แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Art after 1980 in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะสมัยใหม่คงทราบดีว่า งานศิลปะร่วมสมัยเริ่มมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1940 แต่ผลงานในช่วงต้น ๆ นั้นยังคงมีรูปแบบที่ค่อนข้างเหมือนกันในบริเวณภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกัน แต่นับจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ศิลปะร่วมสมัยนั้นมีความหลากหลายมากจนแทบไม่มีรูปแบบที่แน่นอนจนไม่สามารถที่จะใช้คำว่า ism หรือแนวทางศิลปะแบบใดแบบหนึ่งได้เลย ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นแนวคิด หัวข้อ หรือวัสดุที่ถูกนำมารังสรรค์งานก็ยังมีความหลากหลายมากอีกต่างหาก ลักษณะของงานศิลปะนับจากทศวรรษที่ 1980 จึงมีความแตกต่างทางด้านความคิด มีความเป็นโลกาภิวัตน์ มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า อาทิ 3D มีการแสดงออกทางด้านการเมือง สังคม และไม่มีเขตแดนที่แน่นอน

Art after 1980 ที่น่าสนใจใน Goulandris Museum ชิ้นแรกก็คือ The Painter’s Studio ของ Anselm Kiefer ศิลปินชาวเยอรมัน เขาเกิดวันที่ 8 มีนาคม 1945 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่กี่เดือนในครอบครัวที่มีบิดาเป็นครูในเมืองที่เสียหายอย่างหนักจากสงคราม ห้าปีต่อมาบิดาของเขาย้ายเมืองเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตได้ดีขึ้นก่อนที่เขาจะไปเข้ารับการศึกษาทางด้านกฎหมายที่ University of Freiburg หลังจากเรียนไปได้ไม่กี่เทอม เขาก็หันไปเรียนทางด้านศิลปะแทนที่มหาวิทยาลัยเดิม และจบการศึกษาด้านศิลปะในปี 1969 เขาย้ายเมืองอีกครั้งเพื่อไปเปิดห้องภาพ งานของเขามักเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์เยอรมันในช่วงสงคราม กฎเกณฑ์ของนาซี และเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยเขามักใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไปในราคาถูก อาทิ ฟาง เถ้าถ่าน ดินโคลน งานของเขาจึงออกแนวหมองหม่นและสะท้อนกับด้านมืดของเยอรมันตรง ๆ The Painter’s Studio ที่เขารังสรรค์บ้านด้วยวัสดุง่าย ๆ อาทิ ฟาง และดินโคลนให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เละเทะยุ่งเหยิงหม่นหมองเป็นผลงานที่แสดงอัตลักษณ์งานของเขาได้อย่างเต็มที่

Emergence No 5 ของ Aris Koutroulis เป็นผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจ Aris Koutroulis เป็นชาวเอเธนส์ที่เกิดในปี 1938 หลังจากทุกข์ทรมานจากสงครามโลกครั้งที่สองอยู่หลายปี บิดาก็พาเขาย้ายไปนิวยอร์ค สหรัฐฯ เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาเลยได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในวังวนของศิลปินที่ย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ ในทศวรรษที่ 1950-60 เขาเป็นคนชอบเส้นตามแนวนอนและสีสันจึงรังสรรค์ผลงาน Emergence No 5 ออกมาได้อย่างลงตัวใกล้เคียงกับแนวทางศิลปะแบบ Collage แต่เต็มไปด้วยอิสระ แม้ผลงานของเขาจะมิได้สร้างสรรค์จนเกิดแนวทางศิลปะใหม่ แต่เขาก็ได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมอาชีพและได้รับรางวัลต่าง ๆ จำนวนไม่น้อย

ใน Goulandris Museum ยังมีผลงานของศิลปินกรีกอีกผู้หนึ่งที่น่าทึ่งนั่นคือ Sophia Vari เธอเกิดในครอบครัวที่มีบิดาเป็นคนกรีกและมารดาเป็นคนฮังการี เธอเข้าเรียนศิลปะเมื่ออายุเพียงแค่ 16 ปี หลังจากมีประสบการณ์กับการเดินทางไปอียิปต์ และได้มีโอกาสสัมผัสงานประติมากรรมมากมาย เธอก็เริ่มชื่นชอบที่จะใช้วัสดุที่มีความหลากหลายในการสร้างสรรค์งาน อาทิ ทองแดง หินอ่อน ต่อมา เธอเริ่มออกแบบงานประติมากรรมขนาดเล็กจนจิวเวลรี่ของเธอเริ่มได้รับความนิยม งานประติมากรรมที่ไร้รอยต่อเยี่ยงนี้ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลในการออกแบบมากมาย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงาน The Day of Days เป็นงานประติมากรรมรูปทรงเรขาคณิตที่มีความอ่อนช้อยแปลกตาและสามารถแปลงมาเป็นจี้ห้อยคอที่น่าสนใจได้อย่างง่ายดาย

ศิลปะหลังทศวรรษที่ 1980 อีกชิ้นที่น่าสนใจ Maria Callas no 4 ซึ่งเป็นของ Julian Schnabel ศิลปินแนว Neo Expressionism คนสำคัญ เขาเกิดที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐฯ ในครอบครัวชาวยิว เขาจบปริญญาตรีทางด้านศิลปะจาก University of Houston และได้เช่าห้องทำสตูดิโอ เมื่อ Jim Harithas ผู้อำนวยการของ Contemporary Arts Museum Houston อนุญาตให้เขาจัดแสดงผลงานในมิวเซียมก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจาก ARTnews ในการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกของเขาที่ Mary Boone Gallery ปี 1979 ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ประสบความสำเร็จมากเพราะทำให้เขาสามารถขายผลงานได้เป็นจำนวนมาก นับจากนั้นมาเขาก็ได้ร่วมจัดนิทรรศการกับศิลปินดัง ๆ และนิทรรศการเดี่ยวอีกเป็นจำนวนมาก ลักษณะเด่นของงานแนว Neo Expressionism ของเขาก็คือ จิตรกรรมบนผืนผ้าใบ ผ้ามัสลิน หรือไม้ชิ้นใหญ่โดยใช้วัสดุต่าง ๆ อาทิ พลาสเตอร์ ขี้ผึ้ง ภาพถ่าย เขากวาง กำมะหยี่และเซรามิกเป็นองค์ประกอบของชิ้นงาน Maria Callas no 4 ของเขาเป็นส่วนหนึ่งในชุดงานที่เป็นเรื่องราวของ Maria Callas นักร้องโอเปรารังสรรค์โดยได้รับแรงบันดาลใจจากฉากละครจึงต้องอาศัยจินตนาการจากไม่น้อยจากผู้ชมว่าเขาต้องการสื่ออะไรกันแน่ 

