รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677802

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 14:35 น.รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง?

เมื่อเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากอวัยวะต่างๆในร่างกายจะทยอยเสื่อมลงไปแล้ว ยังมีสิ่งที่ลดน้อยลงโดยเรามักไม่รู้ตัว นั่นก็คือ ฮอร์โมน นั่นเอง ซึ่งเจ้าฮอร์โมนเหล่านี้เองที่มีส่วนให้อวัยวะ หรือการทำงานในร่างกายเราเสื่อมลง รวมถึงอารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า “วัยทอง” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในชายและหญิง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มมีอาการวัยทองแล้ว?

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ได้ให้ข้อมูลวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง ดังนี้

  • อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ขี้วิตกกังวล
  • สมาธิสั้น ความจำแย่ลง การตัดสินใจช้าลง
  • นอนหลับยาก มีคุณภาพการนอนไม่ดี อ่อนเพลีย
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อยๆในช่วงกลางวัน ไม่กระฉับกระเฉง
  • เหนื่อยง่าย ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดศีรษะ

โดยปกติฮอร์โมนในร่างกายเราจะทำงานร่วมกัน ในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนเพศ (ชาย : เทสโทสเทอโรน , หญิง : เอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรน) ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนดีเอชอีเอ และโกรว์ธฮอร์โมน ทำให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง นอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย มีสมาธิและความจำดี แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นั่นเป็นอาการแสดงที่ร่างกายเราฟ้องว่า ฮอร์โมนต่างๆเหล่านี้เริ่มทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์

จะทำยังไงให้ร่างกายเราทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม?

โชคดีที่การแพทย์ปัจจุบันสามารถตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆได้อย่างละเอียด หลักการก็คือ ร่างกายเราขาดฮอร์โมนตัวไหน ก็ให้ตัวนั้นเข้าไปทดแทน หรือที่เรียกว่า การให้ฮอร์โมนทดแทน นั่นเอง ฟังดูเหมือนง่ายใช่มั้ยคะ แต่ที่ยากก็คือ เราไม่สามารถให้ฮอร์โมนได้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่ทราบว่าร่างกายขาดฮอร์โมนตัวไหนบ้าง การรับประทานฮอร์โมนเองอาจทำให้เราได้รับอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด หรือรับยาโดยไม่จำเป็น รวมถึงข้อห้ามใช้ต่างๆ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อตรวจดูระดับฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จากนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนตามระดับที่เหมาะสมค่ะ โดยฮอร์โมนที่ใช้ควรเป็น Bio-Identical Hormones คือ ฮอร์โมนที่มีลักษณะเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย

แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677660

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:15 น.แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย 'โรคกระดูกสันหลังเสื่อม' รู้เร็ว รักษาได้

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก

เรื่องนี้ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ให้ข้อมูลอธิบายผ่านบทความเรื่อง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การใช้ชีวิตในสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร?

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือความเสื่อมของโครงสร้างร่างกายที่ช่วยให้มนุษย์สามารถยืนหรือนั่งตัวตรงได้ ประกอบไปด้วย ปล้องกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ เอ็นยึดข้อต่อ และกล้ามเนื้อข้างเคียง มักพบในตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำ เช่น กระดูกสันหลังส่วนคอ และกระดูกส่วนเอว โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงไม่มีเวลาออกกำลังกายเท่าที่ควร

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง (Spine) เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติของร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องระบบประสาทส่วนกลาง ในที่นี้คือไขสันหลัง และเส้นประสาท และในมนุษย์จะมีรูปร่างแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะสามารถยืนตั้งตัวตรงได้ และช่วยในการเคลื่อนไหว โดยกระดูกสันหลัง ประกอบไปด้วย

1. ปล้องกระดูกสันหลัง (Vertebra)

2. หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc)

3. ข้อต่อระหว่างกระดูก (Facet joint)

4. เอ็นยึดข้อต่อ (Ligament)

นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อข้างเคียงที่ช่วยพยุงและยึดโยงกระดูกสันหลังชิ้นต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. อายุที่มากขึ้น
  2. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
  3. การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เช่น นั่งทำงาน หรือยืน
  4. การทำงานใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำงานในท่าก้มเป็นประจำ เช่น ช่างซ่อมรถยนต์ หรือการแบกของหนัก ๆ เกินเกณฑ์เป็นเวลานาน ๆ
  5. วิถีชีวิตที่ใช้งานกระดูกคอมากขึ้น เช่น การก้มดูโทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ เหล่านี้ หมอนรองกระดูกจะเริ่มมีร่องรอยความเสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียน้ำ และมีการยุบตัวลง เกิดการไม่มั่นคงของโครงสร้างเกิดขึ้น กล้ามเนื้อข้างเคียงพยายามพยุงโครงสร้างเหล่านี้ และร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างกลุ่มกระดูกงอก เพื่อรองรับโครงสร้างที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้ป่วยจะเริ่มปวดเมื่อมีการคลอนของโครงสร้างเกิดขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกที่ยุบและกลุ่มกระดูกที่งอกนี้ไปกดเส้นประสาทข้างเคียงก็จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. อาการที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ได้แก่ อาการปวดคอ อาการปวดหลัง มักจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจปวดเวลานั่งนาน ๆ หรือปวดเวลาขยับตัว หากผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ก็อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่ท้ายทอย หรือบริเวณไหล่ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีการแข็งตัวของกระดูกสันหลัง ก็จะเกิดการก้มเงยได้ลำบาก ขยับตัวได้ลำบาก

2. อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งเกิดจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ได้แก่ การปวดร้าวไปที่แขนหรือขา อาจมีอาการชา หรือการอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการจะเป็นข้างเดียว หรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้ อาการทางระบบประสาทก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่มีไขสันหลังถูกกดทับ นอกจากอ่อนแรงแล้ว ก็อาจมีอาการเดินลำบาก การใช้มือหยับจับของได้ไม่ถนัด หรือมีการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

หลังจากแพทย์ซักประวัติอาการปวด ลักษณะการใช้งาน และประวัติอื่น ๆ และตรวจร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหวกระดูกและข้อ และระบบประสาทแล้ว แพทย์จะส่งทำเอ็กซเรย์กระดูกสันหลังส่วนที่เกี่ยวข้อง หากได้ข้อมูลไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำ MRI เพื่อดูลักษณะของโครงสร้างที่เราสงสัย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า (EMG) ในผู้ป่วยบางราย สำหรับการเจาะเลือดเพื่อดูค่าผลเลือดที่เกี่ยวข้องนั้นจะทำในกรณีที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

1. การรักษาแบบอนุรักษ์

-การให้ยาลดปวดหรือยาต้านอักเสบ

-การให้ยาลดปวดเส้นประสาท

-การทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้ความร้อน การดึงหลังหรือคอ

-การฉีดยาสเตียรอยด์ เพื่อลดปวดตามข้อบ่งชี้

2. การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น การผ่าตัดเพื่อยกจุดกดทับ หรือการผ่าตัดเพื่อเสริมความมั่นคง โดยการใส่เหล็กดาม

