แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277228

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตัวอย่างหน้ากากการเล่น

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองหลวงของประเทศใดๆ ก็ตาม มักอยากเข้าชมมิวเซียมเกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือ ชาติพันธุ์ ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ethnographic Museum ในเมืองลูเบียน่า สโลวีเนียก็มีมิวเซียมชาติพันธุ์ที่น่าสนใจเช่นกัน ที่นี่เป็นแหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติสโลวีเนียและเรื่องราวทางด้านมานุษยวิทยาของชาวสโลวีเนียที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1923 นี้ไม่เพียงเป็นที่เก็บของจัดแสดงเกี่ยวกับวัฒนธรรมและมานุษยวิทยาชาวสโลวีเนียแล้ว ยังมีของจัดแสดงของชาวยุโรป และชาติอื่นๆ ด้วย มิวเซียมประเภทนี้มักเป็นมิวเซียมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ การขนส่ง หัตถกรรม การค้า ความเป็นอยู่ การแต่งกาย และความเชื่อต่างๆ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่จะรู้สึกได้ว่าที่นี่แตกต่างจากมิวเซียมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และประทับใจตั้งแต่แรกเข้า หลังจ่ายค่าเข้าชมแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ audio guide หรือไกด์ส่วนตัวอิเลคทรอนิกส์มาเครื่องหนึ่ง เมื่อนักท่องเที่ยวเดินชมไปถึงจุดต่างๆ เสียงบรรยายจะดังขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่ได้เห็นโดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ทั้งนั้น และทุกบอร์ดจัดแสดงจะมีตำแหน่งบอกทางให้หยุดเพื่อฟังเรื่องราว ยิ่งกว่านั้น ทางมิวเซียมยังมีการจัดของจัดแสดงให้สัมผัสได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีปัญหาเรื่องสายตาอีกต่างหากด้วย


ของจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับมนุษย์

มิวเซียมแห่งนี้มี 3 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นชั้นจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ เสื้อผ้า การเล่น ของเล่น รูปปั้น รูปเคารพ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทุกทวีป ไล่เลียงกันไป นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเห็นของจัดแสดงแปลกๆ ของทวีปต่างๆ และหากมีเวลา นักท่องเที่ยวสามารถจะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของประชากรโลกทุกทวีปอย่างค่อนข้างละเอียด เพราะมีการบรรยายทั้งจาก audio guide และบอร์ดตามชั้นต่างๆ ชั้นนี้เป็นชั้นที่ดูสนุกที่สุด และมีข้อมูลให้ศึกษามากที่สุด

ชั้นสองเป็นชั้นที่ดูค่อนข้างยาก เป็นเรื่องมนุษย์และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ธรรมชาติ เรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการจะพูดว่า มนุษย์เราเกิดมาไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลก ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นตั้งแต่เกิด เช่น ต้องพึ่งพาพ่อ-แม่ โรงเรียน ที่ทำงาน โรงพยาบาล นิทรรศการที่จัดขึ้นจึงบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตายโดยให้แง่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด


ตัวอย่างบานประตู

ชั้นล่างเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประตู ประตูเป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นส่วนตัว เพราะประตูกั้นเจ้าของบ้านออกจากส่วนสาธารณะ ประตูมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะสมัยนั้น ประตูแต่ละแห่งมักมีคนเฝ้า เพื่อเชิญแขกเข้าไปในบ้าน คนโบราณส่วนหนึ่งเชื่อว่าการละเมิดค่านิยมการเชิญชวนแขกเข้าบ้าน มักนำมาซึ่งความโชคร้ายสู่สมาชิกครอบครัว และอาจทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียงได้  ชาวสโลวีเนียในอดีต ใช้ไม้ในการทำประตูเป็นส่วนใหญ่เฉกเช่นเดียวกันกับชาวยุโรปทั่วไป พวกเขายังเชื่อว่าประตูจะกั้นระหว่างอันตรายและความปลอดภัย ความมีเหตุผลและไร้เหตุผล ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมทั้ง
โลกมนุษย์กับสวรรค์ ส่วนกลอนประตูก็เป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากโลกภายนอก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาดูนิทรรศการประตูจะได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับประตูของชาวยุโรป ชาวสโลวีเนีย และประชาชนในทวีปอื่นๆ จนมุมมองเกี่ยวกับประตูเปลี่ยนไปตลอดกาล นักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินจนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็จัดทำเป็นนิทรรศการที่สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลินจนรู้สึกอยากลุกขึ้นมาเป็นภัณฑารักษ์เพื่อจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องอื่นบ้าง เช่น หน้าต่าง หรือส้วม เป็นต้น


ตัวอย่างเครื่องแต่งกาย

ตัวอย่างเครื่องประดับ


ตัวอย่างเครื่องมือทำมาหากิน


ตัวอย่างวัฒนธรรมมายา


ตัวอย่างบานประตู


เรื่องราวมนุษย์และความสัมพันธ์

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275954

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism ใน Modern Art Museum ลูเบียน่า

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

A View from Tivoli Park

นักท่องเที่ยวที่ชอบงานแนว Impressionism หากได้มีโอกาสเยี่ยมเยือน Modern Art Museum เมืองLjubljana จะไม่ผิดหวังเลย แม้งานของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นของศิลปินท้องถิ่นก็ตามศิลปินที่โดดเด่นของประเทศนี้มีหลายคนเช่น 1.Matija Jama ศิลปินผู้นี้เกิดที่ Ljubljana และเข้าศึกษาชั้นประถมที่เมืองเกิด ก่อนย้ายไปอยู่ Zagreb เมืองหลวงของ Croatia เพื่อเข้าเรียนต่อโรงเรียนมัธยม ต่อมาเขาเข้าศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย ก่อนที่จะลาออกและย้ายไปอยู่มิวนิกเพื่อเรียนทางด้านศิลปะ หลังจบการศึกษา เขาก็กลับมาอยู่ที่เมืองหลวงของสโลวีเนียและทำงานด้านศิลปะ นอกจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังออกแบบโปสเตอร์ด้วย ผลงานเด่นๆ ของเขาเป็นภาพเขียนเกี่ยวกับทิวทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ในบั้นปลายของชีวิต เขาร่วมงานกับ Rihard Jakopi ศิลปินแนว Impressionism สัญชาติเดียวกันโดยเขียนภาพด้วยสีน้ำ ก่อนหันมาเขียนภาพแบบ true impressionism ด้วยสีน้ำมันภายหลัง  ผลงานของเขาใน Modern Art Museum มีเพียง 2 ชิ้นคือ  A View from Tivoli Park และ A View of the Danube แต่ก็สามารถเป็นตัวแทนของอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ฝีไม้ลายมือของทั้งสองภาพไม่ด้อยไปกว่าศิลปินแนวนี้ชาวฝรั่งเศสเลย

2.Rihard Jakopic ศิลปินชาวสโลวีเนียผู้เกิดที่ Krakovo ชานกรุง Ljubljana จากครอบครัวพ่อค้าสินค้าเกษตร ในวัยเยาว์เขาศึกษาใกล้บ้านเกิด ก่อนย้ายไปเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Arts กรุงเวียนนา เขาเลิกเรียนกลางคันเนื่องจากป่วย แล้วเข้าศึกษาต่อที่Academy of Fine Arts ที่มิวนิกอีกครั้ง เมื่อศึกษาจบเขากลับบ้านมาร่วมก่อตั้งสมาคม Slovene Art แล้วไปศึกษาต่อด้านศิลปะอีกที่กรุงปราก ก่อนกลับมาก่อตั้ง National Gallery of Sloveniaและร่วมเป็นสมาชิกของ Slovenian Academy of Sciences and Arts ในปี 1938 การที่เขามีผลงานมากถึง 1200 ชิ้น และเป็นศิลปินด้าน Impressionism ที่โด่งดังมากของประเทศทำให้ในปี 1969 ได้มีการตั้งรางวัลJakopic Award ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศขึ้น นอกจากนี้ในปี 1970 รัฐบาลยังได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้นโดยได้รับการแกะโดย Bojan Kunaver ณ ศาลาใน Tivoli Park ที่เขาเคยก่อตั้งศาลาขึ้นในปี 1908 และในปี 1979 รัฐบาลยังได้สร้าง Jakopic Gallery ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ณ ถนน Slovene กรุง Ljubljana ผลงานของ Jakopic ในมิวเซียมแห่งนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผลงานเด่นๆ ของเขาก็คือ At the Piano, Behind a Red Curtain, The River Sava แม้ผลงานทั้งสามชิ้นนี้จะเป็นแนว Impressionism อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองโดยเขาใช้สีโทนอบอุ่นกลืนกันเกือบทุกภาพ


A View of the Danube

นอกจากผลงานของศิลปินชาวสโลวีเนียแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาติอื่นด้วย เช่น Matej Sternen เขาเกิดในปี 1870 ณ เมือง Verd ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตฮังการีเขาเข้าเรียนทางด้านเทคนิคที่เมือง Graz ประเทศออสเตรีย และเข้าเรียน Academy of Fine Art ที่กรุงเวียนนา ก่อนจะย้ายไปอยู่มิวนิก และทำงานที่นั่นจนเสียชีวิต  งานของเขาแตกต่างจากศิลปินแนว Impressionism อื่นตรงที่ เขายังชอบงาน  Figurative Art ด้วยโดยเน้นการวาดรูปเหมือนและภาพนู้ด  นอกจากนี้เขายังมีอาชีพหลักอีกอย่างคือ เป็นช่างแก้ไขภาพหรือซ่อมภาพ เขาจึงเป็นกำลังหลักในการซ่อมแซมภาพเขียนที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวภาพของเขาใน Modern Art Museum มีอยู่หลายภาพ เช่น Morning in the Forest, In the Morning, The Pigeons และ At the Sewing Machine


At the Piano


At the Sewing Machine


Behind a Red Curtain


In the Morning


Morning in the Forest


The Pigeons


The River Sava

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274698

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Modern Art ใน Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บรรยากาศในมิวเซียม

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะรุ่นใหม่ หากมีโอกาสเที่ยวเมืองใหญ่ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Museum of Modern Art เมืองลูเบียน่าเมืองหลวงของสโลเวเนียก็มี Museum of Modern Art ที่มีผลงานมากมายเช่นกัน มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก

ในวันที่ 30 ธันวาคมปี 1947 และเปิดทำการวันแรกในวันที่ 3 มกราคม 1948 นี้ถูกออกแบบโดย Edvard Ravnikar สถาปนิกชาวสโลเวเนียศาสตราจารย์ทางด้านสถาปัตยกรรมแห่ง Ljubljana School of Architecture มิวเซียมแห่งนี้ไม่เพียงแต่จัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20ของศิลปินสโลเวเนีย และผลงานของศิลปินสมัยยังเป็นยูโกสลาเวียเท่านั้น ยังมีการจัดแสดงผลงานนิทรรศการยุคปัจจุบันด้วย อีกทั้งยังเป็นที่จัดแสดงผลงาน InternationalBiennial of Graphic Art ที่จัดแสดง ณ เมืองลูเบียน่าปีเว้นปีมาตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2511 ด้วย ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังได้ควบรวมเอา Metelkova Museum of Contemporary Art เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมิวเซียมแห่งนี้อีกต่างหากด้วย


Concert ของ Bozidar Jakac

เนื่องจากที่นี่เป็น Modern Art Museum ของเมืองหลวงจึงมีผลงานจัดแสดงครบทุกหมวดและมีชิ้นงานของศิลปินชาวสโลเวเนียเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมที่มีมากถึง 502 ชิ้น งานออกแบบ 3,000 กว่าชิ้น งานแบบร่าง 11,000 ชิ้น ภาพถ่ายกว่า 2 พันภาพ รวมทั้งงาน multimedia อีกเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานของศิลปินสมัยยูโกสลาเวียทุกรูปแบบอีกถึง 136 ชิ้นอีกทั้งยังมีโครงการ Artist 2000+ ซึ่งเป็นโครงการที่เก็บสะสมงานของศิลปินยุโรปตะวันออกยุคใหม่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เพื่อเผยแพร่งานของศิลปินยุโรปตะวันออกโดยมีการจัดแสดงครั้งแรกในปี 2000 ที่ถนน Metelkova ด้วยนับจากนั้นมาการสะสมงานของศิลปินยุคใหม่ก็เพิ่มขึ้นโดยมีการเพิ่มงานของศิลปินนานาชาติจากทั่วโลกอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่จะสามารถเพลิดเพลินกับผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ไม่ยาก และยังสามารถจะสัมผัสกับประสบการณ์งานของศิลปินประจำชาติได้อย่างเต็มอิ่ม เพราะมิวเซียมแห่งนี้มีผลงานของศิลปินสโลเวเนียอยู่จำนวนมาก เช่น Hill with a Church ของ Nande Vidmar หรือ Path in the Forest ของ Rihard Jakopic หรืองานแนวแบบร่างบนกระดาษที่ดูแปลกตากว่าผลงานของศิลปินชาติอื่น เพราะใช้เครื่องมือที่ค่อนข้างหลากหลายกว่าดินสอ เช่น Concert, Suburban Road ของ Bozidar Jakac, Girl from Suburbs และ Sleeping Boy ของ Miha Males เป็นต้น


Girl from Suburbs ของ Miha Males

 


Hill with a Church ของ  Nande Vidmar


Path in the Forest ของ Rihard Jakopic


Sleeping Boy ของ Miha Males


Suburban Road ของ Bozidar Jakac

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273498

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Franz Caucig ใน National Art Gallery of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Semiramis Fed by the Doves

โดยทั่วไปเมื่อไปเยี่ยมเยือนประเทศใดนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่อยากจะชื่นชมธรรมชาติ ถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ เท่านั้นก็ยังอยากเรียนรู้ประเทศนั้นๆ ด้วย ยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ ก็ยิ่งอยากจะได้เห็นผลงานของศิลปินประจำชาติด้วย ศิลปินชาวสโลเวเนียที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งใน National Art Galleryof Ljubljana คือ Franz Caucig หรือ Franc Kavcic ศิลปินยุคนีโอคลาสิก เขาเกิดที่ Goriziaเมืองหลวงของแคว้น Gorizia ในสมัยนั้น ท่าน Count Guido von Cobenzi ได้ส่ง Caucig ไปอยู่กับลูกชายเพื่อเรียนศิลปะ ณ กรุงเวียนนา หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาศิลปะที่โบโลญญาและโรม ก่อนกลับมาทำงานที่เวียนนาอีกครั้ง ต่อมาในปี 1796 เขาย้ายไปอยู่เวนิสและเป็นกรรมการของ Accademia di Belle Arti เมืองเวนิส ก่อนกลับมาเป็นศาสตราจารย์ทางด้านแบบร่างที่ Vienna Academy ภายหลังเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการภาควิชาจิตรกรรมและประติมากรรมและดำรงตำแหน่งนี้จนเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ

แม้ Caucig เป็นตัวแทนของศิลปินยุคนีโอคลาสิกที่สำคัญของยุโรป แต่เขาจึงชอบเขียนภาพเกี่ยวกับกรีกและโรมัน รวมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นส่วนใหญ่ ผลงานจิตรกรรมของเขาเน้นการจัดวางองค์ประกอบของภาพแบบอนุสาวรีย์ และยกย่องสตรี เช่น A Girl Rescuing Aristomenes from Captivity ภาพเขียนที่เขียนจากตอนที่ Aristomenes of Messenia ถูกชาวคลีตันจับตัวไป ก่อนที่ Aristomenes จะถูกจับตัวมาบ้านหญิงสาว เธอฝันว่าหมาป่าได้นำสิงโตที่ไร้เล็บมาที่บ้านเธอ เมื่อชาวคลีตันจับ Aristomenes มาที่บ้านเธอ เธอระลึกถึงความฝันและเข้าใจทันทีว่าเธอต้องทำอย่างไร เธอจึงมอมทหารจนเมาและปล่อยตัวAristomenes ไป ศิลปินเลือกเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยมีศิลปินคนใดวาดมาก่อนมาบรรจงประดิดประดอยเป็นผลงานจิตรกรรมที่สวยสดงดงาม  นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้จากอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวในภาพได้อย่างไม่ยากเย็นไม่ว่าจะเป็นทหารที่เมามาย ความมุ่งมั่นของหญิงสาว และสายตาที่แสดงความขอบคุณของAristomenes


Semiramis Fed by the Doves detail

Semiramis Fed by the Doves ภาพจากนิยายปรัมปรา เรื่องมีอยู่ว่าในทะเลสาบใหญ่ไม่ไกลจากซีเรียนักอันเป็นที่อยู่ของเทพธิดาเงือกDerceto ที่มีท่อนบนเป็นหญิงงาม ท่อนล่างเป็นปลา เนื่องจาก Dercato มีใบหน้างดงามมากจนเป็นที่อิจฉาของ Aphrodite เทพธิดาแห่งความงาม จึงแกล้งเธอให้ตกหลุมรักจนมีเพศสัมพันธ์พระรูปงามในโบสถ์ใกล้ๆ ในที่สุด Derceto เทพธิดาเงือกก็คลอดธิดาออกมา เธอรู้สึกอับอายมาก จึงทิ้งตัวลงทะเลและกลายร่างเป็นปลาหนีหายไปส่งผลให้ธิดาน้อยไม่มีคนดูแล เมื่อนกพิราบซึ่งมีรังอยู่ใกล้ๆ มาพบเข้าจึงเลี้ยงทารกน้อยไว้ แต่เมื่อธิดาน้อยอายุ 1 ปี เธอจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากขึ้น พิราบจึงไปขโมยเนยแข็งของคนเลี้ยงแกะยังความประหลาดใจให้กับคนเลี้ยงแกะมาก พวกเขาจึงตามมาหาสาเหตุ ศิลปินวาดภาพตอนที่คนเลี้ยงแกะมาพบธิดาน้อยและพาเธอกลับไปมอบให้กับหัวหน้าซึ่งไม่มีลูก เขาจึงตั้งชื่อธิดาน้อยแสนสวยว่า Semiramis ซึ่งแปลว่าพิราบนั่นเอง ภาพนี้เป็นอีกภาพหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ของภาพเขียนยุคนีโอคลาสิกอย่างครบถ้วนและศิลปินยังจับเอาเรื่องราวที่ยากจะบอกเล่าในภาพเดียวได้มาบรรจงเขียนได้อย่างอัศจรรย์

The Tomb of Mycon ภาพนี้เขียนถึงตอนที่ Milon และเพื่อนซึ่งเดินทางจากMilet เพื่อนำของขวัญไปให้ Apollo ระหว่างทางอากาศร้อนมาก ทั้งสองจึงหยุดพักที่น้ำพุที่มีคำจารึกไว้ว่า ที่นี่คือหลุมฝังศพของ Mycon ซึ่งเป็นคนดีตลอดชีวิต และยังต้องการทำความดีต่อไปจึงสร้างบ่อน้ำพุนี้ขึ้นเพื่อให้นักเดินทางมีน้ำสะอาดดื่ม ในภาพเป็นตอนที่ทั้งสองกำลังฟังเรื่องราวของ Mycon และลูกชายที่เป็นคนดีมากจากลูกสะใภ้ของ Mycon นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างลงตัวสังเกตจาก การจัดวางองค์ประกอบของภาพ รอยพับของเสื้อผ้า และรายละเอียดของสิ่งของต่างๆ ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ท่าทางของตัวละคร รายละเอียดของรองเท้า และผลไม้สมจริงมากจนดูราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว


A Girl Rescuing Aristomenes from Captivity

นอกจากผลงานทั้งสามภาพแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินท่านนี้ให้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกหลายภาพ เช่น Phocion, His Wife and Rich Lady of Ionia, Ideal Landscape with A Bridge andAmphitheater, Socrates with A Disciple and Diotima, และ Venus, Cupid and Peristera


Ideal Landscape with A Bridge and Amphitheater


Phocion, His Wife and Rich Lady of Ionia

Socrates with A Disciple and Diotima


The Tomb of Mycon


Venus, Cupid and Peristera

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272378

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียน เมื่อได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนเมืองใดก็ต้องหาโอกาสเข้า Art Gallery สักหนึ่งแห่ง ไม่เช่นนั้นมักรู้สึกว่ามาไม่ถึงเมืองนั้น ยิ่งนักท่องเที่ยวไปเมืองหลวงด้วยแล้ว การเยี่ยมเยือน National Art Gallery ยิ่งเป็นThe Must เลยทีเดียว National Art Gallery of Ljubljana ตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1918 ณ Kreslja Palace ในช่วงที่สโลวาเนียยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย ก่อนย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบันในปี 1925 อาคารนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1896 โดยเป็นที่ทำงานของ Ivan Hribar นายกเทศมนตรีผู้มีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนลูเบียน่าให้เป็นเมืองหลวงของชาวสโลเวเนีย อาคารที่ออกแบบโดย Frantisek Skabrout เพื่อใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรมนี้ กลายเป็นสถานที่ตั้งของสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมหลายองค์กร อาคารนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งแรกโดยต่อขยายในทศวรรษที่ 1990 โดย Edvard Ravnikar สถาปนิกชาวสโลเวเนีย และได้รับการต่อเติมเชื่อมสองอาคารอีกครั้งในปี 2001 โดยได้รับการออกแบบโดย Jurij Sadar และ Bostjan Vuga สถาปนิกชาวสโลเวเนียอีกเช่นกัน

เนื่องจากห้องภาพนี้เป็นห้องภาพของเมืองหลวงจึงเป็นห้องภาพที่ใหญ่สุดของประเทศ ที่นี่เก็บสะสมภาพตั้งแต่ยุคกลางถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานเด่นๆ ในห้องภาพแห่งนี้มีหลายชิ้น เช่น Madonna with Christ Child Blessing by Giovanni Francesco Da Rimini ในห้องภาพทุกแห่งที่ไม่ใช่ Contemporary Art Gallery ภาพที่ต้องมีไม่ขาดภาพหนึ่งนั่นคือภาพที่มีชื่อว่าMadonna and Child ที่นี่ก็เช่นกัน ภาพMadonna and Child ของศิลปินอิตาลีท่านนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพ Triptych แต่ถูกตัดทอนเหลือเพียงส่วนเดียวในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แม้ปัจจุบันจะไม่มีใครทราบว่าเดิมภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อโบสถ์ใดกันแน่ แต่แนวทางการวาดภาพและต้นกำเนิดของศิลปินทำให้นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับโบสถ์ในเมืองโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี ทั้งนี้เพราะแนวทางการวาดภาพนี้เสมือนหนึ่งภาพของศิลปินเดียวกันที่จัดแสดงอยู่ ณ National Gallery กรุงลอนดอน และกรอบภาพเป็นแนวทางศิลปะเฉพาะของเมืองโบโลญญ่า  นักท่องเที่ยวที่ดูภาพเขียนยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประจำจะรู้สึกได้ว่าภาพนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นกว่าชิ้นอื่นๆ ตรงที่ การลงสีที่ดูฉูดฉาด และหน้าตาของ Madonnaที่ทันสมัยกว่าที่ศิลปินผู้อื่นวาดในช่วงเวลาเดียวกัน

The Death of Cleopatra by Felice Ficherelli ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาลี  ภาพการเสียชีวิตจากงูกัดของคลีโอพัตรา กษัตริย์หญิงองค์สุดท้ายของอียิปต์หลังจากที่ Mark Anthonyพ่ายแพ้ต่อ Octavian ชิ้นนี้เป็นภาพที่ศิลปินวาดในช่วงท้ายของชีวิต แม้ศิลปินจะเขียนภาพในแนวทางศิลปะแบบบาโรค แต่ผลงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวทางศิลปะยุคเรอเนสซองส์อย่างเต็มที่

Jesus Washing the Feet of the Apostles by Giovanni Stefano Danedi ศิลปินอิตาลียุคบาโรค ภาพพระเยซูล้างเท้าให้สาวกเป็นช่วงเวลาก่อนภาพอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูนี้นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับหอสวดมนต์ในโบสถ์แห่งใดแห่งหนึ่งในมิลาน ประเทศอิตาลี  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากสีหน้าและท่าทางของพระเยซูที่ดูรักใคร่และอ่อนน้อมต่อสาวกที่กำลังถูกล้างเท้า เหตุการณ์ตอนล้างเท้าให้กับสาวกนี้ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในพระคัมภีร์เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าการรับใช้ผู้อื่นถือเป็นหลักคำสอนสำคัญ และเป็นการรับใช้พระเจ้าหนทางหนึ่ง และคนที่จะได้รับการยกย่องคือคนที่ยกย่องผู้อื่น นอกจากภาพทั้งสามนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายภาพของศิลปินอื่นๆ ด้วย เช่น Diana and Actaeon by Martin Johann Schmidt และ Adoration ofThe Magi by Michelangelo Unterberger เป็นต้น

แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/271147

แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

แหวกฟ้าหาฝัน : หนึ่งวันใน Ljubljana, Slovenia

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Metelkova city

นักท่องเที่ยวที่เที่ยวยุโรปจนปรุ และเริ่มไม่รู้จะไปประเทศไหนแล้ว ประเทศหนึ่งที่ปลอดภัย สวยงามและน่าเที่ยวอีกแห่งก็คือ Slovenia การเดินทางไปเมืองหลวงของประเทศที่ชื่อ Ljubljana นี้ก็ไม่ยากสามารถนั่งต่อเครื่องจากเวียนนาได้ สายการบินที่สะดวกสุดจึงควรเป็น Austrian airline แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการตั๋วราคาถูก ก็เลือกสายการบินอะไรก็ได้ที่เข้าเวียนนา แล้วบินต่อมาอีกทีหนึ่ง สายการบินที่ต่อเครื่องน้อยสุดอีกสายการบินหนึ่งก็คือ EVA air เพราะบินตรงจากกรุงเทพฯ เข้าเวียนนาเช่นกัน ข้อด้อยกว่าของสายการบินนี้คือ ไม่มีเครื่องออกทุกวัน และเวลาก็ไม่ดีเท่าAustrian airline แต่ตั๋วโปรโมชั่นมักมีบ่อยและราคาถูกกว่า นักท่องเที่ยวสามารถคาดเดาสภาพเมือง Ljubljana ได้ตั้งแต่เหยียบสนามบิน เพราะสนามบิน Ljubljana เล็กมาก เล็กกว่าสนามบินใหญ่ๆ ตามหัวเมืองประเทศเราเสียอีก การเข้าเมืองก็ไม่มีรถไฟมีแต่รถบัส รถออกตรงเวลาดี เสียอย่างเดียววิ่งนานมาก 50 นาทีเชียว

Ljubljana (ลูเบียน่า) เมืองหลวงที่อ่านค่อนข้างยาก และมีความหมายว่าที่รักนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนน่ารักของยุโรป ตั้งอยู่กลางประเทศสโลเวเนีย เมืองนี้มีประชากรเพียงแค่ 260,000 คนจึงเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัยและน่าเดินเล่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ และความวุ่นวาย ผู้คนในเมืองมักใช้ชีวิตแบบslow life โดยเฉพาะวันศุกร์จะมีตลาดอาหารที่ต้องมาสัมผัสจึงจะสามารถเข้าใจบรรยากาศของคำว่าslow and beautiful life ได้อย่างแท้จริงนักท่องเที่ยวจะหลงใหลเมืองนี้ได้ไม่ยากตั้งแต่ได้เริ่มสัมผัส ทั้งนี้เพราะถนนหนทางของเมืองนี้เล็ก แทบไม่มี highway และตึกรามบ้านช่องสวยงามตามแบบอย่างออสเตรีย


Metelkova city 2

สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเมืองและไม่ได้โปรดการเข้ามิวเซียมมากมายก็คือ การเดินเล่นในเมือง ผ่านสะพาน Triple Bridge ซึ่งมีตลาดปลาตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสะพานนี้เพราะสะพานนี้ไม่ได้เป็นสะพานแค่ข้ามถนน แต่มีร้านค้าเรียงรายอยู่บนสะพานด้วย และ Dragon Bridge ซึ่งมีหัวมังกรติดอยู่หัวเสาที่อยู่ใกล้กันซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟกลางมากนัก ถ้านักท่องเที่ยวชอบล่องเรือ ก็อาจเลือกล่องเรือแทนการเดินดูทั่วทั้งเมืองได้ หรือจะเดินเล่นช็อปปิ้งแถว Gornji Tr ก็ได้ นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาไม่เหมือนที่ใดในโลกนั่นคือMetelkova city หรือเมืองวัฒนธรรม ที่นี่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลูเบียน่า ณ ตำแหน่งที่ตั้งทางการทหารสมัยที่ยังเป็นเมืองหนึ่งของยูโกสลาเวียอยู่ เมืองวัฒนธรรมที่ตั้งชื่อตามบาทหลวงนิกายคาทอลิกนามว่า Fran Metelko นี้ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 7 หลังบนพื้นที่ 12,500 ตารางเมตร อาคารทุกหลังอันเป็นที่ตั้งของห้องภาพ บาร์ ห้องเขียนภาพของศิลปินออฟฟิศจัดคอนเสิร์ตถูกตกแต่งด้วยงานเขียนสีนํ้ามันที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก นักท่องเที่ยวสามารถจะมาเดินเล่นถ่ายภาพได้อย่างสนุกสนาน

นอกจากเดินเล่น ถ่ายรูปแล้ว เมืองนี้ยังเป็นสวรรค์ของนักช็อป ที่นี่มี Big city ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งใหญ่ชานเมืองที่มีร้านค้ามากถึง 470 ร้าน หากนักท่องเที่ยวไม่แน่ใจว่าจะซื้ออะไร แต่มาเดินเฉยๆก็ได้ แต่หากต้องการมาซื้อของคงต้องทำการบ้านมาให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นคงกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน เพราะหาร้านไม่เจอ


Metelkova city3

แม้เมืองนี้จะไม่ติดลิสต์ของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม จึงไม่ใช่เมืองที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสไปแวะเวียนบ่อยๆ แต่สโลเวเนียกลับเป็นประเทศต้นๆ ที่คนอยากมาเกษียณ ประเทศนี้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็มีกลิ่นอายของความเป็นยุโรปอย่างเต็มเปี่ยม
นักท่องเที่ยวที่มองหาเมืองที่จะมาใช้ชีวิตหลังเกษียณจะหลงรักและอยากมาอยู่เมืองนี้ไม่ยากนัก เพราะเมืองนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ตึกรามบ้านช่องสวยงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนน่ารัก ค่าครองชีพไม่สูงมากติดไปทางค่อนข้างตํ่าด้วยซํ้าหากเทียบกับยุโรปตะวันตกอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นนักดื่มด้วยแล้วจะยิ่งติดใจเพราะไวน์ Slovenia รสชาติดี ราคาถูกโดยเฉพาะเทียบกับไวน์ฝรั่งเศส แต่หากนักท่องเที่ยวชื่นชอบไวน์ขาวก็จะยิ่งปลื้ม เพราะไวน์ขาวของประเทศนี้อร่อยและถูกมาก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนประเทศนี้สักครั้ง รับรองได้ว่าจะประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


ตลาดเช้า


บรรยากาศตลาดวันศุกร์


บรรยากาศ Slow Life


บรรยากาศตลาดวันศุกร์


บรรยากาศในเมือง


สะพานลางเมือง

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/269991

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองเวนิส เมืองที่อยู่ใกล้และน่าสนใจก็คือPadua เพราะที่นี่อยู่ห่างจากเวนิสทางรถไฟเพียงแค่30 นาทีเท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้รถไฟด่วน และไม่ต้องจองให้เปลืองเงินหากใช้อิตาลีพาสต์ Padua เมืองทางทิศเหนือของอิตาลีที่มีประชากรเพียงแค่ 2 แสนกว่าคนนี้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มากที่สุดก็เพราะที่นี่มีมหาวิทยาลัย Padua อันเป็นที่ซึ่งกาลิเลโอ กาลิเลอีเป็นอาจารย์อยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เมืองที่มีผังเมืองที่ถูกจัดวางอย่างยอดเยี่ยมและมีอาคารที่แสนสวยงามนี้ยังมีชื่อเสียงอีกด้านในแง่เป็นเมืองในเรื่อง The Taming of Shrew ของ William Shakespeare ด้วย

Padua ถูกเชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลีตอนเหนือ มีประวัติย้อนไปถึง 1,183 ปีก่อนคริสตกาล และถูกจัดตั้งโดยเจ้าชาย Antenor ชาวโทรจันหลังจากที่เมืองทรอยแตก หลังจากนั้นเมืองนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมัน และกลายเป็นเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการผลิตม้า และขนแกะส่งผลให้สิ้นคริสต์ศตวรรษแรก เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดนอกกรุงโรม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Padua เกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ในปี 1174 จนต้องสร้างเมืองใหม่อีกครั้งส่งผลให้เมืองมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากนั้นเมืองนี้ก็มีผู้ปกครองจากที่ต่างๆ ผลัดกันมามีอำนาจจวบจนตกมาเป็นของอิตาลีในปี 1866 Paduaก็กลายเป็นเมืองที่จนที่สุดทางตอนเหนือของอิตาลี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระเจ้า Vittorio Emanuele III เลือกที่จะมาประทับที่ Padua ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมจนส่งผลให้เมืองนี้ก้าวหน้ามากขึ้นหลังสงครามโลก อย่างไรก็ดี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Padua กลับเสียหายอย่างหนักจากระเบิดที่ลงหลายครั้งจนทำให้โบสถ์และผลงานทางศิลปะเสียหายไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามหลังสงคราม Padua ก็ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในเมือง ที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสุดของเมืองคือ Palazzo della Ragione หรือ Palace of Reason พระราชวังที่มีหลังคาที่ไม่มีเสาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พระราชวังที่มีห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมขนาด 81.5×27 เมตรสูง 24 เมตรนี้เริ่มสร้างเมื่อปี 1172 โดยได้รับการตกแต่งหลังคาจากFra Giovanni และมีผนังโดยรอบเป็นภาพปูนเปียก หลังจากที่พระราชวังถูกไฟไหม้ไปในปี 1420 สถาปนิกคนใหม่ได้ปรับห้องภายในให้มีขนาดยาวขึ้นและตกแต่งใหม่ด้วยภาพปูนเปียกอีกโดย Nicolo Miretto และ Stefano da Ferrara

พระราชวังที่มีหลังคาแปลกที่สุดในโลกแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นอิสรภาพของเมือง ทางทิศตะวันตกของพระราชวังนี้อยู่ติดกับ Piazza dei Signori ที่มีหอระฆังที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนพระราชวังแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ดูภาพปูนเปียกจนจุใจ แต่ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกไม่เหมือนพระราชวังแห่งใดในโลก เพราะตลอดการเยือนจะรู้สึกอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารราวกับกำลังอยู่ในโรงอาหารขนาดใหญ่เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/268936

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

แหวกฟ้าหาฝัน: Verona Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

TOP VIEW

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมือง Verona และไปเที่ยว Arena บ้านจูเลียตและโบสถ์แล้ว หากยังมีเวลาควรไปเยี่ยมเยือน Castelvecchio หรือ Verona Castleด้วย ปราสาทของตระกูล Scliger แห่งนี้เป็นปราสาทที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีตอนเหนือ ปราสาทที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิกแห่งนี้ถูกสร้างด้วยอิฐแดงทั้งหลัง ดั้งเดิมนั้นที่นี่มีคูล้อมรอบ แต่ปัจจุบันแห้งเหือดไปหมดแล้ว ปราสาทที่มีหอคอย 7 อัน และอาคารใหญ่ 4 แห่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมิวเซียมด้วย

สะพาน

ปราสาทที่ Lord Cangrande II della Scala สร้างตลอดความยาวแม่นํ้าโดยมีสะพานเชื่อมและอยู่นอกกำแพงเมืองโรมันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยจากตระกูล Gonzaga  และ Sforza จึงมีสะพานเผื่อไว้ให้คนในตระกูลสามารถหนีไปทางเหนือสู่แคว้น Tyrol ได้หากถูกรุกราน และคนในตระกูลเขาก็มีโอกาสต้องใช้สะพานจริงเพื่อหนีภัยไปยังเยอรมันในเวลาต่อมา หลังจากนั้นปราสาทนี้ก็ถูกครอบครองโดยนโปเลียน ในช่วงสงครามนโปเลียนในปี 1796 เมื่อชาวเมืองตัดสินใจต่อต้านกองทัพฝรั่งเศส พวกเขาจึงทำลายปราสาทลงไปอย่างมากโดยลืมคิดไปว่า ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองของตัวเอง

ส่วนสะพานที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำ Adige นั้นเป็นสะพานที่มีลักษณะแบบป้อมปราการโดยมีส่วนโค้งเป็นส่วนๆ และมีความกว้างมากที่สุดในโลก ขณะสร้างคือ กว้างถึง 48.7 เมตร ส่วนของสะพานที่สร้างในปี 1354 นั้น มีความแข็งแรงมาก แม้จะสร้างขึ้นเพื่อให้การหนีจากป้อมเกิดขึ้นได้ง่ายเท่านั้น อย่างไรก็ดี สะพานกลับถูกทำลายลงไปมากเมื่อฝรั่งเศสยึดครองอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซ้ำร้ายในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2นั้นสะพานแห่งนี้ได้ถูกเยอรมันทำลายลงอย่างราบคาบ แต่ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1949 โดยยังคงใช้อิฐแดงทางด้านบนเฉกเช่นเดิม ส่วนด้านล่างใช้หินอ่อนสีขาวแทน

ส่วนของมิวเซียมนั้นก็มีของจัดแสดงเป็นพวกวัสดุจากการฟื้นฟูปราสาทของ Carlo Scarpa สถาปนิกผู้ปรับปรุงอาคารระหว่างปี 1959-73รวมทั้งงานทอง เซรามิก อาวุธโบราณ ภาพเขียนงานปูนเปียกจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับศาสนจักรเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งงานประติมากรรม และระฆังเก่า

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนปราสาทแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ชมมิวเซียมที่มีของจัดแสดงหลากหลายแบบแล้ว ยังสามารถประทับใจไม่รู้ลืมกับการถ่ายรูปบนกำแพงที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นใดเลย
อีกต่างหากด้วย

ด้านหน้า

ภายใน

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267820

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

แหวกฟ้าหาฝัน : เข้าโบสถ์เมือง Verona

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ต้องการออกจากโรมไป Venice เมืองที่ควรแวะก่อนคือ Verona ที่นี่ไม่ได้มีเพียง Arena และบ้านจูเลียตเท่านั้น เมืองนี้ยังมีโบสถ์ที่น่าสนใจหลายแห่งด้วย โบสถ์ของเมืองนี้แต่ละแห่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากโบสถ์ทั่วไป และมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหาก เช่น  San Fermo Maggiore โบสถ์ที่สร้างด้วยศิลปะแนว Romanesque นี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 8   ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่  11 คณะสงฆ์  Bendictine ก็สั่งให้สร้างส่วนของชั้นสองและหอระฆัง แต่กว่าหอระฆังจะสร้างเสร็จก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่  13 แล้ว ในปี 1755 ทางโบสถ์ได้นำระฆัง 6 ใบมาบรรจุไว้เป็นวงกลมตามอย่างศิลปะที่เรียกว่า Veronese bellringing art  ภายในโบสถ์มีแท่นบูชาที่สวยงามผลงานของ Giovannoi Battista Belloti ศิลปินยุคบาโรคที่ชื่อSt.Francis of Assisi ประดับอยู่  นอกจากนี้ที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอธิษฐานชั้นใต้ดินซึ่งมีผนังตกแต่งด้วยภาพปูนเปียก แม้ไม่วิจิตรเท่าการตกแต่งด้านบนก็ตาม

San Anastasia โบสถ์ Dominican ที่สร้างด้วยศิลปะโกธิคใกล้กับสะพาน Pietra นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1280  โบสถ์ที่ถูกออกแบบโดย Dominican friars Fra’ Benvenuto da Imola นี้สร้างขึ้นทับโบสถ์ที่ถูกสร้างโดยพระเจ้า Theoderic
the Great ส่วนของหอระฆังนั้นแต่เดิมบรรจุระฆังแค่ 4 ใบต่อมาในปี 1650 ทางโบสถ์ได้เพิ่มระฆังใบที่ 5 และในปี 1839 ก็เพิ่มระฆังอีกเป็น 9 ใบโดยจัดตั้งในแนว Veronese bellringing art ด้านหน้าโบสถ์แบ่งเป็นสามตอนสอดรับกับตรงกลางและบันไดสองข้าง ด้านหน้าทำจากหินแดง แต่ส่วนกลางเป็น Rose Window หรือสถาปัตยกรรมหน้าต่างที่นิยมตกแต่งสำหรับโบสถ์แนวโกธิคอันคงเป็นเพราะเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอยู่แล้ว

ส่วนภายในของโบสถ์นั้นสร้างจากหินอ่อนจากเมือง Verona เอง เสาหินหลักตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของ Castelbarco of Trento ผู้ออกเงินสร้างโบสถ์ และยังมีงานประติมากรรมของ Cortesia Serego ในรูปกำลังขี่ม้าและถือคทาอันแสดงถึงอำนาจบนโลงศพที่ว่างเปล่าเพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่เขาอีกต่างหากด้วย ส่วนฐานของเสาหลักใหญ่สองต้นมีการตกแต่งด้วยงานประติมากรรมรูปคนหลังค่อมจากฝีมือของ Gabriele Caliari บุตรชายคนโตของ Paolo Veronese

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนโบสถ์ทั้งสองของเมือง จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการตกแต่งภายในของทั้งสองโบสถ์ที่งดงามและอลังการมาก แต่ก็อาจฉงนสนเท่ห์ว่า เหตุใดโบสถ์ทั้งสองของเมืองจึงไม่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำเฉกเช่นเดียวกันกับโบสถ์ชั้นนำอื่นๆ ของอิตาลี

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/266616

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

แหวกฟ้าหาฝัน: MAXXI

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมทันสมัยแปลกๆ และงาน Contemporary Art สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้เมื่อไปเยี่ยมเยือนโรม ไม่งั้นเสียดายแย่ นั่นคือ MAXXI หรือ National Museum of the 21st Century Arts ที่นี่เป็น National museum of contemporary art and architect ของกรุงโรมที่เริ่มต้นโครงการครั้งแรกในปี 2000 และใช้เวลาถึง 10 ปี ในการก่อสร้างภายใต้รัฐบาลอิตาลีถึง 6 ชุด สถานที่ตั้งของมิวเซียมนี้เดิมเป็นค่ายทหารมาก่อน สถาปัตยกรรมที่มีหน้าตาแปลกตาทั้งภายนอกภายในนี้ได้มาจากการประกวดแบบ สถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบคือ Zaha Hadid สถาปนิกชาวอิรักที่เติบโตในอังกฤษ สถาปนิกหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล Pritzker Architecture Prize ปี 2004, Stirling Prize ปี 2010, 2011, Royal Gold Medal จาก Royal Institute of British Architects ผู้ได้รับฉายานามจาก The Guardian of London ว่า Queen of the Curve ผลงานเด่นๆ ของเธอมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Aquatic Center ในสนามกีฬาโอลิมปิกลอนดอนปี 2010, Art Museum Boston, Al Wakrah Stadium กรุงโดฮา ผลงานการออกแบบ MAXXI นี้เองที่ทำให้ Zaha Hadid ได้รับรางวัล Stirling Prize อันเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอังกฤษจาก Royal Institute of British Architect’s ในปี 2010

Zaha Hadid เกิดในอิรักจากครอบครัวผู้มีอันจะกิน เธอเข้าศึกษาระดับวิทยาลัยด้านคณิตศาสตร์ที่ American University ในกรุงเบรุตก่อนจะย้ายไปลอนดอนเพื่อเข้าศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม R.E.M. Koolhaas ศาสตราจารย์ที่สอนเธอ ณArchitecturalAssociation School of Architecture กรุงลอนดอนยกย่องว่าเธอเป็นนักเรียนที่ปราดเปรื่องที่สุดที่เขาเคยสอนมาในชีวิต เธอได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ก่อตั้ง 89 องศา เพราะไม่มีงานชิ้นใดของเธอที่จะมีมุม 90 องศาเลย หลังจบการศึกษาเธอเข้าทำงานกับอาจารย์จนได้รับสัญชาติอังกฤษจึงเปิดบริษัทเอง และได้ทำการสอนด้านสถาปัตยกรรมที่สถาบันดังๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Harvard Graduate School of Design, Cambridge University, University of Chicago, Hochschule fur Bildende Kunste Hamburg, University of Illinois Chicago และ Columbia University

ผลงานชิ้นต้นๆ ที่เธอออกแบบและได้รับการสร้างที่กลายเป็นต้นแบบให้กับ MAXXI คือ Vitra Fire Station เยอรมนี และ Phaeno Science Center, Wolfsburg เยอรมนี แนวคิดหลักในการออกแบบ MAXXI คือ ความรู้สึกเคลื่อนไหว ทุกโครงสร้างในอาคารจะให้ความรู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่สิ้นสุดงานออกแบบตึกที่ภายในอาคารประกอบด้วย MAXXI Art, MAXXI Architect หอจัดแสดงคอนเสิร์ต ห้องสมุด ห้องขายหนังสือและห้องอาหารนี้เป็นการวางรูปแบบที่มีลักษณะแปลกตาอย่างมาก นั่นคือ มีการวางตัวไขว้ไปมาระหว่างสถาปัตยกรรมตามตรงและขวาง รวมทั้งแบบเหลี่ยมมุมผสมกับความโค้งคล้ายกับการจัดเรียงของโครงสร้างงานสถาปัตยกรรมการขนส่ง โครงสร้างของตัวอาคารประกอบด้วยผนังโค้งที่ทำจากคอนกรีต ส่วนโครงสร้างตามแนวขวางทำจากเหล็กกล้าสีดำ บางกลุ่มของส่วนหลังคาก็มีคอนกรีตห่อหุ้มไฟเบอร์อยู่

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยือน MAXXI สามารถรู้สึกได้ถึงความปราดเปรื่องของสถาปนิก และยิ่งได้ดูผลงานแบบประกวดของเธอเทียบกับผู้เข้าประกวดอื่นในส่วน MAXXI Architect แล้ว จะยิ่งเข้าใจได้ว่าเหตุใด คณะกรรมการจึงเลือกให้ผลงานของ Zaha Hadid ชิ้นนี้ชนะประกวด และเมื่อเสร็จการเยี่ยมเยือนก็จะรู้สึกได้ดั่งที่เธอตั้งใจให้ผู้เข้าเยี่ยมเยือนรู้สึกนั่นคือ อาคารสร้างความรู้สึกบรรจบกัน รบกวนกันและดูวุ่นวายไม่รู้จบได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