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในทุกยุคสมัย งานเฟอร์นิเจอร์หนึ่งที่มีการออกแบบกันอย่างครึกโครมและสามารถสร้างความหลากหลายได้นั่นคือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นที่นั่งที่มักถูกออกแบบให้ประกอบด้วยขา และที่นั่งเป็นหลักโดยจะมีพนักพิง และที่วางแขนหรือไม่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ เก้าอี้ไม่เพียงใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์แก้เมื่อย ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของด้วย เก้าอี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ต้นจักรวรรดิอียิปต์ราว 3100 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้ถูกสร้างและตกแต่งอย่างหรูหราให้มีขนาดใหญ่โตด้วยไม้แกะสลัก งาช้างและปกคลุมด้วยผ้าหรือหนัง เก้าอี้ของเจ้าที่มีศักดิ์สูงจะยิ่งมีความสูงมาก ในอดีตก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้นเก้าอี้มีไว้สำหรับกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร หรือขุนนางเท่านั้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 18 เก้าอี้จึงกลายเป็นสมบัติของคหบดี และกลายเป็นของที่มีเกือบทุกบ้านในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันการผลิตเก้าอี้ได้เพิ่มการใช้เทคโนโลยีให้มีความซับซ้อนมากขึ้น เก้าอี้จึงไม่เพียงเป็นของหรูหรา แต่ยังมีแตกแขนงประโยชน์ใช้สอยไปได้อีกมากมายด้วย

มิวเซียมเกือบทุกแห่งที่มีงานศิลปะซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบจึงมักมีเก้าอี้ของศิลปินต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ใน Goulandris Museum ก็มีผลงาน Chair of Practical Function ของ Jean Dubuffet มาจัดแสดง Jean Philip Arthur Dubuffet จิตรกร และนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสนี้เกิดที่ Le Havre ในครอบครัวคหบดีที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายส่งไวน์ เขาย้ายมาที่ปารีสในปี 1918 เพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายจึงลาออกและไปเที่ยวอิตาลีกับบราซิลก่อนย้ายกลับมาทำธุรกิจไวน์กับครอบครัว ปี 1942 เขาตัดสินใจให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังและเริ่มงานจิตรกรรมด้วยงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism ผลงานของเขาเริ่มได้รับความนิยมเมื่อเขาสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวในเดือนตุลาคม 1944 ที่ Galerie Rene Drouin ปารีส ต่อมาเขาเริ่มหันมาใช้โคลน ทราย ถ่าน เศษแก้ว เชือก ซีเมนต์ หิน โพลีเอสเตอร์ เรซินผสมเข้าไปในสีเพื่อผลิตงานจนแปลกแยกกว่าผลงานของศิลปินอื่นในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักและสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งที่สองได้ในปี 1946  สำหรับ Chair of Practical Function นี้เขารังสรรค์ขึ้นเสร็จภายในวันเดียวคือวันที่ 29 มีนาคม 1969 โดยอยู่ในชุด L’ Hourloupe อันมีชื่อเสียงของเขา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แม้จะชื่อว่า Practical Function แต่แท้ที่จริงแล้วคงทำหน้าที่ได้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับโดยไม่สามารถนั่งได้จริง เพราะคงนั่งไม่สบายนั่นเอง

นอกจากผลงานของ Dubuffet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานที่ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของ Friedensreich Hundertwasser ที่น่าสนใจ เขาเกิดที่เวียนนาในเดือนธันวาคมปี 1928 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกร และมีมารดาเป็นชาวยิว หลังจากเขาเกิดไม่นาน บิดาของเขาก็เสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ มารดาจึงต้องเลี้ยงเขาเพียงลำพัง เมื่อเขาเข้าเรียนหนังสือที่เวียนนาเมื่ออายุได้ 7 ปี ครูสอนศิลปะของเขาเห็นแววความสามารถในการใช้สีของเขา แม้เขาจะมีเชื้อสายยิว แต่เขาก็สามารถหลุดรอดความตายมาได้ เขาสามารถเข้าเรียน Academy of Fine Arts ในปี 1948 แต่เขากลับเลิกเรียนและเดินทางไปอิตาลี และปารีสในปีต่อมา ปี 1951 เขาเดินทางไป Tunisia และได้สัมผัสกับงานของ Egon Schiele, Paul Klee และ Walter Kampmann และเริ่มสร้างแนวทางศิลปะที่มีอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้นจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวในปี 1952 ผลงาน ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของมิวเซียมนี้เป็นผลงานที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 10-30 มกราคม 1953 ที่สามารถเรียกคำชมได้อย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมจากการที่เขาสามารถเปลี่ยนเก้าอี้ธรรมดา ๆ ให้มีความแปลกใหม่ด้วยการใช้สีสดใสรังสรรค์งานจนมีเนื้อหา

เก้าอี้อีกตัวที่น่าสนใจในมิวเซียมคือ Expansion Chair ของ Cesar หรือ Cesare Baldaccini นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสยุค Nouveau Realisme เขาเกิดจากครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนเจ้าของบาร์ที่อาศัยอยู่ที่ Marseille ฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาจาก Ecole des Beaux-Arts Marseille เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่ Ecole des Beaux-Arts ในปารีสก่อนเริ่มงานเป็นนักประติมากรรมที่ใช้โลหะเหลือใช้เป็นวัสดุ เขาสามารถสร้างสรรค์งานจนมีชื่อเสียงโดยเฉพาะรูปสัตว์และภาพนู้ด และจัดงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Galerie Lucien Durand กรุงปารีสในปี 1954 งานสร้างชื่อที่สุดของเขาก็คือรถที่ถูกบดอัด นับจากนั้นมาเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Nouveaux Realisties และหันมาใช้พลาสติกเป็นวัสดุรังสรรค์งานก่อนหันเข้าหาโพลียูรีเทน สำหรับ Expansion Chair นี้เป็นหนึ่งในชุดเก้าอี้ที่เขารังสรรค์มาจากเก้าอี้ธรรมดาที่ทำส่วนของที่นั่งด้วยโพลียูรีเทนให้มีรูปทรงและปริมาตรมากกว่าปกติ ผู้ชมที่ชมห่าง ๆ อาจคิดว่าตัวเก้าอี้ทำจากไม้ธรรมดาแล้วปกคลุมส่วนนั่งด้วยโลหะมีค่า แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเก้าอี้ทำจากเหล็กกล้าและปกคลุมส่วนของเก้าอี้ด้วยทองแดงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องจากใน Goulandris Museum Athens เน้นสะสมศิลปะรุ่นใหม่ จึงไม่เพียงมีผลงานแนว Impressionism, Post Impressionism และ Cubism เท่านั้น ยังมีผลงานศิลปะแนว Contemporary Art อีกเป็นจำนวนมาก Contemporary Art คือ แนวทางศิลปะที่ถูกผลิตขึ้นหลังทศวรรษที่ 1970 โดยเป็นงานที่ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนย้ายของผู้คนรวมทั้งศิลปินได้ง่ายดายขึ้นจึงมีความหลากลายทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ศิลปะแนวนี้มีความเป็นพลวัตทั้งในแง่วัสดุที่ใช้ วิธีการผลิต รวมทั้งแนวคิดและหัวข้อที่ใช้ในการสร้างสรรค์ ศิลปะแนวนี้จึงขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจนไม่สามารถที่จะสร้างแนวทางได้อย่างศิลปะรุ่นเก่า ๆ