การป้องกันโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. การใช้งานหลังให้ถูกวิธี เช่น เวลาเรานั่ง เราควรจะต้องตัวตรง หลังชิดกับพนักพิง อาจจะมีหมอนเล็ก ๆ รองที่บริเวณหลังกับพนักพิง สำหรับเก้าอี้ที่ดี พนักพิงควรจะสูงถึงบริเวณไหล่ ส่วนเรื่องคอ บางครั้งเราก็จะเผลอในการที่จะก้มคอดูโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ หรือดูจอโน๊ตบุ๊ค เราจะต้องคอยรู้ตัวตลอดเวลา ว่าคอเราควรจะตั้งตรง ตามองตรง และมองสิ่งที่เราจะมองลงไปประมาณ 15-20 องศา ก็จะช่วยทำให้อาการปวดคอลดลงได้
  2. ไม่ควรใช้หลังในท่าเดิม ๆ นานเกินไป คววรหยุดพักยืดเส้นยืดสาย เช่น การนั่งเกิน 45 นาที ควรมีเวลาพักเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 10-15 นาที
  3. ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรง และเสริมความยืดหยุ่น เช่น การฝึกเกร็งหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง ทั้งในเวลาที่มีการใช้งาน หรือจัดเวลาการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลางลำตัว เช่น Planking นอกจากนี้ก็ยังต้องมีการออกกำลังเพื่อเสริมความยืดหยุ่นให้กับร่างกายด้วย
  4. ลดการใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม งดการยกของหนัก หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงบาดเจ็บที่บริเวณหลัง
  5. การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินเกณฑ์
  6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ชาวโลกแบกน้ำมันแพงแค่ไหน ลิตรละเท่าไรหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677830

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ชาวโลกแบกน้ำมันแพงแค่ไหน ลิตรละเท่าไรหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

ส่องราคาน้ำมันในต่างประเทศ ท่ามกลางวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

หลังจากที่สหรัฐประกาศแบนน้ำมันและสั่งห้ามนำเข้าพลังงานอื่นๆ ของรัสเซียเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ราคาเฉลี่ยของสำหรับน้ำมันดีเซล 1 แกลลอนในสหรัฐอยู่ที่ 4.88 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 161.78 บาท) ทำลายสถิติค่าน้ำมันดีเซลที่แพงที่สุด โดยสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 4 เหรียญสหรัฐ (132.61 บาท)

ขณะที่เพื่อนบ้านไทยอย่างลาว วันนี้ (10 มี.ค.) ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในกรุงเวียงจันทน์อยู่ที่ 18,640 กีบ (54.28 บาท) ต่อลิตร และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 14,510 กีบ (42.26 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 16,930 กีบ (49.30 บาท) และดีเซลอยู่ที่ 12,940 กีบ (37.68 บาท)

ด้านเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 วันนี้อยู่ที่ประมาณ 2,290 จัต (42.99 บาท) และดีเซลประมาณ 2,455 จัต (46.08 บาท) ต่อลิตร สำหรับในย่างกุ้งราคาน้ำมันเบนซิน 95 วันนี้อยู่ที่ 2,195 จัต (41.20 บาท) และดีเซล 2,405 จัต (45.14 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 1 ม.ค. ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในย่างกุ้งอยู่ที่ 1,140 จัต (21.39 บาท) และ 1,375 จัต (25.81 บาท) สำหรับน้ำมันดีเซล 

ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในสิงคโปร์วันนี้อยู่ที่ประมาณ 3.2 ดอลลาร์สิงคโปร์ (77.98 บาท) และดีเซลประมาณ 2.9 ดอลลาร์สิงคโปร์ (70.61 บาท) เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ประมาณ 2.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ (69.35 บาท) และดีเซลประมาณ 2.4 ดอลลาร์สิงคโปร์ (58.40 บาท)

ขณะที่มาเลเซีย ราคาน้ำมันเบนซิน 97 ขยับขึ้นเล็กน้อย 30 เซนต์ เป็น 3.75 ริงกิต (29.84 บาท) ต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันอื่นๆ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตยูเครน โดยน้ำมันเบนซิน 95 ในวันนี้อยู่ที่ประมาณ 2.05 ริงกิต (16.33 บาท) ต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 2.15 ริงกิต (17.02 บาท) ต่อลิตร 

ทั้งนี้ มาเลเซียอาจทุ่มเงินถึง 28,000 ล้านริงกิตในการอุดหนุนน้ำมันในปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบยังคงสูงหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย หลังจากที่มาเลเซียจ่าย 11,000 ล้านริงกิตในการอุดหนุนน้ำมันในปีที่แล้ว

ด้านสหราชอาณาจักร ราคาน้ำมันเบนซินวันนี้อยู่ที่ 158.2 เพนซ์ (69.11 บาท) และดีเซล 165.2 (72.17 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งราคาน้ำมันดีเซลในสหราชอาณาจักรทำสถิติใหม่ที่ 151.21 เพนซ์ (66.06 บาท) ส่วนราคาน้ำมันเบนซินโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 147.67 เพนซ์ (64.51 บาท) ต่อลิตร

สำหรับราคาน้ำมันเบนซินในโปแลนด์วันนี้อยู่ที่ 6.32 ซวอตือโปแลนด์ (48 บาท) และดีเซลอยู่ที่ 6.86 ซวอตือโปแลนด์ (52.12 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 5.53 ซวอตือโปแลนด์ (ประมาณ 42 บาท) และ 5.62 ซวอตือโปแลนด์ (42.70 บาท) สำหรับน้ำมันดีเซล

เช่นเดียวกับราคาน้ำมันในฝรั่งเศสซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของตลาดภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ตามเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาน้ำมัน Carbu.com ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.10 ยูโรเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และมากกว่า 0.18 ยูโรในหนึ่งเดือน ขณะที่ดีเซลพุ่งขึ้นเกือบ 0.20 ยูโรในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา และมากกว่า 0.25 ยูโรในหนึ่งเดือน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

ในวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินในฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 1.93 ยูโร (70.53 บาท) และดีเซล 1.976 ยูโร (72.25 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 28 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 1.81 ยูโร (66.18 บาท) และ 1.74 ยูโร (63.61 บาท) ต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล

Photo by REUTERS/Francis Mascarenhas

อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677843

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 17:54 น.อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

รัฐบาลอังกฤษหยุดการขายสโมสรฟุตบอลเชลซีตามแผน เช่นเดียวกับการขายผู้เล่น ตั๋วใหม่ และสินค้าหลังจากคว่ำบาตร โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) เจ้าของสโมสร แต่กล่าวว่าทีมจะสามารถทำการแข่งขัน

อับราโมวิชกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขากำลังขายสโมสร แต่ล่าสุดทรัพย์สินของเขาในสหราชอาณาจักรถูกระงับตามมาตรการคว่ำบาตรบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่าได้ออกใบอนุญาตพิเศษเพื่อให้เชลซีสามารถทำการแข่งขันและจ่ายเงินให้กับพนักงาน แต่จะจำกัดการขายตั๋ว การขายสินค้า และแม้แต่การซื้อขายผู้เล่นที่มีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดี

อับราโมวิชซื้อเชลซีในปี 2546 และนำไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่ของสโมสร ซึ่งคว้าแชมป์ลีก 5 สมัยและแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ถ้วยภายใต้การนำของเขา

นาดีน ดอร์รีส์ รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกใบอนุญาตเพราะไม่ต้องการทำร้ายเชลซี

“ฉันรู้ว่าเรื่องนี้อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลจะทำงานร่วมกับลีกและสโมสรต่างๆ เพื่อให้ฟุตบอลมีการเล่นต่อไป ในขณะเดียวกันก็รับรองได้ว่าการคว่ำบาตรจะส่งผลถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้” เธอกล่าวบนทวิตเตอร์ “สโมสรฟุตบอลเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและเป็นรากฐานของชุมชนของเรา เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องพวกเขา”

ผู้ถือตั๋วฤดูกาลของเชลซีและผู้ที่ซื้อตั๋วแล้วสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ และฝ่ายที่ซื้อหรือผลิตสินค้าของสโมสรก่อนวันพฤหัสบดียังคงขายได้ รัฐบาลกล่าว

ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงได้รับอนุญาตให้ออกอากาศการแข่งขันใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชลซีภายใต้การจัดเตรียมที่มีอยู่แล้ว และสามารถจ่ายเงินรายได้ให้กับสโมสรสำหรับการออกอากาศใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันเหล่านั้น

การเตรียมการชำระเงินสำหรับข้อตกลงในการกู้ยืมหรือโอนผู้เล่นที่ตกลงกันไว้ก่อนการลงโทษก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

รัฐบาลกล่าวว่าใบอนุญาตซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีและหมดอายุในวันที่ 31 พฤษภาคมจะถูกเก็บไว้ภายใต้การพิจารณา

Source – REUTERS

Photo – REUTERS/Suzanne Plunkett/File Photo

ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677813

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 15:18 น.ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

สหรัฐกำลังวิ่งวุ่นเพื่อให้ประเทศต่างๆ ปล่อยน้ำมันอกมา ทว่า แม้แต่พันธมิตรของสหรัฐก็ทำหูทวนลม

The Wall Street Journal รายงานว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่จะให้ทรงพูดคุยกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

“มีความคาดหวังที่จะมีการโทรศัพท์หารือกันบ้าง แต่ก็ไม่เกิดขึ้น” เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งบอกกับ The Wall Street Journal “มันเป็นส่วนหนึ่งของการไขก๊อก [ปล่อยน้ำมันซาอุดิอาระเบีย]” 

ขณะที่ Axios รายงานว่า ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไบเดนกำลังหารือเกี่ยวกับการเยือนซาอุดิอาระเบียของไบเดนในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่เสื่อทรามลงไปและโน้มน้าวให้ซาอุดีอาระเบียปล่อยน้ำมันออกมาให้มากขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐและซาอุดีอาระเบียเริ่มระหองระแหงกัน เพราะ CIA เชื่อว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงมีส่วนเกี่ยวข้อกับการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ และคอลัมนิสต์ของ Washington Post

ไบเดนแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานอย่างโจ่งแจ้ง โดยระหว่างการหาเสียงในปี 2020 ไบเดนสัญญาว่าจะทำให้ซาอุดิอาระเบียเป็น “ประเทศนอกคอก” ฐานพัวพันกับสังหารจามาล คาช็อกกี และความพัวพันของซาอุฯ กับสงครามในเยเมน

หลังจากที่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ทำเนียบขาวได้ลดระดับมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน โดยระบุพระสถานะเป็นเพียงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ทั้งๆ ที่พระองค์มีอำนาจสูงสุดในการบิรหารประเทศในทางพฤตินัย และผู้นำทั้งสองยังไม่ได้พูดคุยกันเลย

Bandar Algaloud/Courtesy of Saudi Royal Court/Handout via REUTERS

Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677827

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 16:34 น.Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีคำสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อมเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความกังวลว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียจะนำมาสู่สงครามนิวเคลียร์

ปูตินมีกระเป๋าสั่งยิงอาวุธนิวเคลียร์ติดตัวไปด้วยทุกที่ โดยเรียกกระเป๋านี้ว่า เชเกต (Cheget) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบอัตโนมัติสำหรับการสั่งการและควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย (SNF) โดยพัฒนาขึ้นในช่วงรัฐบาล ยูริ อันโดรปอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษ 1980

แต่กว่าจะนำมาใช้จริงๆ ก็ในสมัยที่ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตเมื่อเดือน มี.ค. 1985

ชีเกตจะเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารพิเศษที่มีโค้ดเนมว่า กัฟกัซ (Kavkaz ซึ่งเป็นชื่อท้องถิ่นของภูมิภาคคอเคซัส) ซึ่ง สนับสนุนการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในขณะที่พวกเขากำลังตัดสินใจว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

ต่อไปนี้คือขั้นตอนการยิงอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

ใครมีสิทธิ์ตัดสินใจสั่งยิง

เอกสารเมื่อปี 2020 ฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า “หลักการพื้นฐานของนโยบายรัฐของสหพันธรัฐรัสเซียเกี่ยวกับการยับยั้งนิวเคลียร์” ระบุว่า ประธานาธิบดีรัสเซียมีอำนาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยตัวกระเป๋าชีเกตเองนั้นไม่ได้ติดตั้งปุ่มสั่งยิง เพียงแต่ส่งคำสั่งยิงไปยังหน่วยบัญชาการทหารส่วนกลาง นั่นคือเสนาธิการ

ส่วนอีก 2 คนที่มีกระเป๋าชีเกตคือ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและเสนาธิการเช่นเดียวกับในสมัยโซเวียต

ถ้าปูตินสั่งยิงจะเกิดอะไรขึ้น

เสนาธิการรัสเซียเป็นผู้ถือรหัสสั่งยิงและมี 2 วิธีในการปล่อยหัวรบนิวเคลียร์คือ 1.ส่งรหัสไปยังผู้สั่งการอาวุธแต่ละคน ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการยิง 2.ระบบสั่งรองที่เรียกว่า Perimetr ซึ่งเสนาธิการสามารถยิงขีปนาวุธที่ยิงจากภาคพื้นดินได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บัญชาการคนอื่น

รัสเซียมีกฎในการยิงอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

หลักการของปี 2020 กำหนดไว้ 4 สถานการที่รัสเซียสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์คือ 1.มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธทำลายล้างสูงต่อรัสเซียหรือพันธมิตร 2.มีข้อมูลว่าการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัวพุ่งเป้ามาที่รัสเซียหรือพันธมิตร

3.มีการโจมตีสถานที่สำคัญของรัฐบาลหรือกองทัพที่จะบ่อนทำลายการดำเนินการตอบโต้ของกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ 4.มีการใช้อาวุธตามปกติกับรัสเซียเมื่อการดำรงอยู่ของรัฐตกอยู่ในอันตราย

