แหวกฟ้าหาฝัน : Gaetano Previati ใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211704

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
The Sun King 1895

ใน Modern Art Gallery มิลานมีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งเป็นจำนวนมากนั่นคือ Gaetano Previati ทั้งนี้คงเป็นเพราะ  แม้เขาจะเกิดที่ Ferrara ใกล้ Bolognaแต่เขาย้ายมาอยู่มิลานตั้งแต่ยังหนุ่ม และทำงานอยู่ที่ Brera Academy of Fine Arts เมืองมิลานนี่เอง เขาศึกษาศิลปะกับ Giuseppe Bertini ศิลปินชาวอิตาลี และสามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Divisionism หรือศิลปะแนว Neo-Impressionism ที่เน้นการแยกสีและเขียนด้วยจุดด้วย

Gaetano Previati ชนะการประกวด Canonica ในปี 1879 และจัดแสดงผลงานครั้งแรกที่ตูรินในปี 1880 หลังจากนั้นเขาก็จัดแสดงผลงานเดี่ยวๆ เรื่อยมาตามเมืองใหญ่ๆ ของอิตาลี เช่น มิลาน ตูริน เวนิส  หลังปี 1891 เขาเริ่มเขียนผลงานแนว Divisionism และตั้งทฤษฎีศิลปะแนวนี้ และ Symbolism เมื่อศิลปะแนว Divisionism ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เขาก็ได้รับเชิญให้ไปเปิดนิทรรศการ 7th Biennale ที่ปารีสที่ถูกจัดขึ้นโดย Alberto Grubicy นักค้าภาพในปี 1907 และ Alberto นี่เองที่ได้ก่อตั้งสมาคม Gaetano Previati ขึ้นในปี 1911 และซื้อภาพจำนวนมากของเขาเพื่อมาจัดแสดงที่เจนัวร์ในปี 1915 และมิลานในปี 1916, 1919

Caravels Pisan 1907

เนื่องจากในห้องภาพ Modern Art Gallery มิลานนี้มีผลงานของ Gaetano Previati อยู่หลายชิ้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถเห็นพัฒนาการของผลงานของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ ในช่วงต้นของชีวิต ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานผสมผสานระหว่างศิลปะแนวRomanticism และ Impressionism ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในช่วงเวลานั้นสังเกตได้จากการใช้สีที่หม่นหมอง แต่ยังปล่อยให้เห็นรอยฝีแปรงที่เด่นชัดเช่น Portrait of Emilia Cairati (1881) Portrait of Luigi Arrigoni (1885)   Female figure ที่เขียนระหว่างปี 1881-5 และ The Madonna of Chrysanthemums ที่เขียนขึ้นระหว่างปี 1885-7 ด้วย

ส่วนผลงาน Trip into the Blue (1895) จะเริ่มออกแนว Symbolism อันเป็นศิลปะที่นิยมในฝรั่งเศส รัสเซีย และเบลเยียมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19  คำว่า Symbolism นี้มาจากคำว่า Symbol ซึ่งมาจากคำลาตินที่ว่า Symbolum อันแปลว่าสัญลักษณ์ของความศรัทธา หรือสัญญาณของการรับรู้ในสมัยกรีกโบราณนั้น Symbolon ก็คือการแบ่งดินเผาออกเป็นสองชิ้นแล้วให้กับทูตที่มาเป็นพันธมิตรกัน  แนวทางศิลปะแบบ Symbolism นี้เป็นปฏิกิริยาต่อต้าน Naturalism และ Realism อันเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในช่วงก่อนหน้าการเกิด Symbolism เล็กน้อย ศิลปินพยายามที่จะหันเหออกจากความเป็นจริง และใช้จิตวิญญาณ นิยายปรัมปรา จินตนาการและความฝันในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น  กลุ่มศิลปิน Symbolist เชื่อว่าศิลปะจะต้องแสดงความจริงซึ่งไม่สามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา  ผู้ชมจะเห็นว่า ผลงาน Trip into the Blue นี้เป็นไปตามอัตลักษณ์ของงานแนว Symbolism อย่างแจ้งชัดโดยเฉพาะการใช้สีที่ออกแนวมืดทึบ  ให้รายละเอียดน้อย และแนวทางการจัดวางองค์ประกอบของภาพเฉกเช่นเดียวกันกับภาพThe Sun King (1895)

Trip into the Blue 1895

สำหรับภาพ Caravels Pisan ซึ่งถูกเขียนขึ้นในปี 1907 นั้นแม้จะไม่มีลักษณะ Devisionism อย่างเด่นชัดนัก แต่ผู้ชมก็จะเห็นว่าศิลปินตั้งใจวาดให้เห็นร่องรอยของฝีแปรงเป็นเส้นๆ ด้วยโดยไม่เป็นจุดๆ อย่างแจ้งชัด ทั้งนี้คงเป็นเพราะเขาไม่ได้เน้นให้งานแสดงลักษณะเด่นของศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้

The Madonna of Chrysanthemums 1885-7

Female figure 1881-5

Portrait of Emilia Cairati 1881

Portrait of Luigi Arrigoni

แหวกฟ้าหาฝัน : งานประติมากรรมใน Modern Art Gallery มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210753

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Amore and Psyche detail

งานประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของทัศนศิลป์ที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ ในสมัยโบราณงานประติมากรรมมักเกิดจากการแกะสลักวัสดุต่างๆ เช่น หิน โลหะ เซรามิก หรือไม้ แต่ปัจจุบันวัสดุที่ถูกนำมาแกะสลักมีความหลากหลายมากขึ้นงานประติมากรรมที่มีอายุยืนยาวที่สุดที่หลงเหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมจากหิน และมักเป็นผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ตัวละครในนิยายปรัมปรา และเรื่องราวเกี่ยวกับกรีกโบราณ

ใน Modern Art Gallery มิลานก็มีผลงานประติมากรรมเด่น ๆ อยู่หลายชิ้น เช่น Amore and Psyche ของ Giovanni Maria Benzoni นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน Giovanni Maria Benzoni เกิดใน Songavazzo ในเดือนสิงหาคมปี 1809 หลังจากที่บิดาเสียชีวิต เขาก็ย้ายไปอยู่กับลุงซึ่งเป็นช่างไม้และได้ฝึกฝนการแกะสลักไม้ตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อผลงานของเขาเป็นที่เตะตาของ Camplani of Riva di Solto มาก Solto จึงได้แนะนำ Benzoni ให้รู้จักกับ Fontana เพื่อนสนิทของ Luigi Tadini, Count of Crema ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงานศิลปะรายใหญ่ในช่วงเวลานั้น Benzoni จึงได้รับคำสั่งให้ลองแกะสลักไม้ตามตัวอย่างมาให้ Tadini ดูซึ่งเป็นที่พอใจของ Luigi Tadini มาก แต่เมื่อ Tadini พยายามจะส่ง Benzoni เข้า Carrara Academy in Bergamo และ Brera Academy เขากลับถูกปฏิเสธและไม่สามารถหาโรงเรียนเข้าเรียนได้

Tadini จึงตัดสินใจเสียเงินส่ง Benzoni ไปโรมเพื่อไปฝึกงานกับ Giuseppe Gabbris นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น และเข้าเรียนต่อที่ St.Luca Academy แทน Tadini ก็ไม่ผิดหวังเพราะ Benzoni สามารถชนะการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยได้ เมื่อ Tadini เสียชีวิตระหว่างที่ Benzoni ยังเรียนไม่จบ Tadini ก็ยังทำพินัยกรรมให้เงินทุน Benzoni เรียนต่อไปอีก 3 ปี หลังจบการศึกษา Benzoni สามารถเปิดร้านรับงานประติมากรรมทุกชนิด และมีลูกค้าเป็นชนชั้นสูงมากมาย เช่น สันตะปาปา Gregorio XIV ผู้นำรัฐบาล จักรพรรดิรัสเซีย และราชวงศ์อิตาลีและฮอลแลนด์ ผลงานของ Benzoni ได้รับถูกนำไปจัดแสดงในมิวเซียมหลากหลายแห่งทั่วโลก Amore and Psyche ในห้องภาพแห่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากท่วงท่าที่ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงอย่างยิ่งของทั้ง Amore and Psyche นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นว่าส่วนเสื้อผ้าของ Psyche นั้นดูพลิ้วไหวราวกับผืนผ้าจริงๆ เลยทีเดียว

Achilles

Achilles ของ Innoceno Fraccaroli นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนผู้ชนะการประกวด Brera Academy ในปี 1829 ผลงานนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ศิลปินได้นำไปจัดแสดงตามมิวเซียมดังๆ ทั่วโลก เช่น ลอนดอน ปารีส Fraccaroli เป็นศิลปินที่ชื่นชอบสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับตัวละครในนิยายปรัมปรา เช่น Achilles ก็เป็นหนึ่งในตัวละครนิยายปรัมปรากรีก เขาเป็นวีรบุรุษในสงครามโทรจันที่เป็นผู้ฆ่า Hector แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ทราบชะตากรรมของ Achilles ว่าลงเอยเช่นใด แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาถูกปารีสฆ่าตายโดยถูกศรปักที่ข้อเท้าอันเป็นตำแหน่งที่อ่อนแอที่สุดของเขานั่นเอง ผลงาน Achilles ชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ตั้งแต่มัดกล้ามเนื้อ เส้นเลือดบริเวณ ต้นแขน น่อง และข้อเท้าที่ถูกต้องตามกายวิภาคของมนุษย์ทุกอย่าง รวมทั้งรอยพับของผืนผ้าที่ดูอ่อนนุ่มราวกับผืนผ้าจริงๆ

Allogorical Figure

Allogorical Figure ของ Giacomo Spalla นักประติมากรรมชาวอิตาเลียนที่ทำงานให้กับพระเจ้านโปเลียนและ Carlo Felice แม้ส่วนใบหน้าของผลงานนี้จะดูไม่เนียนเท่าใดนัก แต่ศิลปินก็แกะสลักส่วนของเสื้อผ้าได้ดูพลิ้วไหวได้ราวกับผืนผ้าจริง

Minerva infuses the soul to Prometheus

Minerva infuses the soul to Prometheus ของ Camillo Pacetti นักประติมากรรมชาวอิตาเลียน ประธาน Brera Academy ต่อจากGiuseppe Franchi ผลงานชิ้นนี้ศิลปินจับเอาตอนที่ Minerva เทพีแห่งสติปัญญาได้ประทานวิญญาณให้กับ Prometheus ยักษ์ในนิยายปรัมปรากรีกที่เชื่อว่าเป็นผู้สร้างมนุษยชาติ และเป็นผู้ขโมยไฟจากเทือกเขาโอลิมปัสมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัดส่วนของตัวละคร กล้ามเนื้อของ Prometheus หน้าตาของ Minerva และรอยพับเสื้อผ้าของนางล้วนกลมกลืนอ่อนไหวราวกับผืนผ้าที่นักท่องเที่ยวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปแตะต้อง

Angel

Angel ด้านหลัง

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานประติมากรรมจะรู้สึกสนุกและชื่นชอบห้องภาพนี้มากเพราะไม่เพียงห้องภาพนี้จะมีผลงานประติมากรรมของศิลปินทั้ง 4 ข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานประติมากรรมสวยๆ แนว Neoclassicism จากศิลปินอีกหลายท่านให้ชมกันอย่างจุใจ เช่น Angel ของ Giovanni Pandiani, The Leggitrice ของ Pietro Magni ซึ่งรับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะรู้สึกอิ่มเอมจนลืมกินข้าวอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209735

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ด้านหน้า

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชมศิลปะและได้มีโอกาสมาเยือนมิลาน หลังจากได้ชม Brera แล้ว มิวเซียมหนึ่งที่ควรเข้าให้ได้ก็คือ Modern Art Museum ที่ตั้งอยู่ที่ Villa Reale  ตรงข้าม Giardini Pubblici ทั้งนี้เพราะที่นี่จัดแสดงภาพเขียนของศิลปินทั้งอิตาลีและทั่วทั้งยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18-20 และเป็นมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดที่มีผลงานคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของอิตาลี ส่วนผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 21 ถูกย้ายไปยัง Padiglione d’Arte Contemporanea ที่สร้างขึ้นในปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Villa Reale ดั้งเดิมนั้นมีชื่อว่า Villa Belgiojoso ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1790 ภายใต้การออกแบบของ Leopold Pollack เป็น 3 ชั้นสองปีกเพื่อใช้เป็นที่อยู่ของ Count Lodovico Barbiano di Belgiojoso เมื่อกลับมาอยู่มิลาน  การตกแต่งวิลล่าที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเวลาถึง 3 ปีนี้ประกอบด้วยรูปปั้นหลากสีสันในธีมเกี่ยวกับนิยายปรัมปราที่ออกแบบโดยคีตกวี Giuseppe Parini และนักประติมากรรมที่ตกแต่งมหาวิหารมิลาน  ส่วนชั้นหนึ่งตกแต่งโดย Giocondo Albertoli สถาปนิก ศิลปินและนักประติมากรรมชาวสวิส อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่นโปเลียนเข้าครอบครองวิลล่าแห่งนี้ การตกแต่งภายในกลับถูกปรับไปบ้างและถูกตกแต่งใหม่ด้วยภาพปูนเปียกฝีมือ Andrea Appiani


inside

ภายหลังวิลล่าแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศสและกลายเป็นที่ทำการทางการทหารไป  ต่อมาในปี 1804  Melzi d’Eril ประธานาธิบดีอิตาลีได้ซื้อวิลล่าแห่งนี้ คืนมาจากทายาทของตระกูล Belgiojoso เพื่อเป็นของขวัญให้กับนโปเลียน ที่นี่จึงได้นามใหม่ว่า Villa Bonaparte ซึ่งนโปเลียนได้ยกวิลล่านี้ให้ลูกบุญธรรมไปอีกต่อหนึ่งในเวลาต่อมา  หลังจากนั้นวิลล่าแห่งนี้ก็เปลี่ยนมืออีกหลายครั้งตามที่มิลานถูกครอบครองสู่มือของออสเตรียบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง รวมทั้งเป็นที่พำนักของพระเจ้านโปเลียนที่สามด้วย  หลังจากอิตาลีรวมชาติวิลล่าแห่งนี้กลายเป็นสมบัติของราชวงศ์อิตาลีและถูกละไว้ชั่วระยะหนึ่งก่อนที่จะเริ่มปรับโฉมใหม่ในปี 1920 เมื่อวิลล่าแห่งนี้ตกเป็นของรัฐบาลกลางโดยเปลี่ยนเป็น Modern Art Museum นับจากนั้นมา
นอกจากส่วนของอาคารแล้ว ที่นี่ยังมีส่วนของสวนที่เป็นแบบอังกฤษแห่งแรกในมิลานด้วย  Leopold Pollack สถาปนิกผู้ออกแบบตั้งใจออกแบบให้ส่วนของสระไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมดในคราวเดียวกันด้วยความหวังที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมผ่านจินตนาการของแต่ละคน  ความสวยงามของธรรมชาติและความโรแมนติกของสวนยังกลมกลืนไปได้ดีกับสถาปัตยกรรมแบบคลาสิกของอาคารด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จึงสามารถจะพักขา นั่งปิกนิก จิบกาแฟเพื่อชื่นชมธรรมชาติก่อนกลับบ้านได้ด้วย


inside2


ทางเดิน


ห้องเลคเชอร์


ห้องเลคเชอร์ถ่ายจากด้านหลัง

แหวกฟ้าหาฝัน : Basilica of Sant’ Ambrogio เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208710

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Basilica Sant’ Ambrogio

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนเมืองมิลาน ได้เข้ามหาวิหารเมืองมิลานแล้ว และอยากไปเที่ยว Science Museum ของมิลาน ควรแวะโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมิลานนั่นคือ Basilica of Sant’ Ambrogio ด้วยเพราะโบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง และอยู่ในเส้นทางที่ต้องเดินผ่านอยู่แล้ว โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดย St.Ambrose ตั้งแต่ปี 379 นี้ถูกสร้างขึ้นบนตำแหน่งที่มีการฝังศพของผู้ถูกสังหารหมู่โดยชาวโรมัน  ในช่วงที่ St.Ambrose มาถึงมิลานนั้น กรุงมิลานกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรง  ด้วยเหตุที่ท่านเข้าข้างโรมันท่านจึงสร้างโบสถ์ขึ้น 4 แห่ง และ Sant’ Ambrogioก็เป็นโบสถ์แห่งหนึ่งที่ท่านสร้างขึ้นโดยในช่วงเวลานั้นและตั้งชื่อว่า Basilica Martyrum เพื่อระลึกถึงการสังหารหมู่

แม้ในช่วงที่สร้างโบสถ์ใหม่ๆ ที่นี่ยังเป็นนอกเมืองมิลาน แต่เมื่อเมืองเจริญมากขึ้น โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาและชุมชนไป นอกจากนี้ โบสถ์นี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดิ Louis IIที่สิ้นพระชนม์ใน Lombardy ในปี 875 และยังเป็นที่ฝังพระศพของ St.Ambrose, St.Gervasus และ St.Protasus ซึ่งภายหลังพระศพทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่จุดเดียวโดยได้รับการตกแต่งใหม่ภายใต้คำบัญชาของ Cardinal Benedetto Erba Odescalchi ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วย


Basilica Sant’ Ambrogio

ส่วนการที่โบสถ์ถูกสร้างให้มีหอคอย 2 แห่ง ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยก ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 Tower of Monks เป็นหอคอยที่พระใช้เพื่อแสดงถึงความสัตย์ซื่อของพระ  ส่วนผู้ที่มาถือศีลนั้น ในช่วงแรกไม่มีหอคอยเองและไม่สามารถที่จะตีระฆังได้จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่โบสถ์ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ตามแนวทางศิลปะแบบ Romanesque ต่อมาปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 กลุ่ม Beneditinesได้มีบัญชาให้ Donato Bramante สถาปนิกยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงมากในช่วงเวลานั้นให้ออกแบบโบสถ์ใหม่ แต่อาคารส่วนใหญ่ที่สร้างในช่วงเวลานั้นก็ถูกทำลายไปมากเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนสิงหาคม ปี 1943

อย่างไรก็ดีส่วนของโบสถ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนของโบสถ์ที่สวยที่สุดจุดหนึ่งและได้รับการซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพดี ก็คือ ส่วนของหลังคาโมเสกที่เป็นรูป Christ Pantacrator with St. Gervasus and Protasus และ Scenes from the Life of St. Ambrose ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ไปถึงสถานที่จริงยังคงต้องใช้ความพยายามในการค้นหา เพราะหลังคาโบสถ์สูงมาก และยังต้องใช้กล้องซูมลงมาดูว่า ChristPantacrator ที่แสนเก่าแก่ร่วม 700 ปีนี้สวยงามอย่างไร


Around Tower


Inside


Inside3


Inside2


Outside

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207766

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Rhythms of Objects ของ Carlo Carra

นอกจากภาพเขียนรุ่นเก่า ๆ ยุคเรอเนสซองส์บาโรก และ Romanticism แล้ว Brera Museum ยังมีภาพเขียนของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วย แม้จะไม่มากก็ตาม แต่ก็เป็นภาพของศิลปินดังๆ เป็นส่วนใหญ่เช่น Portrait of Marthe Bonnard ของ PierreBonnard ศิลปินผู้ก่อตั้ง Post Impressionism ร่วมกับVuillard, Denis, Roussel และ Serusierชาวฝรั่งเศส ภาพที่ถูกเขียนขึ้นราวปี 1917 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมีเอกลักษณ์ของศิลปินที่แตกต่างจากกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด ศิลปินเขียนภาพ MartheBonnard  ในแนว Post Impressionism  ที่มีลักษณะเป็นส่วนตัวและอยู่ในโทนที่มืดครึ้มเคร่งครึมแทนการใช้สีสว่างสดใสแบบศิลปินอื่นๆ

Green pedestal at the Window ของ George Braque ศิลปินและนักประติมากรรมยุค Fauvism และผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Cubismภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1942 นี้อยู่ในชุด Still lifeที่ชื่อ Round Tables ของเขา ศิลปินทดลองเขียนภาพแนวใหม่โดยให้คนอยู่ในพื้นที่แคบๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของรกรุงรังภายใต้สีสันฉูดฉาดก่อให้เกิดความงามที่แปลกตา


Green pedestal at the Window ของ George Braque

Portrait of Moise Kisling ของ AmedeoModigliani ศิลปินและนักประติมากรรมชาวอิตาเลียนภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1915 นี้เคยถูกเชื่อว่าเป็นภาพของศิลปินชาวโปลที่ชื่อ Paul Guillaumeนักวิจารณ์ภาพและผู้จำหน่ายภาพของ Modiglianiเพื่อนของ Modigliani  แต่หากผู้ชมเคยดูภาพของ Modigliani จะทราบทันทีเลยว่า ภาพ Portraitof Moise Kisling นี้ถือเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินอย่างยิ่ง นั่นคือ หน้าตาที่มีลักษณะยาวหรือเหลี่ยมกว่าปกติ ตาสองข้างดูไม่เท่ากันและปากเบี้ยวนิดๆ โดยลักษณะจมูกเขียนเพียงแค่เค้าโครงโดยไม่มีรายละเอียด ส่วน Portrait of Young Woman ก็เป็นอีกภาพของศิลปินที่เขียนตามเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวเอง ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1918 และทางมิวเซียมได้มาด้วยวิธีการเดียวกับภาพแรกนี้เคยเชื่อว่าเป็นภาพของ Beatrice Hastings นักเขียนชาวอังกฤษที่ศิลปินมีความสัมพันธ์ด้วย แต่ปัจจุบันนักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าเป็นของModigliani เช่นกัน

Head of a Bull ของ Pablo Picasso ศิลปิน นักประติมากรรม นักออกแบบผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Cubism ที่โด่งดังที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพที่ถูกยึดโดย Louise Leiris ภรรยาของ Michel Leiris เจ้าของห้องภาพชาวฝรั่งเศสทันทีหลังจาก
วาดเสร็จ พร้อมกันกับผลงานอื่นๆ ของ Picasso เพื่อนำไปจัดแสดงในปารีสทันทีหลังสงครามโลกสงบลงนี้เป็นงานยุคต้นๆ ของศิลปินที่หันเหเข้าสู่ศิลปะแนว Cubism แต่ก็มีลักษณะของความเป็น Cubism และ Picasso อยู่ครบ นั่นคือ มีลักษณะ Cubism และตาของวัวหันมาทางด้านเดียวกันกับผู้ชม ภาพศีรษะวัวที่มีสีหน้าแสดงอำนาจและเต็มไปด้วยเลือดวางอยู่บนโต๊ะสีขาวริมหน้าต่างนี้ยังมีการใช้สัญลักษณ์ถึงความหวาดกลัว และความโดดเดี่ยวอย่างเด่นชัดด้วย


Head of a Bull ของ Pablo Picasso

Rhythms of Objects ของ CarloCarra ผู้นำศิลปะแนว Futurism ชาวอิตาเลียนภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1911 นี้ แสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจจากผลงานแนวCubism ของทั้ง Picasso และ George Braque อย่างเห็นได้ชัด แม้ศิลปินจะพยายามปรับแต่งให้มีลักษณะเฉพาะอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังคงยากที่จะแยกแยะจากแนวทางศิลปะแบบ Cubism ได้

The Metaphysical Muse ของ Carlo Carra ภาพที่เขียนในปี 1917 นี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพ Rhythms of Objects เห็นได้จากโทนสีที่สดใส และมีเอกลักษณ์มากขึ้นในแง่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ และการตีความคน วัตถุ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างและปริมาตร รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสีและโครงสร้างพลาสติกด้วย ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะตามแนวทาง Metaphysical art ของ Giorgio de Chiricoและ Filippo de Pisis มากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ชมบางคนก็อาจรู้สึกว่า ภาพแนวนี้ขาดความนุ่มนวลจนดูเหมือนขาดความเป็นศิลปะไปเลยก็ว่าได้


Portrait of Marthe Bonnard ของ Pierre Bonnard


Portrait of Moise Kisling ของ Amedeo Modigliani


Portrait of Young Woman


The Metaphysical Muse ของ Carlo Carra

แหวกฟ้าหาฝัน : Madonna and Child จาก Lombardy Painter ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206629

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Madonna and Child ของ Bernardino Luini

ใน Brera Museum เมืองมิลานนั้น มิวเซียมจัดห้องสำหรับ Lombardy Painter แยกไว้ต่างหากเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถทำการศึกษางานได้อย่างเต็มที่ เช่น Venus and Cupid with two Satyrs in a Landscape ของ Simone Peterzanoศิลปินแนว Mannerism ชาวอิตาลีที่เชื่อกันว่าเป็นครูของ Caravaggio ภาพที่ทางมิวเซียมเพิ่งซื้อมาจากตลาดเมืองนิวยอร์กในปี 1998 นี้ แม้ศิลปินจะจัดวางองค์ประกอบของภาพตามอย่าง Venus of El Pardo ของ Titian แต่ก็เขียนได้อย่างมีสีสัน และเต็มไปด้วยอารมณ์เย้ยหยันตามอย่างศิลปะแนว Mannerism อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้Caravaggio จะได้เรียนรู้การเขียนภาพจากศิลปินผู้นี้ไปก็จริง แต่เขากลับไม่ได้เลียนแบบแนวทางการเขียนภาพแบบ Mannerism เลยแม้แต่น้อย

Madonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ของ Antonio da Fossano หรือ Bergognone ศิลปินแนวก่อนเรอเนสซองส์แห่งแคว้น Lombard ภาพที่มิวเซียมเพิ่งได้รับมาตั้งแต่ปี 1891 นี้เป็นภาพที่ปัจจุบันยังไม่ทราบที่มาชัดเจนนักส่งผลให้นักบวชในภาพกลายเป็นหัวข้อที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงกระนั้นก็ตามภาพนี้ก็ถือเป็นภาพที่แสดงอัจฉริยภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของศิลปิน สังเกตจากมือของทั้ง Saint Mary และ Saint Catherine ที่ดูเหมือนจริงมาก


Madonna and Child with Lamb  ของ Giovanni Antonio Bazzi หรือ Sodoma

นอกจากภาพนี้แล้วในมิวเซียมแห่งนี้ยังมีผลงานของศิลปินเดียวกันอีกภาพนั่นคือMadonna and Sleeping Child ภาพนี้แสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดถึงการถอยห่างจากศิลปะแนว Pavia และเห็นพัฒนาการของศิลปินว่าได้ก้าวเข้าสู่แนว Chiaroscuro ของ Leonardo da Vinci แห่งยุคเรอเนสซองส์อย่างเต็มตัว ถึงกระนั้นก็ตาม แนวทางการวาดรูปมือของ Madonna ในภาพนี้ยังเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับ Madonna ในMadonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ที่จัดแสดงข้างๆ กันในมิวเซียมนี้อยู่ดี สำหรับการใช้สัญลักษณ์ซึ่งยังคงเห็นได้ประปราย เช่น ผ้าโปร่งที่ Madonnaถือเพื่อคลุมพระเยซูในรูป ผู้เขียนก็ต้องการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของผ้าห่อพระศพของพระเยซูอันสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่พระองค์จะต้องประสบในการทรมานกายในอนาคตนั่นเอง

Madonna and Child ของ Bernardino Luini ศิลปินชาวอิตาเลียนตอนเหนือ ภาพที่มิวเซียมได้รับมาจาก GiuseppeBianchi ในปี 1826 นี้เชื่อว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน แม้ว่าผลงานชิ้นนี้จะละม้ายคล้ายผลงานภาพร่าง Madonna del Gatto ของ Leonardo da Vinci มากก็ตาม แต่ศิลปินก็สามารถวาด Madonna และพระเยซูได้อย่างสมจริงทั้งหน้าตาที่แสนสงบของมาดอนน่า ท่าทางที่แสดงความรักกับพระเยซู และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูเนียนนุ่ม


Madonna and Child with Saint Catherine of Siena and a Carthusian Monk ของ Antonio da Fossano

Madonna and Child ของ Cesare da Sesto ศิลปินเรอเนสซองส์ชาวมิลาน ภาพที่มิวเซียมได้รับมาตั้งแต่ปี 1824 นี้เป็นภาพที่มีการวาดซํ้าๆ อีกหลายรูป  และยังเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าลอกเลียนองค์ประกอบมาจากภาพ Madonna and Child ของ Leonardo da Vinci อย่างไรก็ดีความหนาแน่นในการลงสีบนพื้นที่และลักษณะอันอ่อนช้อยของ Madonna ยังแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Raphael และศิลปินอิตาเลียนยุค Classic ด้วย

นอกจากนี้ในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Madonnaand Child with Lamb อีกภาพจากฝีมือของ Giovanni Antonio Bazzi หรือ Sodoma ลูกศิษย์ Leonardo da Vinci ภาพซึ่งมีการจัดวางองค์ประกอบละม้ายคล้ายผลงานของ Da Vicni ภาพนี้เคยถูกเชื่อกันว่าเป็นผลงานของ Leonardoda Vinci เองด้วยซํ้า แต่ผลจากการตรวจเอกซเรย์พบว่าเป็นผลงานของ Sodoma ผู้ช่วย Da Vinci เฉกเช่นเดียวกันกับ Madonnaand Child ซึ่งจัดแสดงที่ National Galleryใน London ที่ Sodoma วาดไว้ในปี 1505อีกต่างหาก

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมชมผลงานยุคเรอเนสซองส์ใน Brera Museum แห่งนี้จะได้มีโอกาสเปรียบเทียบผลงานรูป Madonna and Child จากศิลปินหลากหลายคนในยุคเดียวกันจนจุใจเลยทีเดียว


Madonna and Child ของ Cesare da Sesto

 


Madonna and Sleeping Child

แหวกฟ้าหาฝัน : Old Master ใน Brera Museum เมือง Milan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205525

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 Supper in the House of Simon detail

ใน Brera Museum นอกจากจะมีภาพไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ Lamentation of the Dead Christ แล้ว ที่นี่ยังมีภาพแนว Old Master ของศิลปินที่ดังๆ อีกหลายภาพ เช่น 1.Madonna and Child ของ Paolo di Giovanni Fei ชาวเซียน่า
ผลงานที่ได้รับบริจาคมาจาก Alfredo Gerli นี้เป็นผลงานในยุคต้นๆ ของศิลปิน แต่นักวิจารณ์ภาพหลายคนกลับไม่เชื่อว่าภาพนี้เป็นผลงานของศิลปินท่านนี้ เพราะลักษณะการจัดวางภาพและการตกแต่งด้วยทองดูทันสมัยกว่ายุคสมัยของศิลปินค่อนข้างมาก แต่ไม่ว่า ใครจะเป็นผู้รังสรรค์ภาพนี้ผู้ชมก็จะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะวาดให้ทั้งMadonna และพระเยซูดูสงบเยือกเย็นและอบอุ่น แม้มือเท้าของทั้งคู่จะดูไม่ได้สัดส่วนไปหน่อยก็ตาม

Supper in the House of Simon by Veronese

2.Madonna and Child ของ GiovanniBellini ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิสที่โด่งดังที่สุดของตระกูล ผลงานที่มิวเซียมได้รับมาในช่วงที่นโปเลียนปกครองมิลานชิ้นนี้ เคยแขวนในพระราชวัง Dodge เมืองเวนิสมาก่อน ภาพที่เคยถูกเรียกว่า Greek Madonna เพราะมีอักษรกรีกอยู่ทางด้านข้างของภาพจากการตรวจสอบด้วยเอกซเรย์นี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นในปี 1470 หลังจากที่เขาเขียนภาพ Pieta ในช่วงเวลาที่เขาหันเหออกจากแนวทางการเขียนภาพแบบ Mantegnaเข้าสู่แนวทางการเขียนภาพที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แม้การจัดวางองค์ประกอบของภาพจะมิได้เป็นไปตามมาตรฐาน และมือของ Madonnaก็ดูเทอะทะเกินเหตุ แต่การที่ศิลปินเขียนหน้าตาของทั้ง Madonna และ Christ  ได้อย่างทันสมัยก็ทำให้ภาพนี้เป็นภาพที่สวยงามน่าชื่นชมไปอีกแบบหนึ่ง

Madonna and Child ของ Giovanni Bellini

3.Supper in the House of Simon ของ Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิสผู้มีชื่อเสียงทั้งในงานด้านศาสนจักรและงานด้านตำนาน ภาพที่ถูกสั่งให้วาดในการปรับปรุง San Sebastiano เมืองเวนิสนี้ถูกส่งไปปารีส หลังจากที่นโปเลียนครอบครองเวนิสได้ พร้อมกับภาพ Feast in the House of Levi ภาพที่โด่งดังที่สุดของศิลปินคนเดียวกัน ภาพทั้งสองหวนกลับมาสู่เวนิสอีกครั้ง เมื่อออสเตรียเรืองอำนาจ ภาพ Supper in the House of Simon ที่ตกเป็นของ Brera Museum ในปี 1817 นี้ศิลปินแสดงฝีมือในการเขียนสีหน้าตา และท่าทางของตัวละครแต่ละคนในภาพได้อย่างน่าทึ่งอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด เช่น พระเยซูที่กำลังถูกเช็ดเท้าโดยผมของหญิงมีสีหน้าที่ดูตื่นตะลึงมากสุดแต่ยังคงไว้ด้วยความเคร่งขรึม ในขณะที่บางคนในโต๊ะอาหารก็มีท่าทีกระอักกระอ่วนจนต้องเบือนหน้าหนี และบางคนที่ไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารก็มองด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง

Saint Jerome

4.Last Supper ของ Paolo Veronese ผลงานที่ถูกสั่งให้รังสรรค์โดย Venetian Scuola del Santissimo Sacramento สำหรับโบสถ์ Santa Sofia ที่แขวนอยู่ในห้องเดียวกันกับ Supper in the House of Simon นี้ถูกนำมาอยู่ในมิวเซียม Brera ในปี 1811 ผลงานที่มีองค์ประกอบที่ผิดปกติอย่างเหลือเชื่อนี้ทำให้ผู้ชมต้องค้นว่าแท้ที่จริงแล้วพระเยซูอยู่ตรงไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่พระองค์ควรเป็นศูนย์กลางของภาพเหมือนอย่างภาพ The Last Supper อื่นๆ ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าภาพนี้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของพระเยซูที่จะอยู่กับสาวก แต่ศิลปินกลับมิได้เขียนให้บรรดาสาวกอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นบรรยากาศของการถกเถียง หนำซ้ำพระเยซูเองยังมีแววตาที่ค่อนข้างสงบไม่ตื่นตระหนกด้วยอันสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินได้ก้าวข้ามการเขียนภาพแบบเดิมๆ แต่ตีความตามยุคสมัยมากขึ้น

 Last Supper by Veronese

ไม่ว่าห้องภาพใดที่มีภาพ Old Master ก็ต้องมีภาพของ Titian ทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว การดูภาพในห้องภาพนั้นๆ จะขาดอรรถรสไปอย่างมากทีเดียว  Brera Museum ก็เช่นกัน Penitent Saint Jerome ของ Titian ศิลปินชาวเวนิสที่โดดเด่นที่สุดของ Venetian School ซึ่งถูกถอดออกมาจากแท่นบูชาของ Santa Maria Nuova เมืองเวนิสราวปี 1550 นี้ กลายมาเป็นสมบัติของ Brera Museum ในปี 1808 ภาพการสำนึกผิดของ Saint Jerome นี้เป็นภาพในยุคหลังๆ ของ Titian แล้ว เขาจึงมิได้ใช้สีสันสดใสเหมือนสมัยก่อน แต่กลับใช้สีค่อนข้างน้อยและกลมกลืนกันในแนวมืดทึบเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสะเทือนใจ นอกจากนี้ศิลปินยังใช้ทั้งท่าทางและข้าวของเครื่องใช้ของ Saint Jerome เช่น หัวกะโหลก นาฬิกาทราย สิงโตและหนังสือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการขับเน้นให้เห็นถึงการสำนึกผิดด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพเขียนไฮไลท์ใน Brera Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/204395

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 16.19 น.
l Supper at Emmaus ของ Caravaggio

ใน Brera Museum เมืองมิลาน นอกจากจะมีภาพ The Dead Christ and Three Mourners ของ Andrea Mantegna เป็นภาพไฮไลท์แล้ว ที่นี่ยังมีภาพของศิลปินดังๆ เป็นไฮไลท์อีกหลายภาพ เช่น 1.Supper at Emmaus ของ Caravaggio ศิลปินชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคบาโรค ภาพที่ถูกเขียนขึ้นก่อนที่ศิลปินจะหนีออกจากโรมไปจากคดีฆ่าคนตายนี้

เขียนเหตุการณ์หลังจากที่พระเยซูฟื้นคืนชีพโดยที่ยังไม่มีใครจดจำพระองค์ได้ แม้พระองค์จะกำลังเผยตัวให้กับสาวก Luke และ Cleopas ก็ตาม ภาพนี้เชื่อกันว่าถูกว่าจ้างให้เขียนโดย Ciriaco Mattei น้องชายของ Cardinal Girolamo Mattei

ส่วนการที่ Caravaggio เขียนให้พระเยซูในรูปแตกต่างจากภาพพจน์ดั้งเดิมของพระองค์ตรงที่ไม่มีเคราก็เพราะในพระคัมภีร์มาร์คเขียนไว้ว่า พระองค์จะปรากฏตัวใหม่ในรูปที่แตกต่างจากเดิม นอกจากนี้การที่เขาเขียนให้พระองค์ปรากฏองค์ในเงามืดท่ามกลางบรรยากาศพื้นบ้านปกติก็เป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินต้องการสื่อให้เห็นว่าพระเยซูควรอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ด้วยนับจากนี้เป็นต้นไปตามที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ผู้ชมจะเห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดในการใช้แสงเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเงาและรายละเอียดของภาพสังเกตได้จาก สีหน้าของพระเยซูที่แสดงให้เห็นถึงความสงบเยือกเย็น พระหัตถ์ของพระเยซูที่เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย ความยับย่นบนหน้าตาของคนเสิร์ฟอาหารทั้งสองที่บ่งบอกถึงกาลเวลา เสื้อผ้าของตัวละครทุกตัวในฉากที่มีรายละเอียดมากมาย รวมทั้งแสงที่ตกบนหญิงเสิร์ฟด้วย นอกจากภาพนี้แล้ว ศิลปินยังวาดภาพชื่อเดียวกันนี้อีกภาพในช่วงเวลาใกล้กันแต่ปัจจุบันจัดแสดงที่ National Gallery กรุงลอนดอนด้วย

l The Marriage of the Virgin ของ Raphael

2.The Marriage of the Virgin ของ Raphael ศิลปินและสถาปนิกยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียน ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1504 สำหรับโบสถ์ San Francesco ที่ Citta di Castello นี้ถูกนำมาจัดแสดงที่ Brera ในปี 1805 ภาพการแต่งงานระหว่าง Mary และ Joseph นี้ Raphael เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจจากภาพชื่อเดียวกันของ Pietro Perugino อาจารย์ของเขาที่ได้รับ
คำสั่งให้เขียนภาพให้กับโบสถ์ San Francesco ผลการตรวจเอกซเรย์ภาพพบว่า ภาพนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่รายละเอียดของประตูอาคารที่เป็นพื้นหลังของภาพมีร่องรอยการเขียนใหม่หลายรอบ และมีลักษณะสัดส่วนที่ถูกต้องตามหลักสถาปนิกทุกประการตามอย่างแบบจำลองไม้ของอาคารที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ นักวิจารณ์ภาพหลายคนจึงเชื่อว่าภาพนี้ถูกร่างโดย Perugino และถูกเขียนให้เสร็จโดย Raphael มากกว่าเป็นผลงานของ Raphael เองทั้งหมด ถึงแม้ว่า ศิลปินผู้ร่างตั้งใจจะให้อาคารพื้นหลังเป็นจุดเด่นที่สุดของภาพ แต่ Raphael กลับเขียนตัวละครโดยเฉพาะ Mary  และ Joseph ได้อย่างลงตัวและดูละเมียดละไม แม้ Josephจะมิได้มีสีหน้ายินดีกับการแต่งงานเลยก็ตาม ผู้ชมที่ดูภาพเขียนแนวนี้ประจำอาจสังเกตเห็นได้ว่าการจัดวางองค์ประกอบและตัวละครอื่นๆ อีกหลายคนในภาพมีหน้าตาคล้ายกับภาพของ Botticelli ด้วย

l The Kiss ของ Francesco Hayez

3.The Kiss ของ Francesco Hayez ศิลปินยุค Romanticism ชั้นแนวหน้าชาวอิตาเลียน ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำสั่งของ Alfonso Maria Visconti di Saliceto ในปี 1859 นี้ถือเป็นผลงาน  Masterpiece ที่สร้างชื่อให้กับศิลปินที่สุด ภาพของคู่สมรสวัยกลางคนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพแสดงความรักหลงใหลอย่างรุนแรงที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลป์ยุโรปนี้ ผู้เขียนตั้งใจใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรักระหว่างประเทศแม่และความกระหายของชาวอิตาลีซึ่งเป็นชาติประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังมีความหวังอันเรืองรองต่อผู้นำคนใหม่มากกว่าการแสดงความรักแบบหนุ่ม-สาวทั่วไป เขาจึง
เขียนภาพในแนวตรรกะมากกว่าความเป็นจริง สังเกตได้จากการที่ แม้ท่ายืนของผู้หญิงจะเอนไปด้านหลัง และท่ายืนของผู้ชายจะใช้ขาซ้ายพยุงเธอไว้ แต่มันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าผู้ชายกำลังจะก้าวจากไปเมื่อใดก็ได้อันสะท้อนให้เห็นว่า ความคาดหวังของประชาชนต่อการนำของผู้นำอาจเป็นเพียงแค่ความฝัน นอกจากนี้ภาพนี้ยังมีการใช้สัญลักษณ์ตามอย่างศิลปะแนว
Romanticism หลายประการ เช่น การจูบอย่างดูดดื่มเป็นสัญลักษณ์ของความรักอย่างลึกซึ้งแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกในระดับลึก มากกว่าการคิดเห็นแบบตื้นๆ อันแสดงให้เห็นว่าศิลปินต้องการให้ตีความความรักในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าหญิงชาย นั่นคือ ความรักชาติในแบบแสบๆ คันๆ ด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมภาพนี้จริงๆ แบบเต็มๆ ตาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความละเมียดละไม อ่อนโยน และดูดดื่มในความรักจนถึงกับขนลุกเลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Brera Guide to the Pinacoteca)

แหวกฟ้าหาฝัน : Brera museum เมือง Milan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203321

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
The Dead Christ and Three Mourners

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียม และได้ไปเที่ยวเมืองมิลาน คงไม่พอใจเพียงแค่ไปดู Duomo,Sforza Castle และมิวเซียมในปราสาทแห่งนี้เท่านั้น  มิวเซียมอีกแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Pinacoteca di Brera ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมผลงานศิลปะแนวเรอเนสซองส์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14-20 มากถึงกว่า 500 ชิ้น นอกจากนี้มิวเซียมแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง Milanese Montmartre หรือเป็นแหล่งรวมร้านอาหารสไตล์สบายๆ ของเมือง และเป็นย่านที่มีตลาด และร้านค้าขายของเก่าที่มีสีสันสำหรับนักท่องเที่ยวและศิลปินอีกด้วย

Pinacoteca di Brera ตั้งอยู่ในพระราชวังที่เคยเป็นคอนแวนต์เก่าและถูกปรับปรุงโดยสถาปนิก Francesco Maria Ricchini หลังจากที่พระราชวังแห่งนี้ตกเป็นสมบัติของพระนาง Maria Theresa แห่งออสเตรียแล้ว พระนางสถาปนาที่นี่ให้เป็น Academy of Fine Arts และเริ่มสะสมทรัพย์สมบัติ รวมทั้งใช้ที่นี่เป็นแหล่งรวมศิลปะ วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ประจำแคว้นลอมบาร์ดีด้วย ต่อมาเมื่อ Giuseppe Piermarini ได้กลายเป็นสถาปนิกคนต่อมาที่ปรับปรุงพระราชวังให้เป็นแนว Neoclassic แบบอิตาลี เขาก็ได้ปรับปรุงส่วนของห้องสมุดและทางเข้าใหม่ รวมทั้งส่วนที่เป็นสวนด้วย หลังจากที่นโปเลียนใช้มิลานเป็นแหล่งรวมของสะสมของอิตาลี เขาก็เปลี่ยนที่นี่ให้เป็นมิวเซียมที่สะสมภาพเขียนซึ่งเขาปล้นมาเมื่อฝรั่งเศสชนะสงคราม การถือกำเนิดของมิวเซียมแห่งนี้จึงมิได้เป็นผลมาจากการบริจาคของสะสมเฉกเช่นมิวเซียมอื่นๆ แต่เป็นผลมาจากการเมืองและการทหารมากกว่า

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของมิวเซียมแห่งนี้คงไม่มีชิ้นใดเกิน The Dead Christ and Three Mourners หรือ Lamentation of the Dead Christ ของ Andrea Mantegna ภาพที่คาดกันว่าเคยอยู่ในห้องภาพของ Mantegna ในวันที่เขาเสียชีวิตและถูกขายให้กับ Cardinal Sigismondo Gonzaga ซึ่งภายหลังถูกขายไปให้กับพระเจ้า Charles I แห่งอังกฤษอีกทีหนึ่งก่อนที่จะสูญหายไปจากตลาดหลายศตวรรษ ภาพที่ผู้เศร้าโศกเสียใจสามคนรวมตัวกันรอบเตียงหินที่ถูกประพรมด้วยน้ำหอมของพระเยซูก่อนที่พระองค์จะถูกฝังนี้มีลักษณะเฉพาะกว่าภาพอื่นตรงที่ ร่างของพระเยซูอยู่ใกล้กับผู้ดูมากจนดูเหมือนว่าร่างของพระองค์สั้นกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะศิลปินเขียนให้พระเศียรของพระเยซูดูใหญ่กว่าปกติแทนที่จะเขียนให้พระเศียรเล็กกว่าส่วนของเท้านั่นเอง แม้ภาพนี้จะดูเหมือนมีสีเพียงไม่กี่สี นั่นคือ ชมพู เทา และทอง แต่ศิลปินก็ยังสามารถเขียนได้อย่างชาญฉลาดจนมองเห็นรายละเอียดของการแข็งตัวของร่างกายจากการเสียชีวิตได้อย่างเด่นชัด อีกทั้งยังเขียนแผลที่แขนและขาจากตะปูได้อย่างสมจริงด้วย ยิ่งกว่านั้นการที่ภาพนี้ถูกเขียนให้มีลักษณะเหมือนโลงศพ และอยู่ในลักษณาการที่อึดอัดในห้องแคบๆ ช่วยขับเน้นถึงความตายหรือการปราศจากความเจ็บปวดของร่างกายได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์ภาพบางท่านกลับเห็นว่า ศิลปินเขียนภาพแบบหมิ่นศาสนจักรเพราะเขาเขียนให้บาดแผลที่มือของพระเยซูเหมือนกระดาษที่ฉีกขาด และลักษณะการแข็งตัวของร่างกายก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วไปอันสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มิได้สามารถฟื้นคืนมาใหม่อย่างที่กล่าวอ้าง  ส่วนการที่ศิลปินไม่เขียนภาพ Mary Magdelene เข้าไปในภาพ โดยปล่อยให้มีแค่ Mary และ  Saint John อยู่ในภาพแม้จะตั้งชื่อภาพว่า Three Mourners ก็ตามก็เพื่อบิดเบือนความจริงเฉกเช่นเดียวกับการวาดสีหน้าที่ทุกข์ระทมของ Mary ตามแบบอย่างของหน้ากากในแนวศิลปะแบบ Classic นั่นเอง การที่ศิลปินสามารถเขียน
ผลงานชิ้นนี้ได้อย่างโดดเด่นทำให้ The Dead Christand Three Mourners ได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของภาพยุคเรอเนสซองส์ที่ดีที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้ แม้เพียงเพื่อที่จะได้ชมภาพนี้เพียงภาพเดียวก็ถือว่าคุ้มแล้วสำหรับความพยายามในการเดินหาห้องภาพแห่งนี้ (ภาพจากหนังสือ Brera Guide to the Pinacoteca)


Brera District


Milano_brera_cortile


Inside Museum


Brera museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Leonardo da Vinci ใน National And Technology Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202142

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Revolving Bridge

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า Leonardo da Vinci เป็นนักคิด นักประติมากรรม สถาปนิก วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และศิลปินยุคเรอเนสซองส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีจนได้รับการขนานนามให้เป็นบิดาของศาสตร์หลากหลายสาขา เช่น Ichnology ศาสตร์ของพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์ และสถาปัตยกรรม การที่เขามีผลงานที่หลากหลายสาขา และเป็นผู้ร่างและประดิษฐ์อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย รวมทั้งศึกษากายวิภาคอย่างละเอียดลออทำให้ชาวอิตาเลียนยกย่องเขามากถึงขนาดจัดให้มิวเซียมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมีส่วนของ Leonardo da Vinci โดยเฉพาะแยกจากของจัดแสดงวิทยาศาสตร์อื่นๆ

Paddle boat

Paddle boat ด้านข้าง

เมื่องานของ Leonardo da Vinci เป็นส่วนผสมที่ดีที่สุดระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ส่วนจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ของ Leonardo da Vinci จึงถือเป็นไฮไลท์ที่สุดของมิวเซียม ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อศึกษาแบบร่างของดาวินชี่เพื่อสร้างแบบจำลองขึ้นครั้งแรกในปี 1953 นอกจากดาวินชี่จะเขียนแบบร่างเกี่ยวกับเครื่องกลแล้ว เขายังทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ และการพัฒนาปรับปรุงธรรมชาติด้วย แบบจำลองในมิวเซียมจึงทำขึ้นจากการพยายามตีความและแปลความหมายอย่างละเอียดจากภาพร่างของดาวินชี่  ของจัดแสดงในส่วนนี้จะมีส่วนประกอบของภาพร่าง คู่กับแบบจำลองอุปกรณ์หรือเครื่องมือจากภาพร่างนั้นๆ จำนวนมากถึง 130 ชิ้น โดยจัดแสดงขึ้นครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวันเกิดครบ 500 ปีของดาวินชี่

ของจัดแสดงส่วนสำคัญที่สุดเป็นแบบจำลองจากภาพร่างต่างๆ เช่น อุปกรณ์ในการรบที่เรียกว่า  Double Sling เมื่อฟันเฟืองหมุนจะดึงให้เชือกพาเอาหน้าไม้มาชิดกันจนทำให้ยิงหินออกไปได้ไกลๆ เครื่องยนต์เกี่ยวกับการบิน เช่น 1.Beating Wing เป็นแบบจำลองที่ดาวินชี่ต้องการแสดงให้เห็นว่าปีกสามารถที่จะรับน้ำหนักได้ เขาเชื่อว่าหากไม้กระดกอันยาวถูกดึงด้วยความเร็วมากพอ มันจะสามารถยกปีกที่มีม้านั่งซึ่งหนักเท่ากับน้ำหนักคนได้ไม่ยาก เขายังคำนวณว่าขนาดปีกควรมีความยาวประมาณ 12 เมตร ด้วย 2.Adjustable tilt wing ดาวินชี่พยายามที่จะเอาปีกที่คล้ายของนกติดกับเครื่องมือแบบต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับเครื่องบิน 3.Air Screw ดาวินชี่เชื่อว่าหากอุปกรณ์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยผ้าลินินอย่างดี และสกรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร และสามารถหมุนได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ มนุษย์จะบินได้ด้วยอุปกรณ์ชนิดนี้ ภายหลังอุปกรณ์ชนิดนี้กลายเป็นต้นแบบของการออกแบบเฮลิคอปเตอร์นั่นเอง

Revolving Cranes

นอกจากนี้ดาวินชี่ยังออกแบบเครื่องจักรไว้สำหรับใช้งานอีกหลายอย่าง เช่น 1.Alembic อุปกรณ์สำหรับกลั่นสารเคมีชนิดต่างๆ ให้ระเหยและกลั่นตัวเพื่อแยกเป็นสารเคมีต่างชนิดกันสำหรับผลิตน้ำหอม ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.Revolving Cranes ดาวินชี่ตั้งใจให้เครื่องมือนี้ใช้กับหลุมหินและการขุดอุโมงค์ 3.Rotating Cranes ใช้สำหรับการก่อสร้างอาคารสูงๆ และดึงอุปกรณ์ ในส่วนที่มีสองแขนก็ใช้สำหรับการดึงเพื่อถ่วงดุลกัน 4.Controlled Flame Furnance ใช้สำหรับหลอมละลายโลหะที่มีจุดหลอมละลายต่างกันโดยวางห่างจากเตาหลอมที่ระยะทางไม่เท่ากัน

ยิ่งกว่านั้นดาวินชี่ยังออกแบบ Water and Land Machine ไว้อีกหลายอย่าง 1.Revolving Bridge ดาวินชี่ได้ออกแบบสะพานหมุนหลายแบบที่ง่ายต่อการก่อสร้าง เคลื่อนย้ายและสามารถใช้เรือหรือถังไม้เป็นส่วนประกอบไว้สำหรับการทหารโดยเฉพาะ 2.Float ใช้สำหรับหย่อนวัสดุลงไปในแม่น้ำเพื่อยกมันขึ้นมาได้ และเป็นทางเดินของกองทหาร มันเป็นอุปกรณ์ที่สร้างง่ายๆ ณ ตำแหน่งที่ต้องใช้ได้เลยโดยใช้หนังเคลือบสารพิเศษสานกันเข้า 3.Paddle Boat ดาวินชี่ได้ออกแบบให้เรือมีพลังมากขึ้นผ่านล้อและเกียร์ทำให้การเคลื่อนของพายเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ดาวินชี่ยังออกแบบเรืออีกหลายชนิด เช่น Fast Ramming Boat และ Mobile Ram Boats

Rotating Cranes

ไม่เพียงมิวเซียมจะมีภาพร่างและแบบจำลองเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องจักร ที่นี่ยังมีภาพร่างทางด้านกายวิภาคที่เป็นงานสำคัญต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันจัดแสดงอยู่ส่วนหนึ่ง รวมทั้งยังมีการจัดแสดง 3D ของ Machine for carving files, Hydraulic saw,
Winch for lifting weights ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จึงไม่เพียงจะได้ความรู้มากมายแล้ว ยังรู้สึกปลาบปลื้มจนถึงอิจฉาไปกับชาวอิตาเลียนที่ได้มีอัจฉริยะในทุกๆ ด้านถือกำเนิดในประเทศอีกด้วย