แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/265481

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินโรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Rain of Gold

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนั้น นอกจากจะมีผลงานของศิลปินสัญชาติอิตาเลียน ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินโรมด้วย เช่น Enrico Prampolini จิตรกรแนว Futurism หลังจากที่เขาศึกษาด้านศิลปะกับ Dullio Cambellotti ที่ Academy of Fine Arts กรุงโรมแล้ว เขาก็กลายเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะแนว Futurism นอกจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังทำงานร่วมกับ Bino Sanminiatelli เปิดนิตยสารชื่อ Varietas ในมิลาน และร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง Thais ที่กำกับโดย Anton Giulio Bragaglia ภาพยนตร์ที่สะท้อนแนวทางศิลปะแบบ German Expressionism เขายังสร้างโรงภาพยนตร์Futurist Theater Prampolini ด้วยในปี 1927 แม้ผลงาน Mussolini on horseback ที่จัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมจะไม่ใช้สีฉูดฉาดตามแบบ Expressionism นักแต่แนวทางของฝีแปรงและรูปแบบของการสร้างสรรค์สะท้อนความเป็นภาพของอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ และเน้นการใช้สีฟ้าเป็นพื้นอันเป็นสีเอกลักษณ์ของศิลปินได้อย่างลงตัว

Francesco Trombatori เข้าเรียนที่Technical school ก่อนย้ายจากซิซิลีไปยังกรุงโรมเพื่อเข้าเรียน Academy of Fine Arts และ Nude School เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวได้ตั้งแต่อายุยังน้อยโดยจัดแสดงที่ Syracuse ในโรงภาพยนตร์ของเทศบาล หลังจากนั้นเขาได้จัดแสดงผลงานอีกในงาน Second International Exhibition of Roman Secession ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเข้าร่วมรบและกลับมาในสภาพบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการเขียนภาพเหมือนแบบ Photodynamic ภายหลังเขาเข้าร่วมเสวนากับ Giorgio de Chirico และได้จัดแสดงผลงานในงาน Venice Biennale ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงบัวโนสไอเรส สต็อกโฮม หรือออสโล ภาพ Still Life ของเขาใน Gallery of National Modern Art แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาอย่างเด่นชัดทั้งในเรื่องการใช้สี แสงและความเหมือนจริงจนดูราวกับภาพถ่ายอย่างใดอย่างนั้นเลยทีเดียว

Mussolini on horseback

Mario Mafai จิตรกรผู้ร่วมก่อตั้งRoman School ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อเข้าเรียนที่ Free school of the Nude ที่ Accademia di Belle Arti di Roma หลังจากนั้นเขาแต่งงานกับ Antonietta Raphael และร่วมกันก่อตั้งศิลปะแนว Expressionism ที่เรียกว่า Roman School ต่อมาเขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานศิลปะหลายแห่งและได้เปิดห้องภาพของตัวเองด้วยในปี 1927 ซึ่งกลายเป็นแหล่งนัดพบของศิลปินแนว Expressionism ที่สำคัญๆ ของอิตาเลียนในช่วงเวลานั้น

The Head Doll ผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1938 นี้เป็นผลงานในช่วงที่ศิลปินเพิ่งเริ่มเข้าสู่แนวทางศิลปะแบบ Expressionism จึงยังไม่เห็นการแสดงออกถึงสีหน้าท่าทางที่เร้าอารมณ์มากนัก แม้แววตาของตุ๊กตาจะบ่งบอกถึงความตื่นกลัว แต่ฝีแปรงส่วนใหญ่ยังเหลือร่องรอยของงานแนว Impressionism สังเกตได้จากดอกไม้และผ้าปูโต๊ะ Naked on the Couch แม้หญิงเปลือยในภาพจะไม่ได้ถูกเขียนจนเรียบเนียนเหมือนอย่างผลงานในยุคเก่าๆ แต่กลับให้ความรู้สึกวาบหวิวและเหมือนจริงได้ไม่แพ้ภาพนู้ดดังๆ ใดๆ เลยสมเป็น masterpiece ของศิลปินจริงๆ

Naked on the Couch

Fausto Pirandello ศิลปินอิตาเลียนแนว Roman School บุตรของ Luigi Pirandelloนักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเข้าเรียนศิลปะครั้งแรกในกรุงปารีส หลังจากนั้นเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Roman School และสร้างสรรค์ผลงานแนว Realism ที่เน้นความน่าขยะแขยงและช่วงเวลาที่เลวร้ายในชีวิต หลังจากนั้นเขาเปลี่ยนแนวทางศิลปะจากเน้น cubism สู่ Tonalism ซึ่งเป็น Expressionism มากกว่า อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 1950 เขาหันมาฅสร้างสรรค์งานแบบ Cubism อีกครั้งหลังได้รับอิทธิพลจากงานของ Georges Braque และ Pablo Picasso ถึงกระนั้นก็ตาม งานของเขายังคงมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่ได้เหมือนกับงานของ Braque และ Picasso เสียทีเดียว ผลงานของเขาจึงได้รับการจัดแสดงเดี่ยวหลายครั้งในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ The Rain of Goldที่จัดแสดงใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนี้เป็นผลงานที่สร้างสรรค์จากนิยายปรัมปราตอน Danae ตั้งครรภ์จากการเสพสมกับ Zeus เทพแห่งปวงเทพทั้งหลายที่มาในรูปของฝนทอง แทนที่ศิลปินจะสร้างสรรค์งานในที่แจ้ง เขากลับวาดให้ Danae อยู่ในห้องปิดโดยใช้ท่าทางของ Danae ที่ดูเหมือนกับกำลังถูกเสพสมในสภาพของความสับสนวุ่นวายแทนอันเป็นอัตลักษณ์ที่เขาชอบใช้สร้างสรรค์ผลงานนับจากเริ่มต้นชีวิตศิลปิน

Still Life

The Head Doll

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264441

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Pessimism and Optimism

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม นอกจากมีผลงานแนว Futurism ของUmberto Boccini แล้วยังมีผลงานของ Giacomo Balla ศิลปินแนว Futurism ที่โดดเด่นอีกผู้หนึ่งด้วย Giacomo Balla เกิดในตูรินในครอบครัวของช่างถ่ายภาพ ในวัยเด็ก เขาเรียนดนตรี แต่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 9 ปีเขาก็หันมาให้ความสนใจกับการทำธุรกิจถ่ายภาพ และเริ่มสนใจงานจิตรกรรมจนตัดสินใจเข้าเรียนเขียนภาพที่มหาวิทยาลัยตูริน หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ที่โรมและแต่งงานกับ Elisa Marcucci และทำงานเป็นจิตรกรที่วาดภาพเหมือนและผู้วาดภาพประกอบหนังสือ หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานตามเมืองต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น โรม เวนิส มิวนิก เบอร์ลิน เขาก็สอนเทคนิค Division ให้กับ UmbertoBoccioni และ Gino Severini และร่วมกันจัดตั้งศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Futurism รวมทั้งออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าตามแนวทางศิลปะแบบ Futurism ด้วย

ผลงานของ Balla ไม่ว่าจะเป็น The Arrowsof Love Life, Pessimism and Optimism และ Science against obscurantism ล้วนมีความลงตัวในการใช้สีที่ค่อนข้างสดใสโดยเน้นการวาดเป็นเหลี่ยมมุมมากกว่าการวาดที่เหมือนจริงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยและแปลกแยกจากผลงานศิลปินอิตาลีรุ่นเก่าๆ แม้ศิลปินจะตั้งชื่อภาพไว้ แต่ผู้ชมยังคงต้องตีความอย่างหนักหน่วงว่าแท้ที่จริงแล้วศิลปินต้องการสื่ออะไรกันแน่ในแต่ละภาพ


Hector and Andromache

Giorgio de Chirico ศิลปินผู้ก่อตั้งScuola Metafisica ชาวอิตาเลียน เกิดที่เมือง Volosปัจจุบันอยู่ในประเทศกรีซจากมารดาชาวเจนัวร์และบิดาชาวซิซิเลี่ยน หลังจากเรียนศิลปะที่Athens Polytechnic ภายใต้การดูแลของ GeorgiosRoilos จิตรกรชาวกรีซแล้ว เขาก็ย้ายไปอยู่เยอรมันเพื่อเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Arts เมืองมิวนิกกับ Max Klinger หลังจากนั้นเขากลับไปอิตาลีและใช้ชีวิตอยู่ที่มิลานก่อนย้ายไปยังFlorence เพื่อเขียนภาพแรก The Enigma of an Autumn Afternoon ของภาพชุด Metaphysical Town Square หลังจากนั้นเขาย้ายไปอีกหลายเมืองและเขียนภาพในชุดนี้อีกหลายภาพ เช่น The Enigma of the Oracle จนกระทั่งได้จัดแสดงผลงานที่ Salon des Independants จนเป็นที่สนใจของ Pablo Picasso และ Guillaume Apollinaire และยังทำให้เขาได้มีโอกาสขาย The Red Tower ผลงานชิ้นแรกได้ ในครั้งนั้นเองเขาได้เซ็นสัญญากับ Paul Guillume นักขายงานศิลป์ซึ่งกลายเป็นตัวแทนขายของเขาต่อมาอีกหลายปี

ในช่วงสงครามครั้งที่ 1 เขาได้สมัครเข้าเป็นทหาร แต่เนื่องจากเขามีร่างกายอ่อนแอจึงไม่สามารถทำงานภาคสนามได้ จึงถูกส่งตัวไปทำงานที่โรงพยาบาลและพบกับ Carlo Carra และร่วมกันจัดตั้ง Pittura Metafisica ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ผลิตงานจิตรกรรมมากขึ้นและได้จัดแสดงทั่วทั้งยุโรป ผลงานระหว่างปี 1909-19 อันเป็นยุค Metaphysic นั้น เขาเน้นวาดภาพเกี่ยวกับเมืองตามชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีลักษณะมืดทึบเคร่งครึมดูอึดอัด แต่ภายหลังเขาหันมาวาดภาพภายในอาคารมากขึ้นโดยเน้นความผสมผสานแบบหุ่นยนต์แทน


Self Portrait

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1919 เขาได้เขียนบทความชื่อ The Return of Craftsmanship ซึ่งกลายเป็นจุดผกผันที่เขาหวนกลับสู่การเขียนภาพแบบอดีตตามแนวทางของ Raphael และ Signorelli จนดูเหมือนกับทำตัวเป็นศัตรูกับศิลปะรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 1920ผลงานของ Chirico กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินแนว Surrealism และเขาก็ได้รับการเข้าร่วมกลุ่ม Surrealism ในปี 1924 ยิ่งเมื่อเขาแต่งงานและย้ายมาอยู่ปารีสในปีต่อมา ผลงานของเขาก็ออกแนว Surrealism มากขึ้น

ผลงานของ Chirico ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมล้วนอยู่ในช่วงที่เขาปรับแนวทางการเขียนภาพเป็น Surrealism ไม่ว่าจะเป็น The Archeologist, Hector and Andromache หรือ Self Portrait ผู้ชมจะเห็นว่า งานของเขาใช้สีสันสดใสมากขึ้น และรังสรรค์ผลงานแบบเสมือนจริงเพื่อให้ผู้ชมใช้จินตนาการมากขึ้น เช่น การวาดตัวคนที่ไม่มีหน้า การเอาอาคารมาไว้บนตัก แทนที่จะเป็นฉากหลังในArcheologist อีกทั้งยังมีการผสมผสานเสื้อผ้าแบบโบราณเข้ากับงานสมัยใหม่ใน Hector and Andromache เป็นต้น แม้ผลงานแนว Surrealismของเขาจะไม่ได้สุดโต่งเฉกเช่น Salvaldor Dali แต่ก็คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของผลงานแนวนี้ได้อย่างคงเส้นคงวาเลยทีเดียว


The Archeologist


Science against obscurantism


he Arrows of Love Life

แหวกฟ้าหาฝัน : Futurism ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/263306

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Horse, Knight and Block

 

ใน Gallery of National Modern Art แนวทางศิลปะอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมี ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่า Modern Art ไม่ได้ก็คือ Futurism หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว Futurism คืออะไร Futurism คือแนวทางศิลปะและการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในอิตาลีในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20แนวทางศิลปะหรือการเคลื่อนไหวทางสังคมนี้เน้นความรวดเร็ว เทคโนโลยี ความเยาว์วัย ความรุนแรงในการสร้างสรรค์ศิลปะและวัตถุต่างๆ เช่น รถ เครื่องบิน และสินค้าอุตสาหกรรม แม้แนวทางศิลปะนี้จะพบได้ส่วนใหญ่ในอิตาลี แต่ก็ยังพบได้ทวีปยุโรปใกล้เคียง เช่น รัสเซีย อังกฤษ และเบลเยียม ศิลปินจะใช้สื่อกลางหลากหลายชนิดในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม งานออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หัตถกรรมพื้นบ้าน ภาพยนตร์ แฟชั่น เสื้อผ้า วรรณกรรมและดนตรี การรวมตัวกันของศิลปินอิตาเลียนเกิดขึ้นจากการที่พวกเขาต้องการฉีกหนีตัวเองออกจากศิลปะดั้งเดิมของอิตาลีที่เน้นความมีระเบียบและความอ่อนโยนเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นความรวดเร็วและความเฉียบพลัน เมื่อมิวเซียมต้องมีผลงานแนว Futurism ผลงานที่จำเป็นต้องมีไม่งั้นเรียกว่าไม่ครบเครื่องก็คือ ผลงานของ Umberto Boccioni จิตรกรและนักประติมากรรมผู้แผ้วทางศิลปะแนว Futurism ชาวอิตาเลียนนั่นเอง

