แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/315488

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองขนมปังขิง

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Interactive Media

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Torun นอกจากจะเดินเที่ยวบริเวณเมืองเก่าซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และถ่ายรูปกับงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึง Torun ก็คือ มิวเซียมขนมปังขิง Torun บ้านเกิดของ Nicolaus Copernicus นักคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ผู้ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ด้วยทฤษฎีที่ให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาลแทนโลกนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านขนมปังขิง ทั้งนี้เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีดินดี ทำให้สามารถปลูกข้าวสาลีได้ดี และยังอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่มีน้ำผึ้งมาก ยิ่งกว่านั้นการที่เมืองนี้อยู่ใกล้ทะเลทำให้การนำเข้าเครื่องเทศซึ่งมาจากอินเดียเพื่อใช้ทำขนมปังขิงทำได้ง่ายขึ้น ขนมปังขิงของเมืองนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกตั้งแต่ปี 1380 และได้รับชื่อเสียงไปทั่วโปแลนด์และยุโรปอย่างรวดเร็ว ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อขนมปังขิงของเมือง Torun เป็นที่ต้องการมากขึ้น รัฐบาลเมืองจึงให้การสนับสนุนด้วยการลดภาษีเครื่องเทศที่นำเข้าจากที่อื่นเพื่อเพิ่มการส่งออก

อย่างไรก็ดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 การค้าขนมปังเริ่มตกต่ำจนเหลือเพียงรายเล็กๆ 3 รายอันเป็นผลมาจากการที่บริษัทใหญ่ๆ กว้านซื้อร้านเล็กๆ ไปหมด และหันมาผลิตเป็นแบบโรงงานแทนโรงงานที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดเป็นของ Gustav Weese ซึ่งเป็นร้านขนมปังเก่าแก่
ตั้งแต่ปี 1763 ขนมปังขิงของโรงงานนี้เป็นที่ต้องการมากทั่วทั้งยุโรปและแอฟริกา สามารถส่งออกไปถึงญี่ปุ่น จีน ตุรกี และโฮโนลูลู นอกจากขนมปังขิงจะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปแล้ว มันยังเป็นอาหารประจำชาติของชาวโปแลนด์ที่พวกเขามักมอบให้กับนักการเมือง กษัตริย์ และศิลปิน เช่น พระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส พระสันตะปาปาจอห์นปอลล์ที่สอง, Jan Matejko นักจิตรกรรม, Helena Modjeska นักแสดง และ Artur Rubinstein นักเปียโนขนมปังขิงยังเป็นสิ่งสำคัญของเมืองจนกระทั่ง Fryderyk Hoffman นักกวีแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 ของสิ่งที่ดีที่สุดของโปแลนด์นั่นคือ วอดก้าของ Gdansk, ขนมปังขิงของ Torun, ผู้หญิงของ Krakow และ รองเท้าของวอร์ซอร์

เมื่อขนมปังขิงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเมือง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมย่อมอยากเยือนมิวเซียมที่เกี่ยวข้องกับขนมปังขิงอย่างไม่ต้องสงสัย เมือง Torun มีมิวเซียมขนมปังขิง 2 แห่ง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความแปลก และต้องการเรียนรู้การทำขนมปังขิงด้วย ควรไปเยือน The Living Museum of Gingerbread มิวเซียมinteractive แห่งแรกของยุโรปที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2006 นี้ตั้งอยู่ที่เลขที่ 9 ถนน Rabianska ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ Copernicus มากนัก นักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วเข้ามิวเซียมก่อนโดยสนนราคามี 2 แบบขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวจะเข้าworkshop ซึ่งจะจัดเป็นรอบๆ เพื่อหัดทำขนมด้วยหรือไม่ หากนักท่องเที่ยวไม่สนใจหัดทำขนมปังขิง ก็อาจเยือนแต่มิวเซียมได้โดยค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า และสามารถชิมขนมปังขิงที่มีวางไว้ให้ลองชิมหลังเสร็จสิ้นการเยือนมิวเซียมเหมือนกัน ภายในมิวเซียมชั้นหนึ่ง ส่วนมิวเซียมจะเป็นห้องจัดแสดงวิธีการทำขนมปังขิง เครื่องมือ อุปกรณ์ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงเริ่มเข้าสู่ยุคโรงงาน ส่วนชั้นสองจะเป็นส่วนโรงงานสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ที่บริหารโดยพี่น้องตระกูล Rabianski ซึ่งจัดแสดงเครื่องจักรจากเยอรมนีที่ใช้ทำขนมปัง เตาเผาและแบบทำขนมปังต่างๆ ก่อนกลับนักท่องเที่ยวอาจนั่งพักและลองกินขนมปังขิงที่มีวางไว้ให้กินฟรีบนชั้นสองนี้ได้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาให้ถึง Torun อาจเข้าส่วนเวิร์กช็อปที่อยู่ชั้นหนึ่งด้วย ส่วนเวิร์กช็อปนี้จะนำนักท่องเที่ยวกลับสู่ยุคกลางเพื่อเรียนรู้วิธีทำขนมปังขิงจากผู้ชำนาญการทำขนมปังขิงในสมัยนั้น นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสเรียนรู้วิธีการทำขนมปังขิงอย่างละเอียดและได้มีโอกาสที่จะตระเตรียมและทำขนมปังขิงด้วยตัวเองจนเสร็จสิ้นกระบวนการและได้รับขนมปังขิงที่ทำกลับบ้านไปด้วย

Work Shop

Work Shop
ห้องผู้จัดการโรงงาน

ห้องผู้จัดการโรงงาน
มิวเซียมขนมปังขิง

มิวเซียมขนมปังขิง
พิมพ์ขนมปัง

พิมพ์ขนมปัง
เตาอบสมัยเก่า

เตาอบสมัยเก่า
ตัวอย่างขนมปังขิง

ตัวอย่างขนมปังขิง
ขนมปังขิงแจก

ขนมปังขิงแจก
การจัดแสดงภายใน

การจัดแสดงภายใน

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314084

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

แหวกฟ้าหาฝัน : ชิวๆ ชมเมือง Torun

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Town Hall

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาโปแลนด์ และชอบกินขนมปังขิง เมืองหนึ่งที่ควรไปเยือนให้ได้ก็คือ เมืองTorun ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากวอร์ซอโดยรถไฟ 2 ชั่วโมง 45 นาทีถึง 3 ชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของรถไฟ เมืองนี้อยู่ห่างจากเมือง Bydgoszcz โดยรถไฟเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถเดินทางไปพร้อมกันได้ หรือจะนอนเมืองใดเมืองหนึ่งแล้วเดินทางไปเที่ยวอีกเมืองหนึ่งก็ได้ การเดินทางเข้าเมืองจากสถานีรถไฟ แนะนำนั่งรถบัสสาย 22 สนนราคา 2.8 เหรียญ และหากเป็น senior แค่ 1.4 เหรียญ เพราะการเดินต้องใช้เวลาค่อนข้างนานและไม่มีอะไรดูข้างทาง รถบัสจะจอดก่อนเข้าประตูเมือง มีสวนสาธารณะที่สวยงามให้ถ่ายรูปได้โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

Nicolaus Copernicus and Tower

Torun เมืองทางทิศเหนือของโปแลนด์บนแม่น้ำ Vistula นี้เคยเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เมืองนี้ได้ถูกขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นโดยกลุ่มอัศวิน Teuton ที่นี่จึงมีประชากรหลากหลายพื้นฐานและศาสนาจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดทั้งทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยีในยุคกลาง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าจึงมีความมั่งคั่งสูงส่งผลให้สถาปัตยกรรมของที่นี่ก้าวหน้าและสวยงามกว่าเมืองอื่นไม่ว่าจะเป็นแบบโกธิค แมนเนอริสซึม หรือบาโรค การที่เมืองนี้เป็นเพียงไม่กี่เมืองของโปแลนด์ที่รอดพ้นน้ำมือของระเบิดจากสงครามทำให้ย่านเมืองเก่าของที่นี่ยังคงความสวยงามไว้ได้จนได้ชื่อว่าเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997 อีกทั้งยังติดอันดับ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโปแลนด์ในปี 2007 ด้วย

Town Hall

นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเข้ามิวเซียมใดๆ แต่ชอบถ่ายภาพ และได้มีโอกาสมาเยือน Torun เมืองมรดกโลกแห่งนี้สามารถใช้เวลากับย่านเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมและงานประติมากรรมหลากหลายชิ้นได้อย่างไม่รู้เบื่อ เช่น 1.Town Hall หรือศาลาว่าการเมือง อาคารซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของยุโรปแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ของความรุ่งเรืองของเมืองในยุคจักรวรรดิ Hansa อาคารนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้อัศวิน Teuton ที่มีนามว่า Conrad von Wallenrode ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองนี้มั่งคั่งสูงสุด อาคารนี้ทำหน้าที่สองอย่างคือ ชั้นหนึ่งเป็นหอการค้าสำหรับขายเสื้อผ้า ส่วนชั้นบนเป็นที่ว่าการของเทศบาล2.คนสีไวโอลินที่มีกบล้อมรอบ ประติมากรรมนี้มีนิยายปรัมปรามาจากการที่เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Vistula เป็นเมืองชายแดน และอยู่ในตำแหน่งการค้าที่สำคัญของยุโรป ทำให้การล่องแพเป็นประเพณีสำคัญ ครั้งหนึ่ง เมืองถูกโจมตีโดยฝูงกบ ชาวเมืองจึงเดือดร้อนมาก นักล่องแพคนหนึ่งคิดวิธีกำจัดกบได้ด้วยการสีไวโอลินเรียกกบมาอยู่รวมกันและขับไล่ฝูงกบออกไปจากเมือง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของนักล่องแพท่านนี้ชาวเมืองจึงตั้งอนุสาวรีย์รูปคนสีไวโอลินและมีฝูงกบล้อมรอบไว้ในปี 1914

ทางเข้าเมือง

3.อนุสาวรีย์ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และสร้างชื่อเสียงให้ชาวเมือง อนุสาวรีย์นี้ได้รับการดำริขึ้นครั้งแรกโดย พระเจ้าFrederick the Great แห่งปรัสเซีย ณ หลุมฝังศพของ Copernicus ที่ Frauenburg แต่แนวคิดนี้ไม่สำเร็จ ต่อมาStanislaw Staszic นักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ดำริจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ Copernicus อีกหลังจากได้ยินพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสเห็นว่า ยังไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ให้Copernicus เลย อนุสาวรีย์นี้จึงถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1809 โดยบัญชาของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส หลังสงครามนโปเลียน คณะกรรมการตัดสินใจย้ายอนุสาวรีย์ไปเมืองอื่น แต่ภายหลัง กรรมการเมืองได้ตัดสินใจสร้างอนุสาวรีย์ขนาด 2 เท่าของขนาดตัวขึ้น ณ Torunบ้านเกิดของ Copernicus ซึ่งก็คืออนุสาวรีย์Copernicus ในชุดนักวิชาการที่มือซ้ายถือลูกโลกและนิ้วชี้ขวาชี้ไปที่สวรรค์อันเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมต่อทางด้านดาราศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Torun ต้องมาถ่ายรูปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึง Torun นั่นเอง

Violinist

ประติมากรรมกบ

ประติมากรรมลา

Nicolaus Copernicus and Tower

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/312707

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปปิ้ง@โรงงานเบียร์เก่าเมืองPoznan

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Old Town Poznan

นักท่องเที่ยวที่ชอบเมืองสวยๆ ห้างเยอะๆ ที่ได้มาเยี่ยมเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่แนะนำก็คือ Poznan เมืองทางทิศตะวันตกที่อยู่ห่างจากวอร์ซอร์โดยรถไฟ 3 ชั่วโมงเศษนี้เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของโปแลนด์และเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยมีประชากรมากถึง 550,000 คน ปัจจุบันเมืองที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโปแลนด์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการค้า กีฬา การศึกษา เทคโนโลยีและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองคือ มหาวิทยาลัย AdamMickiewicz มีนักศึกษามากถึง 13,000 คนและใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ Poznanยังเป็นเจ้าภาพของงานแสดงสินค้านานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ และยุโรปอยู่เนืองๆ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัย และมีความรุ่งเรืองอย่างมากจึงเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่ง และมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง มีชื่อเสียงทางด้านความปลอดภัยจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับต้นๆ จาก Globalization and World Cities Research Network

Poznan เป็นเมืองที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโปแลนด์ยังเป็นชนเผ่า ที่นี่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศก่อนที่โปแลนด์จะเป็นประเทศคาทอลิกในปี 966 และยังเป็นเมืองแรกที่มีโบสถ์คาทอลิก และมี Archbishopมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาสนจักรด้วย หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Mieszko ที่สอง เมืองนี้ก็อ่อนแอลง และเมืองหลวงของประเทศก็ถูกย้ายไปอยู่ที่เมือง Krakow อย่างไรก็ดีเมืองนี้กลับมีอิสระในการปกครองตนเอง และได้สร้างปราสาทให้เป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครในปี 1249 ภายใต้บัญชาของ Duke Przemysl ที่ 1 ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ Warta ต่อมาพระองค์ได้ตั้งให้ Thomasof Guben เป็นผู้สร้างเมือง เขาจึงได้เกณฑ์ชาวเยอรมันมาช่วยส่งผลให้ชาวเยอรมันย้ายมาตั้งถิ่นฐานในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก

นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเพราะที่นี่กลายเป็นเมืองการค้าระหว่าง Lithuania และ Ruthenia กับยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ดีความรุ่งเรืองของเมืองกลับหยุดชะงักลงเมื่อย่านเมืองเก่าไฟไหม้ไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 1536 ทำให้ปราสาท ศาลาว่าการเมืองและอาราม รวมทั้งอาคารถึง 175 หลัง ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ซ้ำร้ายเมืองนี้ยังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ที่นี่ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามหลายครั้งอีกต่างหากด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สองเทศบาลเมืองได้ทำการพัฒนาอาคารขึ้นใหม่ และทำการขยายส่วนกลางเมืองขึ้นในปี 1987

บริเวณเมืองเก่านั้นประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเมือง Poznan มาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ประกอบด้วย ตลาดและศาลาว่าการเมืองอันบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองมาตั้งแต่ปี 1253 นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนจะเห็นว่าบริเวณเมืองเก่าเต็มไปด้วยอาคารหลากสีเป็นรูปโค้งตัวยู ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนอย่างเมืองทั่วไป ทั้งนี้เพราะบริเวณเมืองเก่าปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กำแพงเมืองโบราณ ความสวยงามของบริเวณนี้ทำให้พื้นที่นี้ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติชาติ

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งและชอบดูงานออกแบบอาคารสวยๆ ที่ได้มีโอกาสมาเมือง Poznan ไม่เพียงสามารถที่จะเดินเล่นในย่านเมืองเก่าแล้ว ไม่ควรหยุดช็อปเพียงแค่ห้างหน้าสถานีรถไฟเท่านั้น ต้องมาช็อปที่ StaryBrowar ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและศิลปะให้ได้ ที่นี่ไม่เพียงมีร้านค้าและความงดงามที่ไม่เหมือนช็อปปิ้งเซ็นเตอร์อื่นๆ ยังมีความแปลกใหม่ในแง่ของการจัดพื้นที่อันเป็นผลมาจากการดัดแปลง Brewery Huggerow โรงงานผลิตเบียร์เก่ามาเป็นห้างสรรพสินค้า ห้างที่มีพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร และร้านค้า 210 ร้าน ซึ่งเดิมถูกออกแบบโดย Studio ADS และถูกดัดแปลงให้เป็นห้างโดย RyszardKajaนี้ได้กลายเป็นของ Deutsche Asset & Wealth Management ตั้งแต่ปี 2015 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนห้างแห่งนี้จะรู้สึกถึงความลงตัวในการออกแบบ การจัดวางแสง และการจัดการพื้นที่สมกับที่ห้างแห่งนี้ได้รับรางวัล Best Shopping Center ขนาดกลางทั้งระดับทวีปยุโรปและระดับโลกในปี 2005 และยังชนะประกวด National Geographic Travelerในปี 2012 จนทำให้เมืองนี้ได้รับรางวัลที่หนึ่งของ New Polish Wondersอีกต่างหากด้วย

Old Town Poznan2

Old Town Poznan2
ห้างตรงข้ามสถานีรถไฟ

ห้างตรงข้ามสถานีรถไฟ
หลังคา Stary Browar

หลังคา Stary Browar
Stary Browar ภายใน

Stary Browar ภายใน
Stary Browar ภายใน

Stary Browar ภายใน
Stary Browar ด้านติด park

Stary Browar ด้านติด park
Stary Browar passage ภายใน

Stary Browar passage ภายใน
Skin Stary Browar

Skin Stary Browar
Old Town Poznan 4

Old Town Poznan 4
Old Town Poznan3

Old Town Poznan3

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/311847

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

แหวกฟ้าหาฝัน : ตามรอย Pope John Paul II ที่ Gdansk

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รูปถ่ายท่านสันตะปาปาในร้าน

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ควรไปให้ได้ก็คือ Gdansk เมืองทางเหนือติดทะเลบอลติกของประเทศแห่งนี้มีความสำคัญ และความสวยงามอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ซื้อ Poland rail pass สามารถนั่งรถไฟจากกรุงวอร์ซอด้วยรถตรงขบวนพิเศษที่ต้องเสียเงินเพิ่มไม่ว่าจะนั่งรถชั้นหนึ่งหรือสองก็ตามเป็นเงิน 43 เหรียญโปแลนด์ แต่ถ้านั่งชั้นหนึ่งจะมีอาหารเสิร์ฟเหมือนอาหารโรงแรม 1 มื้อ โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาทีแต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางจากเมืองMalbork ก็จะใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น โดยมีรถไฟขบวนหวานเย็นหรือ BTS มาให้เลือกด้วยการเดินทางเข้าเมืองจากสถานีรถไฟก็ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้รถบัสเลย เพราะเดินไปเรื่อยๆ แค่ 10 กว่านาทีก็ถึงมิวเซียมอำพันซึ่งก็คือกลางเมืองแล้ว

Gdansk เมืองหลวงของแคว้นPomeranian Voivodeship และเมืองท่าที่สำคัญทางใต้ของอ่าว Gdansk นี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ มีประชากรมากถึง 1.4 ล้านคน เมืองที่เคยถูกปกครองโดยเยอรมนีเคยเป็นเมืองหลวงของโปแลนด์และเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ใหญ่และร่ำรวยที่สุดของประเทศก่อนที่วอร์ซอจะกลายเป็นเมืองหลวงในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ เมืองนี้ยังเป็นเมืองต้นกำเนิดของการเดินขบวนเพื่อประกาศอิสรภาพจนก่อให้เกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในเวลาต่อมา

นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เมืองที่มีความสวยงามมากแห่งนี้ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวคาทอลิกโปแลนด์ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่านสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองเคยมาเยี่ยมเยือน สันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 หรือ เซนต์จอห์นปอลที่สองซึ่งได้รับเลือกเป็นสันตะปาปาตั้งแต่ปี 1978 เป็นผู้มีชื่อเสียงในการนำการสิ้นสุดยุคคอมมิวนิสต์มาสู่ทวีปยุโรปตะวันออกอย่างสันติ ท่านเป็นสันตะปาปาที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากไม่เพียงท่านเป็นสันตะปาปาอยู่ยาวนานหลายสิบปี นำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคยุโรปแล้ว ท่านยังเป็นสันตะปาปาที่เดินทางมากที่สุดด้วย ยิ่งกว่านั้น การที่ท่านเป็นคนโปแลนด์โดยกำเนิดทำให้ท่านไม่เพียงได้รับความเคารพนับถืออย่างมาก ยังเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับชาวโปแลนด์ด้วย

เมื่อครั้งที่ท่านเสด็จมายังเมือง Gdansk ในปี 1987 อันเป็นเมืองที่เคยจัดการฉลองการเป็นอิสรภาพจากลัทธิคอมมิวนิสต์ การเทศน์ของท่านบนเวทีที่สูงกว่า 15 เมตรมีประชาชนกว่าล้านคนมายืนฟังยาวถึง 5 กิโลเมตร แม้ช่วงเวลานั้นชาวโปแลนด์ส่วนหนึ่งจะละทิ้งประเทศไป เพราะพวกเขาต้องการโอกาสและชีวิตใหม่นอกประเทศ การเทศน์ครั้งนั้นเพื่อหนุนใจให้ชาวโปลต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างกล้าหาญ สามัคคี และอดทน เพื่อยืนยันว่าการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะนำสันติสุขและความมั่งคั่งมาให้กับโปแลนด์มากกว่าความขัดแย้งและการแตกแยก ท่านเน้นย้ำให้ชาวโปแลนด์รักซึ่งกันและกันตามคำสอนของพระคัมภีร์

นอกจากท่านสันตะปาปาจะมาเทศน์ที่เมืองนี้แล้ว ท่านยังได้มาชิมอาหารเลิศรสของเมืองซึ่งเป็นร้านที่มีคนดังๆ มากมายมาเยือน นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการติดตาม Michelin star ควรตามมาลิ้มลองด้วย ร้านที่ว่านั่นคือ Pod Lososiem หรือชื่อบน Google map คือ Under the Salmon ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่อยู่บนถนน Szerokaนี้เป็นร้านที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1598 ร้านนี้สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวจากสงครามมาตลอดและสามารถยืนหยัดมาปรุงอาหารพื้นเมืองให้กับคนดัง ๆ ทั่วโลกรับประทานจวบจนปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนโปแลนด์และมาถึง Gdansk ต้องหาโอกาสไปลิ้มลองเมนูเด็ดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นจาน Salmon ที่ท่านสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองรับประทาน หรือจานเนื้อที่ท่านประธานาธิบดีจอร์จบุชเคยลิ้มลอง นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ตามรอยท่านโป๊ปจากเมนูอาหารแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาถึงร้านอาหารร้านนี้แล้วจะสามารถประทับใจไม่รู้ลืมกับการตกแต่งที่วิจิตรตระการตาราวกับว่ากำลังได้รับประทานอาหารในวังเลยทีเดียว

แก้วเบียร์

แก้วเบียร์

เมนูหน้าร้าน

เมนูหน้าร้าน
เมนูที่ท่าน Pope รับประทาน

เมนูที่ท่าน Pope รับประทาน
บรรยากาศในร้าน

บรรยากาศในร้าน
บรรยากาศในร้าน (2)

บรรยากาศในร้าน (2)
บรรยากาศในเมือง

บรรยากาศในเมือง
ชุดจานรับแขก

ชุดจานรับแขก

จาน Salmon

จาน Salmon

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310548

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

แหวกฟ้าหาฝัน : Amber Museum เมือง Gdansk

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ของตกแต่งจากอำพัน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมือง Gdansk เมืองท่าทางเหนือของโปแลนด์ติดทะเลบอลติกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยี่ยมเยือนให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ
Amber Museum ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นแหล่งใหญ่ของ Amber หรืออำพัน และเป็นเมืองที่มีการค้าอำพันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หลายคนคงสงสัยว่า Amber หรืออำพันคืออะไร และสำคัญอย่างไร อำพันก็คือยางของซากต้นไม้ดึกดำบรรพ์ตั้งแต่สมัย Neolithic ซึ่งมีความสวยงามจนมนุษย์นำมาทำเป็นเครื่องประดับ และของตกแต่งต่างๆ หรือแม้แต่ทำเป็นยา การถือกำเนิดของอำพันในขั้นแรกจะอ่อนนุ่มเพราะมันคือยางของต้นไม้ และมีสัตว์หรือวัตถุต่างๆ ฝังเข้าไป อำพันเป็นของที่รู้จักกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว บันทึกในประวัติศาสตร์ของชาวเยอรมันที่ถูกเรียกว่า Gutones ซึ่งอาศัยอยู่ริมหาดกล่าวถึงอำพันไว้ว่า พวกเขาพบอำพันตามชายหาดของเกาะ Abalus ในฤดูใบไม้ผลิ และใช้มันเป็นเชื้อเพลิงหรือขายให้กับเพื่อนบ้านซึ่งก็คือชาว Teutonesบริเวณที่พบอำพันจำนวนมาก ได้แก่ Heligoland, Zealand, Bay of Gdansk, SambiaPennisula ซึ่งแหล่งเหล่านี้ก็เป็นแหล่งค้าอำพันที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปเหนือที่เชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือที่เรียกว่าAmber Road

อำพันมีองค์ประกอบเป็นสารเนื้อผสม แต่เนื้อของมันก็ประกอบไปด้วยสารหลายชนิดที่ละลายได้ในเอทานอล ไดเอตทิลอีเทอร์ และคลอโรฟอร์ม รวมถึงสารที่ละลายไม่ได้จำพวกบิทูเมนอำพันประกอบไปด้วยสารโมเลกุลขนาดใหญ่จากการเกิดโพลิเมอร์ด้วยการเติมอนุมูลอิสระของสารดั้งเดิมในกลุ่มของแลบเดน กรดคอมมูนิกคัมมูนอลและไบโฟร์มีน เมื่ออำพันมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆก็จะมีการเกิดโพลิเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆไปกับปฏิกิริยาไอโซเมอร์เมื่ออำพันโดนความร้อนที่มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จะละลายออกมาเป็นน้ำมันอำพัน อำพันบอลติกมีความแตกต่างไปจากอำพันชนิดอื่นๆ ของโลกด้วยเนื้อของมันมีกรดซัคคินิกจนเป็นที่รู้จักกันในนามของซัคคิไนต์

การพัฒนาการของยางไม้จากต้นไม้ที่ยังมีชีวิตที่ทำให้เกิดอำพันนั้นไม่ค่อยบริสุทธิ์ เพราะหลังจากที่ยางไม้ตกลงบนพื้นจะมีซากเศษของสิ่งต่างๆ อยู่ส่งผลให้ยางไม้มีสีต่างๆ กัน อำพันสามารถพบได้หลายแห่ง ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณที่ยุคหินรุ่งเรือง เช่น ชายฝั่ง Samland ทางทิศตะวันตกของ Konigberg ในปรัสเซียอันเป็นบริเวณที่ถูกกล่าวขวัญถึงว่ามีอำพันเป็นจำนวนมากมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 จวบจนถึงปี 1946 ส่วนวิธีการทำเหมืองอำพันก็คือการขุดเอาพื้นทะเลขึ้นมา แล้วเก็บอำพันโดยใช้มือ หรือการดำน้ำลงไปเก็บอำพันขึ้นมา

มิวเซียมอำพันหรือ Amber Museum ของเมือง Gdansk ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก และอยู่ใกล้กับ information มาก ห่างกันเพียงแค่ข้ามถนน มิวเซียมแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งประตูเมืองเก่าที่เคยเป็นหอคอยคุมขังและห้องทรมานนักโทษ การจัดแสดงแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับอำพัน เส้นทางการค้าอำพันแถบบอลติก อำพันแบบต่างๆ ที่ภายในมีสัตว์และพืชอยู่ภายใน รวมทั้งเครื่องประดับและเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำจากอำพันการที่ Gdansk เป็นตำแหน่งสำคัญทางการค้าอำพัน ทำให้เมืองนี้มีการทำเครื่องประดับอำพันมาตั้งแต่ปี 1477 โดยรุ่งเรืองสุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 โดยในช่วงเวลานั้น เมือง Gdansk ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับ แต่ยังสร้างสรรค์งานประติมากรรม งานตกแต่ง และของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ปัจจุบัน เนื่องจากอำพันเป็นของมีราคาสูง งานส่วนใหญ่จึงเป็นงานเครื่องประดับเท่านั้นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเครื่องประดับและเรื่องราวของอำพันจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับของจัดแสดงต่างๆ ที่แม้มีจำนวนห้องไม่มาก แต่ก็ได้ความรู้และความเพลิดเพลินเป็นอย่างดี

ส่วนที่สองเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของอาคารตั้งแต่การถือกำเนิดของอาคาร ส่วนของหอคอยที่สร้างขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งใช้เป็นป้อมปราการป้องกันเมือง ส่วนพื้นที่ใช้สอยอันเคยเป็นที่คุมขังและทรมานนักโทษได้รับการปรับปรุงหลายครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายมาขึ้นจวบจนถึงการปรับปรุงให้ทันสมัยระหว่างปี 2000-2006 เพื่อใช้
เป็นมิวเซียมนักท่องเที่ยวที่ไม่ชื่นชอบเรื่องคุก และการทรมานอาจสามารถได้อรรถรสที่แตกต่างแต่ก็อาจรู้สึกกระอักกระอ่วนก็เป็นได้

display พร้อมแว่นขยาย

display พร้อมแว่นขยาย
อำพันขนาดใหญ่

อำพันขนาดใหญ่
ส่วนที่เคยเป็นคุก

ส่วนที่เคยเป็นคุก
ภายในอาคารเดิม

ภายในอาคารเดิม
เครื่องประดับจากอำพัน

เครื่องประดับจากอำพัน
เครื่องดนตรีจากอำพัน

เครื่องดนตรีจากอำพัน
interactive display

interactive display

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/309165

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปเที่ยวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปแลนด์ สถานที่แห่งหนึ่งที่ควรไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสมือนหนึ่งยังมาไม่ถึงก็คือ Malbork Castle ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเดินทางมาปราสาทนี้ก็ไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวซื้อ Poland rail pass สามารถนั่งรถไฟมาถึงเมืองได้โดยใช้เวลาในการเดินทางจากวอร์ซอร์ประมาณ 2 ชั่วโมง รถไฟที่ออกจากวอร์ซอร์นี้เป็นรถไฟสายพิเศษจึงต้องเสียค่าจองต่างหากนอกเหนือจากปกติอีก 43 เหรียญโปแลนด์ต่อเที่ยว แต่หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งจะมีอาหารเสิร์ฟให้ด้วยโดยอาหารที่เสิร์ฟจะเหมือนกับอาหาร A la cart ตามโรงแรม เมื่อลงรถไฟแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากสถานีรถไฟไปถึงปราสาทได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งรถบัส เพราะปราสาทห่างจากสถานีรถไฟเพียงแค่ 1.6 กิโลเมตรเท่านั้น ระหว่างทางก็เดินไม่ยาก และมีร้านรวงขายของอยู่ทั่วไป เดินเพลินๆ เดี๋ยวเดียวก็ถึงปราสาทแล้ว ก่อนเข้าปราสาทนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วในห้องขายตั๋วที่มีขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้คาดเดาได้ว่าในฤดูร้อนนักท่องเที่ยวคงล้นหลาม ด้วยสนนราคาถึง 30 เหรียญโปแลนด์ โดยรวมค่า Audio guide ไว้แล้ว

หลังจากเสียเงินค่าเข้า และถ่ายรูปด้านหน้าจนสมใจแล้ว ก็ถึงเวลาเดินชมปราสาทที่สร้างด้วยอิฐแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปราสาทสไตล์คลาสิกแห่งยุคกลางที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัศวิน Teuton เพื่อใช้เป็นป้อมปราการนี้ดั้งเดิมชื่อ Mary’s Castle ตามชื่อเมือง Marienburg ต่อมาในปี 1466 ทั้งปราสาทและเมืองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรปรัสเซียหรือจังหวัดหนึ่งของโปแลนด์ ปราสาทที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 1997 และตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำ Nogat นี้เป็นที่ประทับของราชวงศ์มาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งเกิดการแบ่งแยกประเทศโปแลนด์ครั้งที่หนึ่งในปี 1772 โดยมีการว่างเว้นเพียงช่วงที่โปแลนด์ที่ปกครองโดยราชวงศ์สวีเดนเท่านั้น ปราสาทได้รับการต่อเติมหลายครั้งจนกลายเป็นปราสาทสไตล์โกธิกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปโดยมีพื้นที่มากถึง 52 เอเคอร์ หรือ 4 เท่าของพระราชวังวินเซอร์ พระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งอังกฤษ อย่างไรก็ดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองปราสาทนี้ได้ถูกทำลายลงอย่างมาก จึงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จวบจนกระทั่งสมบูรณ์ในเดือนเมษายนปี 2016 นี่เอง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าปราสาทแบ่งเป็นหลายส่วนและมีกำแพงหลายชั้น

ส่วนที่สำคัญและเข้าถึงง่ายที่สุดของปราสาทก็คือส่วนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nogat เพราะบริเวณนี้จะเป็นที่จอดเรือที่มาจากทะเลบอลติก ในช่วงที่อัศวิน Teuton ปกครองและดูแลปราสาทนั้น พวกเขาสามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าผ่านเรือและกลายเป็นผู้ควบคุมการค้าอำพันแต่ผู้เดียว ในปี 1466 ทั้งปราสาทและเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ปรัสเซีย และกลายเป็นที่พำนักของราชวงศ์ หลังจากการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่หนึ่งนับจากปี 1772 ที่นี่ก็ถูกปล่อยปละละเลย จนถึงปี 1794 David Gilly สถาปนิกชาวปรัสเซียได้รับมอบหมายให้ทำการสำรวจและจัดการกับอนาคตของปราสาทFriedrich Gilly บุตรชายของ David Gilly จึงได้ทำการแกะสลักเรื่องราวของปราสาทและจัดแสดงที่เบอร์ลินประเทศเยอรมนี เพื่อเรียกร้องความสนใจให้กับปราสาท ปราสาทกลายเป็นโรงพยาบาลในสมัยนโปเลียน แต่หลังสงคราม 6 ฝ่ายที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับเยอรมนี ปราสาทแห่งนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประวัติปรัสเซียไป

ในช่วงการบูรณะปราสาทที่เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของอัศวิน Teuton ในการทำสงครามศาสนากับปรัสเซียและลิทัวเนียนี้ได้ทำให้เกิดการฟื้นฟูศิลปะยุคกลาง และงานแกะสลักที่เคยถูกหลงลืมมานาน การเยือนปราสาทแห่งนี้จึงเป็นกระตุ้นเตือนให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการก่อสร้างปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบโกธิก ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นเสมือนหนึ่งอนุสาวรีย์ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนปราสาทจะรู้สึกสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของงานสถาปัตยกรรมที่ดูเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่สมกับที่เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

Malbork Castle

Malbork Castle

ตัวอย่างห้องในปราสาท

ตัวอย่างห้องในปราสาท
อาหารบนรถไฟสายพิเศษ

อาหารบนรถไฟสายพิเศษ

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307888

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเที่ยวเมือง Bydgoszcz นอกจากแวะถ่ายรูปกับ Tightrope Walker และเยือน Museum of Soap แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่ชอบศิลปะควรแวะเยี่ยมเยือนด้วยก็คือ Modern Art Gallery ของ Leon Wyczolkowski District Museum มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงสีในปี 1861 โดยคลังของเขตได้ซื้อพื้นที่นี้มาในปี 1974 และได้ถูกขายต่อให้กับ Leon Wyczolkowski Regional Museum ในปี 1977 นี้มีของจัดแสดงซึ่งประกอบด้วยงานจิตรกรรมงานภาพถ่าย งานประติมากรรม ฯลฯ ของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 รวมกว่า 13,000 ชิ้น วิธีการจัดแสดงจะเป็นรูปแบบตามเวลาจึงทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของศิลปะของชาวโปลในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาได้อย่างละเอียดลออ ที่นี่ยังเป็นที่เก็บผลงานของศิลปินท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมากด้วย

ของจัดแสดงภายในอาคาร 2 ชั้นเป็นงานแนว Contemporary Art ของศิลปินท้องถิ่นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19ไม่ว่าจะเป็น Olga Boznańska, Józef Pankiewicz, Jacek Malczewski, Jana Stanisławski and Leon Wyczółkowski ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลจากงาแนวImpressionism และ Expressionism สำหรับผลงานของศิลปินท้องถิ่นในช่วงสงครามจะมีความหลากหลายกว่าเพราะได้รับอิทธิพลจากศิลปินยุโรปตะวันตกจนเกิดการทดลองแนวทางศิลปะเองด้วย ผลงานที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นเป็นแนวทางศิลปะที่เรียกว่าPolish Expressionism ของศิลปิน Leon Chwistek,Tytus Czyżewski, Tymon Niesiołowski, Wacław Wąsowicz, Stanisław IgnacyWitkiewicz, Romuald Kamil Witkowski และศิลปินอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของศิลปินปารีส เช่น Tadeusz Makowski, Mela Muter, Jan Rubczak and Eugeniusz Zak.

แนวทางศิลปะที่สำคัญที่สุดของศิลปินชาวโปลในคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ Colourism หรือแนวทางศิลปะที่เน้นการใช้สีฉูดฉาดซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปินชาวปารีส ตั้งแต่หลังปี 1945 เป็นต้นมาแนวทางศิลปะแบบ Colourism ซึ่งเคยถูกบดบังความโดดเด่นในยุค Impressionism ก็กลายเป็นแนวทางศิลปะหลักส่วนศิลปะแนว Fauvism ของศิลปินชาวโปลในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะเดียวกันกับที่เบ่งบานในสหรัฐฯ และสก็อตแลนด์ นี้ก็คล้ายคลึงกับศิลปะแนว Colourismที่จะพยายามค้นหาการแสดงออกทางศิลปะตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมือง ศิลปินส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองหลักๆ เช่น เมือง Cracow กลุ่มศิลปินรุ่นหนุ่ม อาทิ Maria Jarema, Tadeusz Kantor, Kazimierz Mikulski, Jerzy Nowosielski,Erna Rosenstein and Jonasz Stern ได้ตั้งกลุ่ม The II Cracovian ขึ้นโดยเน้นแนวทางศิลปะตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามทำให้เมือง Cracowเป็นศูนย์กลางของ The First Exhibition ofModern Art ที่จัดแสดงงานของ Marek Włodarski, Andrzej Wróblewski and Henryk Stażewski

นอกจากที่ Cracow แล้ว ศิลปินตามเมืองอื่นๆ ก็พยายามค้นหาแนวทางศิลปะร่วมสมัยที่สามารถสร้างความกลมกลืนกับแนวทางศิลปะแบบ Surrealism ในวอร์ซอเมืองหลวงก็เริ่มมีสมาคมของศิลปินรุ่นหนุ่มเช่นกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาก็ไม่อยากน้อยหน้า แต่เน้นแนวทางศิลปะแบบ Realism และ Colourism

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนห้องภาพแห่งนี้จะได้เสพผลงานแนว contemporary art ของศิลปินชาวโปลและท้องถิ่นอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนว Colourism และ Fauvism

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306632

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมสบู่เมือง Bydgoszcz

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนโปแลนด์ เมืองหนึ่งที่ควรไปให้ได้คือ Bydgoszcz เมืองชื่อสะกดยากที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวอร์ซอร์และอยู่ห่างจากวอร์ซอร์ทางรถไฟถึง 3 ชั่วโมงนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับ 8 ของประเทศและมีประชากรมากถึง 470,000 คน เมืองที่เป็นเมืองหลวงคู่กับ Torun นี้มีความสำคัญตรงที่เป็นที่ตั้งของ University of Technology and Life Science ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ชื่อว่า Medical College of Nicolaus Copernicus University เมือง Torun การที่เมืองนี้มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งแบบนีโอโกธิก นีโอบาโรค นีโอคลาสิก อาร์ตนูโว และสมัยใหม่ทำให้เมืองนี้ได้รับฉายาว่า Little Berlin การเดินทางเข้าเมืองก็ไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองนี้โดยรถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถรางสาย 3 หรือ 5 เข้ามาถึงใจกลางเมืองได้โดยขึ้นรถที่หน้าสถานีรถไฟ และลงรถที่หน้าโรงแรม Mercure

เมืองที่มีสวนสาธารณะกลางเมืองใหญ่ที่สุดในโปแลนด์นี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดที่เป็น Landmark ของเมืองคือ Mill Island ที่อยู่เกือบกลางเมืองใกล้กับตลาด เกาะที่เคยเป็นศูนย์กลางของเมืองมาตั้งแต่สมัยยุคกลางราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้เป็นที่ทำการของราชวงศ์ที่มาพำนักอยู่โดยที่ตึกรามบ้านช่องบริเวณนั้นที่เรียกว่า white granary สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 บริเวณพื้นที่ริมน้ำที่เต็มไปด้วยบ้านที่สร้างจากอิฐแดง และต้นเกาลัดทำให้บริเวณนี้ของเมืองมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังมีจุดถ่ายรูปที่สำคัญของเมืองคือ Man Crossing the River หรือประติมากรรมรูปผู้ชายที่เดินอยู่บนเชือกหรือที่เรียกว่า Tightropewalker ร่องรอยอยู่กลางแม่น้ำ Brda ประติมากรรมที่ถูกออกแบบโดย Jerzy Kedziora นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อระลึกถึงวันที่โปแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปในปี 2004

นอกจากการเดินเล่นถ่ายรูปกับ Tightrope walker อันเป็นประติมากรรมไฮไลท์ของเมืองแล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมควรหาเวลาแวะเยือน Museum of Soap and History of Dirt หรือมิวเซียมสบู่และประวัติเกี่ยวกับความสกปรกด้วย แค่อ่านชื่อ นักท่องเที่ยวก็คงฉงนแล้วว่ามิวเซียมแบบนี้มีด้วยหรือ แล้วทำไมต้องจัดตั้งมิวเซียมแบบนี้ขึ้น มิวเซียมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประติมากรรม Tightrope Walker นี้ จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสบู่ ความลับของความสกปรก และวิธีการทำสบู่

หลังจากนักท่องเที่ยวเสียเงินค่าตั๋วแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้รับการนำเที่ยวแบบทัวร์โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอให้มีกลุ่มหลายๆ คน เพราะเจ้าหน้าที่สามารถนำเที่ยวได้เลย แม้จะมีนักท่องเที่ยวเพียงแค่คนเดียว เจ้าหน้าที่จะบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับการอาบน้ำ การซักล้างย้อนหลังไปหลายศตวรรษ นักท่องเที่ยวที่มีเด็กเล็กไปด้วยอาจรู้สึกสนุกสนานยิ่งขึ้น เพราะสามารถปีนป่ายไปบนอ่างอาบน้ำหลากหลายแบบ เจ้าหน้าที่จะมีการบรรยายถึงสบู่แบบต่างๆ วิธีการใช้สบู่ ประวัติเกี่ยวกับการอาบน้ำการซักเสื้อผ้าซึ่งชาวยุโรปไม่ได้ทำทุกวันแบบชาวเอเชียเนื่องจากหนาวมาก นอกจากนี้ยังมีการแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำผ้าให้แห้ง การรีดผ้า หลังจากฟังคำบรรยายจนจบ นักท่องเที่ยวจะทราบว่า ชนชาติฝรั่งเศสเป็นชนชาติที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากสบู่ ทั้งนี้เพราะค่าอาบน้ำของชาวฝรั่งเศสแพงมาก และการอาบน้ำเป็นการอาบรวมกันระหว่างชายและหญิง ส่วนชาวโปแลนด์ในสมัยยังเป็นคอมมิวนิสต์นั้นการซื้อเครื่องซักผ้าเป็นเรื่องยากลำบากเพราะมีราคาแพงมาก และผลิตน้อยจึงต้องรอคิวนาน แต่เครื่องซักผ้า ของชาวโปแลนด์ในสมัยนั้นทำงานได้หลายอย่าง เช่น รีดเส้นสปาเกตตี ก่อนกลับเจ้าหน้าที่ยังมีการสอนนักท่องเที่ยวทำสบู่โดยให้นักท่องเที่ยวเลือกกลิ่นและสีเอง และนักท่องเที่ยวก็จะได้สบู่ที่เลือกส่วนประกอบเองนี้กลับไปเป็นที่ระลึกด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมนี้จะรู้สึกว่าการเสียเงินไม่กี่เหรียญและใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงกว่านี้ให้ความประทับใจไม่รู้ลืมและคุ้มค่าจริงๆ

Tightrope Walker กลางน้ำ

Tightrope Walker กลางน้ำ

Tightrope Walker

Tightrope Walker
เตารีด

เตารีด

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305237

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Warsaw Uprising Museum

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ และชอบศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่ได้มีโอกาสไปเยือนกรุงวอร์ซอร์ มิวเซียมหนึ่งที่ควรไปเยี่ยมเยือนให้ได้คือ UprisingMuseum มิวเซียมที่จัดตั้งขึ้น ณ สถานีรถรางเก่าเพื่อระลึกถึง 60 ปีของผู้เสียสละชีวิตในการจลาจลเพื่อต่อต้านเยอรมนี ณ วอร์ซอร์นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการโหวตจากเว็บดังๆ ให้เป็นมิวเซียมอันดับหนึ่งของกรุงวอร์ซอร์

มิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับการจลาจลในปี 1944 ซึ่งจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1983 นี้มีเป้าหมายที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในการจลาจลอย่างถูกต้องที่สุด ของจัดแสดงภายใต้พื้นที่มากถึง 3,000 กว่าตารางเมตรจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ชีวิตประจำวันระหว่างการจลาจล ความรุนแรงที่เกิดขึ้น สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาหลังจากการจลาจลที่โปแลนด์ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และชะตากรรมของผู้ก่อการจลาจล ของจัดแสดงเรื่องราวเหล่านี้ประกอบด้วยอาวุธ ภาพถ่าย และภาพยนตร์ที่ถูกบันทึกในช่วงเวลานั้น

ส่วนที่สองของการจัดแสดงซึ่งเปิดในเดือนพฤษภาคมปี 2006 ในอาคาร B นั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทิ้งระเบิด โดยมีการจัดแสดงการจำลองการทิ้งระเบิด Liberator B-24J ด้วย นอกจากนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเยอรมนีและพันธมิตรในกรุงวอร์ซอร์โดยเอกสารส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวส่วนตัวของผู้อยู่ในเหตุการณ์ของรัฐบาลใต้ดินโปแลนด์ที่ภายหลังพ่ายแพ้และการกระด้างกระเดื่องครั้งนั้นได้ชื่อว่าการจลาจลอย่างละเอียดทีละวันระหว่างเดือนสิงหาคมถึง 2 ตุลาคมปี 1944

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ภัณฑรักษ์ได้แบ่งการจัดแสดงเป็นส่วนๆ ดังนี้

-ห้องผู้ก่อการจลาจล เป็นห้องจัดแสดงที่อุทิศให้กับกลุ่มก่อการจลาจลรุ่นเยาว์และเด็กๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์จลาจล ในห้องจะมีอนุสาวรีย์การจลาจลจำลอง และรูปถ่ายสีของ Roza Maria Gozdziewska ผู้มีฉายาว่านางพยาบาลน้อย

-ห้องภาพยนตร์ จะจัดแสดงภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทำโดยผู้ก่อการจลาจลในช่วงปี 1944 อย่างต่อเนื่อง

-แบบจำลองท่อน้ำทิ้งเพื่อแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์การใช้ท่อระบายน้ำในการเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่ของชาวเยอรมันโดยที่ผู้อพยพไม่ได้รับความสกปรกจากท่อน้ำทิ้ง

-โรงพยาบาลของกลุ่มก่อการจลาจล

-หอเก็บ Liberator B-24J ของจริงซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของมิวเซียม

-ห้องแสดงภาพยนตร์ขนาดใหญ่บนชั้นหนึ่งที่ฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับข่าวในช่วงเวลานั้น

-หอคอยสังเกตการณ์ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนสุดของอาคาร เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์ของ Freedom Park และเมืองวอร์ซอร์ในมุมสูงด้วย

-ห้องเครื่องพิมพ์จัดแสดงเครื่องพิมพ์ดีดและแท่นพิมพ์ที่กลุ่มจลาจลใช้

-เมืองหายนะ เป็นภาพยนตร์ 3 มิติที่ถูกถ่ายทำให้เห็นถึงกรุงวอร์ซอร์หลังการถูกโจมตีทางอากาศในปี 1945

-ส่วนของนาซี เป็นการแสดงถึงความน่าสะพรึงกลัวของการยึดครองของเยอรมันและการสังหารโหดที่กระทำโดยชาวเยอรมันและผู้ทำงานร่วมกันระหว่างการจลาจล

-ส่วนของคอมมิวนิสต์ เมื่อสหภาพโซเวียตยึดครองโปแลนด์ รัฐบาลหุ่นเชิดของสตาลิน และชะตากรรมของผู้กระด้างกระเดื่องหลังสงคราม

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนมิวเซียมจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับวิธีการจัดแสดงและสามารถเข้าใจถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบราวกับได้อยู่ร่วมในสถานการณ์ในห้วงเวลานั้นจวบจนกระทั่งผู้ก่อการจลาจลหลบหนีออกจากกรุงวอร์ซอร์ และรวมไปถึงชะตากรรมของผู้ก่อการอย่างละเอียดละออเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303934

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Bali ใน Ethnographic Museum วอร์ซอร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บาหลี สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของอินโดนีเซีย ที่อยู่ระหว่างเกาะชวา และ Lombok และมีเมืองหลวงชื่อ Denpasar นี้เป็นเกาะที่มีชนกลุ่มน้อยชาวฮินดูเป็นคนพื้นเมือง บาลีมีความหลากหลายทางด้านสิ่งมีชีวิตทางน้ำมาก และมีปะการังมากกว่าแถบแคริบเบียนอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางด้านปะการังถึง 7เท่า นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจริมหาด และดำน้ำดูปะการัง นอกจากนี้บาหลียังเป็นด่านหน้าของอินโดนีเซีย และเป็นเขตของชาวฮินดูศาสนาดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงเหมือนอย่างเขตอื่นของอินโดนีเซียที่เปลี่ยนเป็นอิสลามหลังคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลังคริสต์ศตวรรษที่ 10 เขตนี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชวาตะวันออก และความสัมพันธ์นี้แนบแน่นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 อันเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ Majapahit ปกครอง ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางของศาล วัด และศิลปวัฒนธรรม ปัจจุบัน แม้บาหลีจะทันสมัยขึ้นมาก แต่ศิลปวัฒนธรรมยังคงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอดีต และยังคงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบาหลี แนวคิดของชาวบาหลียังคงเชื่อเรื่องการปกป้องคุ้มครองจากเทพเจ้า บาหลีจึงมีเทศกาลที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ การที่ชาวบาหลีเป็นชนกลุ่มน้อยชาวอินดูที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวอิสลามซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอินโดนีเซีย ศิลปวัฒนธรรมของพวกเขาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะ

จากเหตุผลข้างต้น บาหลีจึงไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังมีความก้าวหน้าทางด้านศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ ดนตรี งานประติมากรรม งานเครื่องหนัง งานโลหะ และงานจิตรกรรม งานด้านศิลปะของบาหลีจึงเป็นเรื่องน่าศึกษา นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมและศึกษาวัฒนธรรมที่มีโอกาสได้ไปบาหลีก็มักไปเยี่ยมเยือนมิวเซียมกันด้วย แต่นักท่องเที่ยวที่มาวอร์ซอ ก็อาจได้มีโอกาสพิเศษศึกษาวัฒนธรรมบาหลีได้ด้วย เพราะ Ethnographic Museum วอร์ซอเล็งเห็นความสำคัญ และความมีเอกลักษณ์ของบาหลี
จึงได้จัดนิทรรศการชื่อ Magic and Bali Art from the collection of Krzyszt of Musial ซึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับบาหลีด้วย

Krzysztof Musial ผู้ประกอบการชาวโปลที่มีชื่อเสียงทางด้านการสะสมงานศิลปะไม่เพียงแต่จะสะสมงานของศิลปินร่วมชาติเท่านั้น เขายังสะสมงานของศิลปินนานาชาติด้วยโดยเฉพาะงานของศิลปินชาวอินโดนีเซียมากว่า 2 ทศวรรษด้วย แม้บาหลีจะเป็นเกาะที่คนค่อนข้าง
เคร่งศาสนา แต่ผลงานศิลปะที่จัดแสดงก็มีความหลากหลายทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ชมสามารถสัมผัสกับอรรถรสของศิลปวัฒนธรรมได้อย่างเต็มอิ่ม ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ของการจัดแสดงก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิยายปรัมปราของอินเดียโบราณ พระเจ้าของชาวฮินดู และเทศกาลต่างๆ นอกจากนี้ของจัดแสดงที่มีอัตลักษณ์น่าศึกษาอีกประเภทหนึ่งก็คืองานผ้าซึ่งเป็นงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีภาพเขียนจากศิลปินชาวบาลีตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นงานเขียนเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ศิลปวัฒนธรรมของชาวบาหลีในช่วงเวลานั้นเช่น เรื่องราว Kecak หรือ Monkey Chant เป็นแบบอย่างการเต้นรำของชาวบาหลีในทศวรรษที่ 1930ที่ประกอบด้วยนักเต้นชาย 150 คนร้องและเต้นรำเป็นวงกลมโดยมีการเคลื่อนไหวมือและแขนคล้ายกับการรบในสงครามเรื่องรามายณะ ส่วนงานจิตรกรรมของศิลปินชาวบาหลีที่เรียกว่า classic นั้นมักเป็นงานเขียนเกี่ยวกับหมู่บ้าน Kamasan ซึ่งเป็นหมู่บ้านในบทกวีรามายณะอันเป็นเรื่องราวที่ย้อนกลับไปในอดีตของเกาะชวา นักท่องเที่ยวไทยที่ได้มีโอกาสไปเยือน Ethnographic Museum วอร์ซอในช่วงที่มีนิทรรศการเรื่องบาหลีและคุ้นเคยกับเรื่องราวของรามายณะนี้น่าจะดูนิทรรศการได้อย่างสนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว