แหวกฟ้าหาฝัน : บิดาแห่งการพิมพ์ของศิลปะยุคใหม่แห่งสโลวัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414405

แหวกฟ้าหาฝัน : บิดาแห่งการพิมพ์ของศิลปะยุคใหม่แห่งสโลวัก

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Refugee

ผลงานศิลปะในช่วง Interwar แนวหนึ่งที่เป็นที่นิยม และมีศิลปินสโลวักที่สร้างสรรค์ได้อย่างโดดเด่นก็คือ ศิลปะแนว Expressionism ศิลปินแนวนี้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ Vincent Hložník จิตรกร นักวาดภาพประกอบ นักออกแบบ และนักประติมากรรมที่ภายหลังเขาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการพิมพ์ของศิลปะยุคใหม่แห่งสโลวัก เขาเกิดวันที่ 22 ตุลาคม 1919 ในครอบครัวที่มี พี่น้อง 5 คน เขาเริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกตั้งแต่อายุ 7 ปี และสนใจในการวาดตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี เขาเริ่มเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ School of Applied Arts กรุงปราก เมื่ออายุได้ 18 ปี ส่งผลให้เขาได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะจากเช็กจนตลอดชีวิตแม้ว่าเขาจะเข้าเรียนต่อที่อิตาลีในภายหลังก็ตาม

Clown’s Invocation

เขาเป็นนักกิจกรรมตัวยงโดยได้มีโอกาสเข้าร่วมกับกลุ่ม 42 หรือกลุ่มศิลปินชาวสโลวักที่รวมตัวกันในปี 1942 ที่มีอิทธิพลต่อแนวทางศิลปะ Civilism, Cubism, Futurism, Constructivismและ Surrealism และวรรณกรรมในสโลวักซึ่งเน้นงานในลักษณะของเทคโนโลยี เมือง โรงงาน อุตสาหกรรม เครื่องจักร และแรงงาน และส่งผลต่อแนวทางศิลปะของสโลวักต่อมาอีกหลายปีแม้พวกเขาจะหยุดกิจกรรมไปตั้งแต่ปี 1948 แล้วก็ตาม นอกจากนี้ ระหว่างปี 1945-9 เขายังเป็นสมาชิกของ Prague Manes Association และกลายเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Fine Arts Group ในวันที่ 29 สิงหาคม ในช่วงแรกงานของเขาได้รับอิทธิพลจาก Picasso และแนวทางศิลปะแบบ Expressionism แต่ในทศวรรษที่ 1950 เขาหันมาสนใจงานทางด้านการพิมพ์โดยเน้นในเรื่อง Humanism และ Critical Realism ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็น Neo Surrealism และ Abstractionซึ่งถือเป็นแนวทางศิลปะร่วมสมัยแถวหน้าในช่วงเวลานั้น ในระหว่าง 1952-72 นั้นเขาทำงานที่ Academy of Fine Arts เมือง Bratislava และดำรงตำแหน่งอธิการบดี ระหว่างปี 1960-64 แต่ในปี 1972 เขาถูกบีบออกจากมหาวิทยาลัย และต้องทำงานเป็นศิลปินอิสระ

Sitting girl

การที่เขาเป็นผู้มีความสามารถมาก อีกทั้งยังชอบเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มศิลปินต่างๆ เขาจึงสามารถที่จะจัดแสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุยังน้อยในปี 1942 ที่ House of Art เมือง Bratislava หลังจากนั้นเขาสามารถจัดแสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวอีกหลายประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย อีกทั้งยังมีผลงานวาดภาพประกอบหนังสืออีกกว่า 300 เล่ม โดยเน้นไปที่หนังสือเด็ก นอกจากนี้ เขายังแตกต่างจากศิลปินทั่วไปตรงที่เขาเป็นศิลปินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแสตมป์อีกต่างหากด้วย การที่เขาทุ่มเทให้กับงานการพิมพ์เป็นอย่างมาก เขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการพิมพ์ของศิลปะยุคใหม่แห่งสโลวัก

Sitting

งานของเขาส่วนใหญ่อุทิศให้กับการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม จริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก ตั้งแต่การจัดแสดงผลงานครั้งแรก เขาก็เน้นการจัดองค์ประกอบของภาพอย่างไม่กลมกลืนที่กระตุ้นให้เกิดการแสดงออกถึงมาตรฐานของรูปร่างที่มากเกินจริง เขาชอบผลิตผลงานทั้งจิตรกรรม และสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับมนุษย์ การเดินขบวน การปฏิวัติ เผด็จการ การอพยพ ความน่าหวาดกลัวจากระเบิด อันสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาในชีวิตของเขาที่มีแต่สงคราม แนวคิดที่เขาชอบนำมาสร้างผลงานซ้ำไป-มาก็คือ การเดินขบวนโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากความฝัน และประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น Refugee เป็นภาพที่แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างโดดเด่นสังเกตได้จากความหลากหลายของสีหน้าอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว และเรื่องราวของผู้อพยพในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่มีแต่ความขมขื่น รันทด และสิ้นหวัง

Brothel detail

Clown’s Invocation ภาพตัวตลกขอพร จากสวรรค์เป็นผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นจากการค้นพบโลกของละครสัตว์ แม้ภาพนี้จะไม่ได้ใช้สีฉูดฉาดสดใสตามแนวทางศิลปะ Expressionism ทั่วไป และสีหน้าท่าทางและอารมณ์ของตัวตลกก็มิได้ดูสนุกสนานมีความสุขสมกับเป็นตัวตลก แต่แนวทางการวาดก็แสดงถึงความเป็นศิลปะแบบ Expressionismได้อย่างไม่มีที่ติ Brothel ภาพซ่องที่สีหน้าท่าทางของแต่ละนวลนางที่ต่างมีชะตากรรมให้มาถูกเลือกร่วมกันในที่แคบๆ อึมครึมก็มิได้แตกต่างจากผู้มาซื้อบริการเองเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสีหน้าของคู่ที่เขาเลือกมาดูบูดบึ้งไร้ความสุขก็เป็นได้นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของเขาไม่เพียงจะได้ดื่มด่ำกับอัจฉริยภาพของศิลปินอย่างเต็มที่ ยังสามารถสัมผัสถึงบรรยากาศของประเทศสงครามโลกอีกต่างหากด้วย

Brothel

Brothel detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Mikulas Galanda เจ้าพ่อศิลปะยุค Interwar period

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/413058

แหวกฟ้าหาฝัน : Mikulas Galanda เจ้าพ่อศิลปะยุค Interwar period

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Sailing Boats

ศิลปินที่สร้างสรรค์งานอย่างโดดเด่นในช่วง Interwar period ไม่มีใครเกิน Mikulus Galanda จิตรกรที่บุกเบิกแนวทางศิลปะยุคใหม่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสโลวัก เขาเกิดในปี 1895ณ Mala Vieska เข้าเรียนศิลปะที่แรกที่ Academy of Fine Arts ในบูดาเปสต์ในปี 1914 ก่อนย้ายไปศึกษาต่อที่ Academy of Arts, Architecture and Design ที่กรุงปรากในปี 1923 ระหว่างปี 1924-26เขาเป็นบรรณาธิการด้านกราฟิกคนแรกให้กับ Dav Magazine และได้รับอนุญาตให้ทำการสอนด้านการวาดแบบร่างในปี 1928 ก่อนย้ายมาสอนหนังสือในโรงเรียนหญิงที่ Bratislava ในปี 1929

ระหว่างปี 1929-32 เขาได้เช่าห้องภาพร่วมกับ L’udovit Fulla และเข้าทำงานเป็นครูสอนเด็กนักเรียนชายก่อนจะเดินทางไปปารีสและจัดแสดงผลงานที่เมือง Krakow โปแลนด์ ระหว่างปี 1930-32เขาได้ออกจดหมาย Private Letters ร่วมกับ Fulla พูดถึงความก้าวหน้าทางด้านศิลปะ และหน้าที่งานของศิลปะต่อสังคมยุคใหม่ ต่อมาในปี 1933 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ School of handcrafts ใน Bratislava และได้รับรางวัล Krajinskacena M.R.Stefanika

 Adam and Eve 

นับจากนั้นมาเขาก็จัดแสดงนิทรรศการผลงานอีกหลายครั้ง เช่นในปี 1935 ที่ Siena Elanu และกรุงปราก ในปี 1936 ที่ VeniceBiennale ปี 1937 ที่มอสโก และ Exposition Internationale des Arts et Techniques dans la Vien Moderne ปารีสซึ่งได้รับเหรียญเงินในการแข่งขันการออกแบบหนังสือด้วย ในปี 1938 เขาได้จัดแสดงผลงาน Slovak Art ณ นครนิวยอร์กในหัวข้อเกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์และศาสนา ซึ่งต่อต้านการแบ่งแยกศาสนจักรออกจากวัฒนธรรม เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่เขาเสียชีวิตในปีเดียวกันที่ Bratislava ทั้งๆ ที่อายุยังน้อยอยู่

ผลงานของเขาใน Nedbaka Museumof Modern Art เช่น Mother and Childภาพที่ผสมผสานศิลปะระหว่าง Cubism, Constructivismและ Expressionism นี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างมารดาและบุตรได้อย่างดีเยี่ยม สังเกตได้จากการแตะต้องสัมผัสแม้ศิลปินจะไม่ได้วาดแววตาให้เห็นเลยก็ตาม Adam and Eve ภาพมนุษย์คู่แรกของโลกแสดงให้เห็นถึงความกล้าของศิลปินที่จะทดลองแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์งานแนว Cubism ที่ลดมุมลงให้อ่อนโยนขึ้น แต่ยังคงถ่ายทอดอารมณ์ของคู่รักได้อย่างน่าประทับใจ Carnations แม้ภาพดอกคาร์เนชั่นควรจะเป็นภาพ Still life ที่แสดงถึงความสดชื่น แต่ภาพแนว Neo Cubism นี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ที่หม่นหมองของศิลปิน

Carnations

Drunkard ภาพคนทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสื่อถึงความรู้สึกและความคิดเห็นของศิลปินต่อโลกภายนอก ภาพคนเมานี้ศิลปินสามารถสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของสังคมผ่านการใช้สีและท่วงท่าที่อ่อนล้าหมดหวังได้อย่างเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายในการสร้างงานศิลปะเพื่อบ่งบอกอารมณ์ที่แท้จริงของศิลปินต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

Magician เป็นผลงานที่ดูแตกต่างจาก Drunkard อย่างเห็นได้ชัด ผู้ชมจะสามารถสัมผัสได้ถึงความสดใสมีชีวิตชีวา แต่ยังคงเห็นถึงวิธีการสร้างสรรค์งานที่ดูเรียบง่าย แต่มีลักษณะเฉพาะของเขา Sailing Boats เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลจากงานของ Edward Munch ศิลปินชาวนอร์เวย์ที่ Mikulus ชื่นชอบ ภาพดูเรียบง่าย สดใส แต่ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นลมน้อยๆ จากลายเส้นเพียงไม่กี่เส้นบนพื้นน้ำ

แม้เขาจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน แต่ด้วยความสามารถ ความทุ่มเทและความมีอัตลักษณ์ของงานที่ผสมผสานแนวทางศิลปะไม่ว่าจะเป็น Cubism, Constructivism หรือ Expressionism เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวนี้ทำให้เขามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปะแนวใหม่ในช่วง Interwar ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้กำหนดทิศทาง ขบวนการ เนื้องาน รูปแบบ และเนื้อหาของศิลปะและการเมืองของสโลวักต่อมาอีกหลายปีจวบจนกระทั่งหลังเขาเสียชีวิตไปแล้วร่วม 30 ปี งานแนวนี้จึงถูกจำกัดการจัดแสดงผลงานโดย Association of Fine Artists

Mother and Child

Mother and Child
Drunkard

Drunkard
Magician

Magician

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อ Landscape ใน Nedbalka Museum of Modern Art

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/410422

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อ Landscape ใน Nedbalka Museum of Modern Art

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อ Landscape ใน Nedbalka Museum of Modern Art

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Mountain Lake

ในโลกศิลปะ ภาพ Landscape หรือภาพทิวทัศน์แม้เป็นภาพที่ศิลปินทุกยุคสมัยนิยมวาด แต่จะมีศิลปินจำนวนไม่มากที่เน้นวาดภาพแนวนี้อย่างเดียวเลยยกเว้น J.M.W. Turner หรือศิลปินอังกฤษที่มีชื่อเต็มว่า Joseph Mallord William Turner ที่ได้รับฉายานามให้เป็นเจ้าพ่อ Landscapeตลอดกาลส่งผลให้เขาเป็นศิลปินอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเลยทีเดียว ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่นั้น ภาพทิวทัศน์ถือเป็นศิลปะเกรดต่ำ แต่เขากลับสามารถเขียนภาพราวกับคำบรรยายจากจินตนาการของบทกวีได้อย่างน่าทึ่งจนยกระดับภาพทิวทัศน์ให้กลายเป็นศิลปะชั้นสูงขึ้นมาได้ยิ่งกว่านั้นการทดลองรูปแบบในการสร้างสรรค์งานของเขาได้ส่งอิทธิพลต่อการวาดภาพทิวทัศน์ในยุคต่อๆ มาด้วย แม้ใน Nedbalka Modern Art Museum จะไม่ได้มีผลงานแนวนี้ของ J.M.W. Turner แต่ก็มีผลงานของ Ladislav Mednyanzkyศิลปินสัญชาติฮังการีที่เน้นวาดภาพ Landscape จนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อ Landscape ของยุคอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

Mountain Lake detail

Ladislav Mednyanzky เกิดที่ Becko เมืองในสโลวาเกียปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮังการีในยุคของจักรวรรดิออสเตรียในครอบครัวผู้มีอันจะกินชาวฮังการี ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ทางตอนเหนือของสโลวักส่งผลให้เขาได้พบกับ Thomas Enderin ศิลปินชาวออสเตรีย ซึ่งได้ช่วยเหลือเขาในการฝึกทักษะทางด้านศิลปะเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเขาเข้ารับการศึกษาจาก Academy of Fine Art ที่มิวนิค ในปี 1872-1873 และย้ายไปเรียนต่อที่ปารีส หลังจบการศึกษาเขากลับมาที่บ้านเกิดก่อนเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อหาประสบการณ์ หลังจากบิดาและมารดาเสียชีวิต เขาก็ย้ายไปอยู่ปารีสและจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกที่ปารีสในปี 1897 ก่อนย้ายกลับมาอยู่บูดาเปสต์และเวียนนา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1เขากลับมาอยู่บูดาเปสต์อีกครั้งและเข้าช่วยงานด่านหน้าในสงครามระหว่างเซอร์เบียและแคว้นไทรอล จนได้รับบาดเจ็บและย้ายกลับมารักษาตัวก่อนเสียชีวิตอย่างยากไร้ในปี 1919 ที่เวียนนา

Dunajec River 1898

ผลงานของ Ladislav Mednyanzky ส่วนใหญ่เป็นงานแนว Landscape ตามแนวทางศิลปะแบบ Impressionism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ ภาพส่วนใหญ่ใน Nedbalka Museum of Modern Art ของเขาสะท้อนอารมณ์ ตัวตนของเขาและแนวทางศิลปะที่เขาเรียนจาก Barbizon School ได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์หม่นหมองของศิลปินจากภาพ Forest Lake เศร้าสร้อยและว้าเหว่จากภาพ Dunajec River 1898 และความอ้างว้างจากภาพ Dunajec River 1900 ที่เขาวาดไว้ในอีก 2 ปีต่อมา

Dunajec River 1898 detail

นอกจากการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางผลงานแล้ว เขายังสามารถใช้เทคนิคพิเศษในการสร้างสรรค์งานด้วย เช่น The Mountain Lake เขาใช้มีดใบบางแทนพู่กันในการสร้างสรรค์งานจากประสบการณ์และอารมณ์โดยใช้ร่มเงาร่วมร้อยเฉดสีจนทำให้ความรู้สึกของภาพเทือกเขาริมทะเลสาบนี้มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น Spring Landscape หรือ Tatra Landscape ซึ่งเป็นภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลป์ของสโลวักล้วนสามารถสะท้อนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์สมกับที่เขาได้รับฉายาเจ้าพ่อ Landscapeแห่ง Slovak เลยทีเดียว

Spring Landscape

Spring Landscape
Spring Landscape detail

Spring Landscape detail
Dunajec River 1900

Dunajec River 1900
Forest Lake

Forest Lake
Forest

Forest
Slavers Throwing Overboard by JMW Turner

Slavers Throwing Overboard by JMW Turner
Tatra Landscape

Tatra Landscape

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art in Slovakia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/409044

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art in Slovakia

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art in Slovakia

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

The Most Beautiful One

แม้ Slovakia จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ไม่ได้เป็นจักรวรรดิใหญ่ และเป็นคอมมิวนิสต์ แต่การที่พื้นที่อยู่ใกล้กับเยอรมันและออสเตรียส่งผลให้ชาวสโลวักสามารถเดินทางไปเรียนรู้วิชาการและ
รับประสบการณ์จากประเทศข้างเคียงได้ไม่ยากจึงทำให้ศิลปะของพวกเขาก้าวหน้าไม่น้อยไปกว่าประเทศใหญ่โดยรอบ ยิ่งการซึมซับศิลปะแนว Modern Art ที่เพิ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นยิ่งเป็นไปได้ไม่ยาก เพราะการเดินทางและย้ายถิ่นฐานที่ค่อนข้างสะดวกโดยเฉพาะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษก่อนสงครามโลก

เมื่อศิลปินได้มีโอกาสไปพัฒนาฝีมือรอบบ้านจึงมีประสบการณ์และมุมมองต่อโลกและศิลปะที่กว้างขวางขึ้น พวกเขาจึงสร้างสรรค์งานไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือน ทิวทัศน์ Still life ได้อย่างมีอัตลักษณ์ เช่น Dominik Skuterky จิตรกรชาวสโลวักลูกหลานชาวยิว เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต เขาย้ายไปอยู่เวียนนาและเข้าเรียนศิลปะกับ Johann Meixner นักประติมากรรม แล้วต่อด้วยการได้ทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียน Academy of Fine Art ในเวียนนา ก่อนย้ายไปต่อที่มิวนิก ในช่วงที่เขาอยู่ในเวียนนา เขาเน้นวาดภาพเหมือนและจัดแสดงผลงานครั้งแรกที่ Kunstlerhaus ในปี 1875 หลังจากนั้น เขาหันมาวาดภาพทิวทัศน์และคหบดีพื้นเมืองมากขึ้น นอกจากนี้เขายังสร้างสรรค์งานศิลปะจากทองแดงด้วย

Apple Tree in Blossom

นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของ Dominik Skuterky ใน Nedbalka Museum of Modern Art จะเห็นว่าเขาเป็นจิตรกรที่มีพัฒนาการสูงมาก และสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหลากหลายยิ่งเช่น The Power of Money ภาพอำนาจของเงินนี้เขาใช้แววตาอันดุดันเหี้ยมโหด และความสลัวของแสงสะท้อนถึงมุมมืดของอำนาจการเงินที่มีต่อจิตใจของพ่อค้าได้เป็นอย่างดี The Furnace ภาพคนงานในเหมืองถ่านหินนี้เป็นภาพที่ถูกเขียนขึ้นหลังปี 1887 อันเป็นช่วงเวลาที่เขาย้ายมาอยู่ที่ Banska Bystrica แล้ว เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนงานที่ทำงานอยู่ในละแวกนั้นจนวาดภาพแนวนี้ออกมาหลายภาพโดยใช้เทคนิคที่แตกต่างกันในการตีความ ภาพนี้เขาเน้นการใช้แสงไฟจากเตาหลอมสะท้อนให้เห็นวัตถุที่มีรูปร่างแตกต่างจากของจริง

The Most Beautiful One เป็นภาพที่ศิลปินสร้างสรรค์สมัยอาศัยอยู่ในเวนิส เขาใช้เรื่องราวของชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางมาเป็นหัวข้อในการถ่ายทอดผลงานโดยเน้นในเรื่องแสง เงา อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในภาพ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าตัวละครแต่ละตัวมีอารมณ์ครื้นเครง และมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง แม้แต่แววตาของหมาในภาพก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นสนุกสนานได้เลย The Bench ภาพสองสาวกำลังป้อนขนมกันบนม้านั่งในสวนที่มีหมาคอยเป็นกองเชียร์อยู่นี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนได้อย่างครึกครื้นและเหมือนจริงอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่พิเคราะห์ภาพอย่างละเอียด อาจรู้สึกได้ถึงลมที่สัมผัสกับผิวกายจนเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลยจริงๆ

Apple Tree in Blossom detail

Edmund Gwerk เขาเกิดในครอบครัวเยอรมันแต่ประกาศตัวเป็นชาวฮังการี เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Art Budapest และ Prague ก่อนย้ายไปเรียนอีกหลายเมือง ความที่เขาพูดได้หลายภาษาและขยันเรียน เขาจึงเข้าเรียนศิลปะอีกหลายเมืองไม่ว่าจะเป็นเวียนนา มิวนิก เบอร์ลิน ปารีส โรม และฟลอเรนซ์

ยิ่งกว่านั้นเขายังสนใจในเรื่องศาสนาและเป็นครูสอนศาสนาพุทธอีกต่างหากด้วย ผลงานของเขาใน Nedbalka Museum of Modern Art มีอยู่หลายภาพ เช่น Forest Stream เป็นผลงานในช่วงต้นของการทำงาน เขาใช้ทิวทัศน์รอบตัวเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานตามแนวทางศิลปะร่วมกันระหว่าง Abstract และ Baroque นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพของเขาเขียนได้อย่างสมจริงและมีมิติ แม้โทนสีจะไม่ได้สดใสนักก็ตาม Ploughed Lands in the Mountain ภาพทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อนด้านหน้าภูเขาสีเขียวเข้มตัดกับท้องฟ้าสีจางๆ นี้ หากนักท่องเที่ยวสังเกตให้ดีจะพบว่าสีเขียวของภูเขาเขียนได้อย่างมีรายละเอียด

นอกจากนี้ที่นี่ยังมี Apple Tree in Blossom ผลงานของ Duchajova-Svehlova ศิลปินหญิงชาวสโลวักที่มีฝีไม้ลายมือฉกาจไม่แพ้ศิลปินชายเลย ผู้ชมจะสังเกตได้ว่าความอ่อนพลิ้วของฝีแปรงที่บริเวณลำต้นและใบไม้ราวกับลมที่สัมผัสแตะตัวเราเลยจริงๆ

The Bench

The Bench
The Bench detail

The Bench detail
The Most Beautiful One detail

The Most Beautiful One detail
Ploughed Lands in the Mountain

Ploughed Lands in the Mountain
The Furnace

The Furnace
The Power of Money

The Power of Money
Forest Stream

Forest Stream

แหวกฟ้าหาฝัน : Nedbalka Museum of Modern Art Bratislava

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/407808

แหวกฟ้าหาฝัน : Nedbalka Museum of Modern Art Bratislava

แหวกฟ้าหาฝัน : Nedbalka Museum of Modern Art Bratislava

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Nedbalka Museum of Modern Art

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ Modern Art ซึ่งได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองหลวง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเหมือนไปไม่ถึงเมืองนั้นๆ ก็คือ Museum of Modern Art แม้เมือง Bratislava จะเป็นเมืองเก่าแก่โบราณที่มีประวัติย้อนไปถึงยุคโรมัน แต่เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองหลวงของประเทศที่มี
ความก้าวหน้ามานาน Nedbalka Museum of Modern Art ของเมืองนี้จึงเป็นมิวเซียมชั้นยอดและไม่สร้างความผิดหวังให้กับผู้ชมอย่างแน่นอน

Nedbalka Museum of Modern Art ตั้งอยู่บนถนนที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งใน Bratislava ซึ่งอยู่ระหว่างกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่ดินอันเป็นที่จัดตั้งอาคารมิวเซียมมีประวัติจากการบันทึกของ Vendelin Jankovic ย้อนไปถึงปี 1430 และถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งก่อนที่จะถูกรัฐบาลเข้ายึดครอง ในทศวรรษที่ 1990 เมื่อสโลวักเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงเริ่มปรับปรุงอาคารใหม่ด้วยความตั้งใจให้ที่นี่เป็นแผนกอัตราแลกเปลี่ยน ในปี 2011 ที่ดินผืนนี้ถูกซื้อมาเพื่อใช้ทำมิวเซียม อาคาร 5 ชั้นที่สวยที่สุดในบริเวณเมืองเก่าได้รับรางวัลการออกแบบโดยViktoria Cvengrosova สถาปนิกหญิง ชาวสโลวักผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบสถาปัตยกรรมตามแนวทางศิลปะประจำชาติและ Virgil Droppa สถาปนิกชาวสโลวักคู่หูที่มักทำงานคู่กันในการออกแบบอาคารสำคัญๆ ทางด้านวัฒนธรรมของสโลวัก

บรรยากาศด้านข้าง

เบื้องหลังแนวคิดการก่อตั้งมิวเซียมมาจากการที่ Miloslava และ Peter Pasko และ Artur Bartoska คหบดีผู้ใจบุญต้องการที่จะส่งเสริมให้ผลงานทางศิลปะของศิลปินชาวสโลวักซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ได้อยู่เป็นที่เป็นทางในสถาบันแห่งหนึ่งที่สาธารณชนจะสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เขาจึงคิดที่จะก่อตั้งสถานที่จัดแสดงผลงานขึ้นในขั้นต้นนั้น การรวบรวมผลงานจำนวนมากในเวลาอันสั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่โชคดีที่สโลวักมีArtur Bartoska นักสะสมงานศิลปะที่ได้สะสมงานของศิลปินสโลวักไว้อย่างเป็นนิจสินอยู่ก่อนเก่าเมื่อ Maros Buci ได้ไปพบอาคารกลางเมืองที่กำลังสร้างใหม่ซึ่งการตกแต่งภายในได้ใช้เทคโนโลยีอันดีเยี่ยมส่งผลให้การจัดแสดงผลงานศิลปะเป็นไปอย่างง่ายดายและน่าสนใจ มิวเซียม
จึงได้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2012

นักท่องเที่ยวที่เคยไป Guggenheim ที่นิวยอร์กจะตระหนักได้ว่า Nedbalka คล้ายกับที่นั่นมากจนได้ฉายานามว่า Slovak Guggenheim กรอบความคิดหลักในการจัดการแสดงผลงานถาวรมาจาก Zsofia Kiss-Szeman นักประวัติศาสตร์ศิลป์ซึ่งเป็นคนแรกที่จัดผลงานการแสดงของ Stanislav Filko ที่เน้นการจัดงานแสดงให้เหมาะสม  เนื่องจากมิวเซียมนี้เริ่มก่อตั้งในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมากแล้ว ผลงานจัดแสดงร่วมพันชิ้นส่วนหนึ่งได้ถูกโพสต์ไว้ในเว็บไซต์

บรรยากาศภายใน

บางชิ้นที่เป็นผลงานที่โดดเด่นประจำเดือนก็จะมีการวิเคราะห์อย่างละเอียด นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2013 ที่นี่ยังเป็นที่จัดการประกวดผลงานจิตรกรรมของ VUB Foundation Award for Young Artists เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสแสดงผลงานต่อสาธารณชน อีกทั้งยังเคยเป็นที่จัดการเฉลิมฉลองงานศิลปะร่วมสมัย เช่น Sculpture and Object or White Nightในปี 2015 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานมากถึง 1,500 คนในคืนเดียว ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมีการจัดแสดงผลงานนิทรรศการงานศิลปะร่วมสมัยอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นที่จัดแสดงดนตรีคลาสสิกอีกต่างหากด้วย

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมานับจากเปิดตัวในเดือนตุลาคมปี 2012 มิวเซียมได้พยายามหาผลงานเพิ่มเติมของศิลปินใหม่ๆ เช่น Ladislay Mednansky, Dominik Skutecky, Martin Benka รวมทั้งซื้อจากเมืองอื่นๆ เช่น Milan Pastekaความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร และการสะสมของมิวเซียมแห่งนี้เป็นผลมาจากเงินลงทุนของ Peter Pasko ผู้ร่วมก่อตั้ง ESET นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะเห็นว่า มิวเซียมที่มีพื้นที่กว่า 1,529 ตารางเมตรและมีพื้นที่เก็บงานกว่าพันชิ้นของศิลปินสโลวัก83 คนนี้ เป็นสถานที่ซึ่งสามารถสะกดนักท่องเที่ยวที่สนใจงาน Modern Art ได้อย่างน่าทึ่งตั้งแต่ประตู ลิฟต์ ยันไปถึงผลงานที่จัดแสดงแทบทุกชิ้นเลยทีเดียว

บรรยากาศระหว่างชั้น

 

ด้านหน้า

ด้านหน้า
หน้าประตู

หน้าประตู
ลิฟต์

ลิฟต์
ลิฟต์แต่ละชั้น

ลิฟต์แต่ละชั้น
Ipad ให้ข้อมูล

Ipad ให้ข้อมูล

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406489

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Man at Work

นักท่องเที่ยวที่ใช้ Austrian Airline และเที่ยวเวียนนาจนปรุหมดแล้ว เวลาที่มาแวะพักต่อเครื่อง คงอยากหาเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ ไว้เยือน เมืองที่เดินทางสะดวกไปได้สะดวก ค่าเดินทางถูก ใช้เวลาไม่นาน และสามารถออกเดินทางจากสนามบินได้เลยก็คือ Bratislava เมืองหลวงของประเทศ Slovakia ที่ตั้งอยู่ริมน้ำดานูบและ Morava ซึ่งติดต่อกับออสเตรียและฮังการีนี้เป็นเมืองที่เดินทางด้วยรถบัสเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากสนามบินแห่งชาติออสเตรียด้วยค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 5 เหรียญเท่านั้น เมืองหลวงของประเทศที่มีประชากรเพียงแค่430,000 คนนี้ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เล็กที่สุดของยุโรป แต่ยังคงถือเป็นเมืองใหญ่เพราะมีประชากรอาศัยอยู่จริงมากถึง 650,000 คน

Bratislava castle

เมืองที่มีประวัติเก่าแก่ย้อนไปถึง 5 พันปีก่อนคริสต์ศักราชโดยมีหลักฐานจากเครื่องกระเบื้องนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในยุค Neolithic ต่อมาอีก 3 พันปี ชนกลุ่ม Celtic ได้มาตั้งถิ่นฐานและสร้างป้อมปราการขึ้น ก่อนที่ดินแดนแห่งนี้จะถูกครอบครองโดยชาวโรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1-4 ซึ่งพวกเขาได้นำเอาองุ่นมาปลูกและได้สร้างวัฒนธรรมการผลิตไวน์ขึ้น หลังจากยุคของชาวโรมัน ชาวสลาฟจากทิศตะวันออกก็เข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 5-6 และสร้างปราสาทขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งก็คือตำแหน่งของปราสาท Bratislava ในปัจจุบัน

แม้เมืองหลวงของ Slovakia แห่งนี้จะเป็นเมืองเล็กๆ ของประเทศที่ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายนักในประวัติศาสตร์ยุโรป แต่ที่นี่ก็เคยเป็นสนามรบระหว่างฝรั่งเศสและฮังการีในช่วงแย่งชิงอำนาจอันเป็นผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนาเฉกเช่นเมืองอื่นในยุโรป ราชวงศ์ฮังการีซึ่งครอบครองดินแดนแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นจึงตัดสินใจสร้างทางรถไฟเชื่อมเมืองนี้กับเวียนนาส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน

Old town

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะปะทุขึ้น ประชากรของเมืองนี้กว่า 42% เป็นชาวเยอรมัน อีก 41% เป็นชาวฮังการี และเพียงแค่ 15% เป็นชาวสโลวัก แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง ชาวเยอรมันกลับลดลงเหลือ 36% ชาวฮังการีเหลือเพียง 29% ในขณะที่ชาวสโลวักเพิ่มขึ้นถึง 33% ส่งผลให้เกิดการรวมชาติใหม่ที่เรียกว่า เช็กโกสโลวาเกียในวันที่29 ตุลาคม 1918 แม้ชาวเยอรมันและฮังการีจะขัดขืนในช่วงแรก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะต่อต้านได้ เมืองนี้เลยกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศที่ได้รับการสถาปนาใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยชาวฮังการีถูกขับไล่ออกจากเมืองไป

ในปี 1938 อันเป็นช่วงที่เยอรมันเรืองอำนาจจึงเข้าครอบครองสโลวัก และแบ่งเขตแดนของ Bratislava ตามจำนวนเชื้อชาติของประชาชนที่อาศัยอยู่ ยิ่งเยอรมันมีอำนาจมากขึ้น พวกเขายิ่งครอบครองพื้นที่มากขึ้น และในช่วงปี 1944-45 พวกเขาก็ขับไล่ชาวยิว 15,000 คนออกจากบ้านเข้าไปในแคมป์กักกัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม ชาวเยอรมันที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองนี้ก็ถูกขับไล่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ระเหเร่ร่อนไปทั่วยุโรปตะวันออก เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจในประเทศสโลวาเกีย ที่นี่กลับเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปตะวันออก เมื่อชาวสโลวักกลายเป็นประชากรของเมืองนี้ถึง 90% พวกเขาจึงร่วมกันสร้างชาติขึ้นใหม่ แต่เมื่อชาวสโลวักล้มเหลวในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในปี 1968 พวกเขาก็ถูกครอบครองภายใต้กองทัพคอมมิวนิสต์อีกครั้งและต้องอยู่ภายใต้กองทัพจากสนธิสัญญา Warsaw เมื่อกำแพงเบอร์ลินแตก ชาวสโลวักได้ร่วมกันเดินขบวนเพื่อประกาศอิสรภาพในการปฏิวัติ Velvetในปี 1989 และได้กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

บรรยากาศร้านอาหาร

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมือง Bratislava สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนก็คือ old town หรือเมืองเก่าที่มีสถานทูตของประเทศต่างๆ ตั้งอยู่รวมทั้งสถานที่สำคัญๆ ของประเทศ เช่น พระราชวังฤดูร้อนของบิชอป ที่ทำการรัฐบาล Opera House ที่ประทับของประธานาธิบดี รวมทั้ง Bratislava castle ตั้งอยู่ สภาพของเมืองเก่าแห่งนี้ก็เหมือนกับเมืองเล็กๆ อื่นๆ ในยุโรป ที่ตกแต่งด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีระเบียบเรียบร้อย บรรยากาศของที่นี่คล้ายกับเดินเมืองเล็กของออสเตรีย แต่ยังคงมีความแตกต่างอยู่บ้านตรงที่ไม่ค่อยมีตึกใหญ่ๆ อยู่เลยในเขตเมืองเก่า แต่ที่สำคัญก็คือ ที่นี่มีผลงานแกะสลักน่ารักๆ เยอะมากให้นักท่องเที่ยวได้ตามหาและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เช่น Napoleon Soldier หรือ Schon Naci

ผลงานแกะสลักที่น่ารักที่สุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องถ่ายรูปด้วยให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้เลยที่เดียว นั่นคือ Man at Work หรือรูปแกะสลักช่างซ่อมประปาที่ตัวโผล่พ้นพื้นขึ้นมาเล็กน้อยและกำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า การที่รูปแกะสลักที่ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 1977 เพื่อขับเน้นบรรยากาศของความเป็นคอมมิวนิสต์นี้ตั้งอยู่บนพื้นและมีความสูงไม่มากนักจึงทำให้มันไม่อยู่ในระดับสายตา นักท่องเที่ยวที่ไปค้นหาก็รู้สึกหายาก คนเดินผ่านไป-มา ก็มักสะดุดล้มได้ง่าย ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวทุกคนก็ต้องพยายามหาช่างประปาคนนี้ให้เจอ เพื่อไปถ่ายรูปและไปเขกกบาลด้วยความเชื่อว่าจะทำให้โชคดีคนส่วนใหญ่ที่มีเวลาก็มักจะพยายามคาดเดาแววตาของช่างประปาคนนี้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ท่าทางของช่างประปาคนนี้กำลังพักผ่อน หรือกำลังจะลงไปซ่อมท่อ หรือกำลังแอบมองใต้กระโปรง สาวๆ กันแน่

บรรยากาศกลางเมือง

บรรยากาศกลางเมือง
Opera house

Opera house
Schone Naci

Schone Naci
Napoleon soldier

Napoleon soldier

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/405008

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรยากาศในห้องสมุด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Coimbra เมืองโบราณสำคัญที่มีประวัติยาวนาน ไม่เพียงควรไปเยือนมหาวิหารใหม่ และแวะถ่ายรูปกับ Aqueduct of Sao Sebastiao เท่านั้น ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยว
ที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้คือ มหาวิทยาลัย Coimbra มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโปรตุเกส และมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยพระเจ้า Dinis I ในปี 1290 ณ กรุงลิสบอน ต่อมาในปี 1308 มหาวิทยาลัยถูกย้ายมายังเมือง Coimbra ก่อนถูกย้ายกลับไปลิสบอนอีกครั้งในสมัยพระเจ้า Alfonso IV อย่างไรก็ดี ภายหลังมหาวิทยาลัยได้ย้ายมาอยู่ ณ พระราชวัง Alcavova เมือง Coimbra เป็นการถาวรในปี 1537 โดยพระเจ้า John III ในช่วงแรก สาขาวิชาส่วนใหญ่ที่สอนในมหาวิทยาลัยมักเกี่ยวข้องแต่กับศาสนา ภายหลังมหาวิทยาลัยได้แยกตัวออกจากศาสนจักรอย่างเด็ดขาด และเพิ่มสาขาวิชาขึ้นอีกมากมายจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาโปรตุเกสที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18Marquis of Pombal ได้ทำการปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู และกลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่สมบูรณ์แบบในโปรตุเกส ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอิทธิพลต่อประเทศสูงสุดทั้งในด้านการเมืองและสังคม ในช่วงที่โปรตุเกสกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ที่นี่ได้เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในภาคพื้นยุโรปไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ รวมทั้งเยอรมนี แต่กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เรียบร้อยโดยยึดประกาศ Bologna อย่างสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปปี 2009 แล้ว

หลังการปฏิรูปจนเสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมี 8 คณะ และจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงเอกไม่ว่าจะเป็นอักษรศาสตร์ กฎหมาย แพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เภสัชศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาและการศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬาและกายวิภาค คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดทั้งในด้านจำนวนอาจารย์และนักศึกษา
อีกทั้งยังเป็นคณะที่มีสาขาวิชาและห้องเรียนรวมทั้งห้องวิจัยที่มากที่สุดอีกด้วย ส่วนคณะแพทย์ก็มีโรงพยาบาลและศูนย์ทำวิจัยทางด้านคลินิกขนาดใหญ่ควบรวมอยู่ ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปทางด้านการทำวิจัยโดยมีนักศึกษามากถึง 2 หมื่นคน และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสด้วย

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เยือนส่วนอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ 22 มิถุนายน 2013 แล้ว มหาวิทยาลัยยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนส่วนของห้องสมุด Joanina ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1717 ในรัชสมัยของพระเจ้าจอห์นที่ 5 แห่งโปรตุเกส ซึ่งตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรกด้วย ห้องสมุดที่ได้รับหนังสือเล่มแรกในปี 1750 นี้มีความสวยงามวิจิตรบรรจงตั้งแต่ประตูทางเข้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับติดอาวุธประจำกษัตริย์แต่ละพระองค์ และหลังคาที่เป็นงานจิตรกรรมของ Simoes Ribeiro และ Vicente Nunes ศิลปินชาวโปรตุเกส ห้องสมุดที่ประกอบด้วยอาคาร 3 ชั้น บรรจุหนังสือมากกว่า 2 แสนเล่มนี้ มีระบบการจัดเก็บและดูแลรักษาควบคุมความชื้นและอุณหภูมิอย่างดีเยี่ยมเพื่อให้หนังสือเก่าแก่ทั้งหลายสามารถคงสภาพอย่างดีตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน หนังสือส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และเป็นหนังสือที่มีค่ามากที่สุดของยุโรปนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่ในตู้ที่ทำจากไม้โอ๊ก และถูกดูแลโดยค้างคาวเพื่อป้องกันแมลงทำลาย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา วิทยาศาสตร์ กฎหมาย ปรัชญาต่างๆ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของทวีปยุโรปและประเมินค่ามิได้อีกเป็นจำนวนมากด้วย ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้ดูห้องสอบวิทยานิพนธ์ และห้องสวดมนต์ที่มีความวิจิตรบรรจงอย่างที่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนจริงๆ ในยุคปัจจุบัน

หลังคาห้องสมุด

หลังคาห้องสมุด
Chapel

Chapel
แท่นบูชาใน Chapel

แท่นบูชาใน Chapel
ห้องสอบวิทยานิพนธ์

ห้องสอบวิทยานิพนธ์
ลวดลายตกแต่งหลังคาตามห้องต่าง ๆ

ลวดลายตกแต่งหลังคาตามห้องต่าง ๆ
ระเบียงในมหาวิทยาลัย

ระเบียงในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย Coimbra

มหาวิทยาลัย Coimbra

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403508

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Altarpiece

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาโปรตุเกสหลังจากได้เที่ยวเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลิสบอนหรือปอร์โต อีกเมืองที่น่าสนใจที่ควรไปเยือนก็คือ Coimbra เมืองกลางประเทศที่อยู่ห่างจากลิสบอน 200 กิโลเมตร หรือโดยรถไฟ 1 ชั่วโมงเศษ ถึง 2 ชั่วโมง หรือจากปอร์โต 125 กิโลเมตร หรือโดยรถไฟด้วยเวลาใกล้เคียงกันนี้ใหญ่เป็นที่สี่ของประเทศรองจากลิสบอน ปอร์โต และ Braga เมืองเก่าแก่ที่ถูกสถาปนาตั้งแต่สมัยโรมซึ่งเดิมมีชื่อภาษาโรมันว่า Aeminiumin และมีประชากร 143,000 คนเมืองนี้ตั้งอยู่บนเขาริมน้ำ Mondego ต่อมาเมืองนี้ถูกรุกรานโดยพวก Visigoth และถูกปกครองโดยพระเจ้า Wittiza ระหว่างปี 569-589 ก่อนถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนจักร และถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Conimbrigaจนกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนจักรเรื่อยมา

Aqueduct of Sao Sebastiao

หลังจากนั้น ที่นี่ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยมุสลิมในระหว่างปี 711-715 ชาวอาหรับได้สร้างป้อมปราการไว้ซึ่งภายหลังได้ถูกเปลี่ยนเป็นพระราชวังในช่วงต้นของราชวงศ์โปรตุเกส เมื่อพระเจ้า Ferdinand ที่หนึ่งแห่ง Leon ได้ครอบครองดินแดนในปี 1064 จึงได้ปรับโฉมเมืองใหม่ และยกดินแดนนี้ให้อยู่ภายใต้การปกครองของ Alfonso VI เมื่อ Alfonso Henriques เถลิงราชย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 พระองค์สนับสนุนศาสนจักรเพิ่มขึ้นด้วยการให้เงินสร้างอาราม Santa Cruz ซึ่งกลายเป็นอารามที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสในเวลาต่อมา การที่ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์และศาสนจักรรุ่งเรืองทำให้ต้องแบ่งแผ่นดินเป็น Upper Coimbra เพื่อเป็นที่อยู่ของผู้ปกครอง และข้าราชการและ Lower Coimbra เพื่อเป็นที่อยู่ของพ่อค้าและประชาชน

chapel ในมหาวิหาร

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 อันเป็นยุคแห่งการค้นหานั้น เมืองนี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกจนกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปินชาวโปรตุเกสภายใต้การอุปถัมภ์ของศาสนจักรและราชวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้า Manuel พระองค์เป็นผู้ให้การสนับสนุนศิลปินมากมาย อาทิ Diogo Pires, Marcos Pires, João de Castilho, Diogo de Castilho and the Frenchmen, João de Ruão and Nicholas of Chanterene ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและการศึกษาเรื่อยมาจวบจนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อเมืองนี้ถูกรุกรานโดยกองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของ Andoche Junot และ Andre Massena ระหว่างสงคราม คาบสมุทร ในระหว่าง 6 ตุลาคม 1810-มีนาคม 1811 เมืองนี้ได้เสียเอกราชให้กับกองทัพฝรั่งเศส แต่เมื่อราชวงศ์โปรตุเกสยึดเมืองคืนได้จึงรีบทำการบูรณะเมืองครั้งใหญ่โดยสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นโทรเลข ท่อก๊าซ ทางรถไฟ และถนน

แท่นบูชาในมหาวิหาร

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และได้มาเยือน Coimbra เมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยโรมันนี้จะพบว่า แม้การเดินทางเข้าเมืองโดยทางรถไฟจะไม่ได้ยุ่งยาก แต่การเข้าเมืองกลับต้องเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางค่อนข้างไกลจึงต้องมีขาที่ค่อนข้างแข็งแรง ถึงกระนั้นก็ตาม ระหว่างทางเดินก็สวยงาม และมีทัศนียภาพน่าศึกษายิ่งคุ้มค่ากับการเดินเองโดยไม่ใช้รถบัส ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น New Cathedral หรือ Cathedral of the Holy name of Jesusที่ประทับของบิชอปเมือง Coimbra มหาวิหารใหม่ประจำเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1543 แต่กว่าที่มหาวิหารนี้จะกลายเป็นที่ประทับของบิชอปประจำเมืองก็ปาเข้าไปปี 1772 แล้ว มหาวิหารใหม่นี้มีความพิเศษของสถาปัตยกรรมอยู่หลายประการ เช่น ส่วนเจิมน้ำมนต์ด้านหน้าที่แกะสลักโดย Pero และ Felipe Henriques ตามแบบศิลปะโกธิคดั้งเดิมตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนที่ชุมนุมของผู้มาเยือนอันประกอบไปด้วยหอสวดมนต์หลายๆ ห้อง รวมทั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างส่วนงามตามแบบศิลปะของโปรตุเกส นอกจากนี้ ส่วนของเวทีร้องเพลงในหอสวดมนต์กลางยังเป็นของเก่าแก่ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากมหาวิหารเก่าอีกต่างหากด้วย

บรรยากาศในมหาวิหาร

Aqueduct of Sao Sebastiao หรือ Arcos do Jardim ที่ตั้งอยู่บนทางเท้า Martim de Freitas หน้าสวนของมหาวิทยาลัย Coimbra มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ท่อระบายน้ำสไตล์โรมันโบราณที่ถูกออกแบบโดย Filipe Terzio นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางระบายน้ำของส่วน Upper Coimbra อันเป็นที่อยู่ของขุนนางในสมัย Sebastian แห่งโปรตุเกส ท่อระบายน้ำที่สร้างทับของเดิมและเชื่อมเขาระหว่างอาราม Santana และปราสาท Coimbra ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติตั้งแต่ปี 1910 นี้ไม่เพียงมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ยังเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดอีก
แห่งหนึ่งของเมืองด้วย

บรรยากาศรอบ Aqueduct

ทางเดินเข้าเมืองจากสถานีรถไฟ

บรรยากาศในเมือง

แหวกฟ้าหาฝัน : Museu Serralves เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401990

แหวกฟ้าหาฝัน :  Museu Serralves เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Museu Serralves เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทางเข้ามิวเซียม

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัยและได้มาเมือง Portoมิวเซียมหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้นั่นคือ Museum Serralves มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งโดยSerralves Foundation ในปี 1989 นี้ถูกออกแบบโดย Alvaro Siza สถาปนิกพื้นเมืองชาว Portoศาสตราจารย์รับเชิญมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพนซิลวาเนีย และลอสแองเจลิส ผู้ออกแบบหอประชุม Expo 98 เมืองลิสบอน และ Expo 2000 เมือง Hannover เยอรมันจากการประกวดแบบในปี 1991 มิวเซียมที่เริ่มก่อสร้างครั้งแรกในปี 1996 บนพื้นที่ของ Serralves นี้ มี Vicente Todoli หัวหน้าภัณฑารักษ์ และผู้อำนวยการศิลป์แห่ง IVAM เป็นผู้อำนวยการคนแรกโดยเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 6 มิถุนายน 1999

ส่วนของอาคารที่สร้างจากทั้งคอนกรีตและเหล็กกล้าที่ฉาบภายนอกด้วย granite และปาสเตอร์สีนี้ใช้วัสดุตกแต่งภายในและหลังคาจากภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนพื้นไม้โอ๊คและหินอ่อนนั้นเป็นวัสดุจากเมือง Porto เอง อาคารที่แบ่งเป็น 2 ปีก บริเวณจากเหนือจรดใต้นี้ถูกแบ่งโดย patio ทำให้เห็นเป็นรูปตัวยู ส่วนรูปตัว L ทำให้เกิด patio ที่สองซึ่งเชื่อมกับอาคารหลักอันเป็นส่วนทางเข้าใหญ่ของมิวเซียม และเชื่อมกับที่จอดรถและสวน

ผลงานของ Paula Rego

มิวเซียมมีส่วนจัดนิทรรศการทั้งหมด 3 ชั้นรวม 13 ห้อง ชั้นบนมีห้องอาหาร ห้องเรียน และห้องอเนกประสงค์ ส่วน terrace ที่นำไปส่วนห้องอาหารนั้นเป็นส่วนที่เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของส่วนสวน ชั้นหนึ่งตรงทางเข้าก็เหมือนกับมิวเซียมทั่วไปนั่นคือ เป็นที่ขายตั๋ว ส่วนเก็บสัมภาระและขายหนังสือส่วนชั้นล่างเป็นห้องจัดแสดง ห้องสมุด ห้องโสตทัศนศึกษา และร้านกาแฟ ส่วนของ Villa และสวนของมิวเซียมยังจัดเตรียมไว้สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษทั้งของศิลปินชาวโปรตุเกสและนานาชาติด้วย ส่วนงานแนว multimediaภาพยนตร์ การเต้น ดนตรี และการละครก็จัดแสดงในห้องโสตทัศนศึกษา

นิทรรศการแรกที่ Todoli เลือกใช้ในการเปิดมิวเซียมก็คือ Circa 1968 อันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและสังคมในโปรตุเกส นิทรรศการแรกนี่เองที่วางรากฐานของการจัดนิทรรศการเรื่อยมาโดยเน้นงานศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนและผูกพันวัฒนธรรมเข้ากับสังคม ผู้บริหารมิวเซียมวางภารกิจหลักของมิวเซียมไว้คือ การนำเสนอผลงานของศิลปินสำคัญๆ ในปัจจุบันที่หลากหลายต่อสาธารณชนเพื่อเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างชุมชนท้องถิ่น และกระตุ้นการสะท้อนสัมพันธภาพระหว่างศิลปะและสิ่งแวดล้อม

นักท่องเที่ยวซึ่งชื่นชอบงานแนวcontemporary art ที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ก็จะได้ชมผลงานแนวContemporary Art ของศิลปินพื้นเมืองและนานาชาติอย่างจุใจ ผลงานที่จัดแสดงมีความหลากหลายและร่วมสมัยโดยเฉพาะงาน concept ต่างๆ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับงานแนวนี้บางคนคงถึงกับต้องออกปากว่า ดูแล้วมึนจริงๆ ศิลปินต้องการสื่ออะไรกับผู้ชมกันแน่

 

บรรยากาศภายในอาคาร

บรรยากาศภายในอาคาร

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400393

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรยากาศภายใน

นักท่องเที่ยวที่ชอบดื่ม ชิม ช็อป ไม่เพียงควรเยือน Balhoa Market เท่านั้น Mercado Bom Sucesso แห่งย่าน Casa Musica ยังเป็นอีกตลาดที่ต้องเยือนให้ได้เมื่อมาถึงเมือง Porto ตลาดที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1940 และเพิ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ตั้งแต่ภายนอกนี้มีการตกแต่งภายในเต็มไปด้วยกระจกและส่วนโค้งเว้าล้ำสมัยคล้ายกับยานอวกาศ ถึงกระนั้นก็ตามบรรยากาศการค้ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นกันเอง คนท้องถิ่นที่คุ้นเคยก็ยังคงได้สัมผัสได้ถึงวันคืนเก่าๆ ที่แม่ค้าพ่อค้าตะโกนเชิญชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลา หอยเชลล์ เนื้อ ผัก ผลไม้ รวมทั้งดอกไม้

ตลาดที่เริ่มงานตั้งแต่ 10 โมงเช้ายัน 2 ทุ่ม ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์นี้ยังมีส่วนที่เป็นไฮไลท์คือ ร้านอาหารคล้ายฟู้ดคอร์ทเคาน์เตอร์บาร์บ้านเราที่ขายอาหารตั้งแต่อาหารนานาชาติ เช่น ซูชิ อาหารยุโรป เช่น Piadine หรือแซนด์วิชเปิดหน้าของอิตาลี Tapas หรือแซนด์วิชเปิดหน้าของสเปน อาหารท้องถิ่นของชาวโปรตุเกส อาทิ แซนด์วิชหมูรมควัน รวมทั้งเค้กนานาชนิดอีกต่างหากด้วย

ด้านหน้าตลาด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตอนเย็นๆ หลังจากเสร็จภารกิจอื่นๆ จากในเมืองก็จะได้มีโอกาสพบกับคนพื้นเมืองที่มาพักผ่อนหย่อนใจกับการกินอาหารว่างและพบปะกับเพื่อนฝูงเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ ความฝันหรือย้อนความหลังกันอย่างสนุกสนาน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อของที่ระลึก ที่นี่ก็มีของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ประจำเมืองโดยเฉพาะกระเป๋าที่ทำจากไม้คอร์คที่ประดิดประดอยอย่างสวยงามวางขายบ้าง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ก็สามารถลองจิบ Red Sparkling Wine หรือไวน์แดงอัดแก๊สได้ที่นี่ Red Sparkling Wine นี้เคยเป็นไวน์ที่มีภาพพจน์ของความหวาน ราคาถูก และรสชาติแย่แต่เมื่อไม่นานมานี้ไวน์ชนิดนี้กลับกลายเป็นที่นิยมและถูกมองว่านักดื่มไวน์มองข้ามมันมากเกินไปไวน์ที่ถูกผลิตสำหรับตลาดเฉพาะขนาดเล็กนี้ตัวที่ดังที่สุดเรียกว่า Lambrusco เป็นของอิตาลีจากแคว้น Emilia Romagna ที่ผลิต Parma ham และน้ำส้มสายชู แต่ปัจจุบันไวน์ชนิดนี้ของโปรตุเกสก็เริ่มเป็นที่นิยมในตลาดโลกโดยเฉพาะนักดื่มไวน์รุ่นใหม่ที่เป็นผู้หญิง มักนิยมดื่มไวน์ชนิดนี้กับ สปาเกตตีซอสมะเขือเทศสตูล หมูรมควันที่มีรสเค็ม และถั่วชนิดต่างๆ

หมูรมควันอันเลื่องชื่อ

นักท่องเที่ยวที่โชคดีก็อาจได้มาจิบ Red Sparkling Wine อันเลื่องชื่อของชาวโปรตุเกสในวันที่ Mercado Bom Sucesso มี live music อันจะทำให้การเสพไวน์พร้อมหมูรมควันที่นี่มีสุนทรียภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ที่นี่ยังจัดให้มีกิจกรรมหัดทำอาหารและจัดสวนสำหรับเด็กอีกเดือนละครั้งด้วย

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความครื้นเครงย่อมไม่เพียงได้ยลสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ ยังได้กินดื่มอาหารรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมสุขอันยากจะลืมเลือนเลยทีเดียว

Red sparking wine and sandwiches