แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Rodin ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255230

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใน Gallery of National Modern Art นอกจากจะมีผลงานประติมากรรมด้านหน้าที่โดดเด่นแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Auguste Rodin นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกด้วย เขาเกิดในปี 1840 ณ กรุงปารีสในครอบครัวของเสมียนกรมตำรวจ เขาเริ่มศึกษาศิลปะตั้งแต่อายุ 10 ปี และเข้าเรียนทางด้านคณิตศาสตร์และศิลปะตั้งแต่อายุได้ 14 ปี อย่างไรก็ดี ผลงานของเขาที่ใช้ในการสมัครเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux Arts กลับไม่ถูกใจอาจารย์จึงไม่สามารถเข้าเรียนได้ เนื่องจากเกณฑ์การตัดสินต้องการผลงานแนว Neoclassic ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมในช่วงเวลานั้น หลังจากน้องสาวเขาเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในช่องท้อง เขารู้สึกผิดมากเพราะเป็นผู้แนะนำน้องสาวให้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะจนติดเชื้อ เขาจึงเลิกสนใจศิลปะไปช่วงหนึ่ง แต่ภายหลัง เจ้านายของเขากลับเห็นความสามารถของเขา และกระตุ้นให้เขาหันกลับมาทำงานตกแต่งและเข้าเรียนด้านประติมากรรมใหม่ และประสบความสำเร็จอย่างมากในการออกแบบบันไดและประตูในปี 1870

Jules Dalou

หลังสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย เขาได้ย้ายไปอยู่ที่เบลเยียม และได้เพิ่มพูนประสบการณ์และฝีมือในการแกะสลักงานจนสามารถขายงานเป็นจำนวนมาก จนมีเงินเก็บมากพอที่จะเดินทางไปอิตาลีเพื่อดูงานของ Donatello และ Michelangelo นักประติมากรรมชื่อดังชาวอิตาเลียน การได้เห็นผลงานของ Michelangelo นี่เองที่เป็นการเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับงานประติมากรรมและพัฒนาฝีมือเขาจนฉีกแนวออกจากศิลปะแบบเดิมๆ เข้าสู่ศิลปะแนว Realism เมื่อCarrier-Belleuse เจ้านายเก่าของเขาได้เป็นผู้อำนวยการโรงงาน Sevres national porcelain จึงเสนอให้เขาเป็นนักออกแบบ เขาได้ออกแบบแจกันและโต๊ะประดับมากมายจนทำให้ชื่อเสียงของโรงงานกระฉ่อนไปทั่วยุโรป เขาจึงกลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง งานประติมากรรมของ Rodin มีความโดดเด่นเป็นพิเศษตรงที่ ชิ้นงานดูหยาบ ขรุขระ ไม่เรียบลื่นเหมือนอย่างงานในยุคโบราณ แต่สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของอารมณ์ได้อย่างน่าทึ่ง

ผลงานของ Rodin ในมิวเซียมนี้ที่เด่นที่สุดก็คือ The Bronze Age ต้นตำรับผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Rodin ชิ้นนี้เป็นผลงานภาพนู้ดชายขนาดเท่าตัวจริง หลังจากที่เขาได้เห็นผลงานของ Michelangelo เขาก็สร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นเพื่อจัดแสดง ณ กรุงบรัสเซลส์ในปี 1877 และชนะประกวด เนื่องจากงานชิ้นนี้มีความมีชีวิตชีวาอย่างมาก ทำให้เขาถูกวิจารณ์จากนักวิจารณ์ศิลป์อย่างสาดเสียเทเสียเพราะมันไม่เข้ากับยุคสมัย อย่างไรก็ดี ผลงานชิ้นนี้ของเขากลับเป็นที่ชื่นชอบของสาธารณชนจนส่งผลให้เขาต้องทำซํ้าอีกหลายชิ้นตลอด
ชั่วอายุของเขา และผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในผลงานหลังๆ ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น แต่ยังคงความมีเอกลักษณ์และงดงามไม่ต่างจากงานชิ้นแรก

Ballerina

งานประติมากรรมครึ่งตัวของ Jules Dalouนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสที่เลื่องชื่อของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อนสนิทของ Rodin แม้งานชิ้นนี้จะไม่เหมือนงานประติมากรรมยุคดั้งเดิม แต่ก็สามารถแสดงรายละเอียดสำคัญๆ ได้อย่างโดดเด่น เช่น เส้นเลือดใหญ่บริเวณคอ แววตา หนวดเคราผลงานชิ้นนี้สะท้อนแนวทางศิลปะแบบ Realism อย่างเห็นได้ชัดRodin ยังสร้างสรรค์งานของศิลปินท่านนี้อีกหลายครั้งในเวลาต่อมาด้วย

Ballerina นักเต้นรำที่อยู่ในท่าทางค่อนข้างผาดโผนโดยเอาหัวเป็นส่วนรับนํ้าหนักร่วมกับแขนอยู่ที่พื้นและให้เท้าหนึ่งชี้ฟ้านี้เป็นผลงานที่ฉีกแนวออกจากงานประติมากรรมในช่วงเวลานั้นอย่างสุดโต่ง นักท่องเที่ยงจะเห็นว่า นอกจากงานจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวาราวกับนักเต้นรำกำลังโลดแล่นบนเวทีแล้ว เนื้องานยังขาดรายละเอียดของหน้าตาจนดูเพศไม่ออกอันแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแนวทางศิลปะแบบ Realism อย่างเด่นชัด

The Bronze Age

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition in Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254312

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Multiple hand by Emilio Vedova

โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวที่เข้ามิวเซียม Modern Art ประจำจะพบว่า นอกจากมิวเซียมจะมีการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว มิวเซียมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการจัดแสดง Exhibition ด้วย และข้อดีของมิวเซียม Modern Art เหนือมิวเซียมทั่วไปก็คือ ค่าเข้ามักรวม Exhibition หรือเท่ากับเข้าฟรีนั่นเอง ทั้งนี้เพราะมิวเซียม Modern Art หรือ Contemporary Art ต้องการส่งเสริมและเผยแพร่งานของศิลปินทั้งประจำชาติ และต่างชาติ เพื่อความก้าวหน้าทางศิลปะ Gallery of Nation Modern Art กรุงโรมก็มีนโยบายเช่นกัน ศิลปินที่ทางมิวเซียมนำมาจัดการแสดง Exhibition ก็มีทั้งศิลปินประจำชาติและศิลปินต่างชาติ เช่น

Multiple hand another side

Emilio Vedova จิตรกรยุคใหม่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพที่เวนิส ในช่วงต้นของชีวิตเขาทำงานในโรงงานก่อนจะหันมาเป็นช่างภาพ เขาเรียนศิลปะด้วยตัวเองในเวลากลางคืน และให้ความสนใจกับศิลปะแนว Expressionism โดยเข้าร่วมกลุ่ม Corrente กับ Renato Guttuso และ Renato Birolli ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าร่วมกลุ่มศิลปินที่มีแนวทางศิลปะแบบ Abstract มากขึ้นโดยเน้นที่รูปทรงเรขาคณิตและสีสันฉูดฉาดต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เขาเข้าร่วมกับกลุ่ม Arte Povera ที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถอยห่างจากแนวทางเคร่งครัดของสถาบัน เขาจัดแสดงศิลปะเดี่ยวครั้งแรกในปี 1951 และสามารถดึงดูดนักสะสมภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง Peggy Guggenheim มาได้จนส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินอิตาเลียนชั้นนำในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับ Luigi Nono นักประพันธ์บทละครและร่วมออกแบบฉากและเสื้อผ้าให้กับละครเวที Intlleranza และอีกหลายเรื่องจากนักประพันธ์คนเดียวกัน ผลงานของเขาส่วนใหญ่ถูกจัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมแห่งนี้ และถูกประมูลจากนักสะสมภาพไปอีกเป็นจำนวนมาก ภาพเขียนที่จัดแสดงใน Exhibition ของมิวเซียมทั้งสองภาพของศิลปินผู้นี้แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างแนวทางศิลปะแบบ Abstractที่เน้นสีสันฉูดฉาดฉีกหนีจากความจำเจของศิลปะแนวเดิมอย่างเห็นได้ชัด

Manolo Millares ศิลปินแนว Abstract ชาวสเปน ดั้งเดิมนั้นเขาเข้าสู่วงการโดยผลิตศิลปะแนว Surrealism แต่หลังปี 1950 เขาก็หันมาให้ความสนใจกับศิลปะแนว Abstract ตามยุคสมัย ต่อมาในปี 1957 เขาได้เข้าร่วมกับ Antonio Saura, Rafael Canogar จัดตั้งกลุ่ม The Step ขึ้นในกรุงมาดริดเมืองหลวงของสเปน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจนในปี 1961 เขาสามารถที่จะจัดแสดงผลงานเดี่ยวที่ Pierre Matisse Gallery นครนิวยอร์กสหรัฐฯ ได้ แม้เขาจะสนใจศิลปะแนว Abstract แต่ผลงานของเขายังคงมีความแตกต่างจากผลงานของ Emilio Vedova อย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากสีสัน และ media เขาเน้นการใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้ผลงานออกแนว 3 มิติ ไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวกัน และไม่ใช้สีที่ฉูดฉาด แต่เน้นการใช้สีเดียวมากกว่า

Alberto Burri จิตรกรและนักประติมากรรมชาวอิตาเลียน เขาเกิดในครอบครัวผู้ค้าไวน์ แต่กลับจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Perugia โดยมีความเชี่ยวชาญทางโรคเขตร้อน เมื่ออิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เขาต้องเข้าประจำการโดยถูกส่งตัวไปลิเบีย ในช่วงสงครามที่เขาอยู่ในค่ายทหารนั้น เขาเริ่มทดลองใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในค่ายสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่าง ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่อิตาลีแพ้สงคราม และเสียหายอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุ่งเรืองและความภาคภูมิใจกับศิลปะยุคเรอเนสซองส์ เขาจึงหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว และเริ่มร่วมกับศิลปินอื่นๆ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาติใหม่โดยจัดตั้งกลุ่มกันขึ้นเพื่อเสนอทฤษฎีใหม่ๆ ในการวางรากฐานศิลปะ ในทศวรรษที่ 1950 ชาวอิตาเลียนและชาวอเมริกันมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นโดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปินกันอย่างสมํ่าเสมอ Burri ได้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อฟื้นฟูประเทศ เช่น ทาสีหรือซ่อมแซมแท่นบูชาที่ถูกทำลายจากสงคราม และยังมีโอกาสได้ทดลองใช้วัสดุแปลกๆ เช่นผ้าป่านหยาบ ซึ่งหาได้ง่ายในค่ายทหารมาสร้างสรรค์ผลงานแนวใหม่ ผลงานในระยะหลังๆ ของเขาที่ใช้ Material หลายชนิดในงานชิ้นเดียวกันนั้นเป็นผลมาจากอิทธิพลของ Enrico Prampolini, ศิลปินแนว Dadaism และ Surrealismส่วนการตั้งชื่อผลงานของเขามักเน้นไปที่การเรียกชื่อวัสดุซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่เขาใช้วัสดุที่ไม่เหมือนศิลปินอื่น และความที่เขามีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดีมาก่อน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานของเขาทุกชิ้นใช้สีเดียว แต่มีความแตกต่างกันทางด้านวัสดุ และวิธีการนำเสนอสมกับเป็นศิลปินแนว Abstract ที่ผู้ชมต้องใช้จินตนาการสูงในการตีความนั่นเอง

 

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum of Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253409

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Cleopatra by Alfonso Balzico

National Museum of Modern Art กรุงโรม หรืออีกชื่อหนึ่ง National Gallery of Modern Art ที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1883 นี้ตั้งอยู่ที่ Palace of Fine Art บนถนน Delle Belle Arti ใกล้กับมิวเซียม Etruscan  มิวเซียมที่ได้รับการออกแบบโดย Cesare Bazzani สถาปนิกชื่อดังแห่งยุคในช่วงเวลานั้น และสร้างเสร็จในปี 1915 ได้รับการต่อขยายอีกในปี 2000 ซึ่งในครั้งหลังนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัท Diener & Diener บริษัทสถาปนิกชื่อดังของสวิสผู้ออกแบบอาคารดัง ๆ ทั้งอาคารพาณิชย์ มิวเซียม และตึกสำคัญ ๆ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วทั้งยุโรป ที่นี่เป็นแหล่งรวมงานประติมากรรมและจิตรกรรมของคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ตอนแรกอาจรู้สึกผิดหวังกับสถาปัตยกรรมภายนอกที่ดูไม่ออกแนว modern เหมือนอย่างชื่อของมิวเซียม แต่นักท่องเที่ยวจะรู้สึกได้ถึงความ modern ทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่อาคาร เพราะนักท่องเที่ยวจะได้พบกับพื้นอาคารที่เป็นเหมือนกระจกแตกขนาดใหญ่อันเป็นที่ตั้งของงานประติมากรรมชิ้นสำคัญที่จัดแสดงของมิวเซียมนี้นั่นคือ Eve After the Sin ของ Antonio Allegretti แค่นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับพื้นกระจกแตกนี้ ก็สามารถที่จะสนุกสนานแล้ว

Eve After the Sin ของ Antonio Allegretti ศิลปินอิตาเลียนผู้ชนะเหรียญทองจาก Accademia Linguistica และศาสตราจารย์ทางด้านงานประติมากรรมแห่ง Royal Institute of Fine Art กรุงโรมชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความโศกาอาดูรอย่างยิ่งของอีฟมารดาแห่งมวลมนุษยชาติหลังจากถูกพระเจ้าขับไล่ออกจากสรวงสวรรค์เนื่องจากทำบาปจากการกินแอปเปิ้ลเพราะความไม่เชื่อฟัง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าท่วงท่าและสีหน้าท่าทางของนางแสดงให้เห็นถึงความระทมขมขื่นระคนสิ้นหวังอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากการที่นางไม่สามารถทราบได้ว่านับจากนี้ชีวิตจะแปรผันเป็นเช่นใดจากที่เคยสุขสบายในสรวงสวรรค์ที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพ นอกจากงานชิ้นนี้แล้ว งานเด่นอีกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันก็คือ Fabiola หรือ Saint Fabiola นักบุญหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพยาบาลมาก่อน แต่ละทุกสิ่งทุกอย่างทางโลกเพื่ออุทิศตนเข้าสู่ศาสนจักร ผลงานประติมากรรมของหญิงสาวที่สวมชุดดูกรุยกรายเปิดไหล่ข้างหนึ่งในท่านั่งครุ่นคิดนี้สะท้อนให้เห็นความทันสมัยที่มากขึ้นจากงานในยุคเก่า ๆ ค่อนข้างมาก


Cleopatra another view

นอกจาก Eve after the Sin แล้วในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Cleopatra ของ Alfonso Balzico ศิลปินชาวอิตาลีแห่งยุค Romanticism ผู้ได้รับเหรียญรางวัลมากมายจากผลงานของตัวเองนี้เป็นหนึ่งในงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุคของอิตาลี ผลงานชิ้นนี้ ของเขาสามารถแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของ Cleopatra ที่ถูกบรรยายไว้ในหนังสือทั้งของ Antonio Spinosa และ William Shakespeare ได้เป็นอย่างแจ่มชัดไปพร้อมกันนั่นคือ ณ ชายแดนที่มีความผิดแผกระหว่างความโปร่งใสและไร้ห้วงเวลาของท้องน้ำที่กว้างใหญ่ และความร้อนแรงของเปลวไฟ กลับมีอรุณีนางหนึ่งซึ่งผิวอ่อนละมุนเนียนนุ่มดุดทองคำ มีผมสลวยสวยงามสีเหลืองทอง และถันอันเต่งตึงที่สามารถจะสั่นสะท้านโลกทั้งโลกได้ เธอคือราชินีแห่งอียิปต์ที่มีเสน่ห์อันจะหาใครมาต้านทานได้ มีบุคลิกที่แสนจะทรงอำนาจ จนทำให้ทุกท่วงท่าของนางสะกดผู้คนให้ตกอยู่ในมนต์เสน่ห์นี้เอง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานประติมากรรมนี้จะเห็นว่าศิลปินสามารถที่จะประดิษฐ์ชิ้นงานที่เมื่อนักท่องเที่ยวเห็นปุ๊บก็สามารถคาดเดาได้โดยไม่ต้องดูชื่อว่า งานชิ้นนี้ก็คือ Cleopatra อันเลื่องชื่อของเช็คสเปียร์นั่นเอง


Cleopatra detail


Cleopatra detail


Eve after the Sin by Antonio Allegretti


Eve after the Sin detail1


National Gallery of Modern Art กรุงโรม


Fabiola2


Fabiola

แหวกฟ้าหาฝัน : Vatican Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252434

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Sleeping Ariadne

การเยือนมิวเซียม Vatican นั้นนักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวมากสักหน่อย เนื่องจากมิวเซียมนี้มีถึง 24 ส่วน และมีของสะสมที่สามารถนำมาเรียงกันได้ถึง 9 ไมล์ นักท่องเที่ยวจึงควรมาแต่เช้า เผื่อเวลาสำหรับการเยี่ยมเยือนมิวเซียมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จองซื้อตั๋วมาก่อนเพื่อไม่ต้องเข้าคิวที่ยาวมาก และวางแผนด้วยว่า ต้องการเยี่ยมชมผลงานศิลปะแนวใดเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อรรถรสสูงสุดในการชมงานไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวต้องดูให้ได้มีหลายส่วน เช่น 1.บันไดวน ทันทีที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่มิวเซียมนักท่องเที่ยวจะได้พบกับบันไดวนที่ทำจากหินเป็นรูปเกลียวสองชั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของ DNA บันไดวนที่ออกแบบโดย Guiseppe Momo นี้ถือเป็นบันไดวนที่ได้รับการถ่ายภาพมากที่สุดในโลก 2.Raphael Rooms ห้องโถงใหญ่ด้านหน้าทางเข้าที่มีมนต์สามารถสะกดนักท่องเที่ยวให้ตะลึงงันในความงดงามได้อย่างเหลือเชื่อนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ประทับของท่านสันตะปาปา แต่เป็นส่วนที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชม ห้องนี้มีภาพเขียนปูนเปียกที่สำคัญของไมเคิลแองเจโล และราฟาเอล ตกแต่งอยู่ 3.บัลลังก์ของสันตะปาปา บัลลังก์ที่ทำจากหินอ่อนสีแดงของท่านสันตะปาปานี้เดิมตั้งอยู่ที่ Basilica di San Giovanni ใน Laterano นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับหินอ่อน

Statue-Augustus

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจงานประติมากรรมควรเข้าชมส่วน Gallery of theStatues ที่จัดแสดง Sleeping Ariadne ผลงานที่ลอกเลียนแบบมาจากงานในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ประติมากรรมอันเป็นงานสะสมของพระสันตะปาปา Julius II นี้เดิมตั้งอยู่ที่สนามส่วน Belvedere นักท่องเที่ยวที่แม้ไม่ชำนาญด้านศิลปะก็สามารถทราบได้ว่าเหตุใดงานชิ้นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก หากได้มีโอกาสดื่มด่ำกับความประณีตบรรจงของเสื้อและผ้าคลุมของผู้หญิงกึ่งนั่งกึ่งนอนในชุดผ้าคลุมที่เปิดถันข้างหนึ่งของงานประติมากรรมชิ้นนี้

Museum ที่เก็บงานประติมากรรมเด่นๆอีกแห่งคือ Museum Chiaramonti ซึ่งตั้งชื่อตามนามสกุลของพระสันตะปาปา Pius VII ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสันตะปาปา ผลงานชิ้นเด่นของมิวเซียมนี้คือ Augustus จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน นอกจากนี้ในมิวเซียมแห่งนี้ยังมี Galeria Lapidaria ห้องที่จัดแสดงโต๊ะหินและหลักศิลาจารึกที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยน่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าเยี่ยมเยือนได้เองตามปกติ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเท่านั้น

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอียิปต์ ในวาติกันมิวเซียมแห่งก็มีส่วน Egyptian Museum ที่ถือกำเนิดจากพระสันตะปาปา Gregory XVI ด้วย ของสะสมเกี่ยวกับอียิปต์ในมิวเซียมแห่งนี้มีอยู่มากมายโดยเฉพาะโลงศพและโมเสกที่วิจิตรตระการตาไม่แพ้ที่อื่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานภาพเขียนโดยเฉพาะภาพเหมือน ก็ควรเยี่ยมชม Vatican Historic Museum ด้วย เพราะที่นี่เป็นมิวเซียมที่เก็บสะสมภาพเหมือนของสันตะปาปาทุกพระองค์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 รวมทั้งพาหนะของพระสันตะปาปาและคาร์ดินัลอีกต่างหากด้วย

Stair case

ผลงานของ Michelangelo

ผลงานของ Raphael

โมเสก

หลังคา Fresco

ส่วนของ Eygpt

แหวกฟ้าหาฝัน : ว่าด้วยเรื่องทางเข้า Vatican Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251489

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวอิตาลีและเข้าโรม สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่เป็น the must ต้องไปให้ได้ก็คือ Vatican Museum ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงเป็นมิวเซียมที่ใหญ่อันดับหกของโลกและอันดับหนึ่งของกรุงโรมแล้ว ที่นี่ยังอยู่ในเขตปกครองพิเศษหรือนครอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคาทอลิกทั่วโลกด้วยที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวคริสต์นิกายคาทอลิกต้องมาให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับที่ชาวมุสลิมต้องไปเมกะให้ได้อย่างไรอย่างนั้น แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการเที่ยวมิวเซียมนี้ก็คือ เข้าผ่านทาง Sistine Chapel โดยนักท่องเที่ยวควรเข้ามหาวิหาร St.Peter ก่อน นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามหาวิหารนี้ควรต้องไปให้ถึงมหาวิหารแต่เช้า เพราะคิวจะยาวมาก และกว่าจะออกจากมหาวิหารมาเยี่ยมชมมิวเซียมขนาดใหญ่นี้ได้ก็ต้องใช้เวลานานมากอีกเช่นกัน

Creation of Adam

หลังจากชื่นชมภายนอกและภายในของมหาวิหาร St.Peter มหาวิหารที่สำคัญที่สุดของคริสตศาสนิกชนแล้ว นักท่องเที่ยวจะผ่านเข้าไปยัง Sistine Chapel เพื่อชื่นชมภาพ Fresco ที่สำคัญที่สุดของ Michel Angeloที่เขียนไว้บนหลังคานั่นคือ Creation of Adam ภาพที่พระเจ้าใช้นิ้วแตะกับ Adam อันถือเป็นจุดกำเนิดของมวลมนุษยชาติตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ชาวคริสต์ อิสลาม และยิวเชื่อกันทั่วโลก ภาพนี้แค่ภาพเดียวก็ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทุกศาสนาจากทุกมุมโลกมาตั้งแถวเข้าคิวรอได้แล้ว ทั้งนี้เพราะภาพนี้ศิลปินใช้เวลาวาดด้วยท่าพิสดารนั่นคือ ห้อยหัวอยู่นานถึง 4 ปี นอกจากภาพนี้แล้ว ในห้อง Sistine Chapel ยังมีภาพสำคัญอีกภาพของศิลปินคนเดียวกันนั่นคือ The Last Judgement ด้วย ยิ่งกว่านั้น ห้องนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับชาวคาทอลิก เพราะห้องนี้เป็นห้องกำเนิดสันตะปาปาทุกพระองค์ ก่อนที่สันตะปาปาจะได้รับการคัดเลือก ผู้ทำหน้าที่คัดเลือก นั่นคือ คาดินัลที่ถูกมอบหมายจะมาประชุมกันในห้องเพื่อคัดเลือก และจะออกจากห้องไม่ได้จนกว่าจะได้สันตะปาปาไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานกี่วันก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีนี้ก็มีการคัดเลือกไปแล้วถึง 2 ครั้ง

Creation of Adam detail

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยี่ยมชมห้องนี้ จะพบว่า ผู้คนแออัดยัดทะนานมากลื่นไหลโดยถูกผลักไสให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ก็สามารถชื่นชมได้อย่างเต็มอิ่มและสามารถปลาบปลื้มได้อย่างแน่นอน เรียกว่าคุ้มค่ากับการเสียเวลามาเข้าคิว หลังจากที่นักท่องเที่ยวชื่นชมห้องสวดมนต์นี้เสร็จ จะผ่านออกทางประตูเข้าสู่วาติกันมิวเซียมได้ หรืออาจเดินออกไปข้างนอกได้เลย แล้วแต่จะเลือก อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มาก หรือเคยชื่นชมภาพเขียนFresco ของศิลปิน Michelangelo แล้วอาจเลือกเข้าคิวที่ยาวอีกเช่นกันเข้ามิวเซียมตรงๆ ได้เลย

วาติกันมิวเซียมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการที่พระสันตะปาปาจูเลียตที่สองซื้อรูปปั้น Laocoon and His son จาก Santa Maria Maggiore เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16นั้น เป็นมิวเซียมที่มีผลงานศิลปะจำนวนมาก เพราะสันตะปาปาทุกพระองค์นับจากนั้นมาก็เริ่มสะสมงานศิลปะต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม และนำผลงานศิลปะประเภทต่างๆ ซึ่งเคยเป็นของส่วนพระองค์ออกมาให้สาธารณชนชื่นชมด้วยเพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ศิลป์ และศิลปวัฒนธรรม ส่วนของมิวเซียมที่นักท่องเที่ยวเข้าชมในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยกลุ่มของมิวเซียมและห้องภาพที่ถือกำเนิดโดยสันตะปาปาหลายพระองค์ เช่น Pio-Clementine Museum เป็นส่วนของมิวเซียมที่ถือกำเนิดจากสันตะปาปา Clement XIV และสันตะปาปา Pius VI เป็นต้น

Laocoon and His Son

Last Judgement

Vatican Museum

มหาวิหาร St.Peter

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพเด่นใน PalazzoBarberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250008

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ขามิวเซียมหรือห้องภาพเวลาไปเยี่ยมเยือนห้องภาพใด มักสนใจแต่ภาพเด่นของห้องภาพหรือมิวเซียม ส่วนภาพอื่นๆก็ดูไปงั้นๆ หรือบางคนอาจไม่ดู และเลือกนั่งรอในห้องอาหาร หรือเล่นเนตเลยด้วยซํ้า ภาพเด่นของ National Gallery of Ancient Art แม้จะมีไม่มาก แต่ภาพเหล่านี้ก็สวยงามสมกับเป็นผลงาน masterpiece ของศิลปินเลยทีเดียว เช่น Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพที่เป็นของ Monte di Piet และถูกบริจาคมาให้กับรัฐในปี 1907 นี้เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจากงาน ของ Leonardo da Vinci และ Filippo Lippiผู้ชมจะเห็นว่าแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ศิลปินก็สามารถรังสรรค์งานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนผมและเสื้อผ้าซึ่งเนียนราวกับภาพถ่าย

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio หรือ Titian ศิลปินอิตาลีที่สำคัญที่สุดของ Venetian School ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าชาร์ลที่ห้าเพื่อเก็บไว้ในกรุงปราก และถูกปล้นไปเก็บไว้ในสวีเดนในสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolfus ก่อนตกทอดมาถึงพระราชินี  Christina of Sweden ซึ่งถือมากรุงโรมเมื่อพระองค์สละราชย์จนขายไปอีกหลายทอดจากรัชทายาทของพระองค์จนมาถึงรัฐบาลโรมในที่สุดนี้ แม้จะใช้สีน้อย แต่ศิลปินก็สร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของศิลปินอยู่ในระดับ masterpiece สังเกตได้จาก เสื้อรายละเอียดของเสื้อผ้าของ Adonis และสายตาของทั้ง Venus และ Adonis ที่บ่งบอกถึงความรักของทั้งคู่ได้โดยไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ

Sleeping Putto ของ Guido Reni ศิลปินอิตาลียุคบาโรกภาพที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Collection of Barberiniในเดือนมกราคมปี 1629 นี้เป็นผลงานภาพปูนเปียกที่ตระกูลBarberini ต้องการตกแต่ง Cappella Paolina ใน S.Maria Maggiore นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพเด็กนอนหลับอย่างมีความสุขนี้ดูไม่ต่างจากภาพถ่ายเลยอันแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสมกับเป็นหนึ่งใน masterpieceของศิลปินเลยทีเดียว

Judith and Holofernes ของ Francesco Furini

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio ศิลปินอิตาลีต้นตำรับ Caravaggism ภาพจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ Judith ช่วยชนชาติของตัวด้วยการทำให้ Holofernes เมาและตัดคอเขาเสียนี้ศิลปินต้องการแสดงให้เห็นถึงความดีชนะความเลวอย่างแจ้งชัดโดยตัวภาพเน้นให้เห็นถึงสีหน้าและเสียงกรีดร้องของ Holofernes ที่หวาดกลัวระคนขึ้งเครียด สังเกตจากกล้ามเนื้อที่หดเกร็งของแขนทั้งสองผู้ชมที่ไปดูภาพจริงนี้จะสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้ไม่ยากเย็นเพราะเขาสามารถเขียนให้ภาพแสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากความเป็นสู่ความตายได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตจากนัยน์ตาเหลือกโผนของ Holofernes อันแสดงว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แต่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง มือที่กำผ้าปูที่นอนแน่น และเสียงกรีดร้องอันเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเขามีชีวิตอยู่ซึ่งน่าจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติจากระบบประสาทมากกว่า นอกจากนั้นในห้องภาพแห่งนี้ยังมีภาพ Judith and Holofernes จาก Francesco Furini ศิลปินอิตาลียุคบาโรกอื่นให้เปรียบเทียบด้วย นักท่องเที่ยวจะพบว่าภาพชื่อเดียวกันนี้ของ Furini ให้บรรยากาศที่อ่อนนุ่มกว่า และไม่เร้าใจเท่า

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

นอกจากภาพข้างต้นแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนมิวเซียมนี้ส่วนหนึ่งคงต้องการมาดูผลงานเด่นที่สุดของห้องภาพนั่นคือ The Fornarina ของ Raphael Sanzio ศิลปินและสถาปนิกอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพคนรักของ Raphael ที่ถูกครอบครองโดยตระกูล Barberini นี้อาจเป็นภาพของ Margherita Luti บุตรสาวของ Francesco Senese ซึ่งย้ายเข้าไปอยู่ใน convent หลังจากที่ศิลปินเสียชีวิต  ภาพที่ศิลปินเขียนในปีสุดท้ายของชีวิตนี้ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงมากโดยเฉพาะแววตา และผืนผ้าที่ Fornarinaใช้ปกปิดส่วนกลางของร่างกาย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาภาพของจริงนี้คงรู้สึกว่าคุ้มแล้วที่ได้เสียเงินมาเยือนห้องภาพแห่งนี้ (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo

Sleeping Putto ของ Guido Reni

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249108

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne

ใน National Gallery of Ancient Art กรุงโรม ยังมีภาพจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกหลายภาพ เช่น The Raising of Lazarus ของ MattiaPreti ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์จอห์น 11: 1-44 ที่พระเยซูทำอัศจรรย์เพื่อให้ Lazarus of Bethany ฟื้นคืนชีพหลังจากที่เขาถูกฝังไปแล้วนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ศิลปินนิยมนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานี้ไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติกับพระองค์แล้วยังเป็นตอนหนึ่งที่ศิลปินสามารถใช้จินตนาการได้อย่างหลากหลายด้วย ภาพการฟื้นคืนชีพของ Lazarus นี้เป็นผลงานที่ศิลปินสามารถผสมผสานแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์และนาโปลีได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แสงและเงาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความขลัง ผู้ชมที่เห็นผลงานของจริงจะสามารถเห็นถึงรัศมีที่แผ่ออกจากนิ้วดัชนีของพระเยซูและรอบๆ เศียรเลยทีเดียว

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne detail

Christ Driving the Money Changerout of the Temple ของ Valentin deBoulogne ศิลปินฝรั่งเศสแนว Tenebrism เรื่องราวตอนนี้เกิดขึ้นในเยรูซาเลมเมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในวิหารและเห็นพ่อค้ามาขายสัตว์เพื่อให้ชาวบ้านนำมาบูชายัญ พระองค์ทรงพิโรธมากจึงขับไล่พ่อค้าเหล่านี้ไป และกล่าวว่า  มีพระวจนะเขียนไว้ว่า “นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน” แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น “ถ้ำของพวกโจร” ดั้งเดิมนั้นภาพเขียนนี้ของศิลปินเคยอยู่ในของสะสมของราชวงศ์สเปน แต่ในช่วงที่นโปเลียนเรืองอำนาจก็ปล้นสเปนมาเป็นของตัว หลังจากนั้นภาพเขียนนี้ก็ถูกเปลี่ยนมืออีกหลายครั้งจนมาอยู่ที่ National Gallery of Ancient Artในปี 1895  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของงานแนว Tenebrism อย่างเด่นชัดตรงที่มีการใช้แสงสลับกับเงาขับเน้นความรุนแรงของเรื่องราวจากตัวละครในภาพ

Samson and Delilah ของ Mathias Stom

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne ศิลปินชาวฝรั่งเศสแนว Tenebrism ฉากที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของกษัตริย์โซโลมอน บุตรดาวิด ในการตัดสินคดีหญิงสองคนแย่งลูกคนเดียวกันนี้เป็นฉากที่แสดงการยกย่องกษัตริย์โซโลมอนอย่างมาก ในตอนนี้เมื่อมีหญิงสองคนมาให้พระองค์ตัดสินว่าทารกที่รอดตายเป็นของใคร พระองค์จึงสั่งให้ทหารนำดาบมาเพื่อแบ่งเด็กให้หญิงทั้งสองคนละครึ่ง เมื่อหญิงคนหนึ่งร้องว่า อย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กให้อีกคนเถอะส่วนอีกคนร้องว่า ให้พระองค์แบ่งเด็กไปเลยเด็กจะได้ไม่ต้องเป็นของทั้งเธอและหญิงคนแรก พระองค์จึงตัดสินให้หญิงที่เป็นคนร้องคนแรกโดยให้เหตุผลว่าเพราะเธอเป็นแม่เด็กจึงไม่อยากให้เด็กตาย เรื่องราวที่แสดงความปราดเปรื่องนี้ส่งผลให้พระนามของกษัตริย์โซโลมอน กระเดื่องไปทั่วอิสราเอล แม้ผลงานชิ้นนี้จะมาจากศิลปินคนเดียวกัน และใช้เทคนิคใกล้เคียงกันในการวาดทั้งสองภาพ นั่นคือ ใช้แสงเป็นตัวสร้างความโดดเด่นให้กับตัวละคร แต่เขากลับสามารถที่จะใช้ภาพสื่อถึงความยุติธรรมและความปราดเปรื่องของกษัตริย์โซโลมอนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ศิลปินคนเดียวกันยังมีภาพฮิตในพระคัมภีร์จัดแสดงในห้องภาพนี้ด้วยคือ The Last Supper

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne

Samson and Delilah ของ Mathias Stomศิลปินชาวดัทช์แนว Caravaggism เรื่องราวในตอนนี้ของพระคัมภีร์กล่าวถึงแซมซั่น บุตรของสามีภรรยาชาวอิสราเอลที่ถือกำเนิดตามคำทำนายของนางฟ้า แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรับใช้ชาติ อุทิศตัวให้กับพระผู้เป็นเจ้าและห้ามตัดผม แซมซั่นเป็นชายหนุ่มที่มีพละกำลังมาก เริ่มทะนงตนและผิดสัญญาด้วยการไม่ดำรงตนอย่างบริสุทธิ์ ชอบเที่ยวโสเภณี แต่เขายังไม่ผิดสัญญาในเรื่องไม่ตัดผม เขาจึงยังคงแข็งแรง แต่เมื่อเขาติดผู้หญิงโสเภณีที่มีนามว่า Delilah ที่ได้รับสินบนมาให้หลอกถามเขาว่าอะไรคือความลับของความแข็งแรง เขาก็สารภาพกับนางและถูกตัดผมจนหมดกำลังในที่สุด ศิลปินเขียนให้ Delilah ถือกรรไกรและแซมซั่นดูหมดแรงซึ่งสามารถบอกถึงเรื่องราวตามพระคัมภีร์ได้ในฉากเดียวอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Caravaggio อย่างเด่นชัด สังเกตได้จากการให้แสง แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของตัวเองตรงที่ศิลปินชอบจัดวางองค์ประกอบของภาพแบบสามเหลี่ยมและให้จุดเด่นอยู่ตรงฐานเหมือนอย่างตัวแซมซั่นในภาพ

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Palazzo Barberini ไม่เพียงจะได้ชมพระราชวังอันสวยงาม ยังได้มีโอกาสชมภาพเขียนจากพระคัมภีร์จนจุใจอันน่าจะทำให้รู้สึกคุ้มค่าและอิ่มเอได้ไม่น้อยทีเดียว  (ภาพจาก Guidethe National Gallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

The Last Supper

The Last Supper detail

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti detai

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248275

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นอกจากภาพ Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi, Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti และ The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi แล้ว ใน National Gallery of Ancient Art ยังมีภาพอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรอีกหลายภาพ เช่น Saul Attacking David ของ Giovan Francesco Barbieri หรือ Il Guercino ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพที่ถูกเขียนขึ้นพร้อมกับ Samson showing his hair ตามคำบัญชาของ Cardinal Falconieri นี้ ถูกส่งต่อมาอยู่ที่ Papal Residence ในปี 1787 ภาพกษัตริย์ซาอูลกำลังจะทำร้ายดาวิดซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระองค์เริ่มไม่ไว้ใจดาวิดซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่ทหารใกล้ชิดที่ทำหน้าที่เล่นดนตรีนี้ได้ถูกส่งต่อเป็นทอดๆ จนมาถึง Palazzo Barberini ในปี 1994  ภาพกษัตริย์ซาอูลกำลังเงื้ออาวุธเพื่อจะทำร้ายดาวิดนี้มีการจัดวางองค์ประกอบของภาพเหมือนอย่างผลงานประติมากรรมหรือฉากในโรงละครอันสะท้อนให้เห็นว่าศิลปินสร้างสรรค์งานแนวบาโรกเข้ากับงานแนวคลาสิกได้อย่างกลมกลืนสมกับเป็นหนึ่งใน Masterpiece ของเขา

Sacrifice of Isaac ของ Orazio Riminaldi ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพนี้มาจากฉากสะเทือนใจที่สุดฉากหนึ่งในพระคัมภีร์ตอนที่อับราฮัมต้องฆ่าบุตรชาย Isaac เพื่อบูชายัญให้กับพระเจ้าตามพระบัญชาของพระองค์  การที่อับราฮัมเป็นผู้ที่รักพระเจ้ามาก เขาไม่เคยขัดคำสั่งเลย แม้การฆ่าลูกชายจะทำร้ายจิตใจของเขามากก็ตาม แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเชื่อฟังอยู่ดี แต่ในที่สุดพระองค์ก็ส่งทูตสวรรค์มาห้ามไม่ให้ฆ่าบุตรชายและส่งแกะมาให้บูชายัญแทน แม้ศิลปินจะจับเอาฉากตอนที่ทูตสวรรค์กำลังห้ามอับราฮัมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นมากที่สุดมารังสรรค์ผลงาน แต่เขาก็สามารถใช้แนวทางศิลปะ 2 แบบได้อย่างกลมกลืน สังเกตจากการจัดวางองค์ประกอบของภาพตามแนวทางศิลปะแบบ Caravaggism และสีหน้าท่าทางของตัวละครที่ดูค่อนข้างอ่อนโยนตามแนวทางศิลปะแบบบาโรก

Rest on the Flight into Egypt ของ Angelo Caroselli ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ภาพนี้ก็มาจากอีกฉากสำคัญในพระคัมภีร์ตอนที่ทูตสวรรค์มาบอกให้โจเซฟพามารีพระมารดาของพระเยซูหนีไปอยู่อียิปต์หลังจากที่มารีเพิ่งคลอดพระบุตร ผลงานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลมาจาก ทั้ง Venetian School และ Nicolas Poussin ศิลปินชั้นนำยุคบาโรกชาวฝรั่งเศสซึ่งแตกต่างจากผลงานศิลปินชาวอิตาลีทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด  ผู้ชมที่เคยเห็นผลงานของ Poussin จะพบว่า การจัดวางองค์ประกอบของภาพและสีหน้าท่าทางของตัวละครแต่ละตัวในภาพละม้ายกับผลงานของ Poussin อย่างมากโดยเฉพาะอย่างหน้าตาของตัวละคร

The Flight into Egypt ของ G. Andrea Ansaldo ศิลปินอิตาลี Flemish School ภาพที่ถูกเขียนขึ้นจากเหตุการณ์เดียวกันกับภาพด้านบนนี้กลับมีการจัดวางองค์ประกอบของภาพต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  แม้ภาพจะถูกวาดตั้งแต่ปี 1638 และนางมารีใส่ชุดเหมือนชาวอียิปต์ แต่การที่นางปล่อยผมยาวและใส่หมวกปีกกว้างทำให้ภาพดูทันสมัยราวกับเพิ่งเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้เอง

Cain and Abel ของ Pietro Novelli ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ฉากที่ศิลปินจับเอาฉากหลังจากที่เคนเพิ่งฆ่าอาเบลน้องชายและวิ่งหนี แต่พระเจ้าเรียกเขาและถามเขาถึงน้องชายว่าอยู่ไหนนี่เป็นฉากที่มีศิลปินวาดไว้ใน Barberini collection ถึง 4 ภาพ ผู้ชมจะเห็นว่าศิลปินได้รับอิทธิพลจากทั้ง Caravaggism และ Bolognese อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะการจัดวางองค์ประกอบของภาพที่ดูโหดเหี้ยม และเหมือนจริงเสมือนฉากหนึ่งในละครเลยทีเดียว  (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247400

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi

นักท่องเที่ยวที่เพิ่งเข้ามิวเซียมใหม่ๆ คงสงสัยว่า ทำไมมิวเซียมหรือห้องภาพที่จัดแสดงภาพรุ่นเก่าถึงมีแต่ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปพระนางมารีอุ้มพระบุตร ภาพ The Holy Family และภาพที่มีชื่อซํ้าๆ อีกหลายชื่อ ทั้งนี้เพราะในสมัยโบราณผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งมากพอที่จะสั่งหรือจ้างวาดภาพได้มีแต่กษัตริย์ ขุนนางระดับสูงและศาสนจักรเท่านั้น  ภาพส่วนใหญ่ที่ศิลปินเขียนจึงมักเป็นไปเพื่อการตกแต่งโบสถ์เป็นส่วนใหญ่ เรื่องราวที่ใช้ในการเขียนจึงมักเป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งนั้น  นักท่องเที่ยวที่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์จะได้เปรียบคนที่ไม่มีความรู้หน่อยตรงที่สามารถดูภาพได้อย่างสนุกสนานกว่า แต่ผู้ที่ไม่มีความรู้เลยก็สามารถที่จะถือโอกาสหาความรู้จากการดูภาพได้เช่นกัน

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi detail

National Gallery of Ancient Art ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่เก็บสะสมภาพรุ่นเก่าจึงมีภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมากมาย เช่น Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ แมนเนอริส ภาพที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับทางเดินในโบสถ์ Santa Maria in Vado นี้ถูกนำมาโรมครั้งแรกเพื่อถวายแด่พระสันตะปาปาในปี 1598 ผู้ชมจะเห็นว่า ภาพพระบุตรลอยขึ้นบนฟ้ากลับสู่สวรรค์อันเป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระองค์ฟื้นคืนชีพแล้ว 40 วันนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวทางการเขียนภาพของRaphael อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าและการให้สี

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti หรือ Tintorettoศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพนี้เป็นตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างหลากหลาย พระคัมภีร์ตอนนี้มาจากจอห์น 53:8-11 ที่พระเยซูใช้นิ้วเขียนลงบนพื้นรอบตัวหญิงที่เคยทำความผิดซึ่งปกติมักถูกหินขว้างจนตายว่า ใครผู้ไม่เคยทำผิดสามารถขว้างหินใส่หญิงคนนี้ได้เลย ประชาชนที่มายืนอยู่รอบๆ จึงเดินหนีจากไป นางจึงรอดตายได้โดยพระคุณของพระบุตรด้วยประการฉะนี้ผลงานชิ้นนี้ของศิลปินแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินอย่างมากตั้งแต่สีหน้าท่าทางและเสื้อผ้าของตัวละครแต่ละตัว รวมทั้งการจัดวางองค์ประกอบของภาพจนดูเป็นสามมิติได้อย่างเหลือเชื่อ

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti

The Toilet of Bathsheeba ของ Jacopo Zucchi ศิลปินอิตาลียุคแมนเนอริสซึมภาพนี้เคยถูกยืมไปเบอร์ลินในปี 1908 และถูกเชื่อว่าถูกระเบิดทำลายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว แต่ก็หวนกลับมาสู่ห้องภาพนี้ได้อีกในปี 1998 ภาพที่นางบาชีบาอาบน้ำนี้เป็นภาพในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งที่ศิลปินยุคเรอเนสซองส์นิยมสร้างสรรค์ผลงาน  เรื่องราวส่วนนี้ในพระคัมภีร์เก่ามีว่า กษัตริย์ดาวิดเห็นนางบาชีบาภรรยาของของ Uriah ทหารเอกของพระองค์กำลังอาบน้ำ พระองค์เกิดติดใจเลยสั่งให้ทหารนำนางมาพบพระองค์และหลับนอนด้วย เมื่อนางตั้งครรภ์ กษัตริย์ดาวิดก็ออกอุบายเพื่อฆ่า Uriah ในสงครามและรับเอานางมาเป็นภรรยา พระเจ้าจึงทรงลงโทษกษัตริย์ดาวิดด้วยการอนุญาตให้บุตรคนแรกของพระองค์กับนางบาชีบาเสียชีวิต แต่ยอมให้บุตรคนที่สองเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ โซโลมอน  ผลงานชิ้นนี้ของศิลปินมีการจัดวางองค์ประกอบภาพคล้ายกับละครเวทีโดยท่วงท่าของนางบาชีบาและผู้รับใช้ดูอ่อนช้อยคล้ายกับงานประติมากรรม ส่วนการลงสีที่เรียบเนียนก็สมกับเป็นงานแนวแมนเนอริสต์ต้นแบบ  (ภาพจาก Guide the NationalGallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

Ascension of Virgin ของ Benvenuto Tisi

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti detail2

Christ and the Woman Taken in Adultery ของ Jacopo Robusti detail

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Pieta ใน Palazzo Barberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246507

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลงานของ Annibale Carracci

Pieta หรือ Lamentation of Christ เป็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนที่พระนางมารีอุ้มพระบุตรที่เพิ่งสิ้นพระชนม์จากการตรึงกางเขนอันเป็นฉากหนึ่งจาก Passion of Christ เมื่อศิลปินสร้างสรรค์งานในชื่อ Pieta นั้นมักจะมี 3 ลักษณะ คือ ภาพเศร้าเสียใจของพระนางมารีและอุ้มพระบุตรอยู่ ภาพพระนางมารีที่ถูกดาบแทง (Mater Dolorosa) และ ภาพพระนางมารียืนอยู่ข้างพระบุตรที่ยังถูกตรึงอยู่บนกางเขน   อย่างไรก็ดีภาพ Pieta ที่คนทั่วไปเข้าใจมักเป็นภาพพระนางมารีอุ้มพระบุตรอยู่  ส่วนภาพ Pieta ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคงไม่มีงานชิ้นใดเกิน Pieta งานประติมากรรมชั้นยอดของ Michelangelo ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่คนทั่วโลกไปเข้าคิวชมกัน

ผลงานของ Annibale Carracci detail

ถึงกระนั้นก็ตาม Pieta ก็เป็นหัวข้อที่ศิลปินนิยมสร้างสรรค์  ใน National Gallery of Ancient Art ก็มีภาพเขียนของศิลปินหลายคนในหัวข้อนี้ เช่น ผลงานของผู้ที่ติดตาม Michelangelo ซึ่งอาจเป็น Jacopo dell’ Indaco  ภาพ Pieta ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับผลงานประติมากรรมของ Michelangelo ที่เป็นสีครีมอ่อนคล้ายคลึงกับงานประติมากรรมนี้ใกล้เคียงกันกับผลงานที่ชื่อ Anthroned Virgin with the Infant Christ and Saint John the Baptist และ A Praying Virgin with the Infant Christ and Saint John the Baptist ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในทศวรรษที่ 1490 ผู้ชมจะพบว่าหากดูเฉพาะส่วนของรังสีเหนือศีรษะของทั้งพระนางมารีและพระบุตรอาจรู้สึกว่าผลงานค่อนข้างหยาบ แต่หากสังเกตให้ดีโดยเฉพาะส่วนเท้า รอยพับของผ้า และสายตาของพระนางมารีจะพบว่า ศิลปินเขียนได้อย่างวิจิตรบรรจงมากสมกับเป็นศิษย์ของ Michelangelo จริง ๆ

ผลงานของ Annibale Carracci ศิลปินอิตาลียุคบาโรกชิ้นนี้มาในกรอบไม้ที่เรียกว่า Triptych สามภาพพร้อมกัน  ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินเป็นของ Cardinal Odoardo Farnese และยกให้กับหลานของเขา Duke of Parma ต่อมาผลงานชิ้นนี้มาถึงกรุงโรมจากการแต่งงานระหว่าง Maria และ Vittoria Farnese ลักษณะของ Pieta นี้ค่อนข้างแตกต่างจากผลงานของศิลปินอื่น เนื่องจากพระนางมารีมิได้โอบอุ้มพระบุตรในท่ามาตรฐาน แต่กลับโอบกอดด้านข้าง แต่ความเศร้าโศกที่ปรากฏจากท่าทางและสีหน้ามิได้ดูลดลง ซํ้ายังดูเหมือนมนุษย์ปกติอย่างมากอีกด้วย นอกจากนี้ภาพของ Saint อื่นที่มาพบก็ดูตกใจระคนโศกเศร้าเสมือนหนึ่งปฏิกิริยาของมนุษย์อีกต่างหาก  ผู้ชมจะพบว่าศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีชีวิตชีวาทั้งหน้าตา ท่าทาง และกิริยาของตัวละครทุกตัวล้วนเป็นไปอย่างสมจริงสมกับที่ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น Masterpiece ของเขา

ผลงานของ Annibale Carracci detail2

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ที่มีอีกชื่อหนึ่ง Dead Christ in the arms of the weeping Virgin with two little angels นี้ถูกเขียนขึ้นตามคำบัญชาของ Cardinal Flavio Chigi  แม้สีหน้า แววตาและท่าถือผ้าเช็ดหน้าของพระนางมารีในภาพจะดูไม่เศร้าสร้อยเท่าที่ควร แต่การจัดวางองค์ประกอบของภาพท่าพระศพของพระคริสต์ และเสื้อผ้าของพระนางมารีก็สะท้อนให้เห็นถึงฝีไม้ลายมือของศิลปินที่จัดได้ว่าฉกาจในงานแนวบาโรกอย่างแจ้งชัด

ผลงานของ Massimo Stanzione ศิลปินอิตาลียุคบาโรกชิ้นนี้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นของเขาอันเป็นผลจากการทำความสะอาดภาพเขียน และฟื้นฟูห้องภาพนี้ในปี 1958  ผลงานชิ้นนี้ดูแตกต่างจาก Pieta อื่น ๆ ตรงที่ศิลปินไม่ได้พยายามยัดเยียดบรรยากาศความเศร้าให้กับผู้ชม แต่ต้องการให้ภาพนี้ดูเสมือนฉากหนึ่งในละครที่ตัวละครกำลังรํ่าไห้ให้กับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักจนสร้างความสะเทือนใจและโหยหาได้มากกว่า  ผู้ชมจะเห็นว่า ภาพมารดาที่หัวใจกำลังสลายคุกเข่าลงบรรจงยกมือบุตรชายอันเป็นที่รักที่จากไปขึ้นมาประพรมจูบลาช้าๆท่ามกลางแสงหม่นหมองที่มีฉากหลังเป็นพื้นดำนี้บ่งบอกถึงบรรยากาศของความเศร้าสร้อยอย่างหาที่เปรียบมิได้สมกับเป็นหนึ่งใน masterpiece ของศิลปินอย่างไม่ต้องสงสัย (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Follower of Micheangelo

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia

ผลงานของ Giovan Battista Gaulli or Baciccia detail

ผลงานของ Massimo Stanzione

ผลงานของ Massimo Stanzione detail