สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636573

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีนสหรัฐ-อินเดียตกลงร่วมมือทางทหารเตรียมรับภัยคุกคามจากจีน

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พร้อมด้วยมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เยือนนิวเดลีเพื่อเข้าพบเจรจากับสุพรหมัณนัม ไชยศังกร รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย และราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย

ปอมเปโอกล่าวว่า สหรัฐและอินเดียต้องร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากจีนซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและเสรีภาพ โดยวันนี้เป็นโอกาสใหม่สำหรับสองประเทศประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่อย่างสหรัฐและอินเดียจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น

โดยเรื่องที่เจรจากันในวันนี้เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่มาจากจีน รวมถึงการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของจีน

เอสเปอร์กล่าวว่า ขณะนี้ควรมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศเพื่อตอบสนองต่อการท้าทายของจีน และยึดมั่นในหลักการอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะลงนามในข้อตกลงทางทหารที่จะส่งผลให้อินเดียเข้าถึงดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลแผนที่ของสหรัฐเพื่อความแม่นยำในการขีปนาวุธและโดรน

ทั้งนี้ อินเดียมีข้อพิพาทกับจีนโดยความตึงเครียดในภูมิภาคกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งกองกำลังอินเดียเผชิญหน้ากับกองกำลังจีนที่ชายแดนหิมาลัยซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท

ในเดือนมิถุนายน ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นายจากการปะทะกับกองกำลังทหารจีน ส่งผลให้อินเดียต่อต้านจีนและผลักดันให้รัฐบาลอินเดียกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Photo by ADNAN ABIDI / POOL / AFP

ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636565

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 14:45 น.ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลายผลการวิเคราะห์เผยปี 2020 โลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์รวมถึงก๊าซเรือนกระจกเข้มข้นสูงสุด

ข้อมูลจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เปิดเผยว่า ในปี 2020 อุณหภูมิโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้ว่าจะไม่ใช่ปีที่มีสภาพอากาศเอลนีโญก็ตาม

โดยคาร์บอนบรีฟ เว็บไซต์ของสหราชอาณาจักรที่ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ภูมิอากาศ และพลังงาน ได้ทำการวิเคราะห์จากกลุ่มวิจัยต่างๆ 6 กลุ่มรวมถึงนาซา และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติที่รายงานบันทึกอุณหภูมิพื้นผิวโลก

การวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่านอกจากในปีนี้อุณหภูมิโลกจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้ยังพบว่าความเข้มข้นของก๊าซสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด

โดยเป็นผลมาจากจากการปล่อยก๊าซของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน, การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, เกษตรกรรมและปศุสัตว์ปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ รวมถึงควันจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งปล่อยก๊าซโอโซน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ส่งผลให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และ ไนตรัสออกไซด์ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในรอบ 2-3 ล้านปีเป็นอย่างน้อย

รวมไปถึงยังพบว่าน้ำแข็งในอาร์กติกละลายจนเหลือน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการลดลงของน้ำแข็งในฤดูร้อนนี้รุนแรงเป็นพิเศษและมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกมาก

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนที่เหลือยังมีโอกาสที่ลานีญาจะเกิดขึ้นในแปซิฟิกเขตร้อนซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกเย็นลง แต่ทั้งนี้จะเห็นผลในปี 2021 ให้มีแนวโน้มว่าในปี 2021 อุณหภูมิโลกจะต่ำกว่าในปีนี้

ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636547

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 12:17 น.ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลักชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบนานหลายเดือน รวมถึงการกำหนดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยมีประเทศออสเตรเลียและแคนาดาเป็นจุดหมายหลักของผู้ลี้ภัย

โดยในปีนี้มีชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยัง 5 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 181 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 141 คนในที่แล้ว และ 62 คนในปี 2018 โดยมีนักเคลื่อนไหวหลายคนรวมถึงนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมในระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้วขอลี้ภัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลในเดือนกันยายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังออสเตรเลีย 136 คนซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่มี 120 คน และในปี 2018 มีเพียง 50 คน

สำหรับประเทศแคนาดา ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังแคนาดา 25 คน โดยในปี 2019 และ 2018 มีเพียง 9 และ 2 คนตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผู้ขอลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ อีก อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และนิวซีแลนด์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงกี่คนที่ประสบความสำเร็จในการขอลี้ภัย

รวมถึงยังมีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวันและสหราชอาณาจักรด้วยวิธีการทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีคู่สามีภรรยาที่เข้าร่วมการประท้วงเมื่อปีที่แล้วได้รับการยอมรับจากแคนาดาในฐานะผู้ลี้ภัย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีนักศึกษาที่ถูกตั้งข้อหาก่อจลาจลได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยในเยอรมนี

วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636493

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมันวิจัยชี้ภายในปี 2024 ต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าจะเท่ากับรถใช้น้ำมัน ขณะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศกำลังเฟื่องฟู

งานวิจัยโดยธนาคารยูบีเอส ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า จากการวิเคราะห์รายละเอียดของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด 7 แห่ง พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าอาจมีราคาเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2024 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่มีราคาถูกลง

โดยในปี 2022 ส่วนต่างในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ใช้น้ำมันจะลดลงเหลือเพียง 1,900 เหรียญสหรัฐ หรือราว 60,000 บาทต่อคัน และต้นทุนในการผลิตรถยนต์ทั้งสองจะเท่ากันภายในปี 2024

นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายเลี่ยงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพราะแบตเตอรี่มีราคาแพง ซึ่งราคาแบตเตอรี่คิดเป็น 1ใน4 ถึง 2ใน5 ของราคารถทั้งคัน

แต่ยูบีเอสคาดว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐหรือราว 3,000 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง รวมถึงปัจจัยด้านเทคโนโลยีอื่นๆ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่ำลง

การลดต้นทุนแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วทำให้คาดว่าผู้คนจะสามารถเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหภาพยุโรปและจีนกำลังเฟื่องฟู

แมตเธียส ชมิดต์ นักวิเคราะห์รถยนต์คาดการณ์ว่าในปีนี้ สหภาพยุโรปจะสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ถึง 1 ล้านคัน จากตลาดรถยนต์ทั้งหมด 11 ล้านคัน

นอกจากนี้ยูบีเอสยังประเมินส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า โดยระบุว่าภายในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าจะครองส่วนแบ่งการตลาด 17% และในปี 2030 อาจมีส่วนแบ่งถึง 40% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก

ในนาม “ประชาธิปไตย” สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636512

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 21:39 น.ในนาม "ประชาธิปไตย" สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้จริงหรือไม่ที่สหรัฐยืมมือองค์กรที่เหมือนจะเป็นอิสระเพื่อที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ แล้วเปลี่ยนรัฐบาลให้ตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐ

เมื่อปี 1984 หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ฉบับวันที่ 20 มิถุนายนได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งชื่อว่า “กองทุนตัวปัญหาที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีประชาชน” บทความนี้เริ่มต้นด้วยการบอกว่า “หากจะมีใครสักคนต้องการจะตั้งกลุ่มขึ้นมาสักกลุ่มที่จะช่วยออกเงินให้พวกเขาไปเที่ยวต่างประเทศ ได้คลอเคลียกับผู้นำต่างประเทศ และสนับสนุนขบวนการทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และถึงแม้ว่าจะใช้เงินสาธารณะ พวกเขายังสามารถปกปิดข้อมูลและไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยตรง … แล้วตั้งชื่อเสียสวยหรูอย่างกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย”

กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ก็คือ National Endowment for Democracy เป็นองค์กรกึ่งภาครัฐที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรสเพื่อนำเงินนั้นไปสนับสนุนองค์กรเอกเช่นเช่น เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะดี

แต่บทความข้างต้นติติงว่า “กลุ่มนี้มอบเงินบริจาคให้กับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่อย่างการส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก มันยิ่งใหญ่เสียจนไม่มีใครกล้าตรวจสอบว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นอย่างไร แถมกองทุนนี้ยังรับประกันด้วยว่าเงินบริจาคที่ให้ไปจะไปถึงมือองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ แรงงาน และนักการเมือง ทุกๆ คนมีส่วนกับผลประโยชน์นี้ หากมีใครคัดค้าน คนๆ นั้นจะถูกเตือนให้ระลึกถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของกองทุนนี้”

บทความนี้อาจเตือนให้เราระมัดระวังกับขบวนการ/องค์กรที่ชูธงประชาธิปไตย เพราะในฉากหน้านั้นพวกเขาอาจเรียกร้องประชาธิปไตยก็จริง แต่ในฉากหลังอาจเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่หลบอยู่หลังคำว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำที่สูงส่งเสียจนไม่มีใครกล้าที่จะตรวจสอบ

เพราะหากมีใครสักคนตั้งคำถามกับขบวนการประชาธิปไตย แม้ว่ามันจะอื้อฉาวแค่ไหนก็ตาม คนๆ นั้นเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่าเป็น “เผด็จการ”

National Endowment for Democracy หรือ NED ถูกกล่าวหามานานนับสิบปีแล้วว่าอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทางการเมืองของหลายๆ ประเทศ โดยดำเนินการสนับสนุนทางการเงินให้ขบวนการเอกชนในหลายประเทศที่มีการปกครองที่ “ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญอีกที่ประเทศเหล่านั้นมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ

ดังนั้นแม้ว่า NED “อาจจะ” ทำงานเพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ปละองค์กรที่รับเงินจาก NED มากจะทำเพื่อประชษธิปไตนโดยไม่หวังผลอะไร แต่มันยังมีเงื่อนงำทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้มากจนอดคิดไม่ได้ว่ากิจกรรมของ NED ไม่เป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจ

ปัญหาเรื่องความบริสุทธ์ใจถูกหยิบยกมาพูดถึงตั้งแต่ที่ NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน โดยสื่อในสหรัฐเองที่ชี้ให้เห็นง่าองค์กรที่รับเงินจากรัฐบาลจะสามารถสร้างประชาธิปไตยในประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะการสนับสนุนประชาธิปไตยควรเป็นกิจกรรมระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกัน NED จึงเป็นแค่เครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์เสียมากกว่า

หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ มันอาจจะเป็นเงินตอบแทนให้องค์กรที่รัฐบาลสหรัฐชักใยอยู่เบื้องหลัง

ทำไมชวนให้คิดแบบนั้น?

ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีรอนัลด์ เรแกนจากพรรครีพับลิกัน และเรแกนมีจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าวในเรื่องการใช้ประชาธิปไตยเป็นธงนำกำจัดศัตรูของสหรัฐ แนวคิดแบบนี้เรียกว่า “ลัทธิเรแกน” (Reagan Doctrine)

หลักการลัทธิเรแกนก็คือการที่สหรัฐจะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “ประชาชน” ในประเทศต่างๆ เพื่อลุกฮือต่อต้าน “ฝ่ายเผด็จการ”

เราต้องทำความเข้าก่อนว่า “ฝ่ายเผด็จการ” ในที่นี้อาจไม่ใช่เผด็จการจริงและ “ประชาชน” ในที่นี้ก็อาจไม่ใช่ประชาชนที่เป็นพลังบริสุทธิ์ เพียงแต่ “ฝ่ายเผด็จการ” คือฝ่ายที่ขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ และ “ประชาชน” คือฝ่ายที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์

เผด็จการที่เรแกนต้องการทำลายคือพวกสหภาพโซเวียตและสมุนโซเวียต ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับโซเวียตก็ถือเป็นนักสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพกับเขาด้วย

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุนเงินและอาวุธแก่กลุ่มติดอาวุธคอนทรา (Contra) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาที่ต่อต้านรัฐบาลฝ่ายซ้ายซันดินิสต้า (Sandinista) หรือพรรค FSLN ในนิคารากัว เพราะรัฐบาลซันดินิสต้าสนับสนุนขบวนการฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาอันจะเป็นอันตรายต่ออิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้

รัฐบาลซันดินิสต้ามีการกระทำที่บั่นทอนสิทธิเสรีของประชาชนเฉกเช่นรัฐบาลคอมมิวนิสต์/สังคมนิยมโดยทั่วไป แต่กลุ่มคอนทราที่เป็นมือเป็นไม้ให้รัฐบาลสหรัฐมีการกระทำที่ทารุณยิ่งกว่า มีการโจมตีประชาชนในเขตชนชทที่เป็นฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้าย มีทั้งการฆ่า ข่มขืน และทรมานเพื่อบีบให้คนเหล่านี้กลัว

เราจะเห็นได้ว่าในนามของประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยม รัฐบาลสหรัฐสามารถทำเรื่องที่ “อั๊กลี่” ได้ถึงขนาดนี้

เกรก แกรนดิน (Greg Grandin) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาตร์ชาวอเมริกันถึงกับบอกว่า “สิ่งที่คล้องจองกับอุดมคตินิยมที่ได้รับการยอมรับจากพรรครีพับลิกัน … จึงเป็นความหวาดกลัวทางการเมือง ในสงครามสกปรกที่สกปรกที่สุดในละตินอเมริกา ศรัทธาของพวกเขาในภารกิจของอเมริกาสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารโหดในนามของเสรีภาพ “

ปฏิบัติการในนิคารากัวเป็นปฏิบัติการปกปิด แต่มีข้อมูลหลุดออกมาสู่สาธารณชนจนสภาคองเกรสสั่งให้รัฐบาลเรแกนหยุดการกระทำนี้ในปี 1984 แต่เรแกนยังแอบทำลับๆ ต่อไป

ด้วยลัทธิเรแกน สหรัฐจึงสามารถบั่นทอนฝ่ายสหภาพโซเวียตลงทีละน้อยๆ จนกระทั่งโลกหลังม่านเหล็กพังทลายลงอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น

แต่ปฏิบัติการในนิคารากัวยังไม่จบลง ในสงครามครั้งก่อนสหรัฐ CIA ในปฏิบัติการลับสนับสนุนพวกคอนทรา ทุกวันนี้สหรัฐกลับไปที่นิคารากัวอีกครั้ง โดยไม่ได้ใช้องค์การที่อันตรายอย่าง CIA และไม่ใช่ปฏิบัติการลับที่อื้อฉาว เพราะพวกเขาใช้ NED เป็นเครื่องมือ

นั่นก็เพราะสหรัฐยังกำจัดพวกฝ่ายซ้ายในนิคารากัวคือพวก FSLN ไม่ได้ พวกนี้ยังกุมการเมืองและศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่เอาไว้ ในระยะหลัง NED จึงทุ่มเงินส่งเสริมขบวนการเยาวชนคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย (ที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ) และสอนให้ “โค่นล้มเผด็จการ” ทั้งๆ ที่พรรค FSLN ชนะเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังมาทุกครั้ง

อันที่จริงแล้วในช่วงสงครามคอนทรา NED ก็เคลื่อนไหวในนิคารากัวอยู่แล้ว ขณะที่ CIA ช่วยปฏิบัติการลับที่เน้นการเข่นฆ่าและทารุณประชาชน NED ก็ทำหน้าที่เหมือนช่วย “ฟอกขาว” ให้ฝ่ายคอนทรา จากบทความวิชาการเรื่อง “นิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัย” เผยว่า NED ให้เงินช่วยเหลือหนังสือพิมพ์ La Prensa ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพวกคอนทราเป็นเงินถึง 250,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินที่สูงมากแม้แต่ในยุคนี้

งานของ La Prensa ก็คือการล้างภาพที่โหดร้ายของพวกคอนทราและสร้างภาพที่ชั่วร้ายของรัฐบาล บทความเรื่องนิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัยบอกว่า “เงินทุนเข้าไปบงการความคิดเห็นของประชาชน โดยมีการจัดฉากเหตุการณ์เพื่อสร้างข่าวเท็จและเรื่องเล่าที่อาจบั่นทอนการสนับสนุนของสาธารณชนต่อการปฏิวัติซันดินิสตา”

เมื่อรบกันตรงๆ ไม่ได้ NED จึงไม่ได้ใช้วิธีฟอกขาวให้กลุ่มก่อการร้ายในนามประชาธิปไตยอเมริกันอีก แต่พวกเขาใช้แท็คติก “ย้อมดำ” เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นพวกที่ชั่วร้ายในสายตาชาวโลก

สิ่งที่ NED ทำจึงไม่ใช้ปฏิบัติการปิดลับ แต่เป็นองค์กรที่โปร่งใสมากๆ เราจะพบว่า NED ให้เงินสนับสนุนใครบ้าง ประเทศไหนบ้าง กิจกรรมแบบใดบ้าง และองค์กรที่รับเงินจาก NED ก็เปิดเผยที่มาของเงินอย่างโปร่งใส

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ NED เป็นองค์กรที่ส่งเสริมประชาธิปไตย เสาหลักของระบอบประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนการมีสวนร่วมของประชาชน, ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ หากองค์กรที่เป็นปากเสียงให้ประชาธิปไตยไม่ทำตามหลักการนี้ก็เท่ากับทรยศหลักการตัวเอง

แต่ “ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ฉันใด องค์กรที่เป็นประชาธิปไตยและตรวจสอบได้มากเท่าไร คนก็ยิ่งเกรงใจจนไม่กล้าตั้งคำถามกับองค์กรนั้น เหมือนกับบทความของ Wall Street Journal ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่ข้อสังเกต มันเป็นข้อเท็จจริงได้เลยด้วยซ้ำ อัลเลน ไวนสไตน์ (Allen Weinstein) ผู้ร่วมก่อตั้ง NED เคยบอกเองว่า “หลายสิ่งที่เราทำในวันนี้เราเคยทำอย่างลับๆ เมื่อ 25 ปีก่อนโดย CIA ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือเมื่อทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างเปิดเผย โอกาสที่จะล้มเหลวก็ใกล้เคียงกับศูนย์ การเป็นองค์กรเปิดคือสิ่งที่ปกป้องตัวมัน (NED) เอง”

ดังนั้น NED จึงไม่ใช่องค์กรที่ไร้ข้อครหา เพราะมันเป็นด้านสว่างของ CIA นั่นเอง

คำถามก็คือ หากองค์กรหนึ่งรับเงินสนับสนุนจาก NED แล้วเกิดมีบทบาทในการชี้นำประเทศขึ้นมา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโรดแมปที่ชี้นำประเทศนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงๆ มิใช่มีนัยซ่อนเร้นเพื่อเอื้อกับประเทศเจ้าของเงินสนับสนุนองค์กรนั้น?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Sue Gerrits/AFP

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636510

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 19:31 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอัพเดทความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งสหรัฐ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกคนต่อไป เกิดอะไรขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและเริ่มต้นสัปดาห์นี้?

1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา พร้อมกล่าวว่าการออกมาลงคะแนนด้วยตนเองปลอดภัยกว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์

2. ทรัมป์เดินสายลงพื้นที่หาเสียงในรัฐนอร์ทแคโรไลนา, โอไฮโอ และวิสคอนซิน ท่ามกลางความกังวลใจของผู้เชียวชาฐด้านสาธารณสุขว่าอาจเกิดเหตุการณ์ Super Spreader ในขณะที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ขณะที่ทีมงานของทรัมป์ยืนยันเรื่องความปลอดภัย

3. โจ ไบเดน หาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนีย ในรูปแบบ Drive-in เพื่อเว้นระยะห่างและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

4. ไบเดนเสนอยุทธศาสตร์ชาติเพื่อนำหน้าไวรัส โดยระบุว่าหากชนะเลือกตั้งจะมีการฉีดวัคซีนฟรีให้แก่ชาวอเมริกันทุกคน ในทันทีที่มีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และจะมุ่งมั่นควบคุมการแพร่ระบาดของโรค พร้อมกล่าวโจมตีทรัมป์ในการรับมือกับโรคโควิด-19

5.  ข้อมูลจาก U.S. Elections Project เผยผลการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าที่คูหา ริพับลิกันมีคะแนน 39.8% ส่วนเดโมแครต 37.9% และผลการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ รีพับลิกันมีคะแนน 37.3% และเดโมแครต 45.8%

6. Lincoln Project ติดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เมืองนิวยอร์ก โดยเป็นภาพของอิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย พร้อมตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาทั้งในนิวยอร์กและทั่วประเทศ และข้อความว่า “ชาวนิวยอร์กจะต้องทุกข์ทรมาน ซึ่งนั่นเป็นปัญหาของพวกเขา”

7. ภายหลังมาร์ก คาโซวิตซ์ ทนายความของทั้งคู่ยื่นจดหมายขู่ฟ้องเรียกค่าเสียหายและขอให้นำป้ายโฆษณาออกทันที แต่ทาง Lincoln Project ยังคงไม่ยอม

8. รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ลงพื้นที่หาเสียงรัฐแคโรไลนา แม้มีการยืนยันว่า มาร์ค ชอร์ต หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรองประธานาธิบดีติดโรคโควิด-19 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย 

9. ขณะที่เดวิน โอมัลลีย์ โฆษกรองผู้นำสหรัฐยืนยันว่าได้รับการอนุมัติจากคณะแพทย์แล้ว และโรเบิร์ต โอไบรเอน ทำปรึกษาด้านความมั่นคงยืนยันว่า เพนซ์ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสาธารณสุข และกำลังทำหน้าที่สำคัญในการหาเสียง

10. กมลา แฮร์ริส หาเสียงที่รัฐมิชิแกนโดยวิพากษ์วิจารณ์เพนช์ที่ออกมาหาเสียงและไม่ทำการกักตัว

11. มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์และการลงคะแนนล่วงหน้าด้วยตนเองแล้วกว่า 59 ล้านคน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 57 ล้านคน เนื่องจากความกังวลต่อการระบาดของโรคที่มีรายงานผู้ติดเชื้อมากกว่า 8.5 ล้านคนทั่วประเทศและมีผูเสียชีวิตเกือบ 225,000 คน

12. ดาราและนักร้องอเมริกันหลายคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเชิญชวนให้ชาวอเมริกันออกมาเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น เทย์เลอร์ สวิฟต์, มารายห์ แครี, จาแนลล์ โมเน่, เบลล่า ฮาดิด และฮาลซีย์

จีนเอาจริง! คว่ำบาตรบริษัทสหรัฐส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636497

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น.จีนเอาจริง! คว่ำบาตรบริษัทสหรัฐส่งออกอาวุธให้ไต้หวันจีนประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 26 ตุลาคม จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน, บริษัทโบอิ้ง และบริษัทอื่นๆ ในสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธให้แก่ไต้หวัน

จ้าว เรียกร้องให้สหรัฐยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันโดยอ้างว่า บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน, โบอิ้ง และเรย์เธียน บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐมีส่วนร่วมในการขายขีปนาวุธมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้

มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและจะมีผลบังคับใช้ต่อผู้ที่ประพฤติมิชอบในกระบวนการขายอาวุธให้ไต้หวัน

“เราจะดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นต่อไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” จ้าวกล่าว

โดยประเทศจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของตนและจะใช้กำลังตอบโต้หากไต้หวันเคลื่อนไหวในการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าได้อนุมัติการขายระเบิดขีปนาวุธ 135 ลูก, ยานลาดตระเวน MS-110 6 ลำ และเครื่องยิงจรวด M142 11 เครื่อง รวมมูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการรบ

ทั้งนี้ จีนได้คว่ำบาตรบริษัทล็อกฮีด มาร์ตินไปแล้วก่อนหน้านี้จากการขายอาวุธให้ไต้หวัน

Photo by GREG BAKER / AFP

พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636428

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.พช.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนารามฯเมืองกรุงเก่ากรมการพัฒนาชุมชนถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา  ได้เงินบำรุงพระพุทธศาสนา กว่า 4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตามที่ได้ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2563 ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัดต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.)กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,209,805 บาท ในการนี้ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้ากองกฐินเพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม “ลมาอมบุญนิธิ” ที่สร้างมานานเกือบร้อยปี ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก

สำหรับ ประวัติและความเป็นมาของ วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุตนิกาย เดิมชื่อวัดเสื่อ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาพร้อมพระราชวังจันทรเกษม ที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกในยามเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา ตัววัดสร้างขึ้นด้านหลังเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมและได้กลายเป็นวัดร้างไปคู่กันเมื่อกรุงศรีแตกใน พ.ศ. 2310 จวบจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษและโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นประธานในการบูรณะวัดเสื่อจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2406 โดยพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่าวัดเสนาสน์แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายธรรมยุตนิกาย สถาปัตยกรรมงดงามภายในวัดที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยา หน้าบันไม้แกะสลักปิดทอง มีพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปพระมหามงกุฏ บ่งบอกว่าพระองค์เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมและภาพพระราชพิธีเดือนสิบสองที่วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระประธานในพระอุโบสถ คือ พระสัมพุทธมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยลงรักปิดทองศิลปะสมัยอยุธยา ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้วยอดพระมหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษรขอมจารึกไว้

ถัดมาคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสมัยอยุธยาที่นำศิลามาเรียงต่อกันแล้วแกะสลักยาว 14.2 เมตร ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มาจากวัดมหาธาตุ และยังมีพระวิหารพระอินทร์แปลง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด 5 ห้อง กว้าง 2.5 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบหน้าบันและเครื่องประดับเป็นปูนปั้น มีประตูด้านหน้า 2 ประตู ตอนกลางระหว่างประตูมีหน้าต่าง 1 บาน หน้าต่างด้านข้างด้านละ 4 บาน บานสุดท้ายทางด้านหลังทำเป็นประตูออกข้างผนังด้านหลังติดต่อกับวิหารพระพุทธไสยาสน์ จึงเป็นผนังทึบด้านหน้ามีมุข สร้างสกัดหน้า ทำช่องซุ้มโค้งเป็นประตูหน้าต่าง ทุกซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นถอดพิมพ์ บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนสีลายทวารบาล พื้นปูหินอ่อน ยกพื้นขึ้นเป็นอาสนสงฆ์ เพดานปิดทองลายฉลุ รูปดาวล้อมเดือน ตรงกลางผนังด้านหลังสร้างเป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ตอนหน้าของห้องสร้างเรือนแก้ว ประดิษฐาน “พระอินทร์แปลง” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง หล่อด้วยโลหะสำริดปางมารวิชัย และพระสาวกยืนถวายสักการะอยู่ทั้ง 2 ข้าง สามารถเดินชมเสนาสนะและงานพุทธศิลป์ต่าง ๆ ได้ทั่วบริเวณวัด เช่น ซุ้มศรีมหาโพธิ์ ธรรมาสน์หินปิดทอง 2 แท่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังตำนานพระอินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิถีชีวิตผู้คนวัดในสมัยรัชกาลที่ 4

ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต) มี พระเทพมงคลโสภณ (โสภณ ปญฺญาโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพมงคลโสภณ โกศลวิหารกิจ นิวิฐธรรมสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วัดเสนาสนารามเป็นคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/636391

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:05 น.คุณูปการ“สถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อข้าพเจ้าโดย อุทัย มณี    

****************

ผู้เขียนเคยเขียนเตือนในขณะที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังกรุ่น ๆ อยู่แล้วว่าระวัง วัฒนธรรมสองขั้วปะทะสองความคิด คือ ความคิดของคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่มองว่า วิกฤติความคิดวัฒนธรรมกำลังถูกท้าทาย หนึ่ง คนรุ่นใหม่ กำลังหมดศรัทธากับวัฒนธรรมแบบเดิมของไทย สองคนรุ่นเก่า มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังทำลาย สิ่งที่มีอยู่เดิมของสังคมไทย

สุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ถูกสอนให้เชื่อในความดี และ การเห็นแบบอย่างที่ดีของคนที่สังคมประทับตราให้ว่าเป็นคนดี เราจึงมีแบบอย่างที่ดีให้เจริญรอยตามตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงภักดีทั้งในสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์

ผู้เขียน“มาจากคนยากจนชีวิตติดลบ”เรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่ก่อตั้งริเริ่มและผลักดันโดย “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามป่าเขา ถิ่นทุรกันดาร รสชาติความอดอยาก ความหิวโหย ในยุคผู้เขียนเป็นเด็กคนเมืองไม่เคยรับรู้

ทุกปีในเทศกาลวันเด็กซึ่งมีของเล่นและเสื้อผ้ามือสอง วันนั้นคือ วันที่พวกเรามีเสื้อผ้าใหม่ใส่กัน ชื่อที่ปักไว้บนเสื้อที่พวกเราสวมใส่ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนสวมใส่ตรงกับตัวจริงสักคน

หลังสมเด็จย่าสวรรคต “สมเด็จพระเทพฯ” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระองค์ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด จากสมเด็จย่า เจริญรอยตามดูแลเยี่ยมชมโรงเรียน ตชด.ทั่วประเทศ

ด้วยพระบารมีของพระองค์ ปัจจุบันโรงเรียน ตชด.ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งทุนให้นักเรียนได้ศึกษาต่อทั้งการรับราชการเป็นครุทายาทพระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้พวกเรา

อันนี้คือ พระคุณที่ผู้เขียนได้รับจากสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังจบประถม 6 บวชเรียนเร่ร่อนอยู่หลายวัดหลายจังหวัด สุดท้าย มาอยู่วัดอรุณราชวรารามและวัดสังกระจายวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ทั้งสองวัดก็เป็นวัดหลวง อยู่ภายในการอุปถัมภ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก้าวแรกที่เหยียบบนพื้นหินอ่อนก็เป็นสถาบันที่สถาปนาโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ องค์รัชกาลที่ 5

หากไม่มีพระองค์ท่านที่ทรงเห็นคุณค่าของพระภิกษุ-สามเณร เด็กยากจนขาดโอกาสแบบผู้เขียน ทุกวันนี้ก็คงไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้เขียนจึงภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา มีอยู่ มีกินทุกวันนี้ ก็เพราะทั้งสองสถาบันแห่งนี้มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริม

ส่วนใครจะคิดอย่างไรถือว่าเป็นสิทธิ ไม่โกรธหรือต่อว่ากัน เพราะสิ่งที่ได้รับไม่เหมือนกัน

และคิดว่า เรื่องราวที่บานปลายทุกวันนี้ คนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ต้องหัดปล่อยวางและโทษตัวเองให้เป็นบ้าง..มองคนรุ่นใหม่แบบลูกหลาน ที่จะต้องรับภาระนำพาประเทศชาตินี้ต่อไป

ขอบคุณภาพ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/635388

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 18:53 น.มหัศจรรย์งานจุลกฐิน วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้วโดย สมาน สุดโต

***************

งานจุลกฐิน ประเพณีที่หาคนประกอบการได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่กำลังความสามัคคีของชุมชนที่มีเวลาทำงานเพียง 1 วัน และการวางแผนงานที่ต้องติดตามใกล้ชิดเป็นเดือน แต่ได้เกิดขึ้นแล้วที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ตำบลตู อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2563  เพราะได้ผู้นำ ผู้อุปถัมภฺ์และคนวางแผนที่ดี ประกอบกับชุมชนสามัคคี

วัดพระธรรมวรนายกโนนแต้ว อายุ 12 ปี สร้างในนามพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา บนที่ดินที่เคยเป็นป่าช้ามาก่อน ผู้ที่ให้การอุปถัมภ์จุลกฐิน คือ มูลนิธิวีระภุชงค์ ที่วินัย วีระภุชงค์ เป็นประธาน ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มี สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยสมาชิกชมรมอีกจำนวนหนึ่ง

สุภะชัย วีระภุชงค์ นักธุรกิจระดับอินเตอร์ ที่ไม่เคยละเลยพระพุทธศาสนา นอกจากเรียนรู้พระธรรมคำสอนแล้วยังเป็นนักปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ได้กล่าวว่า ขมรมโพธิคยา อุปถัมภ์งานจุลกฐิน เพราะต้องการสานเจตนารมณฺ์หลวงพ่อพระธรรมวรนายก ที่ต้องการรักษาโบราณประเพณีไม่ให้สูญหาย และได้รับความร่วมมือจาก ดร.สายพุทธศาสนา 2 สาว คือ ดร.อัจ และ ดร.โอ ช่วยวางแผนตั้งแต่หาพันธุ์ฝ้ายมาปลูกเป็นต้น

ดร.อัจฉราวดี กล่าวว่า การได้พันธุ์ฝ้ายมาปลูกที่โนนแต้ว บนพื้นที่ 1 งานเศษ ก็ได้รับความอุปถัมภ์จากผู้มีประสบการณ์ โดยมอบเมล็ดพันธุ์ที่ให้ปุยฝ้ายเป็นสีกรัก นำมาปลูกในวันวิสาขบูชา เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน 2563 และนำมาใช้ในการทำพิธีจุลกฐินวันที่ 11-12 ตุลาคม

งานจุลกฐินที่ต้องทำให้เสร็จใน 1 วัน เริ่มนับเมื่อนำปุยฝ้ายมาผ่านกรรมพิธีต่างๆ เช่น หีบฝ้าย ดีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ทำเป็นเส้นด้ายแล้วนำเข้ากี่เพื่อทอเป็นผ้าผืน เพื่อไปตัดเป็นจีวร สังฆาฏิ หรือ ผ้าสบง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อถวายเป็นผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผืนผ้านั้น เป็นอุปกรณ์โบราณที่คนในชนบทสมัยก่อนใช้ในการทอผ้าใช้เอง ใครที่ได้เห็นก็พากันอัศจรรย์ เช่น เครื่องปั่นด้าย ที่มหาตมะคานธี ใช้จนเป็นโลโก้ ประจำตัวมหาบุรุษท่านนี้ คนไทยโบราณก็ใช้เป็นเรื่องปกติ

พระธรรมวรนายก ประธานสงฆ์กล่าวว่า คำว่ายุ่งเหมือนจุลกฐินนั้น นำมาใช้ที่วัดโนนแต้วไม่ได้ เพราะที่นี่ชุมชนมีความสามัคคี มีจิตอาสา ทำงานตามหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ทุกอย่างจึงราบรื่น เป็นไปตามเจตนารมณ์ ท่านเห็นแล้วมีความพึงพอใจถึง 90%  ส่วนบริวารกฐิน หรือปัจจัยถวายวัดนั้น สถาบันโพธิคยา พร้อมทั้งสมาชิกมูลนิธิวีระภุชงค์ รวบรวมได้ 2 ล้านบาทเศษ ได้ถวายสงฆ์ ซึ่งทางวัดจะนำไปใช้ในการถก่อสร้างเสนาสนะที่ขาดเหลือต่อไป

งานอัศจรรย์จุลกฐินครั้งแรกที่วัดพระธรรมวรนายก โนนแต้ว ปักธงชัยสำเร็จเสร็จเรีบยร้อยลุล่วงลงด้วยดี ซึ่งได้รับการอนุโมทนาจากทุกฝ่าย….สาธุ