แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวร้อยละร้อยห้าสิบที่มาเยือนกรีซก็เพราะต้องการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามจนได้ชื่อว่า สวรรค์บนดิน นั่นคือ Santorini  ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งที่มีภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อย ๆ เมื่อ 3-4 ล้านปีก่อน อีกทั้งยังเคยเป็นตำแหน่งที่มีภูเขาไฟระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Minoan Eruption หรือ Thera Eruption ตั้งแต่ 3600 ปีก่อนอันเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรม Minoan ภูเขาไฟระเบิดที่คาดว่าเกิดนับสัปดาห์ก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่จนได้ทำลายอารยธรรม Atlantis ไปจนหมดสิ้น

เกาะที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย Al Idrissi นักภูมิศาสตร์ภายใต้ชื่อ Santa Irini ที่ต่อมาเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Thera ตามชื่อของผู้นำชาวสปาตาร์ที่ครอบครองเกาะอยู่ช่วงหนึ่งนี้ ดั้งเดิมนั้น เชื่อว่า เป็นเกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุค Late Neolithic หรือราว 400 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ดี การขุดค้นทางโบราณคดีที่ทำในปี 1967 กลับแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีประวัติย้อนไปถึงยุคทองแดงหรือระหว่าง 3000-2000 ปีก่อนคริสตกาล บ้านเรือนที่ขุดค้นพบจากในสมัยนั้นรุ่งเรืองถึงขนาดมี 3 ชั้น ของใช้ในบ้าน อาทิ หม้อ ไห ก็ทำจากเซรามิค ส่วนกำแพงหรือหลังคายังมีภาพเขียนปูนเปียกสีสันสดใสแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า

Thera ก็เหมือนที่อื่นของกรีกที่ถูกครอบครองโดยโรมันและไบเซนไทน์ ก่อนที่จะถูกเรียกว่า Santorini ในปี 1153 ในงานเขียนของ Al Idrisi นักภูมิศาสตร์ชาวมุสลิม หลังจากนั้นเกาะนี้ก็ถูกครอบครองโดยครอบครัว Barozzi ชาวเวเนเซียน ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐานะของเกาะตกต่ำลงอันเป็นผลมาจากการที่ประชากรชายลดลงจากสงครามและโรงงานได้ย้ายไปยังเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซแทน รัฐบาลท้องถิ่นจึงหันมาส่งเสริมการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะไวน์อันเป็นผลมาจากการที่เกาะไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์อื่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี เมื่อเกาะมีภูมิทัศน์ที่งดงาม ชาวเมืองจึงหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแทน

นับจากต้นทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา Fira เริ่มมีชื่อเสียงเพราะเด็ก ๆ ชาวเมืองได้พยายามสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยจัดการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่งด้วยดอกไม้และยังเปิดไฟโคมเล็ก ๆ ตลอดทางเดินกลับไปยังท่าเรือ โชคร้ายมาเยือนเกาะอีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 1956 เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Amorgos ขนาด 7.8 ริกเตอร์และสึนามิถาโถมเข้าหาเกาะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนมากถึง 35% ของเกาะรวมทั้งที่ทำการทุกอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นถูกทำลายจนรัฐบาลกรีซต้องรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Santorini ควรเผื่อเวลาไว้สัก 3-5 วันแล้วแต่กิจกรรมที่ต้องการทำ ทั้งนี้เพราะเกาะแห่งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยงามถ่ายรูปไม่รู้เบื่อให้เยือน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกิจกรรม อาทิ 1. การเดินชมรอบเกาะทั้งที่ Fira และ Oia ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่คนส่วนใหญ่ต้องเข้าคิวถ่ายรูปและต้องใช้แรงและเวลาในการเดินให้รอบครั้งละหลายชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการถ่ายรูปทั้งสองเมืองต้องเดินขึ้น ๆ ลง  ๆ เขา ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนสุดตะวันออก แต่เป็น the must ที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึง 2. การล่องเรือ Caldera Cruise ซึ่งแล้วแต่จริตและเวลาที่นักท่องเที่ยวชอบ 3. การถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกดินอาจเลือกบนเกาะหรือในเรือก็แล้วแต่จริตและกำลังทรัพย์

หากนักท่องเที่ยวมีเวลามากกว่า 2 วัน การไปหาดที่หลากหลาย อาทิ Black Sand Beach หาดที่มีทรายสีดำ, Red Beach หาดที่มีทรายสีแดงก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลก ส่วนการไปยังที่จอดเรือเพื่อไปตามหาดอาจเลือกเดิน นั่งอูฐ หรือ Cable car แล้วแต่กำลังขา จริต และกำลังทรัพย์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรง มีเวลาค่อนข้างมาก และอยากผจญภัยนิด ๆ อาจเลือกไปเที่ยวภูเขาไฟเพื่อให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยก็ยังได้

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรีซส่วนใหญ่ร้อยละร้อยต้องอยากไปเที่ยวเกาะ แต่การเที่ยวแค่เกาะรอบ ๆ เอเธนส์ก็ยังคงรู้สึกเหมือนมาไม่ถึงกรีซด้วยซ้ำ งั้นแล้วนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปที่เกาะไหน เกาะที่น่าสนใจที่สุดเกาะหนึ่งที่ใช้เวลาเดินทางโดยเรือไม่นานมากนักของกรีซก็คือ Mykonos เกาะที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Cyclades ในทะเลเอเจียน เกาะที่มีชื่อเล่นว่าเกาะแห่งลมนี้มีทฤษฎีชื่อของเกาะอยู่ 2 ข้อ ทฤษฎีแรกมาจากคำว่า Mykon ซึ่งแปลว่ากองหิน อีกทฤษฎีหนึ่งมาจากชื่อของวีรบุรุษ Mykonos บุตรของ Anius เกาะที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดย Herodotus นักปรัชญาชาวกรีกตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อนคริสต์ศักราชนี้มีความสำคัญในการเป็นสถานที่ส่งสินค้าและจุดแวะพักมาแต่โบราณ อย่างไรก็ดี เกาะนี้กลับยังมีความยากจนและมีการเพาะปลูกต่ำจึงทำให้มีประชากรไม่มากนัก

