แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302570

แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

แหวกฟ้าหาฝัน : Holy Trinity ใน Ethnographic Museum เมือง Warsaw

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

In The Beginning

โดยทั่วไปมิวเซียมเกือบทุกแห่งไม่เพียงมีของจัดแสดงแบบถาวรหรือที่เรียกว่าPermanent Exhibition แล้ว มิวเซียมมักดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมืองด้วยนิทรรศการ หรือที่เรียกว่า Exhibition เพื่อให้คนพื้นเมืองมาเยี่ยมเยือนให้บ่อยขึ้น เพิ่มพูนความรู้และเพิ่มรายได้ให้กับมิวเซียมEthnographic Museum เมือง Warsawก็เช่นกัน ที่นี่มักมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างสม่ำเสมอ เช่น เรื่อง Holy Trinity หรือเรื่องราวของพระเจ้าที่มีอยู่ 3 ภาค อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ของจัดแสดงเป็นภาพเขียนและงานประติมากรรมโดยมีการอ้างถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์เป็นช่วงๆเช่น

1.ในบทปฐมกาลเขียนไว้ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสวรรค์และโลก พระองค์ทรงเห็นว่าสิ่งที่พระองค์สร้างเป็นสิ่งที่ดี ในนิยายปรัมปรา สิ่งที่เกิดขึ้นมักตรงกันข้าม ปีศาจจะต่อสู้กับพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ แม้แต่ร่างกายของมนุษย์ชายหญิงที่ต่างกันก็เป็นผลมาจากการที่ปีศาจใส่เต้านมและอวัยวะเพศให้ในขณะที่พระเจ้ามองไม่เห็นด้วย


Adam and Eve

2.ในตอนที่เทพได้มาปรากฏตัวให้โจเซฟเห็นและแจ้งให้โจเซฟ นางมารีและพระบุตรหนีไปอียิปต์ (Flight to Egypt) และอยู่ที่นั่นจนกว่าพระองค์จะอนุญาตให้กลับมา พระองค์ได้แสดงอัศจรรย์ช่วยชีวิตโจเซฟและครอบครัวด้วยแมงมุมโดยให้เขาและครอบครัวซ่อนในถ้ำและให้แมงมุมชักใยปกคลุมไว้ ท้องของแมงมุมยังปรากฏภาพไม้กางเขน และพวกมันก็ยังทำให้เกิดฝนและสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้ทหารของกษัตริย์เฮโรดไม่สามารถจะมาทำร้ายพระบุตรได้

3.ส่วนตอนที่จอห์นปรากฏตัวครั้งแรกและให้บับติสมาด้วยน้ำนั้น (Baptise Christ) การบับติสมาครั้งนั้นเป็นการปรากฏครบของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ (Holy Trinity) ครั้งแรกต่อสาธารณชน ในนิยายปรัมปรากล่าวว่า หลังจากที่โจเซฟถูกยิวทำร้ายอย่างสาหัส พวกเขาเลยเปลี่ยนเป็นชาวโปล ในนิทรรศการก็มีภาพพระเยซูได้เดินทางมาจากนาซาเรธและได้รับการบาติสมาด้วยน้ำจากจอห์นที่จอร์แดนด้วยเช่นกัน แต่เป็นรูปแบบที่ดูแปลกตา

4.หลังจากที่พระเยซูเสร็จจากการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์ร่วมกับสาวกแล้ว (Last Supper) พระองค์ก็ลงไปนั่งที่พรม และนำผ้าขนหนูมาคาดที่เอว พระองค์เทน้ำลงในอ่างและลงมือล้างเท้าให้กับสาวกและเช็ดเท้าให้กับพวกเขาด้วยผ้าขนหนูที่พระองค์คาดเอว เหตุการณ์นี้ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า การเป็นคริสเตียนคือการรับใช้พี่น้อง มิใช่การอยู่เหนือหรือใช้ผู้อื่น และชาวคริสต์ทั่วโลกถือให้วันนั้นเป็นวันอาบน้ำครั้งแรกหลังจากฤดูหนาวอันยาวนาน การได้สัมผัสน้ำไม่เพียงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าร่างกายสะอาด แต่ยังดีกับสุขภาพด้วย


Baptise Christ

5.จูดาสผู้ทรยศแจ้งกับทหารที่จะมาจับพระเยซูว่า เขาจะส่งสัญญาณชี้ตัวด้วยการจูบชายคนนั้น ทหารก็ลงมือจับชายคนนั้นเลย เมื่อเขาพบกับพระเยซู เขาก็ลงมือตามที่สัญญากับทหารทันที แม้ในพระคัมภีร์จะมิได้มีการกล่าวถึงสีของหนวดเคราและผมของจูดาส แต่ภายหลังชาวโรมเชื่อว่าผู้ทรยศจะมีหนวดเคราและผมสีแดง ดังนั้นเมื่อใดที่วาดชายผู้ใดมีหนวดเคราและผมแดง ก็เป็นการชี้ถึงผู้ทรยศเมื่อนั้น

6.พระเยซูกล่าวกับสาวกว่า พระองค์จะเดินทางไปเยรูซาเลม และบุตรมนุษย์จะถูกนำไปพบกับหัวหน้าสงฆ์และถูกตัดสินประหารด้วยการตรึงกางเขน และพระองค์จะฟื้นหลังจากนั้น 3 วัน ภาพเขียนส่วนใหญ่จะเขียนถึงตอนที่พระเยซูถูกทรมานบนกางเขนและเดินผ่านฝูงชนไปจนถึงจุดตรึงกางเขน (Passion of Christ)

7.เทพธิดากล่าวกับหญิงนั้นว่า ไม่ต้องกลัว เราทราบว่าเธอกำลังหาพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน แต่พระองค์ไม่อยู่แล้ว (Empty Tomb) พระองค์ทรงเป็นอย่างที่พระองค์เคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ตามมาสิ มาดูสถานที่ที่พระองค์เคยถูกวางไว้หลังตรึงกางเขนกัน แท้ที่จริงแล้วในพระคัมภีร์ไม่มีการพูดถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู มีแต่การเน้นถึงหลุมศพที่ว่างเปล่า และการพบกันระหว่างพระเยซูและสาวกเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่มีความรู้เรื่องในเรื่องราวเกี่ยวกับพระคัมภีร์เป็นอย่างดีสามารถที่จะเข้าถึงนิทรรศการได้อย่างลึกซึ้ง แต่การที่ภัณฑารักษ์ได้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละตอนไว้อย่างละเอียด ก็ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ก็ยังสามารถที่จะดูได้อย่างสนุกเช่นกัน

Empty Tomb

Empty Tomb
St. John the Baptist baptise Christ

St. John the Baptist baptise Christ
Passion of Christ

Passion of Christ
Last Supper

Last Supper
Flight to Egypt2

Flight to Egypt2

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301154

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum Warsaw

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Adoration of the Kings

นักท่องเที่ยวที่ชอบเยือนมิวเซียม และได้มีโอกาสไปยังประเทศที่มีวัฒนธรรมแปลกใหม่ มิวเซียมหนึ่งที่ต้องไปเยี่ยมเยือนให้ได้นอกจาก
National Museum แล้วก็คือ Ethnographic Museum หรือมิวเซียมเกี่ยวกับชาติพันธุ์ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวกรุงวอร์ซอร์เมืองหลวงของโปแลนด์ก็คงอยากทราบว่ามิวเซียมประเภทนี้ที่เมืองหลวงของประเทศยุโรปตะวันออกจะดีเท่ากับยุโรปตะวันตกหรือไม่ มิวเซียมที่ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1888 นี้มีของจัดแสดงเกี่ยวกับยุโรปและโปแลนด์มากถึง 54,000 ชิ้น และของจัดแสดงที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับยุโรปมากถึง 22,000 ชิ้น จึงเป็นที่น่าสนใจต่อนักท่องเที่ยวที่ชอบค้นหาไม่ด้อยไปกว่ามิวเซียมแห่งใดในโลก

ส่วนของจัดแสดงถาวรประกอบด้วย3 ส่วน 1.The Ordinary-The Extraordinary, The Ethnographic Museum’s FascinatingCollections. The Museum’s 120th Anniversaryexhibition 2.Celebration Time in Polish and European Folklore ที่สรรสร้างขึ้นในปี 2013ณ ชั้นสองบนพื้นที่ 850 ตารางเมตร นั้นก็เพื่อเฉลิมฉลองมิวเซียมอายุครบ 125 ปี ในห้องจัดแสดงนี้จะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของทั้งชาวโปแลนด์และยุโรป รวมทั้งเครื่องมือเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา ศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา กระเบื้องตกแต่ง งานผ้า และงานไม้3.Orders of Things. The store room of Piotr B.Szacki

ของจัดแสดงที่โดดเด่นที่สุดในมิวเซียมแห่งนี้คงไม่มีอะไรเกินของจัดแสดงจากแถบซับซาฮาราของจัดแสดงชุดนี้เป็นของสะสมที่ WaclawKorabiewicz บริจาคมาให้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในครัวอาวุธ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ งานประติมากรรม หน้ากาก วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและพิธีกรรมทางศาสนา หมวกของชนเผ่า Makonde ในแทนซาเนียและซิมบับเว นอกจากนี้แล้วยังมีเสื้อผ้าของชนเผ่า Bukuba, Bakongo และ Chokwe ซึ่งเป็นของบริจาคจาก Aleksandra Kosinski อีกด้วย

นอกจากมิวเซียมจะมีการจัดแสดงผลงานต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังมีการออกนิตยสารราย 4 เดือนที่ชื่อ Etnografia Nowa เพื่อส่งข่าวสารและเผยแพร่ความรู้ให้กับคนทั่วไป และนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะได้รับความประทับใจอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้เพราะของจัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน อันเป็นผลมาจากการที่ผู้อำนวยการและภัณฑารักษ์ทุกคนให้ความเอาใจใส่ต่อการคัดเลือกของจัดแสดงมาก พวกเขาต่างเห็นตรงกันว่า ของจัดแสดงทุกอย่างที่นำมาจัดแสดงต้องแสดงถึงความมีเหตุผลความอ่อนไหว และสะท้อนถึงความรู้และสัญชาตญาณของมนุษย์ พวกเขาหวังว่าการเยี่ยมชมมิวเซียมจะทำให้นักท่องเที่ยวได้มีประสบการณ์ราวกับการเดินทางย้อนไปในประวัติศาสตร์ และไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ของจัดแสดงของเล่นเด็ก

ของจัดแสดงของเล่นเด็ก
ผ้าคลุมผม

ผ้าคลุมผม
เครื่องมือทำมาหากิน

เครื่องมือทำมาหากิน
ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา

ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา
ของจัดแสดงจากทวีปแอฟริกา

ของจัดแสดงจากทวีปแอฟริกา

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299857

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

แหวกฟ้าหาฝัน : Classicism ใน National Museum วอร์ซอ

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Saul Rage at David by Antoni Stanislaw Brodowski

Classicism หรือแนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในยุโรปหลังยุคกลางในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเชื่อมต่อระหว่างยุค Age of Enlightenment และ Neoclassicism นี้มีรูปแบบที่เป็นแบบแผนและเข้มงวด เรื่องราวที่มักถูกกล่าวในช่วงนี้มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิยายปรัมปราของกรีกและเรื่องราวทางศาสนา งาน Classicism ที่ชัดเจน มีเหตุผล และเป็นแบบอุดมคติที่โดดเด่นสุด
ก็คือ งานของ Jacques Louis David, Jean Auguste Dominique Ingres และ Francois Gerard ส่วนในโปแลนด์นั้น ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดของยุคนี้ก็คือ Antoni StanislawBrodowski

Antoni Stanislaw Brodowski เกิดวันที่ 26 ธันวาคม 1784 เขาเข้าเรียนคณิตศาสตร์ก่อนย้ายไปเรียนศิลปะกับ Marcello Bacciarelli หลังจากนั้นเขาย้ายไปเรียนศิลปะที่ปารีสกับ Jean Baptist Jacques Augustin ก่อนย้ายกลับมาอยู่กรุงวอร์ซอและทำงานเป็นเสมียนที่กระทรวงยุติธรรม ปี 1809 เขาย้ายกลับไปอยู่ปารีสใหม่และเรียนศิลปะกับ Jacques-Louis David ภายใต้ทุนรัฐบาล เมื่อเขาถูกบังคับให้ส่งผลงานกลับไปเพื่อการอนุมัติทุน เขาเลยตัดสินใจอยู่ปารีสและเลี้ยงตัวเองด้วยการเขียนรูปขาย และเข้าฝึกงานกับ Francois Gerard อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาก็กลับมาอยู่วอร์ซอและทำงานกับกระทรวงมหาดไทย แต่รายได้อันน้อยนิดกลับทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากจนกระทั่งเขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากภาพเขียน Saul Rage at David ซึ่งจัดแสดง ณ National Museum วอร์ซอนี้ด้วยจึงได้รับการเสนองานเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ภาควิชา Drawing and Painting ที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอจวบจนกระทั่งถูกรัสเซียปิดมหาวิทยาลัย ในช่วงเวลาที่เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเขาผลิตลูกศิษย์ที่เป็นศิลปินและมีผลงานแนว Classicism ออกมาเป็นจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมงานของเขาไม่ว่าจะเป็น Oedipus and Antigone, Paris in the Phrygian Cap และ Saul Rage at David ใน National Museum วอร์ซอจะเห็นว่าBrowdowski มีฝีไม้ลายมือที่ไม่ด้อยกว่าศิลปินแนว Classicism อื่นๆ ที่ดังๆ คนใดเลย ซ้ำเขายังสามารถที่จะผสมผสานแนวทางของศิลปินดังทุกคนเข้าไว้ด้วยกันจึงมีความลงตัวและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอีกต่างหาก ยิ่งภาพเขียนที่เป็นแนวภาพเหมือนด้วยแล้ว เขาสามารถที่จะผสมผสานศิลปะแบบ romantic เข้าไว้ได้อย่างวิจิตรบรรจงอีกด้วย

นอกจาก Antoni Stanislaw Brodowski ที่นี่ยังมีผลงานแนวนี้จากศิลปินโปแลนด์อีกหลายชิ้น เช่น Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki และ Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka เป็นต้น

Academic Study of Male Nude by Ingres

Academic Study of Male Nude by Ingres
Portrait of Stanislaw Mniszek by Gerard

Portrait of Stanislaw Mniszek by Gerard
Paris in the Phrygian Cap by Antoni Stanislaw Brodowski

Paris in the Phrygian Cap by Antoni Stanislaw Brodowski
Oedipus and Antigone by Antoni Stanislaw Brodowski

Oedipus and Antigone by Antoni Stanislaw Brodowski
Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki

Fine Art Exhibition in Warsaw in 1828 by Wincenty Kasprzycki
Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka

Allegorical Scene with Napoleon by Jozef Peszka

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298740

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Academic Art ใน National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Last Judgement of Paris by Henryk Hektor Siemiradzk

หลายคนคงสงสัยว่า AcademicArt คืออะไร Academic Art คือ งานจิตรกรรมและประติมากรรมที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของAcademics of European art โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะแนว Neoclassicism และ Romanticismของฝรั่งเศส ศิลปะแนวนี้เป็นการผสมผสานกันของศิลปะทั้งสองแนวข้างต้นซึ่งเน้นไปที่เรื่องราวเกี่ยวกับนิยายปรัมปราและศาสนาโดยศิลปินดังๆ ของศิลปะแนวนี้คือ William-Adolphe Bouguereau, Thomas Couture, and Hans Makart เมื่อโปแลนด์ไม่ใช่ประเทศใหญ่และมิได้มีชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านศิลปะมากนัก และในช่วงที่ศิลปะแนวนี้กำลังเป็นที่นิยม โปแลนด์ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ ดังนั้นศิลปินโปลหลายคนจึงต้องไปศึกษาศิลปะในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิวนิค ปารีส และ St. Petersburg ส่งผลให้โปแลนด์จึงมีงานศิลปะแนวนี้ด้วยอยู่หลายคนเช่น Henryk Hektor Siemiradzki,Wladyslaw Czachórski และ Maurycygottlieb

Henryk Hektor Siemiradzkiเกิดวันที่ 24 ตุลาคม 1843 เกิดในครอบครัวทหารชาวโปลที่เข้ารบกับกองทัพรัสเซียในBelgorod ยูเครนปัจจุบัน เขาเข้าเรียนศิลปะที่แรกที่ Kharkiv Gymnasium และเข้าศึกษาต่อด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และธรรมชาติวิทยาที่มหาวิทยาลัย Kharkiv โดยยังคงศึกษาการวาดภาพอย่างต่อเนื่อง หลังจบการศึกษาเขาเดินทางไป St.Petersburg และเข้าศึกษาต่อด้านศิลปะที่ Imperial Academy of Arts โดยจบการศึกษาแบบได้เหรียญทอง และได้รับทุนไปศึกษาต่อในมิวนิคก่อนย้ายไปอยู่โรมและสร้างห้องภาพของตัวเองที่ Via Gaeta ต่อมาในปี 1873 เขาได้รับตำแหน่งวิชาการที่ ImperialAcademy of Arts ด้วยฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมเขาเลยได้รับงานปูนเปียกที่ Cathedral of Christthe Saviour ในกรุงมอสโก และได้รับเหรียญทองในงาน Paris World’s fair ในปี 1878 นอกจากนี้เขายังผลิตผลงานเด่นๆ ให้กับ SukienniceMuseum ใน Krakow Old Town และ StateHistorical Museum กรุงมอสโก รวมทั้งCurtain for the Juliusz Slowacki Theaterใน Krakow ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ NationalMuseum วอร์ซอร์นี้ด้วย นอกจากภาพนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นที่แสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนของงาน Classicism และ Romanticismอีกภาพของศิลปินก็คือ Judgement of Paris ภาพที่ดูเหมือนจริงราวกับภาพถ่ายนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Wladyslaw Czachórski เกิดวันที่ 22 กันยายน 1850 ในเมือง Lublin เขาเข้าเรียนที่ School of Fine Arts ในกรุงวอร์ซอร์ ก่อนจะไปศึกษาต่อที่Dresden Academy และ Munich Academy ในช่วงเวลาเดียวกันกับศิลปินดังๆ หลายคน เช่น Hermann Anschütz, Karl von Piloty, and Alexander Wagner เขาได้รับเหรียญเงินจากมิวนิคก่อนเดินทางไปฝรั่งเศส อิตาลี และกลับมาโปแลนด์ในช่วงเวลานั้นเขาได้จัดนิทรรศการขึ้นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมิวนิคหรือโปแลนด์ซึ่งทั้งสองแห่งเขาล้วนมีบ้านอยู่ ภาพ Actors in front of Hamletเป็นตัวอย่างของงานที่สะท้อนถึงชื่อเสียงของเขาในเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า, เครื่องประดับและรายละเอียดอื่นๆเพื่อสร้างบรรยากาศของความหรูหราและความสง่างามได้เป็นอย่างดี

Maurycy gottlieb เกิดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1856 ในครอบครัวคหบดีชาวยิวและโปลใน Galicia ส่วนหนึ่งของยูเครนในปัจจุบัน เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Vienna Fine Arts Academy ตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ในปี 1873 เขาเดินทางไป Krakow และเข้าเรียนกับ Jan Matejko แต่การต่อต้านยิวทำให้เขาต้องหนีออกจาก Krakow และเดินทางไปนอร์เวย์หลังจากนั้นเขาเดินทางไปเวียนนาและต่อไปยังมิวนิคเพื่อเข้าเรียนกับ Karl Piloty และ Alexander Wagner ในปี 1876 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากMunich Academy ในปี 1878 เขาเดินทางไปโรมและได้พบกับ Henryk Hektor Siemiradzki ก่อนที่จะถูกชวนให้ไปทำงานจิตรกรรมจากประวัติศาสตร์ชาวยิวในโปแลนด์ที่ Krakow ผลงาน Christ Teaching at Capernaum ในNational Museum วอร์ซอร์ของเขาแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพในเรื่องอารมณ์ของตัวละครได้อย่างไร้ที่ติ แม้เขาจะเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 23 ปี จากการป่วยเป็นไข้หวัด แต่เขาทิ้งผลงานไว้มากมายร่วม 300 ชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานที่ยังไม่เสร็จดี

Actor in front of Hamlet by Wladyslaw Czachórski

Actor in front of Hamlet by Wladyslaw Czachórski
Last Judgement of Paris detail

Last Judgement of Paris detail
Curtain for the Krakow company by Henryk Hektor Siemiradzk

Curtain for the Krakow company by Henryk Hektor Siemiradzk
Christ Teaching at Capernaum detail

Christ Teaching at Capernaum detail
Christ Teaching at Capernaum by Maurycy Gottlieb

Christ Teaching at Capernaum by Maurycy Gottlieb
Before a Bath by Henryk Hektor Siemiradzki

Before a Bath by Henryk Hektor Siemiradzki

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297506

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Aleksander Gierymski ใน National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Evening on the Seine

การเยือน National Museum ประเทศใด ผลงานศิลปะของศิลปินท้องถิ่นย่อมมีมาก ใน National Museum กรุงวอร์ซอร์ก็เช่นกัน ศิลปินแนว Realism ผู้หนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของโปแลนด์ก็คือ Aleksander Gierymski ศิลปินชาวโปลคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาเกิดในกรุงวอร์ซอร์ในปี 1867 เขาจบ Academy of Fine Arts ในกรุงมิวนิคในระดับเหรียญทอง หลังจากนั้นเขาไปอยู่ที่โรมและได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อเสียงชิ้นแรกที่ชื่อ Roman Inn and Morra Game โดยได้จัดแสดงครั้งแรกใน Zacheta Gallery ณ กรุงวอร์ซอร์ หลังจากนั้นเขากลับไปทำงานในอิตาลีอีก และเน้นการศึกษาภาพเขียนแนวอิตาเลียน อย่างไรก็ดี งานเขียนของเขากลับก้าวเข้าสู่แนวทาง Impressionism ก่อนที่ศิลปะแนวนี้จะเป็นที่นิยม แต่มีเอกลัษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง เขากลับมาอยู่วอร์ซอร์ใหม่ในช่วงระหว่าง 1879-1888 โดยทำงานร่วมกับนักเขียนและนักจิตรกรรมแนว Positive ในช่วงเวลานั้นเขาเขียนภาพเด่น Jewish Woman Selling Oranges ซึ่งเป็นภาพเขียนเกี่ยวกับคนจน และชีวิตของคนเดินดินทั่วไปโดยเน้นไปที่แสงสีของเมือง แม้ภาพนี้ของเขาจะมีเอกลักษณ์และสื่อถึงสังคมของประเทศ แต่กลับไม่ได้รับการต้อนรับ เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศอีกครั้ง เขาย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส สลับกับเยอรมนีและเปลี่ยนแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานไปเรื่อยๆ โดยเลิกเน้นภาพเกี่ยวกับบุคคลหันมาวาดภาพทิวทัศน์ในเวลากลางคืนแทน

ภายหลังเขากลับมาโปแลนด์อีกในปี 1893 และสมัครเข้าทำงานใน Academy of Fine Arts ใน Cracow และหวนกลับมาวาดภาพคนอีกครั้ง ภาพของเขาได้รับการต้อนรับบ้าง แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จึงย้อนกลับไปอิตาลี และหันไปวาดภาพเกี่ยวกับสถานที่โดยเน้นภายในอาคาร ภาพ Self Portrait ของเขาที่ถูกวาดในปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตสะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงสังเกตได้จากแววตา และสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเป็นคนเจ้าอารมณ์ ใจร้อน และมุทะลุ ซ้ำร้ายในปีสุดท้ายของชีวิตเขายังต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลในกรุงโรมเพื่อบำบัดอาการทางจิตด้วย แม้เขาจะทิ้งผลงานแนว Realism ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรแห่งแสงที่สามารถจะสัมผัสบรรยากาศของฟากฟ้าได้อย่างวิจิตรเฉกเช่นเดียวกับ Courbet ให้กับโปแลนด์ แต่เขากลับไม่ได้รับการยกย่องเท่า


In the Bower

ใน National Museum กรุงวอร์ซอร์ มีผลงานของ Gierymski อยู่หลายภาพ เช่น The Jewish with Oranges ภาพเขียนหญิงชาวยิวพื้นเมืองถือตะกร้าส้มที่ศิลปินเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1880 นี้ได้ถูกขโมยไปโดยกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามรัฐบาลโปแลนด์เพียรพยายามตามหาอยู่หลายปี ในที่สุดภาพนี้ก็ปรากฏขึ้นในร้านขายของเก่าทางตอนเหนือของเยอรมนี รัฐบาลจึงได้เจรจาต่อรองและเพิ่งได้คืนมาในปี 2011 ศิลปินใช้ภาพนี้สื่อถึงบรรยากาศของชาติในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากสีหน้าของหญิงชราในเสื้อ และหมวกน้ำตาลเข้ม คลุมไหล่ด้วยผ้าสีแดงที่ดูเก่าคร่ำคร่าบ่งบอกถึงความเศร้าหมองหมดอาลัยตายอยาก เทียบกับส้มในตะกร้า 2 ใบ ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวาอันบ่งบอกถึงความทุกข์ระทมของคนในชาติในช่วงเวลานั้นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของภาคใต้ของประเทศ

In The bower ผลงานชิ้นโบแดงของศิลปินที่เขาบรรจงใช้สีที่หลากหลายรังสรรค์งานที่มีความวิจิตรบรรจงทั้งด้านสี แสง ความเป็นธรรมชาติ ความพลิ้วไหว และสีหน้าท่าทางของตัวประกอบในภาพทุกคน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเห็นภาพจริงจะรู้สึกราวกับอยู่ในบรรยากาศของร้านน้ำชาท่ามกลางสวนในยุค Rococo เองเลยทีเดียว นอกจาก 2 ภาพนี้แล้วที่นี่ยังมีภาพของศิลปินผู้นี้อีกหลายภาพโดยเฉพาะภาพ Sand Diggers ที่มีความละเอียดอ่อนและสวยงามไม่แพ้ศิลปินชาติอื่นใดในโลกจริงๆ

Jewish Woman Selling Oranges detail

Jewish Woman Selling Oranges detail
Sand Diggers

Sand Diggers
Sand Diggers detail

Sand Diggers detail
Jewish Woman Selling Oranges

Jewish Woman Selling Oranges

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296289

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า National Museumนั่นหมายความว่าที่นี่ต้องเป็นมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและเป็น The must ที่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมต้องไปให้ได้เมื่อไปถึงประเทศหรือเมืองนั้นๆ National Museum วอร์ซอร์ประเทศโปแลนด์ ก็ไม่ผิดหวังโดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวขามิวเซียม มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1862 ในฐานะ Museum of Fine Arts และปัจจุบันเป็นมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์นี้มีของสะสมมากถึง 830,000 ชิ้น ของจัดแสดงมีตั้งแต่ยุคโบราณไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ กรีก หรือโรมันมากถึง 11,000 ชิ้น และผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย เหรียญและงานพิมพ์ยุคต่างๆ เรื่อยมาจนถึงผลงานของศิลปินชาวโปลศิลปินพื้นเมืองตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีผลงานศิลปะของศิลปินต่างชาติไม่ว่าจะเป็นอิตาเลียน ฝรั่งเศส ดัชท์ เยอรมันหรือแม้แต่รัสเซียก็มีเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญที่นี่ยังมีผลงานศิลปะดังๆ ที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งเยอรมนีเคยปล้นจากประเทศต่างๆ มาสะสมไว้อีกต่างหากด้วย

หลังจากที่โปแลนด์ประกาศอิสรภาพและเปลี่ยนชื่อ Museum City of Fine Arts เป็น National Museum ในปี 1918 มิวเซียมนี้ก็ได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นมากมาย รวมทั้งของสะสมเก่าๆ จากเทศบาลเมือง มูลนิธิ TheMianmowski มหาวิทยาลัยวอร์ซอร์ และ The Society for the Protection of Historical Monument นอกจากนี้ที่นี่ยังได้ก่อตั้งแผนก Museum of the Polish Army ขึ้นเพื่อเก็บสะสมอาวุธต่างๆ ด้วย ในช่วงแรก ภัณฑรักษ์หมดเวลาไปกับการหาสถานที่ก่อตั้งมิวเซียมจนสิ้นปี 1923 รัฐบาลก็เลือกสถานที่ได้และตัดสินใจให้ Tadeusz Tolwinski เป็นสถาปนิกออกแบบ แต่กว่าที่อาคารของมิวเซียมจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลากว่า 4 ปี และใช้เวลาอีก 3 ปีกว่า จะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1938 โดยมี Stanisław Lorentz เป็นผู้อำนวยการ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมต้องประสบปัญหาเฉกเช่นเดียวกับมิวเซียมอื่นๆ ทั่วโลกในเรื่องการย้ายทรัพย์สมบัติเพื่อหลบภัย ไม่เพียงแต่สมบัติของมิวเซียม แต่ยังรวมของ Royal Castle ด้วย ไม่เพียงส่วนใหญ่ของอาคารจะถูกทำลายไปในช่วงสงคราม ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ก็ถูกกองทัพนาซีปล้นไปด้วย ซ้ำร้ายภายหลังการจลาจลภายในประเทศยังทำความเสียหายกับมิวเซียมอีกต่างหาก ผู้อำนวยการมิวเซียมได้บันทึกไว้ว่า การถูกทำลายของโปแลนด์และชาวโปล การทำลายล้างชาวยิวในโปแลนด์ และการย้ายเขตแดน การถูกขับไล่ และความโหดเหี้ยมทั้งหลายได้ถูกทิ้งร่องรอยไว้แล้วที่มิวเซียมแห่งนี้

ในช่วงที่ Lorentz เป็นผู้อำนวยการนั้นเขาได้พัฒนามิวเซียมให้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการปรับปรุงการจัดแสดง และมีการนำแขกรับเชิญสำคัญๆ เยี่ยมชมเอง นอกจากนี้เขายังเป็นผู้นำเข้าผลงานศิลปะดังๆ เช่น ภาพเขียนของ Bernardo Bellotto หรือ Canaletto แห่งโปแลนด์เข้ามาจัดแสดง รวมทั้งแจกันจาก Gołuchów Castle ภาพเขียนจาก Wilanów ภาพ Lady with an Ermine ของ Leonardo Davinci รวมทั้งผลงานศิลปะนานาชาติเข้ามาสะสมไว้อีกด้วย การเติบโตอย่างรวดเร็วของมิวเซียมสิ้นสุดลงในทศวรรษที่ 1980 จากเหตุผลทางการเมือง และLorentz ก็ถูกปลดในเวลาต่อมาจากกฎอัยการศึก

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสามารถสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตของสถานที่และความอลังการของสะสมที่มีอยู่ ของสะสมส่วนที่น่าสนใจมีหลากหลายมาก นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสะสมคริสต์ศตวรรษที่ 19 จะได้ดูอย่างเต็มอิ่ม แต่หากต้องการดูจนครบทุกช่วงเวลา คงต้องเผื่อเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295024

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Castle พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.00 น.

พระราชวังหลวงกรุงวอร์ซอร์หรือที่ประทับของราชวงศ์โปลนั้นตั้งอยู่กลางจัตุรัสในย่านเมืองเก่า ย้อนไปถึงปี 1339 เมื่อมีบันทึกจากทูตของพระสันตะปาปาว่าพระเจ้า Casimir III แห่งโปแลนด์มีความขัดแย้งกับราชวงศ์เยอรมันสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในช่วงที่ Conrad IIดุ๊กแห่ง Mosavia ปกครองวอร์ซอร์ท่านก็ดำริที่จะสร้างพระราชวังขึ้นเป็นที่พำนัก เมื่อดุ๊กคนต่อมาขึ้นเถลิงอำนาจ ท่านก็ปรับปรุงวังใหม่ให้ก่อสร้างด้วยอิฐ นับจากนั้นมาที่นี่ก็ถูกรุกรานหลายครั้งโดยชาวสวีเดน Brandenburgian, ชาวปรัสเซียและกองทัพของราชวงศ์รัสเซีย

หลังจากการจลาจลในเดือนพฤศจิกายนของคริสต์ศตวรรษที่ 19 พระราชวังนี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางสำนักงานของซาร์แห่งรัสเซีย ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพนาซีก็ใช้พระราชวังแห่งนี้ก็เป็นที่ทำการของผู้ปกครองชาวเยอรมัน และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพระราชวังแห่งนี้ก็กลายเป็นที่อยู่ของ Ignacy Moscicki ประธานาธิบดีโปแลนด์ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่กองทัพนาซีได้ทำลายส่วนของพระราชวังไปหลายส่วน เช่น เพดาน ทำให้ภาพปูนเปียกที่มีชื่อว่า The Creation of the World ของ Bacciarelli เสียหาย หลังจากนาซีสามารถครอบครองพระราชวัง พวกเขาได้ปล้นและเผาพระราชวังแห่งนี้จนราบคาบ เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่มิวเซียมแห่งชาติของโปแลนด์บางคนสามารถเคลื่อนย้ายสมบัติบางอย่างไปก่อนที่พระราชวังจะถูกเผาจนหมด

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงรัฐบาลโปแลนด์ได้เริ่มทำการชุบชีวิตพระราชวังโดยนำเอาทรัพย์สมบัติที่เก็บซ่อนไว้กลับมา ในปี 1949 สภาโปแลนด์ได้ผ่านกฎหมายเพื่อสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ให้เป็นอนุสรณ์ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโปแลนด์โดยแต่งตั้งให้ Jan Dobrowski, Piotr Bieganski, และ Jan Zachwatowicz เป็นสถาปนิกรับผิดชอบในการออกแบบทั้งอาคารและเฟอร์นิเจอร์

พระราชวังอันเป็นที่กำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของยุโรป และเป็นฉบับที่สองรองจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐในวันที่ 3 พฤษภาคม ปี 1791 นี้ ถูกปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ปี 1965 โดยได้นำเอาสมบัติเก่า ๆ ที่เคลื่อนย้ายไปก่อนที่พระราชวังจะถูกไฟไหม้ เช่น ของตกแต่งภายในบางอย่าง สมบัติในห้องสมุด และหลังคาทองแดงกลับมาจัดตั้งใหม่และขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ของโปแลนด์ ส่วนการบูรณะในช่วงระหว่างปี 1971-84 โดยคำสั่งของคณะกรรมการชาตินั้นได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพระราชวังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1980 แห่งนี้จะได้ชื่นชมกับห้องต่างๆ มากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ยกเว้นของตกแต่งบางอย่าง เช่นห้อง Jegiellonian ซึ่งเป็นห้องของ Sigismund Augustus ราชวงศ์ที่มีต้นกำเนิดจาก Lithuaniaซึ่งปกครองโปแลนด์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-16ส่วน Houses of Parliament อันเป็นห้องที่มีการเซ็นสนธิสัญญาสำคัญได้รับการตกแต่งโดยGiovanni Battista di Quadro และส่วนRoyal Apartment ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของ Stanislaw Augustus Poniatowski นอกจากห้องต่างๆ แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชื่นชมกับ ผลงานสำคัญของ Rembrandt ที่โปแลนด์เป็นเจ้าของคือ The Father of the JewishBride และ The Jewish Bride ซึ่งเคยเป็นของ Countess Karolina Lanckornska สมกับที่เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวถึงปีละกว่า 5 แสนคน

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293738

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

แหวกฟ้าหาฝัน : ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ สาธารณรัฐ โปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เที่ยวยุโรปตะวันตกมาจนปรุ ประเทศยุโรปตะวันออกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ประเทศโปแลนด์ การเดินทางมาโปแลนด์ก็ไม่ยาก มีสายการบินเข้าวอร์ซอร์ หรือ คาร์คอฟหลายสายการบิน แต่ไม่มีสายการบินตรง เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์คือ เมืองวอร์ซอร์เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์แห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Vistula เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของยุโรปและมีประชากรมากถึง 1.75 ล้านคน นี้อยู่ห่างจากทะเลบอลติก 260 กิโลเมตร เมืองที่เคยได้รับการขนานนามว่าปารีสแห่งตะวันออกนี้เคยเป็นเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพนาซีของเยอรมนีบุกโปแลนด์และฆ่าชาวยิว รวมทั้งขับไล่ชาวโปลออกจากเมืองจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในเดือนตุลาคมปี 1944 เมืองนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ

ย้อนไปในอดีต เจ้าชาย Plock แห่ง Masovia ได้ก่อตั้งวอร์ซอร์ขึ้นครั้งแรกบนที่ดินที่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ต่อมาที่นี่กลายเป็นที่พำนักของ Duke of Masovia และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์เมื่อรัฐบาลยกเลิกตำแหน่งดุ๊ก เนื่องจากวอร์ซอร์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Krakow และ Vilnius ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐโปแลนด์และเป็นที่ประทับของพระเจ้า Sigismund III Vasa ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อเกิดสงครามขึ้น เมืองนี้ถูกยึดหลายครั้ง แต่ในที่สุด Stanislaw II Augustus ก็ได้จัดตั้งวอร์ซอร์เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะส่งผลให้เมืองนี้ได้รับขนานนามว่าปารีสแห่งตะวันออก วอร์ซอร์จึงเป็นเมืองหลวงของ Polish-Lithuanian Commonwealthจวบจนปี 1795 ก่อนที่จะถูกปรัสเซียยึดครอง และกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของปรัสเซียใต้

หลังจากที่กองทัพของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสบุกมาถึงวอร์ซอร์ พระองค็ได้ยกให้เมืองหลวงเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหลังจากนั้นรัสเซียได้บุกเข้ามายึดครองโปแลนด์หลายครั้งส่งผลให้ชาวเมืองโกรธแค้นและก่อสงครามกลางเมือง ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 Sokrates Starynkiewicz เทศมนตรีที่ถูกแต่งตั้งโดยพระเจ้า Alexander III ได้จัดทำระบบน้ำและกำจัดขยะของเมือง รวมทั้งได้ขยายถนน ไฟ และรถรางส่งผลให้เมืองรุ่งเรืองขึ้นมากจนมีประชากรมากเป็นอันดับ 3 รองจากมอสโคว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วอร์ซอร์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพนาซี จวบจนสิ้นสงคราม รัสเซียจึงเข้าครอบครองวอร์ซอร์แทนยังผลให้ชาวโปแลนด์ไม่พอใจและกระด้างกระเดื่องต่อรัสเซีย เมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์อีกครั้งในวันที่ 1 กันยายน 1939 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เยอรมนีได้ส่งกองทัพเข้ายึดสถาบันการศึกษาทั้งหมด และชาวยิวซึ่งเป็นประชากรมากถึง 30% ก็ถูกกักกันทันที หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โปแลนด์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียและกลายเป็นคอมมิวนิสต์ หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย โปแลนด์ก็ยุติการเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย และสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเมื่อไม่นานมานี้

ย่านเมืองเก่าของวอร์ซอร์ซึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดของประเทศนั้น มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งเช่น Market Place ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของ กำแพงเมือง โบสถ์ ศาลาว่าการเมือง และพระราชวัง ส่วนที่เคยโดดเด่นสุดของบริเวณนี้ก็คือ ศาลาว่าการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1429 นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวย่านนี้ต้องมีขาแข็งแรงสักหน่อย เพราะอาณาบริเวณของเมืองเก่าค่อนข้างกว้าง รวมทั้งมีตรอกซอกซอยมากมาย อย่างไรก็ตาม ย่านนี้เป็นย่านที่เดินสนุกเพราะมีร้านค้าและร้านอาหารให้พักขาค่อนข้างมาก นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเข้าเยี่ยมเยือนอะไรเลย ก็สามารถที่จะเพลิดเพลินกับความสวยงามของอาคารได้อย่างจุใจ

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292474

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

แหวกฟ้าหาฝัน : Wine Museum เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้านใน museum

นักท่องเที่ยวที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ที่ไปเยอรมนีต่างทราบดีว่าเยอรมนีเป็นประเทศเบียร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว เยอรมนียังมีเขตที่ปลูกไวน์ด้วยเขตนั้นคือ ริมแม่น้ำไรน์ เมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับไวน์เมืองหนึ่งก็คือ Rudesheim am Rhein เมืองนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งปลูกไวน์สำคัญ ยังมีมิวเซียมไวน์ด้วย Wine Museum ของ Rudesheim นี้ตั้งอยู่แทบจะติดกับสถานีรถไฟของเมืองเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนมิวเซียมแห่งนี้ต้องมาให้ถูกฤดูกาล เพราะมิวเซียมปิดในฤดูหนาว

มิวเซียมไวน์ของ Rudesheim ตั้งอยู่ที่ Bromserburg Castle ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของลุ่มน้ำไรน์ ปราสาทที่มีอายุกว่าพันปีที่มีของจัดแสดงเกี่ยวกับไวน์มากถึงสองพันชิ้นนี้เคยเป็นที่ประทับของ Archbishops of Mainz ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และเป็นที่ตั้งของสังฆมณฑลที่สำคัญในเวลานั้น ต่อมาอัศวินหลายตระกูลได้เข้าครอบครอง ในปี 1911 Counts of Ingelheim ได้ซื้อปราสาทแห่งนี้จาก Bromsera มาทำเป็นที่พำนักของตัวและตั้งชื่อว่า Romantic living castle ท่าน Counts ได้ปรับแต่งห้องใหม่แบบที่อยู่อาศัย เพิ่มสวนสวยๆ และสนามบนหลังคาด้วย ในช่วงเวลานั้นท่านได้ใช้ปราสาทแห่งนี้รับแขกมากถึงสามพันกว่าคน


ทิวทัศน์ฝั่งตรงข้าม

ต่อมาในปี 1941 เทศบาลเมืองRudesheim ได้ซื้อปราสาทแห่งนี้จากเจ้าของเดิม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้ใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นคุก และที่พักของคนไร้บ้าน หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เทศบาลได้ทำการปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ใหม่และได้จัดตั้งเป็นมิวเซียมขึ้นในปี 1950 ของจัดแสดงที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมนี้จะบอกเล่าถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การปลูกองุ่นและการผลิตไวน์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงนักท่องเที่ยวที่ชอบชิมไวน์จะได้เรียนรู้วิธีการทำไวน์สไตล์เยอรมันจากปราสาทนี้แล้ว ที่นี่ยังมี roof garden ที่สวยงามซึ่งสามารถเห็นทิวทัศน์ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำด้วย นอกจากนี้ในมิวเซียมยังมีบริเวณให้ชิมไวน์ตรง Terrace ให้อีกต่างหาก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ แต่อาจไม่ชื่นชอบชมมิวเซียมก็อาจสามารถเสพประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกได้ด้วยการชิมไวน์บนเรือที่เรียกว่า Wine tasting on the water นักท่องเที่ยวที่ต้องการเสพประสบการณ์นี้อาจต้องเลือกเวลาไปเมืองนี้เสียหน่อย เพราะการชิมไวน์บนเรือนี้จะมีเฉพาะวันอาทิตย์ที่สองของเดือนเมษาถึงกันยายนเท่านั้น และจะออกเดินทางเพียงวันละเที่ยวตอน 17.10 น. เรือที่นั่งจะเสิร์ฟไวน์ที่ผลิตจากเมืองนี้และล่องไปบนแม่น้ำไรน์โดยผ่านทิวทัศน์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกรอบเมืองและ Assmannshausen นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสพิเศษนี้รับรองได้ว่าจะประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว


ของจัดแสดงในมิวเซียม


แก้วไวน์


สวนภายใน


เครื่องมือตรวจสอบใหม่


แม่นํ้าไรน์จากหลังคามิวเซียม


ตัวอย่างแก้วไวน์

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/290722

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน Dinner @ Rudesheim

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้านอาหาร Stadt Frankfurt

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเยอรมนี ช่วงเวลานี้คงรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีทั้งนี้เพราะเดือนนี้เข้าสู่เทศกาลOctoberfest แล้ว และตั๋วเครื่องบินเข้าสู่เยอรมนี ไม่ว่าจะเป็น Munich, Frankfurt หรือแม้แต่ Berlin ก็มีราคาลดลงมาก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกตั๋วได้ทั้งบินตรงและต่อเครื่องได้ในราคาเริ่มตั้งแต่หมื่นกว่าบาทไปจนถึงสามหมื่นกว่าบาท เช่น Qatar Airline, Thai, Austrian Airline หรือแม้แต่ Lufthansa นักท่องเที่ยวที่เอาราคาเป็นหลักราคาหมื่นกว่าสำหรับสายการบิน Qatar นี้แทบเรียกว่าไม่เคยกล้าฝันถึงทีเดียว เวลาที่เข้าถึงเมืองปลายทางก็ดีด้วย เพราะเป็นช่วงเช้า นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเที่ยวต่อได้ทั้งวันโดยไม่เสียเวลาส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบความสะดวกสบายและไม่ชอบต่อเครื่องสายการบินที่บินตรง ไม่ว่าจะเป็น TG หรือLufthansa ราคาก็อยู่ในเกณฑ์รับได้ เพราะลดลงจากสี่หมื่นกว่าเหลือเพียงสองหมื่นกว่าปลายๆ หรือสามหมื่นต้นๆ เท่านั้น

เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกช่วงเวลานี้บรรยากาศรื่นเริงแนว Octoberfest จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเสพ แต่นักท่องเที่ยวบางคนอาจไม่อยากไปเสียค่าโรงแรมแพงๆ ในมิวนิค เมืองอื่นที่สามารถเสพบรรยากาศ Octoberfest ได้ และไม่ไกลจากเมือง Frankfurtซึ่งเป็นเมืองปลายทางยอดนิยมของสายการบินTG และ Lufthansa ที่บินตรงก็คือ Rudesheim เมืองที่นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย หรือ Transitไม่ข้ามวันสามารถเดินทางไปเยี่ยมเยือนได้ไม่ยาก เพราะอยู่ห่างจากสนามบินไม่ไกลนัก นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋ว S แล้วนั่งไปเมืองนี้จากสนามบิน Frankfurt airport ได้เลย สนนราคาเพียงแค่ 8.35 เหรียญเท่านั้น

Rudesheim am Rhein เมืองที่ห่างจากสถานีรถไฟสนามบิน Frankfurt เพียงแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 40 นาที นี้เป็นเมืองมรดกโลกที่ชาวแฟรงก์เฟิร์ตและบริเวณใกล้เคียงนิยมมากินข้าวเย็นกัน เมืองที่อยู่เชิงเขา Niederwald ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำไรน์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเขต Frankfurt am Rhein แม้เมืองนี้จะไม่มีชื่อเสียงเท่าเมือง Cologne แต่เมืองนี้กลับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ชาวเยอรมันเองนิยมมาเที่ยวกันจนเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับสองของเขต Frankfurt การที่นักท่องเที่ยวชอบมาเมืองนี้ไม่เพียงเพราะ
ที่นี่เป็นเมืองผลิตไวน์เท่านั้น ยังเป็นเพราะทิวทัศน์ของแม่น้ำไรน์ในเมืองนี้สวยงามเป็นพิเศษจนได้ชื่อว่า Romantic road of Rhine ด้วย

Rudesheim เป็นพื้นที่ที่ถูกตั้งถิ่นฐานครั้งแรกตั้งแต่ก่อนคริสตกาลโดยชาว Celts หลังจากนั้นที่นี่ถูกครอบครองโดยชาวโรมันแล้วตามด้วยชาว Franks ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปลูกไวน์ในบริเวณนี้ นอกจากไวน์แล้ว เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงทางด้านการขนส่งโดยเฉพาะขนไม้ด้วย นับจากปี 1883 เป็นต้นมาที่นี่ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเขตนี้ เพราะ Rudesheim เป็นที่ตั้งของ Niederwalddenkmal หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการรวมชาติเยอรมันหลังการสิ้นสุดสงคราม Franco-Prussian อนุสาวรีย์มูลค่าหนึ่งล้านมาร์คทองที่ถูกวางศิลาฤกษ์ครั้งแรกโดยพระเจ้า KaiserWilhelm I และมีความสูงมากถึง 38 เมตรนี้สามารถเยี่ยมเยือนได้ด้วยการนั่งกระเช้าแต่หากนักท่องเที่ยวมีขาที่แข็งแรงสามารถเดินขึ้นเขาไปได้


Niederwalddenkmal

นอกจากอนุสาวรีย์แล้ว บรรยากาศบนถนน Drosselgasse ที่มีความยาว 144 เมตร ของ Rudesheim ยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในช่วงกลางวัน สามารถหาร้านกาแฟสวยๆ นั่งสบายกินได้บริเวณนี้ร้านดังที่สุดของเมืองซึ่งเสิร์ฟกาแฟที่เรียกว่า Rudesheimer Kaffee ซึ่งก็คือกาแฟพิเศษผสมแอลกอฮอล์และใส่ whipped cream ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกที่ Rudesheim ในปี 1957 ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีเวลาไม่มากและมาในเวลาเย็นก็สามารถที่จะหาร้านอาหารสวยๆ อาหารอร่อยๆ กินได้บริเวณเมืองเก่า ร้านที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ส่วนใหญ่ล้วนเสิร์ฟขาหมูและเบียร์เยอรมันรสเลิศแบบเดียวกับบรรยากาศ Octoberfest ใน Munich ทั้งนั้นเช่น ร้าน Stadt Frankfurt แต่หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวช่วงคริสต์มาสก็จะตื่นตาตื่นใจกับตลาดคริสต์มาสได้อย่างจุใจเลยทีเดียว


Rudesheim kaffee


บรรยากาศ Drosselgasse

.
อาหารพื้นเมือง


บรรยากาศร้านกาแฟ


บรรยากาศเมือง Rudesheim