แหวกฟ้าหาฝัน : National and Technology Museum เมืองมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201070

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หากนักท่องเที่ยวที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือชื่นชอบ Leonardo da Vinci ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมิลาน สถานที่ท่องเที่ยวที่พวกเขาควรไปมิใช่เพียงแค่ Duomo, Sforza Castle, Emmanuel เท่านั้น National and Technology Museum เป็นสถานที่อีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงมิลานเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นมิวเซียมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลีและเป็นสถานที่เก็บผลงานของ Leonardo da Vinci มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

มิวเซียมแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ อารามเก่าที่เรียกว่า San Vittore al Corpo นี้ดั้งเดิมเป็น Benedectine convent แต่ในปี 1507 นักบวชกลุ่ม Olivetan ได้รับคอนแวนต์แห่งนี้มาปรับปรุง และขยายต่อเติมให้ใหญ่ขึ้น แต่ในปี 1805 ที่นโปเลียนมาครอบครองมิลานนั้น วัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลทหาร และกลายเป็นค่ายทหารในปีต่อมา หลังจากนั้นสภาพของอารามก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด อารามแห่งนี้เสียหายอย่างหนักจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ดีในปี 1947 เทศบาลเมืองมิลานก็ได้สถาปนาอารามแห่งนี้ให้เป็น National Museum of Science and Techniques


เครื่องพิมพ์ดีด

ก่อนที่มิวเซียมจะได้สถานที่ตั้งถาวร มิวเซียมถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1906  โดย Guido Ucelli ได้เชิญให้สถาบันจัดตั้งมิวเซียมอุตสาหกรรมขึ้น ต่อมาในปี 1930 เทศบาลเมืองมิลานก็ได้จัดตั้ง Museum of Art and Industry ขึ้นโดยมี Guido Ucelli di Nemi เป็นประธานคนแรก อีกปีหนึ่งต่อมา Guglielmo Marconi ประธาน National Research Council ก็ได้อนุญาตให้ใช้สถานี Sempione เป็นที่จัดตั้งมิวเซียม มิวเซียมถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่15 กุมภาพันธ์ ปี 1953 โดยทำการจัดแสดงผลงานของ Leonardo da Vinci เป็นคนแรก หลังจากนั้นในปี 1959 มิวเซียมก็เพิ่มส่วนของ Transport section ขึ้นและเพิ่มส่วนของ Music Instrument and Photo and film section ในปี 1962  อีกสองปีต่อมามิวเซียมก็เพิ่มส่วนของ Air transport ขึ้น และเพิ่มการจัดแสดงเครื่องยนต์รถไฟและรถในส่วนของ Railway transport ในปี 1967

5 มีนาคม ปี 1975 มิวเซียมได้เพิ่มส่วนของ New Radio and Television ขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกถึง Francesco Vecchiacchi ระหว่างปี 1982-3 มิวเซียมได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับLeonardo da Vinci อีกหลายครั้ง และในปี 1986 มิวเซียมก็ได้เพิ่มส่วน Playing with technology and science เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์มากขึ้น ต่อมาในปี 2006 มิวเซียมได้เพิ่มส่วน Plastic and new interactive lab Chemistry and Plastics และ Electricity รวมทั้ง Interactivelab เกี่ยวกับ Leonardo da Vinci ขึ้น ปีต่อมามิวเซียมก็เปิด Telegraph, Telephone and Television ในส่วนTelecommunication และ New Oil Area ขึ้น  ปัจจุบันมิวเซียมมีของสะสมและ Interactive Lab อยู่ 7 ส่วน คือ  Materials, Transports, Energy, Communications, LeonardoArt & Science, New Frontiers, Science for young children โดยแต่ละส่วนจะมีส่วนการศึกษาและวิจัย รวมทั้งของสะสมเพื่อไว้ในการจัดแสดงนิทรรศการ การศึกษา การประชุมเชิงปฏิบัติการอยู่เป็นจำนวนมาก


กล้อง

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้ต้องมีขาที่แข็งแรง ความรู้และกำลังใจในการเดินชมพอสมควร ทั้งนี้เพราะที่มีของสะสมอยู่มากถึง 16,000 ชิ้น ตั้งแต่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ การขนส่ง เรือ รถ หัวรถไฟ เครื่องบิน เครื่องส่งวิทยุ
วิทยุ โทรศัพท์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมโดยจัดอย่างเป็นหมวดหมู่ตามแผนกต่างๆ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเอกสารในห้องสมุดอีกกว่า 4 หมื่นชิ้นนี้ที่เป็นประจักษ์พยานความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมของอิตาลีด้วย  การที่มิวเซียมแห่งนี้มีของสะสมจำนวนมากร่วมกับการจัดส่วนการศึกษาและการประชุมเชิงปฏิบัติการที่หลากหลายสาขาส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่มีคนเข้าดูมากที่สุดในมิลานและเป็นอันดับต้นๆ ของมิวเซียมวิทยาศาสตร์ในระดับโลกด้วย


Solar Clock


Model from Davinci idea


เตารีด


นาฬิกา

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Musical Instrument ใน Sforza castle มิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199959

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เปียโน

นอกจากตั๋วเข้าชมมิวเซียมราคา 8 ยูโรใน Sforza castle จะสามารถเข้าชม Museum of Decorative Art แล้ว ตั๋วใบนี้ยังเข้าได้อีกหลายมิวเซียม เช่น Museum of Ancient Art มิวเซียมที่เก็บของสะสมโบราณประเภทงานประติมากรรมของแคว้น Lombardy, PictureGallery ห้องภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง, Egyptian Museum มิวเซียมที่เก็บของสะสมอันเกี่ยวเนื่องกับอียิปต์, Museum of Prehistory and Proto history มิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมทางด้านวัฒนธรรมของแคว้น Lombardy, Furniture Museum มิวเซียมที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ของแคว้น, Photographic Archive มิวเซียมภาพถ่าย, Achille Bertarelli Print Collection งานพิมพ์จากการบริจาคของ Achille Bertarelli และ Museum of Musical Instrument มิวเซียมเครื่องดนตรี

มิวเซียมเครื่องดนตรีแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากของสะสมของ Christmas Galliniที่เทศบาลเมืองมิลานซื้อมาในปี 1958 แล้วนำมาจัดแสดงใน Rocchetta ของสะสมในมิวเซียมเครื่องดนตรียังได้รับมาจากผู้บริจาคอีกหลายคนรวมทั้งนักประกอบไวโอลินด้วย เช่น เปียโนจากอิตาลีตอนเหนือ ไวโอลินโบราณ และเครื่องดนตรีจากแอฟริกา จีนและญี่ปุ่นมิวเซียมได้ของสะสมเพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี 2000 จากการบริจาคของ Foundation “De Musica” ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เก็บของสะสมของตระกูล Monzino นักประดิษฐ์เครื่องดนตรีประจำเมืองมิลานซึ่งสะสมเครื่องดนตรีมาตั้งแต่ปี 1750-1930

Lira

ของสะสมจากตระกูล Monzino จำนวนกว่า 40 ชิ้น อันประกอบไปด้วย ไวโอลิน วิโอล่า แมนโดลิน กีตาร์ เลื่อย สิ่ว ฯลฯ อันเป็นเครื่องมือจากนักประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากมิลาน และเนเปิลที่ตระกูล Monzino จ้างให้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พวกเขาจัดแสดงอยู่ในห้องแรกของมิวเซียมเพื่อเป็นเกียรติแก่ตระกูล Monzino ส่วนห้องถัดๆ ไปจะจัดแสดงเครื่องดนตรีตามชาติพันธุ์ แล้วตามด้วยกลุ่มชนิดเป็นชุดๆ เช่น กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มเครื่องเป่า นอกจากนั้นในมิวเซียมยังมีของจัดแสดงพิเศษแบบต่างๆ เช่น พิณ ไวโอลินจิ๋ว ของชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วย รวมทั้งเครื่องดนตรีประเภท เปียโน พิณ คีย์บอร์ดของนักดนตรีดังๆ ในสมัยปัจจุบันด้วย

เครื่องดนตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดประเภทหนึ่งก็คือ เปียโน เปียโนที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้มีลักษณะเฉพาะที่สวยงามเพราะมีการแกะสลักลวดลาย และมีรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะ เปียโนบางหลังสามารถเล่นพร้อมกันได้สองคน ส่วนผิวนอกด้านหลังของเปียโนบางหลังได้รับการตกแต่งให้มีความสวยงามเป็นพิเศษ เช่น ลวดลายการล่าสัตว์ หรือล่องเรือจากสังคมในยุค Flemish นอกจากนี้เครื่องสายที่จัดแสดงในมิวเซียมยังมีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่หาดูได้ยากในมิวเซียมอื่น เพราะมีรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ และเป็นเครื่องดนตรีที่หาดูได้ยาก นักท่องเที่ยวต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการคาดเดาว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เล่นกันอย่างไร และเสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไรอันนำมาซึ่งความเพลิดเพลินและประสบการณ์ที่ยากจะหาได้จากการชมมิวเซียมอื่นๆ เลยทีเดียว


Mandolin


Harp Guitar 12 strings


เครื่องสายแปลกๆ


ตู้เครื่องสาย


อุปกรณ์ทำเครื่องสาย


เครื่องสายและเครื่องเป่า


เครื่องเป่า


เครื่องสายสารพัดแบบ


เครื่องสายและเครื่องตี


Snake

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art ใน Sforza Castle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198906

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นอกจาก Sforza Castle จะมีป้อมปราการ ทางเดิน และห้องสมุดที่สวยงามแล้วภายในปราสาทแห่งนี้ยังมีมิวเซียมสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองรวมอยู่ด้วย นั่นคือ Museum of Decorative Art มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 จากการรวมชาติของอิตาลีในช่วงเวลานั้น สมาคมอุตสาหกรรมแห่งอิตาลีในมิลานตั้งใจที่จะส่งเสริมให้เปิด Museum of Industrial Art ขึ้นเพื่อเก็บของสะสมจากอดีตที่บ่งบอกถึงรสนิยมอันหรูหราของชาวเมือง การจัดแสดงของสะสมครั้งแรกเกิดขึ้นในสวนของ Porta Venezia ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายของจัดแสดงมายังเมืองมิลาน

หลังจากปรับปรุงปราสาทของ Luca Beltrami รัฐบาลจึงตัดสินใจนำของสะสมมาเก็บไว้ในชั้นหนึ่งของปราสาท และสถาปนา
ให้เป็นมิวเซียมขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 1900 หลังจากมีของสะสมมากขึ้นและในช่วงครึ่งคริสต์ศตวรรษหลัง ผู้ดูแลมิวเซียมได้ย้ายงานตกแต่งยกเว้นเฟอร์นิเจอร์และงานไม้มายังชั้นสองของ Rocchetta โดยจัดแสดงใหม่ให้เป็นกลุ่มๆ เช่น งานผ้า เซรามิก เครื่องกระเบื้อง จิวเวลรี่ งาช้าง งานทองแดง งานหนัง งานแก้ว นาฬิกา เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และงานเหล็ก


จานลาย GeometryThe Conversion Sergio Paul

งานสะสมที่ได้รับจากการบริจาคครั้งใหญ่เป็นงานสะสมของ Trivulzio ที่ได้รับในปี 1935 อันประกอบด้วย จานชาม ทอง ภาพเขียน งาช้าง และงานแกะสลัก ส่วนผลงานงาช้างที่สำคัญเป็นผลงานของ Tardoantichi ซึ่งได้รับบริจาคมาจาก Giuseppe Bossi หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมได้ของสะสมเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถจัดแสดงได้ทีเดียวหมด ต้องหมุนเวียนมา
จัดแสดงส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้กลายเป็นมิวเซียมประเภทนี้ที่สำคัญที่สุดในอิตาลี

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเข้าชมมิวเซียมแห่งนี้สามารถตื่นตาตื่นใจได้กับของสะสมหลากหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกระเบื้องที่มีอย่างหลากหลายทั้งรูปแบบ เช่น ตุ๊กตาต่างๆ เครื่องครัวประเภทจาน ถ้วย กาน้ำ ที่มา เช่น จากอิตาลี เวียนนา และยุคสมัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงปัจจุบัน  เฉพาะแค่งานกระเบื้องนี้นักท่องเที่ยวก็มักรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วกับเงิน 8 ยูโรค่าเข้าชม แต่นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้ตั๋วเดียวกันกับมิวเซียมอื่นๆ ใน Sforza castle นี้ด้วย


ชุดกินข้าวเซรามิก


เซตถ้วยชาม

เครื่องโลหะ


Model Sanctuary


ตัวอย่างช้อนส้อม


เซตช้อนส้อม

แหวกฟ้าหาฝัน : Sforza Castle แห่งมิลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/197745

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิลาน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหนึ่งโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และมิวเซียมจะต้องเข้าเยี่ยมชมให้ได้ก็คือ Sforza Castle ประสาทโบราณขนาดใหญ่ที่เห็นได้แต่ไกลเกือบทั่วเมืองแห่งนี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1360 เมื่อ Galeazzo Visconti IIเริ่มสร้างป้อมปราการและกำแพงขึ้น ป้อมแห่งนี้ถูกต่อเติมเรื่อยมาหลายครั้งโดยทายาทของตระกูล Viscontis จนถึงสมัยของ Filippo Maria ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่หันมาใช้ป้อมแห่งนี้เป็นสำนักงานใหญ่ในการทำงานของตระกูล

ประตูหน้า

ด้านหลังประตูหน้า

เมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลไม่มีบุตรชาย Bianca Maria Visconti ทายาทสาวคนสุดท้ายของตระกูล Viscontis ก็สมรสกับ FrancescoSforza ผู้นำทหารที่ Filippo Maria ไว้ใจส่งผลให้ Sforza ขึ้นสู่การเป็นผู้นำมิลานไปโดยปริยาย เขาจึงตกแต่งปราสาทแห่งนี้เพิ่มเติมเพื่อเสริมความสวยงามให้กับเมืองและปกป้องศัตรูจากภายนอก แม้ Francesco Sforza จะเปลี่ยนตัวสถาปนิกผู้ออกแบบหลายคนและใช้ความพยายามในการปรับปรุงปราสาทอยู่หลายปี แต่ผู้ที่ปรับปรุงและขยายปราสาทจนสำเร็จและย้ายเข้ามาอยู่ประจำกลับเป็น Galeazzo Maria ผู้ปกครองมิลานคนต่อมา

ทางเดินไป Sforza

เมื่อ Galeazzo Maria ถูกลอบสังหาร Bona di Savoia ภรรยาม่ายของ Galeazzo Maria สถาปนาตัวเองขึ้นมาปกครองมิลานในเดือนธันวาคมปี 1476 และย้ายตัวเองเข้าไปพำนักยังหอคอยกลางซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อหอคอยจนปัจจุบัน ต่อมาพระนางก็ถูก Ludovico Maria หรือ Il Moro น้องชายขับไล่ออกจากเมืองและสถาปนาตัวเองขึ้นมาปกครองมิลานแทน การที่ Il Moro เป็นผู้ที่หลงใหลในศิลปะมาก เขาจึงจ้างศิลปินดังๆ ในสมัยนั้น ทั้ง Donato Bramante และ Leonardo da Vinci มาปรับปรุงและตกแต่งปราสาทจนได้ห้อง Leonardo’s Sala delle Asse และห้องทรัพย์สมบัติ เมื่อ Beatrice d’Este ภรรยาของเขาสิ้นพระชนม์จากการประสูติพระโอรสและฝรั่งเศสบุกมิลานเขาจึงจำเป็นต้องหลบหนีไปอยู่กับพระเจ้า Maximilian Iแห่งราชวงศ์ Habsburg และหยุดการปรับปรุงปราสาทไปชั่วคราว

ทางเดินภายใน

ในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองมิลาน ส่วน Filarete Tower ได้ถูกระเบิดทำลายจนเสียหาย แม้ภายหลัง Francesco II Sforza บุตรชายคนที่สองของ FrancescoSforza จะกลับมาปกครองมิลานและปรับปรุงปราสาท แต่ปราสาทก็ยังไม่มีป้อมที่ดูแลประตูด้านข้างอีกเลย ซ้ำร้าย เมื่อ Don Ferrante Gonzaga ทหารของจักรพรรดิสเปนได้เข้าครอบครองป้อมแทนในปี 1549 เขาได้เปลี่ยนหลายส่วนของปราสาทให้กลายเป็นร้านค้า โรงพยาบาล ร้านขายขนมปังที่จำหน่ายสุราเพื่อตอบสนองความต้องการของทหารสเปนจากเงินภาษีของชาวมิลาน

หลังจากปราสาทผ่านสงครามมาหลายสิบปี ในปี 1893  ชาวเมืองมิลานและผู้ปกครองก็ตัดสินใจซ่อมแซมปราสาทอย่างจริงจัง โดยทำการยกหอคอยที่เคยถูกทำลายขึ้นใหม่ให้สูงเท่ากับที่เคยสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และตกแต่งส่วนของห้องเก็บทรัพย์สมบัติและ Sala delle Asse ด้วย รวมทั้งสร้างหอคอยส่วน Filarete เพื่ออุทิศให้กับพระเจ้า Umberto I ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของปราสาทไปในตัวอีกต่างหาก

ส่วน Filarete Tower ที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดและโดดเด่นที่สุดนั้นได้เคยถูกออกแบบโดย Antonio Averulino หรือ il Filarete เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลาน แต่สถาปนิกผู้เข้าดูแลการก่อสร้างไม่เคยสามารถทำได้สวยงามตามแบบ และยังเปลี่ยนหอคอยนี้ให้เป็นป้อมปืนที่ภายหลังถูกถล่มจนราบคาบด้วย ป้อมที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลมาจากการศึกษาของ Luca Beltrami ถึงการออกแบบดั้งเดิม และสร้างใหม่ให้เหมือนกับแบบที่ออกในสมัยเรอเนสซองส์โดยเสริมนาฬิกา รูปแกะสลักของ Umberto I และ Saint Ambrose เข้าไปด้วย สำหรับเชิงเทินและทางเดินตลอดปราสาทนั้นถูกทำลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้วตั้งแต่สมัยที่ชาวต่างชาติครอบครองปราสาทระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 เชิงเทินที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิก Luca Beltrami ในปี 1893 ตามแบบที่เคยออกไว้สมัยลอมบาดี

บรรยากาศภายใน

The Sala delle Asse (ห้อง 8 ของ Museum of Ancient Art) ห้องที่อยู่ชั้น 1 ของ Falconiera Tower เป็นห้องที่มีชื่อเสียงที่สุดห้องหนึ่งของปราสาทแห่งนี้เพราะถูกตกแต่งโดย Leonardo da Vinci ส่วนของหลังคาตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลอง 3 เหตุการณ์ในสมัยของ Il Moro นั่นคือ การเป็นพันธมิตรกับพระเจ้า Maximilian จากการแต่งงานระหว่างหลานสาวของเขากับกษัตริย์ การรับรองตำแหน่งท่านดุ๊กในปี 1495 และการรับรองพระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศส ส่วน The Treasure Room หรือห้องเก็บสมบัติซึ่งปัจจุบันเป็น Trivulziana Library ที่ได้รับการตกแต่งด้วยปูนเปียกเป็นรูป Argus ยักษ์100 ตาเพื่อปกป้องสมบัติเหมือนสมัย Lucovico il Moro นี้เป็นห้องที่มีความแข็งแรงที่สุดในปราสาทจึงรอดจากสงครามมาได้โดยตลอด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยว Sforza Castle นี้สามารถที่จะตื่นตาตื่นใจกับตัวปราสาท และห้องหับมากมายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากต้องการเข้ามิวเซียมอีกหลากหลายก็อาจต้องมีค่าใช้จ่ายขึ้นกับเวลาที่มีและความชื่นชอบพิเศษของแต่ละคน  แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ชอบมิวเซียม การเดินชมป้อมปราสาทเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาเยือนปราสาทแห่งมิลานนี้แล้ว