ตัวอย่างงานแนว Contemporary Art ใน Goulandris Museum ที่น่าสนใจเป็นของ Roy Lichtenstein ที่ชื่อ  Nude with White Flower เขาเกิดวันที่ 27 ตุลาคม 1923 ในครอบครัวชนชั้นกลางอเมริกันยิวที่อาศัยอยู่ในเมืองนิวยอร์ค สหรัฐฯ ที่มีบิดาเป็นนายหน้าค้าที่ดิน เขาเริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่เด็ก และเริ่มออกแบบเป็นงานอดิเรกโดยชอบวาดเครื่องดนตรีจากความที่เป็นคนชอบดนตรีแจ๊ส ขณะที่เขาเข้าเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัย Ohio ก็ต้องหยุดเรียนไปเป็นทหารในกองทัพระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก่อนจะกลับมาเป็นทหารผ่านศึกหลังจากบิดาเสียชีวิต เขากลับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเดิมและได้ทำงานต่อเป็นอาจารย์สอนศิลปะต่อมาอีก 10 ปี ในปี 1951 เขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวตามแนวทางศิลปะแบบ Cubism สลับกับ Expressionism ได้ครั้งแรกที่ Carlebach Gallery ในกรุงนิวยอร์ก หลังปี 1957 เขาเริ่มสร้างงานตามแนวทางศิลปะแบบ Abstract Expressionism และควบรวมเอาตัวการ์ตูน Mickey Mouse เข้าไปด้วย นับจากนั้นมาผลงานของเขามักได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนด้วย เทคนิคการรังสรรค์งาน Nude with White Flower ที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ค่อนข้างซับซ้อนใช้วัสดุอุปกรณ์หลากหลายไม่เหมือนจริงแตกต่างจากการรังสรรค์ภาพในอดีตจึงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจต่อผู้ชม

นอกจากผลงานของ Roy Lichtenstein แล้วที่นี่ยังมีผลงานของ A.R. Penck หรือ Ralf Winkler จิตรกรแนว Neo Expressionism ที่ชื่อ The Red Fish ที่น่าสนใจด้วย เขาเกิดที่เมือง Dresden เยอรมนีในปี 1939 และเข้าเรียนศิลปะกับ Jurgen Bottcher ก่อนเข้าร่วมกลุ่ม Erste Phalanx Nedserd ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานแบบไม่มีข้อจำกัด เขาพยายามเข้าเรียนศิลปะตามโรงเรียนต่าง ๆ หลายครั้งแต่สอบไม่ผ่าน เขาจึงต้องทำงานเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์ ปี 1966 เขาเป็นผู้แข่งขันเข้าร่วมสมาคม Plastic Artist ภายใต้ชื่อ A.R. Penck แต่เขากลับเริ่มมีปัญหากับกระทรวงกลาโหมจนทำให้ผลงานของเขาถูกยึดและไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกสมาคมได้ ปี 1971 เขาจึงร่วมกับ Steffen Terk และ Wolfgang Opitz ก่อตั้งกลุ่ม GAP เขายังคงมีปัญหากับรัฐบาลเยอรมันตะวันออกอยู่เนือง ๆ  จนวันที่ 3 สิงหาคม 1980 เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่เยอรมันตะวันตกโดยย้ายไปอยู่ที่ Kerpen ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง Cologne และกลายเป็นศิลปินเด่นในช่วงเวลานั้นโดยผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงตามมิวเซียมสำคัญ ๆ ของเยอรมันตะวันตก ปี 1981 เขาได้รับรางวัล Rembrandt จาก Goethe Foundation ในเมือง Basel สวิตเซอร์แลนด์ เขายังได้รับรางวัลอีกหลายครั้งจนถึงปี 1988 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านจิตรกรรมที่ Academy of Dusseldorf และทำงานจวบจนเกษียณก่อนย้ายไปอยู่ Dublin ไอร์แลนด์ ผลงาน The Red Fish ของเขานั้นมีความแปลกแบบการ์ตูน ผู้ชมจะเห็นว่าไม่ว่ามองจากมุมใดจะเห็นผู้ชายยืนกางขาหรือกางแขนตลอดทั้งภาพซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานภาพปูนเปียกสมัยโบราณที่มีความกระจัดกระจายในเรื่องเนื้อหา  อีกทั้งยังสะท้อนความเจ็บปวดในชีวิตของเขาสังเกตได้จากท่าทางของชายในรูปแต่ละคนจะดูทรมาน หน้าตาบิดเบี้ยว

อีกตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจเป็นของศิลปินพื้นเมือง Andreas Kontellis ที่ชื่อ Couple in the Waves เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซในปี 1966 และเรียนศิลปะที่ Athens School of Fine Arts โดยได้รับทุนการศึกษาจาก State Scholarship Foundation ภายใต้ P.Tetsis ก่อนย้ายไปศึกษาต่อที่ Middlesex University กรุงลอนดอนระหว่างปี 1999-2001 ภายใต้ทุนการศึกษาจาก Athens Academy ผลงาน Couple in the Waves สะท้อนแนวทางศิลปะแบบ Expressionism อย่างเด่นชัด ภาพชายหญิงที่ลำตัวบิดงอต่อสู้กับคลื่นลมแรงที่โหมกระหน่ำเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตเพื่อให้ได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Goulandris Museum Athens นั้นไม่เพียงมีผลงานของ Picasso ซึ่งเป็นบิดาของแนวทางศิลปะแบบ Cubism อยู่หลายภาพเท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานแนวนี้ของศิลปินอีกหลายคนด้วย อาทิ George Braque จิตกรชาวฝรั่งเศสผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Cubism เขาเกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 1882 ที่ Argenteuil แต่เติบโตที่ Le Havre โดยได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักตกแต่งและช่างสีจากบิดา อย่างไรก็ดี ความที่เขามีแววจะเป็นศิลปิน บิดาจึงให้เขาเข้าเรียนที่ Ecole Superierure d’art et design Le Havre-Rouen ก่อนจะไปฝึกงานที่ปารีสจนได้ใบรับรองในปี 1902 ผลงานของเขาระหว่างปี 1908-12 เน้นไปที่เหลี่ยมมุมแบบรูปทรงเรขาคณิตและรูปด้านอันเป็นผลจากแสงแทนที่จะวาดให้เหมือนจริงตามอย่างที่ตาเห็น นับจากปี 1909 เขาเริ่มทำงานใกล้ชิดกับ Picasso โดยพัฒนารูปแบบ Cubism แบบง่าย ๆ ที่เรียกว่า Proto-Cubist style ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานของ Gauguin และ Cezanne

วันที่ 25 มีนาคม 1909 Louis Vauxcells นักวิพากษ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศสได้ใช้คำว่า Bizarreries cubiques ขึ้นครั้งแรกเพื่อบรรยายถึงผลงานของ Braque ที่จัดแสดงใน Salon des Independants อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Cubism แต่ทั้ง Picasso และ Braque ยังไม่ใช้คำนี้จัดหมวดหมู่ผลงานของตัวเอง อย่างไรก็ดี ทั้งสองยังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดด้วยแนวทางศิลปะแบบ Cubism จวบจนกระทั่ง  Braque ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นตาบอดกลับมา กว่าเขาจะกลับมารังสรรค์งานได้อีกก็ปาเข้าไปปลายปี 1916 แล้ว แต่เขากลับต้องทำงานคนเดียวและย้ายไปอยู่แถว Normandy ซึ่งที่นี่ได้กลายเป็นทิวทัศน์ที่เขารังสรรค์งาน Still life ไว้เป็นจำนวนมาก นับจากนั้นมา เขาก็สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง

ผลงาน Patience ซึ่งถูกรังสรรค์ในปี 1942 ที่มิวเซียมครอบครองชิ้นนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Braque ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า เขารังสรรค์ผู้หญิงนั่งในห้องแคบ ๆ มืดทึบ ยุ่งเหยิง กำลังถอดไพ่บนโต๊ะยาว ๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายกับเกมที่ต้องอดทนสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดของสงคราม เขาเขียนหน้าของผู้หญิงและเก้าอี้เป็น 3 มิติในลักษณะที่แปลกเฉกเช่นเดียวกันกับ Picasso แต่กลับมีอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างเด่นชัด

นอกจาก Braque แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Paul Klee ศิลปินแนว Expressionism, Cubism และ Surrealism ชาวสวิสเยอรมันด้วย เขาเกิดที่สวิสโดยเป็นบุตรคนี่สองของครูสอนดนตรีชาวเยอรมันที่ชื่อ Hans Wilhelm Klee กับมารดาที่เป็นนักร้องชาวสวิสที่ชื่อ Ida Marie Klee เขาเป็นเด็กที่มีแววทางดนตรีมาก และได้รับเชิญให้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมดนตรีกรุง Bern ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี ในวัยเด็ก เขาจึงเดินตามรอยบิดามารดาด้วยการพยายามเป็นนักดนตรี เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายดนตรี และอยากทำอย่างอื่นที่ท้าทายกว่าจึงหันมาสนใจงานศิลปะ เขาเริ่มเขียนแบบร่างลงในสมุดบันทึก แม้บิดามารดาของเขาจะลังเลที่จะให้บุตรชายเรียนศิลปะ แต่ในที่สุดก็ยอมให้เขาเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts ในเมืองมิวนิค เยอรมัน แต่เขากลับไม่ตั้งใจเรียน และให้ความสนใจแต่กับการใช้ชีวิตตามผับ และมีความสัมพันธ์กับนางแบบจนมีบุตรนอกสมรส 1 คนในปี 1900 อย่างไรก็ดี เขาก็สามารถจบการศึกษาได้ และเดินทางไปท่องเที่ยวในอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานศิลปะ แต่กลับไม่สามารถเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือได้รับแรงบันดาลใจอะไรเลย ในที่สุด เขาก็กลับมาอยู่กับบิดามารดาที่สวิส ในปี 1905 เขาเริ่มพัฒนาเทคนิคใหม่ด้วยการใช้เข็มเขียนบนแก้วจนสร้างสรรค์ผลงานออกมาจำนวนมากถึง 57 ชิ้น และสามารถจัดนิทรรศการผลงานเดี่ยวของตัวเองได้

Dynamics of a Head ที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้เป็นผลงานที่ศิลปินรังสรรค์ได้อย่างน่าตื่นตื่นใจ หากนักท่องเที่ยวดูภาพโดยไม่ทราบชื่อคงเดาได้ไม่ง่ายว่าเป็นหน้าคน แต่เมื่อเห็นชื่อภาพและเป็นกลุ่มที่ดูงาน Cubism บ่อย ๆ ก็จะจับทางได้ และสามารถมองเห็นส่วนประกอบของใบหน้าได้ในทันที การดูงาน Cubism จึงมีความสนุกมากกว่างานแนวอื่นเช่นนี้เอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Goulandris Museum Athens ไม่เพียงมีผลงานแนว Post Impressionism จำนวนมากเท่านั้น ยังมีผลงานแนว Cubism ของศิลปินชั้นนำแนวนี้อีกจำนวนมากด้วย แนวทางศิลปะแบบ Cubism ที่เริ่มต้นในปารีสนี้ได้ปฏิวัติไม่เพียงงานจิตรกรรม แต่ยังเป็นนวัตกรรมทั้งทางด้านดนตรี วรรณกรรมและสถาปัตยกรรมด้วย Cubism ถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกถูกเรียกจาก Juan Gris ศิลปินชาวสเปนว่า Analytic Cubism เป็นแนวทางการเคลื่อนไหวของศิลปะระหว่างปี 1910-12 ในฝรั่งเศส ช่วงที่สองซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1912-14 ซึ่งมีรูปทรงที่ง่ายกว่าและใช้สีสดใสกว่าเรียกว่า Synthetic Cubism

