‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626176

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงานไม่ต้อง “ตรวจภายใน” ไม่ได้หรอ แพทย์ระบุคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบเป็น “เนื้องอกในมดลูก” โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงาน

ขึ้นชื่อว่าวัยทำงาน ส่วนใหญ่เราก็ต่างใช้ชีวิตแบบลืมคิดคำนึงถึงสุภาพ อาจทำงานยุ่งวุ่นวายจนลืมตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายใน ซึ่งผู้หญิงส่วนมากเลือกที่จะเลี่ยงการตรวจไปจนกว่าจะมีอาการผิดปกติบางอย่างเสียก่อน

ก่อนจะมาทำความรู้จักว่าเนื้องอกในมดลูกคืออะไร ลองพิจารณาดูว่าเราเคยมีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่

  • ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ
  • มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก
  • มีอาการท้องผูกผิดปกติ
  • อยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดท้อง

หากมีอาการเหล่านี้ นี่อาจเป็นสัญญาณผิดปกติที่บ่งว่าเราเสี่ยงมีเนื้องอกในมดลูก

ข้อมูลจาก พญ.จิติมา ติยายน นายแพทย์ชำนาญการงานมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า โรคเนื้องอกในมดลูกมีอาการเด่นๆ คือ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก หรือมีอาการท้องผูก ผิดปกติ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง แต่พอตรวจอย่างละเอียดส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งโรคนรีเวชจะพบมากในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี หรือประมาณ 20-25% ของผู้หญิงวัยทำงาน คิดเป็น 1 ใน 4

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเนื้องอกในมดลูก ได้แก่

  1. กรรมพันธุ์ซึ่งถ้าคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูกทำให้คนอื่นมีโอกาสเป็นมากขึ้น
  2. การรับประทานอาหารซึ่งอาหารจำพวกเนื้อ หรือเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงในการทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้สูง 

โดยความรุนแรงของอาการเนื้องอกในมดลูกนั้นไม่ส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิด เช่น เลือดออกมากจนผิดปกติตอนมี ประจำเดือนหรือถ้ามีการกดเบียดของก้อนเนื้อก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคเนื้องอกในมดลูกนั้นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา และบางส่วนมีความเขินอายที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ถึงแม้ว่าอาการโรคเนื้องอก ในมดลูก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จากสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกในมดลูก 1,000 คน จะพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 1 คน ซึ่งส่วนมากมักพบในผู้หญิงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นสาวๆ ควรสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรตรวจสุขภาพ และตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

ทางด้าน อ.พญ.อรวิน วัลลิภากร สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า เนื้องอกในมดลูกถือว่าเป็นเนื้องอกที่พบได้เยอะที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือเริ่มมีประจำเดือน โดยขนาดของเนื้องอกก็มีหลากหลายในแต่ละราย ตั้งแต่เล็กๆ ระดับมิลลิเมตรคือไม่ถึงเซนติเมตร ไปจนถึงเป็นสิบๆ เซนติเมตร เท่ากับลูกมะพร้าว หรือลูกแตงโมก็แล้วแต่สรีระของแต่ละบุคคล

ส่วนใหญ่ประมาณ 99% ไม่ใช่เนื้อมะเร็ง ก็คือเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อดี จะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่เราจะอัลตราซาวนด์ตรวจเจอว่าเป็นเนื้องอกมดลูก แต่ว่ามันก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นมะเร็ง แต่ว่าไม่เยอะ ประมาณสัก 1 ใน 10,000 หรือ 1 ใน 100,000

สาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูก

ปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นเรื่องกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคใดๆ และเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง อย่างที่ทราบกันคือ ตัวเนื้องอกนี้มักจะเจอในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือ มีประจำเดือนไปสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปี แล้วเริ่มตรวจเจอว่ามีเนื้องอกมดลูก จริงๆ มันก็คือเหมือนเซลล์กล้ามเนื้อมดลูกของเรา เซลล์มดลูกเราปกติที่มีการตอบสนองต่อฮอร์โมน แล้วก็เจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นเนื้องอก

อาการ เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่จะมาด้วย 3 อาการหลักๆ