รักษาการณ์ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในขณะนั้นรับกระเป๋านิวเคลียร์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 1999 ภาพ: Wikipedia/Kremlin.ru

รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์เท่าไร

สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันประเมินว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,977 หัวรบ ซึ่งมากที่สุดในโลก โดยในจำนวนนี้มี 1,588 หัวรบที่เข้าประจำการและพร้อมใช้งาน ขีปนาวุธของรัสเซียสามารถยิงได้จากทั้งภาคพื้นดิน เรือดำน้ำ และเครื่องบิน โดยปูตินเพิ่งไปดูการซ้อมรบของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซียเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่วนนาโตมีราว 5,943 หัวรบ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐ (5,428 หัวรบ) ส่วนสหราชอาณาจักรมีราว 225 หัวรบ

กระเป๋าเชเกตถูกใช้ครั้งแรกเมื่อไร

บทความเรื่อง Cold-War Doctrines Refuse to Die (ลัทธิสงครามเย็นไม่ยอมตาย) โดย เดวิด ฮอฟฟ์แมน ใน The Washington Post ระบุว่า ช่วงเช้าของวันที่ 25 ม.ค. 1995 เรดาร์เตือนภัยของรัสเซียตรวจพบสิ่งที่คล้ายกับขีปนาวุธไทรเดนท์ที่ยิงจากเรือดำน้ำของสหรัฐที่ความสูง 1,453 กิโลเมตร จึงส่งคำเตือนไปยังกองบัญชาการกองทัพรัสเซียในกรุงมอสโกทันที

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น กระเป๋าเชเกตก็ถูกนำมาให้ประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ในขณะนั้น ทว่าระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคำสั่งจากเยลต์ซินภายใต้เวลาที่จำกัดก่อนที่ขีปนาวุธจากเดินทางมาถึงรัสเซียภายใน 10 นาทีนั้น เยลต์ซินเลือกไม่ออกคำสั่งและรอดูท่าทีอีกครั้งหนึ่ง

หลังจาก 9 นาทีผ่านไปขีปนาวุธต้องสงสัยนั้นก็หายไปจากจอเรดาร์ สัญญาณสุดท้ายที่ตรวจพบขีปนาวุธลูกนี้คือ บริเวณเหนือท้องทะเล กองกำลังที่เตรียมพร้อมยิงจึงลดระดับกลับสู่ปกติ

ปรากฏว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด จริงๆ แล้วขีปนาวุธที่รัสเซียสงสัยเป็นจรวด Black Brant XII สำหรับสำรวจชั้นบรรยากาศเพื่อศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือในชั้นบรรยากาสโลกของทีมวิจัยร่วมระหว่างสหรัฐและนอร์เวย์ ซึ่งถูกปล่อยจากเกาะทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของนอร์เวย์

ก่อนหน้านั้นนอร์เวย์แจ้งการปล่อยจรวดกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศแล้ว รวมทั้งรัสเซีย แต่จดหมายสูญหายไปเพราะระบบราชการที่มีพิธีรีตองมากมายของรัสเซีย และไม่เคยไปถึงมือของศูนย์เรดาร์เตือนภัย จนหวุดหวิดจะเกิดสงครามขึ้น

รัสเซียเคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามหรือไม่

ไม่เคย จนถึงขณะนี้การใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวระหว่างสงครามคือ การทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นโดยสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1945 ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นระเบิดปรมาณูมีน้ำหนัก 15 กิโลตัน คร่าชีวิตคนไปราว 1.5 ล้านคน แต่ปัจจุบันหัวรบนิวเคลียร์อาจมีน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลตัน

ภาพ: wikipedia/Stanislav Kozlovskiy (กระเป๋านิวเคลียร์ของรัสเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990)

สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677786

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:55 น.สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ามีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพซ่อนอยู่ในยูเครน

Reuters รายงานว่า สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของรัสเซียที่ว่าสหรัฐมีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพกว่า 30 แห่งซุกซ่อนอยู่ในยูเครน โดยบอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว “น่าหัวเราะ” และบอกว่ารัสเซียอาจกำลังวางแผนใช้อาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพในยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียตอกย้ำข้อกล่าวหาที่มีมาเป็นเวลาหลายปีอีกครั้งว่าสหรัฐร่วมกับยูเครนพัฒนาอาวุธชีวภาพเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า “ข้อกล่าวหาของรัสเซียนั้นไร้สาระ น่าหัวเราะ…มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่คลาสสิกของรัสเซีย”

ขณะที่ เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า รัสเซียกำลังสร้างหลักฐานเท็จเพื่อหาความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเองในยูเครน

ด้าน เจน ซากี โฆษกทำเนียขาวเผยว่า รัสเซียขึ้นชื่อเรื่องการใช้อาวุธเคมีมายาวนาน รวมทั้งความพยายามในการลอบสังหารและวางยาศัตรูทางการเมืองอย่าง อเล็กซี นาวัลนี

ส่วนโฆษกประธานาธิบดียูเครนระบุว่า ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเผยว่า รัสเซียมีเอกสารที่แสดงว่ากระทรวงสาธารณสุขของยูเครนสั่งทำลายตัวอย่างเชื้อกาฬโรค อหิวาตกโรค แอนแทรกซ์ และเชื้อโรคอื่นๆ ก่อนวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน

ซาคาโรวาเผยว่า เอกสารที่กองทัพรัสเซียพบในยูเครนแสดงให้เห็นถึง “ความพยายามเร่งด่วนในการลบหลักฐานของโครงการทางชีววิทยาทางทหาร” ซึ่งสหรัฐให้เงินสนับสนุน โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมของเอกสารดังกล่าว

REUTERS/Jonathan Ernst

คนแรกของโลกที่ได้รับ ‘ปลูกถ่ายหัวใจหมู’ เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677778

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:10 น.คนแรกของโลกที่ได้รับ 'ปลูกถ่ายหัวใจหมู' เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยชาวอเมริกันที่ได้รับปลูกถ่ายหัวใจหมูเป็นคนแรกของโลก เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมูเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ล่าสุดนายเดวิด เบนเนตต์ ชาวอเมริกันวัย 57 ปี ผู้ป่วยคนแรกของโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจหมู เสียชีวิตแล้วในวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามแถลงการณ์ของของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ แพทย์ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิต

เบนเนตต์ ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายและเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เบนเนตต์อาการทรุดหนักและไม่เข้าเกณฑ์รับบริจาคหัวใจมนุษย์ แต่หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเขามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง

เบนเนตต์ทราบดีถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมู โดยแพทย์ใช้หัวใจหมูที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย

ช่วงหลายสัปดาห์หลังได้รับการผ่าตัด เบนเนตต์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูซูเปอร์โบวล์ และพูดว่าอยากกลับบ้านไปหาลัคกี้สุนัขของเขา แต่อาการของเขากลับทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต

ดร.บาร์ทลีย์ กริฟฟิธ ศัลยแพทย์หัวใจชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติซึ่งเป็นผู้ทำการปลูกถ่ายหัวใจครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้กล่าวในแถลงการณ์ที่ออกโดยโรงพยาบาลว่า เบนเนตต์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ป่วยที่กล้าหาญและสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย

เดวิด เบนเนตต์ จูเนียร์ ลูกชายของเบนเนตต์หวังว่าการปลูกถ่ายหัวใจของพ่อจะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังในวงการแพทย์ไม่ใช่จุดจบ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนในความพยายามครั้งประวัติศาสตร์นี้

ดร.กริฟฟิธกล่าวก่อนหน้านี้ว่าการผ่าตัดจะทำให้โลกเข้าใกล้การแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะไปอีกก้าวหนึ่ง โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 17 รายในสหรัฐอเมริการะหว่างรอการปลูกถ่าย ขณะที่มีผู้ป่วยรอรับบริจาคอวัยวะมากกว่า 100,000 ราย

WARNING: GRAPHIC CONTENT – David Bennett, the 57-year-old patient with terminal heart disease who made history as the first person to receive a genetically modified pig’s heart, passed away at the University of Maryland Medical Center, the hospital said https://t.co/batZSpolyV pic.twitter.com/wLUHi5nXmy— Reuters (@Reuters) March 10, 2022

เจมส์ แกลลาเกอร์ ผู้สื่อข่าวด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ของ BBC วิเคราะห์ว่าการปลูกถ่ายหัวใจหมูครั้งแรกของโลก เป็นช่วงเวลาสำคัญในวงการแพทย์ โดยอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการใช้อวัยวะจากสัตว์ชนิดอื่นคือการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย เมื่อร่างกายเห็นเนื้อเยื่อแปลกปลอมจะเริ่มทำลายอวัยวะนั้น

อย่างไรก็ตาม แกลลาเกอร์ได้พูดคุยกับทีมศัลยแพทย์หนึ่งเดือนหลังการผ่าตัด พวกเขาบอกว่ายังไม่มีวี่แววของการปฏิเสธของร่างกาย และหัวใจที่ปลูกถ่ายก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่เตือนว่าร่างกายของเบนเนตต์ยังคงอ่อนแอ

ตอนนี้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของเบนเนตต์ยังคงไม่ชัดเจน แต่ผลของการตรวจสอบเหล่านี้จะบอกว่าเราเข้าใกล้อนาคตของการใช้อวัยวะหมูมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะทั่วโลกมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การใช้อวัยวะสัตว์มาปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยในปี 1984 เด็กทารกคนหนึ่งได้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากลิงบาบูนและเสียชีวิตในอีก 21 วันต่อมา และในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ศัลยแพทย์ในนิวยอร์กประกาศว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตหมูให้มนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

Photo by University of Maryland School of Medicine (UMSOM)/Handout via REUTERS

จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง ‘จุดแตกหัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677771

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 10:58 น.จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง 'จุดแตกหัก'

จีนชี้ NATO โดยเฉพาะสหรัฐเป็นตัวการผลักดันความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่าความเคลื่อนไหวของ NATO ที่นำโดยสหรัฐได้ผลักดันให้ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลจีนไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐและชาติตะวันตก หรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน และเรียกร้องให้สหรัฐให้ความสำคัญกับความกังวลของจีนอย่างจริงจัง และจัดการกับปัญหารัสเซีย-ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงการบ่อนทำลายสิทธิหรือผลประโยชน์ของจีน

โดยก่อนหน้านี้จีน่า ไรมอนโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเตือนว่าบริษัทจีนที่ขัดขืนข้อจำกัดของสหรัฐ ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยยังคงส่งสินค้าไปยังรัสเซีย อาจถูกตัดขาดการเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าของตน

ซึ่งการควบคุมการส่งออกของสหรัฐไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกบริษัทในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทจีนหลายแห่ง

Photo by REUTERS/Carlos Garcia Rawlins/File Photo

คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677739

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 21:19 น.คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

Russian Winter สมรภูมิวัดใจใครจะอึดกว่า รัสเซีย-ตะวันตกใครจะยอมยกธงขาวก่อนกันกับการวัดศักยภาพความทนจากผลสะเทือนของสงครามเศรษฐกิจ

ฤดูหนาวของรัสเซียนั้นโหดร้ายต่อผู้รุกราน เป็นเหมือนแม่ทัพที่ปราบศัตรูให้พ่ายแพ้รายแล้วรายเล่า จนเรียกว่าเป็น “นายพลเหมันต์” (General Winter) และคำว่า Russian Winter หมายถึงการยืนหยัดของรัสเซียต่อการรุกรานโดยอาศัยหน้าหนาวที่ยะเยือกอย่างอำมหิต

รายแรกคือจักรวรรดิสวีเดน เคยยกทัพบุกรัสเซียปี 1707 หมายจะตีมอสโก ยกทัพไป 35,000 แต่ดันเอาชีวิตทหารไปสังเวยหน้าหนาวของรัสเซียถึง 16,000 คน พอถอยทัพออกมาตั้งหลักที่ยูเครนด้วยความอ่อนล้า รัสเซียก็ไล่มาตีอีก 2 ปีถัดมาจนพ่ายยับ จักวรรดิสวีเดนที่ยิ่งใหญ่ก็ถึงกาลอวสานในศึกนั้น

รายที่สองคือนโปเลียนที่ยกทัพใหญ่มาจะตีมอสโกอีกรายในปี 1812 แต่ต้องชอกช้ำกลับไปอีก ทั้งเพราะบอบช้ำจากการรบของรัสเซียและถูกซ้ำเติมจากฤดูหนาวที่เหี้ยมเกรียม ศึกนั้นมีคนตายไปราว 1,000,000 คน และทำให้นโปเลียนสิ้นชื่อในฐานะ “ผู้ไม่เคยปราชัย”

รายที่สาม คือฮิตเลอร์กับขุนพลนาซีที่แม้จะเรียนรู้จากความล้มเหลวของศึกก่อนๆ จึงคิดโค่นรัสเซีย (สหภาพโซเวียต) ให้เรียบร้อยก่อนฤดูหนาว แต่ฟ้าดินไม่อาจเป็นดั่งใจมนุษย์ พวกนาซีประเมินพลาด การศึกลากยาวจน “นายพลเหมันต์” มาช่วยโซเวียตเอาไว้

พวกที่พ่ายให้กับฤดูหนาของรัสซียเหล่านี้มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ เมื่อแพ้แล้วกำลังจะถูกบั่นทอนลงไปมาก อย่างสวีเดนถึงกับสิ้นสถานะจักรวรรดิ นโปเลียนต้องสิ่นสุดชื่อเสียงผู้ไร้พ่ายและเสียจักรวรรดิในกาลต่อมา และนาซีก็ซวนเซจนถูกบี้ไล่หลังจากโซเวียตและขนาบด้วยสัมพันธมิตรจนพ่ายแพ้ในที่สุด

นี่คือฤทธิ์เดชของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” เพียงแค่รัสเซียดึงศัตรูให้จมอยู่กับหน้าหนาวนานสักหน่อย อีกฝ่ายก็จะถูกตัดกำลังจนพ่ายไปเอง

แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าศัตรูนั้นดึงดันแค่ไหนและขึ้นอยู่กับแท็กติกการรบของรัสเซียด้วย เพราะชัยชนะและความพ่ายแพ้ในฤดูหนาวของรัสเซียนั้น ปัจจัยครึ่งหนึ่งมาจากการรบที่มีประสิทธิภาพของรัสเซีย บวกกับการใช้สภาพอากาศให้เป็นประโยชน์

สงครามยูเครนครั้งนี้ฤดูหนาวไม่ใช่อุปสรรค เพราะรบกันปลายฤดูหนาวและรบกันโดยยูเครนและรัสเซียที่คุ้นเคยกับความหนาวยะเยือกเป็นอย่างดี

แต่สมรภูมิ “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” คราวนี้ไม่ได้อยู่ที่การรบตามขนบ ไม่ใช่การขุดสนามเพลาะ หรือการใช้หน่วยรถเกราะ (ที่จะติดแหง็กในหน้าโคลนช่วงต้นและปลายฤดูหนาว ตามด้วยหิมะหนาหนาวเหน็บจนขยับไปไหนไม่ได้)

แต่เป็นการรบด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซีย ยุโรป อเมริกัน และชาวโลกที่เหลือ โดยที่ยูเครนเป็นพียงตวประกอบในสงครามนี้ (หรือตัวยุด้วยซ้ำ)

อาวุธที่ใช้ในการรบของสงครามฤดูหนาวรัสเซียคือ “ก๊าซธรรมชาติ” และ “น้ำมัน” ของรัสเซียซึ่งตอนนี้ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว

รู้ๆ กันว่ายุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสูงมาก และเป็นเหตุให้เกิดความลังเลใจกับบางชาติในยุโรปเมื่อบางประเทศต้องการให้คว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา กระแสข่าวนี้สะท้อนว่ายุโรปไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อพูดถึงเรื่องพลังงานของรัสเซีย

ดังนั้น พอคว่ำบาตรกันจริงๆ ยุโรปเลี่ยงที่จะคว่ำบาตรก๊าซของรัสซีย จนเป็นที่เย้ยหยันของชาวโลกว่าเป็นการคว่ำบาตรแบบ “กำมะลอ” และ “ขอไปที” เพราะหากคิดจะเอารัสเซียลงจริงๆ ต้องตัดเส้นเลืดใหญ่รัสเซียก็คือภาคพลังงาน

รัสเซียนั้นก็ดีแสนดี แม้ยุโรปจะคว่ำบาตรวันแล้ววันเล่าด้วยมาตรการยุบยิบหยุมหยิม แต่ก็ยังปล่อยก๊าซส่งให้ยุโรปตามเดิม โดยตัดเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการตอบโต้พอหอมปากหอมคอ

ตะวันตกบางคนแก้เก้อว่าที่รัสเซียยังส่งก๊าซให้ยุโรปก็เพราะรัสเซียต้องการเงินอย่างมากในช่วงที่ถูกกีดกันทางเศรษฐกิจไปทุกๆ ด้าน

วิเคราะห์แบบนี้เหมือนจะอวยว่ายุโรปแกร่งจนเกินเหตุ เอาจริงๆ ยุโรปนั้นต้องการก๊าซรัสเซียมากจนทำเป็นอมพะนำต่างหาก หากไม่กลัวรัสเซียก็ควรจะปิดท่อก๊าซของตนไปเลย

รัสเซียนั้นไม่ขายก๊าซ/น้ำมันก็ยังอยู่ได้ แต่ยุโรปขาดพลังงานจากรัสเซียเหมือนขาดใจ

โดยเฉพาะฤดูหนาวของยุโรปนั้นขาด “ของ” จากรัสเซียไม่ได้ ชีวิตประชาชนจะยากลำบากในทันที เพราะอาจจะหนาวตายกันได้ ไหนเศราษฐกิจจะขับเคลื่อนไม่ได้อีก

เมื่อเปิดสงครามเศรษฐกิจกับรัสเซียเอาช่วงปลายฤดูหนาว ยุโรปบางคนอาจจะโล่งใจว่าดีที่มารบกันตอนนี้ หากรบกันหน้าหนาวได้เจออานุภาพของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” ในแผ่นดินยุโรปแน่นอน และยุโรปจะต้องยอมยกธงขาวให้รัสเซียแน่ๆ

คิดแบบนี้คิดผิด หากจะรบกับรัสเซียด้วยวิธีคิดปลอบใจตัวเองแบบนี้รอเวลาแพ้ได้เลย

เพราะถึงจะไม่ได้ “รบ” ช่วงหน้าหนาว แต่ปริมาณก๊าซของโลกตอนนี้เริ่มติดขัดแล้ว ต่อให้ไม่ถึงฤดูหนาวยุโรปอาจจะพังพาบเอาง่ายๆ

ฤดูกาลก๊าซของยุโรปนั้นแบ่งเป็น “ฤดูหนาว” กินเวลาระหว่างตุลาคม – มีนาคม และ “ฤดูร้อน” จากเมษายน – กันยายน ช่วงฤดูหนาวความต้องการก๊าซสูงมาก และแต่ไรมาทำให้ยุโรปเลี่ยงจะหาเรื่องรัสซียในช่วงฤดูกาลแบบนี้

ส่วนฤดูร้อนความต้องการก๊าซต่ำ เพราะไม่ต้องใช่ฮีตเตอร์กันมากนัก ช่วงนี้เหมาะกับการหาเรื่องรัสเซีย แต่หาเรื่องแล้วต้องรีบเคลียร์ให้ได้ก่อนเข้าฤดูหนาวถัดไป

แต่ฤดูร้อนคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะการคว่ำบาตรแบบหว่านแหของโลกตะวันตก ทำให้การซื้อขายพลังงานของรัสเซียถูกแช่แข็งไปโดยปริยาย เพราะซื้อของรัสเซียก็ลำบาก ผ่านระบบ SWIFT ก็ไม่ได้ ซื้อไปก็ถูกพวกฝรั่งตะวันตกหมายหัวอีก

ดูเผินๆ เหมือนรัสเซียจะซวยแล้ว แต่ความซวยมาตกกับยุโรปเหมือนกัน

แต่เพราะการคว่ำบาตรแบบไม่ยั้งมือทำให้ปริมาณก๊าซ/น้ำมันน้อยลงมากในพลัน โอเปกยังลูบปากรอไม่ขอเพิ่มกำลังการผลิต เพราะรอโอกาสทองที่ราคาน้ำมันจะแพงแบบนี้มานับสิบปีแล้ว ส่วนอิหร่านที่ยุโรปหวังจะใช้การเลิกคว่ำบาตรมาเป็นตัวต่อรองเพื่อให้ปล่อยน้ำมันแทนที่รัสเซียก็ดันเตะถ่วงการเจรจาโครงการนิวเคลียร์เสียอีก

ยุโรปนั้นร้อนรนมากกับอิหร่าน แต่ก่อนนั้นเป็นฝ่ายเล่นตัวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ช่วงต้นของสงครามยูเครน ยุโรปกับเร่งเร้าอิหร่านให้รีบคุยเพราะ “รอไม่ได้อีกแล้ว” รออะไรไม่ได้ก็รู้ๆ กันอยู่

ไพ่อิหร่านเหนือกว่ามาก ไม่ใช่แค่กับยุโรป แต่ยังแสดงอาการไม่พอใจรัสเซียด้วยที่เรียกร้องในเวทีเจรจามากเกินไป (คือเรียกร้องเงื่อนไขไม่ให้สหรัฐบีบรัสเซียจนค้าขายกับอิหร่านไม่ได้) เรียกว่าตอนนี้อิหร่านเนื้อหอมสุดๆ แต่จะให้เลือกข้าง อิหร่านย่อมเลือกรัสเซียมากว่าพวกตะวันตก

ตอนนี้ยุโรปกำลังคอตก จึงเงียบไปนานหลายวันกระทั่งมีรายงานว่ายุโรปนั้นเสียงแตกเรื่องคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง ข่าวนี้ท่าจะจริงทำให้เงินรูเบิลดีใจจนแข็งขึ้นมา 25% หรือแข็งขึ้นสูงสุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1998 จากที่เคยถูกถล่มจนแทบกลายเป็นเศษเงิน

ขณะที่ยุโรปกำลังเจอทางตันในสงครามฤดูหนาว สหรัฐยอมไปคุยกับสหายของรัสเซียอีกรายคือเวเนซุเอลา ผลการเจรจามีวี่แววดี เพราะรัฐบาลเวเนเซุเอลายอมปล่อยตัวประกันอเมริกัน และยอมเจรจากับฝ่ายค้านที่พวกอเมริกันหนุนหลัง แต่ยังไม่ยอมปล่อยน้ำมันออกมา และยังไม่ยอมประณามรัสเซียอย่างที่พวกอเมริกันเรียกร้อง

ทั้งยุโรปและสหรัฐต้องตรองดีๆ แล้วว่าจะเอาตัวรอดจากฤดูหนาวรัสเซียได้จะต้องช่วงชิงน้ำมันจากพันธมิตรรัสเซียมารองรับสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ดังนั้นเงื่อนไขเจรจาจะต้องไม่แสดงความเย่อหยิ่งหรือคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า หาไม่แล้วพวกนี้จะไม่ยอมทำตาม

แต่ก็มีโอกาสที่แม้พวกนี้จะปล่อยน้ำมันออกมาอย่างที่ชาติตะวันตกต้องการก็จริง ก็อาจปล่อยออกมาพอประมาณ ในทางหนึ่งก็เพื่อพยุงราคาให้สูงต่อไป จะได้เก็บเกี่ยวกำไรได้

ดังนั้น พวกที่พึ่งพาพลังงานจากชาวบ้านเตรียมตัวเตรียมใจรับต้นทุนพลังงานที่แพงตาเหลือกกันได้เลย

ยุโรปอาจจะเจ็บหนักกระทั่งเกิดความแตกแยกในกลุ่มจนตัดสินใจกันคนละทิศละทางได้โดยต้องรอฤดูหนาว เอาแค่ตอนนี้ราคาพลังงานพุ่งทุบสถิติ ของแพงทุบสถิติ เศรษฐกิจอาจะพินาศทุบสถิติได้

บางประเทศอาจจะพูดเอาเท่ๆ ว่า “เพื่อปราบเผด็จการ ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับต้นทุนนี้” บางประเทศพยายามใช้โวหารปลุกเร้าบรรยากาศสงคราม เพื่อให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมกับตนหรือเห็นใจ “ทางเลือก” ของรัฐบาลยูเครนมากๆ จะได้ไม่บ่นเรื่องบาดแผลจากการคว่ำบาตรที่ตัวเองโดนด้วย

บางคนวิเคราะห์ไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการเช่น หัวหน้านโยบายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปกล่าวว่ายุโรปลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียลงไปพอสมควรแล้ว และแผนดังกล่าวจะ “ลดการพึ่งพาก๊าซของรัสเซียลงอย่างมากในปีนี้ และภายในไม่กี่ปีจะทำให้เราเป็นอิสระจากการนำเข้าก๊าซของรัสเซีย” และบอกว่า “มันไม่ง่าย แต่มันเป็นไปได้”

เขากล่าวแบบนี้เพราะต้องการให้ยุโรปลดการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียสอดคล้องกับเป้าหมายของเขา เพียงแต่มันไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจตอนนี้ที่ในเฉพาะหน้าต้องแบกรับเงินเฟ้อสูงลิ่วและต้องเริ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตเร็วๆ หลังจากซบเซาเพราะการระบาดใหญ่

การบอกว่า “ไม่กี่ปี” และ “มันไม่ง่าย” เป็นสิ่งที่นักการเมืองไม่อยากได้ยิน เขาต้องการได้ยินว่ายุโรปจะทนไหวแค่ไหน หากไร้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งเห็นแล้วว่าในระยะสั้นนั้นแทบไม่ไหว

ความคลุมเครือยังเห็นได้จากรายงานของ Reuters ว่าผู้นำสหภาพยุโรปอาจเห็นพ้องต้องกันในการประชุมสุดยอดสัปดาห์นี้เพื่อยุติการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย “โดยไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน”

ดังนั้น มันจึงมีความแตกแยก (Divisions) ในยุโรป เพราะบางประเทศสมาชิกจึงไม่คิดแบบโลกสวยอย่างนั้น หากประเมินเห็นว่าต้นทุนทางการเมืองสูงเกินไป จนทำให้นักการเมืองที่ตัดสินใจ “กรำศึก” กับรัสเซียถูกประชาชนโค่นล้มผ่านหีบเลือกตั้ง

สัญญาณความรวนเรมีให้เห็นตั้งแต่ก่อนการคว่ำบาตรด้วยซ้ำ พอคว่ำแล้วยิ่งแตกชัด นานวันเข้าหรืออาจไม่นานเดือน ยุโรปอาจมียกธงขาวกันบ้าง

ยุโรปซื้อเวลาได้ถึงตุลาคมปีนี้ ในระหว่างนี้มีตัวเลือกไม่กี่ทางคือ 1. ให้ยูเครนยอมอ่อนข้อตามคำเรียกร้องของรัสเซีย (ซึ่งมีสัญญาณออกมาแล้ว) 2. สู้ต่อไปโดยอัดแคมเปญ “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้ประชาชนอินกับการคว่ำบาตรและเห็นใจยูเครน เพื่ออดทนกับผลกระทบกันต่อไป

แล้วรัสเซียล่ะ? “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” นี้รัสเซียกำลังถูกปิดล้อมอยู่ ในสภาวะปิดล้อมนี้ชาติตะวันตกถอนการลงทุนและธุรกิจออกมา ปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงิน บูลลี่คนรัสเซียภายนอก บีบคั้นคนรัสเซียภายใน รู้ทั้งๆ รู้ว่าปูตินทนได้ จึงอาจมีเจตนาเพื่อให้คนรัสเซียทนรัฐบาลตนเองไม่ไหวจนโค่นรัฐบาลตัวเอง

ผู้เขียนไม่รู้จักคนรัสเซีย ยิ่งตอนนี้โอกาสจะพูดคุยยิ่งยาก แต่จากการลองดูคลิปความเห็นคนรัสเซียที่ถ่ายทำโดยคนรัสเซีย พอจะเดาได้ว่าคนรัสเซียไม่กล้าโค่นปูตินล้านเปอร์เซนต์ แม้แต่ถามว่า “กล้าคุยเรื่องรัฐบาลไหม?” คนรัสเซียยังตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เนียต” (ไม่)

ตอนที่ทำสงครามฤดูหนาวคราวที่ผ่านๆ มา ก็ไม่มีวี่แววของการที่คนรัสเซียจะโค่นรัฐบาลเลย ต่อให้ดำเนินยุทธศาสตร์พลาดแค่ไหน เอาคนไปทิ้งที่แนวหน้ามากเพียงใด ดังนั้นชาติตะวันตกไปคาดหวังตรงนี้ไม่ได้

ปูตินไม่ได้แยแสว่าคนภายนอกจะมองเขาอย่างไร ไม่สนว่าสื่อภายนอกจะปั่นข่าวแค่นั้น เพราะสิ่งที่เขาโฟกัสคือการทำให้คนในรัสเซียไม่หือกับเขา คนนอกนั้นย่อมมองเขาเป็นยักษ์มารอยู่แล้ว ป่วยการจะมาแก้ไขอะไร

ดังนั้นปูตินจึงสั่งให้เพิ่มเงินบำนาญขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มเงินบำนาญนั้นเป็นนโยบายชิ้นโบแดงของปูตินมาแต่ไหนแต่ไร จากที่เคยต่ำมาก เขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตั้งแต่รับตำแหน่งมา แต่คนนอกมองว่านี่คือการซื้อใจประชาชน (หรือปิดปาก) อย่างหนึ่ง

ปูตินยังสั่งให้อำนาจประชาชนทั่วไปและธุรกิจ SMEs ในการขอให้ระงับการจ่ายหนี้ชั่วคราวได้ 

นี่คืออาวุธในการทำศึกยืดเยื้อและรับการปิดล้อมของชาติตะวันตก รอจนกว่าฤดูหนาวจะมาเยือน 

ขณะที่ประชาชนรัสเซียนอกจากจะไม่หืออือแล้ว (มีต้านสงครามกันบ้างแต่ในระดับที่ไม่กว้างขวางนัก) Council on Foreign Relations ในสหรัฐยังประเมินว่า “ชาวรัสเซียบางคนเชื่อว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังสงครามเท่านั้น แต่เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยมุ่งที่ชาวรัสเซียทั้งหมด”

เมื่อคนรัสเซียคิดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โลกตะวันตกจะไม่ได้ทำสงครามกับแค่ปูตินอีก แต่ทำกับคนรัสเซียทั้งประเทศ แต่ตะวันตกก็ยังเชื่อว่าพลังประชาชนรัสเซียจะคล้อยตามเกมส์พวกเขา และโค่นปูติน

ดูตัวอย่างการลุกฮือต่อต้านผลการเลือกตั้งในเบลารุสเถิด เกิดก่อนการรุกรานยูเครนไม่กี่เดือน ตอนนั้นตะวันตกคงคิดว่าจะลากผู้นำเบลารุสผู้สนิทสนมกับปูตินลงจากอำนาจได้ ไปๆ มาๆ รัสเซียเข้าไป “ช่วย” สถานการณ์ที่เกือบจะกลายเป็นการปฏิวัติก็ดับลงในพลัน ทำให้เบลารุสกลายเป็นฐานที่มั่นของการรุกรานยูเครนต่อไป

รวมถึงการลุกฮือในคาซักสถานไม่กี่เดือนก่อนสงครามยูเครนเช่นกัน วุ่นวายจนกลัวกันว่ารัฐบาลจะไม่รอด พอรัสเซียส่งกำลังไป “ช่วย” รักษาความสงบอีกรอบ ตอนนี้คาซักสถานเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมผู้นำยังโวยว่าความวุ่นวายนี้เป็นฝีมือปลุกปั่นของ “คนนอก”

“คนนอก” ที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แล้วเป็นใคร ต้องลองขบคิดกันเอาเอง

ป.ล. – ขณะที่ตะวันตกกำลังปิดล้อมรัสเซียทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยูเครนก็กล่าวหาว่ารัสเซียใช้กลยุทธ์การรบแบบปิดล้อม (Siege Tactics) และกล่าวว่าเป็นแท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง (medieval siege tactics) ซึ่งไม่เหมือนกับการรบยุคใหม่ที่ไม่ค่อยเสียเวลาปิดล้อมโดยยอมเสียเวลานานๆ กันแล้ว แต่จะบุกเข้าไปเลย หรือระเบิดปูพรมด้วยซ้ำ

เราจะเห็นว่ารัสเซียปิดล้อมเคียฟเมืองหลวงและคาร์กิวเมืองใหญ่อันดับสองโดยไม่ยอมบุกเข้าไป ล้อมมันอย่างนั้นนานหลายวันแล้วทั้งๆ จะเข้าไปก็ได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางคนเย้ยว่ารัสเซียไม่มีน้ำยาแล้ว

แต่พวกนั้นลืมดูไปว่ารัสเซียกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ ที่ภาคใต้ จนกระทั่งเมืองออแดซาเริ่มกลัวว่าจะถูกปิดล้อมกันแล้ว เห็นได้ชัดว่ารัสเซียใช้วิธีปิดล้อมเมืองใหญ่แต่ไม่ยึด พร้อมกับปิดล้อมยูเครนทั้งประเทศด้วยการตัดทางออกทะเล ไม่ใช่การบุกม้วนเดียวจบอันเป็นแท็กติก “สมัยใหม่” ที่พวกตะวันตกนิยมใช้กัน

จับตาดูให้ดีเถิด “แท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง” นี่แหละที่รัสซียกำลังซ้อมมือกับยูเครน ยุโรปกำลังถูกดึงเข้าสู่แท็กติกนี้เช่นกันโดยปริยาย หากลากยาวถึงฤดูหนาวครั้งใหม่ การปิดล้อมของรัสเซียจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้น

แต่หากยุโรปผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ แผนการลดการพึ่งพารัสเซียด้านพลังงานก็อาจเป็นความจริงได้ แต่ถ้าประเมินว่าทำไม่ได้และมีแรงต้านจากภายใน (แม้จะมีมติเห็นพ้องบนหน้ากระดาษก็ตาม) ยุโรปก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “ยอม” รัสเซียในระดับหนึ่ง

เว้นแต่จะมี “คนนอก” เข้ามาบีบคั้นให้สถานกรณ์ของยุโรปและยูเรเซียเป็นอื่นไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS