แหวกฟ้าหาฝัน : Madonna ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245446

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri detail

Madonna หรือ Mary หรือพระแม่มารีพระมารดาของพระคริสต์นี้ตามพระคัมภีร์ตอน Matthew และ Luke ในพระคัมภีร์ใหม่นั้นถูกเชื่อกันว่าเป็นหญิงบริสุทธิ์ที่ตั้งครรภ์ตามคำบัญชาของพระเจ้า  อย่างไรก็ดีนางมารีได้แต่งงานกับโจเซฟตามคำแนะนำของทูตสวรรค์เพื่อให้พระบุตรที่ต่อไปจะเป็นพระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของชาวคาทอลิกและชาวคริสเตียนได้รับการคุ้มครองในการเดินทางไปเบธเลเฮม พระนางมารีหรือนางมารีนี้มักเป็นตัวละครที่ศิลปินยุคโบราณสร้างสรรค์ผลงานโดยมีหัวข้อหลากหลาย เช่น Madonna and Child, Madonna and Child and St.John the Baptist, The Holy Family

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri

ใน National Gallery of Ancient Art ก็มีภาพพระแม่มารีหลายภาพ เช่น Madonnaand Child ของ Filippo Lippi ศิลปินอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Monsignor Vitelleschi อาร์ชบิชอบแห่งฟลอเรนซ์เพื่อแขวนไว้ที่ Augustinian Convent of San Marco นี้ ทั้งการจัดวางองค์ประกอบ การใช้สี และรูปแบบการวาดผลงานแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Masaccio และ Venetian School  แม้ศิลปินจะสร้างสรรค์งานขึ้นในช่วงที่เขายังไม่ขึ้นถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพก็ตาม แต่ผลงานชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดแล้วสังเกตได้จากการเขียนผ้าคลุมที่ดูพลิ้วไหวจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะต้อง

The Holy Family ของ Andrea d’ Agnolo ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Zanobi Bracci เพื่อตกแต่งห้องสวดมนต์ใน Villa di Rovezzanoและถูกก๊อปปี้หลายครั้งนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก Raphael อย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากท่าทาง สีหน้าและรัศมีรอบศีรษะของ St.Joseph รวมทั้งหน้าตาและท่าทางของพระคริสต์ด้วย

Madonna and Child with Saint Petronius and Saint John the Baptist ของ Domenico Zampieri detail2

Madonna and Child ของ Giulio Pippi หรือ Giulio Romano ศิลปินและสถาปนิกอิตาลียุคเรอเนสซองส์ลูกศิษย์ของ Raphael ภาพนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากภาพเขียนแนวนี้ของศิลปินอื่นในยุคเดียวกันตรงที่ศิลปินจัดให้พระนางมารีและพระบุตรอยู่ในห้องหับมิดชิดมิใช่ในทัศนียภาพที่เป็นธรรมชาติเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกันหรือเสมือนมนุษย์นั่นเอง

Madonna with the Infant Christ and Saint John the Baptist  ของ Domenico Beccafumi ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพพระนางมารีและพระบุตรที่เขียนไม่เสร็จที่เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นของ Leonardo da Vinci นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Leonardo da Vinci อย่างแจ้งชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางองค์ประกอบของภาพและแนวทางในการวาด การให้สี และแสง

Madonna and Child ของ Filippo Lippi

Madonna and child with SaintPetronius and Saint John the Baptist ของDomenico Zampieri ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับ Santi Giovanni e Petronio dei Bolognesi นี้ถูกนำไปจัดตั้งที่ Brera มิลานในปี 1812 แม้ศิลปินจะเขียนภาพตามแนวทางศิลปะแบบบาโรก แต่การจัดวางองค์ประกอบกลับสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะแนวเรอเนสซองส์ และการใช้สีตามแนวทางศิลปะแบบ Venetian School ภาพเขียนสีนํ้ามันบนผืนผ้าใบเพื่อตกแต่งแท่นบูชาขนาดใหญ่นี้ ศิลปินวาดส่วนของนักดนตรีได้อย่างน่ารักและดูสดใส มีชีวิตชีวามากสมกับเป็นผลงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของศิลปินเลยทีเดียว (ภาพจาก Guide theNational Gallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

Madonna and Child ของ Giulio Pippi

Madonna with the Infant Christ and Saint John the Baptist ของ Domenico Beccafumi

The Holy Family ของ Andrea d’ Agnolo

แหวกฟ้าหาฝัน : Palazzo Barberini กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/244359

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงโรมหลายครั้ง และไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวหลักมาจนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นกรุงวาติกัน วาติกันมิวเซียม มหาวิหาร St. Peter น้ำพุเทรวี่ บันไดสเปน คอลอสเซียมแล้ว คงต้องเริ่มคิดว่าต้องไปไหนอีก สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Palazzo Barberini ที่นี่ไม่เพียงเป็นพระราชวัง ยังเป็น National Gallery of Ancient Art ด้วย พระราชวังที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza Barberini ซึ่งเป็นทางลาดนี้เคยเป็นของตระกูล Sforza มาตั้งแต่ปี 1549 ต่อมา Maffeo Barberini  ซึ่งต่อมาคือพระสันตะปาปา Urban VIII ได้ซื้อพื้นที่นี้จาก Cardinal Alessandro Sforza เพื่อมาทำพระราชวัง

Crucifix

การที่ตระกูล Barberini ไม่เคยมีอำนาจในโรมมาก่อน แต่ได้มีโอกาสเป็นสันตะปาปา ทำให้สันตะปาปา Urban VIII ต้องการให้พระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่แสดงพระราชอำนาจและความร่ำรวยหรูหราของพระองค์ แม้ที่นี่จะเคยเป็นพระราชวังเก่าของตระกูล Sforza แต่เนื่องจากการสิ้นอำนาจและเงินหมด ทำให้พระราชวังแห่งนี้ไม่ได้รับการตกแต่งอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี พระองค์ยังเก็บงานสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ส่วนใหม่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำแห่งยุคหลายคนเช่น Carlo Maderno ออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์โดยยังคงให้มีสวนอยู่ตรงกลาง  เมื่อ GianLorenzo Bernini มารับงานต่อ เขาก็พยายามที่จะก่อสร้างตามแบบเดิมเพียงแต่ขยายเพิ่มเป็นสองชั้น และเพิ่มห้อง oval ขึ้นเพื่อให้กลืนกับสถาปัตยกรรมเดิมๆ ด้วย  นอกจากนี้เขายังออกแบบส่วนของบันไดให้ดูหรูหราเพื่อส่งเสริมกลยุทธ์ของท่าน Urban VIII ด้วย  ส่วนบันไดอันหลังถูกออกแบบโดย Borromini ให้เป็นบันไดวนที่มีความทันสมัยกว่าโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Palazzo Farnese  การตกแต่งที่สำคัญอีกอย่างของพระราชวังก็คือ The Triumph of Divine Providence ภาพเขียนปูนเปียกของ Pietro da Cortona ที่เป็นแนวทางศิลปะแบบบาโรก