  1. อาการแรกที่เจอเยอะที่สุดคือ คนไข้จะคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย ซึ่งถ้าเกิดผู้หญิงเราคลำก้อนที่ท้องน้อยได้ ส่วนมากจะเป็นเนื้องอกมดลูก สังเกตดูจากคนท้อง กว่าจะเห็นว่าตั้งครรภ์ก็ประมาณ 4-5 เดือนไปแล้ว เช่นเดียวกัน เนื้องอกมดลูกนี้ก็ต้องทำให้มดลูกมีขนาดโตเท่ากับคนท้อง 4-5 เดือนแล้ว ซึ่งประมาณสัก 15 เซนติเมตรขึ้นไปถึงจะคลำเองได้จากหน้าท้อง
  2. อาการที่พบบ่อยที่ทำให้คนไข้ต้องมาพบคุณหมอสูตินรีเวช คือมีประจำเดือนออกเยอะ เพราะตัวเนื้องอกไปเบียดโพรงมดลูก ทำให้ประจำเดือนออกเยอะ แล้วบางทีออกเยอะมากเป็นลิ่มเลือดเป็นก้อนเลือด บางคนให้ประวัติว่า เป็นประจำเดือนแล้วเป็นลม แล้วก็ต้องไปรับเลือดที่โรงพยาบาลทุกครั้งที่เป็นประจำเดือน อันนี้จะมีบ้างประปราย
  3. อาการที่สามมักจะเกี่ยวข้องกับการมีบุตรยาก จะตรวจพบเมื่อคนไข้ไปตรวจกับหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมีบุตรยาก พออัลตราซาวนด์ถึงจะเจอ อันนี้มักจะเป็นลักษณะก้อนเล็กๆ ไม่บ่งอาการอะไร บางทีอาจจะมีก้อนแค่ 1-2 เซนติเมตรอยู่ในโพรงมดลูก ไปขวางการฝังตัวของทารกทำให้มีบุตรยาก

อาการที่รุนแรง บางคนมีเลือกออกเยอะก็มีอาการโลหิตจางได้ หรือบางคนที่ลักษณะก้อนมันยื่นออกไปข้างนอก หมายถึงไม่ได้ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ก็จะทำให้ไม่มีประจำเดือนออกเยอะ แต่มันจะยื่นเข้าไปในอุ้งเชิงกรานหรือว่าในท้องน้อยของเรา อันนี้ก็จะไปกดเบียดลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ที่เจอบ่อยก็คือ มันเบียดมาข้างหน้า ก็จะกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คนไข้ปัสสาวะบ่อย คนไข้อาจจะเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง นอนหลับไปแล้วก็ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำทุก 2-3 ชั่วโมง นอนไม่เต็มอิ่ม อันนี้ก็จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตคนไข้

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเนื้องอกในมดลูก

ถ้าตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ก็จะรักษาง่ายกว่า อาจจะรักษาด้วยยาหรือสังเกตอาการ วิธีป้องกันยังไม่มีวิธีที่ชัดเจน แต่มีรายงานว่าคนไข้ที่มีลูกแล้วจะทำให้พบอุบัติการณ์การเกิดเนื้องอกในมดลูกน้อยกว่าผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีลูก ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่าการรับประทานเนื้อแดงสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอกในมดลูก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ให้งดขนาดนั้น คือรายงานมาจากการไปสอบถามคนที่เป็น แล้วเจอว่าคนที่เป็นเนื้องอกมดลูกจะมีการรับประทานเนื้อแดงมากกว่า แต่ถามว่ามันเป็นสาเหตุหรือเปล่า ก็อาจจะยังไม่ใช่

คำแนะนำจากหมอ

แนะนำให้หญิงไทยเข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หมอสูตินรีเวชจะมีการตรวจภายใน ก็คือ การคลำมดลูกรังไข่ด้วย ถ้ามดลูกโตเท่ากับคนท้องสัก 2 เดือน ก็จะเจอแล้ว สักประมาณ 4-5 เซนติเมตร เราก็จะคลำได้ เพราะฉะนั้น แนะนำให้เข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจภายใน ถ้าคุณหมอสงสัยจริงๆ ก็จะมีการอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ตรวจภายในได้ การตรวจอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องก็เห็นเนื้องอก 2-3 เซนติเมตรได้.

ที่มา : พบหมอรามาฯ / สสส / โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ : Freepik

ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626162

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์มเทรนเนอร์แนะ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สร้าง “ซิกแพค” เพื่อบอดี้ที่ดูดี

อยากสวยเซ็กซี่ หรือหล่อดูดีมีซิกแพค แล้วรู้มั้ยว่าการสร้างซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงไม่เพียงทำให้รูปร่างของเราดูดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ร่างกายทำงานและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอีกด้วย ทว่า การสร้างซิกแพคแทนพุงน้อยๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องอยู่แล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหารการกิน จึงทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องถูกบดบังด้วยชั้นไขมันเอาไว้ มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละคน

กล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังถือเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่แกนกลางลำตัวที่ช่วยในการพยุงร่างกาย เราจึงต้องบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใครที่มีอาการปวดหลังง่าย นั่งนาน ยืนนาน หรือแค่ยกของก็รู้สึกปวดหลังแล้ว นั่นแสดงว่ากล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่แข็งแรงพอ

ครั้งนี้เทรนเนอร์ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย แนะนำท่าออกกำลังกาย 5 ท่าสร้างซิกแพคลดพุงแบบง่ายๆ ที่ถึงแม้อยู่บ้านก็สามารถทำได้ โดยใช้ท่าตระกูล Crunch ที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ฟิตและเรือนร่างดูเฟิร์ม เป็นคลาสที่มือใหม่ทำได้ง่ายๆ และคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วยิ่งทำก็ยิ่งดี ใครที่อยากมีซิกแพคแทนพุง บอกเลย…งานนี้ต้องลอง!!

ท่าที่ 1 “Crunch” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องส่วนบน เริ่มจากท่านอนหงาย งอแขนสองข้างกำมือแตะไว้ที่ขมับ หรือประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ตั้งเข่าขึ้น 90 องศา และวางเท้าห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วยกลำตัวส่วนบนขึ้นและลง ควรทำอย่างน้อย 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 2 “V-Crunch Hold” เพิ่มดีกรีความยากขึ้นเล็กน้อย ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากขึ้น เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนและล่าง รวมถึงต้นขา เริ่มจากท่านอนหงาย ยืดขาตรงและยกแขนขึ้นโดยวางแขนเหยียดตรงเหนือศรีษะ จากนั้นยกลำตัวขึ้นพร้อมกับยกขาเข้าหาลำตัวเป็นรูปตัว V ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วผ่อนกล้ามเนื้อกลับสู่ท่าเริ่มต้น และทำซ้ำท่าเดิมจำนวน 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 “V-Sit” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง เริ่มจากท่านั่ง วางมือไว้ข้างสะโพก เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย โดยให้ขาชิดเหยียดตรง จากนั้นยกเข่าเข้าหาหน้าอกให้ใกล้มากที่สุดแล้ววางขาลงท่าเดิม โดยไม่กระชาก แต่ใช้วิธีส่งแรงมาจากสะโพก ควรทำ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 4 “Side Crunch” เน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง เริ่มด้วยนอนตะแคงด้านข้าง เหยียดแขนล่างไปด้านหน้า แขนด้านบนยกขึ้นเหยียดตรง สายตามองหัวเข่าไว้ ยกลำตัวช่วงบนขึ้น พร้อมๆ กับยกขาทั้งสองข้างขึ้นและลงให้สุด โดยพยายามใช้แรงจากลำตัว ทำสลับซ้ายและขวาด้านละ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต ทำ 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 5 “Flutter Kicks” ช่วยฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านล่าง เน้นที่ความต่อเนื่องและโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่จะต้องเกร็งหรือแขม่วไว้ตลอดเวลา เริ่มจากท่านอนแล้วสอดมือไปใต้สะโพกหรือก้นกบ ยกขาขึ้นสลับซ้ายขวาคล้ายกรรไกร ทำสลับไปเรื่อยๆ สัก 20-30 ครั้ง

ทั้งนี้ เทรนเนอร์ยังให้คำแนะนำดีๆ เพิ่มเติมว่า คลาสนี้ควรเน้นทำแบบช้าๆ เพราะต้องการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมด้วยการหาเสื่อโยคะหรือผ้าขนหนูมารองส่วนหลังกับก้นกบเพื่อลดการบาดเจ็บจากการเสียดสีกับพื้น หรือจะเล่นบนเตียงนอนก็ได้ โดยในระหว่างออกกำลังกายแต่ละท่าต้องเก็บคางชิดอกตลอดเวลาเพื่อช่วยไม่ให้เกิดการปวดต้นคอ และหลังจากเล่นคลาสนี้แล้วควรหยุดพักหรือเว้นระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง จึงค่อยกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง ในระหว่างนั้นให้เล่นคลาสอื่นแทนได้ เช่น คาร์ดิโอ และที่สำคัญคือ ควรควบคุมอาหารด้วย แล้วซิกแพคงามๆ จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย

มาเสริมความมั่นใจกับหุ่นที่ Fit & Firm หรือสามารถติดตามข้อมูลและแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย พร้อมเรื่องราวดีๆ ได้ทาง www.fitnessfirst.co.th และ www.facebook.com/FitnessFirstThailand

เซ็นทรัลเวิลด์ฉลอง Pride Month ดึงแบรนด์ชั้นนำเปิดตัว Pride Collection #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626155

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.เซ็นทรัลเวิลด์ฉลอง Pride Month ดึงแบรนด์ชั้นนำเปิดตัว Pride Collectionศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตอกย้ำความเป็น World Social Destination ระดับโลก ฉลองเดือนแห่งภาคภูมิใจ หรือ Pride Month ดึงแบรนด์ชั้นนำเปิดตัว Pride Collection สินค้าดีไซน์พิเศษ เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQIA+

ตลอดเดือนมิถุนายน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตอกย้ำความเป็น World Social Destination ระดับโลก ร่วมฉลองเดือนแห่งภาคภูมิใจ หรือ Pride Month ดึงแบรนด์ชั้นนำ อาทิ CALVIN KLEIN, adidas, SWATCH, GUESS, Levi’s, I Wanna Bangkok และ Guss Damn Good เปิดตัว Pride Collection สินค้าคอลเลคชั่นดีไซน์พิเศษ

โดยได้รับแรงบันดาลจากจาก “สีรุ้ง หรือ Pride Colors” ซึ่งแสดงถึงสีสันที่หลากหลาย สะท้อนความหลากหลายทางเพศ ตอกย้ำถึงการเป็นโลกที่มอบประสบการณ์สุดพิเศษให้คนทุกคน โดยแบรนด์ชั้นนำทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยต่างร่วมแสดงจุดยืนและรณรงค์ร่วมกันในการแสดงออกซึ่งความเท่าเทียมทางเพศให้กับคนไทยและคนทั่วโลกเห็นความสำคัญของกลุ่ม LGBTQIA+ จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

สินค้า Pride Collection ประกอบด้วย :

adidas คอลใหม่แห่งปี 2020 สี PRIDE รวมมิตรสีสัน ซึ่งถือเป็นสีที่เปิดเผยเสน่ห์ของความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+)

Guss Damn Good ไอศกรีมรส Equality จากจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นกับ co-founder Guss Damn Good ความตั้งใจ support LGBTQ+ community จนเกิดมาเป็น workshop ตอนบ่ายเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยได้ลูกค้าและแฟนคลับร่วมกันออกไอเดียทำ story to flavor จนออกมาเป็นไอศกรีมรสชาติใหม่ Equality และ Love is love อย่างสมบูรณ์

CALVIN KLEIN ปล่อย Lifewear Limited Edition อย่างเสื้อยืด ฮูดดี้ กางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ รวมถึงไอเท็ม Sportwear อย่างสเวตเชิ้ต จ็อกเกอร์เพ้นทส์ กางเกงว่ายน้ำ และ Underwear ก็ปรับเป็นดีไซน์ให้เข้ากับการฉลอง Pride Month ด้วยเช่นกัน

SWATCH ฉลอง Pride Month ด้วย #OPENSUMMER นาฬิกาสีรุ้งสัญลักษณ์แห่งความรักและความหวังมาตอกย้ำแนวคิดของ Swatch ว่านาฬิกาสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างเปิดเผยและน่าภูมิใจ

GUESS จับมือกับซูเปอร์สตาร์ระดับโลก J BALVIN รังสรรค์เอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นพิเศษ GUESS x J BALVIN ‘COLORES’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอัลบั้มล่าสุดของ Balvin ผสมผสานระหว่างท่วงทำนองแห่งเสียงเพลง สู่สีสันแห่งเสื้อผ้าคอลเลคชั่น เริ่มวางจำหน่าย 12 มิถุนายน 2020 นี้ ที่ร้าน GUESS และผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Central Online และ LINE Official @guessthailand

Levi’s ดีไซน์ที่เป็นมากกว่าแฟชั่น Levi’s® Pride 2020: USE YOUR VOICE คอลฯ ที่เป็นพลังเสียง พลังในการสนับสนุนให้คนมีสิทธิเท่าเทียมกัน และรายได้ร่วมสนับสนุนให้กับองค์กร OutRight Action International

บราซิลติดโควิดทะลุล้าน คาดแซงหน้าสหรัฐขึ้นอันดับหนึ่งเร็วๆนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626513

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 18:32 น.บราซิลติดโควิดทะลุล้าน คาดแซงหน้าสหรัฐขึ้นอันดับหนึ่งเร็วๆนี้โควิดในบราซิลยังห่างไกลจุดพีค แม้ตัวเลขติดเชื้อทะลุล้าน คาดอีกไม่นานแซงหน้าสหรัฐป่วยเยอะสุดของโลก

กระทรวงสาธารณสุขบราซิลรายงานเมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) ว่าสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมทะลุเกิน 1 ล้านคนแล้ว โดย 24 ชั่วโมงของวันศุกร์ที่ผ่านมามีรายงานการติดเชื้อใหม่ถึง 54,771 ราย ตัวเลขสะสมทั้งประเทศอยู่ที่ 1,032,913 คน รักษาหายแล้วราว 520,000 เสียชีวิตสะสม 49,090 เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 1,206 ราย

บราซิลพบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกของประเทศเมื่อวันที่ 26 ก.พ. จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้วที่บราซิลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ และยังคงห่างไกลจากคำว่าจุดสูงสุดของการระบาด เนื่องจากยังพบรายงานผู้ติดเชื้อใหม่รายวันตั้งแต่เมืองใหญ่ของประเทศอย่างนครเซาเปาโล นครริโอเดอจาเรโร ไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลแถบป่าอเมซอน

ผู้นำบราซิลต้อนรับกลุ่มสนับสนุนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 31 พ.ค. โดยไม่มีมาตรควบคุมโรค

แม้จะยังไม่พบสัญญาณของจุดพีคการระบาด แต่ตามเมื่อใหญ่ของประเทศได้ให้ร้านค้า ร้านอาหาร และภาคธุรกิจที่ไม่จำเป็นกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้

สถานการณ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาหลายรายคาดตรงกันว่า ตัวเลขติดเชื้อสะสมของบราซิลอาจแซงหน้าสหรัฐในไม่ช้า ซึ่งขณะนี้บราซิลยังเป็นอันดับสองของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุดในโลก รองจากสหรัฐซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งด้วยผู้ติดเชื้อสะสมที่กว่า 2.2 ล้านคน

เมื่อเดือนที่แล้วองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้พื้นที่แถบละตินอเมริกากลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางระบาดแห่งใหม่ของโควิด-19 โดยขณะนี้หลายประเทศแถบอเมริกาใต้รวมถึงชิลีเปรูต่างก็มีตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันและตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันสูงขึ้น เช่นเดียวกับเม็กซิโกที่เพิ่งมียอดผู้เสียชีวิตสะสมเกินกว่า 20,000 คนแล้ว

นักกิจกรรมขุดหลุมศพปลอมกลางหาดโคปาคาบานา ประท้วงรัฐบาลไม่ใส่ใจสถานการณ์โควิด

นายแพทย์ Miguel Nicolelis นักประสาทวิทยาผู้มีส่วนในคณะทำงานรับมือโควิดของรัฐเซาเปาโล กล่าวว่า ขณะนี้บราซิลกำลังเดินตรงสู่หายนะ “คุณจะเห็นได้ว่าบราซิลซึ่งมีประชากร 212 ล้านคน เป็นศูนย์กลางระบาดตั้งแต่เดือนเมษายน เราเฝ้าดูสถานการณ์ทั่วโลกผ่านไปโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย”

นายแพทย์ Nicolelis กล่าววิจารณ์ถึงการทำงานของประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ผู้นำบราซิลซึ่งเพิกเฉยและไม่รับมือกับปัญหาโควิดอย่างจริงจัง รัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละรัฐในบราซิลต้องหามาตรการรับมือกันเอง

ประธานาธิบดีโบลโซนารู ผู้ซึ่งได้ฉายาว่าทรัมป์แห่งอเมริกาใต้ ตกเป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงเรื่องดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของบราซิลเองซึ่งสละเก้าอี้ไปแล้วถึง 2 รายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้นำ ประธานาธิบดีโบลโซนารูได้แต่ตั้งรมว.กระทรวงหมอคนใหม่เป็นนายพลในกองทัพที่ชื่อ Eduardo Pazuello ซึ่งไม่ได้มีประสบการบริหารงานด้านสาธารณสุขของประเทศมาก่อน

แม้ยอดติดเชื้อของบราซิลจะยังไม่ถึงจุดพีค แต่ที่”พีค”กว่าคือท่าทีอันเพิกเฉยของผู้นำบราซิลเนื่องจากเขายังได้เพิกเฉยต่อมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยบอกว่ามาตรการนี้จะยิ่งทำให้คนตกงาน และเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจประเทศยิ่งกว่าไวรัสโควิดเสียอีก

อีกความพีคของโบลโซนารูคือ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน”ทรัมป์แห่งอเมริกาใต้”ผู้นี้ยังได้แสดงจุดยืนเดียวกับ”ทรัมป์แห่งสหรัฐ” ด้วยการขู่ว่าจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก โดยให้เหตุผลว่าเป็นหน่วยงานแห่งนี้ทำงานโดยมีวาระซ้อนเร้นเรื่อง “อคติเชิงอุดมการณ์” (ideological bias) จากการแสดงท่าทีหลายครั้งของอนามัยโลกที่”เอาแน่เอานอน”ไม่ได้

เจ้าชายชาร์ลส์-ผู้นำฝรั่งเศส ไหว้ทักทายแทนจับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626506

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 16:20 น.เจ้าชายชาร์ลส์-ผู้นำฝรั่งเศส ไหว้ทักทายแทนจับมือเจ้าชายชาร์ลส์ทรงใช้การไหว้ (นมัสเต) ทักทายผู้มาเข้าเฝ้าแทนจับมือนับตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดในอังกฤษ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ และคามิลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ทรงให้การต้อนรับประธานาธิบดีเอ็นมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร เพื่อรำลึกครบรอบ80ปี การกล่าวปราศรัยของประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ต่อพลเมืองฝรั่งเศส จากเหตุการณ์รุกรานของกองทัพนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1940 ณ สวน Carlton Gardens ใกล้พระตำหนักคลาเรนส์เฮาส์ ที่ประทับกลางกรุงลอนดอน

การเสด็จออกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เพื่อต้อนรับประธานาธิบดีฝรั่งเศส นับเป็นการเสด็จออกเพื่อต้อนรับประมุขต่างชาติครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังจากที่อังกฤษใช้มาตรการล็อกดาวน์และเจ้าชายชาร์ลส์ทรงหายจากประชวรติดเชื้อโควิด

ในการนี้ เจ้าชายยังทรงใช้วิธีการไหว้ (หรือการนมัสเตตามแบบฉบับอินเดีย) ในการทักทายผู้นำฝรั่งเศสแทนการสัมผัสพระหัตถ์ ซึ่งประธานาธิบดีมาครงก็ใช้การไหว้แทนการจับมือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เช่นกัน รวมถึงดัชเชสคามิลาทรงใช้การไหว้ทักทายผู้นำฝรั่งเศส

สำหรับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงใช้การไหว้ในการทักทายผู้มาเข้าเฝ้านับตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งอังกฤษเริ่มพบการระบาดของเชื้อโควิดในประเทศ

แม้ว่าพระองค์จะหายจากการประชวรติดเชื้อโควิดแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้เจ้าชายทรงเผยระหว่างการเสด็จเยี่ยมประทานกำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า แม้ทรงหายประชวรโควิดแล้วแต่การรับรู้กลิ่นและรสของพระองค์ยังไม่กลับมาปกติ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://www.posttoday.com/world/626261)

เยอรมนีถอนไทยจากกลุ่มประเทศเสี่ยงโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626500

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 15:07 น.เยอรมนีถอนไทยจากกลุ่มประเทศเสี่ยงโควิดเยอรมนีถอนไทยจากลิสต์ประเทศเสี่ยงระบาดโควิดแล้ว หลังไร้ติดเชื้อต่อเนื่องนาน 26 วัน

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. เว็บไซต์สถาบัน Robert Koch Institute (RKI) หน่วยงานการวิจัยป้องกันและควบคุมโรคของเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อและสถานการณ์ไวรัสโควิด ได้อัพเดตรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงระบาดจากไวรัสโควิด โดยRKIได้ถอนประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงระบาดโควิดแล้ว หลังจากไทยไร้ผู้ติดเชื้อภายในประเทศต่อเนื่องนาน 26 วัน

การถอนรายชื่อไทยออกจากกลุ่มประเทศเสี่ยงดังกล่าว ส่งผลให้พลเมืองไทยที่ประสงค์เดินทางเข้าเยอรมนีไม่จำเป็นต้องเข้ามาตรการกักกันตัวเป็นเวลา 14 วันตามข้อกำหนดของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตเยอรมนีอาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างไทยกับเยอรมนีต่อไป

ที่มา : https://www.rki.de/DE/Content/InfAZ/N/Neuartiges_Coronavirus/Risikogebiete_neu.html

โมดีลั่น กองทัพมีอิสระใช้กำลังทหารบนพรมแดนพิพาทจีนทันทีหากจำเป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626496

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 14:12 น.โมดีลั่น กองทัพมีอิสระใช้กำลังทหารบนพรมแดนพิพาทจีนทันทีหากจำเป็นนายกโมดีย้ำ แม้ไม่มีทหารฝ่ายใดละเมิดพรมแดนก่อนแต่คนอินเดียโกรธจีนมาก พร้อมเสริมกำลังพลเข้าพื้นที่พิพาทแล้ว

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดียกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า กองทัพอินเดียมีอำนาจอิสระที่จะกระทำการใดๆก็ตาม”หากจำเป็น” เพื่อจัดการปัญหาด้านพรมแดนระหว่างจีนบริเวณเทือกเขาหิมาลัย หลังจากที่ทหารซึ่งประจำการบริเวณดังกล่าวของทั้งสองฝั่ง เข้าปะทะกันจนมีรายงานเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บและเสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งให้เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลโมดี เนื่องจากมีรายงานทหารฝั่งอินเดียราว 20 นายเสียชีวิจจากเหตุปะทะ โดยนายกโมดีได้กล่าวผ่านโทรทัศน์ท้องถิ่นในวันศุกร์ว่า แม้จะไม่ทหารจากฝ่ายใดละเมิดพรมแดน รวมถึงอินเดียไม่ได้เสียพื้นที่ในการปกป้องอธิปไตย แต่คนอินเดียรู้สึกโกรธทางจีนมาก ทั้งตนยังได้ให้อำนาจกองทัพมีอิสระในการจัดการปัญหาเหนือพรมแดนอย่างเต็มที่หากจำเป็น และเสริมกำลังพลเข้าในพื้นที่เพื่อตรวจสอบลาดตระเวนตามแนวชายแดน

เมื่อวานนี้ทางด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินเดียเผยว่า นายสุพรหมณยัม ชัยศังกระ รมว.กระทรวงการต่างประเทศได้หารือทางโทรศัพท์กับนายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน โดยแม้ทั้งสองยังคงตำหนิว่าต่างฝ่ายต่างปล่อยให้ทหารรุกล้ำเขตแดนก่อน แต่ก็ยืนยันจะร่วมกันหาทางออกด้วยสันติวิธี

จนถึงตอนนี้ทางการจีนยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขทหารฝ่ายตนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แม้ว่าสื่ออินเดียจะรายงานตรงกันว่ามีการสูญเสียของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย

โสมเหนือโต้กลับ เตรียมส่งใบปลิวต้านเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626486

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 12:32 น.โสมเหนือโต้กลับ เตรียมส่งใบปลิวต้านเกาหลีใต้คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียด! เปียงยางเตรียมโต้กลับ ส่งใบปลิวข้ามพรมแดนต้านเกาหลีใต้

สำนักข่าวกลางเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า ชาวเกาหลีเหนือทั่วประเทศกำลังเตรียมใบปลิวสำหรับบรรจุในบอลลูน กองมหึมาสำหรับเตรียมปล่อยข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้เพื่อต่อต้านรัฐบาลโซล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้แปรพักตร์จากฝั่งเหนือ ส่งบอลลูนบรรจุใบปลิวลักษณะเดียวกันข้ามแดนมายังเกาหลีเหนือ จนทำให้บรรยากาศตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาระอุอีกครั้ง

เคซีเอ็นเอระบุว่า การส่งใบปลิวที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นมาตรการตอบโต้รัฐบาลโซลอย่างสาสม เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกแบบเดียวกันว่าเรื่องนี้น่ารำคาญใจเพียงใด

เรื่องดังกลาว แม้เกาหลีใต้ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แต่ทางโฆษกกระทรวงรวมชาติกล่าวในตอนหนึ่งของการแถลงข่าวว่า จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในท้องที่เพื่อสกัดความพยายามในการส่งบอลลูนเหล่านี้ให้ลอยข้ามแดนมายังฝั่งใต้

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีกลับมาระอุอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลเปียงยางได้ระเบิดทิ้งศูนย์ประสานงานร่วมที่ตั้งในนิคมอุตสหกรรมแกซฮง เนื่องจากไม่พอใจอย่างหนักที่เกาหลีใต้นิ่งเฉยไม่จัดการกับกลุ่มแปรพักตร์ที่ส่งใบปลิวลักษณะเดียวกันมายังฝั่งเหนือ แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวของนางสาวคิมโยจอง น้องสาวผู้นำคิมจองอึนที่ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวในประเด็นเหล่านี้อย่างผิดปกติ

อนึ่ง วันที่ 25 มิ.ย. นี้ จะเป็นวาระครบรอบ 50 ปีที่สงครามเกาหลีปะทุอย่างเป็นทางการด้วย

เมียนมาพบติดโควิดใหม่ 23 ราย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานกลับจากไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626473

วันที่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 09:50 น.เมียนมาพบติดโควิดใหม่ 23 ราย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานกลับจากไทยเมียนมาเจอติดโควิดใหม่จำนวนสูงสุดรอบ 3 เดือน เป็นแรงงานกลับจากไทยและมาเลเซีย

เมียนมาไทมส์รายงานว่า จากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขเมียนมาเมื่อเย็นวานนี้ (19 มิ.ย.) ระบุว่า เมียนมาพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 23 คน เป็นแรงงานเมียนมาที่เดินทางกลับจากไทยและมาเลเซีย ผ่านด่านบริเวณชายแดนจังหวัดตากเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ทางการเมียนมาเพิ่งรายงานเรื่องดังกล่าว นับเป็นการพบติดเชื้อใหม่รายวันสูงสุดในรอบ 3 เดือนของเมียนมา ส่งผลให้ตัวเลขติดเชื้อสะสมที่ 286 ราย รักษาหายแล้ว 177ราย เสียชีวิต 6 คน 

รายงานระบุว่า ผู้ติดเชื้อใหม่ 23 รายนั้นจำนวนนี้ 19 รายเป็นแรงงานที่กลับจากไทยเดินทางผ่านด่านข้ามแดนแม่สอดจังหวัดตากไปยังฝั่งเมียวดี 18 รายและจังหวัดระนอง 1 ราย ส่วนอีก4รายกลับจากมาเลเซีย โดยขณะนี้ส่วนใหญ่ถูกกักกันในศูนย์กักกันโรคภายในเขตอุตสาหกรรมในเมืองพะอัน เมืองเอกของรัฐกะเหรี่ยง ติดกับชายแดนไทยบริเวณจังหวัดตาก ก่อนจะเตรียมส่งไปรักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลในนครย่างกุ้ง

ด้านนาย Thant Zin Aung สส.เมียนมาจากเขตเมียวดีเผยกับรอยเตอร์ว่า แรงงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ถูกทางการไทยส่งตัวกลับประเทศ หลังโดนจับกุมฐานละเมิดวีซ่า โดยถูกกักตัวที่ศูนย์กักตัวคนเข้าเมืองใกล้ชายแดน และหลายคนในกลุ่มนี้เคยถูกคุมขังด้วยความผิดเข้าเมืองผิดกฎหมายในมาเลเซียมาก่อน โดยเชื่อว่าผู้ที่ติดเชื้อใหม่นี้ อาจเป็นผู้อพยพโรฮีนจาที่ถูกเนรเทศฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการไทยและมาเลเซียได้เนรเทศชาวเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายหลายรายกลับประเทศ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมการระบาด

อย่างไรก็ดียังไม่ชัดเจนว่า 19 แรงงานที่ติดเชื้อแล้วอ้างว่ามีประวัติกลับจากไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นการติดจากช่วงไหน เป็นการติดระหว่างอยู่ในค่ายกักกัน หรือมีประวัติใกล้ชิดกับแรงงานส่วนอื่นก่อนผ่านด่านชายไทยหรือไม่ รวมถึงตามรายงานข่าวที่ระบุว่าเป็นการผ่านด่านชายแดนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดผ่านแดนเข้าออกตามปกติ จะต้องเป็นการขออนุญาตตามความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวรองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไทย อยู่ระหว่างเร่งประสานของขอข้อมูลความชัดเจนเพิ่มเติมจากทางการเมียนมา

