ม็อบหนุนทรัมป์บุกสภาขวางรับรองไบเดน ถูกยิงตายหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642121

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 07:28 น.ม็อบหนุนทรัมป์บุกสภาขวางรับรองไบเดน ถูกยิงตายหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมกับที่ทรัมป์ได้ให้สัญญากับผู้สนับสนุนว่าวันพุธจะเป็นวัน “สุดเถื่อน” สำหรับเมืองหลวงของประเทศ

เกิดความรุนแรงขึ้นหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ขัดขวางการรับรองชัยชนะการเลือกตั้งของโจ ไบเดนโดยสภาคองเกรสทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองสภาและเจ้าหน้าที่ของของสภาต้องหลบหนีกลุ่มผู้ชุมนุม และตำรวจตอ้งเข้าระงับเหตุการณ์ด้วยการปักหลักพร้อมอาวุธปืนภายในห้องประชุมสภา

ภายในอาคารรัฐสภามีสภาพคล้ายกับารก่อรัฐประหารหรือการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ฝูงชนโบกธงสีน้ำเงินของทรัมป์และสวมหมวกหาเสียงสีแดงของทรัมป์บุกเข้าไปในห้องประชุม และสามารถยับยั้งกระบวนการรับรองโจ ไบเดนได้สำเร็จ

สมาชิกสภานิติบัญญัติได้รับหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาเพื่อป้องกันตัวเองจากแก๊สน้ำตาขณะที่พวกเขารีบไปที่ปลอดภัยและละทิ้งพิธีการกลางคัน

สถานการณ์ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีภาพถ่ายไวรัสบน Twitter แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนอกเครื่องแบบเล็งปืนพกผ่านหน้าต่างที่ถูกทุบเพื่อปิดกั้นผู้บุกรุกไม่ให้บุกเข้ามา

มีคนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ระบุตัวตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนภายในอาคารรัฐสภา และ บุคคลดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

บางคนถึงกับยึดสำนักงานของประธานสภาผู้แทนราษฎรคือ แนนซี เปโลซี แล้วไปนั่งเยาะเย้ยที่โต๊ะ คนอื่นๆ โพสท่าถ่ายรูปในห้องวุฒิสภาเหมือนกองทัพศัตรูที่บุกเข้าไปยึดได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมกับที่ทรัมป์ได้ให้สัญญากับผู้สนับสนุนว่าวันพุธจะเป็นวัน “สุดเถื่อน” สำหรับเมืองหลวงของประเทศ

หลังจากเหตุวุ่นวายหลายชั่วโมงทรัมป์เพิ่งจะเผยแพร่วิดีโอสั้นๆ บน Twitter เพื่อเรียกร้องให้ผู้คน “กลับบ้าน” แต่ไม่ได้เสียใจหรือขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยตั้งแต่ที่ผมถูกส่งไป (รบ) ที่อิรัก” ไมค์ กัลลาเกอร์ สมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและทหารผ่านศึกกล่าวกับซีเอ็นเอ็น

Photo by Drew Angerer / AFP

พ่อค้าน้ำดื่มรวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ โค่นเบอร์หนึ่งเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642085

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.พ่อค้าน้ำดื่มรวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ โค่นเบอร์หนึ่งเอเชียจงสานส่าน เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มจากจีน มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของเอเชีย รวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไร้เงาแจ็ค หม่า

หลังจากที่ร่ำรวยแซงหน้านักธุรกิจชื่อดังอย่างแจ็ค หม่าไปแล้ว ล่าสุด จงสานส่าน (Zhong Shanshan) หรือที่ได้รับการขนานนามในแวดวงธุรกิจว่า “หมาป่าผู้โดดเดี่ยว” ประธานบริษัท “หนงฟู ซานเฉวียน” (Nongfu Spring Co.) เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน สร้างสถิติความร่ำรวยครั้งใหม่ด้วยการแซงหน้าสุดยอดนักลงทุนระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ตั้งแต่ต้นปี

จง วัย 66 ปี ก่อตั้งบริษัทหนงฟู ซานเฉวียน เมื่อปี 1996 และที่มาของชื่อหมาป่าผู้โดดเดี่ยวนั้นเป็นเพราะเขามักจะตีตัวออกห่างจากการเมืองและสังคมของนักธุรกิจคนอื่นๆ เส้นทางชีวิตของเราฟังดูแล้วเดียวดายและเต็มไปด้วยขวากหนามเช่นกัน

จงสานส่านต้องลาออกจากโรงเรียนในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตอนอายุ 12 ปีในช่วงความวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทำให้ประเทศจีนเกิดความโกลาหลไปทั่ว ในยุคนั้นผู้คนมากมายถูกลากตัวมาประจานและลงโทษโดยพวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง พ่อแม่ของจงที่เป็นปัญญาชนก็ถูกข่มเหงจากเจ้าหน้าที่ทางการและคนทั่วไปเนื่องจากสถานะความเป็นปัญญาชนถูกมองว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ

หลังจากที่ชื่อเสียงของพ่อแม่ของเขาได้รับการฟื้นฟูหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว จงสานส่านจึงมีโอกาสได้ทำงานด้านวงวิชาการ เช่น นิตยสารด้านวรรณกรรมและสื่อสารมวลชนโดยการเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 

เขาหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานมาหลากหลายรูปแบบทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จนกระทั่งในปี 1993 ตั้งบริษัท “หย่างเซิงถัง” (Yangshengtang Pharmaceutical Co) ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์และอาหารโดยเขาสร้างธุรกิจนี้จากที่ไม่มีอะไรอยู่เลยแต่ทำให้มันเป็นบริษัทใหญ่ขึ้นมาได้ 

หนึ่งในธุรกิจในเครือของบริษัทหย่างเซิงถังคือน้ำดื่ม ซึ่งในปี 1996 เขาเริ่มทำน้ำแร่ที่จะเป็นเครื่องดื่มดับกระหายยอดนิยมแบรนด์หนึ่งในจีน โดยใช้แหล่งน้ำจาก “เชียนต่าวหู” หรือทะเลสาบหนึ่งพันเกาะในมณฑลเจ้อเจียง ชื่อของบริษัทในตอนแรกจึงเป็น “เชียนต่าวหู หย่างเซิ่งถัง” จนกระทั่งกลายมาเป็นบริษัทแลแบรนด์หนงฟู ซานเฉวียนในท้ายที่สุด

หลังจากนั้นบริษัทหนงฟู ซานเฉวียนก็ผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากน้ำแร่แบรนด์หนงฟู ซานเฉวียน มาเป็นน้ำแร่จากแหล่งต่างๆ ทั้งในจีนและในต่างประเทศ ผลิตเครื่องดื่มแบบซอฟต์ดริ๊งค์ตั้งแต่น้ำผลไม้ ไปจนถึงน้ำเจือวิตามินและชานม 

เนื่องจากเขาเริ่มต้นจากธุรกิจเวชภัณฑ์มาก่อน ดังนั้นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้กับเขาคือบริษัทยา Beijing Wantai Biological Pharmacy Enterprise Co. ที่เป็นบริษัทร่วมผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วย ซึ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งขณะนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 2,500%

ขณะนี้ จงสานส่านมีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 91,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.7 ล้านล้านบาทตามดัชนีของบลูมเบิร์ก และขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก

นับเป็นครั้งที่ 2 ที่มหาเศรษฐีชาวจีนติดโผท็อป 10 ของโลก โดยก่อนหน้านี้คือ หวางเจี้ยนหลิง ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ขึ้นอันดับที่ 8 ในปี 2015 และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีชาวจีนคนใดที่ติดอันดับดัชนีความมั่งคั่งของบลูมเบิร์กอีกเลย

นอกจากนี้เมื่อไม่นานมานี้เขายังชิงตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียมาจากมูเกซ อัมบานี มหาเศรษฐีชาวอินเดียไปได้อีกด้วย

โดยเพียงแค่ช่วง 2 วันแรกที่ตลาดหุ้นเปิดทำการในปีนี้ หุ้นบริษัทน้ำดื่มของเขาเติบโตขึ้นถึง 18%

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ธุรกิจในประเทศจีนกำลังฟื้นตัวได้ดีหลังเผชิญกับโควิด-19 ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากแย่งชิงหุ้นของบริษัทจากจีนกันอย่างบ้าคลั่ง โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทหนองฟู่ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้จงยังช่วยให้ญาติ 4 คนของเขากลายเป็นมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย เนื่องจากน้องสาวของเขา และพี่น้องของภรรยาต่างถือหุ้นบริษัทกันคนละ 1.4% ซึ่งคิดเป็นเงิน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 39,000 ล้านบาท

เรียกได้ว่าที่ผ่านมาบริษัทน้ำดื่มหนงฟูของจงสานส่านได้สร้างมหาเศรษฐีหลายสิบคน ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติหรือพนักงานของเขาก็ตาม 

ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่มันกลับเป็นโอกาสทองของมหาเศรษฐีระดับโลก โดยบลูมเบิร์กระบุว่ามหาเศรษฐีที่รวยที่สุด 500 คนมีทรัพย์สินสุทธิรวมกันได้ถึง 7.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีที่ผ่านมา

ซึ่งจงเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียที่สามารถกอบโกยทรัพย์สินได้ถึง 71,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากที่สุดรองจากอีลอน มัสก์ เจ้าของเทสลา (Tesla Inc.) และเจฟฟ์ เบโซส์ จากแอมะซอน (Amazon.com Inc.)

เป็นที่น่าสังเกตว่าแจ็ค หม่า ที่เคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนตุลาคม และตอนนี้เขาร่วงลงมาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอันดับที่ 25 ของโลก

Photo by www.nongfuspring.com

‘ดวงตาจักรวาล’ ของจีนจะกระตุ้นให้เอเลี่ยนบุกโลกหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641985

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.‘ดวงตาจักรวาล’ ของจีนจะกระตุ้นให้เอเลี่ยนบุกโลกหรือไม่จีนจ่อเปิด ‘ดวงตาจักรวาล’ หรือ FAST ให้ทั่วโลกได้ใช้ 1 เม.ย.นี้ โดยให้ต่างชาติเข้าใช้ได้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นเรื่องการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวว่ามีความเสี่ยง

ซินหัวรายงานว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ (FAST) เส้นผ่านศูนย์กลาง 500 เมตร ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีจานรับสัญญาณคลื่นวิทยุแบบจานเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมเปิดให้บริการแก่ทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติ (NAOC) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ซึ่งเป็นผู้ดูแลการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า (4 ม.ค.) นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจะสามารถทำการจองใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ส่วนตารางการจัดสรรเวลาจะออกมาภายในวันที่ 1 ส.ค.

เจียงเผิง หัวหน้าวิศวกรของกล้องฟาสต์จากหอสังเกตการณ์ฯ กล่าวว่าช่วงปีแรกของการเปิดให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้งานกล้องโทรทรรศน์นี้ จะมีการจัดสรรเวลาสำหรับการสังเกตการณ์ราวร้อยละ 10 ให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างชาติเจียงเสริมว่า “นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนก็ต้องจองใช้บริการทางออนไลน์ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เช่นกัน”

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์ฟาสต์ตั้งอยู่ในภูมิประเทศแบบคาสต์ที่ถูกกัดกร่อนเป็นแอ่งกลมลึกซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในมณฑลกุ้ยโจว และได้ชื่อว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตอบสนองเร็วที่สุดในโลก โดยเริ่มเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2020

ตอนที่ทางการจีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งนี้เมื่อเดือนกันยายน 2016 รายงานข่าวระบุว่ามันมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสัญญาณของสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยกล้องตัวล่าสุดนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โค่นแชมป์เก่าอย่างกล้องโทรทรรศน์อาเรซิโบในเปอร์โตริโก ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 ม. และเพิ่งจะพังทลายลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักหลังจากที่มีข่าวดังกล่าว สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับได้เตือนว่าวันหนึ่งมนุษย์อาจได้รับสัญญาณตอบกลับจากดาวดวงอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับดาวคล้ายโลก แต่เราต้องระวังสัญญาณตอบกลับดังกล่าวให้มาก

ฮอว์กิ้งเปรียบเทียบการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมล้ำหน้ากว่ามนุษย์เป็นครั้งแรกกับเหตุการณ์ที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผชิญหน้ากับ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเจ้าถิ่นมากนัก เพราะปรากฎว่าผู้มาเยือนกวาดล้างเจ้าถิ่นเดิมจนแทบเหี้ยน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮอว์กิ้งเตือนถึงอันตรายจากการติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยน เมื่อปีที่แล้วศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์เคยเตือนว่า สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่สามารถเข้าใจข้อความที่มนุษย์ส่งออกไป จะต้องมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่ามนุษย์นับพันปี หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะมีพลังมหาศาล และอาจมองเราเป็นเพียงของไร้ค่าไม่ต่างจากที่เรามองแบคทีเรีย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 ฮอว์กิ้งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เอเลี่ยนอาจจะกำลังตระเวนไปทั่วจักรวาลเพื่อปล้นแหล่งทรัพยากรของดาวดวงอื่น หรือเข้ายึดครองเป็นเมืองขึ้น

แม้จะพูดเตือนถึงอันตรายจากการติดต่อกับเอเลี่ยน แต่ใช่ว่าฮอว์กิ้งจะต่อต้านการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกเสียทีเดียว เพราะตัวเขาเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการค้นหาสัญญาณจากนอกโลกโดยตรวจค้นดวงดาวที่อยู่ใกล้เคียงกับโลกนับล้านดวงเพื่อหาสิ่งมีชีวิตไปเมื่อปี 2015 โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสมาคมแห่งลอนดอน ซึ่งเป็นที่ชุมนุมนักปราชญ์แห่งวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ดี การค้นเอเลี่ยนด้วยเทคโนโลยีเดิมๆ ก็มีปัญหาเชิงเทคนิคเหมือนกัน Scientific American รายงานการทดลองของนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์โดบาในอาร์เจนตินา เมื่อเดือนกันยายน 2020 เผยว่าแบบจำลองใหม่ที่จำลองการติดต่อระหว่างเอเลี่ยนในดาวต่างๆ ข้ามทางช้างเผือก ชี้ให้เห็นว่าการส่งสัญญาณวิทยุข้ามจักรวาลมีโอกาสสำเร็จน้อย ยกเว้นว่าในระบบของเราจะมีดาวเอเลี่ยนอยู่หนาแน่นและเอเลี่ยนเหล่านั้นมีอายุขัยยืนยาว 

ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ผลของการเปิดกล้องโทรทรรศน์ของจีนในครั้งนี้ว่าจะพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือไม่ แต่การที่จีนเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาร่วมใช้งานมันได้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความร่วมมือระหว่างจีนและชุมชนการวิจัยอวกาศระหว่างประเทศหยุดชะงักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามรายงานของ Time ระบุว่า สภาคองเกรสของสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายในปี 2011 ซึ่งห้ามไม่ให้นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนขึ้นสถานีอวกาศนานาชาติโดยอ้างถึงปัญหาด้านความมั่นคง

Photo by Handout / National Astronomical Observatories of the Chinese Academy of Sciences (NAOC) / NOEL CELIS / AFP

ระวัง! ยุโรปเตือนวัคซีนปลอมระบาดหลายประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642072

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 17:04 น.ระวัง! ยุโรปเตือนวัคซีนปลอมระบาดหลายประเทศสำนักงานตำรวจสหภาพยุโรปเตือนประชาชนระวังวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ปลอมซึ่งกำลังระบาดหนักในหลายประเทศ

Deutsche Welle สำนักข่าวเยอรมนีรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. สำนักงานตำรวจสหภาพยุโรป หรือยูโรโพลได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับวัคซีนปลอมที่จำหน่ายทางออนไลน์

โดย จาน ออบ เจน ออร์ท (Jan Op Gen Oorth) โฆษกยูโรโพลระบุว่าเนื่องจากขณะนี้มีความต้องการวัคซีนจำนวนมากกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมในหลากหลายรูปแปบบ รวมถึงการจำหน่ายวัคซีนปลอมผิดกฎหมาย หรือวัคซีนที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการขโมยสินค้าทางการแพทย์ เช่น ขวดใส่วัคซีน

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่อ้างว่าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สามารถรักษาหรือป้องกันโควิด-19 ได้

เพอร์เนตต์ บอร์ดิลลอน เอสตีฟ (Pernette Bourdillon Esteve) จากองค์การอนามัยโลกเผยว่ามีเว็บไซต์เถื่อนหลายพันเว็บไซต์ที่หลอกขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานและปลอมแปลง เนื่องจากประชาชนจำนวนากนิยมวินิจฉัยตัวเองและซื้อยารักษาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

โดยมีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนและโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบคอลัมน์ขายวัคซีนปลอมจำนวนมาก โดยอ้างว่ามาจากผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันวิทยาศาสตร์พร้อมเก็บข้อมูลของเหยื่ออีกด้วย

ขณะนี้องค์การอนามัยโลกทราบถึงปัญหาวัคซีนปลอมแล้วและมีการดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม พร้อมกล่าาวถึงประชาชนในยุโรปว่าไม่ควรตื่นตระหนกกับวัคซีนปลอมตราบใดที่ยังมีการแจกจ่ายวัคซีนที่มีมาตรฐานและอยู่ในการควบคุม และเน้นย้ำให้ประชาชนใช้วัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น

เอสตีฟยังเผยว่าแม้หลายครั้งที่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เพียงแต่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาอาการเจ็บป่วยได้ อย่างไรก็ตามบางผลิตภันฑ์ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

ทั้งนี้ วัคซีนปลอมอาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อองค์กรด้านสาธารณสุข แต่เอสตีฟเน้นย้ำว่าอันตรายใดๆ ที่เกิดจากวัคซีนปลอมไม่ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของวัคซีนที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากวัคซีนที่ได้มาตรฐานนั้นได้รับการรับรองถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากรอยเตอร์สว่ามีการหลอกขายวัคซีนทางอีเมล์ และการส่งข้อความออนไลน์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ

Photo by Joseph Prezioso / AFP

Bitcoin ลงแรงขึ้นแรง ทะลุ 35,000 ดอลล์หลังลงหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642079

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.Bitcoin ลงแรงขึ้นแรง ทะลุ35,000ดอลล์หลังลงหนักนักลงทุนเริ่มมั่นใจในคริปโตนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าราคาของมันจะค่อนข้างผันผวนในช่วงไม่กี่วันก็ตาม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) ทำมูลค่าพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งในวันพุธเพียงสองวันหลังจากราคาลงการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว

Bitcoin ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกพุ่งสูงถึง 6% มาอยู่ที่ 35,842 เหรียญสหรัฐซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ 34,792 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 3 มกราคมแต่หลังจากนั้นราคาร่วงลงมากถึง 17% ในวันที่ 4 มกราคม

มีการอ้างถึงปัจจัยหลายประการที่ทำให้ Bitcoin ราคาขึ้นมา เทรดเดอร์บางรายชี้ไปที่การคาดการณ์ราคาระยะยาวของ JPMorgan Chase & Co. ที่ระบุว่าราคาอาจจะสูงถึง 146,000 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่บางรายก็อ้างถึงบรรยากาศความเสี่ยงโดยรวมในตลาดการเงินทั่วโลกที่ทำให้ Bitcoin เป็นที่ต้องการมากขึ้น

“มันเป็นตลาดกระทิงที่ชัดเจนและราคาจะไม่ลดลง 30% ถึง 40% เหมือนในปี 2017” Vijay Ayyar หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท Luno ซึ่งแลกเปลี่ยนเงินคริปโตในสิงคโปร์กล่าว “ตลาดมีวุฒิมากขึ้นโดยมีผู้ซื้อรายใหญ่ โปรดทราบว่าเราอยู่ในช่วงกราฟพุ่งขึ้นและมันก็พุ่งขึ้นระดับท็อปจริงๆ ”

สถาบันและนักลงทุนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นตั้งแต่ Paul Tudor Jones ไปจนถึง Scott Minerd และ Stan Druckenmiller ได้เริ่มจัดสรรเงินเป็น Bitcoin หรือได้กล่าวว่าพวกจะเข้ามาลงทุนกับ Bitcoin

“การเก็บเกี่ยวทำราคาสูงขึ้นเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะว่านักลงทุนสายอนุรักษ์นิยมรายใหญ่สนใจที่จะลงทุนระยะยาว” Stephen Innes หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดระดับโลกของ Axi กล่าว “ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับยุคใหม่ของเทคโนโลยีบล็อคเชนที่ Bitcoin เชื่อมโยงกันอย่างมีเอกลักษณ์”

ในขณะที่บางคนโต้แย้งว่าสกุลเงินดิจิทัลช่วยเป็นการลงทุนในช่วงที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาที่ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลัง แต่คนอื่น ๆ กล่าวว่านักลงทุนรายย่อยและกองทุนปริมาณตามแนวโน้มกำลังทำให้ฟองสบู่ที่ไม่ยั่งยืน

“Bitcoin ดีกว่าในการเป็นทองคำมากกว่าทองคำคือการเป็นทองคำ” Anthony Scaramucci ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ SkyBridge Capital กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคาร ซึ่งหมายความว่าในช่วงเวลาที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่านักลงทุนจะวิ่งเข้าหาทองคำอันเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง แต่ตอนนี้เขาเห็นว่า Bitcoin พึ่งพาได้มากกว่าทองคำเสียอีก

Photo by Ozan KOSE / AFP

สหรัฐออกโรงปกป้องม็อบฮ่องกงหลังโดนกวาดจับครึ่งร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642062

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.สหรัฐออกโรงปกป้องม็อบฮ่องกงหลังโดนกวาดจับครึ่งร้อยว่าที่รมต.ต่างประเทศสหรัฐโวยฮ่องกงกวาดล้างฝ่ายค้าน มีชาวอเมริกันถูกจับด้วย

วันนี้ (6 ม.ค.) แหล่งข่าวเผยกับเอเอฟพีว่า จอห์น แคลนซี ทนายความประจำสำนักงานกฎหมายโห ซี ว่าย (Ho Tse Wai & Partners) ที่มีชื่อเสียงจากการดำเนินคดีด้านสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกันคนแรกที่ถูกจับกุมในฮ่องกงภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

โดยมีผู้พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายดังกล่าวในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของฮ่องกงยังได้จับกุมสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยรวมทั้งสิ้นราว 50 คนภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเช่นเดียวกัน

ส่งผลให้แอนโทนี บลินเคน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ภายใต้ฝ่ายบริหารของโจ ไบเดน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางการฮ่องกงโดยกล่าวบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

“การจับกุมผู้ประท้วงที่สนับสนุนประชาธิปไตยเป็นการทำร้ายผู้ที่สนับสนุนสิทธิสากล ฝ่ายบริหารไบเดน-แฮร์ริสจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในฮ่องกงและต่อต้านการปราบปรามประชาธิปไตยของจีน”

The sweeping arrests of pro-democracy demonstrators are an assault on those bravely advocating for universal rights. The Biden-Harris administration will stand with the people of Hong Kong and against Beijing’s crackdown on democracy. https://t.co/nSj8dr3OEg— Antony Blinken (@ABlinken) January 6, 2021

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP

WHO โวยจีนกลับคำไม่ให้ตรวจสอบโควิดในอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642058

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.WHO โวยจีนกลับคำไม่ให้ตรวจสอบโควิดในอู่ฮั่นทีมงานองค์การอนามัยโลกถูกจีนปฏิเสธไม่ให้เข้าตรวจสอบที่มาของไวรัสโคโรนาในอู่ฮั่น

บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ว่าทีมงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ต้องการตรวจสอบที่มาและการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในอู่ฮั่นถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศจีน โดยให้เหตุผลว่าไม่มีวีซ่า

ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่องค์การอนามัยโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ตอบตกลงแล้วในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่าจะให้องค์การอนามัยโลกเข้ามาตรวจสอบได้ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ หลังจากที่เจรจากันมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน

โดยเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าผิดหวังอย่างมากที่จีนไม่อนุญาตให้ทีมงานเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีทีมงาน 2 คนได้เริ่มเดินทางแล้ว และยังมีทีมงานคนอื่นๆ ที่เตรียมตัวจะเดินทางแต่พวกเขากลับได้รับแจ้งในนาทีสุดท้ายว่าไม่สามารถเดินทางไปได้

เบื้องต้นเกเบรเยซุสได้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเพื่อเน้นย้ำว่าภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญต่อองค์การอนามัยโลกและนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ มีการตรวจพบไวรัสโคโรนาครั้งแรกในมณฑลหูเป่ย เมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา โดยในตอนแรกเชื่อกันว่าตลาดขายสัตว์แปลกในอู่ฮั่นเป็นจุดที่ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน

อย่างไรก็ตามสาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสยังเป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าตลาดขายสัตว์แปลกและประเทศจีนอาจไม่ใช่ต้นตอของไวรัสโคโรนา

Photo by World Health Organization / AFP

เพนซ์ไม่เอาด้วย ปัดทรัมป์ยื้ออำนาจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642056

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 10:37 น.เพนซ์ไม่เอาด้วย ปัดทรัมป์ยื้ออำนาจทรัมป์ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับเพนซ์ในความพยายามพลิกผลการเลือกตั้งแต่กลับโดนปฏิเสธ

วันที่ 6 ม.ค. สภาคองเกรสของสหรัฐมีกำหนดประชุมเพื่อนับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งจากทุกรัฐ เพื่อรองรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ จะเป็นประธานการประชุมของรัฐสภาเพื่อตรวจสอบและลงมติรับรองผลการเลือกตั้งของคณะผู้เลือกตั้ง รวมทั้งประกาศชื่อว่าที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาค้านผลการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังได้โพสต์ลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวก่อนหน้านี้ว่า “รองประธานาธิบดีมีอำนาจที่จะปฏิเสธผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ทุจริต”

The Vice President has the power to reject fraudulently chosen electors.

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) January 5, 2021

โดยมีรายงานว่าทรัมป์อาจให้เพนซ์ซึ่งเป็นประธานในการประชุมนับคะแนนครั้งนี้ระงับการนับคะแนนออกไปก่อน

แต่ล่าสุดสำนักข่าวเอบีซี นิวส์รายงานว่า เพนซ์กล่าวกับทรัมป์ขณะรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันว่าเขาไม่มีอำนจที่จะพลิกผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าเขาจะเป็นประธานในการประชุมก็ตาม

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นโจ ไบเดน จะได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 306 คะแนนเสียง ขณะที่ทรัมป์จะได้รับ 232 คะแนนเสียง

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดส่งมอบตำแหน่งให้ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 20 ม.ค. ที่จะถึงนี้

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เปิดอาณาจักรยาแห่งซีพี กับดีลวัคซีนหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642028

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 08:30 น.เปิดอาณาจักรยาแห่งซีพี กับดีลวัคซีนหมื่นล้าน  เครืออาณาจักรธุรกิจของซีพีในแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงไม่พลาดที่จะดีลกับบริษัทวัคซีนที่กำลังมีอนาคตที่สุดรายหนึ่ง

1. ชื่อของบริษัท Sinovac คงคุ้นหูคนไทยกันโดยทั่วแล้วในฐานะหนึ่งในบริษัทที่ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลนำเข้ามาใช้ด้วย (2 ล้านช็อต) และวัคซีนของบริษัทนี้ถูกแจกจ่ายและทดลองฉีดในบางประเทศแล้ว เช่น ที่ตุรกีซึ่งมีระบุว่ามีประสิทธิภาพ 91% และตอนนี้อินโดนีเซียเริ่มฉีดให้ประชาชนทั่วไปแล้ว

2. มีข่าวว่าบริษัท Sino Biopharmaceutical ธุรกิจเวชภัณฑ์ของบริษัท CP Pharmaceutical Group ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงได้ถือหุ้น 15% มูลค่า 515 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 15,400 ล้านบาท ใน Sinovac Life Sciences ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการผลิตวัคซีนโคโรนาแวค (Corona Vac)

3. ถึงแม้จะเป็นบริษัทในกลุ่มซีพี แต่ CP Pharmaceutical Group หรือ CP Pharm คงมีน้อยคนที่จะคุ้นชื่อ บริษัทนี้มีฐานธุรกิจในจีนเป็นหลักมีชื่อในภาษาจีนว่า “เจิ้งต้า เจิ้งเย่า จี๋ถวน” (ซึ่ง CP Group เองในจีนรู้จักกันในชื่อกลุ่มบริษัทเจิ้งต้าหรือเจียไต๋) ซึ่งแปลว่ากลุ่มบริษัทเวชภัณฑ์เจิ้งต้า ก่อตั้งในช่วงทศวรรษที่ 1990

4. CP Pharm เน้นการวิจัยและพัฒนาเวชภัณฑ์โดยมีธุรกิจครอบคลุมด้านเภสัชกรรมการแพทย์สุขภาพและสาขาอื่นๆ มีบริษัทในเครือมากกว่า 20 บริษัท โดยบริษัทหลักของกลุ่มคือ Chia Tai Tianqing Pharmaceutical Group ที่เมืองซูโจว อยู่ในอันดับที่ 6 จาก 100 บริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรมเคมีและยาของจีนในปี 2019

5. หนึ่งในบริษัทในเครือที่สำคัญคือ Sino Biopharmaceutical หรือ Sino Biopharm ซึ่งตั้งเมื่อปี 2000 จดทะเบียนในฮ่องกงและมีฐานที่ปักกิ่งเป็นผู้ที่เข้าไปลงทุนกับ Sinovac และบริษัทนี้มีส่วนร่วมในการวิจัยพัฒนาผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์สำหรับการรักษาทางการแพทย์โรคตาตลอดจนยาจีนที่ทันสมัยและยาเคมีสำหรับการรักษาโรคตับอักเสบ

6. กลุ่มบริษัท CP Pharm มีฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับนานาชาติหลายแห่ง ในปักกิ่ง เมืองหนานจิง เมืองเหลียนหยุนกั่ง และที่อื่นๆ สถาบันวิจัยมีบุคลากรวิจัยและพัฒนา 3,000 คนซึ่งมากกว่า 63% จบปริญญาเอก, ปริญญาโท และตำแหน่งทางเทคนิคอาวุโส ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2019 คิดเป็นรายได้จากการขาย 11% ขึ้นไป

7. ผู้ก่อตั้งและประธานของ CP Pharm คือ “เซี่ยปิ่ง” (Tse Ping) และยังเป็นประธานผู้ก่อตั้ง Sino Biopharm ด้วย แต่ก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2015 แล้วยกตำแหน่งให้ลูกสาวคือ “เซี่ยฉีรุ่น” (Theresa Ping) ภายใต้การบริหารของบุตรสาวนี่เองที่พาบริษัทไปซื้อหุ้นของ Sinovac

8. เขาเป็นคนจีนแต้จิ๋ว เกิดเมื่อปี 1952 ที่เขตเฉิงไห่ (เถ่งไฮ่) เมืองซ่านโถว (ซัวเถา) มณฑลกวางตุ้งและญาติใกล้ชิดของ “เจ้าสัวธนินท์” แห่งเครือ CP บิดาของนายธนินท์ เจียรวนนท์ (เซี่ยกั๋วหมิน) คือ นายเอ็กชอ แซ่เจี๋ย (เซี่ยอี้ชู) ซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากซัวเถามาวางรากฐานอาณาจักรเจียไต๋ที่เมืองไทย

9. เซี่ยอี้ชูมีบุตรชายอีกคนคือ “เซี่ยเจิ้งหมิน” มีศักดิ์เป็นพี่ชายของนายธนินท์ เซี่ยเจิ้งหมินมีบุตรชายก็คือ “เซี่ยปิ่ง” ในขณะที่นายธนินท์สร้างอาณาจักรซีพีจากรากฐานของเจียไต๋จนรุ่งโรจน์ เซี่ยปิ่งต้องติดอยู่ในแผ่นดินใหญ่และใช้ชีวิตผ่านช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอันวุ่นวายในประเทศจีนช่วงทศวรรษที่ 60 – 70

10. จนกระทั่งหลังทศวรรษที่ 70 – 80 เมื่อจีนปฏิรูปเศรษฐกิจแล้ว เซี่ยปิ่งจึงได้ติดต่อกับสาขาของซีพีในฮ่องกงและได้ก่อตั้ง Sino Biopharm ขึ้น ซึ่งถือเป็นการแหกธุรกิของเครือตระกูลที่ตอนแรกเน้นที่อุตสาหกรรมเกษตร แต่ปรากฎว่าเขาพาบริษัทรุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ

11. ตระกูลเซี่ย (หรือเจี๋ย) สายของเซี่ยปิ่งกุมบังเหียน CP Pharm ตังแต่ตัวเขาในฐานะประธานา ตามด้วยบุตรสาวคือ เซี่ยฉีรุ่น หรือ Theresa Ping ในฐานะรองประธานมีดีกรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซีอีโอของบริษัทคือ “เจิ้งเสียงหลิง” หรือ Cheng Cheung Ling ซึ่งเป็นภรรยาของเซี่ยปิ่ง และกรรมการผู้จัดการคือ “เซี่ยเฉิงรุ่น” หรือ Eric Tse บุตรชายคนเล็กของบ้านจบจาก Wharton School เหมือนพี่สาว

12. นี่คือสาแหรกเครือญาติของซีพีที่แผ่ขยายไม่เฉพาะแค่ในไทยและจีนแต่กำลังจะขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลที่จะมากขึ้นหลังเข้าไปซื้อหุ้น Sinovac

13. เซี่ยฉีรุ่น หรือ Theresa Ping ประธานหญิงของ Sino Biopharm กล่าวหลังจากมีดีลกับ Sinovac ว่า “”Sino Biopharm มีความประสงค์ที่จะช่วยควบคุมการระบาดของโควิด -19 ให้เร็วขึ้นด้วยความพยายามร่วมกันกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการป้องกันด้านสาธารณสุขในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและทั่วโลกและขยายขอบเขตจากการมุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคไปจนถึงการจัดการสุขภาพวงจรชีวิตในที่สุด ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชนความปลอดภัยในชีวิตและแม้กระทั่งความเป็นอยู่ที่ดีของมวลมนุษยชาติ”

14. Sino Biopharma คาดว่าความต้องการวัคซีนโควิด -19 ทั่วโลกอาจอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านโดสในขณะที่กำลังการผลิตวัคซีนขององค์กรในจีนคาดว่าจะมีอย่างน้อย 2,000 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2021

15. การใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของกลุ่มการลงทุนของ Sino Biopharm จะช่วยให้ Sinovac สามารถขยายกำลังการผลิตวัคซีนได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการในการจัดหาจากจีนและทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

พนักงานทำงานจนตายเพื่อให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยมหาศาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642015

วันที่ 05 ม.ค. 2564 เวลา 21:41 น.พนักงานทำงานจนตายเพื่อให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยมหาศาลบริษัทเทคโนโลยีของจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งถึงการใช้งานพนักงานหนักเกินไปจนถึงแก่ชีวิต

แม้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่กำลังมาแรงในขณะนี้อย่าง Pinduoduo Inc. (พินตัวตัว) ที่หุ้นของริษัทครอบคลุมอาณาจักรอีคอมเมิร์ซมูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2020 มีมูลค่าทางการตลาดเติบโตเร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Alibaba และ JD.com

ส่งผลให้ผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง “โคลิน หวง” หรือ หวง เจิ้ง นั่งแท่นชายที่ร่ำรวยอันดับ 2 ของจีน แซงหน้านักธุรกิจคนอื่นๆ รวมถึงแจ็ค หม่า โดยมีความมั่งคั่งโดยรวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ก็ไม่วายหุ้นตกฮวบกว่า 6% และถูกชาวเน็ตจวกยับหลังจากที่พนักงานหญิงวัยเพียง 22 ปี เสียชีวิตขณะกำลังเดินทางกลับบ้าน และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไปของพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีของจีน

ตามรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าพนักงานคนดังกล่าวเริ่มงานกับ Pinduoduo ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 ทำงานมาได้ปีกว่าๆ จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2020 เวลาประมาณ 01.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เธอล้มลงขณะกำลังเดินกลับบ้านกับเพื่อนร่วมงานก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยทีมแพทย์ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมงในการเข้าช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้ชาวเน็ตออกมาต่อต้านบริษัท Pinduoduo และวิพากษ์วิจารณ์ถึงตารางงานที่ใช้งานพนักงานหนักเกินไป พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการสอบสวน

แฮชแท็กเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพนักงานคนดังกล่าวถูกพูดถึงกว่า 260 ล้านครั้งใน Sina Weibo แพลตฟอร์มออนไลน์คล้าย Twitter และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่ทาบริษัทออกมาโพสต์ข้อความว่าทุกคนจากสังคมชนชั้นล่างต้องแลกเปลี่ยนชีวิตของตัวเองเพื่อเงิน ก่อนที่ทางบริษัทจะออกมาขอโทษพร้อมกล่าวว่าข้อความดังกล่าวถูกโพสต์โดยไม่ได้รับอนุญาต

เบื้องต้นสำนักงานทรัพยากรบุคคลและประกันสังคมของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้จะส่งทีมสืบสวนไปยังบริษัท Pinduoduo เพื่อรวบรวมข้อมูลและสอบสวนชั่วโมงการทำงานของพนักงานและดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ โดยตารางงานของพนักงานในบริษัทด้านเทคโนโลยีในประเทศจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาหลายต่อหลายครั้งเนื่องจากเคยมีพนักงานบริษัทด้านเทคโนโลยีเสียชีวิตจากการทำงานหนักมาแล้ว

เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศจีนถึงตารางเวลาการทำงานที่เรียกว่า “996” คือการทำงานตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 21.00 น. เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์รวมถึงการทำงานล่วงเวลา กระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่างแจ็ค หม่า เจ้าของ Alibaba Group Holding Ltd. รวมถึงริชาร์ด หลิว นายใหญ่ของ JD.com ยังคงยืนยันการปฏิบัติตามความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง และยังเป็นกุญแจสำคัญในการกอบโกยความมั่งคั่งของตัวเอง