Umberto Boccini เกิดในปี 1882 ทางตอนเหนือของอิตาลี เขารํ่าเรียนแถวบ้านเกิดจนกระทั่งอายุ 15 ปีจึงย้ายตามบิดาที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยไปอยู่ Sicily เกาะทางใต้ของอิตาลี ก่อนจะย้ายไปอยู่โรมในปี 1989 เพื่อเข้าเรียนศิลปะที่ Accdemia di Belle Arti di Roma หลังจากนั้นเขาก็ได้รํ่าเรียนศิลปะกับ Giacomo Balla จิตรกรที่เน้น Division เทคนิค แล้วย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อเรียนแนวทางศิลปะแบบ Impressionism และ Post Impressionism หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่มิลานและได้พบกับ Gaetano Previati และได้ร่วมกันเขียน Manifesto of Futurism หรือแถลงการณ์เกี่ยวกับแนวทางศิลปะแบบ Futurism ขึ้นในปี 1910 หลังจากนั้นเขาได้สร้างสรรค์ผลงานแนว Futurism ออกมาจำนวนมาก ก่อนที่จะสมัครไปเป็นทหารเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเสียชีวิตลงจากการตกม้าขณะซ้อมรบในปี 1916

Horse, Knight and Block เป็นผลงานที่สะท้อนถึงสัมพันธภาพระหว่างสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์ผลงานโดยการใช้รูปทรงเหลี่ยมและโค้งแบบเบลอทำให้ผู้ชมต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการวิเคราะห์ว่าศิลปินต้องการสื่ออะไรกันแน่ ภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ดีภาพหนึ่งของศิลปะตามแนวทางFuturism ที่เน้นจินตนภาพมากกว่าความเหมือนจริง

Synthetic Plastic

Synthetic Plastic ภาพผู้หญิงวัยกลางคน
นั่งพักบนเก้าอี้ราวกับคนหมดแรงนี้เป็นภาพที่ศิลปินเขียนขึ้นจากแรงบันดาลจากผลงานของ Cezanne สังเกตได้จากการใช้สีเขียวเป็นพื้น และการใช้ฝีแปรงแบบมีระเบียบเรียบร้อยเอกลักษณ์เฉพาะของ Cezanne

 Portrait of Ferruccio Busoni 

ส่วน Portrait of Ferruccio Busoni นักดนตรีผู้คุ้นเคยกับศิลปินนั้น เป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของศิลปิน แต่ก็เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Cezanne ต่องานของเขาได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากการใช้สีเขียวเป็นพื้นอีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาพนี้กลับมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจาก Synthetic Plastic ตรงที่เขาใช้ฝีแปรงแบบเบลอๆ ราวกับสีนํ้า ซึ่งเป็นแนวทางการวาดภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งแตกต่างจาก Cezanne อย่างชัดแจ้ง

AntiGraceful

นอกจากศิลปินจะมีความสามารถทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังสร้างสรรค์งานประติมากรรมที่มีความโดดเด่นได้อีกด้วย เช่น AntiGraceful งานประติมากรรมรูปหน้าชายวัยกลางคนที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ปิดด้วยแผ่นทองแดงที่เลียนแบบการแกะสลักทองแดงนี้เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของงานแนว Futurism ที่ไม่เน้นความเนียนของชิ้นงาน แต่เน้นความแปลกแยกที่ฉีกจากศิลปะรุ่นเก่าอย่างแจ้งชัด แต่ยังคงความสวยงามของการเป็นงานศิลปะได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionist ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/262109

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 After Bathing

ขึ้นชื่อว่า Gallery of National Modern Art แล้ว ผลงานของศิลปินแนวหนึ่งที่ต้องมีไม่เช่นนั้นไม่สามารถเรียกว่า Modern Art ได้นั่นคือImpressionism มิวเซียมแนว ModernArt กรุงโรมก็เช่นกัน ผลงานของศิลปินที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นที่มิวเซียมนำมาจัดแสดงก็คือ Edgar Degas เจ้าพ่อบัลเลต์แห่งยุค Impressionism เขาเกิดณ กรุงปารีสในครอบครัวผู้มีอันจะกินเขาเรียนศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก และเปลี่ยนห้องนอนตัวเองเป็นสตูดิโอตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปี แม้เขาจะให้ความสนใจแต่ในเรื่องศิลปะ เขากลับยอมเข้าเรียนสาขากฎหมายในมหาวิทยาลัยปารีสตามความปรารถนาของบิดาซึ่งเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็ทนเสียงเรียกร้องของจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปินไม่ไหวจนต้องเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts โดยให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะของ Ingres ศิลปินชื่อดังในสมัยนั้น หลังจากนั้นเขาเดินทางไปอยู่กับน้าที่อิตาลี และเริ่มลอกเลียนแบบงานของ Michelangelo,Raphael และ Titian หลังกลับมาอยู่ฝรั่งเศสเขาเริ่มให้ความสนใจกับภาพเขียนแนวประวัติศาสตร์มากขึ้น ต่อมาเขาได้มีโอกาสศึกษางานของ Edouard Manetผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ขณะที่ทั้งสองกำลังฝึกวาดภาพเขียนของ Valazquezด้วยกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์

หลังจากที่ดวงตาของเขาได้รับความเสียหายจากการฝึกยิงปืนในช่วงที่เขาไปร่วมสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย เขาก็ย้ายไปอยู่ที่New Orleans และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับครอบครัวชาวบ้านใน New Orleans ซึ่งงานเหล่านี้ถูกซื้อไปจัดแสดงอยู่ตามมิวเซียมต่างๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อเขาเสียชีวิตและน้องชายติดหนี้เป็นจำนวนมาก เขาจึงกลับมาอยู่ปารีสเพื่อสร้างสรรค์ผลงานและขายงานศิลปะใช้หนี้ ผลงานในช่วงเวลานั้นกลายเป็นผลงานแนว Impressionismที่ถูกมิวเซียมนำมาจัดแสดงไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แม้เขาจะไม่อยากร่วมกลุ่ม Impressionism เพราะเขาคิดว่างานของเขาไม่ได้เข้ากันได้ดีกับแนวทางศิลปะนี้มากนัก แต่เขาก็ร่วมจัดแสดงผลงานหลายครั้ง เมื่อเขามีเศรษฐานะดีขึ้น เขาก็เริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ เช่น El Greco, Manet, Pissarro, Cezanne, Gauguin, Van Gogh ในช่วงปลายของชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และหันมาให้ความสนใจกับงานประติมากรรมมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องสายตาจนเกือบจะตาบอดก็เป็นได้นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนมิวเซียมบ่อยๆจะคุ้นเคยกับงานของ Degas ดีเพราะมีเอกลักษณ์ที่เหมือนใคร เขาชอบสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับบัลเลต์ และการเต้นรำเป็นอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่า พอเห็นปุ๊บก็เดาได้เลยว่าเป็นผลงานของใคร


ผลงาน Degas

After Bathing ภาพเขียนนู้ดผู้หญิงหลังอาบน้ำที่อยู่ในท่วงท่าราวกับกำลังเต้นรำบนฟลอร์นี้เป็นหนึ่งในผลงานตามแนวทางที่ศิลปินท่านนี้ชอบวาดนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของเขาจะเห็นว่า แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพนักเต้นบัลเลต์อย่างภาพอื่นที่เขาชอบวาด แต่ก็เป็นภาพนู้ดที่มีเอกลักษณ์ตรงกับแนวทางที่เขาชอบว่านั่นคือ ท่วงท่าของผู้หญิงมีชีวิตชีวาแตกต่างจากภาพนู้ดของศิลปินท่านอื่น

Dancer with Tambourine ผลงานประติมากรรมรูปคนเต้นรำอันเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปินนี้ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ตัวงานจะขาดความละเอียดเฉกเช่นงานรุ่นเก่าๆ ที่เน้นความเนียน แต่ก็มีความอ่อนช้อยราวกับมนุษย์กำลังเต้นรำจริงๆ การที่เนื้องานดูหยาบอาจเป็นเพราะศิลปินสร้างสรรค์งานในช่วงที่สายตาของเขาเกือบจะบอดอยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ความมีชีวิตชีวาก็มิได้น้อยลงอย่างไร ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างแท้จริง


Bellerina

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260993

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม ไม่เพียงจะมีผลงานของ Auguste Rodin, Vincent Van Gogh แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นของศิลปินดังยุค Symbolism อีกผู้หนึ่งนั่นคือ Gustav Klimt เขาเกิดที่ Baumgarten ใกล้กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างสลักทองซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผลงานของเขามากในเวลาต่อมา และเข้าเรียนศิลปะที่ Vienna School of Arts and Crafts เฉกเช่นเดียวกับพี่ชาย ในช่วงที่ทั้งสองเรียนอยู่นั้น ทั้งสองช่วยอาจารย์ของเขาเขียนภาพติดผนังใน Kunsthistorisches museum

ต่อมาในปี 1888 Klimt ได้รับรางวัลจากจักรพรรดิ Franz Josef I แห่งออสเตรียจากการที่เขาช่วยเขียนจิตรกรรมบนผนังใน Burgtheater ในกรุงเวียนนา และได้กลายเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยกรุงเวียนนาและมิวนิค ต้นทศวรรษที่ 1890 Klimt ได้พบกับ Emilie Louise Floge นักออกแบบแฟชั่น และทั้งสองได้กลายเป็นคู่กันจวบจน Klimt เสียชีวิต ในปี 1897 เขาได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง Vienna Secession สมาคมศิลปะแนวใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานฉีกกฎกติกาเดิม สมาคมนี้ได้นำผลงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาสู่เวียนนาและยังได้ออกนิตยสารของกลุ่มตนเพื่อเสนอผลงานของศิลปินในกลุ่ม สมาคมนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาล รวมทั้งได้รับการสนับสนุนสถานที่ให้จัดนิทรรศการ

The Kiss

ในปี 1902 Klimt ได้สร้างสรรค์ Beethoven Frieze ซึ่งกลายเป็นผลงานเด่นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Beethoven และจัดแสดงในนิทรรศการครั้งที่ 14 ของกลุ่ม หลังจากนั้น Klimt ก็เก็บตัวและออกไปอยู่กับครอบครัว Floge ที่ Attersee และวาดภาพทิวทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังวาดภาพคนที่ตกแต่งด้วยสีทองที่เรียกว่าช่วง Golden Phase อยู่บ้างประปรายซึ่งภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพดังและราคาสูงในเวลาต่อมา เช่น Judith, Portrait of Adele Bloch-Bauer และ The Kiss ซึ่งนักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าผลงาน The Kiss อันลือลั่นที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1907 นี้เป็นภาพของเขาและภรรยานั่นเอง แม้ Klimt จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขากลับไม่ค่อยได้เขียนบันทึกความทรงจำ ภาพเขียนตัวเอง และบันทึกเทคนิคการเขียนภาพ ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถทราบถึงเรื่องราวของเขาละเอียดนัก

ผลงานของ Klimt ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมที่มีชื่อว่า The Three Ages of Woman หรือภาพหญิง 3 วัยที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1905 นี้เป็นภาพที่เขาชนะประกวดเหรียญทองในนิทรรศการนานาชาติกรุงโรมปี 1911 ภาพหญิง 3 วัยซึ่งประกอบด้วยภาพเด็กที่ถูกหญิงสาวอุ้มอย่างทะนุถนอมอยู่ และหญิงชราที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้างนี้เป็นตัวอย่างของภาพแนว Symbolism ที่สะท้อนถึงการเดินทางของเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม หญิงชราในภาพมาจากงานประติมากรรมของ Auguste Rodin ที่ชื่อว่า The Old Courtesan ที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ The Secession ครั้งที่ 9 ณ กรุงเวียนนา แม้ภาพนี้จะอยู่ในช่วง Golden Phase ของเขา แต่สีเทาหม่นในภาพกลับมิใช่แนวทางการวาดภาพที่เขาเคยสร้างสรรค์มาก่อน Klimt คงต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อยามชรา ชีวิตก็หม่นหมองมากขึ้นไม่เพียงพื้นภาพจะดูจืดชืด ภาพของหญิงชรายังดูอ่อนล้าหมดแรง แก่ชราและขาดชีวิตชีวาสังเกตได้จากแขนขวาที่ตกห้อย เต้านมที่หย่อนยาน หน้าท้องที่แบนราบ และเส้นเลือดที่โป่งพองราวกับคนขาดอาหาร เธอใช้มือซ้ายปิดบังส่วนใบหน้าเพื่อบดบังเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตราวกับคนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ส่วนภาพของเด็กและหญิงสาวแม้จะหลับตา แต่กลับสะท้อนความสุขสดชื่นและอบอุ่นเฉกเช่นวัยของคนทั้งสอง นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับภาพของ Klimt อาจรู้สึกว่าภาพส่วนใหญ่ของเขามักขาดมิติ แต่กลับแสดงถึงอัจฉริยภาพในการใช้สี และแสงของศิลปินอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ภาพ The Three Ages of Woman นี้จะถูก Klimt เขียนขึ้นในช่วง Golden phase แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สีดำมากขึ้น และภาพที่ถูกประดับด้วยทองแนวนี้เป็นภาพที่ Klimt สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองนับจากปี 1901 จนตลอดชีวิตของเขา

The Three Ages of Woman

 


Judith

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259925

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Starry Night

วันที่ 8 พฤษภาคม 1889  Van Gogh ย้ายเข้าไปอยู่ที่ Saint Paul de Mausole กับ Frederic Salles ผู้ดูแลภายใต้การรักษาของ Theophile Peyron  เขาต้องอยู่ในห้องที่แบ่งเป็นสองส่วนโดยใช้ส่วนหนึ่งเป็นสตูดิโอวาดภาพ  ในช่วงเวลานั้นเขาวาดแต่ภาพเกี่ยวกับคลินิก เช่น Vestibule of the Asylum and Saint Remy  ภาพอีกส่วนหนึ่งก็เป็นภาพที่เป็นรูปขด ๆ เช่น The Starry Night อันโด่งดัง  การที่เขาถูกกักขังอยู่แต่ในคลินิกทำให้เขาขาดหัวข้อในการวาด เขาจึงหวนกลับไปวาดรูปตามหัวข้อเก่า ๆ โดยตีความใหม่ด้วยแนวเขียนแบบใหม่  ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนปี 1890 เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าจนไม่สามารถเขียนจดหมายได้ แต่ยังคงสามารถวาดภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยเขาขอร้องให้แม่และน้องชายส่งผลงานเก่า ๆ ของเขามาที่คลินิกเพื่อเป็นตัวอย่างในการรังสรรค์ผลงาน   ภายหลังเมื่อเขาสามารถหวนกลับมาเขียนจดหมายได้ เขาเขียนจดหมายถึง Theo น้องชายว่าเขาเขียนภาพจากความทรงจำเก่า ๆ เช่น Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset ซึ่งนักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่เห็นว่า ภาพเขียนในช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วยทางจิตของเขาจริง ๆ

Wheat Field with Crows

เดือนพฤษภาคม 1890  Van Gogh ย้ายไปอยู่ใกล้กับน้องชายและ Dr Paul Gachet ใน Auvers-sur-Oise เพื่อรักษากับแพทย์ท่านนี้ ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแพทย์ท่านนี้ป่วยมากกว่าเขาเสียอีก ในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต เขาเขียนภาพสีน้ำมันมากถึง 70 ชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของแพทย์ที่รักษาเขา เช่น Portrait of  Dr Gachet  เขายังเขียนจดหมายหา Theo น้องชายบรรยายถึงทุ่งรวงข้าวสาลีที่สั่นไหวเสมือนหนึ่งความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาที่สุดมิได้ของตัวเขา เขาบอกกับน้องชายว่า ภาพเขียนเหล่านี้สามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของเขาได้มากกว่าคำพูดของเขาเสียอีก นักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า Wheatfield with Crows อันเป็นภาพในช่วงเวลาสุดท้ายของ Van Gogh นั้นแสดงให้เห็นถึงความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาใดเปรียบมิได้ นักท่องเที่ยวที่เคยได้เห็นภาพนี้ใน Van Gogh มิวเซียมก็คงสามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

ความเศร้าโศกและเดียวดายได้ทำลายชีวิตอัจฉริยะโลกไม่ลืมผู้นี้ลงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1890 ด้วยอายุเพียงแค่ 37 ปี  Van Gogh เลือกที่จะจากโลกไปโดยฝีมือตัวเองด้วยปืน 7 มม ณ ทุ่งข้าวสาลีที่เขาหลงรัก  การยิงตัวตายของเขาไม่ได้ทำให้เขาเสียชีวิตทันที เพราะกระสุนไม่โดนอวัยวะภายในใด ๆ เขายังสามารถที่จะเดินกลับไปที่คลินิก แต่เนื่องจากเขาไม่ได้พบศัลยแพทย์ จึงไม่มีใครนำกระสุนออกจากร่างกายให้ เขายังคงสูบบุหรี่อย่างใจเย็นรอ Theo น้องชายเดินทางมาพบ  เขาเสียชีวิตในอีก 30 ชั่วโมงต่อมาจากการติดเชื้อเป็นอันจบสิ้นชีวิตของอัจฉริยะโลกไม่ลืม

The Arlesian

สำหรับ The Gardener ผลงานของ Van Gogh ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนั้นเป็นภาพเขียนในช่วงปี 1889 อันเป็นช่วงเวลาใกล้ปีสุดท้ายในชีวิต ภาพเขียนจึงมีคุณลักษณะตามอัตลักษณ์ของศิลปินอย่างครบถ้วนแล้วนั่นคือ ใช้สีเขียว เหลือง และฟ้าเป็นหลัก โดยใช้ฝีแปรงใหญ่และหนักอันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ เขาเขียนอธิบายภาพนี้ว่า ชาวสวนหนุ่มที่มีสีหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีนี้สะท้อนการเฉลิมฉลองความมีชีวิตที่ดีของมนุษยชาติ

แม้ The Arlesian จะถูกเขียนขึ้นในปี 1890 อันเป็นช่วงปีสุดท้ายในชีวิตของ Van Gogh  แต่กลับดูมีความสงบเยือกเย็นสังเกตได้จากแววตาและท่าทางของชาว Arles ในภาพที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ช่วงเวลาที่ Van Gogh เขียนภาพนี้ เขากำลังมีความสุขและปราศจากอาการซึมเศร้า ฝีแปรงในภาพดูหนักแน่น มั่นคง และถ่ายทอดอารมณ์ที่สุขุมลุ่มลึกได้อย่างโดดเด่น แม้มิวเซียมแห่งนี้จะมีภาพของ Van Gogh ไม่มาก แต่ภาพทั้งสองก็แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างไม่ต้องสงสัย

The Gardener

Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืม2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258887

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อภาพเขียนขายไม่ออก Theoน้องชายของ Van Gogh จึงแนะนำให้เขาเขียนภาพที่มีสีสันมากขึ้น เขาจึงเข้าเรียนทฤษฏีสีที่ Antwerp และใช้เวลาส่วนใหญ่ในมิวเซียม หลังจากศึกษาแนวทางการใช้สีจาก ผลงานของ Peter Paul Ruben ศิลปินชื่อดังชาวดัตช์ยุคก่อนหน้า เขาก็เริ่มหันมาเขียนภาพที่มีสีฟ้า และเขียวมากขึ้น หลังจากที่เขาทนอยู่อย่างยากจนและเดียวดายไม่ไหว เขาจึงย้อนกลับมาอยู่กับ Theo น้องชายในปารีส และเริ่มวาดภาพที่มีสีสันฉูดฉาดมากขึ้น ต้น 1887 Van Gogh แยกตัวไปอยู่เอง และได้พบกับ Paul Signac ศิลปินแนวPointillism ซึ่งถือเป็นแขนงหนึ่งของ Impressionismแวนโก๊ะจึงเปลี่ยนแนวทางการวาดภาพสู่การใช้สีฟ้าและส้มจนภาพของเขาเกิดสีตัดตรงข้ามกันชัดเจนขึ้นปลายปี 1887 แวนโก๊ะได้รู้จักกับ Paul Gauguin และได้ถกกันถึงแนวทางศิลปะจนเขารู้สึกชื่นชอบGauguin มาก และอยากอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนศิลปินผู้นี้

อย่างไรก็ดี ต้น 1888 แวนโก๊ะป่วยหนักจากการที่เขาดื่มหนักและสูบบุหรี่จัด เขาจึงย้ายไปอยู่ Arles เมืองทางใต้ของฝรั่งเศส ในช่วงที่เขาย้ายมาใหม่ๆ เขารู้สึกตื่นเต้นกับวิถีชีวิตในเมืองนี้มากจนรู้สึกเหมือนไม่ใช่ฝรั่งเศสบ้านเกิด ประกอบกับทิวทัศน์ของเมืองเป็นที่ต้องใจเขามาก เขาจึงสร้างสรรค์ภาพเขียนนํ้ามันมากถึง 200 ภาพและภาพสีนํ้าอีกกว่าร้อยภาพ และภาพเขียนที่โด่งดังไม่ว่าจะเป็น The Old Mill, Van Gogh’s Chair, Bedroom in Arles, The Night Café, Starry Night Over the Rhone และ Vase with Twelve Sunflowers ก็ถูกเขียนขึ้นในเมืองนี้

ผลงานแรกๆ ในช่วงที่เขาอยู่เมือง Arles แม้จะดูเหมือนเป็นภาพทิวทัศน์และเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ขาดความชัดลึก แต่กลับใช้ฝีแปรงใหญ่ๆ และเต็มไปด้วยสีสันฉีกหนีจากแนวทางการวาดภาพที่ใช้สีทึมๆ แบบเดิมๆ ที่เขาเคยรังสรรค์มา เมื่อ Gauguin เพื่อนรักรับปากจะมาเยี่ยมเขาที่ Arles เขาตื่นเต้นมาก และได้วาดภาพ Sunflowers ซึ่งต่อมาเป็นภาพที่มาราคาแพงมากในตลาดโลกเพื่อมอบให้กับ Gauguin โดยหวังว่าเพื่อนรักจะยอมอาศัยอยู่ที่บ้านสีเหลืองกับเขาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยกันและถกเถียงกันเกี่ยวกับงานศิลปะ เมื่อ Gauguin มาถึงเขาได้รังสรรค์ Decoration for the Yellow House ภาพที่เขาใช้ความพยายามในการวาดที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตมอบให้เพื่อนรักด้วย

แม้ทั้งสองจะญาติดีกันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่Gauguin กลับมิได้สานสัมพันธ์กับ Van Gogh บนความเท่าเทียมกันเฉกเช่นที่ Van Gogh มีให้ ยิ่งเมื่อ Van Gogh เกรงว่า Gauguin จะทิ้งเขาไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงยิ่งเสื่อมทรามลง วันหนึ่งเมื่อ Gauguin พยายามจะออกไปเดินเล่นเพื่อคลายเครียด Van Gogh ก็ตามไปแล้วชักมีดออกมาข่มขู่ Gauguin ไม่ให้ Gauguin ย้ายหนี Gauguin ทนไม่ไหวจึงหนีออกจากบ้าน Van Gogh เสียใจมากจนหูแว่วจึงตัดใบหูตัวเองด้วยมีดโกนที่ถือไปข่มขู่ Gauguin นั่นเอง เมื่อเลือดออกจากหูเป็นจำนวนมาก Van Gogh จึงพันแผลแล้วนำผ้าห่อหูไปที่ซ่องที่เขาและ Gauguin คุ้นเคย หลังจากนั้นเขาถูกนำไปส่งโรงพยาบาล และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Mania with GeneralisedDelirium หลังกลับบ้านได้ในวันที่ 7 มกราคม 1889 เขาก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอีกหลายครั้งจากอาการเห็นภาพหลอน และหลงผิดว่าจะถูกวางยาในช่วงที่เขาเข้าออกโรงพยาบาลและรักษากับ Doctor Felix Rey เขาได้วาดภาพ Dr Rey และมอบให้หมอเป็นที่ระลึก แต่หมอกลับไม่ชอบผลงานของเขา และใช้มันทำสุ่มไก่ ภาพนี้ปัจจุบันภาพที่มีมูลค่ามากถึง 50ล้านดอลลาร์นี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่ Pushkin Museum

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257949

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Potato Eaters

ปกติแล้วมิวเซียมทุกแห่งมักสะสมงานของศิลปินดังไว้เพื่อเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว Gallery of National Modern Art กรุงโรมก็เช่นกัน ที่นี่มีผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ที่ดัง ๆ ไม่น้อย เช่น Van Gogh ศิลปินชื่อก้องโลกชาวดัตช์ Vincent Willem Van Gogh ศิลปินยุค Post Impressionism ชาวดัตช์เป็นศิลปินที่อาภัพที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาเป็นบุตรคนโตในครอบครัวชนชั้นกลางทางตอนเหนือของเนเธอร์แลนด์ ในวัยเด็ก พ่อของเขาเป็นนักสอนศาสนาที่มีรายได้ไม่มาก แต่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินเป็นบ้าน คนรับใช้ รถม้าและคนสวน แม่ของเขาเป็นลูกสาวเศรษฐี เขาจึงถูกเลี้ยงดูเหมือนอย่างชนชั้นสูงดั้งเดิมทำให้เขาเป็นคนเงียบขรึมและช่างคิด เขาสนใจศิลปะแต่เล็ก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เมื่ออายุได้15 ปี เขาได้รับการสนับสนุนจากลุงให้ทำงานเป็นตัวแทนขายภาพที่ Goupil&Cie ในกรุงเฮก และย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนในอีก 4 ปีต่อมาเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่ออายุเพียง 20 ปี

Still Life with Open Bible

เมื่อเขาถูกปฏิเสธความรักจากลูกสาวเจ้าของที่ดินที่เขาเช่าอยู่ เขาก็กลายเป็นคนเก็บตัว หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ปารีส แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงย้ายกลับไปทำงานเป็นครูที่ไม่รับค่าจ้างที่ลอนดอนอีกครั้ง เขารู้สึกขาดความสุขจึงหันเหเข้าสู่ศาสนามากขึ้นด้วยการแปลคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน เขาตั้งใจจะเป็นศาสนจารย์ พ่อ-แม่จึงสนับสนุนเขาเต็มที่ด้วยการส่งเขาไปอยู่กับลุงเพื่อเตรียมเข้าเรียนทางด้านศาสนาที่มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม แต่เขากลับสอบเข้าไม่ได้ เขาจึงหันไปเรียนหลักสูตรสั้นๆ 3 เดือนใกล้เมืองบรัสเซลล์แทน และสมัครเข้าเป็นมิชชันนารีที่ประเทศเบลเยียม

กลางปี 1880 เขาเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเริ่มทดลองบันทึกด้วยการวาดภาพ Theo น้องชายจึงแนะนำให้เขาเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academie Royale des Beaux Arts หลังจากนั้นไม่ถึงปี เขาก็กลับไปอยู่บ้านกับพ่อ-แม่และได้พบกับ Conelia Kee บุตรสาวของป้า เขาหลงรักเธอมาก แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย เขาพยายามที่จะสานต่อความรัก ด้วยการข่มขู่แกมบังคับให้เธอเปิดโอกาสให้เขาได้พบด้วยการยอมเผามือตัวเอง แต่เธอก็ไม่สนใจอีก หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้พบกับ Clasina Maria หรือ Sien โสเภณีขี้เหล้าและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับเธอ แม้ภายหลัง Sien จะพยายามบอกว่าลูกชายคนเล็กของเธอที่ชื่อ Willem เป็นบุตรชายของ Van Gogh แต่เขาก็ไม่ยอมรับ เมื่อVan Gogh ไม่สามารถที่จะทนอยู่อย่างยากแค้นกับ Sien ได้เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ที่ Nuenen และเริ่มให้ความสนใจแต่กับการวาดภาพอย่างเดียว เขาสามารถวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนและหมู่บ้าน รวมทั้งภาพเหมือนจำนวนมาก อย่างไรก็ดีภาพเหล่านี้กลับเป็นภาพสีจืดๆ ทึมๆ เช่น น้ำตาลเข้ม แตกต่างจากภาพในช่วงหลังของชีวิต ต้น 1885 เริ่มมีผู้สนใจภาพเขียนมากขึ้น Theo จึงลองจัดแสดงผลงานของเขาขึ้นโดยภาพเด่นในช่วงนั้นคือ The Potato Eaters ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดที่สร้างความโด่งดังให้กับเขาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ภาพเขียนสีทึมๆ แนวน้ำตาลเข้มเหล่านี้ของเขาไม่ว่าจะเป็น Skull of a Skeleton with Burning , Still Life with Open Bible กลับไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจคหบดีในช่วงนั้นมากนัก ทำให้ภาพของเขาขายไม่ออก

Skull of a Skeleton with Buring Cigarette

แหวกฟ้าหาฝัน : งานประติมากรรมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257031

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบผลงานประติมากรรมไม่เพียงสามารถชื่นชมผลงานชิ้นเด่นๆ ได้จากด้านหน้าของ Gallery of National Modern Artกรุงโรมแล้ว ภายในห้องภาพยังมีผลงานของนักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น Medardo Rosso ศิลปินแนว Post Impressionism ชาวอิตาเลียน เขาเกิดในตูริน ก่อนที่จะย้ายไปมิลานเมื่ออายุ 12 ปี หลังจากปลดประจำการจากการเป็นทหาร เขาเข้าเรียนต่อที่ Brera Academy ซึ่งเขาถูกไล่ออกในเวลาต่อมาเนื่องจากไปชกต่อยกับนักศึกษาคนอื่นที่ปฏิเสธไม่ยอมเป็นหุ่นให้เขาเขียนภาพอันเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องปฏิบัติทุกคนในช่วงเวลานั้น การที่เขาเป็นปฏิปักษ์กับโรงเรียนหลายแห่ง ทำให้เขากลายเป็นคนโดดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม การถูกปฏิเสธกลับมิได้ทำให้เขาท้อถอยแต่กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากศิลปินอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดจนเขาสามารถที่จะสรรค์สร้างงานที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นั่นคือ งานประติมากรรมจากทองแดงที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนว Realism

Psyche another view

หลังปี 1882 ซึ่งเป็นช่วงต้นของศิลปะแนว Impressionism เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่แตกต่างจากเดิมอีกโดยมีรายละเอียดและเหลี่ยมมุมลดลงคล้ายแบบร่าง เขาปรับพื้นผิวของงานให้นุ่มนวลขึ้นเพื่อให้การเล่นกับแสง และเงาเกิดได้มากขึ้น นอกจากนี้วิธีการสร้างสรรค์งานของเขายังแตกต่างจากศิลปินอื่น ๆ ตรงที่เขาไม่เคยเขียนแบบร่างไว้บนกระดาษก่อน แต่กลับแกะงานลงบนวัตถุตรงๆ และแก้ไขเอาตามใจชอบ ในปี 1889 เขาย้ายไปอยู่ปารีสและเริ่มถ่ายรูปงานของเขาด้วยแสงที่แตกต่างกัน จากนั้นเขาก็นำภาพถ่ายงานประติมากรรมมาตกแต่งใหม่ด้วยเทคนิคแปลกๆ เขาเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องแสงมาก และเห็นว่า การขาดแสงจะทำให้งานขาดความเป็นหนึ่งเดียว เขาเชื่อว่างานประติมากรรมที่ดีต้องมีไว้ชื่นชมทางสายตา เพราะงานที่ถูกจัดแสดงให้มิวเซียมเหล่านี้ไม่สามารถแตะต้องได้ มันจึงต้องให้ความรู้สึกกับผู้ชมราวกับได้สัมผัสด้วยมือจริงๆ เขายังเชื่อว่าการสัมผัสงานศิลป์ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการชื่นชมด้วยตา ดังนั้นแสงและเงาจึงจำเป็นจะต้องสะท้อนอัจฉริยภาพของศิลปินให้ได้

แม้เขากับ Auguste Rodin จะเป็นเพื่อนกันในเวลาสั้น ๆ แต่ทั้งสองต่างมีอิทธิพลต่องานของกันและกันอย่างมาก นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าทั้ง Pimp, Laughing Little Girl และ The Old ซึ่งเป็นผลงานของ Rosso มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Rodin นั่นคือ งานขาดรายละเอียดและความเรียบรื่น แต่กลับแสดงความมีชีวิตชีวาได้อย่างชัดแจ้ง ถึงกระนั้นก็ตาม งานของศิลปินทั้งสองยังคงต่างกันตรงที่ Rodin ชอบใช้โลหะสีมืดทึบในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ Rosso กลับเน้นใช้หินอ่อนมากกว่า

Psyche

Pietro Tenerani นักประติมากรรมแนวนีโอคลาสิคชาวอิตาเลียน เขาเกิดที่ Torano และได้รับการฝึกทางด้านศิลปะกับ Pietro Marchettiลุงของเขาในปี 1813 และหันมาเรียนเพิ่มเติมในกรุงโรม เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้รับการว่าจ้างให้ทำงานประติมากรรมให้กับแท่นเก็บพระศพของพระสันตะปาปา Pius VIII รวมทั้งรูปปั้น St Alfonso de Liguori ที่กรุงวาติกัน เขายังเป็นผู้แกะสลัก St. John the Evangelist สำหรับโบสถ์ San Francesco di Paola ในกรุงเนเปิ้ลด้วย นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับคริสตจักรแล้ว เขายังได้รับเกียรติให้แกะสลักรูปปั้นครึ่งตัวของผู้ปกครองเมืองและผู้มีอันจะกินอีกหลายคนด้วย

สำหรับ Psyche ผลงานเด่นของเขาใน Gallery of National Modern Art นี้แสดงให้เห็นถึง Psyche สาวคนรักของ Cupid ที่มีความงดงามหยดย้อยจนเป็นที่อิจฉาของวีนัสเทพธิดาแห่งความงามได้อย่างเด่นชัด นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ Psyche จะอยู่ในท่าหลับใหลแต่ความสง่างามของเธอยังคงตรึงใจผู้พบเห็นได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ผิวพรรณที่เนียนรื่นบนผืนผ้าที่เธอนั่งทับสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินยุค Neoclassic ท่านนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Laughing Little Girl

Pimp

The Old

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionist ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256174

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า Gallery of National ModernArt แล้ว ผลงานของศิลปินแนวหนึ่งที่ต้องมีไม่เช่นนั้นไม่สามารถเรียกว่า Modern Art ได้นั่นคือImpressionism มิวเซียมแนว Modern Art กรุงโรมก็เช่นกัน ผลงานของศิลปินที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นที่มิวเซียมนำมาจัดแสดงก็คือ Edgar Degas เจ้าพ่อบัลเลต์แห่งยุค Impressionism เขาเกิด ณ กรุงปารีสในครอบครัวผู้มีอันจะกิน เขาเรียนศิลปะตั้งแต่ยังเล็ก และเปลี่ยนห้องนอนตัวเองเป็นสตูดิโอตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปี แม้เขาจะให้ความสนใจแต่ในเรื่องศิลปะ เขากลับยอมเข้าเรียนสาขากฎหมายในมหาวิทยาลัยปารีสตามความปรารถนาของบิดาซึ่งเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็ทนเสียงเรียกร้องของจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปินไม่ไหวจนต้องเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts โดยให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะของ Ingres ศิลปินชื่อดังในสมัยนั้น หลังจากนั้นเขาเดินทางไปอยู่กับน้าที่อิตาลี และเริ่มลอกเลียนแบบงานของ Michelangelo,Raphael และ Titian หลังกลับมาอยู่ฝรั่งเศสเขาเริ่มให้ความสนใจกับภาพเขียนแนวประวัติศาสตร์มากขึ้น ต่อมาเขาได้มีโอกาสศึกษางานของ Edouard Manet ผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Impressionism ขณะที่ทั้งสองกำลังฝึกวาดภาพเขียนของ Valazquez ด้วยกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์

Bellerina

หลังจากที่ดวงตาของเขาได้รับความเสียหายจากการฝึกยิงปืนในช่วงที่เขาไปร่วมสงครามระหว่างฝรั่งเศสและรัสเซีย เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ New Orleans และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับครอบครัวชาวบ้านใน New Orleans ซึ่งงานเหล่านี้ถูกซื้อไปจัดแสดงอยู่ตามมิวเซียมต่างๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อเขาเสียชีวิตและน้องชายติดหนี้เป็นจำนวนมาก เขาจึงกลับมาอยู่ปารีสเพื่อสร้างสรรค์ผลงานและขายงานศิลปะใช้หนี้ ผลงานในช่วงเวลานั้นกลายเป็นผลงานแนว Impressionism ที่ถูกมิวเซียมนำมาจัดแสดงไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แม้เขาจะไม่อยากร่วมกลุ่มImpressionism เพราะเขาคิดว่างานของเขาไม่ได้เข้ากันได้ดีกับแนวทางศิลปะนี้มากนัก แต่เขาก็ร่วมจัดแสดงผลงานหลายครั้ง เมื่อเขามีเศรษฐานะดีขึ้น เขาก็เริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ เช่น El Greco, Manet, Pissarro, Cezanne, Gauguin, Van Gogh ในช่วงปลายของชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษและหันมาให้ความสนใจกับงานประติมากรรมมากขึ้นทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องสายตาจนเกือบจะตาบอดก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมเยือนมิวเซียมบ่อยๆ จะคุ้นเคยกับงานของ Degas ดี เพราะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เขาชอบสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับบัลเลต์ และการเต้นรำเป็นอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่า พอเห็นปุ๊บก็รู้ได้เลยว่าเป็นผลงานของใคร

ผลงาน Degas

After Bathing ภาพเขียนนู้ดผู้หญิงหลังอาบน้ำที่อยู่ในท่วงท่าราวกับกำลังเต้นรำบนฟลอร์นี้เป็นหนึ่งในผลงานตามแนวทางที่ศิลปินท่านนี้ชอบวาดนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของเขาจะเห็นว่า แม้ภาพนี้จะไม่ใช่ภาพนักเต้นบัลเลต์อย่างภาพอื่นที่เขาชอบวาด แต่ก็เป็นภาพนู้ดที่มีเอกลักษณ์ตรงกับแนวทางที่เขาชอบว่านั่นคือ ท่วงท่าของผู้หญิงมีชีวิตชีวาแตกต่างจากภาพนู้ดของศิลปินท่านอื่น

Dancer with Tambourine ผลงานประติมากรรมรูปคนเต้นรำอันเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปินนี้ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ตัวงานจะขาดความละเอียดเฉกเช่นงานรุ่นเก่าๆ ที่เน้นความเนียน แต่ก็มีความอ่อนช้อยราวกับมนุษย์กำลังเต้นรำจริงๆ การที่เนื้องานดูหยาบอาจเป็นเพราะศิลปินสร้างสรรค์งานในช่วงที่สายตาของเขาเกือบจะบอดอยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ความมีชีวิตชีวาก็มิได้น้อยลงอย่างไร ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อน
อัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างแท้จริง

After Bathing