แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานของผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism 2 คนที่สำคัญ นั่นคือ Monet และ Manet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของผู้ร่วมก่อตั้งที่สำคัญที่สุดอีกคนนั่นคือ Pierre Auguste Renoir เขาเกิดที่หมู่บ้าน Limoges ฝรั่งเศสในปี 1841 จากบิดาที่มีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อ บิดาของเขาย้ายไปปารีสเพื่อหาหนทางที่ดีกว่าในชีวิต แม้เขาจะมีความสามารถทางด้านศิลปะโดยเฉพาะในการร่างภาพ แต่เขาก็สามารถร้องเพลงได้อย่างดีด้วย ถึงกระนั้นก็ตามเขากลับเลิกเรียนดนตรีและหันมาฝึกงานในโรงงานกระเบื้องเพื่อช่วยบิดาหาเลี้ยงครอบครัว เขารู้สึกเบื่อหน่ายงาน และชอบหนีไปพิพิธภัณฑ์ลูฟท์เป็นประจำ เจ้าของโรงงานเห็นความสามารถทางด้านศิลปะของเขาจึงแจ้งให้ครอบครัวเตรียมตัวเขาเพื่อเข้าเรียน Ecole des Beaux Arts

ในปี 1862 เขาเริ่มศึกษาศิลปะกับ Charles Gleyre และได้มีโอกาสพบกับ Alfred Sisley และ Claude Monet ผลงานของเขาเริ่มได้รับการจัดแสดงใน Salon แต่เขายังคงยากจนและไม่ค่อยมีเงินซื้อสีอยู่ดี ชีวิตของเขาลุ่ม ๆ ดอน ๆ และเปลี่ยนแนวทางศิลปะอยู่เนือง ๆ จนได้เข้าร่วมกลุ่มกับ Camille Pissarro และ Edouard Manet ในการจัดแสดงผลงานแนว Impressionism ครั้งแรกในเดือนเมษายนปี 1874 ซึ่งเขาได้นำผลงาน 6 ชิ้นไปจัดแสดง แม้นักวิพากษ์ศิลป์จะวิจารณ์การจัดแสดงผลงานครั้งนั้นไม่ค่อยดีนัก แต่ผลงานของเขากลับได้รับการยอมรับค่อนข้างมาก

ในการจัดแสดงผลงานครั้งที่สอง เขาพยายามจัดแสดงผลงานที่มีความหลากหลายและเน้นผลงานภาพเหมือนให้มากขึ้นด้วยความหวังที่จะได้ผู้สนับสนุน หรือจ้างวาด ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จและหันกลับมาส่งผลงานเข้า Salon ใหม่จนในปี 1879 ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจนส่งผลให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงและมีคนจ้างวาดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Paul Berard ได้กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ของเขา

เขาระหกระเหินไปตามประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและแอฟริกา อาทิ สเปน อิตาลี และอัลจีเรียเพื่อหาแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ผลงานจากทิวทัศน์ที่มีความหลากหลายจนมีชื่อเสียง ปี 1887 เขาได้รับการร้องขอให้บริจาคผลงานจากกลุ่มศิลปินแนว Impressionism เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ 50 ปีของพระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ปี 1890 เขาแต่งงานกับ Aline Victorine Charigot นางแบบของเขาและศิลปินอีกหลายคนผู้เป็นมารดาของ Pierre บุตรชายของเขาที่เกิดตั้งแต่ปี 1885 นับจากนั้นมา เขาก็เพียรสร้างสรรค์งานของคนในครอบครัวทั้งภรรยาและบุตรอยู่เนือง ๆ        

ในมิวเซียมนี้มีผลงานผู้หญิงของเขาหลายชิ้น อาทิ  Parisiennes in Algerian Costume ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นแรก ๆ ของเขาในช่วงที่เขาไปอัลจีเรีย และได้มีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมมุสลิมโดยตรงภายใต้แรงบันดาลใจจาก Eugene Delacroix นางงามกลุ่มนี้อาศัยในฮาเรมของคหบดีชาวมุสลิมที่เป็นคฤหาสน์ซึ่งตกแต่งด้วยพรมที่ถักทอได้อย่างวิจิตรพิสดาร  นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าฝีแปรงในช่วงนี้ของศิลปินเริ่มเรียบไม่ชัดเจนเฉกเช่นศิลปินอื่น ส่วน Three Figures in Landscape, Woman with Rose และ Rose ล้วนเป็นผลงานที่เขารังสรรค์ในช่วงพีคของชีวิตแล้วสังเกตได้จากฝีแปรงและสีผิวของนางแบบ Renoir เป็นศิลปินที่ชื่นชอบการวาดผู้หญิงทั้งแต่งตัวและ Nude ฝีแปรงและสีสันของผิวผู้หญิงของเขามีความสวยงามและมีอัตลักษณ์ที่เฉพาะตัวมากจนกระทั่งผู้หญิงมากมายอยากมีผิวสีชมพูอมส้มอย่างผู้หญิงของ Renoir ยิ่งผลงานในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตด้วยแล้วสีผิวและการผสมสีมีความกลมกลืนเรียบรื่นน่าสัมผัสยิ่งอันน่าจะเป็นผลมาจากการที่เขามีอาการต้อกระจกที่ค่อนข้างรุนแรงนั่นเอง 

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งก็คือ Claude Monet ดังนั้นมิวเซียมศิลปะตะวันตกทุกแห่งไม่เพียงต้องมีผลงานแนว Impressionism ยังจำเป็นต้องมีผลงานของ Claude Monet ด้วย National Museum of Western Art Tokyo จึงไม่มีข้อยกเว้น Oscar-Claude Monet เกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน 1840 ณ กรุงปารีส เมื่อบิดาซึ่งเป็นพ่อค้าขายส่งย้ายไปอยู่ที่ Le Havre ในแคว้นนอร์มังดี เขาจึงต้องเข้าเรียนชั้นมัธยมที่ Le Havre secondary school of arts แม้บิดาจะต้องการให้เขาทำธุรกิจ แต่เขากลับมีความสามารถในทางศิลปะอย่างมากจนสามารถหารายได้เองได้จากการขายงานศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปี ปี 1858 เขาได้รู้จักกับ Eugene Boudin ศิลปินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสผู้สอนเทคนิคการวาดภาพกลางแจ้งให้กับเขาซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจและอาจารย์คาฃนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาด้วย

ต่อมาเขาย้ายมาปารีสและเข้าเรียนที่ Academie Suisse และได้พบกับ Camille Pissarro ศิลปินแนว Impressionism ที่สำคัญอีกผู้หนึ่ง ก่อนที่จะต้องไปรับราชการทหารที่ Algeria แอฟริกาอยู่ 2 ปี ระหว่างรับราชการทหารเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแสงและสีของแอฟริกาเหนือจนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อเขาในเวลาต่อมา ความที่เขามีสุขภาพไม่ดีทำให้เขาต้องจ่ายเงินให้กับราชการเพื่อสามารถลาออกก่อนครบกำหนดได้ เขาเดินทางกลับ Le Havre เพื่อรักษาตัว หลังจากหายป่วย เขาเดินทางกลับไปปารีสใหม่ และได้ทำงานที่สตูดิโอของ Charles Gleyre ที่ซึ่งเขาได้มีโอกาสรู้จักกับ Pierre Auguste Renoir และ Frederic Bazille นับจากนั้นมาเขาก็เดินทางไปที่ต่าง ๆ ในฝรั่งเศสร่วมกับเพื่อน 2 คนนี้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเทคนิคการเขียนภาพกลางแจ้งด้วยกัน

ปี 1867 Camille Doncieux นางแบบของเขาซึ่งเป็นภรรยาลับของเขาได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาชื่อ Jean ส่งผลให้บิดาโกรธมากเลยตัดความช่วยเหลือทางการเงินนับจากนั้นมา เขาจึงจำเป็นต้องย้ายออกจากบ้านบิดาและไปอยู่กับน้าสาวแทน แม้ช่วงเวลานั้นเขาจะมีปัญหาสายตาจนไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ แต่เขามีความจำเป็นต้องทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว เขาจึงหันมาสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับครอบครัว อาทิ Child with a Cup, A Portrait of Jean Monet ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นต้นแบบงานแนว Impressionism ของเขาในเวลาต่อมา เมื่อเขาได้รู้จักกับ Louis Joachim Gaudibert นักสะสมงานศิลปะ เขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้นและได้พบกับ Camille อีกครั้ง เขาพยายามที่จะตั้งตัวเองให้เป็นจิตรกรผู้เชี่ยวชาญในการวาดภาพชนชั้นกลางจึงเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการรังสรรค์งานใหม่โดยควบรวมการวาดแต่เฉพาะงานกลางแจ้งเดี่ยว ๆ แต่ใส่เทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเพื่อให้เป็นภาพส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังควบรวมผู้คนเข้าไปในภาพด้วยจนเหมือนภาพถ่ายแนวใหม่ การสร้างสรรค์งานแนวนี้เป็นที่ถูกใจ Gaudibert นักสะสมภาพมากจึงได้จ้างเขารังสรรค์งานคนในครอบครัวขึ้นอีกหลายชิ้น

ปี 1878 เขาย้ายไปอยู่ที่ Vetheuil หมู่บ้านเล็ก ๆ ชานกรุงปารีส ภาพ Vetheuil ที่จัดแสดงใน National Museum of Western Art Tokyo ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 1901 เพื่อรำลึกถึงความหลังหมู่บ้านที่เขารักมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาพแห่งความทรงจำเขาจึงไม่เน้นที่โบสถ์ซึ่งเป็นวัตถุ แต่กลับเน้นที่แสงและบรรยากาศรอบ ๆ เสมือนกับภาพในความทรงจำ ส่วน On the Boat เป็นภาพของลูกสาวสองคนของ Alice Hoschede ซึ่งต่อมาคนหนึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาเป็นการรังสรรค์งานที่แปลกใหม่มากในสมัยนั้น ทั้งนี้เพราะทั้งสองนั่งอยู่ในเรือที่มีเพียงครึ่งลำ และเทคนิคเงาสะท้อนของเมฆและเงาของสาวบนพื้นน้ำเป็นการใช้แสงและเงาที่เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีผลงานของ Monet อีกหลายชิ้นให้ชื่นชมอย่างจุใจ อาทิ Morning on the Seine, Poplars in the Sun, Snow in Argenteuil และ Yellow Irises

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Manet in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Impressionism ผลงานของศิลปินต้นแบบ Impressionism คนสำคัญที่สุดที่ต้องหาดูให้ได้ในมิวเซียมที่มีจัดแสดงงานแนวนี้ก็คือ งานของ Edouard Manet เขาเป็นศิลปินฝรั่งเศสคนแรก ๆ ของยุคที่สร้างสรรค์งานแนว Realism และ Impressionism หรือถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism เลยก็ได้ Edouard Manet เกิดในกรุงปารีสในปี 1832 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นผู้พิพากษา และแม่ของเขาเป็นลูกสาวของข้าราชการ และลูกสาวบุญธรรมของ Charles Bernadotte มกุฎราชกุมารของสวีเดน แม้บิดาของเขาอยากให้เขาเรียนกฎหมาย แต่ Edmond Fournier ลุงของเขากลับส่งเสริมให้เขาเรียนศิลปะและมักพาเขาไปพิพิธภัณฑ์ Louvre ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปารีสเป็นประจำ ถึงกระนั้นก็ตาม บิดาของเขาก็ไม่ละความพยายามจึงส่งเขาไปเรียนการเดินเรือที่ Rio de Janeiro แต่เขากลับไม่สามารถสอบเข้าเป็นทหารเรือได้ ในที่สุดบิดาก็ต้องยอมแพ้และยินยอมให้เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Thomas Couture จิตรกรที่ส่งเสริมให้เขาสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันซึ่งแหวกแนวกว่างานที่กำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น

หลังจบการศึกษา เขาเปิดห้องภาพเล็ก ๆ และสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับนักร้อง ผู้คนในคาเฟ่ ชนชั้นแรงงาน รวมทั้งขอทานโดยใช้ฝีแปรงแบบหลวม ๆ ง่าย ๆ ตามที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Gustave Courbet ในปี 1861 ผลงานของเขา 2 ชิ้นได้ถูกนำไปจัดแสดงใน Salon ส่งผลให้มีคนมากมายรวมทั้งนักวิพากษ์ศิลป์ได้รับชมผลงาน บางคนเห็นว่างานของเขาถูกผลิตอย่างลวก ๆ แต่บางคนก็รู้สึกตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ไปกับแนวทางศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นอันถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางศิลปะแบบ Impressionism จนนำมาซึ่งชื่อเสียงแก่เขาและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Modern Art หรือแนวทางศิลปะที่มีนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์อันส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะอย่างก้าวกระโดดจวบจนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21

ผลงานของ Manet ใน National Museum of Western Art Tokyo มาจาก Kojiro Matsukata นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นผู้อุทิศตัวให้กับการสะสมงานศิลปะตะวันตกได้ซื้อ Sea in Stormy Weather ของ Edouard Manet มาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นับจากนั้นงานชิ้นนี้ได้ผ่านอีกหลายมือจนมาถึง Hildebrand Gurlitt ตัวแทนขายงานศิลปะที่เป็นนายหน้าขายงานศิลปะให้กับกลุ่มนาซีเยอรมัน ปัจจุบันงานสะสมของ Gurlitt กว่า 1,500 ชิ้นได้ถูกค้นพบที่บ้านของลูกชายเขาทั้งในมิวนิก เยอรมัน และซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานชิ้นนี้มีความแปลกใหม่ท้าทายมากในยุคสมัยนั้นสังเกตได้จากฝีแปรงในส่วนที่เป็นท้องน้ำจะดูใหญ่ หยาบ แต่เหมือนจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

Portrait of Monsieur Brun เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่ Manet แสดงนวัตกรรมในขณะนั้นอย่างเต็มที่สังเกตจากวิธีการที่ชายสวมหมวกในชุดสุภาพบุรุษเต็มยศยืนเท้าสะเอวในท่าสบาย ๆ บนทางเดินในสวนเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากในสมัยนั้น เนื่องจากภาพเหมือนชายในยุคนั้นมักจะอยู่ในท่านั่งและดูเป็นการเป็นงาน นอกจากนี้การเล่นแสงก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ล้ำสมัยอย่างมากในช่วงเวลานั้น ส่วน Boy in Flowers ที่ศิลปินรังสรรค์ขึ้นเพื่อประดับ Chateau de Rottembourg ในหมู่บ้าน Montgeron ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีสซึ่งมี Ernest Hoschede นักอุตสาหกรรมและสามีคนแรกของ Alice Hoschede ภรรยาของ Claude Monet เป็นเจ้าของนี้เป็นภาพ Jacques Hoschede ลูกชายของเขาอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ในสวนภายในคฤหาสน์อยู่ในระดับเดียวกันกับดอกไม้เป็นการนำเสนอด้วยเทคนิคใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยอาศัยแรงบันดาลใจการสร้างงานดอกไม้ตามแบบศิลปะญี่ปุ่นนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

The Flower Crown by Aristide Maillol 

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานแนว Impressionism ของ Berthe Morisot และ EdgarDegas ยังมีผลงานแนวนี้อีกหลายชิ้น อาทิ Venus at Her Toilet by Auguste Rodinนักประติมากรรมแนว Impressionism ที่เลื่องชื่อที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส งานประติมากรรมของเขามิได้ใช้หัวข้อในการสร้างงาน ความละเอียดลออ และวัสดุที่เคยใช้กันเป็นประจำ อาทิ หินอ่อน จึงฉีกแนวจากยุคก่อนหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้งานของเขาจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานรุ่นเก่าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางศิลปะของอิตาเลียน แต่เขากลับตีความด้วยมุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ผลงานเด่นของเขามีหลายชิ้น อาทิ The Thinker, The Kiss, The Gates of Hell ผลงาน Venus at Her Toilet หรือ The Toilette of Venus หรือ The Bather ที่เป็นภาพผู้หญิงนู้ดกำลังสระผมขณะคุกเข่าอยู่นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 1871โดยสร้างสรรค์ด้วยดินเหนียวเพื่อให้เป็นงานที่สามารถสร้างสรรค์เพิ่มเป็นจำนวนมากได้ผลงานนี้มีทั้งความงดงามและเย้ายวนแต่ก็สะท้อนแนวความคิดร่วมสมัยสำหรับการตกแต่งที่ให้วีนัสมีผ้าคลุมอกอย่างสุภาพ

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley ศิลปินแนว Impressionism ที่เน้นภาพแนวทิวทัศน์ Sisley แทบจะเป็นศิลปินแนว Impressionism เพียงคนเดียวที่แทบจะไม่มีภาพแนวอื่นเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพคนแม้เขาจะเขียนแต่ภาพทิวทัศน์คล้ายกับ Monet แต่ผลงานของเขาก็ยังมีความแตกต่างจาก Monet อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะเขาเน้นสภาพแวดล้อม และผลของแสงและอากาศ ในขณะที่งานของ Monet จะเน้นความมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงมากกว่า

Venus at Her Toilet by Auguste Rodin

The Flower Crown by Aristide Maillol จิตรกรนักประติมากรรม และช่างพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสผลงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคหลังที่ดังๆ อีกหลายคน อาทิ Picasso, Henri, Matisse และ Henry Moore ภาพ The Flower Crown เด็กหญิงสองคนท่ามกลางทุ่งหญ้าในวันฟ้าใส คนหนึ่งนั่งหลับตาเหยียดขาสบายใจกำลังร้อยดอกไม้เป็นมงกุฎ ขณะที่อีกคนยืนลืมตาถือดอกไม้ชนิดเดียวกันเชิญชวนให้ผู้ชมสำรวจลึกเข้าไปในจิตใจตัวเอง ด้านขวาสุดของภาพมีกิ่งมะเดื่อผลไม้ต้องห้ามตามพระคัมภีร์เป็นนัยให้ตีความว่าทั้งสองกำลังเผชิญกับทางแยกเพื่อไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้มีทั้งความอ่อนหวาน สดชื่นพร้อมกับนัยที่ต้องใช้จินตนาการอย่างล้ำลึก

Landscape of Brittany by Paul Gauguin จิตรกร นักประติมากรรม ช่างพิมพ์ และช่างทำเซรามิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของกลุ่ม Post-Impressionist เขาเป็นศิลปินที่เรียนรู้ด้านศิลปะด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านโรงเรียนศิลป์มาก่อนส่งผลให้เขาเป็นคนที่มีความเปิดกว้างทางความคิด เขาใช้เวลาว่างจากการเป็นนายหน้าขายหุ้นมาทำงานศิลปะ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 1882 ทำให้เขาตกงาน เขาจึงหันมาทำงานด้านศิลปะเต็มเวลา ผลงาน Landscape of Brittany ถูกสร้างสรรค์ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่Brittany แต่ก็มีอัตลักษณ์ของเขาครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นฝีแปรงที่ใหญ่มั่นใจ การใช้สีที่หลากหลาย แต่เด่นไปทางสีเขียวที่เขาใช้สื่อความรู้สึกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความอิจฉา ความขมขื่น และความลึกลับ สีเขียวของเขาจึงไม่เป็นเพียงแค่สีธรรมชาติ แต่เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ และความรู้สึกภายใน ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถใช้สีเขียวหลายโทนในภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหมองหม่น ความเหนื่อยหน่าย และความหวังครบถ้วนได้ในภาพเดียว

The Flower Crown by Aristide Maillol

The Flower Crown by Aristide Maillol

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape at Louveciennes by Alfred Sisley

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

Landscape of Brittany by Paul Gauguin

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Beach of Trouville by Eugene Boudin

มิวเซียมศิลปะตะวันตกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ถ้าไม่มีงานแนว Impressionism นี่ถือว่าขาดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง จิตรกรรมฝาผนังยุคโบราณมักถูกรังสรรค์ขึ้น ณ สถานที่ที่กำหนดเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับตัวสถานที่ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักร วัง หรือคฤหาสน์ของคหบดี ดังนั้น ศิลปินที่ถูกว่าจ้างจึงมักมีผู้สนับสนุนที่แน่นอน ในขณะที่ผลงานแนว Impressionism มักถูกรังสรรค์บนไม้ หรือผืนผ้าใบจึงง่ายต่อการเคลื่อนย้าย นั่นหมายความว่า ศิลปินไม่ได้ยึดติดว่าต้องจัดแสดงไว้ที่ไหนส่งผลให้ศิลปินแนว Impressionism ไม่ค่อยถูกปิดกั้นจากการมีผู้สนับสนุนหรือไม่ ผลงานแนว Impressionism จึงเปิดกว้างกว่าศิลปะดั้งเดิมค่อนข้างมาก และออกไปในแนวทางตกแต่งเสียมากกว่า นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่ศิลปะแนว Art Nouveau กำลังรุ่งเรือง รัฐบาลฝรั่งเศสก็ให้การสนับสนุนศิลปะตกแต่งอย่างเต็มที่จนล่วงเลยมาถึงยุค Impressionism ยิ่งกว่านั้น การที่คหบดีสามารถซื้อหาผลงานศิลปะได้ผ่านทั้งตัวแทนขายภาพหรือสั่งซื้องานจากศิลปินได้โดยตรงยิ่งทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์งานได้ตามความต้องการของลูกค้า งานแนวImpressionism จึงมีความหลากหลายและถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นจำนวนมาก

Femme en noir by Berthe Morisot 

ใน National Museum of Western Art Tokyo มีผลงานตั้งแต่ช่วงก่อน Impressionism เรื่อยมา อาทิ Beach of Trouville by Eugene Boudin เขาเกิดที่ Honfleur จากลูกชายของกัปตันเรือ และทำงานเป็นลูกเรือตั้งแต่อายุได้เพียง 10 ปี หลังจากบิดาเลิกอาชีพ ก็ย้ายมาเปิดร้านขายของทำให้เขาได้พบกับศิลปินหลายคนซึ่งชักชวนให้เขาหันเหเข้าสู่เส้นทางศิลปิน ความที่เขามีความผูกพันกับท้องทะเลตั้งแต่เด็กทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับท้องทะเลและท้องฟ้ามากจนได้รับสมญานามว่า King of the Skies นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Beach of Trouville เขียนได้อย่างละเอียดลออมีชีวิตชีวาทั้งในแง่สีสัน แสง บรรยากาศไม่ว่าจะเป็นส่วนของอากัปกิริยาของผู้คน ท้องทะเล หรือท้องฟ้าก็ตาม

Femme en noir by Berthe Morisot จิตรกรหญิงแนว Impressionism หนึ่งในสามหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่ง Impressionism ภรรยาของ Eugene Manet พี่ชายของ Edouard Manet ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ภาพ Femme en noir หญิงสาวที่สวมชุดราตรีสีดำถือกล้องส่องทางไกลซึ่งถูกจัดแสดงใน Second Impressionist Exhibitionในปี 1876 นี้ใช้ฝีแปรงที่ใหญ่เพื่อขับเน้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นก่อนเข้าชมละครนักวิพากษ์ศิลป์หลายคนในช่วงเวลานั้นให้ความเห็นว่า ผลงานของเธอชิ้นนี้น่าที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิงของ Goya ศิลปินฝรั่งเศสที่ชอบรังสรรค์งานแนวหมองหม่นและสงคราม

Three Dancers in the Wings by Edgar Degas ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ที่เน้นสร้างสรรค์งานบัลเลต์ หากนักท่องเที่ยวเห็นผลงานแนว Impressionism ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบัลเลต์ก็สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเป็นผลงานของ Degas ภาพชายสวมหมวกทรงสูงสีดำยืนปะปนอย่างกลมกลืนท่ามกลางสาวนักเต้นบัลเลต์สามคนทำให้ผู้ชมอดคิดไม่ได้ว่าชายผู้นี้ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับนักเต้นคนใดคนหนึ่งแน่นอน ภาพที่เขารังสรรค์จุดหนึ่งในห้องแสดงโอเปร่ากลางกรุงปารีสนี้เป็นการเล่นกับจิตวิทยาได้อย่างน่าสนใจ

Three Dancers in the Wings by Edgar Degas

Beach of Trouville detail 1 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 1 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 2 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 2 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 3 by Eugene Boudin

Beach of Trouville detail 3 by Eugene Boudin

แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : 17 French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

Gypsy in Reflection by Gustave Courbet

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงมีผลงานของ Hubert Robertและ Eugene Delacroix ที่เป็นศิลปินฝรั่งเศสแนว Romanticism แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานแนวRealism ซึ่งเป็นศิลปะที่โดดเด่นของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นด้วย อาทิ Gypsy in Reflectionและ Fox Caught in a Trap by GustaveCourbet เขาปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิมรวมทั้ง Romanticism แต่ได้ก่อตั้งศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Realism ขึ้นซึ่งได้กลายเป็นต้นกำเนิดของ Impressionism และ Cubismในเวลาต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1840ถึงต้นทศวรรษที่ 1850 นั้น เขาได้สร้างสรรค์ผลงานที่เนื่องกับชาวนาและชนชั้นกรรมาชีพขนาดใหญ่ที่มักใช้สำหรับงานแนวศาสนจักร และประวัติศาสตร์แทนส่งผลให้เขากลายเป็นที่รู้จักอย่างดี

ภายหลัง Courbet หันมาสร้างสรรค์งานแนวทิวทัศน์ ท้องทะเล ภาพนู้ด ภาพเหมือนและการล่าสัตว์จนเป็นที่มาของสมญานามจิตรกรนักล่า (Hunter-Painter) การที่เขาเลือกหัวข้อการล่าสัตว์ในการสร้างสรรค์งานโดยตีความให้เป็นศิลปะที่มีชีวิตนั้นก็เพื่อให้เป็นที่ถูกใจของราชวงศ์ชั้นสูงและคหบดีทั้งหลายด้วยความหวังที่จะใช้ความคลั่งไคล้การล่าสัตว์ของคนกลุ่มนี้มาสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ภาพ Fox Caught in a Trap เป็นตัวอย่างหนึ่งของงานแนว Hunting ของเขาที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางที่บิดเบี้ยวของหมาป่าที่ขาติดกับดักกลางหิมะบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างเหลือแสน

Fox Caught in a Trap by Gustave Courbet

Spring by Jean-Francois Millet ศิลปินแนว Realism อีกคนหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งBarbizon School เขาชำนาญในการวาดภาพชาวนาท่ามกลางทิวทัศน์ Spring เป็นภาพที่ศิลปินจับเอาเรื่องของ Daphnis และ Chloe จากบทกวีของ Longus คีตกวีกรีกที่พูดถึงDaphnis เด็กชาย และ Chloe เด็กหญิงที่ถูกบิดา-มารดาที่แท้จริงทิ้งไว้และได้รับการเลี้ยงดูจากคนเลี้ยงแพะ 2 ครอบครัว ทั้งคู่ช่วยกันเลี้ยงแพะให้ครอบครัวบุญธรรมและเติบโตขึ้นมาพร้อมกันจนตกหลุมรัก แต่ทั้งคู่กลับไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ Philetas ชายชราที่เลี้ยงแกะคนหนึ่งอธิบายให้ทั้งสองเข้าใจว่าการรักษาความรักจะทำได้ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ต้องจูบกัน ทั้งคู่เชื่อและทดลองทำตาม ส่วนLycaenion หญิงจากในเมืองก็สอนเด็กชายต่อว่าการร่วมรักจะทำให้พวกเขามีความสุข แต่จะทำให้เด็กหญิงเจ็บปวดและเสียเลือด เด็กชายจึงละการปฏิบัติเสีย เพราะไม่ต้องการให้เด็กหญิงเจ็บปวด อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน ภาพ Spring เป็นหนุ่มสาวในฤดูใบไม้ผลิที่สดใสซึ่งเป็นบรรยากาศที่สะท้อนถึงความรักของแรกรุ่นได้อย่างดีผ่านการใช้สีที่โทนอ่อนและฝีแปรงที่นุ่มนวล

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore จิตกร ประติมากร นักวาดภาพประกอบและการ์ตูนชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในการแกะสลักไม้โดยใช้หัวข้อจากวรรณคดีคลาสสิก และเรื่อง Divine Comedy ของ Dante Alighieri คีตกวีชาวอิตาเลี่ยนตลอดชั่วชีวิต Dore วาดภาพประกอบมากถึง 10,000 กว่าชิ้น แต่กว่าที่ผลงานของเขาจะได้รับการตอบรับอย่างดีก็หลังจากเขาเสียชีวิตไปร่วม 100 ปีแล้ว La Siesta, Memory ofSpain ภาพเด็กยิปซีหลายคนรวมตัวกันหน้าอาคารขนาดเล็กท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ และเงาสลัวๆ ทำให้คิดถึงภาพเด็กๆ ของศิลปิน Bartolomé Esteban Murillo ศิลปินชาวสเปน และแรงบันดาลใจจากการวาดภาพประกอบเรื่อง Don Quixote

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

Little Girl by William Adolphe Bouguereau จิตรกรแนว Realism ที่ชำนาญในการวาดภาพจากตำนานโดยเน้นไปที่ร่างกายของผู้หญิงนี้เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ผลงานแนวนี้ของเขากลายเป็นของสะสมที่คหบดีต้องการเป็นอย่างมาก Little Girl สะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากสีผิวของเด็กหญิงที่ขัดเงาเหมือนกระเบื้องเคลือบ รอยพับของเสื้อผ้าก็มีรายละเอียดถี่ยิบ และมงกุฎดอกไม้สีแดง เน้นสีโทนเย็นบ่งบอกถึงความสามารถทางด้านเทคนิคของจิตรกรได้อย่างดีเยี่ยม ท่าทางและลักษณะโดยรวมทั้งหมดของเด็กชวนให้นึกถึงประติมากรรมโบราณนี้ได้เพิ่มคุณภาพเหนือกาลเวลาให้กับงานอย่างน่าพิศวง นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว ที่นี่ยังมี The Edge of the River ซึ่งศิลปินใช้เทคนิคเดียวกันในการรังสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแต่หน้าตาเสื้อผ้า แม้แต่ส่วนมือเท้าก็ยังรังสรรค์ได้เหมือนจริงสวยงามน่าประทับใจ

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

La Siesta, Memory of Spain by Gustave Dore

Spring by Jean-Francois Millet

Spring by Jean-Francois Millet

The Edge of the River by William Adolphe Bouguereau

The Edge of the River by William Adolphe Bouguereau

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : French Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple detail 1 by Hubert Robert

ในห้องภาพตะวันตกดังๆ ภาพของศิลปินที่ขาดไม่ได้อีกสัญชาติหนึ่งก็คือ ฝรั่งเศส จริงอยู่ฝรั่งเศสอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาณานิคมเป็นจำนวนมากเทียบเท่ากับสเปน หรืออังกฤษ แต่ฝรั่งเศสก็เป็นชาติที่มีความมั่งคั่งไม่น้อย และมีวัฒนธรรมอันยาวนาน ศิลปินสัญชาติฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักดีมักเริ่มในยุค Romanticism ซึ่งNational Museum of Western Art Tokyo ก็มีผลงานของศิลปินฝรั่งเศสแนวนี้อยู่ไม่น้อย อาทิ Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain จิตรกรยุคบาโรคชาวฝรั่งเศส แม้เขาจะถูกถือว่าเป็นศิลปินฝรั่งเศส แต่แท้ที่จริงแล้วเมือง Lorraine ที่เขาเกิดเป็นรัฐอิสระ ยิ่งกว่านั้นผลงานทั้งหมดของเขาถูกผลิตขึ้นในอิตาลีจนได้ชื่อว่า Roman School ผลงานของเขาเน้นไปที่ภาพทิวทัศน์โดยใส่รายละเอียดปลีกย่อยที่มีความสัมพันธ์กับพระคัมภีร์ และเรื่องราวในตำนาน เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในทศวรรษที่ 1630 โดยเป็นผู้นำในการวาดภาพทิวทัศน์จนกลายเป็นศิลปินที่มีความมั่งคั่งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากในช่วงเวลานั้นผลงาน Landscape with Dancing Satyrs andNymphs ภาพงานรื่นเริงที่แพนหรือเทพเจ้าแห่งการเลี้ยงสัตว์ และนางไม้ที่ต่างสวมมงกุฎดอกไม้ นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ แสดงให้เห็นทักษะอันประณีตของเขาอย่างเด่นชัดในการนำเสนอความแตกต่างของแสงท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church และ Imaginary View of Rome withEquestrian Statue of Marcus Aurelius, TheColumn of Trojan and a Temple by HubertRobert จิตรกรแนว Romanticism ชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญในการเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับซากปรักหักพังของอิตาลีและฝรั่งเศสจนได้สมญานามว่า Robert of the Ruins ผลงานทั้งสองชิ้นนี้ของเขาถูกรังสรรค์ขึ้นในช่วงที่เขาอยู่ในจุดสูงสุดของวิชาชีพ เขาสร้างงานหลังจากกลับจากโรมมาที่ฝรั่งเศส ภาพที่เห็นเป็นภาพจากจินตนาการถึงอนุสาวรีย์และอาคารที่มีชื่อเสียงในโรม ภาพทั้งสองวางต่อกันซ้ายขวาตามสภาพความเป็นจริงโดยภาพที่มีหน้าบัญชรของ Palazzo dei Conservatori อยู่ทางซ้าย และภาพที่มีอนุสาวรีย์ของ Marcus Aurelius ขี่ม้าจะอยู่ทางขวา

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius , The Column of Trojan and a Temple detail 2 by Hubert Robert

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix จิตรกรที่โดดเด่นที่สุดในยุค Romantic ของฝรั่งเศสจนได้ฉายาว่าเป็นผู้นำของ French Romantic School แทนที่เขาจะเน้นไปที่ความสมบูรณ์แบบแนวNeoclassic แบบ Ingres คู่แข่งคนสำคัญในยุคเดียวกัน เขากลับสร้างสรรค์งานโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Peter Paul Rubensและศิลปินแนว Venetian Renaissance โดยเน้นไปที่การใช้สีที่เข้มข้น ร่วมกับความเคลื่อนไหวแทนที่จะเป็นความชัดเจนของโครงร่างและรูปแบบที่จำลองขึ้นอย่างระมัดระวัง ผลงานของเขาไม่เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับกรีกหรือศิลปะรมัน แต่เป็นความแปลกใหม่จากแอฟริกาเหนือ อย่างไรก็ดี ผลงานของเขากลับมีอัตลักษณ์อย่างมาก และได้กลายเป็นต้นแบบของแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินรุ่นต่อไปที่สร้างสรรค์งานแนว Symbolism รวมทั้งได้แผ้วทางสำหรับงานแนว Impressionism อีกต่างหากด้วย

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix

The Education of the Virgin by Eugene Delacroix

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius, The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with Equestrian Statue of Marcus Aurelius, The Column of Trojan and a Temple by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Imaginary View of Rome with the Horse Tamer of the Monet Cavallo and a Church by Hubert Robert

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

Landscape with Dancing Satyrs and Nymphs by Claude Lorrain

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : English Painting in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle by Angelica Kauffman

หลังยุครุ่งเรืองของสเปน ชาติมหาอำนาจที่มาภายหลังและได้ครอบครองดินแดนทั่วโลกจนได้รับฉายานามว่าพระอาทิตย์ไม่มีวันตกดินเป็นชาติที่สองคือ อังกฤษ ในช่วงเวลานั้น อังกฤษมีความมั่งคั่งมากผลงานของศิลปินอังกฤษจึงมีความทันสมัยและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร ใน National Museumof Western Art Tokyo ก็มีผลงานของศิลปินอังกฤษอยู่หลายชิ้น อาทิ Ducklings by John Everett Millaisจิตรกรอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง Pre-Raphaelite Brotherhood กลุ่มจิตรกรคีตกวี และนักวิพากษ์ศิลป์ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อหวนคืนสู่แนวทางศิลปะอิตาลีคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่เน้นรายละเอียด สีสันที่เข้มข้นและองค์ประกอบที่ซับซ้อน Millais เกิดที่ Southampton ในปี 1829 ในครอบครัวที่มีแม่ที่มีความสนใจในด้านดนตรีและศิลปะอย่างมาก เธอจึงผลักดันเขาอย่างต่อเนื่องประกอบกับเขาเป็นเด็กอัจฉริยะจึงสามารถเข้าเรียนที่ Royal Academy of London ได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปีหลังทศวรรษที่ 1850 เขาได้หันเหออกจากแนวทาง Pre- Raphaelเข้าสู่แนวทาง Realism ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองและประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นศิลปินที่มั่งคั่งที่สุดในยุคนั้น

The Loving Cup by Dante Gabriel Rossetti จิตรกรและคีตกวีอังกฤษชื่อดังผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Pre-Raphael อีกคนหนึ่ง แนวทางศิลปะของ Rossetti เต็มไปด้วยความเย้ายวนของศิลปะยุคกลางและล้อไปกับชีวิตส่วนตัวของเขาที่มักมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับนางแบบของตัวเองหลายคน อาทิ Elizabeth Siddal ผลงานที่ผู้หญิงยกแก้วสีทองที่เขาให้ชื่อว่า Golden Cup นี้เป็นแสดงถึงการดื่มอวยพรให้กับคนรักที่กำลังจะเดินทางไปสงคราม ในภาพยังมีการใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรอย่างเต็มที่ นั่นคือ ด้านหลังของเธอมีแผ่นทองเหลืองสี่แผ่นที่แสดงภาพเหตุการณ์จากพระคัมภีร์และไม้เลื้อยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความภักดีและความเป็นนิรันดร์

The Loving Cup by Dante Gabriel Rossetti 

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงาน Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle by Angelica Kauffman ศิลปินหญิงแนว Neoclassic เชื้อสายสวิสแต่มาสร้างจนมีชื่อเสียงมากในอังกฤษถึงกับเป็น1 ใน 2 ของศิลปินที่เป็นผู้ก่อตั้ง Royal Academyof London ในปี 1768 ด้วย Kauffman เกิดที่เมือง Chur ในสวิส และย้ายตามบิดาไปอยู่ Como อิตาลีซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย หลังจากนั้นเธอได้ย้ายตามบิดาไปที่ Schwarzenberg ของออสเตรียเพื่อไปทำงานเป็นบิชอป แม้พ่อของเขาจะยากจน แต่เขากลับมีฝีมือทางด้านศิลปะและได้สอนเธอให้ทำงานเป็นผู้ช่วยของเขาตั้งแต่ยังเล็ก แม้ในวัยเด็ก Kauffman จะมีความสามารถทางด้านร้องเพลง แต่เธอกลับเลือกที่จะเป็นจิตรกร หลังมารดาเสียชีวิต บิดาพาเธอไปอยู่มิลาน และเธอได้กลายเป็นสมาชิกของ Accademia delle Arti del Disegno ก่อนเธอจะย้ายไปโรมและได้พบกับชุมชนอังกฤษที่นั่น เธอได้รับการชักชวนจากภรรยาของทูตอังกฤษในเวนิสให้ไปลอนดอนด้วยกัน เธอได้สร้างสรรค์ผลงานในลอนดอนจนเป็นที่รู้จักไปถึงราชวงศ์ และ Sir Joshua Reynolds ศิลปินอังกฤษที่โด่งดังในขณะนั้นจนทั้งสองได้ร่วมกันจัดตั้ง Royal Academy of London

ผลงานของเธอส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และกรีกโบราณ อาทิ ภาพ Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle นี้ก็มาจากตอนที่เจ้าชาย Hector แห่ง Trojan กำลังตำหนิ Paris น้องชายที่เขาเคยเลี้ยงดูมาว่าทำไมหนีทัพไปกับ Helen ราชินีของSparta จนก่อให้เกิดสงครามโทรจันในเวลาต่อมา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าการตีความเรื่องราวของเธอเป็นแบบผู้หญิงที่ดูอ่อนหวาน น่าทะนุถนอมมากกว่าดุดันตามชื่อภาพ แต่ผลงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเธอในการรังสรรค์งานได้อย่างละเอียดนุ่มนวลเป็นอย่างดี

Hector Upbraiding Paris for his Retreat from Battle detail by Angelica Kauffman

Ducklings by John Everett Millais 

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

แหวกฟ้าหาฝัน : Spanish Painting in National Museum of Western Art Tokyo

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Still Life with Basket of Frit and Game Fowl by Juan van der Hamen y Leon 

พูดถึงอาณานิคมในยุคต้นๆ นั้น นอกจากดัทช์แล้ว สเปนเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีอาณานิคมยิ่งใหญ่โดยได้รับสมญานามว่า Hispanic Monarchy หรือ Catholic Monarchy จักรวรรดิสเปนนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 1492 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการค้นพบโดยสเปนค้นพบหลายทวีปจนได้ครอบครองหลายทวีปตั้งแต่ อเมริกา แอฟริกา เอเชียไปถึงโอเชียเนียพวกเขาถือเป็นจักรวรรดิที่มีอำนาจมากสุดในยุคต้นของการล่าอาณานิคมและเป็นจักรวรรดิแรกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ยุคที่สเปนมีอาณานิคมมากสุดอยู่ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18ครอบคลุมพื้นที่ 13 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 5 ล้านตารางไมล์ทั่วโลกจนได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อสเปนเป็นชาติร่ำรวย กษัตริย์ ขุนนางและคหบดีย่อมมั่งคั่ง พวกเขาจึงมีศิลปินในอุปถัมภ์ได้หลายคน เมื่อศิลปินมีผู้อุปถัมภ์ พวกเขาก็มีกำลังที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลายตามแต่จะได้รับการว่าจ้าง อย่างไรก็ดีงานในช่วงต้นของศิลปินสเปนยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของศาสนจักร และภาพเหมือนของกษัตริย์และราชวงศ์

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดในห้องภาพนี้คือ Christ of the Cross by El Greco หรือที่มีชื่อเดิมว่า DomenikosTheotokopoulos เขาเกิดในเมือง Crete ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของRepublic of Venice แม้เขาเป็นคนกรีกแต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเห็นว่าเขาเป็นจิตรกร นักประติมากรรมและสถาปนิกของเรอเนสซองส์สเปน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาย้ายมาอยู่สเปน และสร้างสรรค์งานที่สเปนเกือบตลอดชีวิต เขาเข้าเรียนด้านศิลปะที่เวนิสเมื่ออายุ 26 ปี ก่อนจะย้ายไปโรมในปี 1570 เพื่อเปิดห้องภาพส่วนตัว ในช่วงเวลานั้นเขาสร้างสรรค์งานแนว Mannerism และศึกษาผลงานแนว Venetian Renaissance จาก Titianและ Tintoretto ก่อนจะย้ายไปเมือง Toledo สเปนในปี 1577 ผลงานที่มีลักษณะเด่นที่เรียกว่าElongate ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้นทำให้เขาได้พบกับผู้อุปถัมภ์หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าฟิลิปที่สองแห่งสเปน การที่สเปนอยู่ในช่วงแผ่อาณานิคมโดยอาศัยศาสนจักรเป็นใบเบิกทาง ศิลปินที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง และมากฝีมือเช่นเขาจึงมักได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์งานแนวศาสนจักรเพื่อเป็นอีกเครื่องมือในการเผยแพร่ศาสนา งานของเขาจึงมีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร และภาพเหมือนของราชวงศ์จำนวนมาก อีกทั้งยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินแนว Expressionism และ Cubismในเวลาต่อมา

Christ of the Cross by El Greco

นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรแล้วภาพเหมือนทั้งของคนและสิ่งของก็เป็นอีกหัวข้อที่ศิลปินนิยมสร้างสรรค์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะงานประเภทนี้ง่ายต่อการแสดงฝีไม้ลายมือและการขาย Still Life with Basket of Frit and GameFowl by Juan van derHamen y Leon ศิลปินสเปนผู้ชำนาญการในการสร้างผลงานแนว Still Life เขาชอบสร้างสรรค์งาน Stilllife ที่เกี่ยวเนื่องกับร้านเหล้าหรือโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยสัตว์และผลไม้จนได้กลายเป็นต้นแบบของงานแนวนี้ทั่วทั้งยุโรปในเวลาต่อมา

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla จิตรกรชาวสเปนผู้เชี่ยวชาญงานภาพเหมือนและทิวทัศน์ ภาพหญิงสาวยื่นเหยือกน้ำที่เก็บความเย็นได้ดีให้เด็กชายดื่มของเขานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจริยภาพของศิลปินในการรังสรรค์แสงได้อย่างเหนือชั้น ภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินจนถูกใช้ทำเป็นแสตมป์ครบรอบ 100 ปี วันเกิดของเขา

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla

The Drinking Jug by Joaquin Sorolla

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 2

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

David with the Head of Goliath โดย Giovanni Francesco Barbieri

ใน National Museum of Western Art Tokyo ไม่เพียงจะมีผลงานศิลปินอิตาเลียนของ Domenico Puligo, Guido Reni และ Carlo Dolci ยังมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนดังๆ อีกหลายคน อาทิ The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veroneseหรือ Paolo Caliari ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชื่อดังจากเวนิส ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานในยุคแรกของเขา หญิงที่อุ้มเด็กนั่งอยู่คือพระแม่มารีอุ้มพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างลึกลับ ส่วนผู้ที่คุกเข่าอยู่คือ St.Catherine เขาเขียนภาพนี้ขึ้นเพื่อรำลึกถึงการแต่งงานที่เชื่อมครอบครัวทั้งสองเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่า Veronese เป็นศิลปินที่มีความสามารถในการใช้สีที่แวววาวสดใสได้อย่างยอดเยี่ยม ฝีแปรงที่ละเอียดซับซ้อนและวิธีการเล่าเรื่องมีความล้ำสมัยมากในยุคนั้นผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ The Weddingat Cana, The Feast in the House of Levi

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi ศิลปิน Venetian อีกคนที่ชื่นชอบงานแนวชีวิตประจำวัน เขาเกิดในครอบครัวช่างทำเงิน และได้รับการศึกษาด้านศิลปะจาก Antonio Balestra ศิลปินที่ชื่นชอบการวาดภาพเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปินดัทช์ในช่วงแรกของการเป็นศิลปิน Longhi นิยมวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร และแท่นบูชาอีกทั้ง ยังเขียนภาพปูนเปียกไว้อีกหลายที่อาทิ ห้องโถงใน Ca’ Sagredo ภายหลังเขาหันมาเขียนภาพขนาดเล็กๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันจนได้ฉายานามว่า VenetianWilliam Hogarth นักท่องเที่ยวจะเห็นThe Indiscreet Gentleman เป็นผลงานแนวบาโรกที่มีความแปลกมาก ศิลปินกล้าที่จะเอาเรื่องราวชีวิตประจำวันที่ดูผิดธรรมเนียมปฏิบัติมาสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ขัดเขิน นอกจากศิลปิน 2 คนนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานจากศิลปินแนว Venetian School อีกชิ้นหนึ่งนั่นคือ Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto

David with the Head of Goliath โดย Giovanni Francesco Barbieri 

David with the Head of Goliathโดย Giovanni Francesco Barbieri หรือGuercino จิตรกรยุคบาโรกชาวอิตาลี ผลงานDavid with the Head of Goliath มาจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลตอนที่ ดาวิดเด็กเลี้ยงแกะบุตรชายคนเล็กของ Jesse ที่อาสากษัตริย์ซาอูลออกไปรบกับ Goliath มนุษย์ร่างใหญ่ เพราะเขาทนไม่ได้ที่ Goliath ดูหมิ่นพระเจ้า แม้เขาจะตัวเล็กกว่ามากก็ตาม เขาคิดว่าสรีระไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความกล้าหาญ สติปัญญาและศรัทธาต่อพระสัญญาของพระเจ้าที่จะช่วยเขาอย่างแน่นอนทำให้เขากล้าที่จะอาสาออกไปรบ ในที่สุด เขาสามารถใช้ปัญญาในการเอาชนะ Goliath ได้ ผลงาน David with theHead of Goliath จึงเป็นอีกหัวข้อที่ศิลปินชาวอิตาเลียนหลายหลายคนนิยมสร้างงานทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Titian เขาเป็นศิลปิน Venetian ที่โด่งดังและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ความที่เขาเป็นคนที่มีฝีมือดีตั้งแต่วัยเยาว์ เขาจึงมีผู้อุปถัมภ์มากมายทั้งราชวงศ์ Habsburg และพระสันตะปาปาอีกทั้งเป็นคนอายุยืน เขาจึงมีผลงานแทบทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือน ภาพทิวทัศน์ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับนิยายปรัมปราและศาสนจักร ผลงานของเขาส่งอิทธิพลต่อศิลปินในยุคต่อมาอย่างมากด้วย Salome withthe Head of Saint John The Baptistเป็นเรื่องราวในพรคัมภีร์ไบเบิล New Testamentที่ Salome เต้นรำเป็นที่ถูกใจกษัตริย์เฮโรดพระองค์ต้องการให้รางวัลนาง อะไรก็ได้ตามใจปรารถนา นางเลยขอศีรษะของ St.John TheBaptist ที่ถูกขังคุกจากการวิจารณ์ความไม่เหมาะสมระหว่างการแต่งงานของกษัตริย์เฮโรดและพระนาง Herodias มารดาของ Salome เรื่องราวตอนนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ศิลปินหลายคนนิยมสร้างสรรค์ แต่ Titian เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ได้อย่างงดงามและละเอียดลออที่สุดคนหนึ่งสังเกตได้จากแววตาและสร้อยพระศอของ Salomeรวมทั้งผมบนศีรษะของ St.John the Baptist

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio

Salome with the Head of Saint John The Baptist โดย Tiziano Vecellio

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi

The Indiscreet Gentleman โดย Pietro Longhi

The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veronese

The Mystic Marriage of St.Catherine โดย Paolo Veronese

Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto

Portrait of a Young Man as David โดย Tintoretto