Fornarina

เมื่ออำนาจของตระกูล Barbernini เริ่มเสื่อมถอยพวกเขาก็หันมาอาศัยการพึ่งพิงตระกูล Colonnaด้วยการแต่งงานและมีสัญญาต่อกันในการให้คนในตระกูลคนที่สองใช้นามสกุล Barbernini  พวกเขาจึงใช้การปรับโฉมพระราชวังแห่งนี้เพื่อฟื้นฟูอำนาจของตระกูลโดยปรับปรุงชั้นสองใหม่เพื่อใช้อยู่อาศัยจริง และหลีกหนีจากแนวทางศิลปะแบบหรูหรา หลังการรวมชาติของอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่ถูกปรับโฉมอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลอิตาลีซื้ออาคารนี้มาเป็นของรัฐ ก็ได้ปรับโฉมพระราชวังให้กลายเป็น National Gallery of Ancient Art โดยจัดแสดงของตามลำดับปีจากคริสต์ศตวรรษที่ 13-18

ของจัดแสดงชั้นล่างเป็นยุคเรอเนสซองส์ตอนต้นประกอบด้วยงานสำคัญคือ The Madonna Advocata งานเก่าแก่ที่สุดของห้องภาพ Crucifix ของ Simone and Machilone ชั้นหนึ่งจะเป็นงานแนวเรอเนสซองส์และบาโรก รวมถึงภาพ Fornarinaซึ่งเป็นภาพสำคัญของ Raphael ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากมาเยี่ยมเยือนห้องภาพแห่งนี้ ส่วนชั้นบนสุดจัดแสดงผลงานยุคบาโรคที่มีภาพเด่นเป็นภาพ Pope Urban VIII ของ Gian Lorenzo Bernini (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Triumph of Divine Providence

Pope Urban VIII

The Madonna Advocata

Fornarina detail

แหวกฟ้าหาฝัน : วันหนี่งในโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243329

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่คงคุ้นกับสุภาษิตที่ว่า โรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลาน้อย กลับสามารถเที่ยวโรมในวันเดียวได้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ชื่นชอบมิวเซียมเท่าใดนัก วิธีการเที่ยวในโรมเพียงวันเดียวให้ได้ทั่วอย่างง่ายที่สุดก็คือ การเดินเท้า ทั้งนี้เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งของโรมอยู่ไม่ไกลกันมากหากวางแผนดี ๆ และเดินเท้าเข้าไปง่าย

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดที่นักท่องเที่ยวต้องไปให้ถึงและเข้าชมให้ได้ก็คือ โคลอสเซียม มิเช่นนั้นจะไปไม่ถึงโรมเลยทีเดียว  การเดินทางไปโคลอสเซียมก็ไม่ยากเพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกลางมากที่สุดห่างเพียงแค่กิโลเศษ   Colosseum  หรือที่เรียกกันว่า Flavian Amphitheatre ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของ Roman Forum นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 72  ก่อนคริสตศักราชโดยจักรพรรดิ Vespasian แต่สำเร็จในสมัยจักรพรรดิ Titus ในอีก 8 ปีต่อมา  สนามกีฬาที่มีส่วนโค้ง 80 อันและมีที่นั่ง 55,000 ที่นี้ประกอบด้วย 4 ชั้นโดยที่นั่งแต่ละชั้นแบ่งออกตามลำดับของความสำคัญของผู้นั่ง นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสนามกีฬาประวัติศาสตร์แห่งนี้จะเห็นว่าโดยรอบของสนามกีฬาเว้า ๆ แหว่ง ๆ อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว  อย่างไรก็ดี ภายในสนามกีฬายังคงสภาพดีอยู่ค่อนข้างมากแม้จะมีอายุเกินสองพันปีแล้วก็ตาม  ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนคงต้องเตรียมตัวกันแดดให้เรียบร้อยหากมาในฤดูร้อนเนื่องจากภายในสนามกีฬาไม่มีส่วนร่มใด ๆ เลย และการเดินเที่ยวชมโดยรอบต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไม่นับการเขาแถวซื้อตั๋วและเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ในบริเวณไม่มีหลังคาเช่นกัน  หากนักท่องเที่ยวไม่ได้จองตั๋วเข้ามาก่อน แนะนำให้มาเร็วหน่อยเพราะคิวซื้อตั๋วยาวมาก อาจต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงและอึดอัดใจกับการถูกแซงคิวโดยนักท่องเที่ยวบางสัญชาติที่มีชื่อเสียในเรื่องการขาดระเบียบวินัย

เสร็จจากโคลอสเซียมนักท่องเที่ยวก็สามารถหาซื้อของรับประทานอาหารเที่ยงหรือของว่างและนั่งเล่นบริเวณรอบ ๆ ได้ไม่ยากเพราะมีเก้าอี้ว่างอยู่เต็มไปหมด ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาเดินเท้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น 1. บันไดสเปน บันไดสเปนที่มี  135 ขั้นและถูกสร้างขึ้นเพื่อคั่นระหว่าง Piazza di Spagna กับ Piazza Trinita dei Monti นี้กลายเป็นบันไดที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมันปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Roman Holiday ในปี 1953  นับจากนั้นมาบันไดแห่งนี้ก็ปรากฏในมิวสิกวีดีโอเพลงและภาพยนตร์อีกหลายเรื่องจนกลายเป็นที่มาของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโรมชนิดที่ว่าถ้าไม่ได้มาเที่ยวที่นี่เหมือนมาไม่ถึงโรมเลยทีเดียว  นอกจากบันไดสเปนแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมก็คือ 2. น้ำพุเทรวี่  น้ำพุที่ถูกออกแบบด้วยสไตล์บาโรกโดย Nicola Salvi สูง 26.3 เมตรนี้ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นกัน  การที่น้ำพุแห่งนี้มีความสวยงาม ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องและเป็นน้ำพุสไตล์บาโรกที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี่เองที่ทำให้น้ำพุแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโรมจนถือเป็นน้ำพุที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกก็ว่าได้