ศิลปินแนว Cubism จะทำการวิเคราะห์วัตถุต่าง ๆ แล้วแบ่งแยกออกก่อนจะรวมกันใหม่ในเชิงนามธรรมแทนที่จะเขียนวัตถุตามเห็นกันตรง ๆ อย่างทั่วไป ศิลปินแนว Cubism ที่มีชื่อเสียงที่สุดคงไม่มีใครเกิน Pablo Picasso จิตรกร นักประติมากรรม นักเซรามิค และผู้ออกแบบโรงละครชาวสเปนที่มีอิทธิพลต่อศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาเกิดวันที่ 25 ตุลาคม 1881 ที่มะละกา แคว้น Andalusia โดยเป็นบุตรคนโตของ Don Jose Ruisz y Blasco จิตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในเกี่ยวกับนกและเกมส์ และเป็นภัณฑรักษ์มิวเซียมท้องถิ่น เมื่อบิดาของเขาย้ายไปอยู่ Coruna ในปี 1891 เพื่อไปเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ School of Fine Arts เขาได้เริ่มหัดเขียนภาพและได้ทำการวาดภาพของบิดาที่ค้างไว้จนเสร็จสมบูรณ์ไปหลายชิ้น หลังจากพี่สาวของเขาเสียชีวิตจากไอกรน บิดาของเขาเลยรีบส่งเขาไปเรียนที่ Real Academia de Bellas Artes de San Fernando แต่เขาไม่ชอบการเรียนในโรงเรียนจึงเข้าไปศึกษาศิลปะที่ห้องภาพ Prado แทน ผลงานของเขาเริ่มเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนตั้งแต่ปี 1897 พอปี 1901 เขาก็เริ่มผลิตผลงานที่มีอัตลักษณ์ของตนเองได้แล้วโดยใช้สีโทนฟ้าเขียวเป็นหลักจนได้ชื่อว่า Blue Period

Young Man with Bouquet ผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1905 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนางานแนวใหม่ของ Picasso โดยเขาเริ่มใช้รูปแบบที่ง่ายขึ้นและเริ่มมีอัตลักษณ์มากขึ้นโดยใช้สีสันที่จัดจ้านขึ้นจากการที่เขาเยี่ยมเยือนละครสัตว์บ่อยครั้ง แม้ว่างานชิ้นนี้จะเริ่มแปลกแยกกับผลงานรุ่นเก่า แต่เขายังคงวาดส่วนของช่อดอกไม้โดยได้รับแรงบันดาลจากงานของ Manet อยู่ดี สำหรับภาพร่าง Bathers นั้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า เขาวาดภาพนู้ดได้อย่างมีอัตลักษณ์ตั้งแต่ช่วงต้นของการเป็นศิลปิน แต่นางแบบของเขาจะออกแนวอวบ ๆ หน่อย ส่วน Nude Woman with Raised Arms เป็นผลงานที่ถือเป็นจุดเริ่มต้น Cubism อย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเขาได้ฉีกแนวออกจากศิลปะแบบเดิมอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการให้สีและการวางองค์ประกอบของภาพ อีกทั้งยังเห็นการเริ่มใช้เหลี่ยมมุมที่ชัดเจนในทุกจุดของภาพ ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวจะยังมองไม่เห็นการวางภาพแบบ 3 มิติจากผลงานชิ้นนี้อยู่ดี สำหรับภาพร่าง The Painter and His Model นั้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเขาเริ่มวาด 3 มิติ แบบกลับทางแล้ว แม้จะยังไม่เข้าสู่จุดสุดยอดของการเป็นศิลปินก็ตาม

แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Post Impressionism in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Basil & Elise Goulandris Museum นั้น ผลงานที่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Basil & Elise Goulandris สะสมมากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ Post Impressionism ทั้งนี้เป็นเพราะแนวทางศิลปะแบบ Post Impressionism นี้เป็นแนวทางศิลปะร่วมสมัยในช่วงที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองมีชีวิตอยู่จึงมีศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นจำนวนมากมาให้ทั้งสองสนับสนุน Post Impressionism เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นโดย Roger Fry นักวิพากษ์ศิลป์ในปี 1906 เขาใช้มันเป็นชื่อการจัดแสดงนิทรรศการ Manet and the Post Impressionists ในปี 1910 เพื่ออธิบายถึงพัฒนาการของศิลปะนับจาก Edouard Manet หนึ่งในผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism

 แนวทางศิลปะ Post Impressionism เป็นศิลปะที่พัฒนาขึ้นระหว่างปี 1886-1905 หลังการจัดแสดงนิทรรศการ Impressionism ครั้งสุดท้ายโดยมีปฏิกิริยาต่อต้านแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ที่เน้นความเป็นธรรมชาติทั้งเรื่องสีและแสงเป็นหลัก ในขณะที่ Post Impressionism เน้นเรื่องนามธรรม และสัญลักษณ์มากกว่า แนวทางศิลปะนี้มีความหลากหลายในการนำเสนอผ่านศิลปินหลายท่านโดยแต่ละท่านจะนำเสนอในแนวทางที่แตกต่างกัน อาทิ Vincent Van Gogh ศิลปิน Post Impressionism ชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานของเขาที่ชื่อ Olive Picking ที่จัดแสดงในมิวเซียมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1889 นี้เป็นช่วงเวลาที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อรักษาโรคไบโพลาร์ เขาเขียนถึงน้องชายว่า ต้นมะกอกนี้มีความพิเศษที่ทำให้เขารู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะวาด อย่างไรก็ดี เขาก็สามารถวาดภาพต้นมะกอกได้ถึง 3 ภาพในช่วงที่เขาได้มีโอกาสออกมาตากแดดนอกห้องนอน นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาอย่างเด่นชัด สังเกตุจากฝีแปรงบริเวณท้องฟ้าเต็มไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ในขณะที่ส่วนของคนเก็บลูกมะกอกนั้นสัมผัสได้ถึงความสงบโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตรงกลางดูตั้งอกตั้งใจแม้จะหันหลังให้ผู้ชมก็ตาม

Paul Gauguin หรือที่มีชื่อเต็มว่า Eugene Henri Paul Gauguin จิตรกรและนักประติมากรรมแนว Post Impressionism  และ Symbolism เพื่อนสนิทของ Van Gogh ชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่องานแกะสลักนี้เป็นศิลปินที่มีประสบการณ์พิเศษที่ French Polynesia ผลงานของเขาส่วนใหญ่จึงมีกลิ่นอายจากแอฟริกาค่อนข้างมาก Still Life with Grapefruits ที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังจากเขาออกจาก Tahiti ไปแล้ว 5 ปี แม้เขาจะมีผลงานในมิวเซียมแห่งนี้เพียงชิ้นเดียว แต่ผลงานชิ้นนี้ก็ถ่ายทอดด้วยสีสดใส เรียบง่าย ซื่อตรงอันเป็นอัตลักษณ์ประจำตัวของเขาได้อย่างครบถ้วน

Paul Cezanne จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่เชื่อมต่อระหว่าง Realism และ Impressionism สู่ Post Impressionism ได้อย่างกลมกลืน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมงานของเขาประจำจะสังเกตเห็นว่า แม้เขาจะอยู่ในยุคเดียวกันกับ Van Gogh แต่เขากลับไม่เน้นการใช้ฝีแปรงขนาดใหญ่และสีเหลือง แต่กลับสร้างความแตกต่างได้ด้วยฝีแปรงที่กลมกลืนและการใช้สีเขียวหลายเฉดได้อย่างน่าทึ่งทั้งในภาพ Self Portrait และ  Countryside in Auvers-sur-Oise

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Basil & Elise Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ชอบศิลปะรุ่นใหม่ที่มีโอกาสมาเยือนเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นแถวจัตุรัส Monastiraki เพื่อช้อปปิ้งและเรียนรู้วิถีกรีกเท่านั้น คงต้องหามิวเซียม Contemporary Art เข้าให้ได้ มิวเซียมแนวนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเอเธนส์คือ Basil & Elise Goulandris Museum ซึ่งเป็นของมูลนิธิ Basil & Elise Goulandris มูลนิธินี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการมิวเซียม 2 แห่งโดยแห่งแรกตั้งอยู่ที่เอเธนส์อีกแห่งอยู่ที่เกาะ Andros บ้านเกิดของผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งมูลนิธิคนแรกคือ  Basil Goulandris เขาเกิดในครอบครัวที่ทำขนส่งทางเรือจากเกาะ Andros ในวันที่ 6 กันยายน 1913 หลังจบการศึกษาจากกรีซ เขาเข้าเรียนต่อทางด้านกฎหมายที่สวิส ก่อนย้ายไปนิวยอร์คเพื่อทำธุรกิจให้กับครอบครัว หลังจากที่เขาแต่งงานกับ Elise ภรรยาที่มีความชื่นชอบทางด้านศิลปะ ทั้งสองก็ไปเยี่ยมเยือนมิวเซียมและนิทรรศการประจำ อีกทั้งยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับศิลปินรุ่นเยาว์อยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้เขายังร่วมกับนักธุรกิจอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกรีซและฝรั่งเศสด้วย ในปี 1981 เขาได้รับรางวัลจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เป็น Knight of the Legion of Honour  

ส่วน Elise Goulandris หรือที่มีนามสกุลเดิม nee Karadontis เกิดที่กรุงเอเธนส์ 1917 โดยเป็นลูกคนที่สี่ของครอบครัว Petro และ Evanthia Karadontis หลังจากการศึกษาจากกรีซ เธอเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเรียนต่อและได้พบกับ Basil Goulandris ที่ชื่นชอบศิลปะเหมือน ๆ กัน ทั้งคู่ได้ร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมด้วยกันจนเธอกับได้รับรางวัล Commander of the Order of the Arts and Letter จากรัฐบาลฝรั่งเศสเฉกเช่นเดียวกันกับสามี นอกจากนี้ในปี 1981 เธอยังได้รับรางวัล Silver Medal จาก Academy of Athens อีกต่างหากด้วย

เนื่องจาก Basil & Elise Goulandris มีฐานะดีและมีความชื่นชอบศิลปะจึงสะสมผลงานศิลปะที่ผลิตขึ้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไว้มากมาย ในปี 1979 พวกเขาจึงจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อให้มูลนิธินำผลงานสะสมที่สะสมไว้มาจัดแสดงให้กับสาธารณชนได้ชื่นชมบ้าง ผลงานที่ทั้งคู่สะสมเป็นไปตามความชื่นชอบส่วนตัวของทั้งคู่โดยไม่ได้เน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลังจากที่ Basil Goulandris และ Elise Karadontis เสียชีวิตในปี 1994  และปี 2000 ตามลำดับ Goulandris Museum of Contemporary Art ที่ตั้งอยู่บนถนน Eratosthenous ก็ได้เปิดทำการขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2019 เพื่อจัดแสดงผลงานที่ Basil Goulandris และภรรยาเคยสะสมไว้ อาคารมิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบ Neoclassic ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 เป็นอาคาร 11 ชั้น มีพื้นที่รวม 7,250 ตารางเมตร 4 ชั้นจัดแสดงผลงานถาวรชั้นละ 1,124 ตารางเมตร ส่วนชั้นใต้ดินจัดแสดงนิทรรศของศิลปินกรีซและนานาชาติบนพื้นที่ 530 ตารางเมตร นอกจากนี้ในอาคารยังมีห้องสมุดอยู่ชั้นใต้ดินโดยมีหนังสือมากกว่า 4,500 เล่ม และมีห้องดูภาพยนตร์อีก 190 ที่นั่งรวมทั้งร้านขายของและร้านอาหารด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจึงไม่เพียงสามารถชมศิลปะอย่างเต็มอิ่ม ยังสามารถนั่งพักในร้านอาหารหรือชมภาพยนตร์ได้ด้วยในบางครั้งหากมีการจัดแสดงด้วย  

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้า Athens เมืองหลวงกรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากที่นักท่องเที่ยวแวะต่อเครื่องที่ Frankfurt เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางเข้า Athens เมืองหลวงของกรีซ แม้กรีซจะเป็นประเทศที่มีหลายสนามบินก็จริง แต่สนามบินใหญ่สุดอยู่ที่เมืองหลวงหรือกรุงเอเธนส์ สนามบินอื่น ๆ มักอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวหรือเกาะเล็ก ๆ อาทิ Mykonos, Santorini ซึ่งนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดต้องเดินทางผ่านกรุงเอเธนส์ก่อนทั้งนั้น ไหน ๆ ก็เข้ากรุงเอเธนส์แล้ว นักท่องเที่ยวก็ควรต้องหยุดพักเที่ยวสักหน่อยก่อน เอเธนส์เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก และมีความมีชีวิตชีวาสุด ๆ เมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองได้ไม่ยากนักแม้จะเกือบเที่ยงคืนแล้วก็ตาม

การเดินทางเข้าเมืองด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ รถบัส x95 เพราะเที่ยวสุดท้ายออกจากสนามบิน 2345 น การที่นักท่องเที่ยวควรเลือกบัสมากกว่ารถใต้ดินส่วนหนึ่งก็เพราะทางเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน ทั้งขาเข้าและขาออกอยู่ไกลมากนั่นเอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะเที่ยวเอเธนส์ก่อน ย่านที่ควรพักที่ดีที่สุดคือ Syntagma ทั้งนี้เพราะย่านนี้ไม่เพียงเป็นบริเวณกลางเมืองซึ่งมีแหล่งชอปปิ้งมากมาย ยังเป็นปลายทางของรถบัส x95 ที่มาจากสนามบิน และเป็นต้นทางของรถสายเดียวกันที่เข้าสู่สนามบินด้วย เรียกได้ว่าสะดวกสุด ๆ เลยทีเดียว

เอเธนส์เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นหลวงของกรีซนี้เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับ 8 ของยุโรปโดยมีประชากรมากถึง 3.6 ล้านคน เมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกที่มีประวัติย้อนไปถึง 3,400 ปีนี้มีชื่อเดิมว่า Athena ตามชื่อเทพีแห่งสติปัญญาของกรีก เอเธนส์เป็นเมืองที่มีความสำคัญมาแต่โบราณอันเป็นผลมาจากการที่เป็นศูนย์กลางของประชาธิปไตย ศิลปะ และการศึกษาปรัชญาจนอาจถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก และประชาธิปไตยก็ว่าได้ แม้เอเธนส์จะเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองมาแต่โบราณ แต่ระดับความเจริญในปัจจุบันกลับสู้เมืองหลวงของยุโรปตะวันตกใหญ่ ๆ อื่น ไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ตามที่นี่กลับมี Piraeus ท่าเรือใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปตั้งอยู่

สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มากนัก และไม่ชอบซากอาคารโบราณที่ดีที่สุดคือ ย่านจัตุรัส Monastiraki บริเวณใจกลางเมืองที่มีความคึกคักและมีชีวิตชีวามาก เพราะประกอบไปด้วยร้านค้าที่ขายของกระจุกกระจิก ของที่ระลึก และของพื้นเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าแนวเทพีสีขาว ๆ รวมทั้งร้านอาหารพื้นเมืองที่มีบรรยากาศแสนจะครึกครื้น นักท่องเที่ยวที่ผ่านย่านนี้จะสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวกรีซได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้หากนักท่องเที่ยวมองจากย่านนี้ไปไกล ๆ ยังอาจได้เห็น Acropolis ลาง ๆ ด้วยทำให้สามารถถ่ายรูปกับ Acropolis สัญลักษณ์ของเมืองได้อีกต่างหากด้วยโดยไม่ต้องใช้ความพยายามในการขึ้นเขาเลย ยิ่งกว่านั้นย่านนี้ยังติดกับถนน Ermou ถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยร้านค้าแฟชั่นที่มีสินค้าให้เลือกทั้งแบรนด์เนมและท้องถิ่นซึ่งทันสมัยและเดินสนุกไม่แพ้ถนนช้อปปิ้งสายใด ๆ ในยุโรปเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

แหวกฟ้าหาฝัน : Frankfurt ประตูสู่ยุโรปตะวันตกที่ดีที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สิ้นเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา มีภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับสวรรค์ของนักท่องเที่ยวนั่นคือ แผ่นดินไหวที่ Santorini ประเทศกรีซ เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า หากนักท่องเที่ยวอยากเที่ยวเกาะในยุโรป เกาะที่เป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Santorini เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านสีขาวและโบสถ์หลังคาสีฟ้า เสน่ห์ของเกาะนี้ก็ตามภาพถ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือในของชำร่วยต่าง ๆ เชิญชวนให้คนทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมเยือน

สำหรับคนไทยที่อยากเดินทางไปเยือนกรีซทำได้ไม่ยากนัก แต่ก็ไม่ได้ง่าย เนื่องจากการบินไทยที่นักเดินทางไทยชอบใช้ไม่มีเที่ยวบินตรงไปเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซมานานนับสิบปีแล้ว แต่หากนักท่องเที่ยวอยากใช้การบินไทย ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ควรเลือกก็คือ การบินผ่านเมือง Frankfurt ทั้งนี้เพราะสายการบินไทยจะบินถึงเมืองแฟรงเฟิร์ตในเวลาเช้าตรู่ หลังตรวจประทับตราวีซ่า แล้วสามารถต่อเครื่องไปยังเอเธนส์ได้เลยโดยเสียเวลาที่สนามบินไม่มากนักเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษ หรือนักท่องเที่ยวจะแวะเที่ยวก่อนโดยฝากกระเป๋าไว้กับสายการบินได้ฟรี แล้วค่อยบินต่อไปยังเอเธนส์ในเวลาเย็นก็ได้ ทางเลือกหลังนี้น่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวจะสามารถใช้เวลาในเมือง Frankfurt หรือเมืองใกล้ ๆ ได้อย่างเต็มที่จนถึงเย็น เที่ยวบินเย็นที่ดีที่สุดที่ออกจาก Frankfurt จะออกเวลา 1855 น และไปถึงเอเธนส์ในเวลา 2230 น. ซึ่งยังไม่ดึกเกินไปสำหรับการเดินทางเข้าเมืองเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ

Frankfurt เมืองหลวงทางการเงินของเยอรมันและยุโรปแห่งนี้เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้คนไทยได้เลือกเที่ยว หลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่คิวไม่ยาวมากแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเมืองได้ด้วยรถไฟท้องถิ่นสาย s8 หรือ s9 ที่มีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่ถึง 5 ยูโร หรือจะซื้อ one day pass เพื่อใช้ได้ทั้งวันรวมเที่ยวกลับมาสนามบินก็ได้ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินในยุโรป นักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าไปถึงกลางเมืองได้แล้วในเวลาเพียงแค่ 20 กว่านาที สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบนั่งรถไฟก็อาจเลือกรถบัสได้โดยมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเพียงเล็กน้อย

แม้ Frankfurt จะเป็นเมืองการเงินที่ทันสมัย แต่ที่นี่ก็มีอาคารโบราณที่ทั้งสวยงามและน่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Frankfurt ครั้งแรก สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ถึงก็คือ Romer หรือกลุ่มอาคารยุคกลางในบริเวณกรุงเก่าของ Frankfurt am Main ที่อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ St. Nicholas และสภาว่าการเมืองเก่า เจ้าของอาคารได้ขายอาคารนี้ให้กับสภาเมืองในวันที่ 11 มีนาคม 1405 ส่งผลให้สภาเมืองเปลี่ยนมันเป็นที่ว่าการเทศบาล อาคารกลุ่มนี้ถูกทำลายลงไปบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจึงได้มีการปรับปรุงใหม่หลายครั้งจนถึงครั้งล่าสุดปี 2018 ปัจจุบันกลุ่มอาคารนี้ไม่ได้ใช้ทำมิวเซียม แต่ใช้เป็นที่เช่าไว้จัดงานแต่งงาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าอาคารรอบ ๆ สวยงามมากมีมุมถ่ายรูป 360 องศา แต่หากนักท่องเที่ยวมาในช่วงคริสต์มาสจะพบว่า บริเวณนี้ถ่ายรูปยากมาก เพราะเต็มไปด้วยร้านค้า แต่ที่นี่ก็เป็นตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดของเมือง นักท่องเที่ยวก็จะได้สัมผัสบรรยากาศครึกครื้นที่แปลกไปอีกแบบ

