แหวกฟ้าหาฝัน : Palatine Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234660

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Pieta ของ Fra Bartolomeo

ใน Palazzo Pitti มีห้องภาพและมิวเซียมอยู่หลายแห่ง  ห้องภาพที่สำคัญที่สุดก็คือ  Palatine Galleryห้องภาพแห่งนี้เป็นห้องภาพหลักของพระราชวังและมีภาพเขียนยุคเรอเนสซองส์จัดแสดงอยู่มากถึงกว่า 500 ชิ้น ของจัดแสดงทั้งหมดเป็นของสะสมส่วนตัวของสมาชิกตระกูล Medici โดยการจัดแสดงมีรูปแบบเหมือน Private collection จึงไม่มีการเรียงลำดับเวลาเฉกเช่นการจัดแสดงในห้องภาพมาตรฐานทั่วไป

ห้องที่สวยที่สุดซึ่งตกแต่งแนวบาโรคโดย Pietro da Cortona นี้มีรูปภาพปูนเปียกชื่อ The Age of Gold, The Age of Silver, The Age of Bronz และ The Age of Iron ซึ่งถือเป็นผลงาน Masterpiece ชิ้นหนึ่งในพระราชวัง นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้จะเดินผ่านห้องต่างๆ รวม 28 ห้อง โดยแต่ละห้องมีภาพเขียนปูนเปียกบนเพดานตกแต่งอย่างหรูหรา และมีชื่อเฉพาะตามชื่อภาพ หรือศิลปินที่รังสรรค์ผลงานด้วย

Lamentation over the dead Christ ของ Andrea del Sarto

ภาพเขียนเด่นในห้องภาพแห่งนี้มีหลายภาพ เช่น  Virgin and Child with Scenes from the Life of St. Anne ของ Filippo Lippi ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่คาดว่าจะถูกจ้างเขียนโดย Martelli นี้เป็นผลงานชิ้นเดียวของคริสต์ศตวรรษที่  15 และของศิลปินผู้นี้ในห้องภาพ ภาพพระนางมารีอุ้มพระบุตรที่ถือทับทิมปอกเปลือกอยู่อันเป็นสัญลักษณ์ถึงความยากลำบากที่พระบุตรต้องเผชิญในอนาคตโดยมีฉากหลังเป็นภาพ Anne และ Joachim พบกันที่ประตูทองทางด้านขวา และภาพ St. Anne คลอดพระนางมารีทางด้านซ้ายภาพนี้เป็นภาพแรก ๆ ของยุคที่เขียนในรูปแบบ 3  มิติ แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้เป็นอย่างดี

Pieta ของ Fra Bartolomeo ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับแท่นบูชาในโบสถ์ San Gallo นี้เป็นภาพหนึ่งที่มีอิทธิพลมากสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 16ภาพพระนางมารีตระกองกอดร่างพระคริสต์หลังจากถูกนำลงจากกางเขนท่ามกลางสาวกอีก 4 คนนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Raphael อย่างมาก แต่ศิลปินก็ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์งานให้มีความบริสุทธิ์และตื่นตาตื่นใจได้จากสีที่สดเข้มและการจัดแสดงองค์ประกอบของภาพที่ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Golden Age

Lamentation over the dead Christ ของ Andrea del Sarto ศิลปินชาวอิตาลี อีก Pieta ของห้องภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อตกแต่งแท่นบูชาในโบสถ์ San Pietro a Luco  ใน  Mugello ผู้ชมจะเห็นว่าภาพนี้มีการจัดองค์ประกอบของภาพตามแนวทางที่ Michelangelo และ Raphael ชื่นชอบ  และพื้นหลังก็เป็นภาพทิวทัศน์มองเห็นแต่ไกลตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ แต่ศิลปินกลับ ให้สีฉูดฉาดตัดกันไปทั่วทั้งภาพ
ตามอย่างแนวทางศิลปะแบบ Mannerismซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินสามารถที่จะสร้างสรรค์งานจากแนวทางศิลปะที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืนยิ่ง

ในห้องภาพเดียวกันนี้  Andrea del Sarto ยังมีภาพเด่นอีกภาพคือ Dispute on the Trinity ภาพ St.Augustine, St.Lawrence, St.Dominic และ St.Francis ในท่ายืนร่วมกับ Mary Magdalene และ St. John the Baptist ในท่าคุกเข่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Raphael ต่อศิลปินค่อนข้างมาก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นสำหรับแท่นบูชาในโบสถ์ Augustinian of San Gallo นี้ใช้สีสันสดใสร่วมกับสีโทนนุ่มปนเปกันอันเป็นผลมาจากการที่ศิลปินพยายามใช้เทคนิคของทั้ง Raphael และ Leonardo da Vinci ในการสร้างสรรค์ภาพให้กลมกลืนกันนั่นเอง  (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace : All the Museum, All the Works)

Dispute on the Trinity

Saturn Room

Virgin and Child with Scenes from the Life of St. Anne ของ Filippo Lippi

ผลงานของ Pietro da Cortona

แหวกฟ้าหาฝัน : Grand Apartment ของ Palazzo Pitti

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/233507

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Tapestry Apartment

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเมืองฟลอเรนซ์ และมีเวลามากพอหลังจากช็อปปิ้งกระเป๋า ทอง ถ่ายรูปกับ David ที่ Piazza Signoriรวมทั้งเยี่ยมชม Uffizi แล้วควรเดินข้ามสะพาน Vecchio เพื่อไปยัง Palazzo Pitti หรือ PittiPalace  พระราชวังแห่งยุคเรอเนสซองส์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่มีมิวเซียมและ Grand Apartment ที่แสนงดงามให้เยี่ยมชม พระราชวังที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ Arno นี้มีประวัติย้อนไปถึงปี 1458 โดยมีต้นกำเนิดเป็นที่พำนักของ Luca Pitti นายธนาคารเมืองฟลอเรนซ์ ในช่วงแรกนั้น พระราชวังแห่งนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่มีหน้าต่างใหญ่กว่าทางเข้าของพระราชวัง Medici แต่การตกแต่งพระราชวังกลับมิได้เสร็จสมบูรณ์จวบจน Luca Pitti เสียชีวิตในปี 1472

Chapel

พระราชวังแห่งนี้เปลี่ยนมือจากBuonacaassorso Pitti มาสู่ตระกูล Medici ในปี 1549 และกลายเป็นที่พำนักของครอบครัว Grand Duchy of Tuscany นับจากนั้นมา  Vasari ถูกจ้างให้มาขยายขนาดของพระราชวังเพื่อให้เข้ากันกับรสนิยมของ Cosimo I de’ Medici อีกทั้งยังสร้าง Vasari Corridor เหนือทางเดินจาก Palazzo Vecchio พระราชวังเก่าของ Cosimo และที่ทำการรัฐบาลผ่าน Uffizi ต่อมาเหนือสะพาน Vecchio มายังพระราชวัง Pitti แห่งนี้ ในช่วงเวลานั้น Palazzo Pitti ยังทำหน้าที่เพียงแค่เป็นที่พำนักของแขก และทำหน้าที่เป็นศาลเป็นครั้งคราว

ที่นี่กลายเป็นที่พำนักของตระกูล Medici ในสมัยของ Ferdinando บุตรของ Eleonora และ Johann แห่งออสเตรีย  หลังการสิ้นอำนาจของตระกูล Medici ที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนมือไปสู่ The AustrianHouse of Lorraine ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระราชวังเปลี่ยนมืออีกครั้งกลายเป็นฐานของนโปเลียนและกลายเป็นพระราชวังของอิตาลีในช่วงต้นของการรวมประเทศ  ในปี 1919 พระเจ้าVictor Emmanuel III ได้บริจาคพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของชาติ  นับจากนั้นพระราชวังแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 5 ห้องภาพและ 1 มิวเซียม

Charity Room

ส่วน Grand Apartment ที่เคยเป็นที่อยู่ของตระกูล Medici มีทั้งหมด 14 ห้อง ห้องที่เห็นในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจากสมัย Medici ห้องในส่วนนี้ส่วนใหญ่มักมีขนาดเล็กแต่ตกแต่งไว้สำหรับอยู่อาศัยและยังคงมีภาพของสมาชิกตระกูล Medici ประดับอยู่ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่พำนักตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ก่อนเปลี่ยนที่นี่เป็นมิวเซียมไปอย่างถาวร ห้องของส่วนนี้ตั้งอยู่บนชั้นหนึ่งโดยในช่วงแรกระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของสมาชิกตระกูล Medici โดยเฉพาะ Grand Prince Ferdinando de’ Medici ซึ่งสิ้นพระชนม์ ณ พระราชวังแห่งนี้ในปี 1713 หลักฐานที่หลงเหลือของช่วงเวลานี้ก็คือส่วนของหอสวดมนต์และห้องนอนของ Grand Prince Ferdinando

King’s Bedroom

ในสมัยของ Lorraine พระราชวังแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงและตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ใหม่โดยมีการตกแต่งแบบปูนปั้นแนวนีโอคลาสิกใน Oval Room หรือห้องแต่งตัวของราชินีด้วยผ้าไหมปักเป็นแผงที่ออกแบบโดย Ignacio Pellegrini อีกทั้งยังตกแต่งเพดานด้วยภาพปูนปั้นแนวร็อกโคโคซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมในช่วงการรวมชาติของอิตาลี ในช่วงที่พระเจ้าVictor Emanuel II ครองราชย์ พระองค์ให้ตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ใหม่ และใช้พรมตามศิลปะแนวบาโรค

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือน Grand Apartment ของ Palazzo Pitti จะสังเกตได้ว่า แม้ที่นี่จะผ่านการเปลี่ยนมือหลายครั้งและได้รับการตกแต่งโดยสถาปนิกตามแนวทางศิลปะที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา แต่การตกแต่งพระราชวังด้วยแนวทางศิลปะที่หลากหลายของห้องต่างๆ ก็เป็นไปอย่างสวยงามกลมกลืนกันจนแทบไม่รู้สึกว่าพระราชวังแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันโชกโชนทั้งในการเปลี่ยนมือและตกแต่ง (ภาพจาก TheOfficial Guide Pitti Palace : All the Museum, All the Works)

King’s Studio

Oval Room

Parrot Room

Pope’s Room

Queen’s Bedroom

Tapestry Apartment detail

Tapestry Apartment detail2

Tapestry Apartment detail3

Yellow Room Queen apartment

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินดังใน Uffizi ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232445

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer

ไม่เพียงใน Uffizi ฟลอเรนซ์จะมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนเท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินดังอื่นๆ ด้วย เช่น Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer นักทฤษฎีและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน ภาพที่ถูกจ้างเขียนโดย Frederick III the Wise สำหรับ Palatine Chapel ในปราสาท Wittenberg แคว้น Saxony นี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1504 ภาพเขียนที่เคยขึ้นทะเบียนเป็นของสะสมของ Rudolph II ในเวียนนาในฐานะของขวัญจาก Prince Elector Christian II นี้ถูกส่งมายัง Uffizi ในปี 1793 เพื่อแลกกับ Presentation in the Temple ของ Fra Bartolomeo  ศิลปินเขียนภาพนี้โดยนำส่วนประกอบของแนวทางศิลปะที่หลากหลายมาจัดเรียงกันเข้า เช่นองค์ประกอบของภาพเป็นแบบ Venetian ส่วนพื้นหลังที่เป็นรูปซากปรักหักพังต่างๆ กลับได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะอิตาลี ร่วมกับ Nordic Style ที่นิยมวาดทิวทัศน์อยู่ไกลสุด ส่วนต้นไม้และสัตว์กลับได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางศิลปะแบบเยอรมันของเพื่อนร่วมชาติ

Adoration of the Magi ของ Albrecht Durer detail

Adam and Eve ของ Lucas Cranachthe Elder ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน ภาพที่มีสองภาพติดกันนี้ถูกนำมาอยู่ใน Uffizi ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่  18 ภาพมนุษย์คู่แรกภาพนี้เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่เกือบจะทดลองผลไม้ต้องห้ามแล้ว สังเกตได้จากการที่พวกเขาถือใบไม้เพื่อปกปิดอวัยวะเพศ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและดูมิวเซียมเป็นประจำจะทราบดีว่า  Lucas Cranach the Elderผู้นี้เป็นศิลปินที่ชื่นชอบการเขียนภาพอดัมและอีฟมาก เขาจึงมีภาพของมนุษย์คู่แรกนี้อยู่ในมิวเซียมต่างๆ เกือบทั่วโลก นอกจากนี้ การที่ฝีไม้ลายมือของศิลปินมีความคงเส้นคงวาทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจะจดจำหน้าตาของอีฟได้ไม่ยาก เพราะเธอจะมีหน้ากลมแป้น ตาเกือบเหมือนชั้นเดียว และหูต่ำ ชนิดที่ว่าเห็นที่ไหนก็จำได้ว่า Cranach เป็นคนวาด

Self Portrait as a Young Man ของ Rembrandt

Self Portrait as a Young Man ของ Rembrandt ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคทองของชาวดัทช์ ภาพที่ถูกยกให้ครอบครัวFlorentine Gerini โดย Johann Wilhelm สามีของ Anna Maria Luisa de’ Medici นี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นในช่วงแรกของชีวิตหลังจากที่เขาเพิ่งออกจากบ้านเพื่อย้ายไปอยู่กรุงเฮก  Rembrandt เป็นผู้ที่ชื่นชอบวาดภาพตัวเองเพื่อการศึกษา เขาจึงมีภาพของตัวเองมากที่สุดในโลกจนได้รับสมญานามว่าเจ้าพ่อ Self Portrait แม้ภาพนี้ศิลปินจะเขียนขึ้นตั้งแต่ในวัยเยาว์ แต่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเขาสามารถวาดหน้าตา เสื้อผ้า ผมเผ้าและเครื่องประดับได้เหมือนจริงมากราวกับภาพถ่ายจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะดัทช์เลยทีเดียว

The Adolescent Bacchus ของCaravaggio ศิลปินยุคบาโรคชาวมิลานที่มีชื่อเสียงจนได้สมญานามว่า Bad boy แห่งวงการศิลปะ ภาพที่ถูกเขียนให้กับ Cardinal FrancescoMaria Del Monte ในปี 1595 นี้ นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่า ถูกบริจาคไปให้กับ Ferdinando I de’ Medici ในช่วงเวลาเดียวกันกับภาพ Medusa  ส่วนหน้าตาของ Bucchus นั้นเชื่อกันว่าเป็นภาพของ Mario Monnitti ศิลปินชาว Sicilian ที่อยู่กับ Caravaggio ในช่วงเวลาที่เขาวาดรูปนี้ ภาพนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากในเรื่องของความหมาย นักวิจารณ์ภาพกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า แม้จะเป็นภาพเทพเจ้าแห่งไวน์ แต่ภาพนี้ต้องการสื่อถึงพระเยซูคริสต์ที่กำลังเสนอถ้วยแห่งความรอดให้กับมนุษย์ไม่ว่าศิลปินต้องการสื่อถึงอะไร แต่ตัวภาพเองก็เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของราคะ เช่น หน้าที่แดงก่ำ ปากที่อิ่มเอิบ นิ้วที่สกปรก ผลไม้ใกล้เน่า และถูกแมลงแทะ  นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ศิลปินจะมีประวัติทำผิดกฎหมายอย่างโชกโชน แต่ผลงานของเขากลับโดดเด่นจนอาจถือได้ว่าเขาเป็นศิลปินที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของอิตาลีจนสามารถมี School ของตัวเองที่เรียกว่า Caravaggism เลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Adam ของ Lucas Cranach the Elder

Eve ของ Lucas Cranach the Elder

The Adolescent Bacchus ของ Caravaggio

The Adolescent Bacchus ของ Caravaggio detail

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์ใน Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/230251

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail2

ใน Uffizi ฟลอเรนซ์ไม่เพียงมีผลงานของ Sandro Botticelli เท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์อีกหลายคน เช่น Annunciation ของ Leonardo da Vinci สถาปนิก วิศวกร และศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ ผลงานที่ถูกนำมาจากโบสถ์ San Bartolomeo a Oliveto สู่ Uffizi ในปี 1867 นี้ถูกเชื่อว่าศิลปินเขียนขึ้นตั้งแต่มีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น  ภาพการแจ้งข่าวให้กับพระนางมารีของเทพธิดานั้นเป็นภาพที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมากมายหลังการทำความสะอาดโดย Alfio Del Serra ศิลปินใช้สีแดงเป็นสีเด่นของภาพเห็นได้ตั้งแต่ประตู เสื้อของพระนางมารีและเทพธิดาจึงส่งผลให้ภาพมีความเรืองรองเป็นอย่างมาก เขายังได้ลองเขียนภาพทิวทัศน์เป็นฉากหลังโดยมีรายละเอียดของต้นไม้ให้เห็นอย่างกระจ่างชัด ร่วมกับดอกไม้ที่กระจายอยู่ตามพื้นทั่วไป  นอกจากนี้ทัศนียภาพที่เห็นแต่ไกลที่เป็นรูปทะเลสาบยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่กลมกลืนไปกับสีฟ้าของเทือกเขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนละเอียดอ่อนของศิลปิน   แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุดของ Leonardo da Vinci แต่ก็ยังแสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นมือของทั้งพระนางมารีและเทพธิดาที่ศิลปินเขียนได้เหมือนจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci

Holy Family with the Infant St. Johnthe Baptist ของ Michelangelo Buonarroti สถาปนิก นักประติมากรรม คีตกวีและศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์คู่แข่งคนสำคัญของ Leonardo da Vinci ผลงานชิ้นเดียวของ Michelangelo ที่ลงเหลืออยู่ในฟลอเรนซ์ชิ้นนี้ Vasari นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าถูกว่าจ้างและประดับอยู่ในบ้านของ Agnolo Doni พ่อค้าชาวอิตาเลียนที่เห็นว่าศิลปินเรียกค่าจ้างแพงเกินไป  ภาพ Holy Family ที่ถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างวิจิตรตระการตานี้ถูกวางองค์ประกอบเสมือนหนึ่งงานประติมากรรม  พระนางมารีที่กำลังจะไปรับพระคริสต์จาก St. Joseph มีแววตาที่ค่อนข้างหมองเศร้าอันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชะตากรรมของพระคริสต์ ส่วนฉากหลังที่เป็นรูปเปลือยของชายหนุ่มพิงกำแพงในอิริยาบถต่างๆ ได้กลายเป็นต้นแบบในการเขียนภาพปูนเปียกในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในเวลาต่อมา ภาพที่อยู่ในกรอบอันแสนหรูหรานี้ถูกเชื่อว่าเป็นภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจในช่วงการเกิดของพระคริสต์หรือช่วงบาติสมาสังเกตจากการมีภาพ  St. John ให้เห็นทางด้านขวาของมุมภาพ การตีความตามนี้เป็นผลให้นักวิจารณ์ภาพหลายคนเชื่อว่าศิลปินถูกว่าจ้างให้วาดภาพนี้ในการถือกำเนิดของ Maria บุตรสาวของ Doni ในวันที่ 8  กันยายน 1507 ด้วยนักท่องเที่ยวที่ได้ดูภาพนี้จริงๆ ในมิวเซียมจะสังเกตได้ว่า กรอบรูปถูกแกะอย่างสละสลวยและมีรายละเอียดมากมาย ส่วนสีสันของเสื้อผ้าของตัวละครเด่นๆ ในภาพก็ค่อนข้างสดใสและมีความพลิ้วไหวราวกับจะกระโดดออกมาจากกรอบภาพเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail

Holy Family with Saint Catherine and the Infant St.John ของ Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวเวนิส ผลงานที่ถูกขายโดย Paolo Del Sera ไปให้กับ Cardinal Giancarlo de’ Medici ในปี 1654 และถูกนำมายัง Uffizi ในปี 1798 นี้ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งในช่วงสูงสุดในชีวิตของ Veronese ภาพที่ St. Catherine ที่ตกแต่งทรงผมด้วยมุกในชุดสีทองอะร้าอร่ามกำลังชื่นชมพระคริสต์นี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1564 สำหรับตกแต่งแท่นบูชาในงานเฉลิมฉลองห้องสวดมนต์ของโบสถ์ San Zacchariah  ศิลปินวาดภาพนี้ได้อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะการจัดวางองค์ประกอบของภาพและแสงเงา  สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพที่เด่นชัดสุดคงไม่มีอะไรเกินส่วนของผมของSt.Catherine ที่ดูบางเบาเรียบรื่นดุจใยไหมที่นุ่มนวลจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปสัมผัสเลยทีเดียว

Annunciation ของ Leonardo da Vinci detail3

Self Portrait  ของ Raphael สถาปนิกและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาลี ภาพที่เชื่อกันว่าถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1506 นี้เป็นภาพที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานก่อนได้ข้อสรุปว่าเป็นภาพ Self Portrait ของศิลปินเองจากจดหมายของทายาทของ Grand Duchess Vittoria dellaRovere ภรรยาของ Ferdinando II de’ Mediciภาพนี้เคยถูกแขวนไว้ในห้องนอนของ Grand Duchessในปี 1652 และถูกย้ายไปอยู่ใน LeopoldCollection ในปี 1663 ก่อนถูกนำมาแขวนใน  Uffiziในปี 1683 ในที่สุด ภาพ Self Portrait ภาพเดียวของศิลปินที่เขาเขียนด้วยมือของตัวเองโดยดูภาพตัวเองจากในกระจกนี้วาดให้เขาดูหนุ่มและมีความสุขมากสังเกตได้จากแววตา แม้เขาจะสวมเสื้อดำและไม่มีเครื่องประดับใดๆ เลยก็ตาม (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Holy Family with Saint Catherine and the Infant St. John ของ Paolo Veronese

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail3

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail4

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail2

Holy Family with the Infant St. John the Baptist ของ Michelangelo Buonarroti detail

Self Portrait ของ Raphael

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best of Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229178

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Primavera

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียนและมีโอกาสมาเยือนฟลอเรนซ์ส่วนใหญ่มักต้องการที่จะเข้า Uffizi ให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งนี้เพราะที่นี่มีภาพเขียนที่ดีที่สุดภาพหนึ่งในโลกที่ผู้ที่ชื่นชอบศิลปะต้องดูให้ได้ นั่นคือ Primavera ของ Sandro Botticelli ภาพที่มีขนาด 6’8″ x 10’4″ ที่ถูกจ้างเขียนโดย Lorenzo di Pierfrancesco de’ Medici เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานแต่งงานของเขาที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1482 นี้เป็นหนึ่งในภาพเขียนที่ดูสนุก ให้ความเพลิดเพลิน และสร้างความสุขที่สุดให้กับผู้ชมภาพหนึ่งในโลก

ภาพที่ตัวละคร เสื้อผ้าหน้าผม และสภาพแวดล้อมถูกออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงและกลมกลืนกันอย่างน่าทึ่งนี้ทำให้ภาพดูคล้ายกับฉากในละครบัลเล่ต์ที่ดูสวยงามไม่รู้เบื่อ  เมื่อผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่องานแต่งงานในฤดูใบไม้ผลิ ผลงานจึงถูกกำหนดให้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางกามารมณ์สามารถนำไปสู่ความรักแบบบริสุทธิ์ที่ควรเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ชมผ่านการชมผลงานศิลปะในสวนช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยิ่ง Lorenzodi Pierfrancesco เจ้าของภาพเป็นนักปรัชญา เขายิ่งต้องการให้ภาพของเขาได้รับการตีความและเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแง่ปรัชญาของความรักตามแนวคิดของพลาโตที่ว่า ความรักของมนุษย์นำสู่ความรักของพระเจ้าได้

Primavera detail 1

โดยทั่วไปศิลปินในยุคนั้นมักเขียนภาพตามแนวทางแบบฟลอเรนซ์ที่เริ่มต้นอธิบายภาพจากซ้ายมาขวา (ทางซ้ายของภาพคือขวามือของผู้ชม) การตีความภาพนี้อย่างละเอียดลออจึงต้องเริ่มจากซ้ายมาขวา (เริ่มที่ขวามือของผู้ชม) เฉกเช่นเดียวกันกับการอ่านบทกวี และมักเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เป็นลบ และจบลงด้วยเหตุการณ์ที่เป็นบวกโดยส่วนตรงกลางภาพเป็นส่วนที่มีเกียรติสูงสุด ส่วนการจัดวางองค์ประกอบของตัวละครมักถูกแบ่งเป็นชุดๆ 2 ชุดโดยมีตัวละครหญิง 3 ตัว และมีตัวละครชายแยกอยู่อย่างโดดเด่นทางซ้ายสุด ทางขวาก็เช่นกัน

ทางซ้ายสุดของภาพทางด้านล่างอันเป็นจุดเริ่มต้นของภาพนั้นเป็นภาพ Zephyr เทพเจ้าแห่งลมกำลังจะจับตัว Chloris นางไม้เพื่อไปข่มขืนแสดงให้เห็นว่า ความรักซึ่งเป็นอารมณ์บริสุทธิ์เยี่ยงความรักของพระเจ้านั้น มีกำเนิดจากสวรรค์ถูกนำลงมาสู่โลกบนพื้นฐานของความปรารถนาทางเพศจนนำสู่การแต่งงาน ผู้ชมจะเห็นดอกไม้จากปากของ Chloris เพื่อย้ำเตือนว่าเธอจะถูกเปลี่ยนเป็นดอกไม้หรือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ใน Fasti ของ Ovid นั้นหลังจากที่ Zephyr ข่มขืน Chloris และแต่งงานกับเธอแล้ว เขาได้เปลี่ยนเธอเป็นดอกไม้หรือเทพีแห่งดอกไม้เพราะ ความงามของดอกไม้ก็คือสัญลักษณ์ของการแต่งงาน ความรักและความสมบูรณ์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ส่วนวีนัสเทพีแห่งรักยืนอยู่ในสวนแห่งรักตรงกลางภาพสังเกตได้จากการมีกามเทพอยู่เหนือศีรษะของเธอ การที่วีนัสมีนัยน์ตาหมองเศร้าแต่งกายเต็มยศยืนในท่วงท่าไม่สมบูรณ์แบบมากนัก ร่วมกับกามเทพที่ปิดตา เป็นสัญลักษณ์ของความรักแบบมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ และมักเป็นไปโดยปราศจากเหตุผล

Primavera detail 2

ส่วนภาพหญิงสามคนที่ยืนอย่างสง่างามทางด้านขวาของภาพ (ทางซ้ายของผู้ชม) เป็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ผู้หญิงต้องมีเพื่อที่จะได้รับความรักจากชายหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นความงาม ความบริสุทธิ์และความพึงพอใจทางเพศล้วนเป็นคุณสมบัติที่ผู้หญิงต้องมีเพื่อเป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดความรักตามการตีความทางศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 15  ศิลปินวาด Voluptas เทพีแห่งความพึงพอใจทางเพศบุตรสาวของ Cupid และ Psyche ปรากฏอยู่ทางซ้ายของภาพเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของความรักมาจากความปรารถนาทางเพศ  และวาดให้ความงามและความบริสุทธิ์อยู่ตรงข้ามเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักของพระเจ้าซึ่งตีความได้ว่า ความปรารถนาทางเพศก็สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคู่รัก ได้ตระหนักว่าความงามและความบริสุทธิ์เป็นเรื่องของพระเจ้า และนำจิตวิญญาณหวนคืนสู่พระเจ้าได้เช่นกัน

Primavera detail 3

ส่วนความบริสุทธิ์หรือหญิงที่อยู่ตรงกลางหันหลังให้กับผู้ชมนั้นกำลังเป็นเป้าหมายของลูกศรจากกามเทพแสดงให้เห็นว่า เธอกำลังตกหลุมรัก Mercury เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นผู้ส่งสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าที่ศิลปินเขียนไว้ตรงขวามือ  สำหรับพื้นหลังของภาพ ศิลปินเขียนให้สวนเต็มไปด้วยส้มเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและเดือนพฤษภาคมอันเป็นเดือนที่ผู้สั่งวาดภาพแต่งงานด้วย ส่วนความสวยงามของสวนก็เพื่อเตือนให้ผู้ชมคิดถึงความรักในสวนที่สวยงามเต็มไปด้วยดอกไม้หรือสวนอีเดนอันเป็นสถานที่ซึ่งความรักและความปรารถนาทางเพศเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในโลก

การตีความโดยรวมของ  Primavera ทั้งภาพนี้จึงเริ่มต้นที่ด้านล่างซ้ายสุดของภาพจากความรักซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากเซ็กส์ และสิ้นสุดที่จุดสูงสุดทางขวาของภาพ เมื่อความรักเคลื่อนขึ้นผ่านความงามและความบริสุทธิ์สู่ความรักของพระเจ้าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรักอย่างแท้จริงนั่นเอง

หลังจากดื่มด่ำกับความงามของภาพ ไม่ว่าผู้ชมจะมีความรู้หรือไม่ก็ตามย่อมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในภาพที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจราวกักำลังดูละครเวที ยิ่งนักท่องเที่ยวที่มีความรู้ด้านศิลปะ และการตีความภาพอยู่บ้างก็จะยิ่งสามารถชมภาพ Primavera หรือ The Best of Uffizi ได้อย่างมีอรรถรส กินใจและซาบซึ้งมากขึ้นจนมิอาจลืมเลือน แม้ผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม

Primavera detail 4

Primavera detail 5

Primavera detail 6

แหวกฟ้าหาฝัน : วีนัสที่สวยที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228116

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Birth of Venus

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วีนัสเทพีแห่งความงาม ความรัก ความปรารถนา และความมั่งคั่งนี้เป็นเทพีที่สวยที่สุดในโลก ศิลปินทุกยุคทุกสมัยจึงชื่นชอบที่จะสร้างสรรค์วีนัสเพื่อพิสูจน์ฝีมือ ส่วนวีนัสที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในโลกคงไม่มีภาพใดเกิน Birth of Venus ของ Sandro Botticelli ที่นักท่องเที่ยวต้องต่อคิวยาวบางครั้งกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อซื้อตั๋วเข้าไปชมใน Uffizi ฟลอเรนซ์ และยังต่อคิวยาวร่วมชั่วโมงเพื่อจะได้มีโอกาสชื่นชมภาพนี้

Birth of Venus ผลงานชิ้นเอกของศิลปินผู้นี้ถูกเขียนขึ้นบนผืนผ้าใบโดยคำสั่งของ Lorenzo di Pierfrancesco ราวปี 1484
ภาพวีนัสเทพีแห่งความรักเปลือยกายยืนอยู่บนฝาหอยที่วางอยู่พื้นดินราวกับเพิ่งโผล่ออกมาจากน้ำทะเลนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตำนานกรีกโบราณในบริบทของวงการศิลปะยุคเรอเนสซองส์อย่างเด่นชัด ภาพวีนัสที่เป็นภาพเปลือยเต็มตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนจักรชิ้นแรกของยุคคลาสสิกนี้ถูกยืมเหตุการณ์มาจากตอนที่วีนัสถูกเป่าโดย Zephyrus เทพเจ้าแห่งลมมาขึ้นเกาะที่ Paphos ในไซปรัส ในขณะที่ Hora เทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิยืนรออยู่บนฝั่งเพื่อหยิบยื่นผ้าไว้คลุมกายอันเปลือยเปล่าของวีนัส แม้สายตาของวีนัสจะดูเศร้าสร้อย แต่ท่าทางและผิวเนื้อที่เรียบเนียนอมชมพู ร่วมกับผมยาวเหยียดหยิกเป็นลอนราวไหมกลับสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของนางราวกับงานประติมากรรมกรีกชั้นเยี่ยม เมื่อวีนัสเกิดมาเพื่อเป็นเทพีแห่งความงาม และผู้ชมกำลังเป็นประจักษ์พยานของการสร้างที่สมบูรณ์แบบเยี่ยงนี้ เราจึงได้เห็นท่วงท่าในขณะที่วีนัสกำลังจะเยื้องย่างออกจากฝาหอยเชลล์โดยมีลมพัดดอกกุหลาบซึ่งตามตำนานกรีกนั้นกุหลาบออกดอกครั้งแรกตอนวีนัสเกิดอาบรอบตัวของเธอ ขณะเดียวกันส้มบนต้นก็ออกลูกเป็นสีทองสวยงาม


Venus

พลาโต นักปรัชญาชาวกรีกเห็นว่าวีนัสเป็นเทพีแห่งความรักที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งความรักทางด้านร่างกาย และยังเป็นเทพีแห่งท้องฟ้าที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งความรักทางปัญญาด้วย นั่นหมายความว่าความสวยงามทางกายภาพสามารถกระตุ้นจิตใจให้เข้าใจความงามทางด้านจิตใจได้ด้วย เนื่องจากภาพนี้ถูกเชื่อว่าศิลปินถูกว่าจ้างให้เขียนขึ้นเพื่อเป็นของขวัญในงานแต่งงานของ Lorenzo the Magnificat การเขียนภาพจึงถูกตีความถึงความรักของเจ้าบ่าว-เจ้าสาวได้อย่างลงตัว นอกจากนี้นักวิจารณ์ศิลป์บางคนยังเชื่อว่า ภาพวีนัสนี้ศิลปินเขียนถึง Simonetta Cattaneo Vespucci ภรรยาลับของทั้ง Giuliano de’ Medici และตัว Lorenzo ซึ่งเธอเกิดที่เมืองชายฝั่ง Portovenereหรือ Port of Venus แต่หากตีความตามแนวคิดของคริสเตียนแล้ว ความเปลือยเปล่าของวีนัสสะท้อนให้เห็นถึงเอวาในสวนของอีเดน และการถือกำเนิดขึ้นของวีนัสจากทะเลก็เหมือนกับพระนางมารีให้กำเนิดพระคริสต์ อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์ภาพบางคนกลับเปรียบเทียบภาพนี้กับช่วงเวลาในการบาติสมาพระเยซูอันเป็นช่วงเวลาที่พระองค์นำความรักของพระเจ้ามาสู่
มวลมนุษย์

แม้ Botticelli จะอยู่ในยุคเดียวกันกับ Andrea Mantegna แต่เขากลับมีวิธีการวาดรูปร่างของวีนัสแตกต่างกับศิลปินในยุคเดียวกัน นั่นคือ เขาจะวาดให้เรือนร่าง บริเวณคอ และมือของวีนัสออกแนวยาวๆ ดูเลื่อนลอยราวกับไม่มีน้ำหนักและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงตามแบบศิลปะไบเซนไทน์


Detail

แม้สุภาษิตจะมีว่า Beauty is in the eye of the beholder หรือความสวยงามขึ้นกับสายตาของผู้ชม แต่หลังจากที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสชื่นชมวีนัสที่มีความวิจิตรบรรจงและน่าหลงใหลนี้เรียบร้อย คงไม่มีใครสงสัยว่าเหตุใดภาพนี้จึงเป็น Masterpiece of all time และวีนัสของ Botticelli จึงเป็นวีนัสที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : อีกผลงานเด่นของ Sandro Botticelli ใน Uffizi ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226985

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna of the Pomegranate

นอกจาก Adoration of the Magi แล้ว ใน Uffizi ยังมีผลงานเด่นของ Sandro Botticelli อีกหลายภาพ เช่น Pallas and the Centaur ภาพที่ถูกแขวน ณ พระราชวังของ Lorenzo di Pierfrancesco de’ Medici และไปอยู่ในห้องเก็บของของ Giovanni Medici เมื่อเขาเสียชีวิต
ในปี 1498 นี้ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า แท้ที่จริงแล้วภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่ออะไรและมีความหมายลึกซึ้งใดให้ตีความหรือไม่ ภาพหญิงในชุดเชือกโปร่งใสตกแต่งด้วยเถามะกอก มีอาวุธขนาดใหญ่เป็นเครื่องประดับดึงรั้งผมของคนครึ่งม้าโดยมีฉากหลังเป็นท้องทะเลนี้ นักวิจารณ์ภาพหลายคนเชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นของขวัญแต่งงานให้กับLorenzo di Pierfrancesco  แต่นักวิจารณ์ภาพอีกส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าภาพนี้ศิลปินต้องการสื่อให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมชาติ 2 ด้าน เช่น ความบริสุทธิ์กับโลกีย์ ความอ่อนน้อมกับความภาคภูมิใจ สัญชาตญาณกับเหตุผล

Portrait of a Youth with a Medal ภาพเขียนหนุ่มหล่อที่มองตรงมายังผู้ชมด้วยสายตาเลื่อนลอยโดยมีมือทั้งสองถือเหรียญโลหะขนาดใหญ่นี้ถือเป็นภาพหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ลึกลับที่สุดภาพหนึ่งแห่งยุค ไม่มีใครทราบว่าศิลปินถูกใครว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ แม้ภาพนี้จะมีสัญลักษณ์ของตระกูล Medici อยู่บนเหรียญก็ตาม นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าศิลปินน่าจะเขียนภาพนี้ให้กับ Niccolo Fiorentino หรืออาจเขียนถึง Antonio Filipepi ซึ่งเป็นช่างทองก็ได้

Madonna of the Magnificat

Madonna of the Magnificat  ภาพเขียนรูปวงกลมในกรอบวงกลมนี้มีลักษณะพิเศษต่างจากภาพทั่วไปในยุคเดียวกันและถูกเขียนขึ้นหลายครั้งโดย Sandro Botticelli Madonna of the Magnificat อันเป็นชื่อของภาพที่ถูกนำมาที่ Uffizi ในปี 1784 นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทอธิษฐาน Magnificat anima mea ซึ่งหมายถึงพระเยซูที่กำลังเปิดหนังสือที่ถูกถือโดยนางฟ้าเพลงสวดนี้ร้องโดยนางมารีเพื่อสรรเสริญพระเจ้าขณะที่เดินทางไปพบอลิซาเบทภรรยาของเซคาริยาที่คาดว่าจะให้กำเนิดบุตรชายในไม่ช้า การพาดพิงถึงเหตุการณ์นี้ปรากฏในหน้าหนังสือที่กำลังเปิดอยู่ตอนเซคาริยาผู้ประกาศพูดถึงการกำเนิดบุตรชายของเขาเซนต์จอห์นเดอะแบพติส ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมืองฟลอเรนซ์  ภาพนี้เขียนตามแนวทางการเขียนภาพแบบใหม่ของยุคเรอเนสซองส์ที่มีพื้นหลังเป็นธรรมชาติรูปแม่น้ำอันสงบเงียบ ในขณะที่รอบพระเยซูยังมีนางฟ้าอีกสององค์กำลังสวมมงกุฎให้กับพระนางมารีผู้บริสุทธิ์โดยมือข้างหนึ่งของพระนางกำลังประคองพระเยซูอยู่ ในขณะที่ใช้มืออีกข้างจุ่มปากกาลงในหมึก ภาพที่ศิลปินเขียนได้อย่างวิจิตรบรรจง และมีรายละเอียดซับซ้อนมากมายนี้ถือเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของศิลปินเลยทีเดียว

Madonna of the Magnificat detail

Madonna of the Pomegranate ภาพพระนางมารีที่มีสายตาเหม่อลอยขณะอุ้มพระเยซูและถือทับทิมสีแดงเลือดอันสื่อถึงความทุกข์ทรมานที่พระองค์จะได้รับในอนาคตซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยเทวดาและเทพธิดา 6 องค์นี้ถูกเขียนขึ้นหลังจาก Madonna of the Magnificat หลายปี ภาพที่ถูกใส่ในกรอบทองและเชื่อว่าศิลปินถูกสั่งให้เขียนขึ้นเพื่อไว้ประดับ Audience Hall of the Massai diCamera ในพระราชวัง Vecchio นี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในฝีมือของศิลปินค่อนข้างมากสังเกตได้จากความสมดุลของสี และความกลมกลืนในการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ศิลปินเขียนไว้ เช่น ความบริสุทธิ์และพระคุณของพระนางมารีที่แสดงด้วยดอกกุหลาบและดอกลิลลี่

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานสองชิ้นหลังของ Botticelli จะสังเกตได้ว่าทั้งพระนางมารี พระบุตร เซนต์จอห์นเดอะแบพติส และเทวดาและเทพธิดาหลายคนในภาพจะปรากฏในงานอีกหลายชิ้นของศิลปินราวกับว่าเขามีภาพของคนเหล่านี้อยู่ในใจตลอดเวลาและวาดออกมาราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Madonna of the Magnificat detail2
 

 

Madonna of the Pomegranate detail

Pallas and the Centaur

Portrait of a Youth with a Medal

แหวกฟ้าหาฝัน : Sandro Botticelli ใน Uffizi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225911

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Adoration of the Magi

ใน Uffizi มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้มีผลงานของ Sandro Botticelli ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์ตอนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะเขาเป็นศิลปินที่เกิดในเมืองฟลอเรนซ์นั่นเอง  ดั้งเดิมนั้น Botticelli  ได้รับการอบรมเป็นช่างทำทองกับพี่ชายที่ชื่อ Antonio และเคยเป็นเด็กฝึกงานด้านศิลปะตั้งแต่อายุ 14 ปี Vasari นักประวัติศาสตร์ศิลป์เชื่อว่า Botticelli เคยฝึกงานกับ Fra Filippo Lippi มาก่อนทำให้งานในช่วงแรก ๆ ของเขาได้รับอิทธิพลจาก Lippi  ค่อนข้างมาก นอกจากนี้เขาน่าจะเคยเดินทางไปยังฮังการีและเป็นผู้ทำผลงานภาพปูนเปียกใน Esztergom ร่วมกับ Lippi ด้วย

Adoration of the Magi detail

ผลงานที่เด่น ๆ ของ Botticelli ใน Uffizi ก็คือ Fortitude ผลงานในช่วงต้นของอาชีพของศิลปินชิ้นนี้ถูกว่าจ้างโดย Tribunale dell’ Arte della Mercanzia ในเดือนพฤษภาคม ปี 1470 เพื่อตกแต่ง Audio Hall   แม้ผลงานชิ้นนี้จะเป็นชิ้นแรกๆ ของศิลปินแต่ก็เริ่มฉายแววศิลปินที่มีชื่อเสียงแล้ว สังเกตได้จากการลงสี ลวดลายของเส้น และลายพับผ้าบริเวณใต้อก และหน้าขา รวมทั้งนิ้วเท้าแสดงให้เห็นว่าศิลปินสามารถวาดภาพได้อย่างเหมือนจริงจนดูเหมือนภาพถ่าย

Madonna and Child with Saints ผลงานที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากแท่นบูชาใน Benedictine monastery of St.Ambrogio มายัง Accademia gallery ในปี 1808 นี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าศิลปินได้รับอิทธิพลในการจัดวางองค์ประกอบของภาพมาจาก Fra Filippo Lippi ซึ่งแตกต่างจากภาพ Virgin and Saint ทั่วไปตรงที่ ศิลปินวาดให้ Mary Magdalene และ Saint John the Baptist อยู่ในท่ายืนแทนที่จะเป็นท่าคุกเข่าเหมือนอย่างปกติ ส่วนรูปแบบของเสื้อผ้านั้น ศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Verrocchio อาจารย์อีกคนของเขาในช่วงเวลานั้น

Adoration of the Magi detail2

The Return of Judith ภาพที่ถูกเชื่อว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูล Medici และถูกย้ายมาอยู่ใน Uffizi ตั้งแต่ปี 1632 นี้ แสดงให้เห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก Pollaioloทั้งในการวาดตัวละครและภูมิทัศน์ สังเกตได้จากการใช้แสงขับให้เสื้อผ้าดูเรืองรองเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของลายเส้นได้อย่างดีโดยเฉพาะส่วนของเสื้อผ้าที่ดูพลิ้วไหวอย่างเหมือนจริง

Adoration of the Magi แท่นบูชาที่ถูกเขียนขึ้นสำหรับ chapel of the broker Gasparre Lami  ในโบสถ์ Santa Maria Novella นี้ ถูกเคลื่อนย้ายหลายครั้งก่อนไปปรากฏในห้องเก็บของ ของ Don Antonio de’Medici  เนื่องจากภาพนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของตระกูล Medici ศิลปินจึงถูกสั่งให้วาดถึงผู้มีอำนาจหลายคนของตระกูล Medici ด้วย เช่น Cosimo the Elder ก็คือ Magnus ที่คุกเข่าอยู่ใต้แทบเท้าของพระเยซู ส่วนชายที่ใส่ชุดดำทางซ้ายที่หันหน้าไปหาชายชุดแดงก็คือ Piero the Gouty ชายที่ใส่ชุดดำทางขวาก็คือ Lorenzo the Magnificent ลูกชายของ Piero ชายทางซ้ายสุดก็คือ Giuliano โดยมี Poliziano กวีพิงอยู่ข้างๆ ส่วนคนทางขวาสุดก็คือ Botticelli นั่นเอง ผลงานชิ้นนี้ Vasari นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความเห็นไว้ว่า Boticelli ได้มีพัฒนาการจนขึ้นถึงจุดสุดยอดของเขาแล้ว (ภาพจากหนังสือ Uffizi Gallery : Art History Collections)

Adoration of the Magi detail3

Fortitude

Madonna and Child with Saints

The Return of Judith

แหวกฟ้าหาฝัน : Uffizi สุดยอดมิวเซียมของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224795

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Uffizi

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Uffizi ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นที่เก็บผลงานศิลปะที่หลากหลายที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของยุคเรอเนสซองส์ยุคทองของศิลปะของอิตาลี อาคารของมิวเซียมเป็นกลุ่มอาคารที่เริ่มต้นขึ้นโดย Giorgio Vasari ศิลปิน สถาปนิก และนักประวัติศาสตร์ชาวอิตาเลียนในปี 1560 เพื่อเป็นสถานที่ทำงานของ Cosimo I de’ Medici ผู้ปกครองคนแรกของแคว้นทัสคานีในช่วงเวลานั้น Vasariไม่เพียงออกแบบอาคารรูป U shape นี้ สำหรับเป็นสำนักงานให้กับตระกูล Medici เท่านั้น เขายังสร้างระเบียงลับเชื่อมสำนักงานนี้กับพระราชวัง  Pitti เหนือสะพาน Vecchio, โบสถ์Santa Felicita และอีกหลายอาคารระหว่างทางจนถึงสวนก่อนถึงพระราชวังด้วย ส่วนมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปสมัยใหม่ที่เริ่มต้นในปี 1581 นี้เริ่มต้นที่ชั้นหนึ่งของปีกตะวันออกของ Uffizi โดยได้มีการนำของสะสมของตระกูล Medici มาเริ่มจัดตั้ง หัวใจของมิวเซียมอยู่ที่ห้องแปดเหลี่ยมที่ชื่อ Tribuna ซึ่งถูกออกแบบและตกแต่งเป็นรูปธาตุทั้งสี่จากหินอ่อนและหินมีค่าโดย Bernardo Buontalenti

Uffizi และสะพาน Vecchio

Uffizi กลายเป็นแหล่งรวมของผลงานและงานสร้างของศิลปินดังๆ แห่งยุคทั้ง Leonardo da Vinciและ Michelangelo หลังจากตระกูล Medici หมดอำนาจAnna Maria Luisa ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลได้รับการเจรจาเพื่อเปิดเป็นมิวเซียมให้ประชาชนได้เข้าชมของสะสมโดย Grand Duke Peter Leopold ในปี 1769 หลังจากนั้นมิวเซียมได้รับการปรับปรุงใหม่ตามแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ และแบ่งของสะสมใหม่  ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19  ของสะสมยุคเรอเนสซองส์ส่วนหนึ่งถูกเคลื่อนย้ายไปยัง NationalMuseum of Bargello และของสะสมยุค Etruscanถูกเคลื่อนย้ายไปยัง Archaeological Museum

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 1993 เกิดระเบิดขึ้นที่ Via dei Georgofili  และทำลายส่วนของปราสาทไปโดยเฉพาะห้อง Niobe ส่งผลให้ผลงานประติมากรรมยุคคลาสิก และนีโอคลาสิก รวมทั้งภาพเขียนปูนเปียกหลายส่วนถูกทำลายจนยากแก่การแก้ไข  เนื่องจากที่นี่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก และมีของสะสมจำนวนมากจนไม่สามารถที่จะจัดแสดงได้หมดในทีเดียวและต้องหมุนเวียนกันจัดแสดง รัฐบาลอิตาลีจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่จาก  6,000 ตารางเมตรเป็น 13,000 ตารางเมตร ในปี 2006

จากด้านใต้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมมิวเซียมนี้จริงๆ แต่ไม่ต้องการที่จะเข้าคิวซื้อตั๋วซึ่งต้องใช้เวลานานมากโดยเฉพาะเดือนที่มีนักท่องเที่ยวมาก เช่นเดือนกรกฎาคม อาจต้องเข้าคิวนานถึง 5 ชั่วโมงนักท่องเที่ยวสามารถจองตั๋วเข้าชมได้ทางอินเตอร์เนตโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อยแต่ค่าตั๋วจะเข้าชมได้เฉพาะส่วนมิวเซียมเท่านั้น  สำหรับส่วน Vasari corridor ที่เป็นทางเดินพิเศษและมีของจัดแสดงเป็นภาพเขียนคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 กว่าพันภาพ และ Self Portrait ของศิลปินดัง ๆ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-20 นี้จะปิดสำหรับคนทั่วไป แต่นักท่องเที่ยวสามารถที่จะนัดเพื่อขอทำทัวร์ส่วนตัวได้โดยการนัดหมายทางอินเตอร์เนตต่างหากได้เช่นกัน

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มิได้ชื่นชอบศิลปะมากนักหรือไม่ใช่คอมิวเซียมก็สามารถมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมได้ฟรีก่อนเดินผ่านจาก Piazza della Signori ไปยังสะพาน Vecchio โดยสามารถที่จะถ่ายรูปสถาปัตยกรรมด้านนอก และงานประติมากรรมของผู้มีชื่อเสียงดังๆ ของฟลอเรนซ์และอิตาลี เช่น กาลิเลโอ ฯลฯซึ่งสามารถจะสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

inside

ทางเดิน

ถ่ายจากสะพาน

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Accademia Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223621

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Rape of the Sabine Women ของ Giambologna

ใน Accademia Gallery มิลานนอกจากจะมีผลงานเด่นของ Michelangeloแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นๆ ของศิลปินอีกหลายคนเช่น Rapeof the Sabine Women ของGiambologna นักประติมากรรมยุคเรอเนสซองส์และ Mannerism กลุ่ม Flemish ชาวฝรั่งเศส ผลงานปูนปาสเตอร์เพื่อเป็นแบบสำหรับแกะสลักหินอ่อนรูปชายหญิง 3 คน โดยที่ชายคนหนึ่งย่อตัวลง และชายอีกคนหนึ่งยกหญิงขึ้นสู่อากาศที่เกาะเกี่ยวกันจนดูราวกับเป็นคนเดียวกันชิ้นนี้ศิลปินต้องการให้ผู้ชมเดินชมผลงานให้รอบๆ  ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจในการปั้นผลงาน Masterpiece ชิ้นนี้จากงานของMichelangelo โดยตั้งใจที่จะหารูปแบบการจัดวางองค์ประกอบของงานที่มีลักษณะเฉพาะและโดดเด่นมากขึ้น ปัจจุบันหินอ่อนแกะสลักจากตัวอย่างปูนนี้ซึ่งถือเป็นงานนู้ดผู้หญิงที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินจัดแสดงอยู่ที่ Piazza della Signoria

Deposition ของ Filippino Lippi detail2

Deposition ของ Filippino Lippi ศิลปินอิตาเลียนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 และPietro Perugino ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ งานไม้ที่ถูกจ้างโดย  Friars of Santissima Anunziataof Florence ชิ้นนี้ถูกเขียนโดยศิลปินสองคนก็เพราะ  Lippi เสียชีวิตไปก่อนที่จะวาดพระเยซูเสร็จในปี 1504  Perugino  ที่มาทำงานต่อจึงเพิ่มส่วนขยายเข้าไปเพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์และสวยงามมากขึ้น

Madonna and Child with the infant St.John and two Angels ของ SandroBotticelli ศิลปินยุคต้นเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียนผลงานในยุคต้นๆ ของศิลปินชิ้นนี้สะท้อนลักษณะเฉพาะของ Filippo Lippi อาจารย์ของเขา การจัดแสดงองค์ประกอบของภาพเช่นนี้กลายเป็นความชื่นชอบส่วนตัวของศิลปินซึ่งผู้ชมจะสามารถเห็นได้จากงานอีกหลายชิ้นจากศิลปินคนเดียวกันนี้ Madonna of the Sea ของ Botticelli ชิ้นนี้เป็นอีกผลงานหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชมมาก ทั้งนี้เพราะภาพนี้ศิลปินวาดได้อย่างอ่อนหวานและมีรายละเอียดที่สวยงามมากโดยเฉพาะส่วนของผ้าบางๆ ที่คลุมศีรษะ และแววตาอันแสนหมองเศร้าของ Madonna ที่เป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมอันแสนสั้นของพระคริสต์ ในอีกไม่ช้า

Deposition ของ Filippino Lippi

Adoration of the Child ของ Lorenzodi Credi นักประติมากรรมและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวอิตาเลียน ภาพการชื่นชมพระบุตรนี้มีการจัดแสดงส่วนประกอบของภาพละม้ายคล้าย  Adoration of the Maggi ของ Leonardo da Vinci มากโดยเฉพาะฉากหลังการจัดแสดงส่วนประกอบภาพเช่นนี้ในยุคนั้นมีไม่มากนัก นักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่เชื่อว่าDa Vinci ได้แรงบันดาลใจในการวาดส่วนประกอบของภาพเยี่ยงนี้จาก Lorenzo di Credi นี่เอง  อย่างไรก็ดี ผู้ชมจะเห็นว่าการวาดฉากหลังของ Di Credi ค่อนข้างจะสมดุลทั้งซ้ายขวามากกว่างานของ Da Vinci ที่ให้น้ำหนักข้างใดข้างหนึ่งและมีมิติและสัดส่วนที่ถูกต้องมากกว่า

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมนี้จึงไม่เพียงได้มีโอกาสชมผลงานประติมากรรมชิ้นที่ดีที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งและผลงานของ Michelangelo หลากหลายชิ้นเท่านั้นยังจะได้มีโอกาสเยี่ยมชมภาพเขียนของศิลปินที่มีชื่อเสียงของยุคเรอเนสซองส์อีกหลายคนด้วย (ภาพจากหนังสือ Accademia Gallery : The Official Guide all of the works)

Madonna of the Sea ของ Botticelli detail

Madonna and Child with the infant St. John and two Angels ของ Sandro Botticelli detail

Madonna and Child with the infant St. John and two Angels ของ Sandro Botticelli

Deposition ของ Filippino Lippi detail

Madonna of the Sea ของ Botticelli