แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207766

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Rhythms of Objects ของ Carlo Carra

นอกจากภาพเขียนรุ่นเก่า ๆ ยุคเรอเนสซองส์บาโรก และ Romanticism แล้ว Brera Museum ยังมีภาพเขียนของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วย แม้จะไม่มากก็ตาม แต่ก็เป็นภาพของศิลปินดังๆ เป็นส่วนใหญ่เช่น Portrait of Marthe Bonnard ของ PierreBonnard ศิลปินผู้ก่อตั้ง Post Impressionism ร่วมกับVuillard, Denis, Roussel และ Serusierชาวฝรั่งเศส ภาพที่ถูกเขียนขึ้นราวปี 1917 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมีเอกลักษณ์ของศิลปินที่แตกต่างจากกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด ศิลปินเขียนภาพ MartheBonnard  ในแนว Post Impressionism  ที่มีลักษณะเป็นส่วนตัวและอยู่ในโทนที่มืดครึ้มเคร่งครึมแทนการใช้สีสว่างสดใสแบบศิลปินอื่นๆ

Green pedestal at the Window ของ George Braque ศิลปินและนักประติมากรรมยุค Fauvism และผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Cubismภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1942 นี้อยู่ในชุด Still lifeที่ชื่อ Round Tables ของเขา ศิลปินทดลองเขียนภาพแนวใหม่โดยให้คนอยู่ในพื้นที่แคบๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของรกรุงรังภายใต้สีสันฉูดฉาดก่อให้เกิดความงามที่แปลกตา


Green pedestal at the Window ของ George Braque

Portrait of Moise Kisling ของ AmedeoModigliani ศิลปินและนักประติมากรรมชาวอิตาเลียนภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1915 นี้เคยถูกเชื่อว่าเป็นภาพของศิลปินชาวโปลที่ชื่อ Paul Guillaumeนักวิจารณ์ภาพและผู้จำหน่ายภาพของ Modiglianiเพื่อนของ Modigliani  แต่หากผู้ชมเคยดูภาพของ Modigliani จะทราบทันทีเลยว่า ภาพ Portraitof Moise Kisling นี้ถือเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินอย่างยิ่ง นั่นคือ หน้าตาที่มีลักษณะยาวหรือเหลี่ยมกว่าปกติ ตาสองข้างดูไม่เท่ากันและปากเบี้ยวนิดๆ โดยลักษณะจมูกเขียนเพียงแค่เค้าโครงโดยไม่มีรายละเอียด ส่วน Portrait of Young Woman ก็เป็นอีกภาพของศิลปินที่เขียนตามเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวเอง ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1918 และทางมิวเซียมได้มาด้วยวิธีการเดียวกับภาพแรกนี้เคยเชื่อว่าเป็นภาพของ Beatrice Hastings นักเขียนชาวอังกฤษที่ศิลปินมีความสัมพันธ์ด้วย แต่ปัจจุบันนักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าเป็นของModigliani เช่นกัน

Head of a Bull ของ Pablo Picasso ศิลปิน นักประติมากรรม นักออกแบบผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Cubism ที่โด่งดังที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพที่ถูกยึดโดย Louise Leiris ภรรยาของ Michel Leiris เจ้าของห้องภาพชาวฝรั่งเศสทันทีหลังจาก
วาดเสร็จ พร้อมกันกับผลงานอื่นๆ ของ Picasso เพื่อนำไปจัดแสดงในปารีสทันทีหลังสงครามโลกสงบลงนี้เป็นงานยุคต้นๆ ของศิลปินที่หันเหเข้าสู่ศิลปะแนว Cubism แต่ก็มีลักษณะของความเป็น Cubism และ Picasso อยู่ครบ นั่นคือ มีลักษณะ Cubism และตาของวัวหันมาทางด้านเดียวกันกับผู้ชม ภาพศีรษะวัวที่มีสีหน้าแสดงอำนาจและเต็มไปด้วยเลือดวางอยู่บนโต๊ะสีขาวริมหน้าต่างนี้ยังมีการใช้สัญลักษณ์ถึงความหวาดกลัว และความโดดเดี่ยวอย่างเด่นชัดด้วย


Head of a Bull ของ Pablo Picasso

Rhythms of Objects ของ CarloCarra ผู้นำศิลปะแนว Futurism ชาวอิตาเลียนภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1911 นี้ แสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจจากผลงานแนวCubism ของทั้ง Picasso และ George Braque อย่างเห็นได้ชัด แม้ศิลปินจะพยายามปรับแต่งให้มีลักษณะเฉพาะอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงยากที่จะแยกแยะจากแนวทางศิลปะแบบ Cubism ได้

The Metaphysical Muse ของ Carlo Carra ภาพที่เขียนในปี 1917 นี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพ Rhythms of Objects เห็นได้จากโทนสีที่สดใส และมีเอกลักษณ์มากขึ้นในแง่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ และการตีความคน วัตถุ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างและปริมาตร รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสีและโครงสร้างพลาสติกด้วย ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะตามแนวทาง Metaphysical art ของ Giorgio de Chiricoและ Filippo de Pisis มากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ชมบางคนก็อาจรู้สึกว่า ภาพแนวนี้ขาดความนุ่มนวลจนดูเหมือนขาดความเป็นศิลปะไปเลยก็ว่าได้


Portrait of Marthe Bonnard ของ Pierre Bonnard


Portrait of Moise Kisling ของ Amedeo Modigliani


Portrait of Young Woman


The Metaphysical Muse ของ Carlo Carra

แหวกฟ้าหาฝัน : Madonna and Child จาก Lombardy Painter ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206629

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Madonna and Child ของ Bernardino Luini

ใน Brera Museum เมืองมิลานนั้น มิวเซียมจัดห้องสำหรับ Lombardy Painter แยกไว้ต่างหากเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถทำการศึกษางานได้อย่างเต็มที่ เช่น Venus and Cupid with two Satyrs in a Landscape ของ Simone Peterzanoศิลปินแนว Mannerism ชาวอิตาลีที่เชื่อกันว่าเป็นครูของ Caravaggio ภาพที่ทางมิวเซียมเพิ่งซื้อมาจากตลาดเมืองนิวยอร์กในปี 1998 นี้ แม้ศิลปินจะจัดวางองค์ประกอบของภาพตามอย่าง Venus of El Pardo ของ Titian แต่ก็เขียนได้อย่างมีสีสัน และเต็มไปด้วยอารมณ์เย้ยหยันตามอย่างศิลปะแนว Mannerism อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้Caravaggio จะได้เรียนรู้การเขียนภาพจากศิลปินผู้นี้ไปก็จริง แต่เขากลับไม่ได้เลียนแบบแนวทางการเขียนภาพแบบ Mannerism เลยแม้แต่น้อย

Madonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ของ Antonio da Fossano หรือ Bergognone ศิลปินแนวก่อนเรอเนสซองส์แห่งแคว้น Lombard ภาพที่มิวเซียมเพิ่งได้รับมาตั้งแต่ปี 1891 นี้เป็นภาพที่ปัจจุบันยังไม่ทราบที่มาชัดเจนนักส่งผลให้นักบวชในภาพกลายเป็นหัวข้อที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงกระนั้นก็ตามภาพนี้ก็ถือเป็นภาพที่แสดงอัจฉริยภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของศิลปิน สังเกตจากมือของทั้ง Saint Mary และ Saint Catherine ที่ดูเหมือนจริงมาก


Madonna and Child with Lamb  ของ Giovanni Antonio Bazzi หรือ Sodoma

นอกจากภาพนี้แล้วในมิวเซียมแห่งนี้ยังมีผลงานของศิลปินเดียวกันอีกภาพนั่นคือMadonna and Sleeping Child ภาพนี้แสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดถึงการถอยห่างจากศิลปะแนว Pavia และเห็นพัฒนาการของศิลปินว่าได้ก้าวเข้าสู่แนว Chiaroscuro ของ Leonardo da Vinci แห่งยุคเรอเนสซองส์อย่างเต็มตัว ถึงกระนั้นก็ตาม แนวทางการวาดรูปมือของ Madonna ในภาพนี้ยังเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับ Madonna ในMadonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ที่จัดแสดงข้างๆ กันในมิวเซียมนี้อยู่ดี สำหรับการใช้สัญลักษณ์ซึ่งยังคงเห็นได้ประปราย เช่น ผ้าโปร่งที่ Madonnaถือเพื่อคลุมพระเยซูในรูป ผู้เขียนก็ต้องการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของผ้าห่อพระศพของพระเยซูอันสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่พระองค์จะต้องประสบในการทรมานกายในอนาคตนั่นเอง

Madonna and Child ของ Bernardino Luini ศิลปินชาวอิตาเลียนตอนเหนือ ภาพที่มิวเซียมได้รับมาจาก GiuseppeBianchi ในปี 1826 นี้เชื่อว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน แม้ว่าผลงานชิ้นนี้จะละม้ายคล้ายผลงานภาพร่าง Madonna del Gatto ของ Leonardo da Vinci มากก็ตาม แต่ศิลปินก็สามารถวาด Madonna และพระเยซูได้อย่างสมจริงทั้งหน้าตาที่แสนสงบของมาดอนน่า ท่าทางที่แสดงความรักกับพระเยซู และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูเนียนนุ่ม


Madonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ของ Antonio da Fossano

Madonna and Child ของ Cesare da Sesto ศิลปินเรอเนสซองส์ชาวมิลาน ภาพที่มิวเซียมได้รับมาตั้งแต่ปี 1824 นี้เป็นภาพที่มีการวาดซํ้าๆ อีกหลายรูป  และยังเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าลอกเลียนองค์ประกอบมาจากภาพ Madonna and Child ของ Leonardo da Vinci อย่างไรก็ดีความหนาแน่นในการลงสีบนพื้นที่และลักษณะอันอ่อนช้อยของ Madonna ยังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Raphael และศิลปินอิตาเลียนยุค Classic ด้วย

นอกจากนี้ในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Madonnaand Child with Lamb อีกภาพจากฝีมือของ Giovanni Antonio Bazzi หรือ Sodoma ลูกศิษย์ Leonardo da Vinci ภาพซึ่งมีการจัดวางองค์ประกอบละม้ายคล้ายผลงานของ Da Vicni ภาพนี้เคยถูกเชื่อกันว่าเป็นผลงานของ Leonardoda Vinci เองด้วยซํ้า แต่ผลจากการตรวจเอกซเรย์พบว่าเป็นผลงานของ Sodoma ผู้ช่วย Da Vinci เฉกเช่นเดียวกันกับ Madonnaand Child ซึ่งจัดแสดงที่ National Galleryใน London ที่ Sodoma วาดไว้ในปี 1505อีกต่างหาก

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมชมผลงานยุคเรอเนสซองส์ใน Brera Museum แห่งนี้จะได้มีโอกาสเปรียบเทียบผลงานรูป Madonna and Child จากศิลปินหลากหลายคนในยุคเดียวกันจนจุใจเลยทีเดียว


Madonna and Child ของ Cesare da Sesto

 


Madonna and Sleeping Child

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master ใน Brera Museum เมือง Milan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205525

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 Supper in the House of Simon detail

ใน Brera Museum นอกจากจะมีภาพไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ Lamentation of the Dead Christ แล้ว ที่นี่ยังมีภาพแนว Old Master ของศิลปินที่ดังๆ อีกหลายภาพ เช่น 1.Madonna and Child ของ Paolo di Giovanni Fei ชาวเซียน่า
ผลงานที่ได้รับบริจาคมาจาก Alfredo Gerli นี้เป็นผลงานในยุคต้นๆ ของศิลปิน แต่นักวิจารณ์ภาพหลายคนกลับไม่เชื่อว่าภาพนี้เป็นผลงานของศิลปินท่านนี้ เพราะลักษณะการจัดวางภาพและการตกแต่งด้วยทองดูทันสมัยกว่ายุคสมัยของศิลปินค่อนข้างมาก แต่ไม่ว่า ใครจะเป็นผู้รังสรรค์ภาพนี้ผู้ชมก็จะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะวาดให้ทั้งMadonna และพระเยซูดูสงบเยือกเย็นและอบอุ่น แม้มือเท้าของทั้งคู่จะดูไม่ได้สัดส่วนไปหน่อยก็ตาม

Supper in the House of Simon by Veronese

2.Madonna and Child ของ GiovanniBellini ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิสที่โด่งดังที่สุดของตระกูล ผลงานที่มิวเซียมได้รับมาในช่วงที่นโปเลียนปกครองมิลานชิ้นนี้ เคยแขวนในพระราชวัง Dodge เมืองเวนิสมาก่อน ภาพที่เคยถูกเรียกว่า Greek Madonna เพราะมีอักษรกรีกอยู่ทางด้านข้างของภาพจากการตรวจสอบด้วยเอกซเรย์นี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นในปี 1470 หลังจากที่เขาเขียนภาพ Pieta ในช่วงเวลาที่เขาหันเหออกจากแนวทางการเขียนภาพแบบ Mantegnaเข้าสู่แนวทางการเขียนภาพที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แม้การจัดวางองค์ประกอบของภาพจะมิได้เป็นไปตามมาตรฐาน และมือของ Madonnaก็ดูเทอะทะเกินเหตุ แต่การที่ศิลปินเขียนหน้าตาของทั้ง Madonna และ Christ  ได้อย่างทันสมัยก็ทำให้ภาพนี้เป็นภาพที่สวยงามน่าชื่นชมไปอีกแบบหนึ่ง

Madonna and Child ของ Giovanni Bellini

3.Supper in the House of Simon ของ Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิสผู้มีชื่อเสียงทั้งในงานด้านศาสนจักรและงานด้านตำนาน ภาพที่ถูกสั่งให้วาดในการปรับปรุง San Sebastiano เมืองเวนิสนี้ถูกส่งไปปารีส หลังจากที่นโปเลียนครอบครองเวนิสได้ พร้อมกับภาพ Feast in the House of Levi ภาพที่โด่งดังที่สุดของศิลปินคนเดียวกัน ภาพทั้งสองหวนกลับมาสู่เวนิสอีกครั้ง เมื่อออสเตรียเรืองอำนาจ ภาพ Supper in the House of Simon ที่ตกเป็นของ Brera Museum ในปี 1817 นี้ศิลปินแสดงฝีมือในการเขียนสีหน้าตา และท่าทางของตัวละครแต่ละคนในภาพได้อย่างน่าทึ่งอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด เช่น พระเยซูที่กำลังถูกเช็ดเท้าโดยผมของหญิงมีสีหน้าที่ดูตื่นตะลึงมากสุดแต่ยังคงไว้ด้วยความเคร่งขรึม ในขณะที่บางคนในโต๊ะอาหารก็มีท่าทีกระอักกระอ่วนจนต้องเบือนหน้าหนี และบางคนที่ไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารก็มองด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง

Saint Jerome

4.Last Supper ของ Paolo Veronese ผลงานที่ถูกสั่งให้รังสรรค์โดย Venetian Scuola del Santissimo Sacramento สำหรับโบสถ์ Santa Sofia ที่แขวนอยู่ในห้องเดียวกันกับ Supper in the House of Simon นี้ถูกนำมาอยู่ในมิวเซียม Brera ในปี 1811 ผลงานที่มีองค์ประกอบที่ผิดปกติอย่างเหลือเชื่อนี้ทำให้ผู้ชมต้องค้นว่าแท้ที่จริงแล้วพระเยซูอยู่ตรงไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่พระองค์ควรเป็นศูนย์กลางของภาพเหมือนอย่างภาพ The Last Supper อื่นๆ ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าภาพนี้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของพระเยซูที่จะอยู่กับสาวก แต่ศิลปินกลับมิได้เขียนให้บรรดาสาวกอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นบรรยากาศของการถกเถียง หนำซ้ำพระเยซูเองยังมีแววตาที่ค่อนข้างสงบไม่ตื่นตระหนกด้วยอันสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินได้ก้าวข้ามการเขียนภาพแบบเดิมๆ แต่ตีความตามยุคสมัยมากขึ้น

 Last Supper by Veronese

ไม่ว่าห้องภาพใดที่มีภาพ Old Master ก็ต้องมีภาพของ Titian ทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว การดูภาพในห้องภาพนั้นๆ จะขาดอรรถรสไปอย่างมากทีเดียว  Brera Museum ก็เช่นกัน Penitent Saint Jerome ของ Titian ศิลปินชาวเวนิสที่โดดเด่นที่สุดของ Venetian School ซึ่งถูกถอดออกมาจากแท่นบูชาของ Santa Maria Nuova เมืองเวนิสราวปี 1550 นี้ กลายมาเป็นสมบัติของ Brera Museum ในปี 1808 ภาพการสำนึกผิดของ Saint Jerome นี้เป็นภาพในยุคหลังๆ ของ Titian แล้ว เขาจึงมิได้ใช้สีสันสดใสเหมือนสมัยก่อน แต่กลับใช้สีค่อนข้างน้อยและกลมกลืนกันในแนวมืดทึบเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสะเทือนใจ นอกจากนี้ศิลปินยังใช้ทั้งท่าทางและข้าวของเครื่องใช้ของ Saint Jerome เช่น หัวกะโหลก นาฬิกาทราย สิงโตและหนังสือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการขับเน้นให้เห็นถึงการสำนึกผิดด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพเขียนไฮไลท์ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/204395

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 16.19 น.
l Supper at Emmaus ของ Caravaggio

ใน Brera Museum เมืองมิลาน นอกจากจะมีภาพ The Dead Christ and Three Mourners ของ Andrea Mantegna เป็นภาพไฮไลท์แล้ว ที่นี่ยังมีภาพของศิลปินดังๆ เป็นไฮไลท์อีกหลายภาพ เช่น 1.Supper at Emmaus ของ Caravaggio ศิลปินชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคบาโรค ภาพที่ถูกเขียนขึ้นก่อนที่ศิลปินจะหนีออกจากโรมไปจากคดีฆ่าคนตายนี้

เขียนเหตุการณ์หลังจากที่พระเยซูฟื้นคืนชีพโดยที่ยังไม่มีใครจดจำพระองค์ได้ แม้พระองค์จะกำลังเผยตัวให้กับสาวก Luke และ Cleopas ก็ตาม ภาพนี้เชื่อกันว่าถูกว่าจ้างให้เขียนโดย Ciriaco Mattei น้องชายของ Cardinal Girolamo Mattei

ส่วนการที่ Caravaggio เขียนให้พระเยซูในรูปแตกต่างจากภาพพจน์ดั้งเดิมของพระองค์ตรงที่ไม่มีเคราก็เพราะในพระคัมภีร์มาร์คเขียนไว้ว่า พระองค์จะปรากฏตัวใหม่ในรูปที่แตกต่างจากเดิม นอกจากนี้การที่เขาเขียนให้พระองค์ปรากฏองค์ในเงามืดท่ามกลางบรรยากาศพื้นบ้านปกติก็เป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินต้องการสื่อให้เห็นว่าพระเยซูควรอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ด้วยนับจากนี้เป็นต้นไปตามที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ผู้ชมจะเห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดในการใช้แสงเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเงาและรายละเอียดของภาพสังเกตได้จาก สีหน้าของพระเยซูที่แสดงให้เห็นถึงความสงบเยือกเย็น พระหัตถ์ของพระเยซูที่เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย ความยับย่นบนหน้าตาของคนเสิร์ฟอาหารทั้งสองที่บ่งบอกถึงกาลเวลา เสื้อผ้าของตัวละครทุกตัวในฉากที่มีรายละเอียดมากมาย รวมทั้งแสงที่ตกบนหญิงเสิร์ฟด้วย นอกจากภาพนี้แล้ว ศิลปินยังวาดภาพชื่อเดียวกันนี้อีกภาพในช่วงเวลาใกล้กันแต่ปัจจุบันจัดแสดงที่ National Gallery กรุงลอนดอนด้วย

l The Marriage of the Virgin ของ Raphael

2.The Marriage of the Virgin ของ Raphael ศิลปินและสถาปนิกยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียน ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1504 สำหรับโบสถ์ San Francesco ที่ Citta di Castello นี้ถูกนำมาจัดแสดงที่ Brera ในปี 1805 ภาพการแต่งงานระหว่าง Mary และ Joseph นี้ Raphael เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจจากภาพชื่อเดียวกันของ Pietro Perugino อาจารย์ของเขาที่ได้รับ
คำสั่งให้เขียนภาพให้กับโบสถ์ San Francesco ผลการตรวจเอกซเรย์ภาพพบว่า ภาพนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่รายละเอียดของประตูอาคารที่เป็นพื้นหลังของภาพมีร่องรอยการเขียนใหม่หลายรอบ และมีลักษณะสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักสถาปนิกทุกประการตามอย่างแบบจำลองไม้ของอาคารที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ นักวิจารณ์ภาพหลายคนจึงเชื่อว่าภาพนี้ถูกร่างโดย Perugino และถูกเขียนให้เสร็จโดย Raphael มากกว่าเป็นผลงานของ Raphael เองทั้งหมด ถึงแม้ว่า ศิลปินผู้ร่างตั้งใจจะให้อาคารพื้นหลังเป็นจุดเด่นที่สุดของภาพ แต่ Raphael กลับเขียนตัวละครโดยเฉพาะ Mary  และ Joseph ได้อย่างลงตัวและดูละเมียดละไม แม้ Josephจะมิได้มีสีหน้ายินดีกับการแต่งงานเลยก็ตาม ผู้ชมที่ดูภาพเขียนแนวนี้ประจำอาจสังเกตเห็นได้ว่าการจัดวางองค์ประกอบและตัวละครอื่นๆ อีกหลายคนในภาพมีหน้าตาคล้ายกับภาพของ Botticelli ด้วย

l The Kiss ของ Francesco Hayez

3.The Kiss ของ Francesco Hayez ศิลปินยุค Romanticism ชั้นแนวหน้าชาวอิตาเลียน ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำสั่งของ Alfonso Maria Visconti di Saliceto ในปี 1859 นี้ถือเป็นผลงาน  Masterpiece ที่สร้างชื่อให้กับศิลปินที่สุด ภาพของคู่สมรสวัยกลางคนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพแสดงความรักหลงใหลอย่างรุนแรงที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลป์ยุโรปนี้ ผู้เขียนตั้งใจใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรักระหว่างประเทศแม่และความกระหายของชาวอิตาลีซึ่งเป็นชาติประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังมีความหวังอันเรืองรองต่อผู้นำคนใหม่มากกว่าการแสดงความรักแบบหนุ่ม-สาวทั่วไป เขาจึง
เขียนภาพในแนวตรรกะมากกว่าความเป็นจริง สังเกตได้จากการที่ แม้ท่ายืนของผู้หญิงจะเอนไปด้านหลัง และท่ายืนของผู้ชายจะใช้ขาซ้ายพยุงเธอไว้ แต่มันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าผู้ชายกำลังจะก้าวจากไปเมื่อใดก็ได้อันสะท้อนให้เห็นว่า ความคาดหวังของประชาชนต่อการนำของผู้นำอาจเป็นเพียงแค่ความฝัน นอกจากนี้ภาพนี้ยังมีการใช้สัญลักษณ์ตามอย่างศิลปะแนว
Romanticism หลายประการ เช่น การจูบอย่างดูดดื่มเป็นสัญลักษณ์ของความรักอย่างลึกซึ้งแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกในระดับลึก มากกว่าการคิดเห็นแบบตื้นๆ อันแสดงให้เห็นว่าศิลปินต้องการให้ตีความความรักในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าหญิงชาย นั่นคือ ความรักชาติในแบบแสบๆ คันๆ ด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมภาพนี้จริงๆ แบบเต็มๆ ตาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความละเมียดละไม อ่อนโยน และดูดดื่มในความรักจนถึงกับขนลุกเลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Brera Guide to the Pinacoteca)

แหวกฟ้าหาฝัน : Brera museum เมือง Milan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203321

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
The Dead Christ and Three Mourners

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียม และได้ไปเที่ยวเมืองมิลาน คงไม่พอใจเพียงแค่ไปดู Duomo,Sforza Castle และมิวเซียมในปราสาทแห่งนี้เท่านั้น  มิวเซียมอีกแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Pinacoteca di Brera ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมผลงานศิลปะแนวเรอเนสซองส์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14-20 มากถึงกว่า 500 ชิ้น นอกจากนี้มิวเซียมแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง Milanese Montmartre หรือเป็นแหล่งรวมร้านอาหารสไตล์สบายๆ ของเมือง และเป็นย่านที่มีตลาด และร้านค้าขายของเก่าที่มีสีสันสำหรับนักท่องเที่ยวและศิลปินอีกด้วย

Pinacoteca di Brera ตั้งอยู่ในพระราชวังที่เคยเป็นคอนแวนต์เก่าและถูกปรับปรุงโดยสถาปนิก Francesco Maria Ricchini หลังจากที่พระราชวังแห่งนี้ตกเป็นสมบัติของพระนาง Maria Theresa แห่งออสเตรียแล้ว พระนางสถาปนาที่นี่ให้เป็น Academy of Fine Arts และเริ่มสะสมทรัพย์สมบัติ รวมทั้งใช้ที่นี่เป็นแหล่งรวมศิลปะ วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ประจำแคว้นลอมบาร์ดีด้วย ต่อมาเมื่อ Giuseppe Piermarini ได้กลายเป็นสถาปนิกคนต่อมาที่ปรับปรุงพระราชวังให้เป็นแนว Neoclassic แบบอิตาลี เขาก็ได้ปรับปรุงส่วนของห้องสมุดและทางเข้าใหม่ รวมทั้งส่วนที่เป็นสวนด้วย หลังจากที่นโปเลียนใช้มิลานเป็นแหล่งรวมของสะสมของอิตาลี เขาก็เปลี่ยนที่นี่ให้เป็นมิวเซียมที่สะสมภาพเขียนซึ่งเขาปล้นมาเมื่อฝรั่งเศสชนะสงคราม การถือกำเนิดของมิวเซียมแห่งนี้จึงมิได้เป็นผลมาจากการบริจาคของสะสมเฉกเช่นมิวเซียมอื่นๆ แต่เป็นผลมาจากการเมืองและการทหารมากกว่า

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของมิวเซียมแห่งนี้คงไม่มีชิ้นใดเกิน The Dead Christ and Three Mourners หรือ Lamentation of the Dead Christ ของ Andrea Mantegna ภาพที่คาดกันว่าเคยอยู่ในห้องภาพของ Mantegna ในวันที่เขาเสียชีวิตและถูกขายให้กับ Cardinal Sigismondo Gonzaga ซึ่งภายหลังถูกขายไปให้กับพระเจ้า Charles I แห่งอังกฤษอีกทีหนึ่งก่อนที่จะสูญหายไปจากตลาดหลายศตวรรษ ภาพที่ผู้เศร้าโศกเสียใจสามคนรวมตัวกันรอบเตียงหินที่ถูกประพรมด้วยน้ำหอมของพระเยซูก่อนที่พระองค์จะถูกฝังนี้มีลักษณะเฉพาะกว่าภาพอื่นตรงที่ ร่างของพระเยซูอยู่ใกล้กับผู้ดูมากจนดูเหมือนว่าร่างของพระองค์สั้นกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะศิลปินเขียนให้พระเศียรของพระเยซูดูใหญ่กว่าปกติแทนที่จะเขียนให้พระเศียรเล็กกว่าส่วนของเท้านั่นเอง แม้ภาพนี้จะดูเหมือนมีสีเพียงไม่กี่สี นั่นคือ ชมพู เทา และทอง แต่ศิลปินก็ยังสามารถเขียนได้อย่างชาญฉลาดจนมองเห็นรายละเอียดของการแข็งตัวของร่างกายจากการเสียชีวิตได้อย่างเด่นชัด อีกทั้งยังเขียนแผลที่แขนและขาจากตะปูได้อย่างสมจริงด้วย ยิ่งกว่านั้นการที่ภาพนี้ถูกเขียนให้มีลักษณะเหมือนโลงศพ และอยู่ในลักษณาการที่อึดอัดในห้องแคบๆ ช่วยขับเน้นถึงความตายหรือการปราศจากความเจ็บปวดของร่างกายได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์ภาพบางท่านกลับเห็นว่า ศิลปินเขียนภาพแบบหมิ่นศาสนจักรเพราะเขาเขียนให้บาดแผลที่มือของพระเยซูเหมือนกระดาษที่ฉีกขาด และลักษณะการแข็งตัวของร่างกายก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปอันสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มิได้สามารถฟื้นคืนมาใหม่อย่างที่กล่าวอ้าง  ส่วนการที่ศิลปินไม่เขียนภาพ Mary Magdelene เข้าไปในภาพ โดยปล่อยให้มีแค่ Mary และ  Saint John อยู่ในภาพแม้จะตั้งชื่อภาพว่า Three Mourners ก็ตามก็เพื่อบิดเบือนความจริงเฉกเช่นเดียวกับการวาดสีหน้าที่ทุกข์ระทมของ Mary ตามแบบอย่างของหน้ากากในแนวศิลปะแบบ Classic นั่นเอง การที่ศิลปินสามารถเขียน
ผลงานชิ้นนี้ได้อย่างโดดเด่นทำให้ The Dead Christand Three Mourners ได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของภาพยุคเรอเนสซองส์ที่ดีที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้ แม้เพียงเพื่อที่จะได้ชมภาพนี้เพียงภาพเดียวก็ถือว่าคุ้มแล้วสำหรับความพยายามในการเดินหาห้องภาพแห่งนี้ (ภาพจากหนังสือ Brera Guide to the Pinacoteca)


Brera District


Milano_brera_cortile


Inside Museum


Brera museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Leonardo da Vinci ใน National And Technology Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202142

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Revolving Bridge

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า Leonardo da Vinci เป็นนักคิด นักประติมากรรม สถาปนิก วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และศิลปินยุคเรอเนสซองส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีจนได้รับการขนานนามให้เป็นบิดาของศาสตร์หลากหลายสาขา เช่น Ichnology ศาสตร์ของพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์ และสถาปัตยกรรม การที่เขามีผลงานที่หลากหลายสาขา และเป็นผู้ร่างและประดิษฐ์อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย รวมทั้งศึกษากายวิภาคอย่างละเอียดลออทำให้ชาวอิตาเลียนยกย่องเขามากถึงขนาดจัดให้มิวเซียมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมีส่วนของ Leonardo da Vinci โดยเฉพาะแยกจากของจัดแสดงวิทยาศาสตร์อื่นๆ

Paddle boat

Paddle boat ด้านข้าง

เมื่องานของ Leonardo da Vinci เป็นส่วนผสมที่ดีที่สุดระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ส่วนจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ของ Leonardo da Vinci จึงถือเป็นไฮไลท์ที่สุดของมิวเซียม ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อศึกษาแบบร่างของดาวินชี่เพื่อสร้างแบบจำลองขึ้นครั้งแรกในปี 1953 นอกจากดาวินชี่จะเขียนแบบร่างเกี่ยวกับเครื่องกลแล้ว เขายังทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ และการพัฒนาปรับปรุงธรรมชาติด้วย แบบจำลองในมิวเซียมจึงทำขึ้นจากการพยายามตีความและแปลความหมายอย่างละเอียดจากภาพร่างของดาวินชี่  ของจัดแสดงในส่วนนี้จะมีส่วนประกอบของภาพร่าง คู่กับแบบจำลองอุปกรณ์หรือเครื่องมือจากภาพร่างนั้นๆ จำนวนมากถึง 130 ชิ้น โดยจัดแสดงขึ้นครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวันเกิดครบ 500 ปีของดาวินชี่

ของจัดแสดงส่วนสำคัญที่สุดเป็นแบบจำลองจากภาพร่างต่างๆ เช่น อุปกรณ์ในการรบที่เรียกว่า  Double Sling เมื่อฟันเฟืองหมุนจะดึงให้เชือกพาเอาหน้าไม้มาชิดกันจนทำให้ยิงหินออกไปได้ไกลๆ เครื่องยนต์เกี่ยวกับการบิน เช่น 1.Beating Wing เป็นแบบจำลองที่ดาวินชี่ต้องการแสดงให้เห็นว่าปีกสามารถที่จะรับน้ำหนักได้ เขาเชื่อว่าหากไม้กระดกอันยาวถูกดึงด้วยความเร็วมากพอ มันจะสามารถยกปีกที่มีม้านั่งซึ่งหนักเท่ากับน้ำหนักคนได้ไม่ยาก เขายังคำนวณว่าขนาดปีกควรมีความยาวประมาณ 12 เมตร ด้วย 2.Adjustable tilt wing ดาวินชี่พยายามที่จะเอาปีกที่คล้ายของนกติดกับเครื่องมือแบบต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับเครื่องบิน 3.Air Screw ดาวินชี่เชื่อว่าหากอุปกรณ์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยผ้าลินินอย่างดี และสกรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร และสามารถหมุนได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ มนุษย์จะบินได้ด้วยอุปกรณ์ชนิดนี้ ภายหลังอุปกรณ์ชนิดนี้กลายเป็นต้นแบบของการออกแบบเฮลิคอปเตอร์นั่นเอง

Revolving Cranes

นอกจากนี้ดาวินชี่ยังออกแบบเครื่องจักรไว้สำหรับใช้งานอีกหลายอย่าง เช่น 1.Alembic อุปกรณ์สำหรับกลั่นสารเคมีชนิดต่างๆ ให้ระเหยและกลั่นตัวเพื่อแยกเป็นสารเคมีต่างชนิดกันสำหรับผลิตน้ำหอม ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.Revolving Cranes ดาวินชี่ตั้งใจให้เครื่องมือนี้ใช้กับหลุมหินและการขุดอุโมงค์ 3.Rotating Cranes ใช้สำหรับการก่อสร้างอาคารสูงๆ และดึงอุปกรณ์ ในส่วนที่มีสองแขนก็ใช้สำหรับการดึงเพื่อถ่วงดุลกัน 4.Controlled Flame Furnance ใช้สำหรับหลอมละลายโลหะที่มีจุดหลอมละลายต่างกันโดยวางห่างจากเตาหลอมที่ระยะทางไม่เท่ากัน

ยิ่งกว่านั้นดาวินชี่ยังออกแบบ Water and Land Machine ไว้อีกหลายอย่าง 1.Revolving Bridge ดาวินชี่ได้ออกแบบสะพานหมุนหลายแบบที่ง่ายต่อการก่อสร้าง เคลื่อนย้ายและสามารถใช้เรือหรือถังไม้เป็นส่วนประกอบไว้สำหรับการทหารโดยเฉพาะ 2.Float ใช้สำหรับหย่อนวัสดุลงไปในแม่น้ำเพื่อยกมันขึ้นมาได้ และเป็นทางเดินของกองทหาร มันเป็นอุปกรณ์ที่สร้างง่ายๆ ณ ตำแหน่งที่ต้องใช้ได้เลยโดยใช้หนังเคลือบสารพิเศษสานกันเข้า 3.Paddle Boat ดาวินชี่ได้ออกแบบให้เรือมีพลังมากขึ้นผ่านล้อและเกียร์ทำให้การเคลื่อนของพายเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ดาวินชี่ยังออกแบบเรืออีกหลายชนิด เช่น Fast Ramming Boat และ Mobile Ram Boats

Rotating Cranes

ไม่เพียงมิวเซียมจะมีภาพร่างและแบบจำลองเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องจักร ที่นี่ยังมีภาพร่างทางด้านกายวิภาคที่เป็นงานสำคัญต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันจัดแสดงอยู่ส่วนหนึ่ง รวมทั้งยังมีการจัดแสดง 3D ของ Machine for carving files, Hydraulic saw,
Winch for lifting weights ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จึงไม่เพียงจะได้ความรู้มากมายแล้ว ยังรู้สึกปลาบปลื้มจนถึงอิจฉาไปกับชาวอิตาเลียนที่ได้มีอัจฉริยะในทุกๆ ด้านถือกำเนิดในประเทศอีกด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : National and Technology Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201070

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หากนักท่องเที่ยวที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือชื่นชอบ Leonardo da Vinci ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมิลาน สถานที่ท่องเที่ยวที่พวกเขาควรไปมิใช่เพียงแค่ Duomo, Sforza Castle, Emmanuel เท่านั้น National and Technology Museum เป็นสถานที่อีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงมิลานเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นมิวเซียมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีและเป็นสถานที่เก็บผลงานของ Leonardo da Vinci มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

มิวเซียมแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ อารามเก่าที่เรียกว่า San Vittore al Corpo นี้ดั้งเดิมเป็น Benedectine convent แต่ในปี 1507 นักบวชกลุ่ม Olivetan ได้รับคอนแวนต์แห่งนี้มาปรับปรุง และขยายต่อเติมให้ใหญ่ขึ้น แต่ในปี 1805 ที่นโปเลียนมาครอบครองมิลานนั้น วัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลทหาร และกลายเป็นค่ายทหารในปีต่อมา หลังจากนั้นสภาพของอารามก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด อารามแห่งนี้เสียหายอย่างหนักจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ดีในปี 1947 เทศบาลเมืองมิลานก็ได้สถาปนาอารามแห่งนี้ให้เป็น National Museum of Science and Techniques


เครื่องพิมพ์ดีด

ก่อนที่มิวเซียมจะได้สถานที่ตั้งถาวร มิวเซียมถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1906  โดย Guido Ucelli ได้เชิญให้สถาบันจัดตั้งมิวเซียมอุตสาหกรรมขึ้น ต่อมาในปี 1930 เทศบาลเมืองมิลานก็ได้จัดตั้ง Museum of Art and Industry ขึ้นโดยมี Guido Ucelli di Nemi เป็นประธานคนแรก อีกปีหนึ่งต่อมา Guglielmo Marconi ประธาน National Research Council ก็ได้อนุญาตให้ใช้สถานี Sempione เป็นที่จัดตั้งมิวเซียม มิวเซียมถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่15 กุมภาพันธ์ ปี 1953 โดยทำการจัดแสดงผลงานของ Leonardo da Vinci เป็นคนแรก หลังจากนั้นในปี 1959 มิวเซียมก็เพิ่มส่วนของ Transport section ขึ้นและเพิ่มส่วนของ Music Instrument and Photo and film section ในปี 1962  อีกสองปีต่อมามิวเซียมก็เพิ่มส่วนของ Air transport ขึ้น และเพิ่มการจัดแสดงเครื่องยนต์รถไฟและรถในส่วนของ Railway transport ในปี 1967

5 มีนาคม ปี 1975 มิวเซียมได้เพิ่มส่วนของ New Radio and Television ขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกถึง Francesco Vecchiacchi ระหว่างปี 1982-3 มิวเซียมได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับLeonardo da Vinci อีกหลายครั้ง และในปี 1986 มิวเซียมก็ได้เพิ่มส่วน Playing with technology and science เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์มากขึ้น ต่อมาในปี 2006 มิวเซียมได้เพิ่มส่วน Plastic and new interactive lab Chemistry and Plastics และ Electricity รวมทั้ง Interactivelab เกี่ยวกับ Leonardo da Vinci ขึ้น ปีต่อมามิวเซียมก็เปิด Telegraph, Telephone and Television ในส่วนTelecommunication และ New Oil Area ขึ้น  ปัจจุบันมิวเซียมมีของสะสมและ Interactive Lab อยู่ 7 ส่วน คือ  Materials, Transports, Energy, Communications, LeonardoArt & Science, New Frontiers, Science for young children โดยแต่ละส่วนจะมีส่วนการศึกษาและวิจัย รวมทั้งของสะสมเพื่อไว้ในการจัดแสดงนิทรรศการ การศึกษา การประชุมเชิงปฏิบัติการอยู่เป็นจำนวนมาก


กล้อง

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้ต้องมีขาที่แข็งแรง ความรู้และกำลังใจในการเดินชมพอสมควร ทั้งนี้เพราะที่มีของสะสมอยู่มากถึง 16,000 ชิ้น ตั้งแต่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ การขนส่ง เรือ รถ หัวรถไฟ เครื่องบิน เครื่องส่งวิทยุ
วิทยุ โทรศัพท์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมโดยจัดอย่างเป็นหมวดหมู่ตามแผนกต่างๆ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเอกสารในห้องสมุดอีกกว่า 4 หมื่นชิ้นนี้ที่เป็นประจักษ์พยานความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมของอิตาลีด้วย  การที่มิวเซียมแห่งนี้มีของสะสมจำนวนมากร่วมกับการจัดส่วนการศึกษาและการประชุมเชิงปฏิบัติการที่หลากหลายสาขาส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่มีคนเข้าดูมากที่สุดในมิลานและเป็นอันดับต้นๆ ของมิวเซียมวิทยาศาสตร์ในระดับโลกด้วย


Solar Clock


Model from Davinci idea


เตารีด


นาฬิกา

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Musical Instrument ใน Sforza castle มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199959

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เปียโน

นอกจากตั๋วเข้าชมมิวเซียมราคา 8 ยูโรใน Sforza castle จะสามารถเข้าชม Museum of Decorative Art แล้ว ตั๋วใบนี้ยังเข้าได้อีกหลายมิวเซียม เช่น Museum of Ancient Art มิวเซียมที่เก็บของสะสมโบราณประเภทงานประติมากรรมของแคว้น Lombardy, PictureGallery ห้องภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง, Egyptian Museum มิวเซียมที่เก็บของสะสมอันเกี่ยวเนื่องกับอียิปต์, Museum of Prehistory and Proto history มิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมทางด้านวัฒนธรรมของแคว้น Lombardy, Furniture Museum มิวเซียมที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ของแคว้น, Photographic Archive มิวเซียมภาพถ่าย, Achille Bertarelli Print Collection งานพิมพ์จากการบริจาคของ Achille Bertarelli และ Museum of Musical Instrument มิวเซียมเครื่องดนตรี

มิวเซียมเครื่องดนตรีแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากของสะสมของ Christmas Galliniที่เทศบาลเมืองมิลานซื้อมาในปี 1958 แล้วนำมาจัดแสดงใน Rocchetta ของสะสมในมิวเซียมเครื่องดนตรียังได้รับมาจากผู้บริจาคอีกหลายคนรวมทั้งนักประกอบไวโอลินด้วย เช่น เปียโนจากอิตาลีตอนเหนือ ไวโอลินโบราณ และเครื่องดนตรีจากแอฟริกา จีนและญี่ปุ่นมิวเซียมได้ของสะสมเพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี 2000 จากการบริจาคของ Foundation “De Musica” ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เก็บของสะสมของตระกูล Monzino นักประดิษฐ์เครื่องดนตรีประจำเมืองมิลานซึ่งสะสมเครื่องดนตรีมาตั้งแต่ปี 1750-1930

Lira

ของสะสมจากตระกูล Monzino จำนวนกว่า 40 ชิ้น อันประกอบไปด้วย ไวโอลิน วิโอล่า แมนโดลิน กีตาร์ เลื่อย สิ่ว ฯลฯ อันเป็นเครื่องมือจากนักประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากมิลาน และเนเปิลที่ตระกูล Monzino จ้างให้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พวกเขาจัดแสดงอยู่ในห้องแรกของมิวเซียมเพื่อเป็นเกียรติแก่ตระกูล Monzino ส่วนห้องถัดๆ ไปจะจัดแสดงเครื่องดนตรีตามชาติพันธุ์ แล้วตามด้วยกลุ่มชนิดเป็นชุดๆ เช่น กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มเครื่องเป่า นอกจากนั้นในมิวเซียมยังมีของจัดแสดงพิเศษแบบต่างๆ เช่น พิณ ไวโอลินจิ๋ว ของชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วย รวมทั้งเครื่องดนตรีประเภท เปียโน พิณ คีย์บอร์ดของนักดนตรีดังๆ ในสมัยปัจจุบันด้วย

เครื่องดนตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดประเภทหนึ่งก็คือ เปียโน เปียโนที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้มีลักษณะเฉพาะที่สวยงามเพราะมีการแกะสลักลวดลาย และมีรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะ เปียโนบางหลังสามารถเล่นพร้อมกันได้สองคน ส่วนผิวนอกด้านหลังของเปียโนบางหลังได้รับการตกแต่งให้มีความสวยงามเป็นพิเศษ เช่น ลวดลายการล่าสัตว์ หรือล่องเรือจากสังคมในยุค Flemish นอกจากนี้เครื่องสายที่จัดแสดงในมิวเซียมยังมีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่หาดูได้ยากในมิวเซียมอื่น เพราะมีรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ และเป็นเครื่องดนตรีที่หาดูได้ยาก นักท่องเที่ยวต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการคาดเดาว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เล่นกันอย่างไร และเสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไรอันนำมาซึ่งความเพลิดเพลินและประสบการณ์ที่ยากจะหาได้จากการชมมิวเซียมอื่นๆ เลยทีเดียว


Mandolin


Harp Guitar 12 strings


เครื่องสายแปลกๆ


ตู้เครื่องสาย


อุปกรณ์ทำเครื่องสาย


เครื่องสายและเครื่องเป่า


เครื่องเป่า


เครื่องสายสารพัดแบบ


เครื่องสายและเครื่องตี


Snake

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art ใน Sforza Castle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198906

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นอกจาก Sforza Castle จะมีป้อมปราการ ทางเดิน และห้องสมุดที่สวยงามแล้วภายในปราสาทแห่งนี้ยังมีมิวเซียมสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองรวมอยู่ด้วย นั่นคือ Museum of Decorative Art มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 จากการรวมชาติของอิตาลีในช่วงเวลานั้น สมาคมอุตสาหกรรมแห่งอิตาลีในมิลานตั้งใจที่จะส่งเสริมให้เปิด Museum of Industrial Art ขึ้นเพื่อเก็บของสะสมจากอดีตที่บ่งบอกถึงรสนิยมอันหรูหราของชาวเมือง การจัดแสดงของสะสมครั้งแรกเกิดขึ้นในสวนของ Porta Venezia ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายของจัดแสดงมายังเมืองมิลาน

หลังจากปรับปรุงปราสาทของ Luca Beltrami รัฐบาลจึงตัดสินใจนำของสะสมมาเก็บไว้ในชั้นหนึ่งของปราสาท และสถาปนา
ให้เป็นมิวเซียมขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 1900 หลังจากมีของสะสมมากขึ้นและในช่วงครึ่งคริสต์ศตวรรษหลัง ผู้ดูแลมิวเซียมได้ย้ายงานตกแต่งยกเว้นเฟอร์นิเจอร์และงานไม้มายังชั้นสองของ Rocchetta โดยจัดแสดงใหม่ให้เป็นกลุ่มๆ เช่น งานผ้า เซรามิก เครื่องกระเบื้อง จิวเวลรี่ งาช้าง งานทองแดง งานหนัง งานแก้ว นาฬิกา เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และงานเหล็ก


จานลาย GeometryThe Conversion Sergio Paul

งานสะสมที่ได้รับจากการบริจาคครั้งใหญ่เป็นงานสะสมของ Trivulzio ที่ได้รับในปี 1935 อันประกอบด้วย จานชาม ทอง ภาพเขียน งาช้าง และงานแกะสลัก ส่วนผลงานงาช้างที่สำคัญเป็นผลงานของ Tardoantichi ซึ่งได้รับบริจาคมาจาก Giuseppe Bossi หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมได้ของสะสมเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถจัดแสดงได้ทีเดียวหมด ต้องหมุนเวียนมา
จัดแสดงส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้กลายเป็นมิวเซียมประเภทนี้ที่สำคัญที่สุดในอิตาลี

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้สามารถตื่นตาตื่นใจได้กับของสะสมหลากหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกระเบื้องที่มีอย่างหลากหลายทั้งรูปแบบ เช่น ตุ๊กตาต่างๆ เครื่องครัวประเภทจาน ถ้วย กาน้ำ ที่มา เช่น จากอิตาลี เวียนนา และยุคสมัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงปัจจุบัน  เฉพาะแค่งานกระเบื้องนี้นักท่องเที่ยวก็มักรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วกับเงิน 8 ยูโรค่าเข้าชม แต่นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้ตั๋วเดียวกันกับมิวเซียมอื่นๆ ใน Sforza castle นี้ด้วย


ชุดกินข้าวเซรามิก


เซตถ้วยชาม

เครื่องโลหะ


Model Sanctuary


ตัวอย่างช้อนส้อม


เซตช้อนส้อม

แหวกฟ้าหาฝัน : Sforza Castle แห่งมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/197745

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิลาน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหนึ่งโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และมิวเซียมจะต้องเข้าเยี่ยมชมให้ได้ก็คือ Sforza Castle ประสาทโบราณขนาดใหญ่ที่เห็นได้แต่ไกลเกือบทั่วเมืองแห่งนี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1360 เมื่อ Galeazzo Visconti IIเริ่มสร้างป้อมปราการและกำแพงขึ้น ป้อมแห่งนี้ถูกต่อเติมเรื่อยมาหลายครั้งโดยทายาทของตระกูล Viscontis จนถึงสมัยของ Filippo Maria ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่หันมาใช้ป้อมแห่งนี้เป็นสำนักงานใหญ่ในการทำงานของตระกูล

ประตูหน้า

ด้านหลังประตูหน้า

เมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลไม่มีบุตรชาย Bianca Maria Visconti ทายาทสาวคนสุดท้ายของตระกูล Viscontis ก็สมรสกับ FrancescoSforza ผู้นำทหารที่ Filippo Maria ไว้ใจส่งผลให้ Sforza ขึ้นสู่การเป็นผู้นำมิลานไปโดยปริยาย เขาจึงตกแต่งปราสาทแห่งนี้เพิ่มเติมเพื่อเสริมความสวยงามให้กับเมืองและปกป้องศัตรูจากภายนอก แม้ Francesco Sforza จะเปลี่ยนตัวสถาปนิกผู้ออกแบบหลายคนและใช้ความพยายามในการปรับปรุงปราสาทอยู่หลายปี แต่ผู้ที่ปรับปรุงและขยายปราสาทจนสำเร็จและย้ายเข้ามาอยู่ประจำกลับเป็น Galeazzo Maria ผู้ปกครองมิลานคนต่อมา

ทางเดินไป Sforza

เมื่อ Galeazzo Maria ถูกลอบสังหาร Bona di Savoia ภรรยาม่ายของ Galeazzo Maria สถาปนาตัวเองขึ้นมาปกครองมิลานในเดือนธันวาคมปี 1476 และย้ายตัวเองเข้าไปพำนักยังหอคอยกลางซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อหอคอยจนปัจจุบัน ต่อมาพระนางก็ถูก Ludovico Maria หรือ Il Moro น้องชายขับไล่ออกจากเมืองและสถาปนาตัวเองขึ้นมาปกครองมิลานแทน การที่ Il Moro เป็นผู้ที่หลงใหลในศิลปะมาก เขาจึงจ้างศิลปินดังๆ ในสมัยนั้น ทั้ง Donato Bramante และ Leonardo da Vinci มาปรับปรุงและตกแต่งปราสาทจนได้ห้อง Leonardo’s Sala delle Asse และห้องทรัพย์สมบัติ เมื่อ Beatrice d’Este ภรรยาของเขาสิ้นพระชนม์จากการประสูติพระโอรสและฝรั่งเศสบุกมิลานเขาจึงจำเป็นต้องหลบหนีไปอยู่กับพระเจ้า Maximilian Iแห่งราชวงศ์ Habsburg และหยุดการปรับปรุงปราสาทไปชั่วคราว

ทางเดินภายใน

ในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองมิลาน ส่วน Filarete Tower ได้ถูกระเบิดทำลายจนเสียหาย แม้ภายหลัง Francesco II Sforza บุตรชายคนที่สองของ FrancescoSforza จะกลับมาปกครองมิลานและปรับปรุงปราสาท แต่ปราสาทก็ยังไม่มีป้อมที่ดูแลประตูด้านข้างอีกเลย ซ้ำร้าย เมื่อ Don Ferrante Gonzaga ทหารของจักรพรรดิสเปนได้เข้าครอบครองป้อมแทนในปี 1549 เขาได้เปลี่ยนหลายส่วนของปราสาทให้กลายเป็นร้านค้า โรงพยาบาล ร้านขายขนมปังที่จำหน่ายสุราเพื่อตอบสนองความต้องการของทหารสเปนจากเงินภาษีของชาวมิลาน

หลังจากปราสาทผ่านสงครามมาหลายสิบปี ในปี 1893  ชาวเมืองมิลานและผู้ปกครองก็ตัดสินใจซ่อมแซมปราสาทอย่างจริงจัง โดยทำการยกหอคอยที่เคยถูกทำลายขึ้นใหม่ให้สูงเท่ากับที่เคยสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และตกแต่งส่วนของห้องเก็บทรัพย์สมบัติและ Sala delle Asse ด้วย รวมทั้งสร้างหอคอยส่วน Filarete เพื่ออุทิศให้กับพระเจ้า Umberto I ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของปราสาทไปในตัวอีกต่างหาก

ส่วน Filarete Tower ที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดและโดดเด่นที่สุดนั้นได้เคยถูกออกแบบโดย Antonio Averulino หรือ il Filarete เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลาน แต่สถาปนิกผู้เข้าดูแลการก่อสร้างไม่เคยสามารถทำได้สวยงามตามแบบ และยังเปลี่ยนหอคอยนี้ให้เป็นป้อมปืนที่ภายหลังถูกถล่มจนราบคาบด้วย ป้อมที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลมาจากการศึกษาของ Luca Beltrami ถึงการออกแบบดั้งเดิม และสร้างใหม่ให้เหมือนกับแบบที่ออกในสมัยเรอเนสซองส์โดยเสริมนาฬิกา รูปแกะสลักของ Umberto I และ Saint Ambrose เข้าไปด้วย สำหรับเชิงเทินและทางเดินตลอดปราสาทนั้นถูกทำลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้วตั้งแต่สมัยที่ชาวต่างชาติครอบครองปราสาทระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 เชิงเทินที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิก Luca Beltrami ในปี 1893 ตามแบบที่เคยออกไว้สมัยลอมบาดี

บรรยากาศภายใน

The Sala delle Asse (ห้อง 8 ของ Museum of Ancient Art) ห้องที่อยู่ชั้น 1 ของ Falconiera Tower เป็นห้องที่มีชื่อเสียงที่สุดห้องหนึ่งของปราสาทแห่งนี้เพราะถูกตกแต่งโดย Leonardo da Vinci ส่วนของหลังคาตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลอง 3 เหตุการณ์ในสมัยของ Il Moro นั่นคือ การเป็นพันธมิตรกับพระเจ้า Maximilian จากการแต่งงานระหว่างหลานสาวของเขากับกษัตริย์ การรับรองตำแหน่งท่านดุ๊กในปี 1495 และการรับรองพระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศส ส่วน The Treasure Room หรือห้องเก็บสมบัติซึ่งปัจจุบันเป็น Trivulziana Library ที่ได้รับการตกแต่งด้วยปูนเปียกเป็นรูป Argus ยักษ์100 ตาเพื่อปกป้องสมบัติเหมือนสมัย Lucovico il Moro นี้เป็นห้องที่มีความแข็งแรงที่สุดในปราสาทจึงรอดจากสงครามมาได้โดยตลอด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยว Sforza Castle นี้สามารถที่จะตื่นตาตื่นใจกับตัวปราสาท และห้องหับมากมายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากต้องการเข้ามิวเซียมอีกหลากหลายก็อาจต้องมีค่าใช้จ่ายขึ้นกับเวลาที่มีและความชื่นชอบพิเศษของแต่ละคน  แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ชอบมิวเซียม การเดินชมป้อมปราสาทเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนปราสาทแห่งมิลานนี้แล้ว