Mykonos ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของหลายชาตินับจากจักรวรรดิโรมัน ไบเซนไทน์ คาทาลัน จนถึงเวเนเซีย จวบจนถึงยุคออตโตมัน เกาะนี้จึงได้รับอิสระในการปกครองตัวเอง สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าจึงดึงดูดคนมากมายเข้ามา รวมทั้งโจรสลัดด้วย เมื่อเกิดการปฏิวัติกรีกต่อจักรวรรดิออตโตมันในปี 1821 เกาะแห่งนี้ก็มีบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำเสนอแนวคิด Enlightenment ที่ให้คหบดีสละทรัพย์เพื่อชาติ เมื่อกรีซประกาศอิสรภาพในปี 1830 ชาวเมืองจึงได้ตั้งอนุสาวรีย์ Manto Mavrogenous วีรบุรุษของเขาไว้ที่กลางเมือง เกาะได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ผู้คนเริ่มละทิ้งเกาะและเดินทางไปอยู่ที่เอเธนส์และสหรัฐฯ ทศวรรษที่ 1960 เกาะแห่งนี้กลับรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งจากการที่กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว Jet set ชาวอเมริกัน และชาวเกย์ อย่างไรก็ดีนับจากทศวรรษที่ 2000 Mykonos กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมายของคนทุกชนชั้นโดยเฉพาะคหบดี ทั้งนี้เพราะความสวยงามและความมีเสน่ห์ของเกาะจนทำให้กลายเป็นหนึ่งในเกาะที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในกรีซไปแล้ว

การเดินทางไป Mykonos จากเอเธนส์มีได้ทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน แต่ที่นิยมมักจะเป็นการล่องเรือเพราะมีเรือให้เลือกหลายแบบ หลายบริษัท หลายราคา หลายเวลา และหลายระยะเวลาเดินทางแล้วแต่จริตของนักท่องเที่ยว ส่วนการเตรียมตัวเดินทางเรือนั้นแนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าเพราะราคาจะถูกกว่า และมีให้เลือกมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพีคของฤดูท่องเที่ยว การเตรียมตัวลงเรือนั้น นักท่องเที่ยวต้องไปถึงท่าเรือก่อนเวลาเพราะท่าเรือ Piraeus ของเอเธนส์ใหญ่มาก ต้องหาประตูที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นขึ้นเรือไม่ทันแน่นอน หากนักท่องเที่ยวนำรถไปด้วยยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะต้องเข้าคิวรถซึ่งมักยาวมาก

เนื่องจาก Mykonos เป็นสวรรค์ของคหบดี จึงเป็นสวรรค์ของนักช้อปโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักช้อบของ Brandname ด้วย  ร้าน Brandname สารพัดจึงมาเปิดขายมากมายจนทำให้ดูแปลกแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กทั่วไปในยุโรป ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบแต่ถ่ายรูป Mykonos ก็เป็นสวรรค์เช่นกัน ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมีถนนสีขาวลายตารางที่ได้รับการทาสีใหม่ทุกปี และตึกสีขาวที่ประดับด้วยดอกไม้หลากสีในฤดูร้อนมากมายตามตรอกซอกซอยไว้ให้ถ่ายรูปไม่รู้เบื่อแล้ว ยังมี ตลาดปลาหน้าเกาะ Little Venice, Windmills และโบสถ์ Panagia Paraportiani ให้ถ่ายรูปสนุก ๆ อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina  กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนกรีซ ร้อยทั้งร้อยไม่ได้ต้องการเที่ยวแค่เอเธนส์ เป้าหมายใหญ่มักอยู่ตามเกาะต่าง ๆ หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวอาจเลือกเกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ โดยอาจเลือกซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยว 3 เกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ในคราวเดียว หรือเลือกเที่ยวเกาะเดียวที่เดินทางง่าย อาทิ Aegina เพื่อให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์การนั่งเรือไปเกาะ แล้วแต่จริตของแต่ละคน ข้อเสียของการเลือก 3 เกาะคือ นักท่องเที่ยวจะเสียเวลากับการขึ้นลงเรือ และได้มีโอกาสเดินเล่นรอบเกาะน้อยมาก เพียงแค่ที่ละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากเลือกเดินทางเพียงแค่เกาะเดียว เกาะที่ควรเลือกคือ Aegina ทั้งนี้เพราะเกาะนี้ใช้เวลาเดินทางจากเอเธนส์ไม่นานมากเพียงชั่วโมงกว่า ๆ แล้วแต่เรือที่นั่งท่องเที่ยวเลือก มีเรือออกแต่เช้าและกลับในเวลาค่อนข้างเย็น นักท่องเที่ยวสามารถที่จะใช้เวลาในเกาะได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาะนี้ค่อนข้างเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวจึงมิได้มีมากมาย แต่มีทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณ ชายหาด ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากระดับหนึ่ง

Aegina เกาะที่ห่างจากเอเธนส์เพียงแค่ 27 กิโลเมตรนี้มีเรือออกจากท่า Piraeus หลายแบบจากหลายบริษัทแทบทุกครึ่งถึง 1 ชั่วโมงโดยเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าเรื่อยไป ระยะเวลาเดินทางก็แล้วแต่ความสะดวกของนักท่องเที่ยว ชนิดของเรือโดยมีตั้งแต่ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง 25 นาที ราคาก็แตกต่างกันตามแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกว่าจะเดินทางเวลาไหน เรือแบบไหน ชั้นเรือแบบไหนโดยราคาต่ำสุดอยู่ที่ 10 ยูโร การเดินทางไปยังเกาะนี้ก็เหมือนกับการเดินทางด้วยรถไฟในยุโรป เพียงแต่นักท่องเที่ยวต้องเผื่อเวลาค่อนข้างมาก เพราะการเช็คอินขึ้นเรือใช้เวลานานกว่าการเดินทางด้วยรถไฟ และต้องดูว่าเรือที่ซื้อขึ้นที่ประตูไหนของท่า Piraues หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้ก่อนก็อาจไม่ต้องเผื่อเวลามากนัก แต่หากจะไปซื้อที่ท่าเรือเลยในวันเดินทางซึ่งก็สามารถทำได้อาจยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะไม่เพียงจะต้องหาห้องขายตั๋ว ยังต้องหาประตูที่จะลงด้วย  เนื่องจากการเดินทางเรืออาจไม่สะดวกสบายเท่ารถโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เมาเรือ คำแนะนำของการเดินเรือที่ปลอดภัยก็คือ นั่งเรือที่ลำใหญ่ ๆ ไว้ก่อน และอาจต้องเตรียมยาแก้เมาเรือที่ชื่อว่า Dramamine เผื่อไว้ด้วย  หากนักท่องเที่ยวเมาเรือเสียก่อนจะไปถึง พอลงจากเรือจะมึนงงถึงขั้นอาเจียนเลยไม่ต้องเที่ยวกันพอดี

Aegina หนึ่งในหมู่เกาะ Saronic ในอ่าว Saronic อยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ 27 กิโลเมตร ชื่อของเกาะมาจากชื่อของมารดาของ Aeacus วีรบุรุษในตำนานของกรีซ เกาะนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคทองแดงตอนต้นโดยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาว Kolonna ซึ่งมีสถาปัตยกรรมหลงเหลืออยู่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะในปัจจุบัน ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่เรื่อยมาจนถึงยุคทองแดงตอนกลางซึ่งทราบได้จากการขุดพบเซรามิคในช่วงปี 1700-1500 ปีก่อนคริสต์กาลที่ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่ British Museum กรุงลอนดอน เกาะที่มีพื้นที่ 87 ตารางกิโลเมตรนี้มีพื้นที่ของภูเขาไฟระเบิดที่สงบแล้วมากถึง 2/3 พื้นที่ส่วนหนึ่งของเกาะมีความอุดมสมบูรณ์สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด อาทิ ฝ้าย มะกอก องุ่น มะเดื่อ แต่พืชที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นพืชเศรษฐกิจของเกาะคือ ถั่วพิทาชิโอ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะนี้อาจเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลายขึ้นอยู่กับเวลาและจริต นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาอาจเลือกไปถึง Temple of Aphaia การเดินทางไป Temple นี้ด้วยรถสาธารณะค่อนข้างใช้เวลาและต้องรอเป็นรอบ หากนักท่องเที่ยวไม่มีเวลา อาจเลือกทำแค่เข้าโบสถ์ Saint Nicholas the Thalassinos ริมท่าเรือ แล้วเดินเล่นในเมืองตามตรอกซอกซอยเพื่อชมร้านค้าที่ขายของพื้นเมือง และถั่วพิทาชิโออันเลื่องชื่อ ก่อนเดินไปทางทิศตะวันตกเพื่อเยือน Klima Beach แล้วย้อนกลับมากินอาหารพื้นเมืองหรืออาหารทะเลหน้าเกาะก่อนเดินทางกลับ

แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ที่มีโอกาสดูห้องภาพใหญ่ ๆ ประจำเมืองอาจคุ้นเคยกับผลงานแนวหนึ่งของศิลปินรุ่นใหม่นั่นคือ Reinterpretation Art คำว่า Reinterpretation คือการสร้างสรรค์ศิลปะชิ้นใหม่โดยอาศัย แนวคิด สไตล์ หรือการแสดงออกผลงานดั้งเดิมด้วยวิธีการร่วมสมัย ศิลปินจะตีความหรือให้ความหมายชื่อภาพ หรือผลงานที่นำมาเป็นต้นแบบใหม่ที่คนทั่วไปที่คุ้นเคยผลงานเก่าชิ้นนั้น ๆ สามารถที่จะหวนนึกถึงได้ วิธีการตีความใหม่ให้ร่วมสมัยอาจเริ่มต้นจากการอาศัยเพียงแค่แรงบันดาลใจ การล้อเลียน การใส่มุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย การเลียนแบบสีสันเพื่อกระตุ้นเตือนให้รำลึกถึง การสร้างสรรค์งานด้วยเทคโนโลยีใหม่  การใช้องค์ประกอบสำคัญเหมือน ๆ กัน หรือใช้ชื่อภาพชื่อเดียวกัน จนไปถึงการลอกเลียนจนแทบจะเหมือนโดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้

ใน National Gallery Athens มีผลงาน Reinterpretation Art ของศิลปินหลายคน อาทิ Kyriakos katzourakis เขาเกิดในปี 1944 ณ กรุงเอเธนส์โดยเป็นศิษย์ของ Yannis Moralis ทางด้านจิตรกรรมและการออกแบบเวทีที่ Athens School of Fine Arts เขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1966 ที่ Keraia Gallery กรุงเอเธนส์และชนะรางวัล Parthenis โดยได้ที่หนึ่งในปี 1969 หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ลอนดอนและเรียนการพิมพ์ต่อที่ Central Saint Martins College of Art and Design ก่อนสามารถชนะการออกแบบชุดในหนังเรื่อง Days of 36 ผลงาน Las Meninas ของเขาที่ National Gallery นี้ตีความผลงานชื่อเดียวกันของ Velaquez ด้วยการใช้เทคนิคเหมือนฉากละครโดยเพิ่มตัวละคร 3 ตัวเข้าไปในภาพเดิมทำให้ผลงานดูแปลกตาและน่าสนใจยิ่ง  

ศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานแนว Reinterpretation Art คือ Dimitrios Galanis เขาเกิดวันที่ 17 พฤษภาคม 1879 ณ กรุงเอเธนส์ เขาย้ายไปอยู่ปารีสตั้งแต่ปี 1900 โดยอาศัยอยู่ที่ Montmartre ซึ่งปัจจุบันคือ Musee de Montmartre เขามีความสามารถไม่เพียงงานจิตรกรรม แต่ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์งานแกะสลักไม้ด้วย ผลงานที่ชื่อ Seated Nude ที่ถูกจัดแสดงตั้งแต่ปี 1920 นำมาซึ่งชื่อเสียงให้กับเขาอย่างล้นหลามจนได้รับการชื่นชมว่าเป็นผลงานที่เร้าอารมณ์พอ ๆ กับผลงานของ Giotto นับจากปี 1921 เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานนิทรรศการร่วมกับ Matisse, Braque, Juan Gris, Dufy, Chagall และ Picasso อยู่เป็นประจำ สำหรับ Nude ที่จัดแสดงใน National Gallery เป็นรูปแผ่นหลังของหญิงสาวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Rokeby Venus ของ Velazquez อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปการวาดภาพ Nude ของศิลปินมักวาดด้านหน้า ภาพนี้ Galanis รังสรรค์ได้ทันสมัยขึ้นสังเกตได้จากฝีแปรงที่คมชัดและใหญ่เฉกเช่นเดียวกันกับงานแนว Expressionism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงที่เขาผลิตงาน

ศิลปินกรีซอีกผู้หนึ่งที่รังสรรค์งาน Reinterpretation Art ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ Giorgos Vakirtzis เขาเกิดในปี 1923 และจบการศึกษาจาก Athens School of Fine Arts ในปี 1946 ก่อนย้ายไปเรียนที่ Ecole des Beaux Arts ปารีสในปี 1952 หลังจบการศึกษาเขาทำงานด้านการตกแต่งร้านค้า คีออส และบ้าน อีกทั้งยังออกแบบปกหนังสือและอัลบัมต่าง ๆ รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการกลุ่มและเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอ ผลงาน The School of Athens ที่ตีความจากภาพชื่อเดียวกันของ Raphael นี้ ไม่เพียงมีรายละเอียดของตัวละครที่คล้ายกันยังใช้สีโทนเดียวกันด้วย แต่มีความทันสมัยมากขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบ Expressionism

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน National Gallery Athens ไม่มีผลงานของศิลปินใดที่โดดเด่นเท่า Yannis Moralis หรือ Yiannis Moralis เขาเกิดวันที่ 23 เมษายน 1916 ที่ Arta กรีซโดยเป็นบุตรคนที่สองของครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน เมื่ออายุได้ 6 ปี บิดาของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่ Preveza เพราะได้รับการจ้างให้เป็นหัวหน้ายิม และอาศัยอยู่ที่นั่น 5 ปีก่อนย้ายไปอยู่เอเธนส์ หลังจากย้ายมาเมืองหลวง เขาตัดสินใจว่าจะเป็นจิตรกร เลยเข้าเรียนศิลปะวันอาทิตย์ที่ Athens School of Arts พร้อมกับบิดา เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาได้เข้าเรียนกับ Yiannis Yeorgopoulous ศิลปินที่ภายหลังกลายมาเป็นพี่เขยเพื่อเตรียมเข้าเรียนที่ Athens School of Arts หลังจบการศึกษาในปี 1936 เขาเริ่มอุทิศตัวให้กับงานศิลปะและได้รับรางวัลมากมายก่อนที่จะสามารถเข้าร่วมนิทรรศการ Greek Engraving ที่เช็คโกสโลวาเกียที่ซึ่งผลงานไม้แกะสลักของเขาได้รับคำชื่นชมมากมาย

นอกจากนี้เขายังชนะแข่งขันจนได้ทุนการศึกษาเข้าเรียน Academy of Athens (Modern) ในด้านโมเสส เดือนมีนาคม 1937 เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต เขาตัดสินใจเดินทางไปโรมพร้อมกับ Nikos Nikolaou เพื่อนสนิทเพื่อหาแรงบันดาลใจและทุนการศึกษา ในที่สุดเขาสามารถเข้าเรียนต่อที่ Ecole Superieur des Beaux-Arts ที่ปารีสทางด้านจิตรกรรมซึ่งสอนโดย Charles Guerian และเรียนภาพเขียนสีน้ำมันกับ Dicaut de l’Ail อีกทั้งยังเรียนเรื่องโมเสสกับ Professor Mani ที่ Ecole d’Arts et Professions เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เขาเดินทางจากปารีสกลับเอเธนส์ และแต่งงานกับ Maria Roussen แต่ทั้งสองก็อยู่กันได้เพียงแค่ 4 ปี หลังจากนั้น 2 ปีเขาก็แต่งงานใหม่กับ Aglaia Lymberaki นักประติมากรที่ให้กำเนิดบุตรแก่เขา 1 คน ในปีเดียวกันนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ Athens School of Fine Arts

ปี 1949 เขาตั้งกลุ่มศิลปินที่ชื่อ Armos Group ร่วมกับ Panayiotis Tetsis และศิลปินกรีซอีกหลายคน กลุ่มศิลปินนี้ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการที่ Zappeion นับจากนั้นมาพวกเขาก็ร่วมกันออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงบันเล่ที่แต่งโดย Manos Hatzidakis ที่จัดแสดง ณ Greek Ballet Company ความสำเร็จในการออกแบบเครื่องแต่งกายนี้ทำให้เขาได้รับเชิญจากรัฐบาลรัสเซียให้ไปเยือนรัสเซีย และเป็นตัวแทนทางด้านวัฒนธรรมของกรีซ ปี 1954 เขาได้ร่วมมือกับโรงละคร Karolos Koun Arts ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายให้กับละครเรื่อง Naked Masks นับจากนั้นมา เขาได้จัดนิทรรศการร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ตามเมืองใหญ่ ๆ หลายครั้ง และสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1959 ณ เมืองเวนิส หลังจากนั้นมา เขามีชื่อเสียงมากขึ้นและได้มีโอกาสร่วมงานกับสถาปนิกดัง ๆ จากหลายประเทศหลายคนในการออกแบบและตกแต่งอาคารต่าง ๆ ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ปี 1988 National Gallery ได้จัดแสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวของเขาเพื่อเป็นเกียรติ ปีเดียวกันเขาได้บริจาคผลงานมากถึง 113 ชิ้นให้กับ National Gallery

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน National Gallery จึงได้มีโอกาสศึกษาถึงพัฒนาการของศิลปินทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค Post War อย่างต่อเนื่องตลอด 60 ปีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงชนิดที่ไม่บอกไม่รู้ว่าเป็นผลงานของศิลปินคนเดียวกันอย่างจุใจเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ได้ชม Goulandris Museum และ Museum of Contemporary Art Athens แล้วแต่ยังไม่หนำ ยังมีเวลาเหลือและอยากศึกษาศิลปะกรีซเพิ่ม มิวเซียมที่แนะนำก็คือ National Gallery Athens มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1878 โดยมีของสะสมเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์เพียง 117 ชิ้น ต่อมาปี 1896 Alexandros Soutzos นักกฎหมาย และคหบดีชาวกรีกได้มอบงานสะสมของเขาให้กับรัฐบาลเพื่อไว้เป็นของสะสมเบื้องต้นในการก่อตั้งมิวเซียมศิลปะ National Gallery จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 1900 ภายใต้กฎหมายโดยให้ Georgios Iakovidis จิตรกรผู้เป็นสมาชิกของ Munich School เป็นหัวหน้าภัณฑารักษ์คนแรก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเริ่มมีดำริจริงจังในการสร้างอาคารถาวรไว้จัดแสดงของสะสม กระทรวงวัฒนธรรมและกีฬาเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ 9 คนเพื่อบริหารมิวเซียมโดยมีผู้อำนวยการมิวเซียมเป็นประธานคณะกรรมการที่ดำรงตำแหน่ง 5 ปีรับผิดชอบในการจัดโปรแกรมการเรียนการสอน และสรรหาของสะสม รวมทั้งจัดนิทรรศการ มิวเซียมมีพนักงานทั้งสิ้น 80 คนได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล วิธีการสรรหาของสะสมต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คนซึ่งประกอบด้วยประธานคณะกรรมการและกรรมการอีก 4 คน ส่วนการจัดนิทรรศการจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลระหว่าง 60-100%

ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามิวเซียม นักท่องเที่ยวไม่เพียงตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตอลังการของอาคาร ยังสามารถที่จะชื่นชมผลงานขนาดใหญ่เต็ม 2 ผนังได้ตั้งแต่เข้าประตูนั่นคือ Street Market ของ Tetsis Panayiotis เขาเกิดที่เกาะไฮดรา กรีซในปี 1925 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าเรียนศิลปะที่ School of Fine Arts Athens ระหว่างปี 1943-9 ก่อนจบการศึกษาเขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวได้ในปี 1948 ต่อมาในปี 1951 เขาเข้าเป็นอาจารย์สอน Freehand Drawing ที่ Architectural School of National Technical University การที่เขาเป็นคนมีความสามารถ รัฐบาลจึงให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ School of Fine Arts กรุงปารีสระหว่าง 1953-6 ระหว่างเรียนที่ปารีส เขาเรียนรู้ว่าแสงและอากาศอบอ้าวของยุโรปใต้ไม่เข้ากันกับแนวทางศิลปะแบบ Impressionism และ Post Impressionism ที่เขาชื่นชอบนัก เขาจึงเปลี่ยนแนวทางสร้างงานใหม่โดยรังสรรให้วิถีชีวิตของชาวกรีกที่เขาคุ้นเคยมีสีสันที่ฉูดฉาดและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

หลังกลับจากปารีส ระหว่างปี 1958-62 เขาย้ายไปสอนที่ Athenian Technical Institute อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Free School of Fine Arts ในปี 1958 ซึ่งต่อมาคือ Vakalo Professional School of Decorative Arts ที่เขาสอนจนเป็นศาสตราจารย์ถึงปี 1976 นอกจากนั้น เขายังส่งผลงานเข้าร่วมงาน Biennales of Sao Paolo ตั้งแต่ปี 1957 อีกทั้งยังส่งผลงานไปจัดนิทรรศการตามเมืองต่าง  ๆ อาทิ Alexandria ในปี 1959 Lugano ในปี 1860 Tokyo ในปี 1964

เขาเป็นคนชื่นชอบงาน Figurative Art โดยใช้สีสันสดใสสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผลงาน Street Market เป็นผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของศิลปินที่รังสรรค์ชีวิตของผู้คนบนถนนได้อย่างละเอียดละออและมีชีวิตชีวาด้วยสีสันสดใสจนผู้ชมไม่อาจหยุดเพียงแค่การชม แต่เข้าร่วมกิจกรรมนานาชนิดด้วยการถ่ายรูปร่วมกับคนในเฟรมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบรถเก่า หากมีเวลามาเอเธนส์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรเยือนให้ได้ก็คือ Hellenic Motor Museum คำว่า Hellenic แปลว่ากรีกโบราณ Hellenic Motor Museum คือ มิวเซียมรถของชาวกรีกนั่นเอง มิวเซียมรถนี้เป็นของ Theodore Charagionis Foundation ถูกก่อตั้งโดย Theodore Charagionis เพื่อใช้เก็บสะสมรถของบิดาผู้ชื่นชอบการขับรถ เขาเริ่มหันมาสะสมรถแทนการแข่งรถในปี 1977 เมื่อบุตรชายคนแรกเกิด รถคันแรกที่เขาสะสมมาจากรถในฝันของเขายี่ห้อ Maserati Mistral ก่อนที่จะเป็น Rolls Royce Wraith แล้วตามด้วย Jaguars E type, Lancia Appia Zagato, Austin Healey 3.000 อย่างละ 2 คัน และ Dinos 3 คัน

เมื่อเริ่มสะสมมากขึ้นจนมีมากถึง 25 คัน เขาก็เริ่มเกรงว่าจะตกเป็นทาสของการสะสม แทนที่จะเป็นไปเพื่อความสนุก ในที่สุดเขาเลยเกิดความคิดที่จะสร้างมิวเซียมรถขึ้นด้วยเหตุผล 3 ข้อคือ 1 เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่กรีกจะทำในอนาคตคือ ท่องเที่ยว 2 กรีซไม่เพียงขายความเก่าได้ กรีซยังขายความใหม่ได้ด้วย 3 ความมั่งคั่งที่เขาได้รับควรตอบแทนประเทศให้มากกว่าการเสียภาษีด้วย

โดยทั่วไป มิวเซียมรถมักเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ยกเว้นมิวเซียมรถของค่ายรถใหญ่ ๆ อย่างในเยอรมัน อาทิ เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู ดังนั้น มิวเซียมรถจึงมักไม่ตั้งอยู่กลางเมืองอันเป็นผลมาจากการที่ที่ดินในเมืองมักมีราคาแพง แต่การตั้งมิวเซียมนอกเมืองก็ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมลำบาก การที่ Theodore Charagionis มีประสบการณ์กับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีจึงทำให้เขาสามารถหาสถานที่จัดตั้งมิวเซียมกลางเมืองซึ่งเดินทางสะดวกด้วยรถสาธารณะที่เก็บสะสมรถได้ไม่น้อยไปกว่า 50 คันในราคาไม่แพงนัก ปี 1999 เขาเริ่มรวบรวมที่ผืนเล็กจากบริเวณ Plaka ระหว่างถนน Andrianou กับ Pandrosou และทำการก่อสร้างตึก 4 ชั้นให้มีพื้นที่ 3 หมื่นตารางเมตรโดยใช้เป็นพื้นที่จอดรถ 50% เพื่อจอดรถ 111 คัน และส่วนสนับสนุนอีก 3 พันตารางเมตรเพื่อใช้เป็นโชว์รูม ห้องเรียนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับเด็ก และห้องขายของที่ระลึก

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมรถสะสมที่แบ่งเป็นยุค ๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการจัดแสดงมิวเซียมศิลปะ อาทิ Antique, Veteran , Vintage, Post Vintage, Classic, Post Classic และ Modern รถในแต่ละยุคจะเรียงรายกันตามยี่ห้อที่เด่น ๆ ให้ชมอย่างจุใจ เช่น ยุค Vintage จะมี Willys, Avion, Chrysler, Lincoln, Nash, Hudson, Daimler ยุค Post Vintage  จะมี Frazer, BMW , Alvis, Adler, Rolls Royce, Bugatti, Delage, Packard ยุค Classic จะมีมากเป็นพิเศษ อาทิ Lagonda, Aston Martin, Abarth, Alfa Romeo, Ferrari, Lancia, Bentley, Borgward, Jaguar, Mercedes-Benz, Porsche, Bristol, Ford, MG และ Healey หลังจากได้ชมรถเก่าจนจุใจแล้ว ก่อนกลับนักท่องเที่ยวอาจหาซื้อของที่ระลึกพวกโมเดลรถได้ที่ร้านขายของที่จัดไว้อย่างหรูหราไปชื่นชมต่อที่บ้านได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับจากทศวรรษที่ 1980 งานประติมากรรมเริ่มมีความแปลกแยกจากช่วงเวลาก่อนหน้าที่มักใช้เพียงแค่ หิน ไม้ ดินโคลน และเหล็กในการผลิตชิ้นงาน แต่เมื่อโปรแกรม CAD และเทคโนโลยีดิจิตัลก้าวหน้าขึ้นมาก การออกแบบและวัสดุศาสตร์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ศิลปินเริ่มสามารถที่จะออกแบบงานประติมากรรมผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้แสง Laser ในการตัดวัสดุ และใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการพิมพ์ชิ้นงานจึงทำให้วัสดุที่สามารถนำมาผลิตชิ้นงานมีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น

ใน Gaulandris Museum Athens มีผลงาน Multi material and 3D art after 1980 ชาวกรีซที่น่าสนใจอยู่หลายคน อาทิ  George Zongolopoulos สถาปนิก นักประติมากรรมและจิตรกรชาวเอเธนส์ เขามีความสนใจทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กและเข้าเรียน Athens School of Fine Arts ระหว่างเรียนหนังสือเขากลับมีปัญหากับคณะและถูกไล่ออก อย่างไรก็ดีภายหลัง เขาเข้าไปช่วยงาน Ioannis Griparis คีตกวีผู้มีชื่อเสียงจึงสามารถเรียนจนจบได้ ระหว่าง 1926-8 เขาเข้าไปช่วยงานด้านสถาปนิกกับ Anastasios Orlandos สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงที่ Department of Restoration of Ancient and Byzantine Monuments of Greek กระทรวงศึกษา หลังปี 1931 เขาหันมาสนใจงานด้านประติมากรรมและเข้าร่วมกับกลุ่มศิลปินที่ก่อตั้ง Modernism รวมทั้งได้จัดแสดงนิทรรศการหลายครั้ง หลังปี 1938 เขาลาออกจากกระทรวงศึกษาเพื่อไปปารีสและเข้าร่วมกับนิทรรศการที่อุทิศให้กับ El Greco อีกทั้งยังร่วมนิทรรศการ 1st Hellenic National Art Exhibition ระหว่างทศวรรษที่ 1980 เขาได้ทำข้อเสนอที่จะปรับปรุงจัตุรัส Klafhmonos ในกรุงเอเธนส์ และได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นที่น่าเสียดายที่จัตุรัสนี้กลับมิได้รับการปรับปรุงตามแผน ปี 1988 เขาเริ่มนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับร่มขึ้นครั้งแรก และได้นำเสนอผลงานเกี่ยวกับร่มเรื่อยมา ในมิวเซียมแห่งนี้ผลงานของเขาที่ชื่อ Lens with 3 Umbrellas ที่เขารังสรรค์ขึ้นในปี 1993 ก็เป็นการเสนอมุมมองเกี่ยวกับศิลปะที่ดูแปลกและล้ำสมัยไปอีกแบบ

ผลงาน 3D อีกชิ้นที่น่าสนใจเป็นของ Chryssa Vardea เธอเกิดในกรุงเอเธนส์ในครอบครัว Mavromichalis ที่มีชื่อเสียง แต่ก่อนเธอเกิด บิดาก็เสียชีวิต มารดาของเธอจึงต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอเติบโตในช่วงที่กรีซถูกนาซีครอบครอง เธอถูกจำคุกถึง 3 ครั้งในช่วงเด็กจึงมีความคิดต่อต้านทุกเรื่องอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ระหว่างที่เธอเป็นวัยรุ่น เธอได้รับคำแนะนำให้ไปเรียนที่ Academie de la Grande Chaumiere ปารีส แต่เธอกลับยังรู้สึกไม่มีความสุข เมื่ออายุได้ 21 ปีจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ และเข้าเรียนที่ California School of Fine Arts จนได้รับสิทธิเป็นพลเมืองสหรัฐฯ หลังจากมีโอกาสเดินทางไปไทม์สแควร์นิยอร์คครั้งแรก เธอประทับใจมาก และได้กลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อเธอตลอดมา เธอเริ่มใช้วัสดุที่หลากหลาย อาทิ อาลูมีเนียม ปาสเตอร์ แสงนีออน อาคิริค เหล็กกล้ามาสร้างสรรค์ผลงาน ในทศวรรษที่ 1980 เธอได้รังสรรค์ผลงานชุดหนึ่งขึ้นชื่อว่า Urban Landscapes ผลานที่ชื่อ London Cityscape Picadilly Circus I เป็นหนึ่งในผลงานชุดนี้ที่รังสรรค์โดยใช้อาลูมีเนียมทาสีซึ่งถือเป็นวัสดุที่นำสมัยอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น

ศิลปินพื้นเมืองอีกคนที่มีผลงานแนว 3D ของน่าสนใจคือ Alexis Akrithakis เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์ในเดือนพฤษภาคม 1934 เขาเป็นคนชอบใช้ชีวิตผาดโผนเลยขี่มอร์เตอร์ไซด์ไปปารีส และได้รู้จักกับศิลปินมากมาย ก่อนได้รับทุนจาก DAAD และย้ายไปเบอร์ลิน เยอรมันในปี 1968 หลังจากย้ายไปเยอรมันเพียงแค่ 4 ปีเขาก็เริ่มมีส่วนร่วมในนิทรรศการที่จัดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน นับจากนั้นมาเขาได้รับเชิญให้แสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวทั่วทั้งยุโรป ตั้งแต่ เจนีวา สวิส มิลานและตูริน อิตาลี นอกจากนี้เขายังเขียนแบบร่างให้กับวรรณคดี Nanos Valaoritis คีตกวีชาวกรีซด้วย ผลงานของเขาช่วงแรกจะเน้นใช้สีขาวดำก่อนหันมาใช้สีสันบ้าง แต่ก็ยังเน้นสีมืด ๆ โดยเป็นเรื่องราวของนก เครื่องบิน เรือ ลูกศร ผลงานที่จัดแสดง ณ มิวเซียมแห่งนี้ที่รังสรรค์บนไม้ และใช้หลอดไฟ หม้อแปลง ตะปูเป็นองค์ประกอบเพื่อย้ำถึงความเป็นเทศกาลพื้นบ้านมีความแปลกตา และสะท้อนถึงความคิดอันสร้างสรรของศิลปินได้เป็นอย่างดี

ผลงาน 3D ชิ้นสุดท้ายที่น่าสนใจเป็นของ Nakis Panayotidis ศิลปินชาวกรีซ เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์ในปี 1947 และเข้าเรียนสถาปัตยกรรมที่เมืองตูริน อิตาลีในปี 1966 ก่อนจะย้ายไปเรียนทางด้านศิลปะและการละครที่กรุงโรมในปีต่อมา เขาชอบรังสรรค์งานโดยใช้ หิน ยางมะตอย และตะกั่ว ผลงานของเขามีความแปลกและน่าสนใจจึงทำให้เขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่อิตาลีได้ตั้งแต่ปี 1970 หลังแต่งงานเขาเดินทางกลับกรีซหลายครั้งและเริ่มสร้างสรรค์งานโดยใช้ ฟางข้าว กระดาษและน้ำมันดิน ผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ก็เป็นอีกชิ้นที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของศิลปินอย่างเด่นชัด

แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะสมัยใหม่คงทราบดีว่า งานศิลปะร่วมสมัยเริ่มมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1940 แต่ผลงานในช่วงต้น ๆ นั้นยังคงมีรูปแบบที่ค่อนข้างเหมือนกันในบริเวณภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกัน แต่นับจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ศิลปะร่วมสมัยนั้นมีความหลากหลายมากจนแทบไม่มีรูปแบบที่แน่นอนจนไม่สามารถที่จะใช้คำว่า ism หรือแนวทางศิลปะแบบใดแบบหนึ่งได้เลย ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นแนวคิด หัวข้อ หรือวัสดุที่ถูกนำมารังสรรค์งานก็ยังมีความหลากหลายมากอีกต่างหาก ลักษณะของงานศิลปะนับจากทศวรรษที่ 1980 จึงมีความแตกต่างทางด้านความคิด มีความเป็นโลกาภิวัตน์ มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า อาทิ 3D มีการแสดงออกทางด้านการเมือง สังคม และไม่มีเขตแดนที่แน่นอน

Art after 1980 ที่น่าสนใจใน Goulandris Museum ชิ้นแรกก็คือ The Painter’s Studio ของ Anselm Kiefer ศิลปินชาวเยอรมัน เขาเกิดวันที่ 8 มีนาคม 1945 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่กี่เดือนในครอบครัวที่มีบิดาเป็นครูในเมืองที่เสียหายอย่างหนักจากสงคราม ห้าปีต่อมาบิดาของเขาย้ายเมืองเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตได้ดีขึ้นก่อนที่เขาจะไปเข้ารับการศึกษาทางด้านกฎหมายที่ University of Freiburg หลังจากเรียนไปได้ไม่กี่เทอม เขาก็หันไปเรียนทางด้านศิลปะแทนที่มหาวิทยาลัยเดิม และจบการศึกษาด้านศิลปะในปี 1969 เขาย้ายเมืองอีกครั้งเพื่อไปเปิดห้องภาพ งานของเขามักเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์เยอรมันในช่วงสงคราม กฎเกณฑ์ของนาซี และเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยเขามักใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไปในราคาถูก อาทิ ฟาง เถ้าถ่าน ดินโคลน งานของเขาจึงออกแนวหมองหม่นและสะท้อนกับด้านมืดของเยอรมันตรง ๆ The Painter’s Studio ที่เขารังสรรค์บ้านด้วยวัสดุง่าย ๆ อาทิ ฟาง และดินโคลนให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เละเทะยุ่งเหยิงหม่นหมองเป็นผลงานที่แสดงอัตลักษณ์งานของเขาได้อย่างเต็มที่

Emergence No 5 ของ Aris Koutroulis เป็นผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจ Aris Koutroulis เป็นชาวเอเธนส์ที่เกิดในปี 1938 หลังจากทุกข์ทรมานจากสงครามโลกครั้งที่สองอยู่หลายปี บิดาก็พาเขาย้ายไปนิวยอร์ค สหรัฐฯ เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาเลยได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในวังวนของศิลปินที่ย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ ในทศวรรษที่ 1950-60 เขาเป็นคนชอบเส้นตามแนวนอนและสีสันจึงรังสรรค์ผลงาน Emergence No 5 ออกมาได้อย่างลงตัวใกล้เคียงกับแนวทางศิลปะแบบ Collage แต่เต็มไปด้วยอิสระ แม้ผลงานของเขาจะมิได้สร้างสรรค์จนเกิดแนวทางศิลปะใหม่ แต่เขาก็ได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมอาชีพและได้รับรางวัลต่าง ๆ จำนวนไม่น้อย

ใน Goulandris Museum ยังมีผลงานของศิลปินกรีกอีกผู้หนึ่งที่น่าทึ่งนั่นคือ Sophia Vari เธอเกิดในครอบครัวที่มีบิดาเป็นคนกรีกและมารดาเป็นคนฮังการี เธอเข้าเรียนศิลปะเมื่ออายุเพียงแค่ 16 ปี หลังจากมีประสบการณ์กับการเดินทางไปอียิปต์ และได้มีโอกาสสัมผัสงานประติมากรรมมากมาย เธอก็เริ่มชื่นชอบที่จะใช้วัสดุที่มีความหลากหลายในการสร้างสรรค์งาน อาทิ ทองแดง หินอ่อน ต่อมา เธอเริ่มออกแบบงานประติมากรรมขนาดเล็กจนจิวเวลรี่ของเธอเริ่มได้รับความนิยม งานประติมากรรมที่ไร้รอยต่อเยี่ยงนี้ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลในการออกแบบมากมาย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงาน The Day of Days เป็นงานประติมากรรมรูปทรงเรขาคณิตที่มีความอ่อนช้อยแปลกตาและสามารถแปลงมาเป็นจี้ห้อยคอที่น่าสนใจได้อย่างง่ายดาย

ศิลปะหลังทศวรรษที่ 1980 อีกชิ้นที่น่าสนใจ Maria Callas no 4 ซึ่งเป็นของ Julian Schnabel ศิลปินแนว Neo Expressionism คนสำคัญ เขาเกิดที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐฯ ในครอบครัวชาวยิว เขาจบปริญญาตรีทางด้านศิลปะจาก University of Houston และได้เช่าห้องทำสตูดิโอ เมื่อ Jim Harithas ผู้อำนวยการของ Contemporary Arts Museum Houston อนุญาตให้เขาจัดแสดงผลงานในมิวเซียมก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจาก ARTnews ในการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกของเขาที่ Mary Boone Gallery ปี 1979 ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ประสบความสำเร็จมากเพราะทำให้เขาสามารถขายผลงานได้เป็นจำนวนมาก นับจากนั้นมาเขาก็ได้ร่วมจัดนิทรรศการกับศิลปินดัง ๆ และนิทรรศการเดี่ยวอีกเป็นจำนวนมาก ลักษณะเด่นของงานแนว Neo Expressionism ของเขาก็คือ จิตรกรรมบนผืนผ้าใบ ผ้ามัสลิน หรือไม้ชิ้นใหญ่โดยใช้วัสดุต่าง ๆ อาทิ พลาสเตอร์ ขี้ผึ้ง ภาพถ่าย เขากวาง กำมะหยี่และเซรามิกเป็นองค์ประกอบของชิ้นงาน Maria Callas no 4 ของเขาเป็นส่วนหนึ่งในชุดงานที่เป็นเรื่องราวของ Maria Callas นักร้องโอเปรารังสรรค์โดยได้รับแรงบันดาลใจจากฉากละครจึงต้องอาศัยจินตนาการจากไม่น้อยจากผู้ชมว่าเขาต้องการสื่ออะไรกันแน่ 

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในทุกยุคสมัย งานเฟอร์นิเจอร์หนึ่งที่มีการออกแบบกันอย่างครึกโครมและสามารถสร้างความหลากหลายได้นั่นคือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นที่นั่งที่มักถูกออกแบบให้ประกอบด้วยขา และที่นั่งเป็นหลักโดยจะมีพนักพิง และที่วางแขนหรือไม่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ เก้าอี้ไม่เพียงใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์แก้เมื่อย ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของด้วย เก้าอี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ต้นจักรวรรดิอียิปต์ราว 3100 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้ถูกสร้างและตกแต่งอย่างหรูหราให้มีขนาดใหญ่โตด้วยไม้แกะสลัก งาช้างและปกคลุมด้วยผ้าหรือหนัง เก้าอี้ของเจ้าที่มีศักดิ์สูงจะยิ่งมีความสูงมาก ในอดีตก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้นเก้าอี้มีไว้สำหรับกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร หรือขุนนางเท่านั้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 18 เก้าอี้จึงกลายเป็นสมบัติของคหบดี และกลายเป็นของที่มีเกือบทุกบ้านในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันการผลิตเก้าอี้ได้เพิ่มการใช้เทคโนโลยีให้มีความซับซ้อนมากขึ้น เก้าอี้จึงไม่เพียงเป็นของหรูหรา แต่ยังมีแตกแขนงประโยชน์ใช้สอยไปได้อีกมากมายด้วย

มิวเซียมเกือบทุกแห่งที่มีงานศิลปะซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบจึงมักมีเก้าอี้ของศิลปินต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ใน Goulandris Museum ก็มีผลงาน Chair of Practical Function ของ Jean Dubuffet มาจัดแสดง Jean Philip Arthur Dubuffet จิตรกร และนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสนี้เกิดที่ Le Havre ในครอบครัวคหบดีที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายส่งไวน์ เขาย้ายมาที่ปารีสในปี 1918 เพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายจึงลาออกและไปเที่ยวอิตาลีกับบราซิลก่อนย้ายกลับมาทำธุรกิจไวน์กับครอบครัว ปี 1942 เขาตัดสินใจให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังและเริ่มงานจิตรกรรมด้วยงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism ผลงานของเขาเริ่มได้รับความนิยมเมื่อเขาสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวในเดือนตุลาคม 1944 ที่ Galerie Rene Drouin ปารีส ต่อมาเขาเริ่มหันมาใช้โคลน ทราย ถ่าน เศษแก้ว เชือก ซีเมนต์ หิน โพลีเอสเตอร์ เรซินผสมเข้าไปในสีเพื่อผลิตงานจนแปลกแยกกว่าผลงานของศิลปินอื่นในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักและสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งที่สองได้ในปี 1946  สำหรับ Chair of Practical Function นี้เขารังสรรค์ขึ้นเสร็จภายในวันเดียวคือวันที่ 29 มีนาคม 1969 โดยอยู่ในชุด L’ Hourloupe อันมีชื่อเสียงของเขา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แม้จะชื่อว่า Practical Function แต่แท้ที่จริงแล้วคงทำหน้าที่ได้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับโดยไม่สามารถนั่งได้จริง เพราะคงนั่งไม่สบายนั่นเอง

นอกจากผลงานของ Dubuffet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานที่ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของ Friedensreich Hundertwasser ที่น่าสนใจ เขาเกิดที่เวียนนาในเดือนธันวาคมปี 1928 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกร และมีมารดาเป็นชาวยิว หลังจากเขาเกิดไม่นาน บิดาของเขาก็เสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ มารดาจึงต้องเลี้ยงเขาเพียงลำพัง เมื่อเขาเข้าเรียนหนังสือที่เวียนนาเมื่ออายุได้ 7 ปี ครูสอนศิลปะของเขาเห็นแววความสามารถในการใช้สีของเขา แม้เขาจะมีเชื้อสายยิว แต่เขาก็สามารถหลุดรอดความตายมาได้ เขาสามารถเข้าเรียน Academy of Fine Arts ในปี 1948 แต่เขากลับเลิกเรียนและเดินทางไปอิตาลี และปารีสในปีต่อมา ปี 1951 เขาเดินทางไป Tunisia และได้สัมผัสกับงานของ Egon Schiele, Paul Klee และ Walter Kampmann และเริ่มสร้างแนวทางศิลปะที่มีอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้นจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวในปี 1952 ผลงาน ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของมิวเซียมนี้เป็นผลงานที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 10-30 มกราคม 1953 ที่สามารถเรียกคำชมได้อย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมจากการที่เขาสามารถเปลี่ยนเก้าอี้ธรรมดา ๆ ให้มีความแปลกใหม่ด้วยการใช้สีสดใสรังสรรค์งานจนมีเนื้อหา

เก้าอี้อีกตัวที่น่าสนใจในมิวเซียมคือ Expansion Chair ของ Cesar หรือ Cesare Baldaccini นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสยุค Nouveau Realisme เขาเกิดจากครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนเจ้าของบาร์ที่อาศัยอยู่ที่ Marseille ฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาจาก Ecole des Beaux-Arts Marseille เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่ Ecole des Beaux-Arts ในปารีสก่อนเริ่มงานเป็นนักประติมากรรมที่ใช้โลหะเหลือใช้เป็นวัสดุ เขาสามารถสร้างสรรค์งานจนมีชื่อเสียงโดยเฉพาะรูปสัตว์และภาพนู้ด และจัดงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Galerie Lucien Durand กรุงปารีสในปี 1954 งานสร้างชื่อที่สุดของเขาก็คือรถที่ถูกบดอัด นับจากนั้นมาเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Nouveaux Realisties และหันมาใช้พลาสติกเป็นวัสดุรังสรรค์งานก่อนหันเข้าหาโพลียูรีเทน สำหรับ Expansion Chair นี้เป็นหนึ่งในชุดเก้าอี้ที่เขารังสรรค์มาจากเก้าอี้ธรรมดาที่ทำส่วนของที่นั่งด้วยโพลียูรีเทนให้มีรูปทรงและปริมาตรมากกว่าปกติ ผู้ชมที่ชมห่าง ๆ อาจคิดว่าตัวเก้าอี้ทำจากไม้ธรรมดาแล้วปกคลุมส่วนนั่งด้วยโลหะมีค่า แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเก้าอี้ทำจากเหล็กกล้าและปกคลุมส่วนของเก้าอี้ด้วยทองแดงเลยทีเดียว