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum of Western Art Tokyo จะมีผลงานของ Manet, Monet และ Renoir ศิลปินแนว Impressionism ผู้ก่อตั้ง 3 คนนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Camille Pissarro ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism อยู่อีกหลายชิ้นด้วยเช่นกัน Camille Pissarro หรือ Jacob Abraham Camille Pissarro เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1830 บนเกาะ St. Thomas หรือ US Virgin ในปัจจุบันซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นเขตปกครองของชาวดัชท์จากบิดาที่เป็นลูกหลานของชาวโปรตุเกสยิว แต่ถือสัญชาติฝรั่งเศส มารดาของเขามาจากครอบครัวฝรั่งเศสยิวที่อาศัยอยู่ที่เกาะ St. Thomas นี้ เมื่อบิดาของเขาเดินทางมาค้าขาย ณ เกาะ St. Thomas จึงได้แต่งงานกับมารดา การแต่งงานของทั้งสองสร้างความวุ่นวายให้กับชุมชนนี้ ทั้งนี้เพราะก่อนที่มารดาของเขาจะแต่งงานกับบิดา แม่ของเขาเคยเป็นภรรยาของลุงของบิดาเขามาก่อน และชุมชนแห่งนี้มีข้อห้ามในการแต่งงานระหว่างเครือญาติทำนองนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็อาศัยอยู่ที่เกาะจวบจนเข้าวัยรุ่นจึงย้ายไปเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศสที่ Savary Academy of Passy ใกล้กรุงปารีส

ในช่วงที่เขาเข้าเรียนศิลปะ เขาได้เข้ารับการฝึกฝนงานกับ Monsieur Savary และได้รับคำแนะนำให้รังสรรค์งานที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปบ้านเกิดที่ St. Thomas เมื่อเขากลับบ้าน บิดาของเขาดีใจมาก เลยให้เขาช่วยงานเป็นผู้ดูแลท่าเรือ เขาอาศัยโอกาสที่มีอยู่ฝึกฝนภาพร่างเกี่ยวกับธรรมชาติอยู่ 5 ปีโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ James Gay Sawkins จิตรกรชาวอังกฤษ เมื่ออายุได้ 20 ปีเขาได้พบกับ Fritz Melbye จิตรกรชาวดัชท์ที่ไปอาศัย ณ เกาะ St. Thomas ซึ่งได้สอนศิลปะแก่เขาและชักชวนให้เขาหันมาเป็นศิลปินเต็มเวลา เขาตัดสินใจย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า และทำงานกับ Melbye ต่อ เขาได้อาศัยทิวทัศน์แถว Caracas และ La Guaira เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานทั้งทิวทัศน์ และหมู่บ้านจนสมุดร่างภาพเต็มไปด้วยผลงานละแวกนั้น

 ปี 1855 เข้าย้ายกลับไปปารีสและเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของ Anton Melbye และศึกษากับศิลปินอื่น ๆ อาทิ Courbet, Charles Francois Daubigny, Corot และ Jean Francois Millet รวมทั้งเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และ Academie Suisse ในที่สุดเขาก็ค้นพบแนวทางของตัวเองที่แตกต่างจากอาจารย์ทุกคน ในปี 1873 เขาได้ร่วมก่อตั้งสมาคมกับเพื่อนที่มีแรงบันดาลใจใกล้เคียงกันซึ่ง John Rewald นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกเขาว่า Dean of the Impressionist Painters ไม่ใช่เพราะเขาอายุมากกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนที่เฉลียวฉลาดและรู้จักที่จะสร้างสมดุล อีกทั้งยังมีบุคลิกภาพที่อบอุ่น แม้แต่ Paul Cezanne ศิลปินที่มีชื่อเสียงยังยกย่องให้เขาเป็นพ่อของตัวเองเลย ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจและให้คำปรึกษากับศิลปินทุกคนได้ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงใดเฉกเช่นเดียวกับพระเจ้า

The Harvest ผลงานใน National Museum of Western Art Tokyo ชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญของศิลปินที่เขารังสรรค์ขึ้นจากนาข้าวสาลีที่ Pontoise ชานกรุงปารีสตามแนวทางที่ใช้การตกแต่ง นั่นคือ ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนด้วยการเคลือบด้านด้วยเทมเพอราเฉกเช่นเดียวกันกับการวาดภาพบนผนังด้วยสีปูนเปียกแบบโบราณ อีกทั้งรังสรรค์ด้วยองค์ประกอบที่ยาวมากซึ่งชวนให้นึกถึงผลงานของ Degas และมุมมองที่เกินจริงเล็กน้อยจากการจัดวางรูปร่างในแนวทแยงมุมทำให้ภาพวาดดูสวยงามสดชื่นขึ้น ผลงานที่ถูกจัดแสดงในงานนิทรรศการ Impressionism ครั้งที่ 7 ชิ้นนี้ยังใช้เทคนิคพิเศษเพิ่มอีกตรงที่ใช้สีละลายในไข่ขาวแทนน้ำมันเฉกเช่นสมัยเรอเนสซองส์ ยิ่งกว่านั้น หากนักท่องเที่ยวขยายภาพออกดูจะเห็นว่า เขาให้รายละเอียดมากมายแม้ในส่วนที่ดูไกลสุดลูกหูลูกตาด้วย

ส่วนภาพ Winter Landscape กลับตรงข้ามกับ The Harvest อย่างสิ้นเชิงตรงที่ทิวทัศน์ดูเงียบขรึมหมองหม่นส่งความหนาวเหน็บผ่านมายังผู้ชมอย่างเต็มที่ แม้ภาพ Conversation จะสร้างสรรค์ด้วยแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ที่ไม่ค่อยให้รายละเอียด แต่ศิลปินก็รังสรรค์สีหน้าท่าทางของคู่สนทนาจนดูออกว่าเรื่องราวที่คุยน่าจะออกแนวเคร่งเครียดซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับผลงานแนวนี้