การกลับมาของลูกเผด็จการ จะเกิดอะไรหลังชัยชนะ’แลนด์สไลด์’ของมาร์กอส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682618

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 09:57 น.การกลับมาของลูกเผด็จการ จะเกิดอะไรหลังชัยชนะ'แลนด์สไลด์'ของมาร์กอส

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทายาทอดีตเผด็จการของฟิลิปปินส์กลับมาครองอำนาจอีกครั้ง ฟังจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่แสดงทัศนะต่ออนาคต “การเมืองแบบเครือญาติ”

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” ลูกชายของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสและชื่อเดียวกับพ่อซึ่งเคยเผด็จการฟิลิปปินส์ที่ถูกขับออกจากการจลาจลในปี 2529 ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนที่มหาศาลเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของ “ราชวงศ์การเมือง” ที่โด่งดังที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์

ต่อไปนี้เป็นปฏิกิริยาต่อชัยชนะของเขา

PETER MUMFORD หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ Eurasia Group ฝ่ายเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์

“ชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายที่เห็นได้ชัดของมาร์กอสไม่ได้รับประกันว่าเขาจะเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมและ/หรือมีประสิทธิภาพ แต่จะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเริ่มแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสร้างแรงดึงดูดขั้นต้นที่แข็งแกร่งให้กับสมาชิกสภาคองเกรส .. ..และจะหมายถึงนักเทคโนแครต/นักเศรษฐศาสตร์จะเต็มใจรับใช้ในคณะรัฐมนตรีของเขามากขึ้น”

“จุดเฝ้าระวังสำคัญอย่างหนึ่งภายใต้การบริหารของเขาคือ การที่การทุจริตและการวิจารณ์รัฐบาล – ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่โดดเด่นอยู่แล้วในฟิลิปปินส์ – มันจะแย่ลง เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะดูว่าเขาตระหนักถึงข้อกังวลเหล่านี้หรือไม่และส่งสัญญาณหรือดำเนินการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ หรือถ้าเขาแต่งตั้งครอบครัวที่ใกล้ชิดและคนที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวอื่นๆ ส่วนใหญ่ให้รับตำแหน่งสำคัญๆ ก็จะยืนยันความกังวลของนักลงทุนอีกครั้ง “

ALEX HOLMES นักเศรษฐศาสตร์เอเชียเกิดใหม่ของ Capital Economics

“ชัยชนะทำให้มาร์กอสอยู่ในสถานะที่มีอำนาจ เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางครอบครัวและอาชีพทางการเมืองที่ย่ำแย่ของเขาจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนก็มีความกังวลว่าการเลือกตั้งของเขาจะจุดไฟให้เกิดการทุจริต การเลือกที่รักมักที่ชัง และธรรมาภิบาลที่ย่ำแย่”

“ระหว่างการหาเสียงมาร์กอสให้รายละเอียดนโยบายเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาอยากทำคือกลับมาใช้โปรแกรมโครงสร้างพื้นฐาน ‘สร้าง สร้าง สร้าง’ ของประธานาธิบดีดูเตอร์เตอีกครั้ง ซึ่งเขาหวังว่าจะ ‘ขยายและปรับปรุง’ แต่ก็น่าสงสัยนิดหน่อยว่าฟิลิปปินส์จะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับการจัดอันดับว่าแย่ที่สุดในเอเชีย”

“ประธานาธิบดีคนใหม่คนนี้ก็กระตือรือร้นที่จะสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำจากจีนสามารถช่วยจำกัดผลกระทบทางการเงินจากการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานได้

“การทำตัวใกล้ชิดกับจีนน่าจะเกี่ยวข้องกับการแทนที่ความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั้งเดิมของฟิลิปปินส์ คือสหรัฐฯ ดูเหมือนมีเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยสำหรับการหันหลังออกจากประเทศที่มีส่วนแบ่งของความต้องการส่งออกมากกว่าจีน ซึ่ง (สหรัฐ) ได้ลงทุนอย่างหนักในภาคการเอาท์ซอร์สกระบวนการทางธุรกิจและเป็นแหล่งส่งเงินขนาดใหญ่”

TEMARIO RIVERA อดีตศาสตราจารย์รัฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์

“ชัยชนะของมาร์กอส จูเนียร์ ส่งสัญญาณถึงการขึ้นครองอำนาจและการกระจุกตัวของอำนาจทางการเมืองแบบราชวงศ์ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ แต่การรณรงค์ของ (รองประธานาธิบดีเลนี) โรเบรโดยังทำให้เกิดกองกำลังฝ่ายค้าน ซึ่งอาจท้าทายการใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดของผู้นำ หากขบวนการนี้นำโดยผู้นำที่ก้าวหน้าอย่างเพียงพอ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้คน”

GREG POLING, นักวิจัยอาวุโสและกรรมการของ Center for Strategic and International Studies ในวอชิงตัน

“อีกไม่นานเขาจะได้เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง แต่ปี 2565 ไม่ใช่ปี 2515 นี่ไม่ใช่จุดจบของประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์ แม้ว่ามันอาจจะเร่งให้เสื่อมสลายเร็วขึ้นก็ตาม”

“สหรัฐฯ ควรจะตอบสนองโดยการมีส่วนร่วมมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระแสลมประชาธิปไตยที่พัดถล่มฟิลิปปินส์”

“มาร์กอสเป็นคนรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เขาหลีกเลี่ยงการดีเบตระหว่างผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี เลี่ยงการสัมภาษณ์ และปิกปากเงียบในประเด็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เขาชัดเจนว่าเขาต้องการจะแก้ไขความสัมพันธ์กับปักกิ่งอีกครั้ง”

Photo – REUTERS/Eloisa Lopez/File Photo

Lazada ข้างนอกเจอศึกใหญ่ ข้างในก็ปั่นป่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682588

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 21:13 น.Lazada ข้างนอกเจอศึกใหญ่ ข้างในก็ปั่นป่วน

บริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง Lazada กลับเจอปัญหานานาประการในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และกำลังซวนเซอย่างหนักในประเทศไทย หลังจากเกิดกรณีแอดเจ้าปัญหา

สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวคราวธุรกิจมากนักคงจะไม่ทราบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ Lazada เปลี่ยนซีอีโอมาแล้วถึง 4 ครั้ง

เอาจริงๆ ถ้านับกันในปีที่เปลี่ยนตัวคนล่าสุดมารับตำแหน่ง คือ หลี่ฉุน (Chun Li) ในปี 2020 ถือเป็นการเปลี่ยนซีอีโอคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี

เรื่องนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไรมากไปกว่าบริษัทกำลังแย่งชิงความหนึ่งในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับคู่แข่งคนสำคัญคือ Shopee ซึ่งขึ้นมาครองอันดับ 1 โดยชิงตำแหน่งมาจาก Lazada นั่นเอง

มันจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างอีคอมเมิร์ซสองค่าย แต่เป็นศึกช้างชนช้างระหว่างมหาอำนาจเทคจีน 2 บริษัทคือ Alibaba Group ที่ซื้อ Lazada มาครองในปี 2016 กับ Tencent Holdings ที่ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของ Shopee

แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น 

เมื่อเร็วๆ นี้ Tencent เพิ่งจะลดการถือหุ้นใน Sea Ltd บริษัทแม่ของ Shopee ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะละเลยไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึง เพราะประเด็นคือการที่ Lazada เจอปัญหามากมาย จนแม้แต่คู่แข่งถูกขายหุ้นเป็นพันล้านก็ยังไล่ตามไม่ทัน

ถ้าจะลองดูตั้งแต่ปี 2016 ที่ Alibaba ซื้อ Lazada และตั้งคนของตัวเองเข้ามาคุมก็เกิดปรากฏการณ์สมองไหลจาก Lazada พนักงานจำนวนไม่น้อยหันไปซบค่ายคู่แข่ง

ในเดือนมีนาคม 2018 ทาง Alibaba แต่งตั้งเผิงเหล่ย (Peng Lei) ลูกหม้อของบริษัท สลัดตำแหน่งซีอีโอของ Ant Financial มาเป็นซีอีโอของ Lazada แทนที่แม็กซ์ บิตเนอร์ (Max Bittner) ผู้ก่อตั้งเดิมของบริษัท

แต่อยู่ได้แค่ 8 เดือน เผิงเหล่ยก็ลงจากเก้าอี้ ไล่ๆ กับที่คู่แข่งอย่าง Shopee แซงขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนอันดับ 1 ในเวลาเพียง 2 ปีหลังจากที่ Alibaba ได้ Lazada มาครอง

ต่อมาตั้งปิแอร์ ปัวญง (Pierre Poignant) มาเป็นซีอีโอก็อยู่ได้แค่ 18 เดือนแล้วโอนตำแหน่งให้กับหลี่ฉุนในปี 2020 หลังจากนั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะโลกเราเข้าสู่การระบาดใหญ่ที่ลากยาวมาถึงตอนนี้

อย่าว่าแต่สำนักงานใหญ่ของ Lazada สับเปลี่ยนตำแหน่งบ่อยๆ ถานเฉียนเหวิน แห่งสำนักข่าวด้านเทคโนโลยีในจีน “เหลยฟง/leiphone” เขียนว่า แม้แต่สำนักงานสาขาก็เปลี่ยนหัวบ่อยๆ ทั้งสาขาไทย มาเลเซีย หรือแม้แต่เวียดนามที่มีเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างซีอีโอที่บริหารงานแบบ Alibaba แต่คนที่เวียดนามรับไม่ค่อยได้

ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์กันว่าเกิดความขัดแย้งภายใน Lazada เรื่องการบริหารและยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นเรื่องบานปลายเลยทีเดียว

รายงานจากเว็บไซต์ข่าวเทคโนโนยีภาษาจีน “ผิ่นหวาน/pinwan” ระบุว่า Alibaba พยายามจำลองการดำเนินการและวิธีการที่ใช้ตลาดจีนมาใช้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลยุทธ์นี้ไม่ได้ผลทันตา ทำให้พนักงานระดับกลางและระดับสูงบางคนที่ส่งมาจากจีนไม่สามารถเข้ากับ Lazada ได้ และในไม่ช้าก็ถูกย้ายกลับไปยังจีน

พูดง่ายๆ ก็คือวัฒนธรรมองค์กรของจีนไม่เข้ากับที่อาเซียน ทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน กระทั่งกระทบต่อผลประกอบการ และทำให้คู่แข่งแซงหน้าไปในที่สุด

ยังไม่นับที่ตอนแรก Lazada ก่อตั้งโดยชาวเยอรมัน ได้รับการหนุนหลังโดยบริษัททุนเยอรมัน มีวัฒนธรรมองค์กรที่เดินตามรอยซิลิคอนแวลลีย์

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าโมเดลแบบ Alibaba มันมีปัญหาเมื่อมาใช้กับองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ Alibaba แทรกแซงการบริหารของ Lazada มากเกินไป

อีกประเด็นมาจากข้อมูลคนวงในของ Lazada ที่บอกกับสื่อภาษาจีนเกี่ยวกับสังคมออนไลน์ “หวานเตี่ยน/LatePost” ว่าเมื่อ Alibaba จะเลือกตัวแทนที่จะไปคุม Lazada คุณลักษณะแรกที่มองหาคือ “ความภักดี” ในขณะที่คุณสมบัติรองลงมาคือ ผลการดำเนินธุรกิจของพวกเขาในตลาดจีน

ถานเฉียนเหวิน แห่งสำนักข่าวด้านเทคโนโลยีในจีน “เหลยฟง/leiphone” ตั้งข้อสังเกตว่า Shopee ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นอาเซียนมากกว่า และ Tencent ไม่แทรกแซงมากเกินไป ทีมในท้องถิ่นยังคงอยู่ ไม่ถูกยุบไป ผู้บริหารก็มีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Tencent แต่ก็เป็นเอกเทศอยู่ในสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ Lazada ตรงกันข้าม เพราะใช้คนจาก “ส่วนกลาง” คือสำนักงานใหญ่ของ Alibaba ที่หังโจว เช่นกรณีของเผิงเหล่ย เคยบอกว่าระหว่างเป็นซีอีโอของ Lazada เธอต้องบินมาประชุมวางยุทธศาสตร์ที่สิงคโปร์ทุกเดือนโดยมีเวลาแค่ 1 วัน แล้วบินไปสำนักงานของ Lazada ในประเทศต่างๆ สัปดาห์และครั้งหรือสองครั้ง หรือเดือนละครั้ง เพื่อศึกษางาน

วัฒนธรรมการบริหารที่ต่างกันสุดขั้วกับคนในท้องถิ่นอาเซียนนี่เองคือจุดอ่อนของ Lazada

ยังไม่นับความข้องใจในหมู่พนักงงานและผู้ค้าอีกในบางประเด็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของ Lazada ทำให้เข้าใจได้ว่า สิ่งที่ทำให้ Lazada ถูกโค่นจากเบอร์หนึ่งคือเรื่องภายในเป็นหนัก

ในภายหลัง Alibaba พยายามแก้ปัญหานี้โดยเรียกระดับผู้บริหารที่ส่งมากลับไปที่จีน แต่มันอาจจะช้าเกินไป เพราะคู่แข็งแกร่งขึ้นมามากแล้ว

แต่ต้องยกเครดิตให้กับ Shopee ด้วยที่กำหนดยุทธศาสตร์เข้าเป้ากว่า ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในสายตามาตั้งแต่แรก แถมตอนที่บริษัทแม่เข้าตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2018 ผู้ถือหุ้นบางคนยังขายหุ้นทิ้งด้วยซ้ำ เพาะคิดว่าไม่รอดแน่ๆ

แต่ตรงกันข้าม ขณะที่ในปีนั้น Lazada เริ่มซวนเซ Shopee ก็พุ่งทะยานแซงหน้า

รายงานโดย Goldman Sachs เมื่อเดือนมีนาคมที่ปี 2020 คาดว่า Shopee จะเป็นผู้นำตลาดโดยรวมภายในปี 2025 ยกเว้นว่า Lazada จะมั่นคงขึ้นมาได้

ในเวลานี้สมรภูมิรบสำคัญระหว่าง Lazada กับ Shopee อยู่ที่อินโดนีเซียที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน มีศักยภาพตลาดออนไลน์ที่มีอนาคตไกล แต่ดูเหมือนว่าเราจะได้ผู้ชนะแล้วในเกมส์นี้ โดยจากการสำรวจโดย Ipsos พบว่าบริษัทที่นิยมที่สุดคือ Tokopedia ตามด้วย Shopee และ Lazada แต่ยังดีที่เป็นการไล่ตามแบบหายใจรดต้นคอ

นอกจากจะไล่ตามในตลาดอินโดนีเซียไปแล้ว ตอนนี้ Lazada ยังมาเจอกับวิกฤตในประเทศไทยอีก จากกรณีโฆษณาของลูกค้าบางคนที่สร้างความไม่พอใจในสังคม

การตอบสนองที่ล่าช้าของ Lazada ซึ่งเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ไม่มีตอนไหนที่อนาคตของ Lazada ประเทศไทยจะทุกลักทุเลไปกว่านี้แล้ว

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – REUTERS/Darren Whiteside/File Photo with alteration by Post Today

“พระกากัน อโสโก”ร่วมเผยแผ่พุทธศาสนาไทย-อินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/682572

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 17:04 น."พระกากัน อโสโก"ร่วมเผยแผ่พุทธศาสนาไทย-อินเดีย

“พระกากัน อโสโก” อดีตนักแสดงบทเจ้าชายสิทธัตถะ ที่มาบวชในไทยชื่นชมไทย ยินดีร่วมเผยแผ่พุทธศาสนาระหว่างไทย-อินเดีย

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 65 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่หารือกับพระกากัน อโสโก (มาลิค) อดีตนักแสดงชาวอินเดีย ผู้รับบทเจ้าชายสิทธัตถะ ในเรื่อง Sri Siddhartha Gautama ที่เดินทางมาบรรพชาอุปสมบทในไทย ท่านกล่าวชื่นชมประเทศไทย พร้อมให้ความร่วมมือนำคำสั่งสอนและความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ไปเผยแผ่ต่อที่ประเทศอินเดีย ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก ขอให้คนไทยทุกคนร่วมกันปกป้องพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

เปิดเผยภาพถ่าย UFO ที่ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682564

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 16:30 น.เปิดเผยภาพถ่าย UFO ที่ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดถูกเผยแพร่หลังถูกบันทึกเมื่อ 50 ปีก่อน ถ่ายได้ที่คอสตาริกา

เว็บไซต์ The Sun รายงานว่าภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดได้รับการเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก หลังจากที่ได้รับการบันทึกเมื่อ 50 ปีก่อน โดยภาพที่เห็นนี้ถูกถ่ายโดยเซอร์จิโอ ลอยซา ขณะอยู่บนเครื่องบินที่บินอยู่เหนือป่าทึบของคอสตาริกา ที่ระดับความสูงประมาณ 10,000 ฟุต ขณะกำลังสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใกล้กับภูเขาไฟอาเรนัล ทางตอนเหนือของประเทศ

โดยขณะนี้ภาพดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งหลังผ่านการปรับแต่งให้มีความคมชัดและความละเอียดสูง หลังถูกบันทึกไว้นานครึ่งศตวรรษ ซึ่งเลสลี่ คีน นักข่าวสืบสวนของ New York Times และนักเขียนที่เป็นที่รู้จักจากผลงานหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอ กล่าวว่าภาพนี้เป็น “ภาพถ่ายยูเอฟโอที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

รายงานระบุว่าขณะบินอยู่เหนือทะเลสาบโคท ลอยซาได้บันทึกภาพบริเวณนั้นทุกๆ 20 วินาที ก่อนที่จะพบว่าภาพที่ 300 ซึ่งบันทึกได้เมื่อเวลา 8.25 น. มีวัตถุบางอย่างลักษณะเหมือนแผ่นโลหะลอยอยู่ระหว่างพื้นดินกับเครื่องบินของลอยซา ขณะที่นักบินและลูกเรือทั้ง 3 คนไม่มีใครเห็นวัตถุดังกล่าวขณะกำลังอยู่บนเครื่องบิน

อย่างไรก็ตาม บางทฤษฎีกล่าวว่าภาพที่เห็นอาจเป็นภาพสะท้อนจากทะเลสาบ ขณะที่ออสการ์ เซียร์รา นักวิจัยยูเอฟโอในคอสตาริกากล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจว่ายูเอฟโอมีจริง แม้จะยังไม่สามารถอธิบายได้ แต่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่จากหน่วยงานของรัฐบาล

Cote UFO, 1971 (Instituto Geogr?fico Nacional de Costa Rica)

Photo by Instituto Geográfico Nacional de Costa Rica

ทหารรับจ้างรัสเซียกำลังทำเรื่องโหดร้ายในแอฟริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682580

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ทหารรับจ้างรัสเซียกำลังทำเรื่องโหดร้ายในแอฟริกา

ประเทศในแถบแอฟริกากำลังเผชิญความโหดร้ายจากทหารรับจ้างรัสเซีย

1. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัสเซียได้ส่งทหารรับจ้างไปยังประเทศในแถบแอฟริกาหลายประเทศ ซึ่งรวมถึง Wanger Group หนึ่งในกองกำลังรัสเซียที่กำลังโจมตียูเครนตะวันออกอยู่ในขณะนี้ด้วย โดยทหารรับจ้างจาก Wanger ประจำการอยู่ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง (CAR), ซูดาน และมาลี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าบทบาทของ Wagner ในประเทศเหล่านั้นมีมากกว่าเพียงแค่การให้บริการด้านความปลอดภัย

2. The Guardian และ Aljazeera รายงานว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในเดือนมี.ค. มีรายงานเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดนับตั้งแต่ Wagner มาถึงมาลีเมื่อปีที่แล้วหลังจากบรรลุข้อตกลงกับผู้นำทางทหารคนใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวคือการสังหารหมู่ที่ส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตประมาณ 350 ถึง 380 คนในเวลา 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

3. แม้ว่าจะยังไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่พยาน ผู้นำชุมชน นักการทูต และนักวิเคราะห์ในท้องถิ่นกล่าวว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่กลุ่ม Wanger ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลว่าการแทรกแซงของรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศต่างๆ ทั่วทั้งทวีป

4. ก่อนหน้านี้ Wagner Group สามารถขับไล่กองกำลังกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและกองทหารฝรั่งเศสออกจากมาลีไปได้ และในตอนนี้พวกเขากำลังปกป้องเหมืองทองคำและเพชรมูลค่ามหาศาลในมาลี ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีทหารรับจ้างชาวรัสเซียประจำการอยู่ในมาลีราว 1,000 นาย

5. นอกจากมาลีแล้ว สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (CAR) ก็เป็นอีกประเทศที่เป็นที่ตั้งของฐานที่มั่นของทหารรับจ้างชาวรัสเซีย และต้องเผชิญกับความรุนแรงมานานหลายปี

6. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา Business Insider รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่และพยานในพื้นที่ระบุว่าทหารรับจ้างจากกลุ่ม Wagner 3 นาย ก่อเหตุบุกรุกและข่มขืนผู้หญิงในแผนกสูติกรรม เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังเผยว่าพยาบาลที่เข้ามาห้ามก็ถูกข่มขืนด้วยเช่นกัน

7. รายงานระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารรับจ้าง Wagner Group คุกคามและทำร้ายประชาชน โดยในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้ออกรายงานแสดงความกังวลว่าพลเรือน รวมทั้งผู้รักษาสันติภาพ นักข่าว เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ และชนกลุ่มน้อย ถูกคุกคามหรือข่มขู่อย่างรุนแรงโดยทหารรับจ้าง Wagner

8. นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังอ้างว่าทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กสาว เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่จำนวนยังไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากหลายคนกลัวที่จะรายงาน โดยผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลสาธารณรัฐแอฟริกากลางยุติความสัมพันธ์กับ Wagner

9. ด้านเจ้าหน้าที่ทางทหารระดับสูงของสาธารณรัฐแอฟริกากลางกล่าวกับ The Daily Beast ว่าเป็นเรื่องยากที่กองทัพจะลงโทษทหารรับจ้างชาวรัสเซีย โดยเสริมว่ามีเพียงประธานาธิบดีเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะจัดการกับรัสเซียอย่างไร

10. รายงานยังชี้ว่าเหยื่อข่มขืนในสาธารณรัฐแอฟริกากลางแทบจะไม่ได้รับความยุติธรรม โดย Human Right Watch ได้บันทึกกรณีการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ 305 คดี ที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธกระทำต่อผู้หญิงและเด็กหญิงระหว่างต้นปี 2013 ถึงกลางปี 2017 ขณะที่บรรดาผู้เสียหาย 296 คนที่ให้สัมภาษณ์มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่พยายามยื่นฟ้องต่อศาล

11. รายงานจาก Human Right Watch ยังชี้ว่าทหารรับจ้างในสาธารณรัฐอัฟริกากลางได้สังหาร ทรมาน และเฆี่ยนตีพลเรือนหลายครั้งตั้งแต่ปี 2019 โดยในวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้ประกาศว่าจะทำการตรวจสอบสถานการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นที่อ้างว่ากองกำลังรัสเซียอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

12. “มีหลักฐานที่น่าสนใจว่ากองกำลังของรัสเซียได้กระทำทารุณกรรมอย่างร้ายแรงต่อพลเรือนโดยไม่ได้รับโทษใดๆ “ ไอดา ซอว์เยอร์ ผู้อำนวยการด้านวิกฤตและความขัดแย้งของ Human Rights Watch กล่าว

13. ในระหว่างเดือนก.พ. 2019 ถึงเดือนพ.ย. 2021 Human Rights Watch ได้สัมภาษณ์ 40 คนเกี่ยวกับการล่วงละเมิด รวมถึงเหยื่อ 10 คนและพยาน 15 คน ซึ่งพวกเขากล่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายผิวขาวพูดภาษารัสเซีย พยานคนหนึ่งกล่าวว่าชายเหล่านี้พกอาวุธเหมือนกับทหาร สวมชุดสีกากีและสีเบจ ใช้ผ้าพันคอปิดบังใบหน้า สวมรองเท้าบู๊ททหาร ถุงมือ และแว่นตาดำ

14. นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ทหารรัสเซียสังหารประชาชนมือเปล่าอย่างน้อย 13 คน เมื่อเช้าวันที่ 21 ก.ค. 2021 ในเมืองบอสซานเกา ขณะที่พยานรายหนึ่งกล่าวว่าชายที่พูดภาษารัสเซียได้วางสิ่งกีดขวางบนถนน ทุบตี และยิงประชาชนจนถึงแก่ชีวิต ก่อนที่จะนำศพพวกเขาไปฝังข้างถนน

15. Human Rights Watch ยังบันทึกกรณีการกักขังและทรมานโดยกองกำลังที่เชื่อมโยงกับรัสเซียในเมืองบัมบารี ในปี 2019

16. ทั้งนี้ Wagner Group ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ขณะที่รัฐบาลรัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าว

17. แม้ว่าศูนย์ฝึกของ Wanger ทางตอนใต้ของรัสเซียอยู่ติดกับฐานทัพของกองทัพรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีการคาดกันว่า “เยฟเกนี ปริโกชิน” นักธุรกิจที่ถูกยกให้เป็นเชฟส่วนตัวของปูติน คือเจ้าของตัวจริงและเป็นคนจ่ายเงินให้ Wagner Group ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

Photo by REUTERS/Thomas Peter

ปูตินลั่น ‘ตะวันตกกำลังเตรียมบุกดินแดนของเรา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682562

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 15:05 น.ปูตินลั่น 'ตะวันตกกำลังเตรียมบุกดินแดนของเรา'

ผู้นำรัสเซียปราศรัยเนื่องในวันชัยสมรภูมิ (Victory Day) วันฉลองชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมันและการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน กล่าวว่า การแทรกแซงของรัสเซียในยูเครนมีความจำเป็น เนื่องจากตะวันตกกำลัง “เตรียมการรุกรานดินแดนของเรา รวมถึงแหลมไครเมียด้วย”

ปูตินกล่าวในการจัดขบวนพาเหรดวันแห่งชัยชนะประจำปีที่จัตุรัสแดงของมอสโกซึ่งเป็นการฉลองวันครบรอบชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง

วลาดิมีร์ ปูติน ยังปลุกเร้าความทรงจำเกี่ยวกับวีรกรรมของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันจันทร์ เพื่อกระตุ้นให้กองทัพของเขามุ่งสู่ชัยชนะในยูเครน

ปูตินกล่าวกับทหารจำนวนมากในจัตุรัสแดงในวันครบรอบ 77 ปีแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนี โดยประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าภัยคุกคามจากภายนอกเพื่อทำให้รัสเซียอ่อนแอลงและแตกแยก ซึ่งตอกย้ำวาทะของเขามักใช้เพื่ออ้างความชอบธรรมในการรุกรานยูเครน ว่านาโต้กำลังสร้างภัยคุกคามต่อรัสเซีย

เขาพูดถึงทหารที่กำลังสู้รบในภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออกของยูเครนโดยตรง ซึ่งรัสเซียให้คำมั่นว่าจะ “ปลดปล่อย” ดินแดนแห่งนั้นจากรัฐบาลเคียฟ

“การปกป้องมาตุภูมิเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตัดสินชะตากรรมนั้น (เป็นภารกิจที่) ศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด” เขากล่าว “วันนี้คุณกำลังต่อสู้เพื่อประชาชนของเราในดอนบัส เพื่อความปลอดภัยของรัสเซีย บ้านเกิดของเรา”

อย่างไรก็ตาม คำปราศรัยความยาว 11 นาทีของปูตินในวันที่ 75 ของการบุกรุกยูเครนไม่ได้ให้การประเมินความคืบหน้าในสงคราม และไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน

เขาเปรียบเปรยหลายครั้งถึงสงครามในยูเครนกับการต่อสู้กับชาตินิยม “นาซี” ที่อันตรายในยูเครน กับความท้าทายที่สหภาพโซเวียตต้องเผชิญเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์บุกโจมตีในปี 2484

ทั้งนีี้ รัสเซียอ้างว่ารัฐบาลยูเครนให้การสนับสนุนกองกำลังนิยมนาซี-ชาตินิยมยูเครน ก่อกวนสวัสดิภาพของชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซีย และรัสเซียต้องเข้ามาแทรกแซงด้วย “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร”

ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนที่กล่าวว่ารัสเซียกำลังเตรียม “ทำให้นาซีหวนกลับมาอีกครั้ง” ในยูเครน

Photo – Sputnik/Mikhail Metzel/Pool via REUTERS ATTENTION EDITORS 

สหรัฐส่งอาวุธช่วยยูเครน จนคลังแสงตัวเองเหลือน้อยเต็มที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682544

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 14:01 น.สหรัฐส่งอาวุธช่วยยูเครน จนคลังแสงตัวเองเหลือน้อยเต็มที

อาวุธในคลังสหรัฐเริ่มร่อยหรอ ขณะที่ต้องช่วยเหลือยูเครน-ไต้หวันไปพร้อมๆ กัน

ไมค์ กัลลาเกอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน จากรัฐวิสคอนซิน กล่าวกับ Fox News ว่าการที่สหรัฐเร่งส่งมอบอาวุธให้ยูเครนนั้นเป็นการเผาผลาญอาวุธในคลังที่สะสมมานานหลายปี ในขณะเดียวกันยังลดขีดความสามารถของสหรัฐในการจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวันซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นกับจีนด้วย

“คลังอาวุธของเราเหลือน้อยแล้ว” กัลลาเกอร์กล่าวพร้อมเสริมว่าสหรัฐเพิ่งมอบจรวดเจฟลินให้แก่ยูเครนไปด้วย “นั่นเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราพยายามปกป้องไต้หวันจากการรุกรานจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปพร้อมๆ กัน”

กัลลาเกอร์ชี้ว่าไต้หวันต้องการเข้าถึงอาวุธเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันสหรัฐไม่มีอาวุธที่จะสามารถทดแทนสิ่งที่มอบให้แก่ยูเครนได้ ขณะที่อุตสาหกรรมอาวุธต้องการงบประมาณจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งผลิตอาวุธ

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าจนถึงตอนนี้รัฐบาลสหรัฐมอบเงินช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนไปแล้วเกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำลังขออนุมัติเงินช่วยเหลือยูเครนอีกมูลค่า 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ สหรัฐได้ส่งมอบจรวดเจฟลินให้แก่ยูเครนไปแล้วกว่า 5,000 ลูก ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของคลังสหรัฐ นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังคาดว่าสหรัฐได้ส่งมอบขีปนาวุธสตริงเจอร์ให้แก่ยูเครนไปแล้วประมาณ 1 ใน 4

รายงานระบุว่าท่ามกลางความพยายามในการให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธของสหรัฐอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าอาวุธเหล่านั้นถึงมือกองทัพยูเครนมากน้อยเพียงใด โดยก่อนหน้านี้รายงานจาก CNN ระบุว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐและนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมกังวลว่าอาวุธเหล่านั้นบางส่วนอาจตกอยู่ในมือของกองทัพและกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ที่สหรัฐไม่ได้ตั้งใจจะส่งมอบให้

Photo by REUTERS/Jonathan Ernst

อีลอน มัสก์ “หวั่น” ถูกเอาชีวิต หลังถูกรัสเซียขู่ฐานช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682545

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 13:21 น.อีลอน มัสก์ "หวั่น" ถูกเอาชีวิต หลังถูกรัสเซียขู่ฐานช่วยยูเครน

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่งบริษัท Tesla และ SpaceX (และ Twitter) ทวีตข้อความแสดงความกลัว (หรือเปล่า?) ในทวิตเตอร์ หลังจากถูกผู้มีอำนาจในรัสเซียขู่

อีลอน มัสก์ ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ เป็นเนื้อหาข่าวที่ ดมิทรี โรโกซิน (Dmitry Rogozin) ส่งให้กับสื่อ ซึ่งมีเนื้อหาข่มขู่มาถึงมัสก์  

ทั้งนี้ ดมิทรี โรโกซิน เป็นนักการเมืองรัสเซียซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจกเานอวกาศ Roscosmos มาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีรัสเซียที่รับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2561 และเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำ NATO ตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2554

มัสก์ทวีตก่อนว่า “@Rogozin ส่งสิ่งนี้ไปยังสื่อรัสเซีย” แล้วตามด้วยภาพของเนื้อหาข้อความทั้งในภาษาอังกฤษและตามด้วยเนื้อหาภาษารัสเซีย เนื้อความมีดังนี้ 

“จากคำให้การของเสนาธิการทหารนาวิกโยธินที่ 36 ของกองทัพยูเครน พันเอก ดมิทรี คอร์มยัคอฟ (Dmitry Kormyankov) มีรายละเอียดว่าอุปกรณ์ภาคพื้นดินของบริษัทดาวเทียม Starlink ของอีลอน มัสก์ ถูกส่งไปยังกลุ่มติดอาวุธของนาซี กองพันอาซอฟและนาวิกโยธินของกองทัพยูเครนไปยังเมืองมาริอูปอลโดยเฮลิคอปเตอร์ทหาร”

“ตามข้อมูลของเรา การส่งมอบอุปกรณ์ Starlink ดำเนินการโดยเพนตากอน อีลอน มัสก์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาอุปกรณ์ให้กองกำลังฟาสซิสต์ในยูเครนด้วยการสื่อสารทางทหาร และในการนี้ อีลอน, คุณจะต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ว่าคุณจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแค่ไหนก็ตาม”

ทวีตข้อความนี้ตามด้วยคำถามของมัสก์ว่า “คำว่า “นาซี” ไม่ได้หมายความอย่างที่เขาคิดหรอกนะ” ซึ่งเป็นการอ้างถึงกองพันอาซอฟของยูเครน ที่รัสเซียกล่าวว่าเป็นกลุ่มนิยมนาซีหรือกลุ่มฟาสซิสต์ ที่เป็นข้ออ้างให้รัสเซียยกกองทัพมากำจัด

ทวีต่อมา มัสก์เขียนว่า ถ้าเกิดผมตายไปในสถานการณ์ลึกลับ ก็ยังดีที่ได้รู้จักพวกนายนะ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเขาทวีตเพราะความกังวลในชีวิตเกี่ยวกับคำขู่ของทางรัสเซีย หรือเป็นการทวีตทีเล่นทีจริงแบบที่เขาทำบ่อยๆ 

Photo – REUTERS/Joe Skipper/File Photo

John Lee มือปราบม็อบ กำปั้นเหล็กของปักกิ่งปราบฮ่องกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682535

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 11:40 น.John Lee มือปราบม็อบ กำปั้นเหล็กของปักกิ่งปราบฮ่องกง

ย้อนผลงาน ‘จอห์น ลี’ ผู้นำฮ่องกงคนใหม่ อดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง

1. เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ลี (John Lee) วัย 64 ปี อดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ของฮ่องกงต่อจากแคร์รี หลั่ม โดยลีได้รับคะแนนเสียง 1,416 จากทั้งหมด 1,424 เสียง คิดเป็น 99.4%

2. BBC ระบุว่าลีเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับมุมมองที่สนับสนุนรัฐบาลจีนอย่างหนักแน่น ทำให้เขาได้รับเลือกจากคณะกรรมการเลือกตั้งซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ภักดีกับรัฐบาลจีน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนเท่าไรนัก โดยผลการสำรวจความนิยมเมื่อเร็วๆ นี้ ลีได้คะแนนเพียง 34.8 จาก 100 คะแนน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเพราะประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือกผู้นำโดยตรง

3. ลีเติบโตมาจากการเป็นตำรวจ โดยเข้ารับราชการตำรวจตั้งแต่ปี 1997 เมื่ออายุได้ 20 ปี โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาอาชญากรรม ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงในปี 2012 และเขายังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2019 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

4. ในเวลานั้นมีประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าวนับหมื่นคนจนเกิดเป็นการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม ขณะที่ตำรวจซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของลีในฐานะหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ถูกวิพากษณ์วิจารณ์จากการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงในการปราบปรามผู้ชุมนุม

5. ขณะที่ลีแสดงจุดยืนสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมโดยกล่าวว่าถือเป็น “การก่อการร้าย” และ “ลิทธิสุดโต่ง”

6. ทั้งนี้ จีนผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลสามารถลงโทษผู้ประท่วงได้ง่ายขึ้ย และนำไปสู่การจับกุมผู้เห็นต่างมากกว่า 100 คน ซึ่งลีมองว่ากฎหมายดังกล่าวช่วยให้ฮ่องกงฟื้นเสถียรภาพจากความโกลาหล และยืนยันที่จะจัดการกับแนวคิดสนับสนุนเอกราชของฮ่องกง ความรุนแรง และความสุดโต่งต่อไป

7. สหรัฐบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อลีและเจ้าหน้าที่อีกหลายคน และ Youtube ยังปิดกั้นบัญชีหาเสียงของเขาด้วย ขณะที่ลียืนยันว่าทำไปเพื่อรักษาความมั่นคงของฮ่องกง

8. ในเดือนมิ.ย. ปีที่แล้วลีไดัรับแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการฝ่ายบริหารของรัฐบาลฮ่องกง ก่อนที่จะลาออกเมื่อเดือนเม.ย. ปีนี้ และประกาศลงชิงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงคนใหม่

9. อย่างไรก็ตาม กลุ่มสันนิบาตสังคมประชาธิปไตย (League of Social Democrats) ซึ่งสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงมองว่าการดำรงตำแหน่งของลีจะลดทอนเสรีภาพของพลเมือง

Photo by REUTERS/Tyrone Siu

ญี่ปุ่นยังหยุดพึ่งน้ำมันรัสเซียไม่ได้ นายกฯ ลั่น ‘คว่ำบาตรโดยหลักการ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682524

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 10:33 น.ญี่ปุ่นยังหยุดพึ่งน้ำมันรัสเซียไม่ได้ นายกฯ ลั่น 'คว่ำบาตรโดยหลักการ'

ขณะเดียวกันยืนยันว่าโครงการก๊าซของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับภาคเหนือของญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นจะต้องมีส่วนด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์ ญี่ปุ่นจะห้ามการนำเข้าน้ำมันดิบของรัสเซีย “โดยหลักการ” โดยบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์กลุ่ม G7 เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ กล่าวหลังจากการประชุมออนไลน์ของผู้นำ G7 ในวันอาทิตย์

“สำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหนัก เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่การประสานงานของ G7 นั้นสำคัญที่สุดในช่วงเวลาเช่นนี้” คิชิดะ กล่าว ตามคำแถลงของรัฐบาล

สำนักข่าวเกียวโดยรายงานอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ว่า ญี่ปุ่น “จะค่อยๆ ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย” ในขณะที่ยังคงความสนใจในโครงการน้ำมันที่นั่น เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตชาวญี่ปุ่น 

ด้านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าโครงการน้ำมัน Sakhalin 1 และโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว Sakhalin 2 (LNG) ในรัสเซีย “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” สำหรับการจัดหาพลังงานที่มีเสถียรภาพของประเทศญี่ปุ่น และไม่ได้ตั้งใจที่จะละทิ้งสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการ

คำพูดของฮิโรคาสึ มัตสึโนะมีขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นตัดสินใจค่อยๆ ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันของรัสเซียหลังจากตกลงที่จะสั่งห้ามกลุ่มประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G7 เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของมอสโก โดยญี่ปุ่นไม่ยอมยกเลิกการนำเข้าแบบทันทีทันใด เพระต้องพึ่งพาน้ำมันรัสเซีย

Photo – REUTERS/Peter Nicholls/File Photo