เสร็จจากแหล่งที่ท่องเที่ยวสองแห่งนี้บางคนก็อาจอยากช้อปปิ้งแล้ว แต่หากนักท่องเที่ยวที่ชอบดูภาพยนตร์อาจไปตามรอยเท้าภาพยนตร์เรื่อง Angels and Demons ด้วยการเดินต่อไปยัง 3. Patheon สถานที่ท่องเที่ยวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้าย Roman Forum และถูกสร้างขึ้นในสมัยใกล้เคียงกันคือในปี 125 ก่อนคริสตกาล  เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ยังคงสมบูรณ์อยู่มาก นักท่องเที่ยวจึงควรไปเยี่ยมชมให้ได้ แม้ภายในจะไม่มีอะไรให้ดูมากนักก็ตาม

4. Santa Maria del Popolo โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 แห่งนี้มีหน้าบรรณอันสวยงาม  นอกจากภายในโบสถ์จะมีภาพเขียนของ Caravaggio ศิลปินชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของอิตาลีแล้ว ส่วนโดมยังมีโมเสกฝีมือ Raphael ศิลปินชื่อดังที่สุดอีกคนของอิตาลีด้วย  5. Piazza Navona จัตุรัสรูปไข่ที่มีน้ำพุชื่อ Four Rivers ฝีมือแกะสลักของ Bernini และเสาโอบิลิกของอียิปต์อยู่ตรงกลาง  6. Castel Sant’ Angelo ปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 ริมแม่น้ำ Tiber แห่งนี้มีลักษณะเด่นเป็นสง่าโดยก่อนทางเข้านักท่องเที่ยวต้องเดินข้ามสะพานก่อน นักท่องเที่ยวสามารถหาจุดถ่ายรูปได้มากมายก่อนถึงตัวปราสาท  ภายในปราสาทมีมิวเซียมอยู่ แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ชื่นชอบมิวเซียม หรือไม่มีเวลาอาจเดินเลยผ่านไปยังจุดสุดท้าย  7.  St. Peter’s Basilica มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อเยี่ยมชมและถ่ายรูปบริเวณรอบ ๆ และเข้าไปชม Pieta ของ Michael Angelo ในมหาวิหารเลยก็ได้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินเที่ยวโรมในวันเดียวนั้นคงต้องเตรียมตัวให้มากสักหน่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกกำลังขา ทั้งนี้เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของโรมไม่อนุญาตให้นำรถเข้า  ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวในเรื่องความปลอดภัยให้ดี หากโดนล้วงกระเป๋าก่อนเสร็จสิ้นภารกิจอาจทำให้อารมณ์เสียและเสียอรรถรสในการชื่นชมประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมสองพันปีของประเทศนี้ไปอย่างยากที่จะกู้อารมณ์และเวลาคืนเลยทีเดียว

 

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามหาจูเลียตที่ Verona อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242251

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาอิตาลี ได้ไปเที่ยวเมืองหลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิส เรียบร้อยแล้ว และชื่นชอบบทประพันธ์ของ William Shakespeare นักประพันธ์บทละครที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษโดยเฉพาะโรมีโอแอนด์ จูเลียต บทประพันธ์ดีเด่นที่สุดของเขาควรมาเที่ยวเมือง Verona ให้ได้ ทั้งนี้เพราะที่นี่มีบ้านจูเลียตอยู่

ด้านหน้า Arena

Verona เมืองที่ตั้งอยู่บนแม่นํ้า Adige แคว้น Veneto ทางเหนือของอิตาลีที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียงแค่ 250,000 คนนี้ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของแคว้น การเข้าเมือง Verona ง่ายที่สุดควรมาจากเวนิส เพราะใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟด่วนเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น แต่หากนักท่องเที่ยวพักที่มิลานก็ยังสามารถที่จะเดินทางมาได้ไม่ยากเช่นกันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้นซึ่งถือว่าไม่นานมาก อยู่ในวิสัยที่จะเที่ยววันเดียวแล้วเดินทางกลับไปพักที่มิลานได้

ต้นกำเนิดเมือง Verona ยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่เนื่องจากตำแหน่งของเมืองอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างถนนหลายเส้นจึงถูกครอบครองโดยกลุ่มคนหลายกลุ่มที่มาครอบครองพื้นที่แถบนี้ เมืองนี้ตกเป็นของกษัตริย์อิตาลีครั้งแรกในปี 774 แต่กลับกลายเป็นเมืองขึ้นของ Duchy of Bavariaในปี 880 นับจากนั้นมาผู้นำหลายประเทศก็พยายามครอบครองเมืองนี้จวบจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่อิตาลีเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ Verona ก็กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านกลยุทธ์อีกครั้งจากการที่เมืองนี้อยู่ใกล้กับสหภาพโซเวียต ชาวอเมริกันจึงส่งทหารมาประจำการเป็นจำนวนมากในช่วงสงครามเย็น

Love note บ้านจูเลียต

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสุดของเมืองคือ Arenaหรือ Roman Amphitheatre ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัส Braที่ใหญ่ที่สุดในเมือง สนามกีฬาโรมันที่ถูกสร้างขึ้นในปี 30 นี้เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอาณาจักรโรมันรองจาก Colosseum ในโรมและใน Capua สนามกีฬาที่มีขนาดความยาว 139 เมตร กว้าง 110 เมตร และจุคนได้ 25,000 คนนี้ทำจากหินอ่อนโดยแบ่งเป็น 44 ขั้น ดั้งเดิมนั้นอาคารของ Arena ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกนี้ถูกสร้างจากหินปูนสีขาวและชมพูจาก Valpolicella แต่หลังจากแผ่นดินไหวในปี 1117 ซึ่งได้ทำลายสนามกีฬาไปเกือบทั้งหมด ปัจจุบันส่วนของ Arena บางส่วนเท่านั้นที่ทำจากหิน Valpolicella  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้จะเห็นArena  แต่ไกลนับจากเดินเข้ากำแพงเมือง เพราะมันครอบครองพื้นที่ด้านหน้าของเมืองเกือบทั้งหมด ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นสนามกีฬาที่ถูกใช้งานอยู่โดยไว้จัดละครเวทีหรือแข่งกีฬาโดยสามารถจุคนได้ 15,000 คน

จัตุรัสหน้าประตูเมือง

นอกจาก Arena แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเมืองนี้ก็คือ ระเบียงบ้านจูเลียตที่โรมีโอมาสารภาพรัก จริงอยู่บทประพันธ์เรื่องนี้เป็นแค่จินตนาการของ Shakespeare แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าบทประพันธ์รักเรื่องนี้ของนักประพันธ์เป็นบทประพันธ์รักที่ดีที่สุดและโด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการวรรณกรรมตะวันตก ผู้คนจากทั่วโลกจึงต้องการมีส่วนในฝันของหนุ่มสาวที่ความรักจบลงด้วยความเศร้านี้ บ้านเลขที่ 23 บนถนน Casa di Giulietta ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ของจูเลียตนี้เป็นของครอบครัว Dell Capello แต่แท้ที่จริงแล้วระเบียงที่นักท่องเที่ยวสาวๆ ยอมเสียเงินเข้าไปชมเพื่อถ่ายรูปในท่ารอโรมีโอนั้นกลับเพิ่งสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี่เอง นอกจากถ่ายรูปที่ระเบียงแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถชมมิวเซียม อ่านโน้ตติดประตูเพื่อตามหาโรมิโอหรือจะเขียนโน้ตแปะฝากรอหนุ่มๆไว้บ้าง ระหว่างรอคิวถ่ายรูปกับผลงานประติมากรรมรูปจูเลียตที่ทำจากทองแดงและจับถันขวาของเธอเพื่อความโชคดีก่อนกลับบ้านไปฝันถึงโรมิโอของตัวเองต่อไปได้ด้วย

ตลาดนัดในเมือง

ทางเข้า Arena

ทางเข้าเมือง Verona

นํ้าพุจัตุรัสกลางเมือง

ประติมากรรมจูเลียต

ภายใน Arena

หอนาฬิกากลางเมือง

Photo thur 18 june 2009

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นชิวๆ ที่ Sirmione

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241278

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปราสาท

Sirmione เป็นเมืองที่อยู่ที่ Brescia หากเดินทางไปจากมิลานจะถึงก่อน Verona เล็กน้อยโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยรถไฟ เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ จึงไม่มีรถไฟผ่าน ถึงกระนั้นก็ตามนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากมิลานเพื่อไป Verona อาจแวะเมืองนี้ก่อนก็ได้เพราะเป็นเมืองที่สวยงาม และเป็นทางผ่านอยู่แล้วโดยลงที่สถานีรถไฟ Desenzano แล้วนั่งรถบัสที่จอดอยู่ทางด้านขวาของสถานีรถไฟในราคา 3.5 ยูโร เพื่อต่อไปยังเมืองนี้โดยรถบัสจะไปจอดข้างประสาทเลย ที่สถานีรถบัสจะมี information ตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลและเข้าห้องนํ้าได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพื่อปลดทุกข์ 0.3 ยูโร หลายคนอาจคิดว่าทำไมค่าปลดทุกข์ถึงแพงขนาดนี้ แต่หากเทียบกับที่อื่น ๆ แล้วยังถูกกว่าเกือบครึ่งเลยทีเดียว

ท่าเรือ

เมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของทะเลสาบ Garda นี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึง 5-6 ร้อยปีก่อนคริสต์ศักราช การที่เมืองนี้ตั้งอยู่กลางแผ่นดินที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบทำให้เมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบนี้กลายเป็นรีสอร์ทสำหรับคนรวยมาพักผ่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ในช่วงปลายจักรวรรดิโรมันเมืองนี้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญหลังจากนั้น Sermione ก็ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งและตกเป็นของ Republic of Venice ระหว่างปี 1405-1797 ในรัชสมัยราชวงศ์ Habsburg แห่งออสเตรีย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลีนับจากปี 1860 เป็นต้นมา

บรรยากาศกลางเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ Grottoes of Catullus หรือซากปรักหักพังของ Roman Villa แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเข้าชม  Scaliger Castle มากกว่า ป้อมปราการที่เป็นตัวอย่างของยุคกลางนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1277 โดย Mastino della Scala ในช่วงที่เมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูล Scaligerป้อมปราการแห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากเพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งทางเข้าของแหลมล้อมรอบด้วยคูเมืองที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะเห็นเป็ดและหงส์ว่ายนํ้าอยู่เต็มไปหมด ส่วนการเข้าสู่ป้อมนั้นสามารถเข้าได้จากสะพานที่สามารถดึงขึ้นปิด 2 ข้างเท่านั้น ทั้งนี้เพราะป้อมปราการนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู

บรรยากาศรอบปราสาท

ส่วนวิธีการเข้าไปในปราสาทนั้น นักท่องเที่ยวต้องเดินขึ้นบันไดไป 150 ขั้นเพื่อขึ้นไปสู่ป้อมปราการและหอคอย นักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรงและสามารถขึ้นไปถึงยอดของหอคอยจะสามารถชื่นชมทะเลสาบ Grada ไปอย่างจุใจนักท่องเที่ยวยังจะสามารถเดินรอบปราสาทได้ด้วยเพราะมีทางเดินเชื่อมกันอยู่ด้านบน ภายในปราสาทจะมีส่วนของสวน มิวเซียมและคุกอยู่

ไม่เพียงนักท่องเที่ยวแต่จะสามารถเพลิดเพลินกับการชมปราสาทที่เคยเป็นป้อมแห่งนี้ได้ รอบๆ เมืองยังมีร้านค้า ร้านอาหาร และร้านกาแฟให้นั่งเล่นชมทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบที่เต็มไปด้วยเป็ดและหงส์อีกต่างหากเมืองนี้จึงเป็นเมืองหนึ่งที่นักท่องเที่ยวน่าไปพักผ่อนในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเพราะบรรยากาศทั้งเมืองจะมีชีวิตชีวาน่าประทับใจอย่างยิ่ง

บรรยากาศรอบเมือง

บรรยากาศริมนํ้า (2)

บรรยากาศริมนํ้า

ปราสาท 2

ปราสาทถ่ายจากฝั่งตรงข้าม

รีสอร์ทริมนํ้า

ทางขึ้นหอคอย

โรงแรม Sermione

โรงแรมริมนํ้า

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตึกหลากสีที่ Portofino อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240207

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทะเล และได้มีโอกาสเดินทางไปอิตาลีตอนเหนือจะพบว่าสถานที่หนึ่งที่น่าเที่ยวก็คือ Portofino หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีตึกหลากสีสวยงาม หมู่บ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของเจนัวร์บนริเวียร่าของอิตาลีนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปไม่ง่ายนัก นักท่องเที่ยวต้องนั่งรถไฟจากมิลานไปลงที่ Santo Margherita ซึ่งอยู่ห่างจากเจนัวร์ 35 กิโลเมตร ก่อนเดินไปที่ท่าเรือที่ห่างไปร่วมกิโลเมตรเพื่อนั่งเรือต่อไปยัง Portofino โดยต้องเสียค่าเรืออีก 5.5 ยูโร

Portofino เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ถูกตั้งขึ้นโดยชาวโรมันในชื่อ Portus Delphini หรือ Port of Dolphin เพราะที่นี่มีปลาโลมามากมายอาศัยอยู่ ที่นี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of Genoa ในปี 1229แม้ธรรมชาติของเมืองเหมาะที่จะเป็นอ่าว และเหมาะกับการจอดเรือหาปลา แต่ภายหลังที่นี่ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นตลาดปลาหลักของ Republic of Genoaไปเลย ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษและยุโรปเหนือเริ่มนิยมมาเที่ยวหมู่บ้านนี้มากขึ้น เพราะพวกเขาสามารถนั่งรถม้ามาได้จาก Santa MargheritaLigure จนทำให้หลังปี 1950 เป็นต้นมา รายได้จากนักท่องเที่ยวเริ่มมากกว่าการหาปลา


Portofino

แม้สถานที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้านจะมีไม่มาก มีแต่โบสถ์สองสามแห่ง และอนุสาวรีย์ Christ of the Abyss ที่สูง 17 เมตร แต่ Portofino กลับมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังทศวรรษที่ 1950 จากเพลง Love In Portofino ที่ถูกเขียนโดย Leo Chiosso การที่บรรยากาศของเมืองมีความเป็นเอกลักษณ์จากสีสันของตึกที่มีความหลากหลายและสดใสทำให้ที่นี่กลายเป็นต้นแบบของอ่าวใน Tokyo Disney Sea และ Universal Orlando Resort ยังสร้างเลียนแบบหมู่บ้านนี้ในขนาดเหมือนจริงด้วย

ความสวยงามของตึกหลากสีของหมู่บ้านทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และคอนเสิร์ตอีกหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Top Gearในฉากที่ Richard Hammond แข่งกับ James May, ภาพยนตร์เรื่อง Beyond the Cloudsและ Andrea Bocelli นักร้องโอเปร่าชื่อดังแห่งยุคก็เคยมาจัดคอนเสิร์ตที่นี่ในปี 2013  ด้วย


Portofino
นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหมู่บ้านแห่งนี้จะได้มีโอกาสถ่ายรูปกับบ้านหลากสีอย่างจุใจแล้วนักท่องเที่ยวอาจนั่งพักชมวิว จิบกาแฟ กินไอศกรีม หรืออาหารเที่ยงก่อนจับบัสกลับไป Santo Margheritaแทนที่จะนั่งเรือเหมือนอย่างขามาเพื่อให้ได้ชมทิวทัศน์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่แตกต่างอันจะได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่อีกด้านหนึ่งก็ยังได้


Portofino


Santo Margherita ถ่ายจากทะเล


ชายหาดเมือง Santo Margherita บนฝั่ง


ทิวทัศน์ระหว่างทาง by bus


ทิวทัศน์ระหว่างทาง by bus2

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานเด่นใน Modern Art Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239135

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

In Bed ของ Federico Zandomeneghi

นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนห้องภาพในอิตาลีเป็นประจำจะพบว่าห้องภาพในอิตาลีส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพรุ่นเก่าๆ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ใน ModernArt Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์นี้กลับมีผลงานหลายยุคของศิลปินหลายชาติอยู่เป็นจำนวนมากให้ชมได้อย่างจุใจ เช่น

The Two Foscari ของ Francesco Hayezศิลปินยุคโรแมนติกชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1852 และถูกครอบครองโดย Andrea Maffei ก่อนที่เขาจะบริจาคให้กับ Royal Galleries of Florence ในปี 1886 นี้ถูกเขียนขึ้นตามบทละครของ Lord Byron ที่เขียนขึ้นจากเรื่องจริงของ Francesco Foscari และ Jacopo Foscari บุตรชาย สีหน้า และท่าทางของตัวละครทุกตัวในฉากที่ Francesco Foscari กำลังขับไล่บุตรชายออกจากบ้านเนื่องจากเขาฆ่า Donato สมาชิกสภานี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความเจ็บปวดของตัวละครทุกตัวอย่างเห็นได้ชัด

Little Bacchus ของ Plinio Nomellini

In Bed ของ Federico Zandomeneghi ศิลปินยุค Impressionism ชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ศิลปินไปคบหากับ Monet,Degas และ Pissarro ศิลปินยุค Impressionism ชาติอื่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาได้รับอิทธิพลจากงานแนวImpressionism ด้วย นอกเหนือไปจากงานของเพื่อนร่วมชาติกลุ่ม Macchiaioli  แม้ In Bed จะเป็นงานที่ถูกเขียนในห้องนอนมิใช่งานที่ใช้ทิวทัศน์ด้านนอกเหมือนอย่างงานแนว Impressionism อื่นๆ แต่ก็มีลักษณะหลักของงานแนวนี้อย่างครบถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสง

Paolo and Francesca ของ Otto Vermehrenศิลปินชาวเยอรมันผู้มีความสามารถในการแก้ไขงาน ภาพที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงที่ศิลปินขึ้นถึงจุดสุดยอดในวิชาชีพแล้วนี้มีลักษณะของ Symbolism อย่างครบถ้วนตามยุคสมัย

Paolo and Francesca ของ otto Vermehren

Little Bacchus ของ Plinio Nomelliniศิลปินชาวทัสคานี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1910 นี้คาดว่าจะเป็นบุตรชายของศิลปินเองที่เขาสมมติให้เป็น Pan เทพเจ้าแห่งป่าผู้ดูแลฝูงแกะซึ่งเป็นเพื่อนกับนางไม้  ศิลปินวาดให้เด็กชายยืนเปลือยเปล่าท่ามกลางทุ่งหญ้าที่มีแสงเรืองรองโดยรอบ ร่วมกับการจัดวางองค์ประกอบของภาพทำให้ผู้ชมรำลึกถึง Pan ได้ไม่ยากแม้ศิลปินจะรังสรรค์งานโดยปล่อยให้เห็นร่องรอยฝีแปรงอย่างเด่นชัดตามแนวทางศิลปะแบบImpressionism ซึ่งไม่นิยมวาดเรื่องราวตำนานปรัมปราเลยก็ตาม

The Mournful news ของ Odoardo Borraniศิลปินชาวปีซ่า ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1880 นี้ เป็นผลงานที่เขียนตามแนวทางการเขียนภาพของกลุ่มMacchiaioli อย่างแจ้งชัดทั้งในเรื่องเนื้อหาและบรรยากาศ ภาพหญิงสองคนที่กำลังฟังเด็กหญิงอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งมีเนื้อข่าวเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Vitorio Emanuele II นี้ดูมีบรรยากาศโศกเศร้าตามหัวข้อข่าวอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากทั้งหน้าตา และท่าทางของตัวละครทุกคนล้วนหมองคล้ำหดหู่ แม้เด็กหญิงจะไม่ได้สวมชุดดำเลยก็ตาม

Self Portrait with pupil Domenico Candia ของ Giovanni Costetti

Self Portrait with pupil Domenico Candia ของ Giovanni Costetti ศิลปินชาวอิตาลี ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1922 นี้ เป็นภาพแรกที่เขาเขียนตัวเองคู่กับศิษย์ แม้เขาจะเขียนภาพศิษย์มาแล้วหลายภาพก็ตามนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับภาพแนว PostImpressionism จะสังเกตเห็นว่าแนวทางการวาดภาพของศิลปินเป็นการผสมผสานระหว่างแนวทางของ Cezanne โดยเฉพาะการลงสี และ Paul Gauguin ที่มักเน้นการเขียนขอบ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนห้องภาพนี้มักรู้สึกอิ่มเอมจนลืมหิว เพราะได้มีโอกาสเสพศิลปะหลากหลายสมัยคุ้มค่าเข้าชมจริงๆ (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace: All the Museum, All the Works)

The Mournful news ของ Odoardo Borrani

The Two Foscari ของ Francesco Hayez

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery ใน Palazzo Pitti ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238014

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มีโอกาสเยี่ยมเยือน Palazzo Pitti แล้วหากมีเวลาว่างหลังชมภาพยุคเก่าใน Palatine Gallery แล้ว นักท่องเที่ยวควรเข้า Modern Art Gallery ด้วย เพราะที่นี่มีผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 สวยๆ ให้ชมมากมาย  Modern ArtGallery นี้เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1748 โดยตั้งใจจะเก็บสะสมงานของผู้ชนะประกวดใน Florentine’s Academy ในช่วงเวลานั้น Palazzo Pitti เพิ่งตกแต่งใหม่จึงได้รับการสะสมงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตกแต่ง จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 Grand Ducal Painting แนว Modern Art ถูกย้ายไปเก็บไว้ที่ Palazzo della Crocetta จนที่นั่นได้รับการตั้งชื่อให้เป็น Modern Art Museum

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca detail

เมื่อผู้ครองเมืองรุ่นสุดท้ายของกลุ่มSavoy ถูกขับออกจากพระราชวัง VittorioEmanuele II ก็สะสมงานเพิ่มขึ้นจนหลังปี 1922 ทางเทศบาลเมืองฟลอเรนซ์จึงมีดำริที่จะนำผลงานแนว Modern Art กลับมาไว้ที่ Palazzo Pitti อีกครั้งและเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมนับจากนั้นมาห้องภาพก็ขยายออกเป็น 30 ห้องและเก็บสะสมงานของศิลปินกลุ่ม Macciaioli ที่มีต้นกำเนิดจาก Giovanni Fattori ศิลปินทัสคานีและศิลปะแนวอื่นๆ ของอิตาลีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19-20

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยี่ยมเยือนห้องภาพนี้อาจแปลกใจว่าทำไมห้องภาพนี้ถึงได้ชื่อว่า Modern Art Gallery ทั้งๆ ที่ภาพเขียนมีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิตาลีให้คำจำกัดความ Modern Art ว่าศิลปะก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนผลงานหลังสงครามโลกครั้งที่สองอิตาลีจะให้คำจำกัดความว่าเป็น Contemporary Art ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Centro per I’arte contemporanea Luigi Pecci ห่างจากฟลอเรนซ์ไปอีก 15  กิโลเมตร

Cloister ของ Giuseppe Abbati

ผลงานของศิลปินใน Modern Art Gallery มีค่อนข้างหลากหลายสไตล์โดยมีห้องส่วนหนึ่งสำหรับศิลปินกลุ่ม Macchiaioli โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะศิลปินกลุ่ม Macchiaioli นี้เป็นกลุ่มศิลปินชาวทัสคานีที่รวมตัวกันขึ้นช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีแนวคิดฉีกออกจากศิลปะดั้งเดิมของอิตาลีด้วยการวาดภาพทิวทัศน์ภายนอกในช่วงเวลาที่จับได้และเน้นแสงธรรมชาติมากกว่าอันเป็นที่มาของศิลปะแนว Impressionism นั่นเอง เช่น Cloister ของ Giuseppe Abbati ศิลปินชาวอิตาลีกลุ่มMacchiaioli ภาพที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่โบสถ์ Santo Croce  มีหินหลากสีวางเกะกะจากการที่กำลังซ่อมแซมอยู่นี้ทำให้ศิลปินมีโอกาสได้ฝึกสังเกตแสงและเงาในช่วงเวลาต่างๆ กันของวันบนหินต่างสี และสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นต้นกำเนิดของงานแนว Impressionism ได้อย่างลงตัวและน่าสนใจ การวาดแสงที่ตกกระทบหินและเงาจากชายที่หันหลังดูมีมิติมากจนผู้ชมที่ได้เห็นภาพของจริงในห้องภาพบางคนอาจเข้าใจผิดไปแล้วเลยว่านี่เป็นงานแนวImpressionism ด้วยซ้ำ

The Florentine storytellers ของ Vincenzo Cabianca ศิลปินชาว Verona กลุ่ม Macchiaioli ภาพที่ถูกจัดแสดงครั้งแรกในงาน  Italian Fair ปี 1861 นี้กระตุ้นให้ระลึกถึงอารยธรรมในยุคกลาง แม้หัวข้อและเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อจะออกแนวประวัติศาสตร์ แต่ตัวภาพสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าเขาต้องการทดลองเขียนภาพเกี่ยวกับการใช้สีและแสงของทิวทัศน์ภายนอกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น  ศิลปินสามารถเขียนรายละเอียดของภาพได้อย่างละเอียดละออมีมิติในทุกเรื่องราวอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในการประสานศิลปะแนว Romanticism และ Impressionism ได้อย่างลงตัว แม้ในช่วงเวลานั้นจะยังไม่ใช่ยุคของ Impressionism อย่างแท้จริงก็ตาม

Modern Art Gallery

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ชนะประกวด Prix de Rome ในปี 1779 ภาพวาดตัวเองพร้อมภรรยาและบุตรนี้เป็นตัวอย่างของงานแนวนีโอคลาสิกที่โดดเด่นที่สุดใน Modern Art Gallery ศิลปินจัดวางองค์ประกอบของภาพโดยให้ Paolina Chatillonภรรยาของเขาอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุดโดยเขาวาดรายละเอียดของภรรยาไม่ว่าหน้าผม เสื้อผ้า และท่วงท่าได้อย่างงดงามราวกับเทพธิดาอันแสดงให้เห็นถึงการยกย่องโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ มาอธิบาย  ส่วนตัวเขาที่ปรากฏอยู่ด้านข้างมีสายตาที่ครุ่นคิดราวกับกำลังสรรหาคำมาบรรยายความงามของภรรยาหรือความรักที่มีต่อครอบครัว ส่วนการจัดวางองค์ประกอบของภาพก็ออกแนวประวัติศาสตร์ปนตำนานโบราณสังเกตได้จากการวางภาพตัวละครที่เด่นสุดตรงหน้า แต่มีทิวทัศน์ที่เป็นอาคารแบบกรีกโบราณอยู่ไกลๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะในการวาดภาพศิลปะแนวนีโอคลาสิกนั่นเอง (ภาพจาก The Official GuidePitti Palace : All the Museum, All the Works)

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier

Self Portrait with his wife and two children ของ Louis Gauffier detail

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ผลงานของศิลปินอิตาลียุคอื่น ใน Palatine Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236889

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Hylas and the Nymphs ของ Francesco Furini (1635)

นอกจากผลงานแนวเรอเนสซองส์แล้วใน Palatine Gallery ยังมีผลงานแนวอื่นของศิลปินอิตาลีอีกหลายคนด้วย เช่น Venus CombingCupid’s Hair ของ Giovanni Da San Giovanni(1630) ศิลปินยุคบาโรกชาวอิตาเลียน ภาพวีนัสหวีผมให้คิวปิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบในการสร้างสรรค์งานแนวตำนานกรีกโบราณของศิลปินได้เป็นอย่างดี ท่าทางและแววตาของวีนัสขณะหวีผมให้กับกามเทพนี้สะท้อนให้ถึงความรักใคร่ ความเอาใจใส่ และความเอ็นดูได้อย่างน่าทึ่ง  ส่วนรายละเอียดเสื้อผ้า แววตา กิริยาท่าทาง และนิ้วเท้าของวีนัสก็แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด

Judith holding the head of Holofernes ของ Cristofano Allori (1620) ศิลปินยุค Mannerism ชาวอิตาลี ภาพที่ศิลปินเขียนภาพหน้าตัวเองให้เป็น Holofernes และภรรยาลับของเขาเป็น Judith นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Caravaggio ต่องานของเขาได้อย่างเด่นชัด แม้ภาพจูดิธถือศีรษะของ Holofernesนี้จะยังไม่เสร็จสิ้นสังเกตได้จากเสื้อผ้าของจูดิธ แต่ส่วนที่เสร็จสิ้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าบางส่วน ศีรษะของ Holofernes ล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของงานแนว Realism โดยเฉพาะรอยพับของเสื้อผ้า มือซ้ายของจูดิธ และหนวดเคราของHolofernes ที่เขียนได้เสมือนจริงมากราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว


Judith holding the head of Holofernes ของ Cristofano Allori (1620)

Hylas and the Nymphs ของ Francesco Furini (1635) ศิลปินยุคบาโรกชาวอิตาลี ภาพที่ถูกจ้างเขียนโดย Agnolo Galli และถูกซื้อโดย Palatine Gallery เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษ 21 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือในการวาดภาพนู้ดของศิลปินอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ชมจะพบว่าศิลปินสามารถจัดการกับองค์ประกอบของภาพนู้ดของหญิงสาวในอิริยาบถต่างๆ ได้อย่างลงตัว ดูเป็นธรรมชาติ และกระตุ้นกำหนัดได้อย่างเหลือเชื่อสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในการวาดภาพนู้ดแห่งยุคเลยทีเดียว

The Story of Hercules ของ Pietro Benvenuti (1828) ศิลปินยุคนีโอคลาสสิกชาวอิตาลี ภาพที่เขียนแบบ Fresco นี้เป็นตัวอย่างของงานแนวนีโอคลาสสิกอิตาลีที่ไม่ด้อยไปกว่าประเทศใดๆ ในโลกแม้อิตาลีจะมิใช่ต้นกำเนิดของงานแนวนี้ก็ตาม ภาพเรื่องราวของเฮอร์คิวลิสที่ถูกเขียนในห้องยามในช่วงที่ ตระกูล Lorraine ปกครองทัสคานีหลังนโปเลียนนี้เขียนด้วยสีที่ออกเฉดเขียวตลอดเกือบทั้งภาพ แต่ก็ยังให้อารมณ์ตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี

ในห้องภาพนี้ไม่เพียงมีผลงานทัศนศิลป์ ยังมีผลงานประติมากรรมด้วย เช่น Michelangeloas a child ของ Emilio Zocchi (1861)นักประติมากรรมชาวอิตาลี งานประติมากรรมที่ Michelangelo กำลังแกะสลักเทพเจ้าแห่งไร่นาในสวน San Macro นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของตำนานกรีกโบราณต่อวิถีชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี


Michelangelo as a child ของ Emilio Zocchi (1861)
Venus ของ Antonio Canovaนักประติมากรรมยุคนีโอคลาสสิกชาวอิตาลีงานประติมากรรมที่ถูกจ้างแกะเพื่อทดแทนVenus dei Medici ซึ่งนโปเลียนนำไปปารีสเมื่อครั้งบุกอิตาลีนี้เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่สุดของศิลปินชิ้นหนึ่ง ความเนียนของหินอ่อนตามเนื้อตัวและอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้า ผม เท้า ก้น และผืนผ้าสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินมีเทคนิคที่ลึกล้ำในการแกะสลักหินอ่อนไม่เป็นรองศิลปินอันดับต้นๆ คนใดของโลกรวมทั้ง  Bernini และ Michelangelo จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนีโอคลาสสิก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานชิ้นนี้จริงๆ จะรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ อ่อนนุ่มและละเมียดละไมของผิวกายราวกับผิวหญิงสาวเป็นๆ มายืนอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว (ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace: All the Museum, All the Works)


The Story of Hercules ของ Pietro Benvenuti (1828)


Venus Combing Cupid’s Hair ของ Giovanni Da San Giovanni (1630)


Venus ของ Antonio Canova

แหวกฟ้าหาฝัน : Raphael ใน Palatine Gallery ฟลอเรนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235768

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Madonna and Child, St.John the Baptist (1516)

ใน Palatine Gallery ซึ่งเป็นที่เก็บผลงานยุคเรอเนสซองส์เด่นๆ อยู่มากถึง 500 ชิ้นนี้ แต่ไม่มีศิลปินคนใดจะได้รับการยกย่องและมีผลงานจนถึงกับจัดแสดงเป็นห้องพิเศษเลย ยกเว้น Raphael

Raphael หรือ Raffaello  Sanzio da Urbino สถาปนิกและศิลปินยุคเรอเนสซองส์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคคู่กับ Michelangelo และ Leonardoda Vinci จนได้รับการยกย่องให้เป็น Trinity of the Great Master นี้เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้เพราะไม่เพียงเขาจะมี workshop ขนาดใหญ่แล้ว เขายังมีผลงานเป็นจำนวนมากด้วย แม้เขาจะเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 37 ปีก็ตาม นอกจากเขาจะมีห้องที่จัดแสดงผลงานพิเศษที่ Palatine Gallery นี้แล้ว เขายังมีห้องพิเศษในVatican Palace ที่เขาเขียนภาพปูนเปียกที่ชื่อ The School of Athens ไว้ด้วย หลังจากที่เขาเสียชีวิต อิทธิพลของงานเขาต่อศิลปินอื่นๆ เริ่มลดลงโดยถูกแทนที่โดยงานของ Michelangelo แต่หลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ผลงานของเขากลับมีอิทธิพลต่อโลกศิลปะตะวันตกอีกครั้งอันเป็นผลมาจากความกลมกลืนกันและความนุ่มนวลของงาน

Madonna and Child (1506)

แม้งานของ Raphael จะถูกแบ่งเป็น 3 ยุค แต่ผลงานของเขาใน Palatine Gallery มีเพียง 2 ยุคเท่านั้น คือ ระหว่าง 1504-8 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาศึกษางานของศิลปินฟลอเรนซ์ และยุคหลังที่เขาทำงานในโรมจนกระทั่งเสียชีวิต ผลงานในยุคสองนั้นประกอบด้วย Portrait of Angnolo Doni (1505) ภาพเหมือนนี้เป็นภาพคู่ที่ศิลปินถูกเจ้าของภาพซึ่งเป็นนักสะสมภาพว่าจ้างให้วาดคู่กับภรรยาของเขาซึ่งจัดแสดงอยู่ข้างๆ กันในห้องภาพ Portrait of Maddalena Doni (1505) ภาพภรรยาของนักสะสมภาพนี้เป็นภาพที่ถูกวาดขึ้นก่อนภาพของสามี แต่เดิมนั้นภาพนี้ศิลปินต้องการวาดโดยใช้ฉากเป็นห้อง แต่ภายหลังกลับใช้พื้นหลังเป็นทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิแทนเพื่อให้คนทั้งสองดูเด่นขึ้น  นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่ารายละเอียดของภาพทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้รับอิทธิพลมาจากภาพเขียนแนว Flemish แต่ตัวภาพเขียนของ Maddalena Doni ได้รับอิทธิพลมาจาก Mona Lisa ของ Leonardo da Vinci

Madonna and Child (1506) ภาพพระแม่มารีและพระบุตร ภาพที่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ภาพที่ศิลปินวาดในช่วงที่มาอยู่ในฟลอเรนซ์นี้มีชื่อเรียกกันว่า Madonna del Granduca เพราะภาพนี้ถูก Grand Duke Ferdinand III of Lorraine ครอบครองในช่วงที่นโปเลียนครอบครองแคว้นทัสคานี  ภาพพระแม่มารีที่ดูคล้ายภาพเหมือนที่สุดภาพหนึ่งของศิลปินนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนภาพแบบ Chiaroscuro ที่มี Leonardo da Vinci เป็นเจ้าตำรับสังเกตได้จากการที่พระแม่มารีและพระบุตรดูราวกับลอยออกมาจากผืนหลังแม้พื้นหลังจะไม่มีทิวทัศน์เหมือนอย่าง Chiaroscuroอื่นๆ เลยก็ตาม แม้ศิลปินจะวาดภาพนี้ในช่วงที่เขายังไม่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดของอาชีพ แต่พระแม่มารีและพระบุตรของเขาก็ดูอ่อนช้อย นุ่มนวล เคร่งขรึม และมีรายละเอียดที่ดูเหมือนจริงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าที่หุ้มพระบุตรอยู่

Portrait of a woman (1507)

Portrait of a woman (1507) ภาพหญิงตั้งครรภ์ในชุดแดงนี้เป็นหนึ่งในภาพที่ดีที่สุดของศิลปินในยุคแรกของเขาสังเกตจากการใช้สี และแววตาแม้เขาจะไม่ได้วาดให้พื้นหลังเป็นทิวทัศน์ตามอย่าง Chiaroscuro แต่เขาก็สามารถวาดให้หญิงชุดแดงดูราวกับลอยออกมาจากพื้นหลังได้อยู่ดี

Portrait of a Young Woman (1516) ภาพผู้หญิงในผ้าคลุมผมสีครีมนี้ ไม่มีใครทราบว่าศิลปินใช้ใครเป็นนางแบบ แต่นักวิจารณ์ศิลป์รุ่นใหม่เชื่อกันว่าเธอคือ La Fornarina  หรือคู่รักลึกลับของ Raphael หญิงสาวที่ศิลปินเขียนในช่วงจุดสูงสุดในวิชาชีพของเขานี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการวาดภาพจากที่เขาเคยได้รับอิทธิพลมาจาก Florentine School แต่เพิ่มส่วนของความเป็นงานประติมากรรมเข้าไปด้วยสังเกตได้จากสีหน้า แววตา และท่วงท่าที่ดูสงบเยือกเย็นแต่อุดมไปด้วยความสดชื่น ยิ่งกว่านั้นสายตาที่จ้องมองมายังผู้ชมราวกับกำลังค้นหาบวกกับความงามของใบหน้านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความงามเดียวกันกับ The Sistine Madonna ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่เดรสเดนเยอรมันด้วย เป็นไปได้ว่านางแบบมาจากคนเดียวกัน

Portrait of a Young Woman (1516)

Madonna and Child, St.John the Baptist (1516) ภาพพระแม่มารีที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของศิลปินภาพนี้ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้จ้างวาด แต่นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่า Pope Leo X de’ Mediciน่าจะเป็นผู้จ้างวาดมากที่สุด ภาพพระแม่มารีภาพนี้ยังมีจุดเด่นอีกอย่างตรงที่เป็นภาพพระแม่มารีในวงกลมภาพเดียวของ Raphael  การที่เขาวาดภาพนี้ก็เพราะภาพพระแม่มารีในวงกลมกำลังเป็นที่นิยมในฟลอเรนซ์ แม้เขาจะทำงานอยู่ในโรมก็ตาม และศิลปินดังๆ ส่วนใหญ่ ในยุคนั้นต่างมีภาพแนวนี้กันทั้งนั้น เนื่องจากตัวละครทุกตัวอยู่ในวงกลมที่ค่อนข้างแคบ การจัดวางองค์ประกอบของภาพจึงค่อนข้างแน่น ดูอบอุ่น และซับซ้อนผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานในช่วงสูงสุดของอาชีพของศิลปิน เขาจึงวาดรายละเอียดอย่างละเอียดลออไม่ว่าจะเป็นแววตา ผม เสื้อผ้า นิ้วมือโดยใช้สีสันสดใสแนวVenetian นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมภาพนี้ในห้องภาพจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านศิลปะใดๆ เลยสักนิด(ภาพจาก The Official Guide Pitti Palace :All the Museum, All the Works)

Portrait of Angnolo Doni (1505)

Portrait of Maddalena Doni (1505)