รวยแค่ไหนก็ไม่รอดคุก ส่องคดีคนรวยฝั่งสหรัฐที่หนีเงื้อมมือกฎหมายไม่พ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629260

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 21:40 น.รวยแค่ไหนก็ไม่รอดคุก ส่องคดีคนรวยฝั่งสหรัฐที่หนีเงื้อมมือกฎหมายไม่พ้นเปรียบเทียบเคสต่างประเทศ ถ้าคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดที่เมืองนอก ยังจะรอดทุกข้อกล่าวหาอยู่ไหม  

เมื่อกระบวนการยุติธรรมให้ผลออกมาในรูปแบบที่ค้านสายตาประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้กระทำผิดมีฐานะ หรือมีเส้นสายใหญ่โตในประเทศ ที่มักจะไม่ถูกดำเนินคดี ก็ไม่แปลกที่คนในสังคมไทยจะตั้งคำถามว่า “หรือว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น” ส่วนต่างชาติก็มองว่าความยุติธรรมที่บิดเบี้ยวเป็นผลของการคอร์รัปชั่น และใช้อำนาจในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่

เมื่อเป็นแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากคดีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดในต่างประเทศ เขาจะรอดทุกข้อกล่าวหาหรือไม่

ตัวอย่างของคดีอื้อฉาวระดับโลกที่คนจับตามองไม่แพ้คดีชนแล้วหนีของไทย ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้ผู้กระทำผิดจะมีอิทธิพลหรือร่ำรวยมหาศาลแค่ไหนก็ไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้ ก็คือ การล่วงละเมิดทางเพศของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์มือทองที่ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูด

โปรดิวเซอร์วัย 68 ปี ถูกหนังสือพิมพ์ The New York Times เปิดโปงเมื่อปี 2017 ว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศคนในวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง นางแบบ และผู้ช่วยมากว่า 20 ปี โดยใช้เงินและอิทธิพลของตัวเองปิดปากผู้หญิงเหล่านี้

หลังจากนั้นบรรดาคนดังในวงการฮอลลีวูดก็ออกมาแฉพฤติกรรมไวน์สตีนอีกมากมาย จนนำมาสู่แคมเปญ #MeToo เพื่อให้กำลังใจผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ โดยต่อมาตำรวจทั้งในสหรัฐและอังกฤษสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้เป็นการใหญ่

อัยการรัฐนิวยอร์กยื่นฟ้องไวน์สตีนเมื่อต้นปี 2018 ในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดจริง โดยให้จำคุก 23 ปี ขณะที่เขารับโทษอยู่ในเรือนจำเวนดี รัฐนิวยอร์ก และยังต้องรอรับการพิจารณคดีล่วงละเมิดทางเพศอื่นๆ ที่รัฐแคลิฟอร์เนียอีก

อีกคดีหนึ่งที่คนมีฐานะเป็นผู้กระทำผิดก็คือ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ มหาเศรษฐีนักธุรกิจการเงินชื่อดัง ที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กไว้หลายคดี จนถูกแจ้งความดำเนินคดี ครั้งแรกเขาติดคุกเพียง 13 เดือนก็ได้รับอิสรภาพ เนื่องจากแอบทำข้อตกลงลับกับพนักงานอัยการรัฐฟลอริดาโดยที่ผู้เสียหายไม่ทราบ

ต่อมาเอปสไตน์ถูกจับกุมอีกครั้งที่รัฐนิวยอร์ก แต่ครั้งนี้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาไม่ปล่อยให้เขาลอยนวลอีกแล้ว ผู้พิพากษาไม่อนุญาตให้ประกันตัวไม่ว่าจะยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงเพียงใดก็ตาม สุดท้ายมหาเศรษฐีรายนี้ก็สิ้นอิสรภาพ ก่อนจะมีข่าวว่าเขาเสียชีวิตในห้องขังในเวลาต่อมา

ทั้งสองคดีนี้จะเห็นได้ว่าทั้งพนักงานอัยการและผู้พิพากษาทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลและเงินที่ผู้กระทำผิดมีอยู่ในมือ อย่างคดีของเอปสไตน์ศาลปฏิเสธการประกันตัวเด็ดขาด แม้จะมีหลักทรัพย์มูลค่ามหาศาลค้ำประกันก็ตาม ทำให้คนรวยมีโอกาสรอดจากการถูกดำเนินคดีน้อย

และหากคดีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ และคดีดำเนินไปถึงการพิจารณาของศาล มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องรับโทษในเรือนจำไม่ต่างจากคนดังสองคนที่ยกตัวอย่างข้างต้น

กระบวนการพิจารณาคดีของศาลในสหรัฐจะให้คณะลูกขุน ซึ่งก็คือคนธรรมดาจากหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายพื้นเพ เข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังการพิจารณาคดีและชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ขณะที่ผู้พากษาทำหน้าที่ควบคุมการไต่สวนให้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย และกำหนดโทษจำเลยหลังคณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด

การนำคณะลูกขุนเข้ามาร่วมพิจารณาชี้ความผิดถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจตุลาการไปในตัว และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล อีกทั้งการที่คณะลูกขุนลงความเห็นไปตามความคิดเห็นของปุถุชนคนธรรมดา ถือเป็นเสียงของตัวแทนประชาชนในสังคมนั้นๆ ทำให้คำพิพากษาตรงกับความเห็นของประชาชนมากที่สุด

และหากฟังเสียงของประชาชนในสังคมไทยเกี่ยวกับคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง และเมืองไทยใช้ระบบลูกขุน ผลของคดีคงไม่ค้านสายตาของคนในสังคมและสายตาชาวโลกจนกลายเป็นกระแสร้อนแรงเช่นนี้

จีน-สหรัฐงัดข้อแข่งกันดึงพันธมิตรยุโรป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629244

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 15:28 น.จีน-สหรัฐงัดข้อแข่งกันดึงพันธมิตรยุโรปท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดส่อปะทุได้ทุกเมื่อ ทั้งจีนและสหรัฐต่างก็พยายามโน้มน้าวพันธมิตรฝั่งยุโรปอย่างเยอรมนีให้ตัดขาดอีกฝ่ายไปอยู่กับตัวเอง

หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ต่อสายโทรศัพท์หารือกับ เฮโก มาส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี โดยขอความร่วมมือเยอรมนีอย่ายอมอ่อนข้อให้สหรัฐกดดันให้เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐ

หวังอี้ให้เหตุผลว่า ฝ่ายที่ไม่ชอบจีนในสหรัฐสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน และข่มขู่ประเทศอื่นให้เลือกข้าง โดยสหรัฐตั้งใจจะขัดขวางการพัฒนาของจีน ดังนั้นประเทศใดๆ ก็ตามที่มีเอกราชไม่ควรร่วมมือกับสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้ประเทศประชาธิปไตยเป็นพันธมิตรกันเพื่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งยกเลิกสัญญากับจีนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีเผยหลังจากพูดคุยกับหวังอี้ว่า เยอรมนียังต้องการการเจรจาในประเด็นสำคัญกับจีน ซึ่งเหมือนเป็นการบอกปัดข้อเรียกร้องของพอมเพโอ และย้ำว่าเยอรมนีกับจีนจะบรรลุข้อตกลงด้านการลงทุนในสหภาพยุโรปเร็วๆ นี้

เวียดนามคุมโควิดเข้มอีกครั้ง หลังพบติดเชื้อในประเทศรายแรกรอบ 100 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629230

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 12:59 น.เวียดนามคุมโควิดเข้มอีกครั้ง หลังพบติดเชื้อในประเทศรายแรกรอบ 100 วันเวียดนามกลับมาเฝ้าระวังโควิดระดับสูง หลังพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายแรกในประเทศในรอบ 100 วัน

กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามแถลงพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศรายแรกในรอบ 100 วัน เป็นชายวัย 57 ปี จากเมืองดานังซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของเวียดนาม

ชายคนดังกล่าวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดานังซีในเมืองดานังหลังมีอาการไอและเหนื่อยง่าย โดยการตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสทั้ง 3 ครั้งผลออกมาเป็นบวก

ในเวลาต่อมาทางการนำตัวสมาชิกในครอบครัวและผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนไข้รายนี้ 103 รายไปตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลออกมาเป็นลบทั้งหมด ส่วนอีก 50 รายที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดานังซียังถูกกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ

อย่างไรก็ดี ทางการเวียดนามไม่ได้ระบุว่าคนไข้ดังกล่าวได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสได้อย่างไร แต่เผยว่าคนไข้ไม่ได้เดินทางออกจากเมืองดานังมาเกือบ 1 เดือนแล้ว โดยระหว่างนี้เขาเดินทางไปสถานพยาบาล 2 แห่ง รวมทั้งร่วมงานสังสรรค์ของครอบครัวและงานแต่งงาน

การพบผู้ติดเชื้อในประเทศอีกครั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทางการเวียดนามกำลังจะเปิดประเทศรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวภายในประเทศกำลังฟื้นตัว

‘หมอยา ท่าสุขสยาม’ มหัศจรรย์สมุนไพรไทยเที่ยวไปให้มีความรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627942

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 11:30 น.'หมอยา ท่าสุขสยาม' มหัศจรรย์สมุนไพรไทยเที่ยวไปให้มีความรู้ชูมรดกแห่งภูมิปัญญา ยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยสู่สากล ณ ไอคอนสยาม เที่ยวงาน “หมอยา ท่าสุขสยาม” ชมมหัศจรรย์สมุนไพรไทย รวมพลังสู้ภัยโควิด พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ 9-15 ก.ค.นี้

ชวนเที่ยวไปชมไปแบบได้ความรู้ ซูมภูมิปัญญาบรรพบุรุษแบบใกล้ๆ ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G เมืองสารพัดสุข สนุกแบบไทย ที่ครั้งนี้ผนึกกำลังกับ กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก จัดงาน “หมอยา ท่าสุขสยาม” มหัศจรรย์สมุนไพรไทย สร้างภูมิคุ้มกัน ปีที่ 2 ร่วมสืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา ยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยสู่ระดับสากล เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์แบรนด์ “การบูร” แห่งแรกในไทย ภายในงานแจกต้นกล้าสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร” ฟรี จำนวน 70 ต้นทุกวัน เริ่มวันนี้-15 กรกฎาคม 2563

“ในฐานะที่ เมืองสุขสยาม เป็นพื้นที่นำเสนอมหัศจรรย์วิถีไทยที่รวบรวมสิ่งดีงามจากทั่วประเทศสู่สายตาชาวโลก เมืองสุขสยาม จึงร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จัดงาน ”หมอยา ท่าสุขสยาม” เพื่อสืบสานและต่อยอดมรดกแห่งภูมิปัญญาสมุนไพรไทยให้เป็นที่รู้จัก และยกระดับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้เข้าถึงตลาดทั้งในระดับประเทศและสากล โดยในงานจะรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยคุณภาพจากทั่วประเทศที่ได้มาตรฐาน พัฒนารูปแบบได้สวยงาม และน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเปิดตัวป๊อปอัพสโตร์แห่งแรก ภายใต้แบรนด์ “การบูร” จำหน่ายสุดยอดสมุนไพรพร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไบโอแอคทีฟซิลเวอร์นาโน สเปรย์ฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 และ แคปซูลฟ้าทลายโจรสกัดเข้มข้น ยาสามัญประจำบ้านที่ แก้หวัด แก้ไข้ แก้เจ็บคอในตัวยาเดียวกัน เพื่อช่วยพัฒนาสินค้าการค้า และนำสินค้าที่ได้มาตรฐานจำหน่ายสู่ตลาดอีกด้วย” คุณลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม กล่าว

ปัจจุบัน พืชสมุนไพรถูกใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิต เป็นผลิตภัณฑ์ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเครื่องดื่ม อาหารเสริม และยา ดังนั้นตลาดสมุนไพรจึงเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และรับประทานสมุนไพรมากขึ้น เพราะเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยที่คิดค้นขึ้นมาจากธรรมชาติ กอปรกับช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จึงทำให้คนไทยเลือกใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันมากขึ้นทั้งเพื่อเสริมภูมิต้านทานและสร้างภูมิคุ้มกัน ในฐานะผู้จัดมีความภาคภูมิใจมากที่

งานครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างสูงทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริโภคที่ นอกจากนี้ยังมีองค์ความรู้รอบด้านจากกิจกรรมเสริมต่างๆ ตลอด 7 วัน ทั้งด้านศาสตร์การแพทย์แผนไทย และสาธิตการทำสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ โดยเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้นและขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจว่าทุกพื้นที่ของสุขสยาม ยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยขั้นสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างดีที่สุด

ไฮไลท์ 7 วัน 7 คุณค่า ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย

โหราศาสตร์กับสุขภาพ: หมอดูแผ่นผ้าพรหมชาติ ทำนายชะตา รักษาโรค เป็นการทำนายชะตาชีวิตแบบองค์รวม โดยนำหลายศาสตร์มารวมกัน ทั้งไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ เวชศาสตร์ และราศี โดยใช้แผ่นผ้าเป็นตัวหลักในการทำนาย โดยถอดองค์ความรู้จากพรหมชาติทั้งเล่ม มาย่อในแผ่นผ้าขนาด 2 X 2.5 เมตร เพื่อทำนายโชคชะตาราศี สุขภาพร่างกาย และรักษาโดยใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทย

เครื่องดื่มภูมิปัญญา: “ตำรับยาอายุวัฒนะ” ที่มีส่วนประกอบมาจากสมุนไพรจากป่าบนเขาในอำเภอนาแห้ว จ.เลย เป็นสูตรยาที่ดูแลสุขภาพของคนในชุมชนสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส บำรุงและช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายในมารดาหลังคลอดให้กลับสู่สภาวะปกติเร็วขึ้น อายุยืนยาว

อาหารสมุนไพรสร้างภูมิ: เมี่ยงโคน น้ำผักสะทอน จ.เลย ผักพื้นบ้านต้านโรค โดย “ต้นสะทอน” เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นอาหารปรับสมดุลธาตุ ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

สวนสมุนไพรปลูกง่ายในเมือง: โดยโครงการสวนผักคนเมือง สวนสมุนไพรคนเมือง ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ก้าวข้ามความจำกัดผืนดินปลูก ต่อยอดเป็นอาชีพสร้างสรรค์ได้

สมุนไพรผ่อนคลาย: ลูกประคบสมุนไพร มรดกภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย สู่ตลาดสากล

แพทย์ทางเลือกเพื่อการผ่อนคลาย: SKT สมาธิบำบัดโรค เพื่อควบคุมการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น การสัมผัส และการเคลื่อนไหว

นวัตกรรมสมุนไพร: จำหน่ายสุดยอดสมุนไพร พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไบโอแอคทีฟซิลเวอร์นาโน สารสกัดกระชายขาว สามารถฉีดพ่นใบหน้า ร่างกายฆ่าเชื้อป้องกันไวรัสโควิด-19, แคปซูลฟ้าทลายโจรสกัดเข้มข้น ยาสามัญประจำบ้านที่ แก้หวัด แก้ไข้ แก้เจ็บคอในตัวยาเดียวกัน ภายใต้แบรนด์ “การบูร” และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พัฒนาจากพืชสมุนไพรท้องถิ่นจนได้รับรางวัลจากทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์จาก 12 จังหวัดเมืองสมุนไพร พืชสมุนไพรที่ถูกพัฒนาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอีกด้วย โดยมีการพัฒนาพืชสมุนไพรท้องถิ่นสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ต่อยอดและสร้างสรรค์จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สุดมหัศจรรย์ ส่งเสริมเศรษฐกิจของจังหวัดอีกด้วย

อาทิ จ.เชียงราย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเอนกประสงค์ น้ำพริกสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพจากสับปะรดพันธุ์นางแล/ภูแล ผลไม้ขึ้นชื่อ รสชาติเอกลักษณ์ของจังหวัด จ.มหาสารคาม นำวัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง มันแกว บรบือ สู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมี่ยม MKSERUM จากงานวิจัย ของ ผศ.ดร.เมธิน ผดุงกิจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้สร้างมูลค่าเพิ่มของมันแกวบรบือ และพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์สูตรเซรั่มมันแกว ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้มากขึ้น และปริมาณเม็ดสีเมลานินลดลง อย่างเห็นได้ชัด จ.อุทัยธานี นำแบรนด์ “พรหมมาสมุนไพร” สูตรสมุนไพรอายุกว่า 150 ปี ที่ผลิตสินค้าตามสูตรโบราณและพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่รักสุขภาพ ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ Detox สารเคมีออกจากหนังศีรษะ ปรับสมดุล ปิดผมขาว ลดอาการคัน หลุดร่วง บำรุงรากผมให้แข็งแรง จ.สงขลา เครื่องแกงตายาย โอท็อป 5 ดาว เครื่องแกงผัดเผ็ด ที่สดสะอาด ปลอดภัย ถูกสุขอนามัยทุกขั้นตอนการผลิต ฯลฯ

ร่วมส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยและร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ในงาน “หมอยา ท่าสุขสยาม” มหัศจรรย์สมุนไพรไทย สร้างภูมิคุ้มกัน ระหว่างวันนี้15 กรกฎาคม ศกนี้ ณ ลานเมือง 1-2 เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G ดูรายละเอียดได้ที่ www.sooksiam.com หรือ  FB: sooksiam

เช็กสัญญาณ 4 อาการเสี่ยงเข้าข่าย ‘ต้อกระจก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627943

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 07:00 น.เช็กสัญญาณ 4 อาการเสี่ยงเข้าข่าย 'ต้อกระจก'แพทย์ชี้ 4 สัญญาณเตือนเสี่ยงเป็น “โรคต้อกระจก” แนะตรวจสุขภาพตาปีละ1 ครั้ง รู้เท่าทันรีบป้องกันก่อนตาบอด

เราต่างทราบดีว่า ดวงตาและการมองเห็นมีความสำคัญกับชีวิต นอกจากการทำให้เราได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นหน้าคนที่เรารัก ได้เห็นโลกกว้าง ได้อ่านหนังสือ ได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองโดยไม่ต้องเป็นภาระกับใคร  หลายคนจึงกลัวที่จะสูญเสียการมองเห็น  หลายคนกลัวหากต้องอยู่ในโลกมืด ดังนั้น การดูแลสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง และหากสูญเสียมันไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

โรคต้อกระจก เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ตาบอด  โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะเลนส์ตาขุ่น และจะมีอาการหลักคือตามัว มองเห็นภาพไม่ชัด สายตาเลือนราง ซึ่งลักษณะการมองเห็นภาพไม่ชัดนั้นมีหลายแบบ แต่ส่วนมากแล้วอาการต่างๆ จะค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาเป็นเดือนหรืออาจเป็นปี เมื่อมีอาการมากขึ้นจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

เรื่องนี้ แพทย์หญิงพรรักษ์ ศรีพล แพทย์เฉพาะทางจักษุ ด้านการผ่าตัดต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตา โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เผยข้อมูลที่น่าสนใจถึงวิธีสังเกตอาการและสัญญาณเตือนของโรคต้อกระจก รวมไปถึงแนวทางการรักษา ดังนี้

สาเหตุของการเกิดต้อกระจก

สาเหตุของการเกิดต้อกระจกมาจาก อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจกได้ง่าย รวมไปถึงผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) โดยกลุ่มที่มีโอกาสได้รับยา กลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้, โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคเอสแอลอี (SLE) นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร ซึ่งอาจมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ การได้รับอุบัติเหตุทางตา และการได้รับแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดต้อกระจกทั้งสิ้น

4 อาการเสี่ยงเข้าข่ายเป็นโรคต้อกระจก

  1. มองเห็นภาพไม่ชัด
  2. มองเห็นภาพซ้อน
  3. มองเห็นภาพมัวในที่ที่มีแสงจ้า  
  4. สายตาเปลี่ยนบ่อย ไปวัดแว่นทีไรไม่ชัดสักที  

เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น อย่านิ่งนอนใจควรรีบพบแพทย์ทันที  หรือแม้จะไม่มีสัญญาณเตือน แต่เราก็ควรที่จะตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อค้นหาภาวะผิดปกติ

ภาวะแทรกซ้อน อันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง

ในผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกมานานจนสุกแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน นั่นคือ ภาวะต้อหินจากต้อกระจกที่บวมเป่ง (Phacomorphic Glaucoma) เกิดจากเลนส์ตาสุกเต็มที่แล้วบวม จนปิดทางระบายน้ำในลูกตา ทำให้น้ำในลูกตาระบายไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาเฉียบพลัน ตาแดง เมื่อส่องไฟจะเห็นเลยว่า ตาดำจะขาวผิดปกติ หากปวดในกรณีนี้ไม่มียาที่สามารถระงับอาการปวดได้และถือว่าอันตรายมาก

ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา วิธีรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

โรคต้อกระจก มีวิธีการรักษาเพียงวิธีเดียวคือ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการรักษามาตรฐานในปัจจุบันทั่วโลก และวิธีที่นิยมมากที่สุดคือ การทำเฟโกอีมัลซิฟิเคชั่น (Phacoemulcification) ด้วยการใช้เครื่องเสียงความถี่สูงเข้าไปสลายเลนส์ตาเก่าให้มีขนาดเล็กแล้วใส่เลนส์ตาใหม่เข้าไป ทำให้มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กมากเพียง 3 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องมีการเย็บปิดแผล นับเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 10-30 นาทีเท่านั้น  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและความยากของเคส

ปัจจุบันโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ มีการรักษาโรคต้อกระจกด้วยเครื่องมือทันสมัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคนไข้ที่เข้ามารับการผ่าตัดโรคตาต้อกระจกกับทางโรงพยาบาล ไม่เพียงแต่จะได้การรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถกลับมามองเห็นได้ชัดขึ้น แต่ยังได้มีส่วนร่วมในการทำบุญอย่างยิ่งใหญ่ ในโครงการปันโลกสดใส ภายใต้โครงการแพทย์ผู้ให้  ด้วยการเปิดโอกาสในการมองเห็นให้กับผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาดวงตาอีก 1 คน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เปรียบเสมือนการผ่าตัด 1 ได้เห็น 2

ชีวิตใหม่หลังผ่าตัดต้อกระจก

หลังจากได้รับการผ่าตัดต้อกระจกแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่  เนื่องจากสามารถมองเห็นได้ชัดมากขึ้นกว่าเดิม  ซึ่งการผ่าตัดต้อกระจกไม่เพียงแต่ทำให้กลับมามองโลกสดใส แต่ยังเป็นการแก้ไขภาวะสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสายตามองใกล้ที่ผิดปกติได้  รวมทั้งช่วยลดความดันตาในผู้ป่วยต้อหินอีกด้วย

ประเทศไทยกับศักยภาพและความพร้อมรับมือโรคมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627940

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 06:00 น.ประเทศไทยกับศักยภาพและความพร้อมรับมือโรคมะเร็งรายงานผลสำรวจเรื่องความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุออสเตรเลียได้คะแนนสูงสุด ในขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 6 พร้อมเผยไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านการวางแผนรับมือโรคมะเร็ง

รายงานเรื่องความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก : การขับเคลื่อนสู่มาตรการควบคุมโรคมะเร็งฉบับสากล (Cancer preparedness in Asia Pacific : Progress towards universal cancer control) ซึ่งจัดทำโดย The Economist Intelligence Unit โดยการสนับสนุนจากบริษัท โรช จำกัด ได้เผยผลวิเคราะห์ความพร้อมในด้านต่างๆ ของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในการรับมือกับความท้าทายเพื่อดูแลประชาชนและรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันให้มีมาตรการรองรับและควบคุมฉบับสากล

รายงานฉบับดังกล่าวได้วิเคราะห์ความพร้อมของ 10 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ประเทศไทย ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม โดยเป็นการสำรวจ เก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ผลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและระบบสาธารณสุขจากระดับภูมิภาค ซึ่งเจาะประเด็นใน 3 ด้านสำคัญคือ

  • นโยบายและการวางแผน
  • การให้บริการและรักษา
  • ระบบสุขภาพและการสนับสนุนจากรัฐบาล

โดยผลการสำรวจระบุว่า ประเทศออสเตรเลียได้คะแนนรวมสูงสุด ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 6 จากทั้งหมด 10 อันดับ ผลสำรวจยังระบุลำดับคะแนนที่น่าสนใจจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (upper-middle income) อย่างประเทศไทยและมาเลเซีย ที่ได้คะแนนด้านมาตรการในวางแผนรับมือกับโรคมะเร็งได้ดีมากจนอยู่ในอันดับต้นๆ ของดัชนี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นปัญหาสำคัญที่หลายประเทศต้องหาทางรับมือ

ดร.ศุลีพร แสงกระจ่าง รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบสุขภาพ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ตามรายการนี้เห็นได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนสูงซึ่งอยู่ในอันดับ 4 ของการเป็นประเทศที่มีนโยบายและแผนการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคมะเร็งดีที่สุด เมื่อมองลึกลงไปถึงที่มาของคะแนน ไทยยังได้รับคะแนนสูงที่สุดจากการเป็นประเทศที่สามารถดำเนินการตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งร่วมกับประเทศออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ต้องยอมรับว่าโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตของผู้คนจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดย Top 5 โรคมะเร็งที่พบมากในประเทศไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งสำไส้ใหญ่และไส้ตรง และมะเร็งปากมดลูก ตามลำดับ

โดยมีการคาดการณ์ว่า อนาคตภายในปี 2573 ภูมิภาคนี้จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์  ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายการรับมือและสถาบันวิจัยโรคมะเร็งเกิดขึ้นมากมาย แต่อัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นและการตรวจพบโรคมะเร็งเมื่อโรคมีการลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังเป็นปัญหาสำคัญที่เกือบทุกประเทศในภูมิภาคกำลังประสบอยู่

ปัจจุบันประชาชนคนไทยมีสิทธิได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งบางชนิด อาทิ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งในผู้สูงอายุ หรือการฉีดวัคซีนต่างๆ สำหรับในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคโควิด จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งไม่ได้ลดลง ยังคงมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ดีขึ้นอย่างเทเลเมดิซีน และการส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ แต่ผู้ป่วยรายใหม่มีจำนวนลดลง

ผลสำรวจของประเทศไทยที่น่าสนใจประจำปี 2563

· ด้านนโยบายและการวางแผน

ประเทศไทยมีแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติที่เข้มแข็ง ทั้งยังเป็นประเทศที่อยู่อันดับหนึ่งด้านงานวิจัยเรื่องโรคมะเร็งจากการที่มีสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มีการจัดทำทะเบียนมะเร็ง มีการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพและลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหลายพื้นที่ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีขั้นตอนการติดตามและประเมินผลของการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างทะเบียนมะเร็งระดับประชากร ซึ่งครอบคลุมสถิติที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการวางแผนการคัดกรองและรักษาในระยะยาวต่อไป

· ด้านการให้บริการและการรักษา

ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งที่ส่วนมากถูกบรรจุเข้าไปในระบบ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงยาและเบิกค่ายาตามสิทธิผ่านระบบสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาการรักษาให้มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนนด้านนี้อยู่ในลำดับที่ 10 ร่วมกับอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเน้นด้านการทำนโยบายที่ครอบคลุมถึงการติดตามผลระยะยาว การพักฟื้น และการทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพให้แก่เครื่องมือทางรังสีวิทยา และเพิ่มจำนวนรังสีแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และบุคลากรสุขภาพด้านอื่นๆ

ประเทศไทยควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยพบว่าตนเองมีความผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดีกว่าการพบว่าเป็นโรคมะเร็งเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งในรายงานได้แนะนำว่า ประเทศไทยควรมีการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้น เช่น การตรวจแมมโมแกรม และการตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ตั้งแต่ในระดับสถานีอนามัย และสร้างความตระหนักด้านการคัดกรองและวิธีการรักษาให้ประชาชนในทั่วทุกพื้นที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

· ด้านระบบสุขภาพและการสนับสนุนจากรัฐบาล

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยได้รับคำชมและเป็นแบบอย่างให้นานาประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ ลดอัตราการเสียชีวิตในเด็ก ทั้งยังเพิ่มขั้นตอนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสและการบำบัดทดแทนไต และลดอุปสรรคในการทำงานเนื่องจากอาการเจ็บป่วย

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่กลับมีมาตรการการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงแม้มีทรัพยากรจำกัด และมีคุณภาพเทียบเท่ากับประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูง

ทางด้าน นายฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท โรช ไทยแลนด์ พม่า กัมพูชา และลาว กล่าวว่า สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการรับมือโรคมะเร็ง คือ การสร้างระบบทะเบียนมะเร็งระดับประชากร การกำหนดงบประมาณและค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อลดช่องว่างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยปัญหาที่ได้ถูกพูดถึงในรายงานนี้ จำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ที่ส่งผลให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและการบริการด้านการแพทย์มีค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ โรชมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในการมุ่งพัฒนานโยบาย รวมไปถึงโครงการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน

.

อ้างอิง : รายงานความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็ง ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก: การขับเคลื่อนสู่มาตรการควบคุมโรคมะเร็งฉบับสากล 

5 ท่าเวิร์คเอาท์แก้ปวดหลัง-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627885

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:30 น.5 ท่าเวิร์คเอาท์แก้ปวดหลัง-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรมเทรนเนอร์หุ่นเท่แชร์ 5 ท่าออกกำลังกายแบบชิลๆ ที่หนุ่มๆ สาวๆ นั่งทำงานติดโต๊ะ สามารถทำได้ง่ายๆ บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดไหล่

โดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงาน 7-8 ชั่วโมงในหนึ่งวันหรือบางคนอาจมากกว่านั้น และเมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ ทีไร อาการปวดหลัง ปวดไหล่ก็มาทุกที ซึ่งการนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถหรือขยับเขยื้อนร่างกายไปทำกิจกรรมอื่นบ้าง อาจทำให้เกิดอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกภาพในระยะยาวได้ เช่น อาการปวดหลัง ปวดไหล่ ไหล่ห่อ หลังค่อม

เทรนเนอร์หุ่นเท่จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทยแนะนำเรื่องของการนั่งติดโต๊ะนานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงาน นั่งดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์ อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและบ่าต้องรับภาระหนัก จึงต้องกระตุ้นให้มีการยืดเหยียดบ้าง ส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้อง ก้น และต้นขาด้านหลัง มักจะอ่อนแรงเพราะไม่ค่อยได้ขยับตัว จึงต้องเสริมให้แข็งแรงขึ้น ซึ่ง 5 ท่าเวิร์คเอาท์ชิลๆ ต่อไปนี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ช่วยให้นั่งทำงานสบายขึ้น รวมถึงปรับบุคลิกภาพให้ดูดีโดยใช้เก้าอี้นั่งทำงานนี่แหละเป็นตัวช่วย

ท่าแรก “ยืดกล้ามเนื้อหน้าอก”

เริ่มท่าแรกแบบเบาๆ ด้วยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วใช้มือสองข้างประสานกันไว้ที่ด้านหลัง จากนั้นค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นให้ตึง พร้อมกับหายใจเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กลั้นหายใจ ควรทำท่านี้อย่างน้อย 2 เซ็ตๆ ละ 20-30 วินาที

ท่าที่สอง “ยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอ และบ่า”

นั่งบนเก้าอี้โดยใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแตะไปที่บริเวณด้านหลังศีรษะ แล้วค่อยๆ กดศีรษะลงด้านเดียวกับมือข้างที่กด จากนั้นให้นำมืออีกข้างหนึ่งไพล่หลังเพื่อล็อกไว้ โดยให้สายตามองที่พื้น ทำท่านี้ค้างไว้ประมาณ 20 วินาที จะรู้สึกตึงบริเวณไหล่และคอ จากนั้นทำสลับอีกข้างนับเป็น 1 เซ็ต ทำสัก 2-3 เซ็ต จะช่วยให้ร่างกายช่วงบนทั้งหมดผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้น  

ท่าที่สาม “กระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน”

จัดท่านั่งบนเก้าอี้โดยให้หลังตั้งตรง จากนั้นเหยียดแขนและมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า แล้วค่อยๆ ดึงข้อศอกไปด้านหลัง ในระหว่างการดึงต้องพยายามบีบสะบักหรือหลังเข้าหากัน และโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อให้ตึงหรือเกร็งไว้ อย่าปล่อยหัวไหล่ลง ทำสัก 15-20 ครั้ง ท่านี้นอกจากจะยืดกล้ามเนื้อช่วงกลางลำตัวแล้วยังช่วยปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้นด้วย

ท่าที่สี่ “บริหารแกนกลางลำตัว”

ท่านี้เป็นการบริหารหน้าท้องที่อ่อนแรงด้วยท่าแพลงก์บนเก้าอี้ เริ่มจากวางแขนทั้งสองข้างไว้บนเก้าอี้ และยืดขา มาด้านหลัง โดยให้ลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นเกร็งสะโพกและหน้าท้องเอาไว้ และที่สำคัญคือ ต้องไม่หย่อนสะโพกลงหรือยกสะโพกสูงเกินไป แต่พยายามให้แกนกลางลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน หายใจเข้า-ออกต่อเนื่อง ทำค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที จะช่วยให้หน้าท้องและสะโพกแข็งแรงขึ้น

ท่าที่ห้า “บริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และต้นขา”

ท่าชิลๆ ท่าสุดท้าย เป็นการเวิร์คเอาท์ด้วยท่าซูโม่ สควอช เพื่อบริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และกล้ามเนื้อต้นขา ให้แข็งแรงขึ้น เริ่มด้วยท่านั่งหลังตรงบนเก้าอี้ งอแขนทั้งสองข้างขึ้น เปิดปลายเท้าออกด้านนอก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเกร็งช่วงสะโพกไปพร้อมๆ กัน จากนั้นนั่งลงช้าๆ บนเก้าอี้ตามเดิม ระหว่างที่กำลังลุกขึ้นยืนและนั่งท่านี้ ต้องอย่าให้เข่าชิดกัน ทำท่านี้ติดต่อกัน 15-20 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ย้ำกันสักนิดว่า 5 ท่าเวิร์คเอาท์สุดชิลนี้ สามารถทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย นอกจากเก้าอี้ตัวเดียวก็ออกกำลังกายได้แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ ต้องเลือกเก้าอี้แบบที่ไม่มีล้อเลื่อน เพื่อป้องกันอันตรายจากการเลื่อนไหลของเก้าอี้ด้วย นอกจากนี้อย่ามัวแต่เวิร์คอย่างเดียว แต่ต้องให้เวลากับการเวิร์คเอาท์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะ Work ที่ไหนก็ยังสุขภาพดี

ทำไมยาแก้แพ้กินแล้วง่วง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627881

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:11 น.ทำไมยาแก้แพ้กินแล้วง่วง?รู้จักกับ “ยาแก้แพ้” ยาที่รักษาอาการโรคภูมิแพ้ โรคที่พบบ่อยในคนไทย ข้อควรระวังของการใช้ยา พร้อมไขข้อสงสัย…ทำไมกินแล้วง่วง?

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ขึ้น ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านัน แต่ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโรคแพ้อากาศได้อย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก โดยจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศ ตลอดจนกลิ่นฉุนหรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จึงมักเรียกกันว่า “โรคแพ้อากาศ” ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยจะมีอาการจาม, คัดจมูก, น้ำมูกไหล, คันจมูกจึงมักขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก, มีเสมหะในคอ, เลือดกำเดาไหลบ่อย, อาจพบอาการคันตา, แสบตา, น้ำมูกไหล, คันหูและหูอื้อได้ เป็นต้น

ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

1. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม (conventional antihistamines)

เป็นยาต้านฮีสตามีนรุ่นแรก ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), คีโตติเฟน (ketotifen) และ ออกซาโทไมด์ (oxatomide)

ยาในกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน, จาม, นํ้ามูกไหล และมักให้ร่วมกับยาชนิดอื่นตามอาการที่แสดง เยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ที่เป็นตามฤดูกาล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้นเนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง บรรเทาอาการ นํ้ามูกไหล จาม คันจมูก นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้

สำหรับคีโตติเฟน และ ออกซาโทไมด์ สามารถใช้ในการรักษาและป้องกันอาการภูมิแพ้ได้ เนื่องจากยาทั้งสองตัวสามารถทำให้เยื่อหุ้มของเซลล์ที่หลั่งฮีสตามีน และสารก่ออักเสบอื่นๆ ทนทาน จึงเป็นการป้องกันการปลดปล่อยสาร ซึ่งการใช้เพื่อป้องกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ประมาณ 2 สัปดาห์ 

ยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมอง ไปกดระบบประสาทได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ยามีอาการง่วงซึม แต่บางครั้งในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ได้รับยาขนาดสูง อาจพบอาการกระวนกระวาย อยู่นิ่งไม่ได้ นอนไม่หลับ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นจมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ไม่สบายทางเดินอาหาร ปัสสาวะคั่ง นํ้าหนักตัวเพิ่ม

เนื่องจากยากลุ่มนี้ทำให้ง่วงซึม จึงควรระวังการใช้ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ และห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ระวังการใช้ในเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้อาการความดันในลูกตาผิดปกติและภาวะปัสสาวะคั่งแย่ลงจึงควรระวังการใช้ในผู้ป่วยบางโรคเช่น ความดันในลูกตาสูง ต้อหินบางชนิด และต่อมลูกหมากโต ระวังการใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วยนํ้านมตนเองเนื่องจากยาสามารถขับออกทางนํ้านมได้ และมียาบางตัวอาจก่อให้ทารกเกิดวิกลรูป (หรือทารกที่คลอดออกมามีความผิดปกติ) ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

2. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines)

ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม แต่ยาในกลุ่มนี้ผ่านเข้าสมองได้น้อยมากจึงทำให้ง่วงซึมน้อยกว่า ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น เซทิริซีน (cetirizine), เลโวเซทิริซีน (levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine) และ ลอราทาดีน (loratadine) เป็นต้น

ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่างๆ ได้คล้ายกับกลุ่มดั้งเดิมคือ เยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ เยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ที่เป็นตามฤดูกาล ผื่นลมพิษ (โดยเฉพาะ เซทิริซีน ให้ผลดีในการลดผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน และลดอาการคันได้เร็วกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากยาออกฤทธิ์เร็ว) และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการนํ้ามูกไหล อาการเมารถ เมาเรือ ได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม

อาการง่วงซึม จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า จะพบน้อยกว่ากลุ่มดั้งเดิม ในผู้ที่รับประทานยาอื่นร่วมด้วย ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาเมื่อรับประทานร่วมกับยาฆ่าเชื้อบางชนิด ระวังการใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วยนํ้านมตนเองเพราะยังมีข้อมูลน้อย ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และผู้ที่มีประวัติคลื่นหัวใจผิดปกติ เพราะอาจต้องปรับขนาดยาลดลง และเนื่องจากมียาบางตัวอาจก่อให้ทารกเกิดวิกลรูปได้เช่นเดียวกับกลุ่มดั้งเดิม ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

สรุป ยาแก้แพ้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามผลข้างเคียง ได้แก่

1.ชนิดที่ทำให้ง่วง (ยาแก้แพ้รุ่นเดิม) ใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน, จาม, น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้นเนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้  ยานี้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงจึงบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ชั่วคราว ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มนี้ มีหลายข้อ เช่น

  • ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ
  • ห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ระวังการใช้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
  • ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้

2.ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (ยาแก้แพ้รุ่นใหม่) ยากลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่างๆ ได้คล้ายกับยากลุ่มดั้งเดิม ให้ผลดีกว่าในการลดผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน และลดอาการคันได้เร็วกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการเมารถ เมาเรือได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอาการแพ้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือสังเกตว่าสิ่งใดที่ทำให้แพ้ และหลีกเลี่ยงเมื่อต้องเจอตัวการที่ทำให้แพ้ เลือกใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และถ้าต้องการจะใช้ยาเพื่อที่ต้องการจะให้นอนหลับนั้น แต่ในทางที่ถูกต้องนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องการใช้ยาจะเป็นการดีที่สุด

เรื่องที่คนเบาหวานต้องรู้ How to การควบคุมน้ำตาลในเลือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627879

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 10:42 น.เรื่องที่คนเบาหวานต้องรู้ How to การควบคุมน้ำตาลในเลือด9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน How to ที่ต้องรู้ถึงหูคนเป็นเบาหวาน!!

สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะนำ 9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนหากทำได้อย่างต่อเนื่อง 

1.ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เลือดข้น และส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้โอกาสที่เราจะไปเลือกดื่มน้ำหวานลดกระหายน้อยลง  แต่ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำเปล่าอย่างเพียงพออยู่แล้ว การดื่มน้ำเปล่าเพิ่มก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่จะทำให้เราอิ่มน้ำ และไม่ไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้

2.ถ้าขาดชา กาแฟ ไม่ได้ ให้ชงเองคุมน้ำตาล หรือสั่งหวานน้อยให้ติดปาก สำหรับผู้ที่ติดการดื่มชา หรือ กาแฟนั้น กรณีชงดื่มเอง ลองสำรวจตัวเองดูว่า เครื่องดื่มที่ตนเองดื่มเป็นประจำนั้น มีการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งมากหรือไม่ หากมีปริมาณมากลองลดการเติมจากเดิมครึ่งนึง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม่เติมเพิ่ม แต่ถ้าสั่งซื้อจากร้าน พึงระลึกว่าน้ำตาลในเลือดเราสูงอยู่  ควรสั่งให้ติดปากว่า ขอหวานน้อย หรือ ไม่เติมน้ำตาล/นมข้นหวานเพิ่ม 

3.ก่อนซื้อเครื่องดื่ม อ่านฉลากโภชนาการสักนิด สะกิดตัวเองว่าน้ำตาลเกิน การอ่านฉลากโภชนาการ จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่นั้น มีพลังงาน น้ำตาลหรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกกินเครื่องดื่มอะไรแบบไหนได้บ้าง ทางที่ดีก็ควรมองหาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่น้อยที่สุด  หรือมองหาเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพ

4.กินให้ได้สัดส่วน 2:1:1  หรือจำง่ายๆ กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว จานอาหารสุขภาพ 2:1:1 สามารถดูได้ง่ายๆ จากการแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน โดย 2 ส่วนของจานเป็นผัก (หรือผักครึ่งจาน) 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มข้าวแป้ง และอีก 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มโปรตีน เช่น ปลา หมู ไก่ เต้าหู้ หรือไข่  การกินอาหารตามสัดส่วน 2:1:1 จะช่วยควบคุมให้เราไม่ได้รับอาหารกลุ่มข้าวแป้งในปริมาณที่มากเกินไป และยังช่วยเพิ่มใยอาหารจากผักได้อีกด้วย

5.มองหาข้าวไม่ขัดสี ข้าวไม่ขัดสี  เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดี ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเร็วมากนัก

6.กินผลไม้มื้อละ 1 กำปั้นมือ คือสัดส่วนที่เหมาะสม ผลไม้ เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างหนึ่ง ที่คนไทยหลายๆ คนมักกินมากเกินไป สำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง สัดส่วนผลไม้ประมาณ 1 กำปั้น เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะที่ทำให้ร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลจากผลไม้มากจนเกินไป โดยผลไม้ที่แนะนำ ได้แก่ แอปเปิ้ลลูกเล็ก 1 ลูก  ฝรั่งครึ่งลูก แก้วมังกรครึ่งลูก  มะละกอ 4-6 ชิ้นคำ เป็นต้น 

7.เพิ่มกิจกรรมทางกาย  ทำง่ายๆ ด้วยการเดิน การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ถือว่าเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายไม่สะสมพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป  ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้  โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ได้จากการเดินที่เพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการเดินขึ้นบันได การเดินในระยะทางที่เพิ่มขึ้นแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์  นอกจากนั้นยังสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้แก่ ทำสวน ทำงานบ้าน ขุดดิน ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที 

8.ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยืดอายุฉันให้แข็งแรง การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้ผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการออกกำลังกายระดับหนักปานกลาง  วัดง่ายๆ ได้จากการพูด (Talk test) คือระดับที่เหนื่อยหอบนิดๆ สามารถพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ  สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาที /สัปดาห์  

9.เสริมกล้ามเนื้อ เล่นเวทวันละนิด สร้างความฟิตเพิ่มการเผาผลาญ ลองออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น การยกน้ำหนัก ออกกำลังกายด้วยยางยืด ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยออกแรงกล้ามเนื้อของขา แขน หลัง และหน้าท้อง 

โลหิตจาง โรคที่อาการไม่น่าวางใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627806

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 12:12 น.โลหิตจาง โรคที่อาการไม่น่าวางใจแพทย์ระบุภาวะโลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ จับพิรุธสังเกตอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลมง่าย ซ้ำร้ายอาจมีหัวใจโต และเกิดภาวะหัวใจวาย

ภาวะโลหิตจางคืออะไร

ภาวะโลหิตจางหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าภาวะซีด เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ  ภาวะนี้พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป การจะบอกว่าใครมีภาวะโลหิตจางหรือไม่นั้นอาจดูได้จากอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย การที่เม็ดเลือดแดงลดลงจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้หลากหลาย

อาการแรกเริ่ม มีตั้งแต่เหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิม บางคนอาจรู้สึกว่าเมื่อออกแรงทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งแล้วเหนื่อยมากขึ้น เช่น เดิมขึ้นบันไดสองสามชั้นไม่เหนื่อย ต่อมากลับเหนื่อยมากขึ้น หรือบางคนอยู่เฉยๆ ก็อาจรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียก็ได้ บางคนอาจมีความรู้สึกหงุดหงิด ความคิดความอ่านไม่แจ่มใส

หากเป็นโลหิตจางรุนแรง อาจกระทบการทำงานของหัวใจ เกิดภาวะหัวใจทำงานมากขึ้นจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้ หรือกระทบกับการทำงานของสมอง ทำให้มีอาการวูบหรือหมดสติ อาการต่างๆ อาจเกิดมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับระดับของเม็ดเลือดแดงในร่างกายและความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลหิตจาง ในทางเวชปฏิบัติส่วนใหญ่แล้วเราสามารถตรวจพบภาวะโลหิตจางได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เช่น พบจากการตรวจเลือดเวลาไปบริจาคเลือด หรือตรวจสุขภาพประจำปี

ภาวะโลหิตจางเกิดจากอะไร

การเจอว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางมักจะเป็นผลตามมาจากสาเหตุบางประการ  บางครั้งอาจจะเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงก็ได้ ดังนั้น การเจอภาวะโลหิตจางทุกครั้งต้องมีการหาสาเหตุด้วยเสมอเพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม  สาเหตุของภาวะโลหิตจางแบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 3 สาเหตุใหญ่ๆ ได้แก่

1.การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง  ซึ่งเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่ ธาตุเหล็ก, วิตามินบี 12, กรดโฟลิค
  • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดปัจจัยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • โรคของไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก การติดเชื้อในไขกระดูก เป็นต้น
  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2.การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในร่างกาย  โรคกลุ่มนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ  ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวและตาเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย  สาเหตุที่พบบ่อยในประเทศไทย เช่น

  • โรคธาลัสซีเมีย  เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อย  ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการได้หลากหลาย  อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือมีโลหิตจางรวดเร็วเมื่อเวลามีไข้  บางรายอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมกับเหลือง ตับม้ามโต เป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการขาดเอนไซม์ G-6PD  เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักพบในเพศชาย  ในภาวะปกติผู้ป่วยมักไม่มีอาการ  หากมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิด จะเกิดการกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายขึ้นจนเกิดอาการโลหิตจางรวดเร็ว ดีซ่าน ปัสสาวะสีน้ำปลา
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภูมิคุ้มกันของตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง  เป็นโรคที่พบมากในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์  อาจพบร่วมกับโรคของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ
  • การติดเชื้อบางชนิด  เช่น มาลาเรีย, คลอสติเดียม, มัยโคพลาสมา เป็นต้น

3.การเสียเลือด อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การตกเลือด หรืออาจค่อยๆ เสียเลือดเรื้อรัง เช่น เสียเลือดทางประจำเดือนในผู้หญิง เสียเลือดในทางเดินอาหารในผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยที่เสียเลือดเรื้อรังก็มักจะมีการขาดธาตุเหล็กตามมาด้วย

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง?

หากมีคนทักว่าซีดลง ตัวเหลือง หรือเคยมีปัญหาตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากโลหิตจางจริงหรือไม่ และเกิดจากสาเหตุใด โดยทั่วไปแพทย์จะทำการซักถามประวัติอย่างละเอียด รวมถึงตรวจร่างกายเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัยและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมเพื่อหาสาเหตุต่อไป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า ภาวะโลหิตจางพบได้บ่อยในประชากรทั่วไปเป็นภาวะร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติหรือพบว่าปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง

อาการของโลหิตจางเริ่มตั้งแต่ไม่มีอาการ ถ้าโลหิตจางน้อยๆ จะไม่มีผลต่อสุขภาพ ถ้าบังเอิญเกิดเหตุที่ทำให้เสียเลือดกระทันหัน เช่น อุบัติเหตุรถชนหรือมีการตกเลือดจากเหตุทางโรคภัย เช่น แท้งลูก ท้องนอกมดลูกจะทนทานการเสียเลือดได้ไม่ดี แต่ถ้าโลหิตจางมากมีผลต่อร่างกาย คือทำให้อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลมง่าย เพราะถ้ามีโลหิตจางมาก ๆ หัวใจต้องทำงานมากขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี่ยงร่างกายให้มากขึ้น อาจมีหัวใจโต เกิดภาวะหัวใจวายได้ หลักการสำคัญในการรักษาโลหิตจาง คือรักษาที่สาเหตุของโลหิตจางให้พบโดยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคก่อน เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามสาเหตุของโรคที่แท้จริง

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การป้องกันภาวะโลหิตจาง ได้แก่ 

  • การรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่โดยเฉพาะโปรตีนและอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ไข่ ตับ ไต เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช เช่น ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย เป็นต้น
  • ละเว้นการรับประทานอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก เช่น ชา กาแฟ โอเลี้ยง เป็นต้น
  • ไม่ควรรับประทานยาชุดแก้ปวดเมื่อย แก้อักเสบ ยาหม้อ ยาลูกกลอน เนื่องจากจะทำให้เกิดการระคายกระเพาะอาหารส่งผลให้มีอาการปวดเสียดท้อง ท้องอืด เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุได้
  • หากมีอาการปวดเสียดแน่นท้องขับถ่ายอุจจาระผิดปกติไปจากเดิม ถ่ายดำ หรือมีเลือดปนเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มีจ้ำเลือดออกตามตัว ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป