สหรัฐกลับลำฉีดวัคซีนแล้วต้องสวมแมสก์หลังเดลตาระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659137

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 12:05 น.

สหรัฐกลับลำฉีดวัคซีนแล้วต้องสวมแมสก์หลังเดลตาระบาดหนักชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในตัวอาคารอีกครั้งหลังเดลตาระบาดหนัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ปรับคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยครั้งใหม่ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา โดยแนะนำให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้วที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคาร

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC เผยว่า “ในพื้นที่ที่มีการระบาดสูงหรือมาก CDC แนะนำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคารที่เป็นสถานที่สาธารณะ”

ตามเกณฑ์ของ CDC พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง (high transmission) คือ มีผู้ติดเชื้อรายวันมากกว่า 100 รายต่อประชากร 100,000 รายในช่วง 7 วัน ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดหนาแน่น (substantial transmission) คือ มีผู้ติดเชื้อรายวันตั้งแต่ 50-100 รายต่อประชากร 100,000 รายในช่วง 7 วัน

ส่งผลให้มีพื้นที่เกือบ 2 ใน 3 ของประเทศเข้าเกณฑ์ดังกล่าว โดยส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ อาทิ ในรัฐฟลอริดา อาร์คันซอ ลุยเซียนา

วาเลนสกีอ้างอิงข้อมูลใหม่ที่พบว่า การติดเชื้อในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์เดลตาเพิ่มความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อต่อ โดยการวิจัยพบว่าเมื่อผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ปริมาณไวรัสในตัวจะใกล้เคียงกับของผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะที่งานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ในวารสาร Virological เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า ปริมาณเชื้อไวรัสที่พบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาสูงกว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ระบาดในปี 2020 ถึง 1,000 เท่า

คำแนะนำใหม่นี้มีขึ้นเพียง 2 เดือนหลังจาก CDC อนุญาตให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในตัวอาคาร

ส่วนทำเนียบขาวก็เพิ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนกลับมาสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ก.ค.) เนื่องจากในกรุงวอชิงตันดีซีมีผู้ติดเชื้อมาก

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยว่า กำลังพิจารณาว่าจะออกกฎบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางกว่า 2 ล้านคนต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659132

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้าบริษัทผู้วัคซีนยอมรับว่าเกิดความล่าช้าในการผลิตจากโรงงานนอกสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้บางประเทศไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด

บริษัท Moderna ผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 รายใหญ่ของสหรัฐกล่าวว่าโรงงานผลิตวัคซีนในต่างประเทศกำลังเผชิญกับความล่าช้าในการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งจะส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในหลายประเทศล่าช้ากว่ากำหนด

Moderna ระบุว่าขณะนี้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เนื่องจากทางบริษัทมีสินค้าสำรองไม่เพียงพอ จึงอาจส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์นี้ล่าช้ากว่ากำหนด

บริษัทออกมาแถลงหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีใต้กล่าวว่า Moderna เลื่อนกำหนดการจัดส่งวัคซีนจากปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นเดือนสิงหาคมโดยให้เหตุผลว่าเกิดปัญหาด้านการผลิตวัคซีน

ขณะที่เกาหลีใต้กำลังขยายกลุ่มเป้าหมายฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานผู้ผลิตชิปตลอดจนพนักงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของ Pfizer

จอง อึล-ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อวัคซีนเผยว่าปัญหาด้านการผลิตที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับ Lonza บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติสวิสและบริษัทในสเปนซึ่งทำหน้าที่บรรจุขวดสำหรับวัคซีน Moderna

ดังนั้นปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้เท่านั้นแต่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับวัคซีนจากโรงงานเดียวกัน

ทั้งนี้ เกาหลีใต้สั่งซื้อวัคซีนจาก Moderna รวมทั้งสิ้น 40 ล้านโดสซึ่งได้รับแล้วประมาณ 1.1 ล้านโดส ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพ่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 1,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม Moderna ยืนยันว่ากำลังดำเนินการเพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้อย่างรวดเร็วที่สุดและมีผลกระทบน้อยที่สุด โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าความล่าช้าครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศใดบ้าง

Photo by NHAC NGUYEN / AFP

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659129

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 10:41 น.

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้CDC สหรัฐเตือน Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนระหว่างแถลงข่าวว่า Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

วาเลนสกีกล่าวว่า วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรง รวมทั้งอาการที่เกิดจากสายพันธุ์กลายพันธุ์ต่างๆ แต่การระบาดอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน

“ความกังวลใหญ่ที่สุดที่ฉันคิดว่าเราในวงการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์กังวลคือ เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์จนสามารถหลีกเลี่ยงวัคซีนในแง่ของการที่วัคซีนปกป้องเราจะอาการรุนแรงและการเสียชีวิต” วาเลนสกีเผยในการแถลงข่าว

“ขณะนี้ โชคดีที่เรายังไม่ถึงจุดนั้น วัคซีนเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ดีในการปกป้องเราจากอาการรุนแรงและการเสียชีวิต แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น การกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งอาจหลบเลี่ยงวัคซีนของเราได้” ผู้อำนวยการ CDC เผย

วาเลนสกีเผยอีกว่า ความเป็นไปได้นี้ยิ่งทำให้การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ไปจนถึงขั้นที่ต้องการวัคซีนอื่นมารับมือ

นอกจากนี้ยังเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กำลังพุ่งขึ้นในช่วงนี้อยู่ในกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และขณะนี้ผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 99.5% และ 97% ที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

Photo by Greg Nash / POOL / AFP

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658436

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA?ขณะที่ไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนยังสั่งวัคซีนจากจีนเข้ามาพร้อมๆ กับวัคซีนตะวันตกที่เน้นเทคโนโลยีใหม่ แต่จีนก็มีวัคซีน mRNA แต่ทำไมจีนจึงยังไม่ใช้มัน?

ประเทศที่เรียกร้องวัคซีน mRNA มากที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นประเทศไทย ซึ่งก็มีเหตุให้ต้องเรียกร้องเพราะระลอกนี้หนักหนาสาหัสมากจนผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่น และเชื่อกันว่าวัคซีนแบบ mRNA จะป้องกันเชื้อเดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของจีนจากบริษัท Sinovac (คือ CoronaVac) ที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในไทย

แต่ ณ เวลานี้มีรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าแม้แต่ mRNA ก็ชักจะเอาเดลตาไม่ไหวเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพลดลงพอควรจากข้อมูลของอิสราเอล

มาดูที่จีน เราจะพบว่าจีนยังไม่ได้ใช้วัคซีนแบบ mRNA ในวงกว้าง แต่มีรายงานข่าวประเภท “แหล่งข่าวเผยว่า” ทางการจีนจะใช้วัคซีนเข็มสามหรือตัวกระตุ้น (บูสเตอร์) ผลิตโดยบริษัท Fosun Pharma ของจีนและ BioNTech ของเยอรมนี

หากข่าวนี้จริง (รายงานโดย Caixin สื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูงในจีนโดยอ้างการประชุมผู้ถือหุ้นของ Fosun) จะทำให้ความเชื่อมั่นในวัคซีนเชื้อตายที่จีนใช้คือ CoronaVac และ Sinopharm ถดถอยลงไปอีก

ตอนนี้ประเทศไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางการแย่งชิงระหว่างวัคซีนเทคโนโลยีเก่าจากจีนและวัคซีนเทคโนโลยีใหม่จากโลกตะวันตก ในขณะที่เขียนบทความนี้มีรายงานข่าวจากสื่อตะวันตกไม่หยุดหย่อนเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของคนไทยต่อวัคซีนที่ลดลง

เรื่องนี้คนไทยรู้กันเองอยู่แล้ว แต่มันกำลังถูกจับตาโดยสื่อต่างประเทศ ทำให้ประเด็นนี้กำลังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เริ่มมีโมเมนตัมมากขึ้น

ในจีนเองก็มีความพยายามปั่นกระแสกังขาต่อเทคโนโลยี mRNA มาตั้งแต่ต้นปีนี้ เช่น The People’s Daily กระบอกเสียงของทางการจีนที่เผยแพร่บทความเรื่อง “วัคซีนโควิด-19 ของจีนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น” ตอนหนึ่งเขียนว่า “ในขณะปั่นกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลการทดลองขั้นปลายของ CoronaVac สื่อภาษาอังกฤษกระแสหลักกลับกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวนอร์เวย์สูงอายุ 23 คนหลังจากที่พวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนด้วยวัคซีน Pfizer ราวกับว่าสื่อเหล่านั้นได้บรรลุฉันทามติในอันที่จะมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปแล้ว”

ส่วน Global Times สื่อของจีนที่แบ่งภาคมาเล่นข่าวแบบแท็บลอยด์ก็โจมตีด้วยลีลาร้อนแรงตามสไตล์ในบทบรรณาธิการเรื่อง “เหตุใดสื่อสหรัฐจึงเงียบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของวัคซีนไฟเซอร์” ความตอนหนึ่งว่า “หากจำเป็นต้องเปรียบเทียบ วัคซีนเชื้อตายของจีนมีรากฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่าวัคซีน mRNA ของ Pfizer อย่างแน่นอน เทคโนโลยีวัคซีนเชื้อตายได้รับการพัฒนาอย่างมากและผ่านการทดสอบทางคลินิกมาหลายทศวรรษ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยี mRNA ถูกนำไปใช้กับวัคซีน การส่งเสริมวัคซีนของ Pfizer ในวงกว้างนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการทดสอบในมนุษย์ในวงกว้าง”

บทบรรณาธิการนี้พยายามชี้ว่าเทคโนโลยี mRNA ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีและชาติตะวันตกผลักดันให้ใช้ซึ่งไม่ต่างจากการทดลองกับมนุษย์ในวงกว้าง และยังบอกว่าชาติตะวันตกละเลยข้อเสียของวัคซีน mRNA (โดยเฉพาะของ Pfizer) โดยเจตนา เพราะความ “สองมาตรฐานแบบหยาบกระด้างของสื่อตะวันตกเกี่ยวกับวัคซีนและทัศนคติที่เป็นพิษเป็นภัยของพวกเขา”

นั่นเป็นตอนที่โลกยังไม่รู้จักเชื้อสายพันธุ์เดลตา

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งเริ่มจากความสำเร็จของประเทศเซเชลส์ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงสุดในโลกและหวังจะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในเดือนมีนาคม พร้อมกับเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจนกลายเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานหลังจากนั้น (กลางเดือนพฤษภาคม) ประเทศเซเชลส์เจอการระบาดอีกครั้งทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีน (Sinopharm ของจีน) ไปมากมาย นี่เองที่ทำให้โลกหันมาสนใจเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายของจีนกันมากขึ้น

นั่นก็ยังไม่ใช่ตอนที่เดลตาออกอาละวาด จนกระทั่งอินเดียเข้าสู่ภาวะวิกฤต ตามด้วยการกระจายตัวของเดลตาไปยังที่ต่างๆ ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศูนย์กลางของการปะทะระหว่างวัคซีนเก่าและใหม่มาหยุดที่ประเทศไทย

แต่ต้องย้อนกลับไปก่อน เพราะไทยไม่ถือเป็นประเทศแรกที่กังขากับวัคซีนจีนและมีเสียงเรียกร้องจากทีมด่านหน้าให้เลิกสั่งวัคซีนจีนเข้ามาและให้แทนที่ด้วยวัคซีน mRNA เพราะอินโดนีเซียกังขามาก่อนไทยและมีเสียงเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ให้กับบุคลากรแพทย์แถวหน้าโดยฉีดซ้ำกับวัคซีนจีนที่ได้ไปก่อนหน้านี้

ต่อมารัฐบาลสหรัฐประกาศบริจาค Moderna ให้อินโดนีเซีย 3 ล้านโดส (บวกกับอีก 1.5 ล้านโดสที่ตามมาภายหลัง) ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศฉีดให้กับบุคลากรแพทย์ให้เป็นบูสเตอร์ 1.5 ล้านโดส แต่เพิ่งจะเริ่มฉีดวันที่ 16 กรกฎาคมนี่เอง ไล่ๆ กับที่มีข่าวว่าบุคลากรแพทย์ของอินโดนีเซียเสียชีวิตไปหลายสิบคนทั้งๆ ที๋ฉีดวัคซีน (ของจีน) ครบถ้วนแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียคล้ายกับไทยตรงที่มีเสียงเรียกร้องให้นำวัคซีน mRNA เข้ามาฉีดบูสเตอร์ให้บุคลากรแพทย์เสียที เพราะพวกเขากังวลกับประสิทธิภาพของวัคซีนจีน ที่อินโดนีเซียนั้นความกังวลลากยาวมาหลายเดือนกว่าที่วัคซีน mRNA จะมาถึงและเพิ่มจะฉีดไปไม่กี่วันก่อนที่บทความนี้จะถูกเขียนขึ้น (เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม)

การหักเหลี่ยมระหว่างจีนกับชาติตะวันตกเรื่องวัคซีนมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกที่ด้อยค่าวัคซีนจีน จีนเองก็ด้อยค่าวัคซีนตะวันตกเหมือนกัน ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าที่ไร้วุฒิภาวะทั้งคู่ เพราะเอาชีวิตคนมาเป็นเกมการเมือง เช่นเดียวกับในไทย เราเองก็ต้องยอมรับว่ามีการใช้วัคซีนเป็นเกมการเมืองเช่นกัน

แต่ถ้าโยนการเมืองทิ้งไป เราจะเห็นว่าทีมแพทย์จำเป็นต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของจีนจริงๆ โดยดูตัวอย่างได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซีย แม้ว่าตอนนี้เดลตาจะทำให้ Pfizer อ่อนประสิทธิภาพลงไปไม่น้อยเช่นกันจากการเปิดเผยของรัฐบาลอิสราเอล แต่อย่างน้อยวัคซีน mRNA ก็ยังแกร่งกว่าและสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า

ที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่วัคซีนจีนถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ จีนเองกลับมีท่าทีอ่อนลงเรื่องการด้อยค่าวัคซีนตะวันตก ในเวลานี้สื่อรัฐบาลจีนก็ยังคงเชียร์วัคซีนของตนเองอยู่ แต่สื่อทางการจีนเพลาๆ เรื่องการโจมตีเทคโนโลยี mRNA ลงไปพอสมควรแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทเวชภัณฑ์ในจีนบางแห่งก็เริ่มการทดลองวัคซีน mRNA เช่น บริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ ในซูโจว และ BioBAY ในซูโจวเช่นกัน จนกระทั่งมีข่าวว่าจะใช้บูสเตอร์เป็นวัคซีน mRNA ของ Fosun Pharma กับ BioNTech

การเปลี่ยนท่าทีนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากับลดแรงเสียดทานของการเมืองเรื่องวัคซีน แต่ก็เกิดคำถามว่าจีนไม่มั่นใจวัคซีน (เชื้อตาย) ตัวเองแล้วหรือ?

เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จีนเก็บท่าทีเพื่อจะขายวัคซีนเชื้อตาย เพราะมีข่าวมาตลอดว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเอง เช่น ARCoV ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ กับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหาร และ Watson Biotechnology ในมณฑลยูนนาน ตอนนี้เข้าเฟส 3 และคาดว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เป็นต้นไปจะมีกำลังการผลิต 120 ล้านหน่วยตลอดทั้งปี

แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงไตรมาส 3 จีนมีอะไรก็ต้องใช้ไปก่อน

วัคซีนที่จีนใช้ในเวลานี้คือ CoronaVac และ Sinopharm และ Zhifei สองยี่ห้อแรกนั้นคนไทยรู้จักกันดีและค่อนข้างกังขากับตัวแรกโดยเฉพาะหลังการรุกรานของเดลตา ส่วน Zhifei คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Protein subunit คือใช้โปรตีนจากไวรัสเหมือนวัคซีน Novavax ที่คนไทยจำนวนหนึ่งกำลังสนใจอยู่ในเวลานี้

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มีรายงานว่านักวิจัยชาวจีนพบว่าวัคซีน Zhifei ที่พัฒนาโดยหน่วยงานของผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Chongqing Zhifei Biological Products ยังมีประสิทธิภาพป้องกันเดลตา แต่มีประสิทธิภาพลดลงเล็กน้อย

ข้อมูลจากฝั่งจีนก็บอกเช่นกันว่า CoronaVac ช่วยไม่ให้ผู้ติดเชื้อที่รับวัคซีนล้มป่วยหนัก (หมายความติดได้แต่ไม่สาหัสหรือถึงแก่ชีวิต) และจีนก็ยอมรับเช่นกันว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 (CoronaVac และ Sinopharm) ชนิดมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอเข้ากับเดลตา

เอาเข้าจริงแล้วเปอร์เซนต์ของบุคลากรแพทย์ผู้ฉีดวัคซีนจีนและติดเชื้อทั้งในไทยและอินโดนีเซียยังมีอัตราส่วนน้อยมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เปอร์เซนต์น้อย เพราะอยู่ที่ความกลัวว่าหวยจะไปออกที่ใครมากกว่า นั่นคือไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเดิมพันหรอกว่าตัวเองจะเป็นพวกเปอร์เซนต์น้อยที่ติดเชื้อ (หรือตาย)

คำถามก็คือทำไมจีนที่ใช้ CoronaVac และ Sinopharm เป็นหลักเหมือนไทยกับอินโดนีเซียถึงได้รอดพ้นการระบากระลอกแล้วระบอกเล่ามาได้?

บางคนอธิบายว่าเพราะคนจีนมีวินัยที่ดีและมีรัฐบาลที่เด็ดขาดเข้มงวดเมื่อบวกกับการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างครอบคลุม แม้จะเจอเดลตาที่กว่างโจวก็ยังควบคุมมันไม่ให้ระบาดในวงกว้างได้

แต่คำอธิบายนี้ยังไม่พอ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการจีนเข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองและพรมแดนอย่างมาก มากจนกระทั่งคนจีนในต่างประเทศยังคิดแล้วคิดอีกหากคิดจะกลับไปประเทศตัวเอง เพราะมีกระบวนการที่วุ่นวายเอามากๆ จนจาระไนไม่หมด ยังไม่รวมระยะเวลากักกันที่ค่อนข้างนาน (ถึง 21 วัน) และถึงจะได้อนุมัติให้กลับได้ก็ยังงต้องไปลุ้นตามกระบวนการต่างๆ อีก เช่น ได้ตั๋วเครื่องบินที่แพงหูดับตับไหม้มาแล้ว ต้องลุ้นว่าสถานทูตจะให้ให้ใบผ่านหรือไม่ หรือให้มาแล้วแต่ออกไม่ทันเที่ยวบิน ก็ต้องทิ้งตั๋วไป นี่เป็นเพียงความขลุกขลักที่ดูเหมือนทางการจีนตั้งใจให้มันลำบาก

เพราะเป้าหมายจีนคือการไม่ให้เกิดการระบาดเข้าประเทศเลย (Zero breakthrough) แต่การทำแบบนี้เท่ากับจีนขังตัวเอง ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศอื่นๆ ยังระบาดหนัก จนถึงตอนนี้ประเทศที่คลายล็อคแล้วในชาติตะวันตกยะงอยู่ในช่วงจับตาว่าเดลตาจะทำให้ระบาดหนักอีกรอบหรือไม่ ซึ่งมีสัญญาณแล้วว่าดูท่าจะระบาดได้อีกทั้งๆ ที่ใช้ mRNA ไปแล้ว บางพื้นที่จึงสั่งให้สวมหน้ากากและเว้นระยะกันอีก

ช่วงนี้เองที่จีนยังพอมีเวลาพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเองพร้อมกับจับตาโลกภายนอกว่าจะต้องพัฒนาต่อไปอีกขั้นตอนไหนอีก เพราะเดลตาเหมือนจะตีฝ่า mRNA ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อมองจากวิธีการขังตัวเองของจีนแล้ว ย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่าทำไมวัคซีนของจีนจึงได้ผลในจีน แต่ไม่ได้ผลในประเทศที่คำสั่งล็อคดาวน์ไม่ศักดิ์สิทธิ์และชายแดนเปิดอ้าซ่าเหมือนบางประเทศ

แม้ประสิทธิภาพจะด้อยว่าวัคซีนตะวันตกที่คนไทยเรียกหากัน แต่ CoronaVac มีส่วนช่วยได้มากไม่ให้ล้มป่วยจนอาการหนัก แน่นอนว่ามันมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

แต่ก็ดูเหมือนว่าวัคซีนของจีนนั้นจะได้ผลแบบเต็มที่ในกรณีที่มีการควบคุมการที่เข้มงวด ตัวอย่างเช่นที่จีนและที่บางเมืองในบราซิลที่ฉีดวัคซีนในอัตราส่วนสูง หากฉีดกระปริบกระปรอยย่อมทำให้เกราะป้องกันมีช่องโหว่ไปด้วย

ที่สำคัญแม้จีนจะสร้าง “มาตรการกำแพงเหล็ก” ป้องกันการรุกเข้ามา แต่ก็ยังเร่งพัฒนา mRNA ของตัวเองด้วยโดยที่จีนก็รู้ว่าวัคซีนเชื้อตายยังไม่พอ มาเลเซียก็จะเลิกสั่งวัคซีนของจีนแล้ว และหันไปพึ่ง Pfizer มีแต่อินโดนีเซียที่สั่งเพิ่ม และแน่อนอนว่ารวมถึงไทยด้วย

หากเดลตายังอยู่ยาว ในอนาคตจีนคงจำเป็นต้องหันมาใช้วัคซีนเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น Fosun Pharma นั้นหวังจะผลิตวัคซีนรายปีถึง 1,000 ล้านโดสเลยทีเดียว บวกกับผู้ผลิตวัคซีน mRNA รายอื่นของจีนแล้วพอใช้ในประเทศเหลือเฟือและส่งออกได้ด้วย

ในเมื่อจีนมุ่งไปทางนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศที่นำเข้าวัคซีนจากจีนควรจะมุ่งไปทางใด

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659082

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 15:41 น.

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การเแข่งขันโอลิมปิกก็กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ที่ทำให้โตเกียวยิ่งเจอสถานการณ์ที่หนักขึ้น

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในโตเกียวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 2,848 ราย หรือประมาณสองเท่าของจำนวนที่พบเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

ตัวเลขของวันอังคารแซงหน้ายอดสูงสุดก่อนหน้าที่ 2,520 รายในเดือนมกราคม ผู้ติดเชื้ออาการสาหัสรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 82 รายจาก 78 วันก่อนหน้านั้น และยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ย 7 วันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,763 ราย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกลัวว่าการติดเชื้อในโตเกียวอาจถึงระดับเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาในที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า ทางการโตเกียวประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 4 ในเมืองหลวงจนถึงวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งครอบคลุมช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทั้งเกมการแข่งขันที่จัดขึ้นจนถึงวันที่ 8 ส.ค.

Photo by ASANO IKKO / AFP

รัสเซียอนุมัติการทดลองฉีดไขว้วัคซีน AstraZeneca/Sputnik V #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659075

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 14:45 น.

รัสเซียอนุมัติการทดลองฉีดไขว้วัคซีน AstraZeneca/Sputnik Vอีกหนึ่งประเทศที่ทดลองฉีดไขว้วัคซีนข้ามแบรนด์และประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการรัสเซียได้ให้ไฟเขียวสำหรับการทดลองทางคลินิกโดยทำการฉีดวัคซีน AstraZeneca จากอังกฤษกับวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการจริยธรรมของกระทรวงสาธารณสุขได้ระงับกระบวนการอนุมัติสำหรับการทดลองทางคลินิกนี้ในเดือนพฤษภาคมและขอข้อมูลเพิ่มเติม

ตามทะเบียนยาของรัฐ คลินิกในรัสเซีย 5 แห่งจะจัดการทดลองฉีดไขว้ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นเดือนมีนาคม 2022

วัคซีนทั้ง AstraZeneca/Oxford และ Sputnik V ต้องใช้สองโดส คือฉีดโดสแรกและบูสเตอร์ แต่ Sputnik V ใช้ไวรัลเวกเตอร์ที่แตกต่างกันสำหรับการฉีด 2 เข็ม

กองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) ซึ่งสนับสนุนการใช้วัคซีน Sputnik V ยินดีกับการตัดสินใจดำเนินการทดลอในครั้งนี้

“ปัจจุบัน RDIF กำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกร่วมกันเพื่อผนวกเอาองค์ประกอบแรกของวัคซีน Sputnik V คือ วัคซีน Sputnik Light เข้ากับวัคซีนจากผู้ผลิตต่างประเทศรายอื่น” แถลงการณ์ของ RDIF ระบุ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีน Sputnik Light สามารถใช้ร่วมกับวัคซีนอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งต่อต้านสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ปรากฏอันเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ของไวรัส”

ทั้งนี้ วัคซีนไวรัสเวคเตอร์หรือการใช้ไวรัสดัดแปลงที่ไม่เป็นอันตราย จะใช้เป็นพาหนะ (vehicles) หรือสารทางพันธุกรรมของไวรัส (vectors) เพื่อนำข้อมูลทางพันธุกรรมที่ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในอนาคต

การทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในมนุษย์ซึ่งผสมผสานกันระหว่าง AstraZeneca/Oxford กับ Sputnik V ได้รับการอนุมัติแล้วในอาเซอร์ไบจาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบลารุส และอาร์เจนตินา

Photo by Ted ALJIBE / AFP

วิจัยชี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสแรก ยังเสี่ยงติด ‘เดลตา’ ระดับสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659058

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 11:31 น.

วิจัยชี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสแรก ยังเสี่ยงติด ‘เดลตา’ ระดับสูงปัจจุบันเดนมาร์กจัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศโดยใช้วัคซีนหลายยี่ห้อ อาทิ ไฟเซอร์-ไบออนเทค และโมเดอร์นา

โคเปนเฮเกน, 27 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (26 ก.ค.) สถาบันเซรุ่มแห่งเดนมาร์ก (SSI) แถลงว่าความเสี่ยงป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา ยังอยู่ในระดับสูง แม้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้วก็ตาม

สถาบันฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจจับโรคติดต่อของเดนมาร์ก ทำการตรวจสอบอัตราการอุบัติของโรคโควิด-19 ในหมู่ผู้ฉีดวัคซีนโดสแรกช่วงวันที่ 1 มี.ค.-13 ก.ค. และพบร้อยละ 22 ของผู้ติดเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา ติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนโดสแรกเป็นเวลา 14 วัน

“แม้พวกเขาจะฉีดวัคซีนและมีใบรับรองการเดินทางแล้ว แต่ยังมีคนกลุ่มนี้ติดเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตาจำนวนมาก” แพลล์ แวเลนทิเนอร์-บรันท์ หัวหน้าแผนกของสถาบันฯ ระบุ “ดังนั้นพวกเขาต้องตระหนักว่าตนยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านการป้องกันการติดเชื้อต่อไป และอย่ารอนานเกินไปกว่าจะฉีดวัคซีนโดสที่ 2”

ปัจจุบันเดนมาร์กจัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศโดยใช้วัคซีนหลายยี่ห้อ อาทิ ไฟเซอร์-ไบออนเทค และโมเดอร์นา

อย่างไรก็ตาม สถาบันฯ กล่าวย้ำว่าการฉีดวัคซีนแม้เพียงโดสเดียวก็เพียงพอจะ “สร้างการปกป้องระดับสูงต่ออาการป่วยหนักและการรักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่ว่าคุณจะติดเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์อัลฟาหรือเดลตาก็ตาม”

รายงานของสถาบันฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ระบุว่าเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา ครองสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั้งหมดในเดนมาร์ก และคาดการณ์ว่าเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในเดนมาร์กในอนาคตอันใกล้ พร้อมทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งขึ้นอีกครั้ง

อนึ่ง สถาบันฯ ตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 772 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมง ทำให้เดนมาร์กมีผู้ป่วยสะสม 312,292 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 2,543 ราย

เนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by RODRIGO BUENDIA / AFP

ทะเลสาบในอาร์เจนตินาเปลี่ยนเป็นสีชมพู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659057

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

ทะเลสาบในอาร์เจนตินาเปลี่ยนเป็นสีชมพูมันไม่มช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่ผลมาจากความมักง่ายของมนุษย์ แม้จะสวยงาม แต่ก็เป็นความน่าเศร้าใจในด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นสภาพของของทะเลสาบที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูเนื่องจากสารเคมีที่ใช้ช่วยในการแช่กุ้งให้สดที่ปล่อยมาจากโรงงานประมงใกล้เมืองเตรลิว (Trelew) ในจังหวัดชูบุต (Chubut) ในพื้นที่ปาตาโกเนีย (Patagonian) ของประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เฟเดริโก เรสเตรโป วิศวกรสิ่งแวดล้อมและนักไวรัสวิทยา ผู้เชี่ยวชาญชาวโคลอมเบียที่อาศัยและทำงานในอาร์เจนตินา กล่าวกับเอเอฟพีว่า  “การย้อมสีเกิดจากสารกันบูดที่เรียกว่า โซเดียม ซัลไฟต์ (sodium sulphite) เป็นสารต้านแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำในแม่น้ำชูบุตและเมืองต่างๆ ในภูมิภาค (ทั้งๆ ที่) กฎหมายมีคำสั่งให้บำบัดของเหลวดังกล่าวก่อนที่จะถูกทิ้ง” 

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ทะเลสาบสีชมพู (Pink Lake) เกิดขึ่้นในบางพื้นที่ของโลกเช่นกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่ย ทะเลสาบสีชมพูที่รัฐวิกทอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ที่แต่ก่อนเชื่อว่าสาหร่ายสีแดงนั้นสร้างสีชมพู อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดที่รายงานโดย Australian Geographic ระบุว่าสีชมพูเป็นผลมาจากเม็ดสีที่ผลิตโดยแบคทีเรีย Salinibacter ruber

นอกจากนี้ยังมี ทะเลสาบฮิลเลียร์  ตั้งอยู่บนเกาะมิดเดิล (Middle Island) นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของออสเตรเลียตะวันตก ลักษณะที่เด่นที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้คือมีสีชมพู เป็นสีที่คงอยู่ถาวร และไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อนำน้ำทะเลสาบใส่ในภาชนะ ที่มาของสีชมพูนี้กล่าวกันว่ามาจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Dunaliella salina 

(ภาพโดย DANIEL FELDMAN / AFP)

แอนติบอดีหลังฉีด Sinovac จางไปใน 6 เดือน ชี้ต้องฉีดกระตุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659052

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 10:08 น.

แอนติบอดีหลังฉีด Sinovac จางไปใน 6 เดือน ชี้ต้องฉีดกระตุ้นการศึกษาพบแอนติบอดีจากการฉีด Sinovac จางหายไปหลังจากผ่านไปประมาณ 6 เดือน แต่บูสเตอร์ (Booster) ช่วยได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนของบริษัท Sinovac Biotech ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่สำคัญประมาณ 6 เดือนหลังจากได้รับเข็มที่สองในหมู่ผู้รับการฉีดส่วนใหญ่ แต่การฉีดเข็มที่สามอาจมีผลส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง

นักวิจัยชาวจีนรายงานผลการศึกษาจากการศึกษาตัวอย่างเลือดจากผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปีในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบโดยประชาคมนักวิชาการด้วยกัน (Peer review)

สำหรับผู้ที่ได้รับสองโดสห่างกัน 2 หรือ 4 สัปดาห์ มีเพียง 16.9% และ 35.2% ตามลำดับที่ยังคงมีระดับของแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing antibody) ที่สูงกว่าเกณฑ์ 6 เดือนหลังจากฉีกวัคซีนครั้งที่สอง

ทั้งนี้ แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ เป็นแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันเซลล์จากสิ่งก่อโรคได้ด้วยการล้างฤทธิ์ในเชื้อก่อโรคนั้นผ่านกลไกทางชีววิทยา การล้างฤทธิ์เป็นกระบวนการที่ทำให้สิ่งก่อโรคนั้นๆ ไม่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทำให้เกิดพยาธิสภาพได้อีกต่อไป

การวิเคราะห์ผลอิงจากข้อมูลจากสองกลุ่มประชากรที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนในแต่ละกลุ่ม ในขณะที่การศึกษาให้โดสที่สามแก่ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 540 คน

เมื่อผู้เข้าร่วมในกลุ่มบางรุ่นได้รับโดสที่สาม ประมาณ 6 เดือนหลังจากครั้งที่สอง แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์หลังจากอีก 28 วันเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5 เท่าจากระดับเดิมเมื่อ 4 สัปดาห์หลังการฉีดครั้งที่สอง

การศึกษานี้ดำเนินการโดยนักวิจัยจากหน่วยงานควบคุมโรคในมณฑลเจียงซู, บริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ของจีน

นักวิจัยเตือนว่าการศึกษานี้ไม่ได้ทดสอบผลของแอนติบอดีกับตัวแปรที่แพร่เชื้อได้ง่าย และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะเวลาของแอนติบอดีหลังการฉีดครั้งที่สาม

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ผวาโตเกียวโอลิมปิกติดเชื้อกว่าร้อยคนนับตั้งแต่ต้นเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659021

วันที่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 18:33 น.

ผวาโตเกียวโอลิมปิกติดเชื้อกว่าร้อยคนนับตั้งแต่ต้นเดือนผู้จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 เผยพบผู้ป่วยโควิด 127 คนนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.

Forbes เผยข้อมูลจากผู้จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมาระบุว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีความเชื่อมโยงกับมหกรรมแข่งขันกีฬาดังกล่าวจำนวน 127 คนนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.

ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่และบุคลากรชาวญี่ปุ่นจำนวน 71 คน และบุคลากรจากต่างประเทศรวมถึงนักกีฬาและสื่อมวลชนจากต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 56 คน

รายงานล่าสุดระบุว่ามีนักกีฬาทั้งสิ้น 14 คนมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก จากการตรวจหาเชื้อไปแล้วเกือบ 170,000 ครั้งนับตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา

โดยนักกีฬาที่ติดเชื้อรวมถึงนักปั่นจักรยานจากสาธารณรัฐเช็ก และนักพายเรือจากเนเธอร์แลนด์ที่ตรวจพบโควิด-19 ภายหลังการแข่งขันรอบแรกในวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมาทำให้ไม่สามารถลงแข่งในรอบถัดไปได้

รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 9 นายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่จัดการแข่งขันตรวจพบโควิด-19 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต้องทำการกักตัว

ผู้จัดเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับโอลิมปิกจำนวน 10 คนซึ่งเป็นนักกีฬาต่างชาติ 2 คน เจ้าหน้าที่ 6 คน ผู้รับเหมา 1 คน และสื่อมวลชน 1 คน

โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวแทนจากอิตาลี 13 คนรวมถึงนักกีฬา 6 คนต้องถูกกักตัวหลังพบว่านักข่าวที่โดยสารบนเที่ยวบินเดียวกันติดโควิด-19

สำหรับนักกีฬาที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 จะต้องกักตัวและฝึกซ้อมแยกจากบุคคลอื่น แต่ยังสามารถลงแข่งขันได้หากมีผลตรวจเป็นลบ ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ อาทิ โค้ช สื่อมวลชน และบุคลากรอื่นๆ จะต้องกักตัวในโรงแรมเป็นเวลา 14 วัน

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. อยู่ที่ 5,035 คน เฉพาะในกรุงโตเกียว 1,763 คนทะลุหลักพันเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 871,000 คน และเสียชีวิต 15,072 คน

Photo by ASANO IKKO / AFP