แฟ้มภาพโพสต์ทูเดย์

อินเดียจะหันไปซบตะวันตกเพื่อเอาคืนจีนหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626456

วันที่ 19 มิ.ย. 2563 เวลา 20:55 น.อินเดียจะหันไปซบตะวันตกเพื่อเอาคืนจีนหรือไม่ที่ผ่านมาสหรัฐและพันธมิตรพยายามดึงอินเดียเข้ามาเป็นพวกเพื่องัดข้อกับจีน และตอนนี้การปะทะกันอย่างดุเดือดบริเวณหุบเขาแม่น้ำกัลวันในแคว้นลาดักเมื่อเร็วๆ นี้ ดูเหมือนจะผลักอินเดียไปหาสหรัฐมากขึ้น

การปะทะกันที่พรมแดนอินเดีย-จีนรอบล่าสุดนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 45 ปี ส่งผลให้ทหารอินเดีย 20 นายเสียชีวิต ส่วนตัวเลขทหารจีนที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล

นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดรอบใหม่นี้จะเป็นบททดสอบสุดหินว่าอินเดียพร้อมหรือเต็มใจจะงัดข้อกับมหาอำนาจอย่างจีนหรือไม่

ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการจับตาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์การรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส อินเดียก็เริ่มแสดงท่าทีให้สหรัฐเห็นว่าความหวังจะได้อินเดียเป็นพวกเริ่มใกล้ความจริงมากขึ้น

เดือนนี้อินเดียเพิ่งจะเซ็นสัญญาทางทหารกับออสเตรเลียเพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถใช้ฐานทัพของกันและกันได้ และอาจเลยไปถึงการเชิญออสเตรเลียเข้าร่วมซ้อมรบที่กองทัพเรืออินเดียจับมือกับกองทัพเรือญี่ปุ่นและสหรัฐ เพื่อแสดงแสนยานุภาพของกลุ่ม Quad ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐ และอินเดีย เพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในภูมิภาค

แม้ว่าอินเดีนเริ่มมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และเก้าอี้กรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งอินเดียได้ร่วมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบต้นตอของเชื้อโคโรนาไวรัส

ทว่าอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของอินเดียยังเทียบจีนไม่ติด ซึ่งอาจทำให้อินเดียยังไม่กล้ายกระดับความขัดแย้งทางอาวุธในการปะทะที่พรมแดนหิมาลัยที่ทหารทั้งสองฝ่ายเพิ่งแลกอาวุธกัน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งจีนและอินเดียจะพยายามเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างกัน แต่ภาพถ่ายทางดาวเทียมและปากคำของชาวบ้านในพื้นที่ พบว่ายังมีการเพิ่มกำลังทหารอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองฝ่าย

จริงอยู่ว่าอินเดียมีกองทัพที่ใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่ยังมีความล้าหลังและสู้ประเทศอื่นไม่ได้ โดยเฉพาะจีน ปีนี้อินเดียจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมเกือบ 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนทุ่มงบถึง 178,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรียกว่าเทียบกันไม่ติด

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนทำให้อินเดียรู้สึกว่าถูกจีนโอบล้อมไว้อย่างหนาแน่นด้วยการใช้เพื่อนบ้านของอินเดียเป็นเครื่องมือ

กรณีที่เห็นได้ชัดและเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือ ระหว่างที่อินเดียรับมือกับจีนที่พรมแดนหิมาลัย เนปาลเพื่อนบ้านก็อนุมัติแผนที่ฉบับใหม่โดย ผนวกเอาดินแดนที่อินเดียอ้างสิทธิไปเป็นของตัวเอง ซึ่งทางการอินเดียเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของเนปาลได้รับคำสั่งมาจากจีน

นอกจากนั้น จีนยังเข้ายึดท่าเรือของศรีลังกาซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของอินเดียหลังจากศรีลังกาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนจีน ทำให้อินเดียกังวลว่าจีนจะส่งทหารเข้าไปประจำที่ท่าเรือนี้

ส่วนจีนเองก็อ่อนไหวกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างอินเดียกับชาติตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ

ทว่าความสัมพันธ์ของสหรัฐกับอินเดียก็ใช่ว่าจะหวานชื่น แต่ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งบริเวณพรมแดนกับจีนรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายจึงเชื่อว่าตัวเลือกเดียวของอินเดียก็คือหันไปซบตะวันตก

วิชัย เคเชฟ โกเคล อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียเผยว่า นานาประเทศไม่อาจเพิกเฉยกับความก้าวร้าวของจีนและจำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐ

“ในยุคหลัง Covid-19 การสานสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศในเวลาเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นอีก” โกเคลระบุ

เรียบเรียงจาก Will India Side With the West Against China? A Test Is at Hand