แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289541

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศสโลวีเนีย นอกจากเมือง Ptuj แล้ว Maribor เป็นอีกเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านไวน์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศและมีประชากรมากถึง 95,000 คนนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น Lower Styria เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1204 นี้เติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากชัยชนะของพระเจ้า Rudolf I แห่งราชวงศ์ Habsburgต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองกว่า 80% พูดภาษาเยอรมัน เมืองนี้จึงมีชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า Marburg an der Drau

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวสโลวีเนียส่วนใหญ่ที่อาศัยบริเวณนี้ถูกสงสัยว่าเป็นศัตรูกับจักรวรรดิออสเตรียส่งผลให้ประชาชนขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หลังการล่มสลายของจักรวรรดิ Austrian-Hungarian ในปี 1918 Maribor ซึ่งถูกครอบครองโดยทั้งกลุ่มสโลวีเนียนโครแอตและเยอรมันได้มีการจัดประชุมและสรุปว่าดินแดนส่วนนี้จึงควรเป็นของเยอรมันเนื่องจากประชาชนชาวเยอรมันในเมืองมีมากกว่า แต่ผู้นำที่เข้าประชุมชาวสโลวีเนียไม่ยินยอม จึงเกิดการแข็งข้อและยึดเมืองส่งผลให้ชาวออสเตรียเยอรมันที่พูดภาษาเยอรมันถูกขับออกจากพื้นที่ แต่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาเยอรมันซึ่งเรียกตัวเองว่า Green Guard ไม่ยินยอมจึงลุกขึ้นสู้และสามารถยึดเมืองคืนได้

อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง Maribor ก็ตกอยู่ในมือชาวสโลวีเนียนอีก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน Kingdom of Serbs, Croats and Slovenes โรงเรียน องค์กรและสมาคมที่พูดภาษาเยอรมันถูกปิดหมดภายใต้การปกครองของยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังทศวรรษที่ 1930 ชาวเยอรมันก็เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเมื่อนาซีเยอรมันเรืองอำนาจ

ในปี 1941 ดินแดน Lower Styria ก็ถูกครอบครองโดยนาซี และฮิตเลอร์ก็ได้ประกาศครอบครองดินแดนแห่งนี้รวมส่งทหารเข้ามาครอบครองประสาท อีกทั้งยังขับไล่ชาวโลวีเนียนออกจากเมือง เมืองนี้กลายเป็นคุกขังนักโทษชาวอังกฤษ ออสเตรีย และนิวซีแลนด์ให้กับเยอรมันระหว่างปี 1941-5 เนื่องจากเมืองนี้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมอาวุธให้กับเยอรมันจึงกลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีทางอากาศส่งผลให้เมืองถูกทำลายมากถึง 47% หลังสงคราม Maribor กลายเป็นเมืองที่ถูกทำลายมากที่สุดของยูโกสลาเวีย หลังยูโกสลาเวียแตก ชาวเมืองตกงานมากถึง 25% เศรษฐกิจของเมืองนี้กระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเมื่อสโลวีเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูและใช้เงินยูโร

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ city museumที่อยู่ใน Castle มิวเซียมประจำเมืองแห่งนี้มีขนาดเล็กมีของจัดแสดงไม่มาก สมบัติที่ดูล้ำค่าสุดน่าจะเป็นภาพเขียนของ Rambrandt เจ้าพ่อ Portrait นอกจากนี้ที่นี่ยังมี Art Galleryซึ่งมีภาพเขียนของศิลปินประจำชาติจำนวนหนึ่ง รวมทั้งภาพเขียนของศิลปินจีนอีกจำนวนเล็กน้อย

เนื่องจาก Maribor เป็นเมืองไวน์ที่สำคัญของประเทศ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์จึงควรเข้าเยี่ยมเยือน Chateaux หรือ old wine house ที่ผลิตไวน์ประจำเมือง การเยือน Chateaux แห่งนี้คล้ายกับการเที่ยวมิวเซียมนั่นคือมีไกด์นำทางเป็นรอบๆ การบรรยายจะพูดถึงการผลิตไวน์ในเมืองนี้ซึ่งปัจจุบันผลิตได้ 1 ล้านลิตรสามารถส่งออกไปขายในเมืองต่างๆ แต่จำนวนนี้ลดลงจากสมัยก่อนที่เคยผลิตได้ถึง 10 ล้านลิตร ไฮไลท์ของการเยี่ยม Chateaux ก็คือ การเข้าไปเดินในถังไวน์ เนื่องจากถังไวน์ของเมืองมีขนาดใหญ่มาก และเป็นถัง stainlessฝาปิดมีขนาดใหญ่กว่าตัวคนหลายเท่าสามารถมุดเข้าไปดูได้สบายๆ ส่วนสำคัญสุดท้ายอยู่ที่การชิมไวน์ที่มีสนนราคา 4 เหรียญ 3 แก้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกไวน์ที่ถูกใจโดยบอกรสชาติที่ต้องการชิมได้ ไวน์ที่อร่อยที่สุดราคาสูงสุดขวดละ 32 เหรียญ ขนาด 375 ซีซี เป็นไวน์หวานของเมือง Ptuj ส่วนพันธุ์องุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของย่านนี้ก็คือพันธุ์ Renina ซึ่งสามารถผลิตไวน์ที่หอมหวานที่สุดในโลกนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสลิ้มลองไวน์จากองุ่นพันธุ์นี้จะตรึงใจไปนานเท่านานเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288250

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

แหวกฟ้าหาฝัน : ครึกครื้นริมทะเล Adriatic

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชายทะเลหาดหญ้าเมือง Koper

นอกจาก Piran แล้วเมืองชายทะเลอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวที่ได้เยือน Slovenia ชอบไปกันคือเมือง Koper เมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของ Istrian Region ที่อยู่ห่างจากอิตาลีเพียงแค่ 3.1 ไมล์นี้มีเอกลักษณ์ทางด้านนิเวศวิทยาพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ มีความหลากหลายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติมาก แม้สโลเวเนียจะมีชายหาดเพียงแค่สั้นๆ แต่ชายหาดของเมืองนี้กลับมีความสำคัญมาก เพราะที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการล่องเรือเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากอิตาลี ภาษาหลักของที่นี่จึงมีทั้งภาษาสโลเวเนียและอิตาลี

เมืองที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ยุคโบราณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าว Koper นี้ดั้งเดิมมีชื่อว่า Goat town เมื่อชาวโรมันหนีมาอยู่ที่นี่ในปี 568 Koper จึงเติบโตขึ้น ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 6 เมืองนี้กลายเป็นที่ตั้งของศาสนจักรระดับมณฑลที่เรียกว่าสังฆมลฑลจึงเป็นที่ประทับของ Bishop ก่อนตกเป็นของชาว Avars ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 นับจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่นีก็มีการค้ากับเวนิช แต่ในช่วงสงครามระหว่างเวนิชและจักรวรรดิโรมัน เมืองนี้กลับอยู่ฝั่งเยอรมัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรพรรดิ ConradII แต่ Koper ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิชอีกครั้งในปี 1278


ชายหาดเมือง Portoroz

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 Koper เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ส่งผลให้ประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ Trieste กลายเป็นเมือง
ท่าใหญ่ Koper เลยหมดความสำคัญลงนับจากนั้นมา เมืองนี้เป็นอาณาจักรภายใต้การปกครองของอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการสถาปนาเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียเมื่ออิตาลีแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสโลเวเนียประกาศอิสรภาพในปี 1991 Koper ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลเวเนียในที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ก็คือ PraetorianPalace และ Tower แต่หากนักท่องเที่ยวมีเวลาไม่มาก และต้องการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของอิตาลีนั่นคือ Trieste นักท่องเที่ยวอาจทำเพียงแค่เดินเล่นริมทะเลที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แต่งกายแบบนุ่งน้อยห่มน้อยตามแบบชายหาดตะวันตกทั่วไป ชายหาดของ Koperยังมีลักษณะแตกต่างจากทะเลที่ใดในโลกตรงที่ เป็นชายหาดหญ้าด้วย

นอกจาก Piran และ Koper แล้ว เมืองริมทะเลที่อยู่ห่างกันไม่มากเพียงนั่งบัสไปแค่ยี่สิบกว่านาทีอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ Portoroz ที่แปลว่า Port of Rose เมืองสปาแห่งนี้เริ่มพัฒนาครั้งแรกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นผลมาจากการที่ผู้ว่าเมือง Piran และแพทย์ท้องถิ่นต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวของเมืองจึงส่งเสริมการรักษาด้วยน้ำเกลือ และโคลนเกลือ นับจากความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวของ Dr.Giovanni Lugnano แล้วที่นี่เลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านสุขภาพติดอันดับของยุโรป นับจากนั้นมาเมืองนี้เลยเป็นที่ชุมนุมของคนมีชื่อเสียงต่างๆ ที่มาสร้างบ้านพักตากอากาศ ยิ่งเมื่อ Dr.Orazio Pupiniชาวออสเตรียได้เปิด Sanatorium เพื่อไว้บริการทางการแพทย์ขึ้น Portoroz ยิ่งโด่งดังจนเกิดการสร้างโรงแรมที่ดังที่สุดของย่านนี้คือ Hotel Palaceโรงแรมที่เคยเป็นที่พักของราชวงศ์ Austro-Hungarian ได้กลายเป็นโรงแรมที่สวยที่สุดของคาบสมุทร Adriatic เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ป่วยมากขึ้น ทางรัฐบาลจึงอนุญาตให้สร้างคาสิโนขึ้นในเมือง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้จะเห็นตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่มากมายบรรยากาศแบบพัทยาบ้านเรา ส่วนชายหาดก็คลาคล่ำไปด้วยเก้าอี้ผ้าใบและร้านอาหารที่ขายน้ำดื่ม ไอศกรีม และแอลกอฮอลล์ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อดับกระหายหลังจากเล่นน้ำทะเลเมืองนี้จึงมีบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ Piranเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญอีกแห่งของ Slovenia


ทางเข้าเมือง Koper


ทางเข้าเมือง Portoroz


บรรยากาศชายทะเล Koper


บรรยากาศถนนริมหาด Koper


บรรยากาศริมทะเล Portoroz


ปราสาทเมือง Kopre


ร้านเครื่องดื่มริมทะเล Portoroz


ร้านอาหารเมือง Koper


ลักษณะเก้าอี้นอนเมือง Portoroz

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286955

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

แหวกฟ้าหาฝัน : Piran เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเล Adriatic

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อู่จอดเรือหน้าเมือง

Slovenia ประเทศสวยงามเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากยูโกสลาเวียแห่งนี้มีเมืองริมทะเลไม่มากเหมือนอย่าง Croatia แต่ก็มีเมืองริมทะเลที่มีชื่อเสียงเช่นกัน เมืองแรกคือ Piran เมืองหลักหนึ่งในสามของ Slovenia Istria เมืองชายทะเลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้มีประวัติมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคโรมัน บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่า Illyrian Histri ที่มีอาชีพชาวนา ประมงและล่าสัตว์ พวกเขายังเคยปล้นสะดมพ่อค้าชาวโรมันที่เดินทางในทะเลเอเดรียติกเหนือด้วย คาบสมุทร Piran ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันในช่วง 178 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชาวโรมันละจากเมืองนี้ไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ดินแดนแห่งนี้ก็ถูกชนกลุ่ม Avars และ Slav รุกราน คนกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้เป็นสังคมเมืองมากขึ้น เมื่อ Piran ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักร Byzantine การก่อสร้างป้อมปราการก็เพิ่มขึ้น พวกเขาตกเป็นของ Holy Roman Empire อีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 10

ในช่วงระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18ที่นี่เป็นเขตปกครองของสาธารณรัฐเวนิส แต่ก็มีอิสระพอควรในการตัดสินใจ อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ชาวบ้านก็ถูกรังแกจากสาธารณรัฐเจนัวร์อยู่หลายครั้ง และในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวบ้านก็ยิ่งถูกรังแกเนื่องจากสาธารณรัฐเวนิสอ่อนแอลงและถูกโจมตีโดยจักรวรรดิออสเตรีย ยิ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งPiran กลายเป็นเขตปกครองของจักรพรรดินโปเลียนด้วยแล้ว พวกเขายิ่งต้องสู้รบกับอังกฤษ เพราะตัวเองเป็นฝ่ายฝรั่งเศส ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่ตกเป็นของจักรวรรดิ Austro-Hungarian ส่งผลให้เมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและกลายเป็นเมือง Spa หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อิตาลีได้เข้าครอบครองเมืองอยู่หลายปีจวบจนกระทั่งอิตาลีแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อยูโกสลาเวียแตก Piran จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลวีเนียในที่สุด


ถนนในเมือง

การเดินทางมาเมือง Piranไม่ยากมาก หากมาจากลูเบียน่า นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถบัสซึ่งมาถึงเมืองเลยหรือมาด้วยรถไฟถึงเมือง Koper แล้วต่อรถบัสก็ได้ ค่ารถบัสส่วนต่อเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น ระหว่างทางก่อนถึงเมือง Piran นักท่องเที่ยวจะเห็นบรรยากาศของเมืองชายทะเลอีกหลายแห่ง นักท่องเที่ยวอาจเล็งไว้ก่อนก็ได้ว่าขากลับจะแวะเมืองไหนบ้าง แต่ละเมืองมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน เมืองที่เป็นเหมือนเชิงเขานี้มีบ้านเรือนที่มีสีสันใกล้เคียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยสะอาดตา นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจไปจนถึงปลายสุดแหลมแล้วดูนักท่องเที่ยวเล่นน้ำหรืออาจแวะกินไอติมหรือข้าว ชมวิวทอดอารมณ์ก็ได้ แม้เมืองนี้จะเป็นเมืองพักผ่อนหลักของนักท่องเที่ยว แต่ความสวยงามของเมืองและบรรยากาศเมืองนี้ กลับ slow life ไม่เร่งรีบและแออัดเหมือนอย่างเมืองท่องเที่ยวเช่นบ้านเรา สมแล้วที่ Slovenia ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่คนอยากไปเกษียณมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


ทางเข้าเมือง Piran


บรรยากาศกลางเมือง


บรรยากาศการเล่นนํ้า


หน้าศาลากลาง


บรรยากาศริมทะเล

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285828

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาท Predjama ประเทศสโลวีเนีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปราสาท Predjama

หลังจากนักท่องเที่ยวเสร็จภารกิจจากถ้ำ Postjama และพักกินอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลามารอรถบัสเพื่อไป exercise สถานที่ท่องเที่ยวที่สองของตั๋ว combo ที่ซื้อมา หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการเสียเวลา ควรมาดูเวลารถบัสที่หน้าห้องโถงขายตั๋วไว้ก่อนว่ารถบัสไปปราสาทจะออกกี่โมง เพื่อคำนวณเวลาในการเยือนถ้ำและกินข้าว ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจพลาดรอบที่ควรจะเป็นเพราะมาไม่ทันแล้วเลยต้องนั่งคอยนานอันจะส่งผลต่อการนั่งรถไฟกลับลูเบียน่า

ปราสาท Prejama ซึ่งตั้งห่างจากถ้ำ 11 กิโลเมตร ณ หมู่บ้าน Predjama นี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในชื่อ Luegg ในปี 1274 แต่เดิมนั้นปราสาทถูกสร้างแบบโกธิกโดยสร้างอยู่ใต้หน้าผาซึ่งทำให้ยากต่อการโจมตีของศัตรู ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นที่พำนักของ Erazem Lueger ที่มีชื่อเสียงว่าเป็น Robber Baron หรือโรบินฮู้ดที่ขโมยของคนรวยมาช่วยคนจน ตามตำนานเล่าว่า Erazem เริ่มมีความขัดแย้งกับราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย เพราะเขาดันไปฆ่า Pappenheim ทหารเอกของราชวงศ์เข้า เนื่องจาก Pappenheim ไปฆ่าเพื่อนรักของเขาก่อน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ Habsburgs เลยมีบัญชาให้ Andrej Ravbar สั่งจับตาย Erazem และสามารถทำได้สำเร็จเพราะ Erazem ถูกเพื่อนหักหลัง


จำลองการลงโทษ

หลังจากที่ Erazem ถูกฆ่าตายในขณะนั่งส้วม ปราสาทก็ตกเป็นของตระกูล Oberburg และถูกเปลี่ยนมือและสร้างใหม่อีกครั้งในปี 1511 โดยตระกูล Purgstall หลังจากนั้นไม่นาน ปราสาทที่เพิ่งสร้างเป็นครั้งที่สองก็ถูกแผ่นดินไหวทำลายลง ต่อมาในปี 1567 Archduke Charles of Austria ได้ให้ Baron Philipp von Coberzl เช่าไป 20 ปี เขาได้ปรับปรุงปราสาทใหม่ให้มีสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ หลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปราสาทริมผาที่ถูกขายต่อหลายทอดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนช่วงฤดูร้อนของเจ้าของอย่างสม่ำเสมอ จวบจนกระทั่งตกอยู่ในมือของรัฐบาลคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวียจึงได้กลายมาเป็นมิวเซียมในที่สุด

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนปราสาท 4 ชั้น ที่ฝังอยู่ในหุบผาสูง 123 เมตร และยากจะถูกโจมตีแห่งนี้สามารถเดินทางโดยรถบัส
จาก Postjama cave ถึงทางเข้าเลย ไม่ต้องเดินทางระยะไกลอีก นักท่องเที่ยวสามารถรับ Audioguide ที่มีให้เลือก 15 ภาษา เพื่อเดินชมปราสาทเองโดยไม่ต้องรอไกด์ แต่ต้อง กะเวลารถที่ออกรอบต่อไปกลับไปยังถ้ำให้ดี จะได้ไม่พลาด ภายในปราสาทเด็กๆ จะสนุกสนานกับการยลตามช่องของกำแพงที่สมัยก่อนมีไว้เพื่อไว้ตั้งปืนกล และให้ทหารเทน้ำมันราดรดผู้บุกรุก ปราสาทที่มี 26 ห้องและผนังเกือบทั้งหมดเป็นผนังผาตามธรรมชาตินี้มีส่วนของชั้นบนสุดดูอลังการมากจนแทบไม่เชื่อว่านี่เป็นปราสาทที่ธรรมชาติจัดสรรจนนับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์โดยสถาปนิกที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว


จำลองชีวิตความเป็นอยู่


ตำแหน่งตั้งปืนป้องกัน


ทางเข้าปราสาท


วิวจากปราสาท


เสื้อเกราะ


ห้องทำงานของเจ้าของปราสาท

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284632

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Queen of Cave ที่ Postojna

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้ำ Postojna ที่มีความยาว 24,340 เมตร ใกล้เมือง Postojna เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสโลเวเนีย ซึ่งได้ชื่อว่า Queen of Cave แห่งนี้เป็นถ้ำที่มีความยาวเป็นอันดับสองของประเทศ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ การเดินทางจากลูเบียน่าไปที่ถ้ำไม่ยากมากหากไปโดยรถบัส แต่หากไปโดยรถไฟก็อาจต้องเดินไกลสักหน่อย แต่ก็อยู่ในระยะที่เดินได้ เพราะถ้ำห่างจากสถานีกิโลเมตรเศษ ระหว่างทางไม่ค่อยมีทิวทัศน์น่าสนใจ และค่อนข้างร้อน ถ้ำที่เปิดใน
ฤดูร้อนนี้ด้านหน้าจะมีส่วนขายตั๋วและร้านขายของจัดไว้อย่างสวยงาม ค่าตั๋วขายเป็น combo set คู่กับปราสาท Predjama ที่อยู่ห่างจากถ้ำไป 9 ไมล์ พร้อมค่ารถบัสไปกลับรวม 30 ยูโร

ก่อนเข้าถ้ำ

การเที่ยวถ้ำที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึงปีละกว่า 36 ล้านคนแห่งนี้ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมสรรพเพราะภายในถ้ำจะหนาวมาก อุณหภูมิตั้งแต่ 8-12 องศาแล้วแต่ช่วงเวลา อย่างไรก็ดี ทางถ้ำมีเสื้อให้เช่าใส่อยู่ แต่ทางที่ดีนักท่องเที่ยวควรเตรียมไปเองจะง่ายกว่า รองเท้าที่สวมใส่ก็ควรสบายๆ ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าส้นสูงแหลม การเที่ยวถ้ำนั้นจะจัดเป็นรอบๆ ตามที่พิมพ์บนตั๋ว นักท่องเที่ยวต้องเผื่อเวลาเดินจากที่ขายตั๋วไปยังปากถ้ำพอสมควร เพราะมีร้านรวงมากมายคอยดักไว้ การเข้าแถวเพื่อเข้าเยี่ยมเยือนจะมีหลายภาษาให้เลือกเอาที่ชอบใจ

คนเดินในถ้ำ

ถ้ำที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดย Johann Weikhard von Valvasor นักผจญภัยนั้นเดิมเชื่อว่าน่าจะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 แล้ว เพราะภาพวาดบนฝาผนังถ้ำย้อนไปถึงปี 1213 ที่นี่เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวคนแรกที่เยี่ยมเยือนคือ Archduke Ferdinand ต่อมาในปี 1814 รัฐบาลได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้นด้วยการติดไฟภายใน และถ้ำแห่งนี้เลยเป็นสถานที่แรกของประเทศที่มีไฟฟ้าใช้ ถ้ำแห่งนี้ได้ถูกจัดเตรียมให้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จครั้งแรกในปี 1818 เมื่อพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งจักรวรรดิออตโตฮังกาเรียนมีพระประสงค์จะเสด็จมาเยือน การเสด็จในครั้งนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ได้ค้นพบส่วนของถ้ำเพิ่มขึ้นอีก

ทางเดินในถ้ำ

เนื่องจากถ้ำแห่งนี้มีความยาวมากถึง 5 กิโลเมตร ไกด์ทัวร์สมัยนั้นจึงกดดันให้รัฐบาลทำการวางระบบรางเพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น นักโทษชาวรัสเซียจึงเป็นแรงงานสำคัญในการสร้างสิ่งก่อสร้างภายในถ้ำในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ถ้ำแห่งนี้กลายเป็นที่เก็บน้ำมันมากถึงกว่าพันบาร์เรลของกองทัพนาซีส่งผลในเดือนเมษายน 1944 ถ้ำแห่งนี้ตกเป็นเป้าของการจู่โจมจนไฟไหม้ไปหมด รัฐบาลจึงได้เปลี่ยนมาใช้รถไฟที่ใช้ไฟฟ้าในปี 1945 และเปิดให้บริการกับประชาชนเป็นระยะทาง 5.3 กิโลเมตร เดือนมิถุนายน 2015 เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลถ้ำได้ค้นพบทางน้ำที่เชื่อมถ้ำแห่งนี้ไปกับถ้ำ Planina ทำให้ระบบถ้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 24 กิโลเมตร

บรรยากาศในถ้ำ

การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นรถไฟที่มีคิวยาวมาก และต้องลุ้นว่าตกลงเราจะได้ไปรอบนี้มั้ยโดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูร้อนที่คนมาร่วมเข้าคิวจำนวนมหาศาล ทางรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้เป็นของธรรมชาตินี้จะไปจรดกับเส้นทางของถ้ำที่เป็นธรรมชาติภายในซึ่งจะมืดกว่า และดูมีความเสียหายอยู่อันเป็นผลจากการโดนระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้ไปเยือนห้องโถงใหญ่ห้องแรกเรียกว่า Gothic Hall และฟังคำบรรยาย ก่อนเดินตามไกด์ไปตามทางแคบๆ ที่ไม่ได้น่ากลัวมากและเดินไม่ลำบากมากนักจนไปจรดอีกห้องโถงที่เรียกว่า Congress Hall ซึ่งแต่เดิมเป็นห้องเต้นรำ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะเดินผ่านทางเดินที่ตกแต่งด้วยประติมากรรม และสะพานรัสเซียเข้าสู่ห้องโถงสีแดงและสีขาว ก่อนจบทัวร์นักท่องเที่ยวจะผ่านตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีปลาหน้าตาแปลกที่เรียกว่า human fish ใน Concert Hall ก่อนจบทัวร์ด้วยการนั่งรถไฟย้อนกลับไปที่ปากทาง เป็นอันสิ้นสุดทัวร์ที่แสนประทับใจในเวลาชั่วโมงครึ่ง

รถไฟในถ้ำ

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/283280

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

แหวกฟ้าหาฝัน : ปราสาทเมือง Ptuj

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ของจัดแสดงในปราสาท

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Ptuj หรือพะทุยนี้นอกจากจะต้องไปดู Wine cellar และ Little castle แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลักอีกแห่งของเมืองที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Ptuj Castle ปราสาทที่ตั้งอยู่เชิงเขาอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้สร้างครั้งแรกตั้งแต่สมัยยุคหินหรือต้นยุคทองแดง ปราสาทแห่งนี้ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดย อาร์ชบิชอป Konrad ที่ 1โดยท่านเป็นผู้บูรณะปราสาทที่ถูกทำลายไปหลังจากที่ Friedrich ที่ 10 ลอร์ดคนสุดท้ายของเมืองเสียชีวิตในปี 1438 ที่นี่ก็กลายเป็นสมบัติของจักรพรรดิ Maximilian แห่งเยอรมันจนถึงปี 1490 ต่อมา Countess Theresia Herbersteinได้ซื้อปราสาทแห่งนี้ในปี 1873 และได้บูรณะใหม่หมดอีกครั้งและเป็นเจ้าของจวบจนปี 1945 ก่อนขายให้รัฐบาลเพื่อทำเป็นมิวเซียมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ปราสาทยุคบาโรคที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Drava ซึ่งประกอบด้วยอาคารและหอคอยทุกทิศทาง ฟาร์ม ยุ้งฉาง และป้อมยามที่ปัจจุบันเป็นมิวเซียมนี้ต้องเข้าเยี่ยมชมโดยมีไกด์นำเท่านั้น ของจัดแสดงภายในนอกจากตัวอาคารเรื่องราวต่างๆ ของที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างแล้ว ยังมีของสะสมเกี่ยวกับอาวุธ เครื่องดนตรี วัฒนธรรมเกี่ยวกับศักดินาของสะสมเกี่ยวกับหน้ากาก หุ่นที่เกี่ยวเนื่องกับงานเฉลิมฉลองประจำปี ภาพเขียนของราชวงศ์ Habsburg แห่งออสเตรียที่เคยมาปกครองดินแดนแถบนี้ ส่วนของอาคารที่สวยงามที่สุดอยู่ชั้นล่างซึ่งเป็นที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ ถ้วยโถโอชาลวดลายจีน และภาพเขียนต่างๆ


ตัวอย่างของจัดแสดง exhibition

Exhibition ที่โดดเด่นจัดแสดงตั้งแต่ประตูทางเข้า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับงาน carnival หน้ากากและหุ่นซึ่งตั้งต้นจากแนวคิดที่ว่า เมื่อผู้คนสวมหน้ากาก และเสื้อผ้าในหุ่น พวกเขาสามารถที่จะมีพฤติกรรมที่ดูแปลกออกไป หรือสามารถมีพฤติกรรมที่โดยปกติไม่สามารถยอมรับได้ง่ายขึ้น  ต้นกำเนิดของการสวมหน้ากากในอดีตเป็นผลมาจากแนวคิดที่ว่า มันจะทำให้เขาเหล่านั้นสามารถที่จะติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้  เมื่อมนุษย์สวมหน้ากาก พวกเขามักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และมักจะทำตัวลอยลมไปกับสิ่งแวดล้อม หรือทำตัวคล้ายกับหน้ากากที่ตัวเองสวมใส่ หากพวกเขาสวมหน้ากากเป็นปีศาจ พวกเขาก็มักจะส่งเสียงแปลกๆ และทำตัวน่ากลัวเหมือนปีศาจ แต่หากพวกเขาสวมหน้ากากเป็นเทพเจ้า พวกเขาก็จะทำตัวเหมือนอย่างเทพเจ้าด้วยการให้ศีลให้พร หรือแม้แต่รดน้ำให้พรกับประชาชน

ในสโลเวเนีย เทศกาลหน้ากากซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญมีถึง 2 ฤดูคือ กลางหน้าหนาวและตามเทศกาลต่างๆ เช่น ในงานแต่งงาน เทศกาลหว่านไถ ในช่วงเทศกาลหว่านไถนั้น ชาวบ้านจัดงานโดยหวังให้เทพเจ้าช่วยปกป้องพื้นที่เพาะปลูกให้พ้นภัยจากภูติผี ตัวละครที่ใส่หน้ากากในเทศกาลนี้จะมีหลายตัว เช่น คราด ม้า คนเก็บเกี่ยวเป็นต้น แม้ปัจจุบันสโลเวเนียเจริญขึ้นมากแล้วแต่เทศกาลหน้ากากหว่านไถก็ยังมีอยู่ในบางหมู่บ้าน เช่น Markovci, Lancova


ตัวอย่างผนังยุคบาโรก

ที่นี่นอกจากจะเป็นมิวเซียมแล้ว ยังเปิดให้ประชาชนเช่าสำหรับจัดงานแต่งงานจัดคอนเสิร์ตและการสัมมนาด้วย


ตัวอย่างภาพเขียนในปราสาท


ห้องทำงาน

ห้องในปราสาท


ห้องรับแขก

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282100

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้าน Pullus

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ และมีโอกาสมาเยือนสโลเวเนีย เมืองหนึ่งที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก็คือ Ptuj ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมไวน์ขาวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพะทุย เมืองชื่อแปลกที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนีย และเป็นเมืองที่เก่าแก่ ที่สุดของประเทศแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Pallus ชาโตว์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศด้วย Ptuj ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยยุคหิน และถูกครอบครองโดย Celt ในยุคโลหะตอนปลาย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ที่นี่ถูกครอบครองโดยโรมและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Pannonian เมืองที่ถูกกล่าวถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 69 ก่อนคริสต์กาลนี้ถูกครอบครองโดยชนเผ่าสลาฟตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 และถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของบิชอฟแห่ง Salzburg ในปี 890

เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลบอลติกและทะเลเอเดรียติกนี้กลายเป็นสนามรบสำคัญระหว่างสงคราม Ottoman หลังถูกไฟไหม้หลายครั้งจนทำให้ประชากรลดลง ความสำคัญทางยุทธศาสตร์จึงลดลงตามไปด้วย ในปี 1910 ซึ่งเป็นช่วงของจักรวรรดิ Austro-Hungarian นั้นประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นคนพูดภาษาเยอรมัน ในขณะที่คนที่อยู่รอบๆ เมืองเป็นคนพูดภาษาสโลเวเนีย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิ Austria-Hungary ล่มสลายนั้น เมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of German Austria อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามกลางเมืองที่มีRudolf Maister ชาวสโลเวเนียเป็นผู้นำ จำนวนของคนพูดเยอรมันกลับลดลง เมื่อยูโกสลาเวียบุกเมืองในปี 1941 Ptuj ก็ถูกทหารนาซีของเยอรมันครอบครองจำนวนคนพูดเยอรมันในเมืองนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จวบจนกระทั่งเยอรมันแพ้สงคราม ชาวเยอรมันในเมืองนี้จึงอพยพย้ายหนีไปอยู่ทวีปอเมริกาเหนือ และปล่อยให้ชาวโลเวเนียครอบครองเมืองจวบจนทุกวันนี้


Little Castle

อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเมืองชื่อแปลกนี้คือ ไวน์ Wine Cellar หรือที่เก็บไวน์ของเมืองนี้ย้อนไปถึงปี 1239 ในช่วงที่มีการก่อตั้งอาราม Minorite ขึ้นครั้งแรกบาทหลวงของนิกายนี้เป็นเจ้าของแผ่นดินมากมายในเมืองและได้ก่อตั้งห้องใต้ดินสำหรับเก็บไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไว้ อย่างไรก็ดี ในภายหลังศาสนจักรกลับศูนย์เสียอำนาจในการควบคุมการผลิตไวน์ไป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Ptuj สถานที่แรกที่ควรเยี่ยมเยือนคือ WineChateaux แต่หากนักท่องเที่ยวไม่อยากเรียนรู้การทำไวน์อีกแล้ว เพราะได้ฟังมาจากที่อื่นๆ หลายครั้งแล้ว สถานที่ท่องเที่ยว The Must น่าจะเป็น Wine Cellar ของ Pullus ร้านขายไวน์ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนักน่าจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ขาวเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะถิ่นนี้มีไวน์ขาวจากองุ่นหลากหลายพันธุ์ เช่น Italian Riesling, Chardonnay, Sauvignon, Rhine Riesling, Pinot Blanc, Pinot Gris, Traminer, and Muscatel ร้าน Pullus มีไวน์ขาวให้ชิมหลากหลายปี และหลากหลายรสชาติตั้งแต่ dry ที่ค่อนข้างเฝื่อน หวานน้อย หวานมากไวน์ขาวที่ผสมกันมาจนออกรสหวานของร้านนี้ไม่เพียงหวานชื่นใจเท่านั้น ยังหอมมากราวกับน้ำหอมเลยทีเดียว ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย ขวดที่แพงที่สุดราคาเพียงแค่ 30 กว่าเหรียญเท่านั้น

นอกจากร้านไวน์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะ ควรเยี่ยมชม Little Castle หรือ DominicanMonastery อารามเก่าของบาทหลวงนิกาย Dominican อารามที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 นี้ มีความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม โดยส่วนของหลังคา และหน้าบรรณจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ ปัจจุบันที่นี่เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเกี่ยวกับเหรียญโบราณ หลุมศพ และอาจมีนิทรรศการผลงานศิลปะแนวContemporary Art เป็นครั้งคราวด้วย


งานศิลปะหัวข้อ Politics


งาน contemporary art


หลังคาภายใน


ถังโอ๊คเก็บไวน์ให้ลองชิม


บรรยากาศงานศิลปะใน Little Castle


ชั้นขายไวน์


บรรยากาศในร้าน Pullus


บรรยากาศภายใน Little Castle

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280835

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

แหวกฟ้าหาฝัน : เมือง Kranj มีอะไร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

France Preseren

นักท่องเที่ยวที่มาถึงเมือง Kranj เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลูเบียน่า นอกจากจะต้องเที่ยวอุโมงค์ให้ได้แล้ว เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่ง เมืองวัฒนธรรมสำคัญของสโลเวเนียที่แสนจะน่ารักแห่งนี้เป็นที่พำนักของ France Preseren ผู้ประพันธ์เพลงชาติสโลเวเนียและนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับนักประพันธ์ผู้นี้พอควร นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการเดินเล่นในเมืองเก่าเพื่อถ่ายรูปกับตึกรามบ้านช่องและป้อมปราการรวมทั้งอนุสาวรีย์ของ Preseren ก่อนจะเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดั้งเดิมนั้น เมืองเก่าแห่งนี้มีป้อมปราการมากถึง 8 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 แห่งเท่านั้น และบางแห่งก็ได้ทำการปรับปรุงให้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรม ส่วนกำแพงที่เชื่อมระหว่างป้อมปราการก็เป็นทางเดินเพื่อไว้ชมสวนสาธารณะ

หลังจากนั้นที่นักท่องเที่ยวเดินเล่นถ่ายรูปกับตึกน่ารักๆของเมือง และอนุสาวรีย์ของ France Preseren เรียบร้อยก็ถึงเวลาเข้าโบสถ์ St.Kancijan Church โบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเพื่อชมกระจกสี และอธิษฐาน หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวค่อยซื้อตั๋ว combo 6 เหรียญ เพื่อเข้าชมมิวเซียมสำคัญ 3 แห่งของเมือง หลังได้ตั๋ว นักท่องเที่ยวสามารถแวะพักขาที่ร้านกาแฟเพื่อจิบกาแฟฟรีที่มาพร้อมตั๋วก่อนเริ่มทัวร์ชุดใหญ่


กระจกสีในโบสถ์

มิวเซียมแห่งแรกที่นักท่องเที่ยวควรเข้าชมคือ City museum ซึ่งเป็น complex Gorenjski muzej ที่เรียกว่า Castle Khislstein ปราสาทแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ว่าเจ้าของปราสาทที่เป็นท่านเค้านท์อยู่กับภรรยา แต่เนื่องจากท่านเป็นคนเจ้าชู้จึงได้นำหญิงงามอีกคนมาอยู่ด้วยในปราสาท เมื่อหญิงงามคนนี้คลอดลูกชาย ภรรยาท่านเค้านท์จึงโกรธมากจนนำเข็มมาปักศีรษะเด็กน้อย และจัดการกับท่านเค้านท์โดยให้กินแอปเปิ้ลที่ปอกด้วยมีดอาบยาพิษ เมื่อท่านเค้านท์พบว่าลูกชายจากชู้รักถูกภรรยาฆ่าตาย เขาโกรธมากจึงโยนภรรยาออกจากปราสาท และเผาปราสาทเสีย แต่เธอกลายเป็นงูซึ่งเชื่อกันว่ายังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้

มิวเซียมประจำเมืองที่ตั้งในปราสาทซึ่งมี 3 ชั้นแห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้โดยมีของจัดแสดงในมิวเซียมส่วนใหญ่เป็นของที่ขุดพบตั้งแต่สมัยยุคหิน และยุคโรมัน รวมทั้งอาวุธของสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่เมือง Kranj เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของชาวสลาฟในสโลเวเนีย เช่น เครื่องมือทำมาหากินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเจ้าของปราสาท อาชีพ เรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพ อาทิ การทำขนมปัง งานเหล็ก เครื่องประดับ ภาพเขียนเกี่ยวกับศาสนา เครื่องมือเครื่องใช้ของศาสนจักร

มิวเซียมที่สองในตั๋ว combo คือ Town Hall หรือศาลากลางของจัดแสดงที่นี่ส่วนหนึ่งคล้ายกับที่ City Museum แต่ของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะโดยเน้นหนักไปที่งานประติมากรรมซึ่งมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆ แนว Contemporary Art จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบงานศิลปะมากกว่าประวัติศาสตร์โดยเฉพาะงานศิลปะร่วมสมัย สำหรับมิวเซียมแห่งสุดท้ายในตั๋ว combo คือ บ้าน Preseren ซึ่งใช้จัดงานนิทรรศการต่างๆ เช่น งานภาพเขียนของ Berko ศิลปินแนว Contemporary Art ชาวสโลเวเนีย


ของจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนจักร

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสบริหารตั๋ว combo ราคา6 เหรียญ พร้อมกาแฟ 1 ถ้วยนี้ จนครบทุกรายการจะรู้สึกประทับใจและรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ


ของจัดแสดงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน


ของจัดแสดงในศาลากลาง


เครื่องมือในการทำมาหากิน


ตัวอย่างผลงานของ Berko


บรรยากาศใน City Museum


บรรยากาศในโบสถ์


ห้องทำงาน


ตัวอย่างงานประติมากรรมในศาลากลาง

ตัวอย่างงาน Contemporary Art

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279654

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนประวัติศาสตร์อุโมงค์เมือง Kranj

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชอบถ้ำถ้าได้มีโอกาสมาสโลวีเนียจะไม่ผิดหวัง เพราะประเทศนี้มีถ้ำให้เข้าหลากหลายรูปแบบมาก ทั้งแบบธรรมชาติและแบบมนุษย์ทำ Kranj เมืองใหญ่อันดับสี่ของสโลวีเนียซึ่งตั้งห่างจากลูเบียน่าเมืองหลวงเพียงแค่ 20 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้ก็มีถ้ำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่นกัน เมือง Kranj ที่มีประชากรเพียงแค่ 37,000 กว่าคนนี้มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยมีหลักฐานการค้นพบขวานทำจากทองแดง อย่างไรก็ดีการตั้งถิ่นฐานถาวรกลับมีหลักฐานชัดเจนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 นี่เอง ส่วนบันทึกทางประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรก็พบเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13สำหรับหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่ของประชาชน เช่นการเสียภาษีและการสร้างโรงเรียนนั้นเพิ่งมีเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15นี่เอง

ในสมัยยุคกลางนั้น เมือง Kranj เริ่มมีการพัฒนาแล้ว โดยมีหลักฐานว่ามีโรงสีอยู่ริมแม่น้ำ ตามด้วยการค้าขาย และการผลิตสินค้าเกี่ยวกับไม้เสื้อผ้าขนสัตว์ นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จวบจนเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่เป็นศูนย์กลางของการผลิตสินค้าเกษตร และไม้ เมืองนี้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกทั้งยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผ้าที่ใหญ่ที่สุดของยูโกสลาเวียด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมือง Kranj ถูกครอบครองโดยกองทัพนาซีของเยอรมัน กองทัพเยอรมันได้เปลี่ยนอุตสาหกรรมผ้าเป็นอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินส่งผลให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์


เก้าอี้สำหรับผู้หลบภัย

เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Kranj เป็นเมืองสำคัญที่ผลิตเครื่องบินของกองทัพนาซีนี่เอง รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องปกป้องประชาชนจากการถูกโจมตีทางอากาศ พวกเขาจึงได้สร้างถ้ำหรืออุโมงค์ขึ้นโดยเจาะลึกลงไปใต้เมืองถึง 1300 เมตร อุโมงค์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนได้หลายหมื่นคน จริงอยู่ในช่วงสงคราม เมืองนี้มิได้ถูกโจมตีจริงอย่างที่คาดการณ์ แต่ประชาชนก็ได้ซ้อมหลบภัยผ่านการขุดอุโมงค์ทุกวัน หลังสงครามสิ้นสุดลง อุโมงค์นี้ก็ถูกละทิ้งไปโดยปริยายจนกลายเป็นที่เก็บขยะ รัฐบาลหันมาให้ความสนใจกับอุโมงค์แห่งนี้ใหม่ในปี 1991 เมื่อเกิดสงครามประกาศอิสรภาพของสโลวีเนียขึ้น รัฐบาลได้ทำการบูรณะอุโมงค์ใหม่เพื่อเตรียมไว้สำหรับให้ประชาชนหลบภัย อย่างไรก็ดีอุโมงค์นี้ก็ไม่ได้ใช้งานอีก เพราะสงครามสงบลงได้ภายหลังโดยไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนมาหลบภัย

ในปี 2007 รัฐบาลได้ทำการบูรณะอุโมงค์ครั้งใหญ่โดยทำการกำจัดขยะและทำความสะอาด เพื่อเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้ส่วนใหญ่ก็เพื่อมาเยือนถ้ำคนสร้างหรืออุโมงค์แห่งนี้โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วราคา 3 เหรียญที่ information ซึ่งมีไกด์นำไปตลอดเส้นทางโดยจะมีการบรรยายถึงประวัติศาสตร์ สาเหตุที่ต้องสร้างอุโมงค์ ความเป็นอยู่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อต้องใช้อุโมงค์ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ อุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้นับหมื่นคนนี้มีการกั้นห้องไว้เป็นห้องๆ และมีห้องน้ำเป็นจุดๆ แต่นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้จริง เมื่อสิ้นสุดทัวร์จะมีการจำลองสถานการณ์การถูกระเบิดลงด้วยโดยเลียนแบบระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษ เสียงระเบิดจากเหตุการณ์จำลองที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสรุนแรงและเหมือนจริงมาก นักท่องเที่ยวที่ขวัญอ่อนอาจรู้สึกตกใจและหวาดผวากับเหตุการณ์จำลองจริงๆ ได้ หากในกลุ่มทัวร์มีเด็กไปด้วย ไกด์จะให้พ่อแม่พาเด็กออกไปก่อนเพราะไม่ต้องการให้เด็กได้สัมผัสความรุนแรงอันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อการเลี้ยงดูเด็กอย่างแท้จริง

อุโมงค์แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องไปให้ได้เมื่อไปเยือนเมืองแห่งนี้ ที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานชิมไวน์ งานฮาโลวีน และงานคริสต์มาสด้วย


ของจัดแสดงในอุโมงค์


วัสดุก่อสร้างอุโมงค์


การจัดแสดงในอุโมงค์

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278417

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

แหวกฟ้าหาฝัน : Slow Life In Bled

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Bled Castle

Bled เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนียนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดของประเทศ เมืองที่อยู่ทางใต้ของเทือกเขาKarawanks ใกล้พรมแดนออสเตรียนี้มีเสน่ห์อยู่ที่มีทะเลสาบ Bled ตั้งอยู่ตรงกลาง เมืองที่ถูกจัดตั้งครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1004 เมื่อพระเจ้า Henry ที่สองยกเมืองนี้ให้กับ Albuin บิชอปแห่ง Brixen เพื่อตอบแทนที่ท่านบิชอปช่วยพระองค์ทำสงครามจนได้ครอบครองเมืองทางเหนือของอิตาลีและพระองค์ยังได้ยกประสาทให้เป็นของขวัญด้วย อย่างไรก็ดีท่านบิชอปกลับแทบไม่เคยไปเยือนดินแดนที่ได้รับเป็นของขวัญนี้เลย และกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระองค์ก็ได้ปล่อยเช่าและถูกกลุ่มโปรแตสแตนท์ครอบครองในคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ศาสนจักรก็ส่งผู้ปกครองใหม่ไปปกครอง จนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อศาสนจักรถูกแยกตัวจากการปกครองอย่างเด็ดขาด เมืองนี้จึงกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์ออสเตรีย  เมื่อราชวงศ์ออสเตรียหมดอำนาจ เมืองนี้ก็ถูกขายให้กับผู้มั่งคั่งหลากหลายอาชีพ ทั้งนายธนาคารและเจ้าของโรงงาน ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรยูโกสลาเวียในที่สุด ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นี่กลายเป็นแหล่งบำบัดโรคที่ชาวสวิสนิยมมาอยู่ เนื่องจากอากาศดี ไม่หนาวมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของการปีนเขาไปยัง Triglav National Park ด้วย คหบดีจากทั่วยุโรปจึงมาซื้อบ้านหลังที่สองไว้ที่นี่

การเดินทางไป Bled ก็ไม่ยาก และใช้เวลาไม่นานจากเมืองลูเบียน่า เพียงแต่ต้องต่อรถเท่านั้นเอง ไม่มีรถไฟตรง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของเมืองตั้งแต่ลงจากรถบัสเข้าเมือง นั่นคือ ลักษณะของอาคารบ้านช่องสวยงามเหมือนอย่างในออสเตรีย ใกล้ๆ ที่จอดรถบัสมีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ซึ่งนักท่องเที่ยวอาจซื้อของไว้สำหรับปิกนิกริมทะเลสาบได้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกก็คือ ทะเลสาบ Bled ที่ในฤดู ใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเล่น ปิกนิกริมทะเลสาบ  ล่องเรือ และตกปลาได้ บ้านเรือนริมทะเลสาบมีรูปแบบเหมือนบ้านเรือนของออสเตรียนอกจากทะเลสาบแล้วสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งก็คือโบสถ์กลางน้ำที่ชื่อ Assumption of Mary Pilgrimage ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เชื่อในโชคลางต้องไปตีระฆังเพื่อความโชคดีให้ได้ โบสถ์นี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองด้วย การเดินทางไปยังโบสถ์ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็สามารถเดินเล่น ถ่ายรูปโบสถ์ได้จากระยะไกล และอาจขึ้นเขาไปยังไฮไลท์ที่สามนั่นคือ ปราสาท Bled

ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดของประเทศนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นยุคกลาง ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปราสาทคือส่วนหอคอยที่สร้างในแบบโรมันเนสท์ ปลายยุคกลางศาสนจักรได้ต่อเติมส่วนหอคอยเพิ่มอีกหลายแห่ง และยังได้เพิ่มป้อมปราการขึ้นด้วย ต่อมาการตกแต่งเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบเรอเนสซองส์ และได้เพิ่มส่วนของสนาม บันได รวมทั้งหอสวดมนต์ที่ตกแต่งด้วยภาพปูนเปียก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปราสาทจะต้องขึ้นบันไดถึง 99 ขั้น เพื่อไปยังส่วนสูงสุดของเมืองที่ปราสาทตั้งอยู่ ประเพณีประจำเมืองที่โดดเด่นของเมืองเกิดขึ้นที่บันไดแห่งนี้ นั่นคือ เจ้าบ่าวมักอุ้มเจ้าสาวขึ้นมาจัดงานแต่งงานโดยตลอดทางเจ้าสาวห้ามพูดแม้แต่คำเดียวระหว่างทางเดินขึ้นเขาจะมี Print shop ตั้งอยู่ และบนปราสาทมีจุดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกมากมาย อีกทั้งยังมองเห็นโบสถ์ได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวที่ปีนบันไดมาถึงได้จะประทับใจ
กับเมืองนี้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


Slow Life In Bled

Top View จาก Bled Castle


ทิวทัศน์ระหว่างขึ้น Bled Castle


บรรยากาศใน Print shop


โบสถ์ Assumption of Mary Pilgrimage