั้งนี้เพราะเกาะแห่งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยงามถ่ายรูปไม่รู้เบื่อให้เยือน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกิจกรรม อาทิ 1. การเดินชมรอบเกาะทั้งที่ Fira และ Oia ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่คนส่วนใหญ่ต้องเข้าคิวถ่ายรูปและต้องใช้แรงและเวลาในการเดินให้รอบครั้งละหลายชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการถ่ายรูปทั้งสองเมืองต้องเดินขึ้น ๆ ลง  ๆ เขา ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนสุดตะวันออก แต่เป็น the must ที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึง 2. การล่องเรือ Caldera Cruise ซึ่งแล้วแต่จริตและเวลาที่นักท่องเที่ยวชอบ 3. การถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกดินอาจเลือกบนเกาะหรือในเรือก็แล้วแต่จริตและกำลังทรัพย์

หากนักท่องเที่ยวมีเวลามากกว่า 2 วัน การไปหาดที่หลากหลาย อาทิ Black Sand Beach หาดที่มีทรายสีดำ, Red Beach หาดที่มีทรายสีแดงก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลก ส่วนการไปยังที่จอดเรือเพื่อไปตามหาดอาจเลือกเดิน นั่งอูฐ หรือ Cable car แล้วแต่กำลังขา จริต และกำลังทรัพย์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรง มีเวลาค่อนข้างมาก และอยากผจญภัยนิด ๆ อาจเลือกไปเที่ยวภูเขาไฟเพื่อให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยก็ยังได้

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรีซส่วนใหญ่ร้อยละร้อยต้องอยากไปเที่ยวเกาะ แต่การเที่ยวแค่เกาะรอบ ๆ เอเธนส์ก็ยังคงรู้สึกเหมือนมาไม่ถึงกรีซด้วยซ้ำ งั้นแล้วนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปที่เกาะไหน เกาะที่น่าสนใจที่สุดเกาะหนึ่งที่ใช้เวลาเดินทางโดยเรือไม่นานมากนักของกรีซก็คือ Mykonos เกาะที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Cyclades ในทะเลเอเจียน เกาะที่มีชื่อเล่นว่าเกาะแห่งลมนี้มีทฤษฎีชื่อของเกาะอยู่ 2 ข้อ ทฤษฎีแรกมาจากคำว่า Mykon ซึ่งแปลว่ากองหิน อีกทฤษฎีหนึ่งมาจากชื่อของวีรบุรุษ Mykonos บุตรของ Anius เกาะที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดย Herodotus นักปรัชญาชาวกรีกตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อนคริสต์ศักราชนี้มีความสำคัญในการเป็นสถานที่ส่งสินค้าและจุดแวะพักมาแต่โบราณ อย่างไรก็ดี เกาะนี้กลับยังมีความยากจนและมีการเพาะปลูกต่ำจึงทำให้มีประชากรไม่มากนัก

Mykonos ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของหลายชาตินับจากจักรวรรดิโรมัน ไบเซนไทน์ คาทาลัน จนถึงเวเนเซีย จวบจนถึงยุคออตโตมัน เกาะนี้จึงได้รับอิสระในการปกครองตัวเอง สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าจึงดึงดูดคนมากมายเข้ามา รวมทั้งโจรสลัดด้วย เมื่อเกิดการปฏิวัติกรีกต่อจักรวรรดิออตโตมันในปี 1821 เกาะแห่งนี้ก็มีบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำเสนอแนวคิด Enlightenment ที่ให้คหบดีสละทรัพย์เพื่อชาติ เมื่อกรีซประกาศอิสรภาพในปี 1830 ชาวเมืองจึงได้ตั้งอนุสาวรีย์ Manto Mavrogenous วีรบุรุษของเขาไว้ที่กลางเมือง เกาะได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ผู้คนเริ่มละทิ้งเกาะและเดินทางไปอยู่ที่เอเธนส์และสหรัฐฯ ทศวรรษที่ 1960 เกาะแห่งนี้กลับรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งจากการที่กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว Jet set ชาวอเมริกัน และชาวเกย์ อย่างไรก็ดีนับจากทศวรรษที่ 2000 Mykonos กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมายของคนทุกชนชั้นโดยเฉพาะคหบดี ทั้งนี้เพราะความสวยงามและความมีเสน่ห์ของเกาะจนทำให้กลายเป็นหนึ่งในเกาะที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในกรีซไปแล้ว

การเดินทางไป Mykonos จากเอเธนส์มีได้ทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน แต่ที่นิยมมักจะเป็นการล่องเรือเพราะมีเรือให้เลือกหลายแบบ หลายบริษัท หลายราคา หลายเวลา และหลายระยะเวลาเดินทางแล้วแต่จริตของนักท่องเที่ยว ส่วนการเตรียมตัวเดินทางเรือนั้นแนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าเพราะราคาจะถูกกว่า และมีให้เลือกมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพีคของฤดูท่องเที่ยว การเตรียมตัวลงเรือนั้น นักท่องเที่ยวต้องไปถึงท่าเรือก่อนเวลาเพราะท่าเรือ Piraeus ของเอเธนส์ใหญ่มาก ต้องหาประตูที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นขึ้นเรือไม่ทันแน่นอน หากนักท่องเที่ยวนำรถไปด้วยยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะต้องเข้าคิวรถซึ่งมักยาวมาก

เนื่องจาก Mykonos เป็นสวรรค์ของคหบดี จึงเป็นสวรรค์ของนักช้อปโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักช้อบของ Brandname ด้วย  ร้าน Brandname สารพัดจึงมาเปิดขายมากมายจนทำให้ดูแปลกแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กทั่วไปในยุโรป ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบแต่ถ่ายรูป Mykonos ก็เป็นสวรรค์เช่นกัน ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมีถนนสีขาวลายตารางที่ได้รับการทาสีใหม่ทุกปี และตึกสีขาวที่ประดับด้วยดอกไม้หลากสีในฤดูร้อนมากมายตามตรอกซอกซอยไว้ให้ถ่ายรูปไม่รู้เบื่อแล้ว ยังมี ตลาดปลาหน้าเกาะ Little Venice, Windmills และโบสถ์ Panagia Paraportiani ให้ถ่ายรูปสนุก ๆ อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina  กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนกรีซ ร้อยทั้งร้อยไม่ได้ต้องการเที่ยวแค่เอเธนส์ เป้าหมายใหญ่มักอยู่ตามเกาะต่าง ๆ หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวอาจเลือกเกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ โดยอาจเลือกซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยว 3 เกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ในคราวเดียว หรือเลือกเที่ยวเกาะเดียวที่เดินทางง่าย อาทิ Aegina เพื่อให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์การนั่งเรือไปเกาะ แล้วแต่จริตของแต่ละคน ข้อเสียของการเลือก 3 เกาะคือ นักท่องเที่ยวจะเสียเวลากับการขึ้นลงเรือ และได้มีโอกาสเดินเล่นรอบเกาะน้อยมาก เพียงแค่ที่ละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากเลือกเดินทางเพียงแค่เกาะเดียว เกาะที่ควรเลือกคือ Aegina ทั้งนี้เพราะเกาะนี้ใช้เวลาเดินทางจากเอเธนส์ไม่นานมากเพียงชั่วโมงกว่า ๆ แล้วแต่เรือที่นั่งท่องเที่ยวเลือก มีเรือออกแต่เช้าและกลับในเวลาค่อนข้างเย็น นักท่องเที่ยวสามารถที่จะใช้เวลาในเกาะได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาะนี้ค่อนข้างเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวจึงมิได้มีมากมาย แต่มีทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณ ชายหาด ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากระดับหนึ่ง

Aegina เกาะที่ห่างจากเอเธนส์เพียงแค่ 27 กิโลเมตรนี้มีเรือออกจากท่า Piraeus หลายแบบจากหลายบริษัทแทบทุกครึ่งถึง 1 ชั่วโมงโดยเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าเรื่อยไป ระยะเวลาเดินทางก็แล้วแต่ความสะดวกของนักท่องเที่ยว ชนิดของเรือโดยมีตั้งแต่ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง 25 นาที ราคาก็แตกต่างกันตามแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกว่าจะเดินทางเวลาไหน เรือแบบไหน ชั้นเรือแบบไหนโดยราคาต่ำสุดอยู่ที่ 10 ยูโร การเดินทางไปยังเกาะนี้ก็เหมือนกับการเดินทางด้วยรถไฟในยุโรป เพียงแต่นักท่องเที่ยวต้องเผื่อเวลาค่อนข้างมาก เพราะการเช็คอินขึ้นเรือใช้เวลานานกว่าการเดินทางด้วยรถไฟ และต้องดูว่าเรือที่ซื้อขึ้นที่ประตูไหนของท่า Piraues หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้ก่อนก็อาจไม่ต้องเผื่อเวลามากนัก แต่หากจะไปซื้อที่ท่าเรือเลยในวันเดินทางซึ่งก็สามารถทำได้อาจยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะไม่เพียงจะต้องหาห้องขายตั๋ว ยังต้องหาประตูที่จะลงด้วย  เนื่องจากการเดินทางเรืออาจไม่สะดวกสบายเท่ารถโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เมาเรือ คำแนะนำของการเดินเรือที่ปลอดภัยก็คือ นั่งเรือที่ลำใหญ่ ๆ ไว้ก่อน และอาจต้องเตรียมยาแก้เมาเรือที่ชื่อว่า Dramamine เผื่อไว้ด้วย  หากนักท่องเที่ยวเมาเรือเสียก่อนจะไปถึง พอลงจากเรือจะมึนงงถึงขั้นอาเจียนเลยไม่ต้องเที่ยวกันพอดี

Aegina หนึ่งในหมู่เกาะ Saronic ในอ่าว Saronic อยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ 27 กิโลเมตร ชื่อของเกาะมาจากชื่อของมารดาของ Aeacus วีรบุรุษในตำนานของกรีซ เกาะนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคทองแดงตอนต้นโดยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาว Kolonna ซึ่งมีสถาปัตยกรรมหลงเหลืออยู่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะในปัจจุบัน ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่เรื่อยมาจนถึงยุคทองแดงตอนกลางซึ่งทราบได้จากการขุดพบเซรามิคในช่วงปี 1700-1500 ปีก่อนคริสต์กาลที่ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่ British Museum กรุงลอนดอน เกาะที่มีพื้นที่ 87 ตารางกิโลเมตรนี้มีพื้นที่ของภูเขาไฟระเบิดที่สงบแล้วมากถึง 2/3 พื้นที่ส่วนหนึ่งของเกาะมีความอุดมสมบูรณ์สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด อาทิ ฝ้าย มะกอก องุ่น มะเดื่อ แต่พืชที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นพืชเศรษฐกิจของเกาะคือ ถั่วพิทาชิโอ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะนี้อาจเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลายขึ้นอยู่กับเวลาและจริต นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาอาจเลือกไปถึง Temple of Aphaia การเดินทางไป Temple นี้ด้วยรถสาธารณะค่อนข้างใช้เวลาและต้องรอเป็นรอบ หากนักท่องเที่ยวไม่มีเวลา อาจเลือกทำแค่เข้าโบสถ์ Saint Nicholas the Thalassinos ริมท่าเรือ แล้วเดินเล่นในเมืองตามตรอกซอกซอยเพื่อชมร้านค้าที่ขายของพื้นเมือง และถั่วพิทาชิโออันเลื่องชื่อ ก่อนเดินไปทางทิศตะวันตกเพื่อเยือน Klima Beach แล้วย้อนกลับมากินอาหารพื้นเมืองหรืออาหารทะเลหน้าเกาะก่อนเดินทางกลับ