แหวกฟ้าหาฝัน : Michelangelo ใน Accademia Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222466

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Pietà

ใน  Accademia Gallery มิลาน ไม่เพียงมีผลงาน David ซึ่งถือเป็น Masterpiece ที่สุดชิ้นหนึ่งของ Michelangelo แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานสำคัญของศิลปินผู้นี้อีกเป็นจำนวนมาก Michelangelo di Lovdovico Buonarroti Simoni นักประติมากรสถาปนิก วิศวกร คีตกวี และศิลปินยุค High Renaissance นี้มีผลงานมากมายที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามน่าอัศจรรย์ ผลงานด้านประติมากรรมที่สำคัญที่สุดในโลกของเขาสองชิ้นไม่ว่าจะเป็น Pietà ที่อยู่ในมหาวิหาร St.Peter หรือ David ที่จัดแสดง ณ Accademia แห่งนี้ถูกปั้นขึ้นตั้งแต่เขาอายุยังไม่ครบ 30 ปี

นอกจากผลงานอันโดดเด่นสองชิ้นนี้แล้ว เขายังเป็นผู้วาด Fresco ที่สำคัญที่สุดของโลกด้วย นั่นคือ Genesis ใน Sistine Chapel ของมหาวิหาร St.Peter และยังเป็นผู้ออกแบบมหาวิหาร St.Peter เองในช่วงปลายของชีวิต การที่เขาสามารถสร้างชื่อเสียงได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้เขาไม่เพียงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคสมัยของตัวเองแล้ว เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาลด้วย

Awakening Slave

เนื่องจาก Accademia Gallery เป็นเจ้าของผลงานของเขาหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านประติมากรรม ห้องภาพจึงจัดแสดงส่วนของ Michelangelo ให้ไว้แยกต่างหากโดยให้ชื่อว่า Gallery of the Slaves  ดั้งเดิมนั้นผลงาน Slave ทั้งสี่ชิ้น ศิลปินถูกจ้างให้ปั้นเพื่อไว้ประดับหลุมฝังศพของ Pope Julius II ที่มหาวิหาร St.Peter แต่ภายหลังหลุมฝังศพถูกลดขนาดลงมาก  ผลงานที่ยังไม่เสร็จทั้งสี่ชิ้นจึงถูกบริจาคไปให้กับ Grand Duke Cosimo I de’ Medici และถูกส่งต่อมายังห้องภาพแห่งนี้ในปี 1909

The Bearded Slave

แม้ผลงานทั้งสี่ชิ้นนี้จะไม่ใช่งานที่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันกลับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นแนวคิด รูปแบบและความสร้างสรรค์ในการสร้างงานของศิลปิน ปัจจุบันนักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า การที่ผลงานเหล่านี้ไม่เสร็จสมบูรณ์ไม่เพียงเป็นเพราะศิลปินไม่ต้องการให้เสร็จ แต่ต้องการให้ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความทุกข์ทรมานของชีวิตผู้คนตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ และยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ตามที่ศิลปินมักอ้างว่า เขาถูกผลงานเหล่านี้เรียกร้องให้นำมันออกมาจากหินอ่อนเหมือนกับที่มนุษย์เรียกร้องให้ตัวเองออกจากครรภ์มารดา  

The Young Slave งานประติมากรรมผู้ชายที่งอเข่าเล็กน้อย มีแขนซ้ายพาดปิดส่วนใหญ่ของใบหน้า และแขนทิ้งลงข้างสะโพกนี้ นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า ศิลปินเริ่มแกะงานจากด้านหลัง แม้แต่ละส่วนทำเสร็จไม่เท่ากัน ลำตัวข้างซ้ายเสร็จมากกว่าข้างขวา เป็นไปได้ว่าศิลปินต้องการให้ผู้ชมตีความงานได้อย่างหลากหลาย เขาจึงสร้างสรรค์งานแบบที่ผู้ชมยากจะคาดเดา เช่น เหตุใดทาสต้องยืนบนแท่นหินที่แคบเช่นนี้ เป็นไปได้ว่า ศิลปินต้องการสื่อถึงความบีบคั้นจากการเป็นทาส หน้าตาของทาสดูอ่อนเยาว์กว่าเนื้อตัวเป็นไปได้ว่าศิลปินต้องการสื่อว่าการเป็นทาสทำให้ร่างกายทรุดโทรมเกินปกติ อย่างไรก็ดีการที่งานชิ้นนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทำให้ผู้ชมยากจะคาดเดาว่าแท้ที่จริงแล้วศิลปินต้องการสร้างสรรค์ผลงานไปทางใดกันแน่

The Young Slave

The Bearded Slave ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดในผลงานชุด Slave ทั้งหมดของศิลปินสังเกตได้จากหนวดเครา กล้ามเนื้อบนร่างกาย แขนขาที่ดูค่อนข้างสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักกายวิภาค รวมทั้งเริ่มมีส่วนของเสื้อผ้าให้เห็นแล้ว

Atlas การที่ผลงานชิ้นนี้ได้รับการขนานนามว่า Atlas ก็เพราะทาสคนนี้กำลังอยู่ในท่าทางแบกของหนักราวกับแบกโลกไว้บนหัว ทั้งๆ ที่ของหนักที่ว่านั้นคือศีรษะของเขาเอง แต่นักวิจารณ์ศิลป์อีกกลุ่มกลับคิดว่า งานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นตัวแทนของ Titan ซึ่งเป็นผู้แบกโลกไว้บนบ่าต่างหาก

Atlas

งานชิ้นสุดท้าย Awakening Slave เป็นอีกผลงานยอดเยี่ยมของศิลปิน ผู้ที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานนี้ของจริงใน Accademia จะรู้สึกได้เลยว่า ผลงานชิ้นนี้สะท้อนปรัชญาในการทำงานของ Michelangelo ที่ว่า เขามีหน้าที่เอาตัวตนของสิ่งที่เขาแกะซึ่งกำลังทุรนทุรายอยู่ออกจากหินอ่อนออกมาให้ได้เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Accademia Gallery : The Official Guide all of the works)

Atlas detail

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามหา David ใน Accademia Gallery เมืองฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221317

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะโดยเฉพาะ Michelangelo หากได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนฟลอเรนซ์ คงไม่พอใจเพียงแค่ดู David ที่อยู่กลางจัตุรัส Signori เท่านั้น คงต้องหาโอกาสไปดู David ของจริงให้ได้ที่ Accademia Gallery ไม่เช่นนั้นคงรู้สึกเหมือนมาไม่ถึงฟลอเรนซ์  อย่างไรก็ดี ห้องภาพนี้กลับไปไม่ง่าย เพราะไม่เพียงไม่ได้อยู่ในละแวกเดียวกันกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักแล้ว การเข้าชมยังต้องจองตั๋วล่วงหน้าด้วยไม่เช่นนั้นนักท่องเที่ยวอาจพลาดโอกาสได้

Accademia Gallery ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1784 จากการที่  Grand Duke of Tuscany Pietro Leopoldo ได้นำของสะสมมารวมกันเพื่อจัดตั้ง  Academy of Fine Art  การจัดตั้งห้องภาพนี้เกิดจากการรวมอาคารสองแห่งของโรงพยาบาล San Matteo  และ Convent of San Niccolo di Cafaggio เข้าด้วยกันโดยปรับปรุงห้องพักของโรงพยาบาลใหม่ให้เหมาะกับการเรียนศิลปะ  ผู้ก่อตั้งได้นำแบบจำลองงานก๊อปปี้ประติมากรรมต่างๆ ร่วมกับงาน The Rape of Sabin women ของ Giambologna มาจัดแสดง อีกทั้งยังส่งเสริมให้นำผลงานที่ได้รับรางวัลในการแข่งขันของสถาบันมาจัดแสดงเป็นของจัดแสดงแบบถาวรด้วย

เมื่อฟลอเรนซ์กลายเป็นเมืองหลวงของอิตาลีหลังจากการรวมชาติอิตาลี Accademia Gallery ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยเพิ่มงานที่ทันสมัยจาก Palazzo della Crocetta เข้ามาด้วยอีกจำนวน 146  ชิ้นส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น  Modern Art Museum แห่งแรกของอิตาลี  ในปี 1872  อาคารของมิวเซียมได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับ David ผลงาน  Masterpiece ของ Michelangelo ที่ย้ายมาจาก Piazza della Signoria  ที่นี่ได้กลายเป็นที่จัดแสดงผลงานของ Michelangelo ครบ  400 ปี ในปี 1875 ด้วย อย่างไรก็ดีหลังปี 1920 เทศบาลได้ย้ายภาพเขียนแนว Modern Art ไปยัง Pallazzo Pitti ส่งผลให้ที่นี่ไม่มีผลงานแนว Modern Art มากพอจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Accademia Gallery

ผลงานเด่นที่สุดในห้องภาพคงไม่มีอะไรเกินงานประติมากรรม David ของMichelangelo  Buonarroti สถาปนิก วิศวกร นักประติมากรรม ศิลปิน และกวีที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งของศิลปะตะวันตกยุคเรอเนสซองส์ดาวิดถูกจ้างแกะขึ้นโดย Florence Opera del Duomo เพื่อตกแต่งมหาวิหารในปี 1501 เมื่อดาวิดถูกนำไปวางไว้หน้า  Palazzo Vecchioครั้งแรกนั้น ผลงานชิ้นนี้ก็ถูกยกย่องจากนักวิจารณ์ศิลป์และศิลปินในฐานะเป็น สัญลักษณ์ของความมีอิสรภาพและคุณงามความดีของสาธารณชนฟลอเรนซ์

ดาวิดหรือผลงานของกษัตริย์ชาวอิสราเอลในท่วงท่าที่เพิ่งได้รับชัยชนะมาจากการฆ่าโกไลแอทของ Michelangelo นี้เป็นไปตามอย่างวีรบุรุษกรีกซึ่งถอยห่างจากนิยามดาวิดของ Donatello และ Verrocchio สองนักประติมากรรมที่สร้างให้ดาวิดมีท่วงท่าเหมือนอย่างในคัมภีร์ไบเบิ้ลมากกว่า  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมดาวิดหรือผลงานประติมากรรมขนาดมหึมาที่ดูเงียบขรึม ในท่วงท่าสง่างามและทรงพลังซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานศิลปะที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกนี้ มักเชื่อกันว่า Michelangeloถูกกษัตริย์ดาวิดเรียกร้องให้นำพระองค์ออกจากหินอ่อนแท่งนี้เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือAccademia Gallery : The Official Guide all of the works)

แหวกฟ้าหาฝัน : วันหนึ่งในฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220194

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จัตุรัส Signoria

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนอิตาลี เมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่ว่าจะเข้าอิตาลีทางโรม หรือมิลานด้วยสายการบินไทย หรือเวนิสด้วยสายการบินอื่นก็ตาม นั่นคือ เมืองฟลอเรนซ์ การที่นักท่องเที่ยวต้องมาเมืองนี้ให้ได้ก็เพราะ ฟลอเรนซ์เป็นเมืองหลวงของศิลปะแนวเรอเนสซองส์ที่ส่งผลให้อิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีวิวัฒนาการทางศิลปะสูงสุดของโลกตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 การเข้าฟลอเรนซ์ผ่านทางโรมจะสั้นสุดสามารถเดินทางโดยรถไฟด่วนเพียงแค่ชั่วโมงเศษ หากนักท่องเที่ยวเข้าอิตาลีทางมิลานจะต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง พอๆ กันกับจากเวนิส อย่างไรก็ดีการเดินทางด้วยรถไฟในอิตาลีก็มิได้ยากเย็น เพียงแต่ต้องจองที่นั่งเสียเงินเพิ่มก่อนหากใช้อิตาลีพาส หากนักท่องเที่ยวต้องการความแน่นอนควรซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ที่นั่งที่ต้องเสียเงินจองเพิ่มอีกถึง 9-18 ยูโรอาจไม่ได้เวลาที่ดี นอกจากนี้การนั่งรถไฟชั้นหนึ่งของอิตาลีไม่เพียงให้ความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวมากกว่า นักท่องเที่ยวยังจะได้รับเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวเสิร์ฟเพิ่มอีกต่างหากด้วยซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากกับราคาที่เพิ่มจากชั้นสองใบละประมาณ 3 พันบาท

บรรยากาศ Promenade ทางไปสะพาน Vecchio

นักท่องเที่ยวที่มาถึงฟลอเรนซ์ทางรถไฟแล้ว สามารถเดินเท้าเข้าเมืองได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหารถใต้ดินหรือรถบัสให้เสียเวลา เพราะเมืองนี้ไม่ใหญ่มาก และตลอดเส้นทางเดินสู่สถานที่ท่องเที่ยวล้วนสวยงามและมีร้านรวงให้ช็อปปิ้งมากมาย นักท่องเที่ยวที่ชอบกระเป๋าหนังอิตาลีที่ไม่ติดแบรนด์สามารถเดินไปช็อปปิ้งได้ที่ตลาดกระเป๋าบนถนน Via dell’ Ariento และ Via Calmala ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก ที่นี่มีตลาดกระเป๋าหนังขนาดใหญ่สองแห่งให้ซื้อกันอย่างจุใจแถมยังต่อราคาได้อีกต่างหากด้วย เสร็จจากซื้อกระเป๋าหนัง นักท่องเที่ยวจะเข้า Florence Duomo หรือ Cathedral of Saint Mary of the Flowers มหาวิหารโกธิกที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1296 หรือแวะถ่ายรูปด้านหน้าอย่างเดียวก็ได้

Florence Cathedral นี้ ได้รับการออกแบบโดย Arnolfo di Cambio สถาปนิกชาวอิตาเลียน ส่วนโดมได้รับการออกแบบโดย Filippo Brunelleschi วิศวกร สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี  มหาวิหารที่ด้านนอกได้รับการตกแต่งด้วยหินอ่อนหลากสีโดยเน้นสีเขียวและชมพูบนขอบขาวนี้ได้รับการตกแต่งโดย Emilio De Fabris สถาปนิกชาวอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มหาวิหารที่ตั้งอยู่ ณ PiazzadelDuomo และประกอบด้วย 3 อาคารนั่นคือ มหาวิหาร หอศิลป์จุ่มที่มีประตูทองอันแสนงดงามนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้นทัสคานีด้วย ส่วนโดมของมหาวิหารยังมีความสำคัญตรงที่เป็นโดมอิฐแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนฟลอเรนซ์และมีเวลาควรเข้าไปดูการตกแต่งภายในให้ได้ด้วย แต่อาจจำเป็นต้องเผื่อเวลา และมีความอดทนค่อนข้างมาก เพราะคิวในการเข้ายาวมาก

สะพาน Vecchio

ถัดจากนั้น นักท่องเที่ยวจะเข้าสู่ PiazzaDella Signoria  จัตุรัสกลางเมือง สถานที่ถ่ายรูปสำคัญซึ่งมี David อยู่หน้า Palazzo Vecchio และ Perseus ตัดหัว Medusa  ณ บริเวณนี้นักท่องเที่ยวมักตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมและผลงานประติมากรรมที่อยู่รอบๆ จนลืมไปว่าอิตาลีเป็นเมืองของนักล้วงกระเป๋า นักท่องเที่ยวต้องระวังตัวให้มากเมื่อมาถึงบริเวณนี้

หลังจากถ่ายรูปกับดาวิดและรอบๆ จัตุรัสจนพอใจ นักท่องเที่ยวจะเดินผ่าน Uffizi Galleryซึ่งมีผลงานประติมากรรมมากมายอยู่รายรอบเพื่อเดินผ่านไปยัง Promenade ที่จะข้ามสะพาน Ponte Vecchio สะพานทองสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของฟลอเรนซ์  ระหว่างทางเดินก่อนข้ามสะพานนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปและช็อปปิ้งซื้อของชำร่วยได้ราคาไม่แพงมากนัก แต่บริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยนักล้วงกระเป๋าเช่นกัน  บนสะพาน Ponte Vecchioนักท่องเที่ยวมักจะตื่นตาตื่นใจกับร้านทองที่ทองรูปพรรณได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรตระการตาหาดูได้ยากที่ใดในโลก  นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปงานทองได้ไม่ยาก เพราะเจ้าของไม่ค่อยหวงเท่าไหร่ แต่หากต้องการจะซื้อต้องคิดหนักสักหน่อย เพราะของแต่ละชิ้นไม่ขายตามน้ำหนักทอง แต่จะขายเป็นชิ้นและราคาแพงมาก

หลังจากข้ามสะพานทองไปแล้ว หากนักท่องเที่ยวมีเวลาและต้องการดูภาพเขียนสวยๆ สามารถข้ามสะพานต่อไปยัง Palazzo Pitti พระราชวังที่มีมิวเซียมที่เก็บภาพเขียนสวยๆ จำนวนมากได้ด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย การได้เดินเที่ยวรอบเมือง ได้ถ่ายรูปกับ Duomo และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของเมืองฟลอเรนซ์ ร่วมกับการซื้อกระเป๋า ของที่ระลึกและทองรูปพรรณของอิตาลีก็น่าจะประทับใจไม่รู้ลืมกับเมืองฟลอเรนซ์เพชรน้ำเอกแห่งเรอเนสซองส์ได้แล้ว

Duomo

ทางเข้า Duomo เดินจากสถานี

บรรยากาศบริเวณจัตุรัส Signori

หน้า Palazzo della Vecchio

หน้าตลาดกระเป๋า

ตลาดกระเป๋า

David ที่จัตุรัส Signori

Perseus ตัดหัว Medusa

ประตูทอง

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวทะเลสาบ Como

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/219094

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บรรยากาศในทะเลสาบ Como

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิลาน และไม่ชอบเที่ยวแต่ในเมือง สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรไปเยี่ยมเยือนให้ได้ก็คือ ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของนํ้าแข็ง มีพื้นที่มากถึง 146 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลี ลึกถึง 400 เมตร นี้เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในยุโรป การที่ทะเลสาบนี้มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นที่พักผ่อนของชาวโรมมาแต่โบราณมีทิวทัศน์สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปมีรีสอร์ทสวยๆ มากมายและไม่ไกลจากมิลานเมืองแฟชั่นมากนักทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพักตากอากาศของผู้มีชื่อเสียงและดารามากมาย เช่น Madonna, George Clooney, Sylvester Stallone, Richard Branson นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยี่ยมเยือนเมืองต่างๆรอบทะเลสาบนี้จึงสามารถหวังที่จะพบดาราเหล่านี้ได้ไม่ยากนักไม่ว่าจะเป็นฤดูท่องเที่ยวหรือไม่ก็ตาม

ส่วนการไปเที่ยวเมืองรอบๆ ทะเลสาบสามารถเข้าออกได้ทั้งทางเรือ รถบัสและรถไฟ แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูร้อนหรือไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว
จำเป็นต้องเช็คตารางเวลาทั้งเรือ รถบัส และรถไฟให้ดีไม่เช่นนั้นแล้ว นักท่องเที่ยวอาจพลาดการเดินทางได้ โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเช้าไปเย็นกลับมิลานโดยไม่แวะพัก อาจจำเป็นต้องเลือกเที่ยวได้เพียงแค่สองเมืองให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เพราะทะเลสาบนี้มีลักษณะเป็นรูป Y คว่ำ รถไฟที่วิ่งระหว่างเมืองวิ่งในเวลาจำกัด ส่วนเมืองยอดนิยมประจำทะเลสาบก็คือ Como, Bellagio และ Leccoและ Menaggio สำหรับเมืองอื่นๆ นั้นนักท่องเที่ยวสามารถไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่น เล่นกอล์ฟหรือสกี

Cable Car

นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาเที่ยวได้ทั้งวันอาจเริ่มต้นด้วยการออกจากมิลานทางรถไฟในตอนเช้าไป Lecco เมืองทางขวาของทะเลสาบก่อน เพราะมีรถไฟออกจากมิลานไปแต่เช้า  เมืองที่มีประวัติศาสตร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แห่งนี้มีความสวยงามโดยเฉพาะด้านหน้าเมืองที่ติดทะเลสาบ หลังจากนักท่องเที่ยวแวะจิบกาแฟและถ่ายรูปกับทะเลสาบเป็นที่พอใจแล้ว นักท่องเที่ยวอาจแวะชม Silk Museum และ Guzzi Moto Museum ก่อนจับเรือไป Bellagio เมืองที่อยู่ตรงปลายระหว่างทะเลสาบ

Bellagio เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรีสอร์ทที่หรูหราจึงเหมาะกับการพักผ่อนทุกฤดู เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของทะเลสาบเพราะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และบาร์ เนื่องจากที่นี่ไม่ไกลจากมิลานมากนัก ชาวมิลานหรือนักท่องเที่ยวที่มีเวลาว่างตอนเย็นๆ มักขับรถหรือนั่งรถไฟและเรือมากินอาหารเย็นกัน แม้ด้านหน้าทะเลสาบในเมืองนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขนม แต่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งก็ยังชอบเดินเข้าไปในเมืองเพื่อหาบรรยากาศแปลกใหม่ที่มีร้านขายของที่ระลึกและแฟชั่นด้วย ตรงกลางจัตุรัสของเมืองยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญก็คือ Basillica di San Giacomoที่มีหอระฆังและภาพปูนเปียกสวยงามประดับภายใน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดที่จะเดินไปยัง Bellagio Promontory ตำแหน่งที่จะเห็นทะเลสาบโคโมแยกออกเป็น 2 ขา

บ้านริมทะเลสาบ Como

หลังจากชื่นชม Bellagio จนพอใจ นักท่องเที่ยวก็สามารถเลือกนั่งเรือหรือบัสต่อไปยัง Como เมืองที่ใหญ่ที่สุดของทะเลสาบและมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงยุคทองแดง เมืองที่เคยถูกครอบครองทั้งจากโรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรียและสเปนนี้กลับถูกครอบครองโดยผู้ปกครองมิลานเป็นอันดับสุดท้ายด้วยฝีมือของ Giuseppe Garibaldi เมืองที่เคยเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านผลิตภัณฑ์ไหมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 และปัจจุบันเป็นเมืองที่มีผลิตภัณฑ์ไหมที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุโรปนี้มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ Museo della Seta หรือมิวเซียมไหม นอกจากมิวเซียมไหมแล้ว นักท่องเที่ยวอาจหาโอกาสเยี่ยมชม Basilica di San Fedele  โบสถ์แนวโรมันเนสท์ที่สวยที่สุดของเมืองก่อนช็อปปิ้งของฝากที่มีอยู่ตามร้านค้าในเมืองมากมาย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินริมทะเลสาบอาจพบธงไทยติดอยู่ริมตู้ตู้หนึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเจ้าของตู้ซึ่งเป็นเจ้าของเรือมีภรรยาเป็นคนไทย มักมารอคุยกับคนไทยที่มาเที่ยวชมทะเลสาบแห่งนี้ หากนักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาเหลืออาจรับประทานอาหารเย็นริมทะเลสาบก่อนจับรถไฟกลับมิลานดึกๆ ก็ยังได้ด้วย

ริมทะเลสาบเมือง Lecco

ร้านค้าใน Como

โบสถ์เมือง Como

บรรยากาศกลางเมือง Como

บรรยากาศ Lecco

เจ้าของเรือชาวอิตาเลี่ยนที่มีภรรยาเป็นคนไทย

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Contemporary Art เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/217942

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Museum of Contemporary Art Milan

Museum of Contemporary Art หรือ PadiglioneD’Arte Contemporanea (PAC) เมืองมิลานที่ตั้งอยู่บนถนน Palestro ติดกับ ModernArt Museum นี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทศบาลต้องการหาที่จัดแสดงผลงานแนว Contemporary Art แทน VillaBelgioiosa เพื่อนำมาจัดแสดงผลงานแนว Modern Art   Ignazio Gardella เป็นสถาปนิกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ออกแบบในปี 1948 และสร้างเสร็จในปี1954 มิวเซียมปิดตัวไปอีกครั้งและเปิดตัวใหม่ในปี 1979 แต่ที่นี่กลับโดนวางระเบิดในปี 1993 ในช่วงที่รัฐบาลกำลังปราบมาเฟีย เทศบาลจึงได้ทำการปรับปรุงอาคารใหม่ตามแนวทางสถาปัตยกรรมเดิม และเปิดตัวใหม่อีกครั้งในปี 1996 ด้วยนิทรรศการที่อุทิศให้กับ Leo Castelli ผู้จำหน่ายภาพเขียนชาวอิตาลี

ปัจจุบันที่นี่ถูกใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการแนว Contemporary Art อย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้ศิลปินมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานใหม่ๆ ส่วนตัวอาคารก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของการออกแบบจากสถาปนิกชาวอิตาเลียนสำหรับการจัดแสดงงานแนว Contemporary เฉกเช่นเดียวกับ Kunsthalle อื่นๆ

Death

ผลงานการจัดแสดงแนว Contemporary Artหรือศิลปะร่วมสมัยนี้มักถูกเรียกอีกคำหนึ่งว่าPostmodern Art แต่ละประเทศจะให้ความหมายต่างกันเช่น อังกฤษตั้งสมาคม Contemporary Art ตั้งแต่ปี 1910 แต่บางประเทศถือว่า งาน Contemporary Art ต้องหลังจากทศวรรษที่ 1930 บางประเทศต้องหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังทศวรรษที่ 1960 เลยทีเดียว นอกจากการแบ่งโดยปีของผลงานแล้ว การตีความยังกว้างขวางมากขึ้นกับนักสะสม มิวเซียมและห้องภาพ นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับการดูงานแนวContemporary Art มักเข้าใจดีว่า ผลงานศิลปะรุ่นใหม่มักขึ้นกับแนวคิด (concept) บางครั้งดูยากจนแทบไม่เข้าใจเลย หากศิลปินไม่ตั้งชื่อภาพหรือเขียนคำอธิบาย

Organics 2

ผลงานศิลปะของ Regina Jose Galndo นักแสดงและศิลปินหญิงชาวกัวเตมาลาที่จัดแสดงแบบเดี่ยวๆของเธอใน PAC เมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 เป็นผลงานที่พูดถึงประเทศแม่ของเธอและเป็นหนึ่งในงานContemporary Art ที่ดูยากที่สุดชุดหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เธอใช้สื่อทั้งภาพถ่ายและวีดีโอในการจัดแสดงผลงานที่พูดถึงความรุนแรง และการสังหารหมู่ในประเทศของเธอตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

Organic

งานของเธอแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกัวเตมาลานั้นไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากสงครามอันถือเป็นน้ำมือมนุษย์ผู้ชมจะเห็นว่าเธอใช้ภาพถ่ายตัวเองเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ทั่วโลกหันมากำจัดบาดแผลและไม่หลงลืมความทรงจำที่ทุกข์ทรมานที่เกิดจากการทำลายล้างในประวัติศาสตร์ เธอยังต้องการใช้ผลงานที่ส่วนหนึ่งเป็นร่างกายของเธอเองย้ำเตือนให้เห็นถึงความอยุติธรรมทางสังคมที่เกิดจากการแบ่งแยกเชื้อชาติและเพศ

Death 2

ห้องภาพแบ่งการจัดแสดงงานของเธอออกเป็น 5 ส่วนคือ การเมือง ผู้หญิง ความรุนแรง ธรรมชาติ และความตาย  เธอเปิดเรื่องด้วยการพูดถึงเรื่องการเมืองในประเทศกัวเตมาลาผ่านการใช้ร่างกายของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอต่อต้านอาชญากรรมสงครามทุกรูปแบบการแบ่งชนชั้นในสังคม การแบ่งแยกเชื้อชาติ การประหารและความรุนแรงต่อผู้หญิง ส่วนการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของสิทธิสตรีนั้น เธอจัดแสดงภาพหญิงเปลือยที่ถูกทำทารุณกรรมหลากรูปแบบซึ่งผู้ชมที่ได้ชมผลงานจริงจะรู้สึกคลื่นเหียนมาก และเข้าใจความรู้สึกของการถูกกดขี่ทางเพศได้อย่างถึงแก่น

Politics

สำหรับเรื่องความรุนแรงนั้น เธอพยายามที่จะใช้ร่างกายของเธอตอบคำถามที่ว่า มนุษย์จะทนไม่รู้สึกรู้สาต่อการเผชิญหน้ากับความรุนแรงได้นานเท่าใด และเมื่อใดคนส่วนใหญ่จึงจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือคนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ให้พ้นจากความรุนแรง ในห้องจัดแสดงยังมีภาพที่ผู้หญิงถูกทำทารุณกรรมมากมาย เช่น หญิงแก้ผ้ามัดมือถ่ายนู้ด

Organics 3

ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เธอหันมาให้ความสนใจกับธรรมชาติมากขึ้น งานของเธอจึงกลมกลืนไปกับธรรมชาติมากขึ้นเสมือนหนึ่งเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งในทิวทัศน์ที่เธอเข้าไปถ่ายทำ แต่เธอก็ยังเย้ยหยันทางการเมืองด้วยการสื่อว่าตัวเธอเสมือนกับหลุมศพ หรือศพเน่าเปื่อย เรื่องสุดท้ายที่เธอพูดถึงคือความตายซึ่งเป็นการขมวดปมจาก 4 หัวข้อก่อนหน้านี้ว่า แม้ที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่โลกทั้งโลกปล่อยให้ชาวกัวเตมาลาทนทุกข์ทรมานกับเผด็จการที่โหดร้ายโดยไม่ใส่ใจมานานเกินไปแล้ว

Politics2

ผู้ชมที่เข้าไปดูผลงานของเธอจะพบว่า ภาพถ่ายหลายรูปและวีดีโอหลายฉากดูน่าสยดสยองจนแทบจะอาเจียนออกมาเลยทีเดียว แต่มันกลับเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแทบทุกวันจนไม่เป็นข่าวแล้วในประเทศกัวเตมาลาบ้านเกิดของเธอ อีกทั้งมันยังเกิดขึ้นทั่วโลกเพียงแต่ไม่มีศิลปินคนใดไปเก็บข้อมูล ความรุนแรงมานำเสนอต่อชาวโลกเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามสำหรับผู้ชมก็คือ ชาวโลกจะมัวแต่สนุกสนานโดยไม่สนใจมนุษยชาติอื่นที่กำลังทุกข์ทรมานจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเลยดอกหรือ

Violence

Woman

แหวกฟ้าหาฝัน : Paper Exhibition ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/216807

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ผลงานของ Susan Rothenberg

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเที่ยวมิวเซียมหรือห้องภาพประจำจะทราบดีว่า การชมมิวเซียมนั้นค่าเข้าชมมักไม่รวม Exhibition หรือนิทรรศการต่างๆ และค่าเข้าชมนิทรรศการมักแพงกว่าค่าเข้าชมผลงานถาวรด้วย แต่สำหรับ Modern Art Gallery มิลานกลับให้เข้าชม Exhibition ฟรี ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ Paper Exhibition ที่จัดแสดงเป็นของจัดแสดงจาก UBS Art Collection ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรก็เป็นได้

ของจัดแสดงในนิทรรศการที่มาจาก UBS Art Collection ที่จัดแสดงในห้องภาพแห่งนี้ ภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกผลงานศิลปินที่มีชื่อเสียงจำนวน 35 คนที่ทำงานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ซึ่งชื่นชอบการใช้กระดาษมากกว่าผืนผ้าใบในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อบอกถึงเรื่องราว อารมณ์ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในความคิดของพวกเขามาจัดแสดง งานแต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพและอัตลักษณ์ของศิลปินได้อย่างเหลือเชื่อ ยิ่งกว่านั้นผลงานที่ UBS Art Collection เก็บสะสมยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพทางด้านศิลปะไม่ด้อยไปกว่าความเป็นธุรกิจอันเป็นหน้าที่หลักของ UBS ด้วย UBS ได้คัดเลือกผลงานที่ประสบความสำเร็จในจุดสูงสุดของศิลปินเก็บไว้โดยไม่คำนึงถึงกาลเวลาและยุคสมัยอันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะส่งมอบศิลปะให้กับผู้ชมมากกว่าการทำเงิน


Slave

การจัดแสดงแบ่งเป็น 4 หัวข้อ คือ คำพูด ท่าทาง รูปร่าง รูปคน เพื่อแสดงถึงแนวคิดในการนำเสนอผลงานของศิลปินที่แตกต่างกันในหัวข้อเดียวกัน ผู้ชมที่ช่างสังเกตหรือมีจินตนาการสูงยังสามารถที่จะเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาพเขียนจากศิลปินแต่ละคนและภาพปูนเปียกของห้องภาพเองได้อย่างเหลือเชื่อ

ผลงานของศิลปินเด่นที่ถูกนำมาจัดแสดงได้แก่ Susan Rothenberg ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวสหรัฐฯ เธอเกิดที่เมือง Buffalo นิวยอร์ก ในปี 1945 จบการศึกษาจาก Cornell University ในปี 1966 และจบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก George Washington University และ Corcoran Museum School ก่อนย้ายมาอยู่นิวยอร์ก เธอสามารถแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปีเมืองนิวยอร์กในปี 1975 นับจากนั้นมาเธอก็เป็นที่รู้จักในแง่ความสร้างสรรค์และความเป็นอิสระ เธอชื่นชอบที่จะเขียนรูปร่างต่างๆ เช่น ภาพการเต้นรำ ภาพศีรษะ และร่างกายสัตว์ โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องสี เธอเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและมีผลงานจัดแสดงนิทรรศการเกือบทุกปีตามห้องภาพเด่นๆ ทั่วโลก ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถวาดรูปร่างท่าทางโดยใช้สีไม่กี่สี ให้ออกมาได้อย่างหลากหลาย และสร้างจินตนาการได้อย่างมากมายสมกับที่เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค

Sandra Vasquez de la Horra ศิลปินแนวContemporary Art ชาวชิลี เธอเป็นศิลปินที่ชื่นชอบการใช้ดินสอในการเขียนมาตลอดโดยงานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชิลีประเทศบ้านเกิด ศาสนา เพศ นิยายปรัมปรา สังคมและความตาย ผู้ที่ชมผลงานของเธอจะรู้สึกได้ถึงจินตนาการอันล้ำลึกของเธอ เช่น Fruta Madura ภาพเขียนผลไม้มหัศจรรย์นี้ ศิลปินก็เขียนให้มนุษย์และพืชมีปฏิสัมพันธ์กันเสมือนหนึ่งเรื่องราวย้อนยุคไปถึงสมัยที่มนุษย์ยังเก็บของป่ากิน ภาพ Home Sweet Home ที่เป็นผู้หญิงในท่าโก้งโค้งและมีผ้าหนึ่งผืนปูอยู่นี้ก็กระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการว่าเธอกำลังถูบ้านหรือกำลังจะปูเตียงเพื่อนอนกันแน่ และชื่อภาพต้องการสื่อไปทางไหน สำหรับ Slave ก็เย้ยหยันถึงสังคมการทำงานในยุคปัจจุบันว่า นายจ้างสั่งให้ลูกน้องทำงานเหมือนกับทาสเฉกเช่นยุคโบราณ


Study for Sin of Pride detail

Jim Shaw ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวอเมริกัน เขาเกิดที่ Midland รัฐมิชิแกน และได้รับปริญญาตรีด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในปี 1974 ปริญญาโทจาก California Institute of Arts ในปี 1978 ในปี 2000 Shaw นำผลงานของศิลปินที่ไม่มีใครรู้จักมาจัดแสดงในงาน ICAที่ลอนดอน และได้รับคำวิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย แต่เมื่อเขาจัดแสดงผลงานในอีก 2 ปีต่อมา เขากลับสร้างสรรค์ศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Fictive Art คือการนำเอาวัตถุ เหตุการณ์ต่างๆ มาออกแบบใหม่เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่องหลัก ผู้ชมจะเห็นว่าภาพ Study for Sin of Pride ที่นำมาจัดแสดงในห้องภาพนี้ก็เป็นตัวอย่างอันดีของ Fictive Art นั่นคือ เขาต้องการวาดมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยบาป โดยแกนหลักของภาพเป็นหน้ามนุษย์ แต่ภายในรายละเอียดตั้งแต่ตาหน้า จมูก ฟัน ล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบาปของมนุษย์ทั้งสิ้น

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาดูงานนิทรรศการนี้ แม้อาจไม่คุ้นเคยกับการดูภาพแนว Contemporary Art เลยก็ตาม แต่รับรองได้ว่าจะสามารถเพลิดเพลินกับจินตนาการของศิลปินตามแนวคิดดั้งเดิมของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย


Home Sweet Home


Study for Sin of Pride


Fruta Madura

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery เมืองมิลาน 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215708

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Cleopatra detail

ใน Modern Art Gallery เมืองมิลานยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น The Reading Girl ของ Pietro Magni นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนแห่งเมืองมิลาน เขาเรียกศิลปะจาก Brera Academy และย้ายไปฝึกงานกับ Abbondio Sangiorgio หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่โรม และได้ร่วมงานกับ Giuseppe Garibaldi เขาได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้น Masterpiece ที่ชื่อ The Reading Girl ในช่วงเวลานี้ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงเป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดของเขา ยังนำชื่อเสียงของเมืองสู่ระดับนานาชาติด้วย

Reading Girl

หญิงอ่านหนังสือนี้ไม่เพียงแสดงออกอย่างเด่นชัดตามแนวทางศิลปะแบบ Realism อันเป็นศิลปะที่กำลังโด่งดังในช่วงที่ศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน แต่ยังมีกลิ่นอายของศิลปะแบบ Italian Romaticism ด้วย ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถแกะสลักหินอ่อนให้ท่วงท่า หน้าตา เสื้อผ้าอาภรณ์ รวมทั้งสัดส่วนของตัวละครดูงดงามเหมือนจริงราวภาพถ่ายได้อย่างเหลือเชื่อ

Girl intent to Write ของ Giovanni Spertini นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน เขาเรียนศิลปะที่ Brera Academy เฉกเช่นเดียวกันกับ Pietro Magni และ Gianmaria Benzoni เขาได้รับรางวัลในการประกวดผลงานประติมากรรม Exposition of Philadelphia ปี 1876 และรางวัลอื่นๆ ทั้งในและนอกอิตาลีอีกหลายครั้ง จนได้รับการเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันศิลปะแห่งกรุงมิลาน

Girl intent to Write

ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะแกะสลักหินอ่อนหญิงสาวที่กำลังตั้งใจจะเขียนหนังสือได้อย่างละเอียดลออละเมียดละไมมากสังเกตจากผมเผ้าโดยเฉพาะส่วนของปลายผมที่ละประบ่าลงมา ขอบลูกไม้ของเสื้อผ้า รอยยับของผืนผ้า ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า แม้ผู้ชมอาจรู้สึกว่า ตำแหน่งการจัดวางจะอยู่สูงกว่าระดับสายตาไปหน่อยก็ตาม แต่การพิจารณางานประติมากรรมกลับมีข้อดีเหนืองานทัศนศิลป์ตรงที่ ผู้ชมสามารถเดินดูรอบๆ หรือดูเป็น 3 มิติ อันจะทำให้ผู้ชมสามารถซึมซับและดื่มด่ำกับงานได้อย่างเต็มที่ และแม้งานประติมากรรมจะไม่มีสีสันเลยก็ตาม แต่ก็สามารถเปล่งความมีชีวิตชีวาได้อีกแบบหนึ่ง

Reading Girl ด้านข้าง

Cleopatra ของ Mose Bianchi ศิลปินชาวอิตาเลียน เขาเกิดที่ Monza และย้ายไปอยู่มิลานเพื่อเข้าศึกษาศิลปะที่ Brera Academy หลังสงครามประกาศอิสรภาพของอิตาลี เขากลับเข้าศึกษาศิลปะต่อกับ Giuseppe Bertini และได้รับรางวัลจนได้จัดแสดงนิทรรศการในเวียนนาในปี 1873 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานแนว Genre scene งาน Cleopatra ใน Modern Art Gallery นี้เขาจับเอาตอนที่คลีโอพัตราฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์กำลังฆ่าตัวตายหลังแพ้สงครามกับ Octavia ด้วยการให้งูกัด

Reading Girl detail

ผู้ชมจะรู้สึกได้ทันทีว่าผลงานของศิลปินชิ้นนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขาชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะเขาเขียนได้อารมณ์และสมจริงในทุกอณูเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายตาของคลีโอพัตราที่เหลือบขึ้นมองเพดานนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเจ็บปวดตามท้องเรื่อง ผ้าขนสัตว์ที่ปกคลุมช่วงขาลายหนังสิงโตอันเป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ รอยยับของเสื้อผ้าและรอยหยักของกล้ามเนื้อใต้ถันแสดงให้เห็นถึงความสมจริงของเนื้องาน  แม้ผลงานชิ้นนี้จะจัดแสดงสูงไปหน่อยในห้องภาพ แต่ผู้ชมก็ยังจะสามารถดื่มด่ำกับอัจฉริยภาพของศิลปินได้ไม่ยากนัก

First Reading

First Reading ของ Plinio Nomellini ศิลปินชาวอิตาเลียน  เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Florence Academy of Fine Arts ภายใต้การนำของ Giovanni Fattori และได้มีโอกาสจัดแสดงงานนิทรรศการผลงานหลายครั้งทั้งในและนอกอิตาลี  เมื่อเขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานที่เจนัวร์ เขาก็เริ่มซึมซับแนวทางศิลปะแบบ Divisionism และปรับแต่งให้เข้ากับแนวทางศิลปะของตัวเอง  หลังจากนั้นในปี 1902 เขาเริ่มหันเหเข้าสู่ศิลปะแนว Symbolism มากขึ้น แต่กลับมาสร้างสรรค์ผลงานแนวทิวทัศน์อีกครั้งหลังปี 1919 เมื่อกลับมาอยู่ฟลอเรนซ์  ผลงาน First Reading ที่จัดแสดงใน Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นงานผสมผสานระหว่างแนวทางศิลปะแบบ Divisionism และ Symbolism แต่ยังเน้นการใช้แสงเป็นจุดเด่นของภาพเฉกเช่นเดียวกันกับแนวทางศิลปะแบบ Scapitgliatura ที่เป็นต้นกำเนิดแนวทางศิลปะแบบ Impressionism อยู่ดี

Cleopatra

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214761

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini

ใน Modern Art Gallery มิลานยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น The Circleของ Giuseppe Pellizza da Volpedoศิลปินยุค Neo Impressionism ชาวอิตาเลียนเขาใช้เทคนิค Divisionism หรือใช้จุดเล็กๆ ค่อยๆ แต่งสีตามทฤษฎีสีแบบใหม่ ผู้ชมจะเห็นว่าแม้เขาจะใช้จุดในการวาด แต่ก็มิได้เห็นจุดชัดเจนเหมือนอย่างงานแนว Pointillism ของ Georges Seurat หรือ Paul Signac โดยเฉพาะโทนสียังคงหม่นทึบตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolism อยู่ดี

In Sleep ของ Alberto Martiniนักออกแบบและศิลปินแนว Surrealism ชาวอิตาเลียนแนวทางศิลปะแบบ Surrealism นี้ เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 1920 โดยมีงานทั้งทัศนศิลป์และคีตกวีซึ่งมีเป้าหมายที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างความฝันและความจริง ศิลปินมักวาดวัตถุให้มีสัดส่วนตามจริง แต่มีรูปแบบจินตนาการ ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของแนวทางศิลปะนี้คงไม่มีใครเกิน SalvadorDali ส่วนงาน In Sleep ของ Alberto Martiniที่ดูคล้ายกับเมฆลอยอยู่บนฟ้าเหนือเทือกเขาในยามค่ำคืนนี้นั้นเป็นภาพที่ต้องใช้จินตนาการพอควรในการตีความโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศิลปินตั้งชื่อว่า In Sleep ผู้ชมคงต้องคาดเดาเอาเองว่าสิ่งที่เขาต้องการสื่อน่าจะเป็นความฝันของผู้ชมในช่วงชีวิตที่หม่นหมอง หรืออะไรกันแน่

Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini detail

Lovers to the Source of Life ของ Giovanni Segantini ศิลปินแนว Divisionism ชาวออสเตรีย เขาใช้ชีวิตอย่างยากจนตลอดช่วงแรกของชีวิต เนื่องจากพี่ชายของเขาตายไปตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบ แม่ของเขาจึงเป็นโรคซึมเศร้าตลอด ส่วนพ่อของเขาก็ยากจนต้องออกหางานทำตลอดเวลา เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิต เขาถูกทิ้งไว้กับพี่สาวต่างมารดา และพี่สาวของเขาพยายามที่จะพาเขาไปอยู่อิตาลี แต่เนื่องจากเอกสารในการขอสัญชาติไม่เรียบร้อย เขาจึงกลายเป็นคนไม่มีสัญชาติตลอดชีวิต เมื่อเขามีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพเขียน Alps รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์พยายามจะให้สัญชาติเขา แต่เขาไม่รับเพราะเขาต้องการเป็นชาวอิตาเลียนมิใช่ชาวสวิส เมื่อเขาได้ย้ายไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้อง เขาก็ได้โอกาสเข้าเรียนใน Brera Academy และมีส่วนในการก่อตั้งศิลปะแนว Scapigliatura

The Chancel of Sant Antonio ผลงานชิ้นแรกของเขาเป็นที่โด่งดังในเรื่องคุณภาพส่งผลให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของห้องภาพ Vittore Grubicy de Dragon นับจากนั้นจนตลอดชีวิต แม้การงานของเขาจะประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตส่วนตัวกลับประสบปัญหา เขาไม่สามารถแต่งงานกับ Luigia Pierina Bugatti ได้เพราะเขาเป็นคนไม่มีสัญชาติส่งผลให้เขามีปัญหากับศาสนจักรซึ่งมีอิทธิพลมากในเวลานั้นต่อมาอีกหลายปี เมื่อผลงานที่ชื่อ Ave Maria ของเขาชนะการประกวดในงาน 1883 World’s Fairในอัมสเตอร์ดัม ชื่อเสียงของเขาก็เป็นที่เลื่องลือ หลังจากย้ายมาอยู่สวิสเพื่อลดค่าใช้จ่าย เขาก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นจนได้รับรางวัลหลายครั้งและผลงานของเขาก็ถูกซื้อไปโดยมิวเซียมหลายแห่ง

Mighty Aphrodite ของ Giovanni Segantini

สำหรับ Lovers to the Source of Life ที่ถูกสั่งเขียนโดย Jussopoff St.Petersburgเจ้าชายชาวรัสเซียนั้นเป็นช่วงที่ศิลปินขึ้นถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพแล้ว ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของแนวทางศิลปะแบบ Pointillism แต่ยังคงมีความแตกต่างจากผลงานของศิลปินแนวเดียวกันอยู่ดี เพราะเขาไม่ได้เน้นใช้จุดตลอดภาพ แต่ยังคงเขียนแบบให้ฝีแปรงเป็นเส้นอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ใหญ่ๆ เช่น ขนนก เขามีการใช้สัญลักษณ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolismให้เห็นทั่วทั้งภาพด้วย เช่น ใช้สีขาว และน้ำแทนความบริสุทธิ์และความเป็นนิรันดร์  ส่วนความหอมหวนของความรัก เขาก็เปรียบเสมือนรุ่งอรุณของทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม

ส่วน Mighty Aphrodite นั้น ดั้งเดิมเขาเขียนภาพนี้เป็นภาพเปลือย แต่เปลี่ยนใจเขียนชุดสีแดงให้ใหม่หลังจากงานเสร็จไปแล้ว 3 ปีแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานแนว Symbolism แต่จะไม่เห็นแนวทางศิลปะแบบ Divisionism เลยเพราะเขาเขียนขึ้นในช่วงต้นของชีวิตก่อนที่จะหันเหเข้าสู่ศิลปะแบบ Divisionism อย่างไรก็ดี การจัดวางองค์ประกอบของภาพนี้กลับมีกลิ่นอายของ Raphaelอยู่ไม่น้อย

The Circle ของ Giuseppe Pellizza da Volpedo

The Circle ของ Giuseppe Pellizza da Volpedo detail

In Sleep ของ Alberto Martini

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินเด่นใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213774

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

An Antique Dealer

ใน Modern Art Gallery มิลานยังมีผลงานของศิลปินเด่นอีก เช่น Gerolamo Induno ทหารและศิลปินชาวมิลาน เขาเป็นน้องชายของ Domenico Induno จึงมักทำงานด้วยกันเสมอ เขาเรียนศิลปะครั้งแรกที่ Brera Academy กับ Luigi Sabatelli และจัดแสดงผลงานครั้งแรกในปี 1845 เขาและพี่ชายเข้าร่วมในเหตุการณ์กบฏ 5 วัน ในมิลานจึงต้องหนีไปอยู่ที่ Ticino ก่อนจะต่อไปฟลอเรนซ์หลังจากนั้นเขาสมัครเข้าร่วมกับ Giacomo Mediciเพื่อไปรบกับฝรั่งเศสโดยในช่วงเวลานั้นเขาได้สร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับสนามรบไว้จำนวนหนึ่ง ในการต่อสู้ที่ Villa del Vascello เขาได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่ได้รับความช่วยเหลือจาก Count Giulio Litta นักสะสมภาพจึงกลับมาทำงานที่ Studio ของพี่ชาย ระหว่างปี 1854-5 เขากลับไปเป็นทหารอีกครั้ง และได้ร่างภาพเกี่ยวกับสนามรบมากมายอีกครั้ง รวมทั้งภาพ Battle of the Chernaya ซึ่ง Victor Emmanuel II จักรพรรดิอิตาลีซื้อไป

ผลงานของ Gerolamo Induno ใน Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นแบบ Genre Art หรืองานเขียนประเภทชีวิตประจำวันทั่วไป เขาจับเอาเรื่องราว
ที่ผู้คนพบได้ทั่วไปทุกวันมาสร้างสรรค์เป็นงานทัศนศิลป์ได้อย่างสวยงามราวกับฉากละครโดยเฉพาะอย่างยิ่ง An Antique Dealer ซึ่งเขียนถึงร้านขายของเก่าที่มีลูกค้าสาวสวยเข้าไปเลือกซื้อของ ส่วน Cripple who playsthe Mandolin นั้นเขาก็เขียนให้ชายที่เล่น Mandolin มีสีหน้าท่าทางที่ดูมีชีวิตชีวาจนเราทราบได้เลยว่าเพลงที่เขาเล่นน่าจะเป็นเพลงแนวสนุกสนานครื้นเครง

An Antique Dealer detail1

Domenico Induno ศิลปินชาวมิลาน พี่ชายของ Gerolamo Induno ผู้ชำนาญในการวาดภาพประวัติศาสตร์ เขาเคยเป็นลูกมือของ Luigi Cossa ช่างทองซึ่งเป็นผู้แนะนำให้เขาเข้ารับการศึกษาด้านศิลปะที่ Brera Academy โดยเข้าเรียนรุ่นเดียวกันกับ Francesco Hayez ซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานของเขามากที่สุดคนหนึ่ง การที่เขาชอบวาดภาพฉากต่างๆ จากคัมภีร์ไบเบิ้ลและประวัติศาสตร์ทำให้เขาได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิ Ferdinand I ให้วาดภาพฉากที่ Saul ได้รับการเจิมจาก Samuel ให้เป็นกษัตริย์เพื่อจัดแสดงใน Imperial Gallery of Vienna  แต่หลังจากที่เขาเข้าร่วมกับการกบฏ 5 วันในมิลาน ทำให้เขาต้องหนีไปอยู่ฟลอเรนซ์ อย่างไรก็ดีในปี 1854 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสมาคมศิลป์ของBrera Academy และได้จัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกนอกอิตาลีที่ปารีสซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตุลาการและได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิ Victor Emmanuel II เพื่อเขียนภาพอีกหลายภาพ ในปี 1863 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการของ Brera Academy และได้รับเหรียญทองในงาน World Exposition ในเวียนนาสำหรับ Domestic drama ในอีก 10 ปีต่อมา

ผลงานทั้งสามชิ้น ไม่ว่าจะเป็น La Vivandiera,Refugees from a Village on fire และ School Seamstresses ของ Domenico Induno ใน ModernArt Gallery มิลานล้วนมีลักษณะเฉพาะตามแนวทางศิลปะแบบRomanticism อย่างแจ้งชัด ตั้งแต่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ เรื่องราวเกี่ยวกับคนทั่วไปหรือจากละครเวทีเฉกเช่นเรื่อง La Vivandiera และการให้แสง สี ที่ออกแนวมืดทึบ

An Antique Dealer detail2

Daniele Ranzoni ศิลปินชาวอิตาลี เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมกร แต่ได้รับการศึกษาด้านศิลปะครั้งแรกที่ Accademia Albertina ในตูริน และมาฝึกกับ Giuseppe Bertini ใน Brera ในภายหลังซึ่งทำให้เขาได้เป็นเพื่อนกับ Tranquillo Cremona ศิลปินเด่นอีกคนที่มีผลงานให้ห้องภาพแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  ผลงานในช่วงแรกของเขาจัดอยู่ในกลุ่ม Scapitgliatura แต่ต่อมาเขาได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Divisionism เฉกเช่นเดียวกันกับ Cremona เพื่อนของเขา

ผลงานของ Daniele Ranzoni ทั้ง 3 ชิ้น อันประกอบด้วย Portrait of Marta Bussi Ronati, The Children of the Principles Troubetzkoy และ Young girl in White นั้นมีลักษณะเฉพาะของศิลปะแบบ Scapitgliatura ที่กลายเป็นต้นแบบของศิลปะแนว Impressionism โดยยังไม่มีรูปแบบของศิลปะแบบ Divisionism เลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลงานเหล่านี้ยังเป็นผลงานในช่วงต้นของชีวิตของเขาก็เป็นได้

– portrait of marta bussi ronati

– i figli dei principi troubetzkoy

The children of the principles Troubetzkoy

– giovinetta in bianco

Young girl in white

Cripple who plays the Mandolin

La Vivandiera

Portrait of Marta Bussi Ronati

Refugees from a Village on fire

School Seamstresses

The Children of the Principles Troubetzkoy

oung girl in whitet

แหวกฟ้าหาฝัน : Tranquillo Cremona ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212740

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Attraction (1874)

นอกจาก Gaetano Previati แล้วใน ModernArt Gallery ยังมีผลงานของศิลปินที่สำคัญอีกผู้หนึ่ง นั่นคือ Tranquillo Cremona ทั้งนี้คงเป็นเพราะเขาย้ายมาอยู่มิลานและเป็นศิลปินร่วมก่อตั้งศิลปะแนวใหม่เฉกเช่นเดียวกันกับ Gaetano Previati  เขาเป็นศิลปินที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางศิลปะแบบ Scapigliatura หรือ Bohemian ซึ่งต่อต้านวิชาการและอนาธิปไตย แนวทางศิลปะนี้มีส่วนสำคัญยิ่งต่อวัฒนธรรมของอิตาลีและยังเป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Decedentism และ Symbolism ในเวลาต่อมาด้วย  ไม่เพียงงานด้านทัศนศิลป์เท่านั้น แนวทางศิลปะที่พยายามปรับเอาอิทธิพลของต่างประเทศมาผสมผสานกับวัฒนธรรมอิตาลีนี้ยังมีส่วนในงานคีตกวี และสังคีตศิลป์ด้วย ยิ่งกว่านั้นศิลปินกลุ่ม Scapigliatura นี้ยังมีวิถีชีวิตที่แปลกไปจากศิลปินแนวเดิมๆ นั่นคือ พยายามที่จะใช้ชีวิตต่อต้านระเบียบทุกรูปแบบ และเน้นการมีวิถีชีวิตตามใจปรารถนา ไม่ยึดติดจนบางคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยจากโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือฆ่าตัวตายเพราะหลงรักวัยรุ่นหญิง เป็นต้น

Cremona เกิดที่ปาเวียโดยเป็นน้องของ Luigi นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กจนได้เป็นสมาชิกของโรงเรียนสอนเขียนภาพที่ปาเวียอันเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาได้พบกับ Giovanni Carnovali ศิลปินชื่อดังแห่งแคว้น Lombardy ในปี 1852 เขาย้ายไปอยู่เวนิสและได้เข้าเรียนใน Academy of Fine Arts ซึ่งเขาชนะการแข่งขันหลายครั้งจนได้รับเงินเดือนจากออสเตรียถึง3 ปี  ต่อมาในปี 1859 เขาย้ายไปอยู่กับพี่สาวเพื่อเลี่ยงการเป็นทหาร และได้จัดแสดงผลงาน The Falconerที่ Brera Academy ภาพซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Modern Art Gallery มิลานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Hayez ต่อผลงานของ Cremona โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แสงน้อย ๆ ฉาบไปที่ใบหน้าและการลงสีเหลือง แม้เขาจะเรียนศิลปะมาจากเวนิสก็ตาม แต่กลับไม่ได้เขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Venetian แต่อย่างใด  ส่วน A Visit to the Tomb of Juliet and Romeo (1862) ซึ่งถูกจ้างวาดโดย Giovanni Puricelli Guerra นักสะสมภาพนั้น แม้จะเป็นผลงานในช่วงเดียวกัน แต่เขากลับเขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Symbolism ที่ใช้ความมืดเป็นสัญลักษณ์ของความหมองเศร้ามากกว่าการเขียนภาพตามแนวทางของ Hayez


Maternal Love (1875)

หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีผลงานชิ้นใดที่โดดเด่นอีกเลย จวบจนกระทั่งหลังปี 1870 เขาได้พัฒนาแนวทางการเขียนภาพใหม่ที่ผสมผสานระหว่าง Chiaroscuro และการใช้สีทึมๆ ดิบๆ เขียนลงบนผ้าใบโดยไม่เห็นรอยฝีแปรงที่เด่นชัดเลย ผู้ชมจะเห็นว่าตัวละครที่ดูมีชีวิตชีวาของเขาแทบทุกภาพเสมือนหนึ่งผุดออกมาจากมุมมืด เช่น Portrait of Luigi Luvoni (1872),  Portrait of Mary Marozzi (1873), Attraction (1874), Portrait of lady Deschamps (1875) และMaternal Love (1875) ผู้ชมจะสังเกตเห็นว่าฝีแปรงของเขามีลักษณะอ่อนนุ่มดูคลุมเครือเหมือนสายลมซึ่งถอยห่างจากแนวทางศิลปะก่อนหน้าทั้ง Venetian School และ Titian ที่เขาร่ำเรียนมาแล้วอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงหลังชีวิตของเขาจะรุ่งเรืองขึ้น แต่เขากลับมีโอกาสเสพสุขได้ไม่นาน เขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาว์อันเป็นผลมาจากการได้รับพิษจากสีที่เขาชอบใช้มือผสมนั่นเอง


A Visit to the Tomb of Juliet and Romeo


The Falconer


Portrait of lady Deschamps


Portrait of Mary Marozzi (1873)


Portrait of Luigi Luvoni (1872)