โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนหมีฆ่า (The World of Killing People)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/678999

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนหมีฆ่า  (The World of Killing People)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนหมีฆ่า (The World of Killing People)

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนังเรื่องที่สามของค่ายเนรมิตรหนังฟิล์ม ที่หลายคนจับตามองว่าจาก 4 Kings ที่เปิดตัวได้อย่างสวยงามมีคุณภาพ และมาตกม้าตายกับ “ไลโอโคตรแย้ยักษ์” หนังขายเอฟเฟกท์ที่ออกมาดูแย่จนมาถึง “คืนหมีฆ่า” หนังที่ประกาศตัวชัดเจนขายความเป็นฆาตกร

หนังจัดเต็มมาแบบครบๆ ใส่ทุกสิ่งที่หนังฆาตกรโรคจิตต้องมี ฆาตกรโรคจิตที่ไม่เปิดตัว ตัวร้ายภายใต้หน้ากากเลือดการฆ่าแบบสยดสยอง อาวุธทุกรูปแบบเหยื่อตัวละครที่น่าเอาใจช่วย มิตรภาพ ปมปัญหาในใจ เหล้ายา (กัญชา) หรือแม้แต่เรื่องเซ็กซ์ ตลกร้าย แต่กลับผสมกันได้ไม่ลงตัว

สิ่งที่แย่ที่สุดของหนังค่ายนี้ยังคงเป็นบทหนังที่แทบจะหาความลงตัว ความดีไม่เจอ ยิ่งดูยิ่งแย่ ยิ่งทำให้หนังไม่สนุก ทั้งตัวเรื่อง สถานการณ์หรือตัวละคร

จริงๆ แล้ว หนังแนวนี้อาจจะไม่ต้องการเหตุผลอะไรรองรับมากมาย เน้นๆ ไปที่ความสยดสยอง ความรุนแรง เลือด และก็เลือด แต่ก็ควรจะมีเหตุผลมีบทที่ไม่เลอะเทอะ (มาก) ก็จะช่วยเสริมทำให้หนังดูสนุกมากขึ้น

น่าเสียดายที่หนังพยายามสร้างปมปัญหาทางจิตให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นทั้งเหยื่อ หรือฆาตกร แต่หนังที่ปล่อยให้แต่ละตัวละครไปคนละทิศละทาง แต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับรีสอร์ท แก๊ง หรือคนที่ผ่านเข้ามา ดูลอยๆไม่เชื่อมต่อกันเลย

โดยเฉพาะการที่คาแร็กเตอร์โรคจิตที่ใส่มาเหมือนจะน่าสนใจ แต่ก็ไม่มีที่มา-ที่ไป ไ่ม่มีเหตุผล และไม่ดึงดูดให้เกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นหรือผูกพันเอาใจช่วยเหยื่อเหมือนอย่างที่หนังแนวนี้ควรจะเป็น

ที่สำคัญคือ ดูไปได้สักครึ่งเรื่องก็เดาออกแล้วว่าใครคือฆาตกร ใครจะรอด ใครจะตาย จะมีการหักมุมอย่างไร หรือสุดท้ายบทสรุปฆาตกรจะเป็นอย่างไร

ส่วนนักแสดง เล่นกันแบบตัวใครตัวมัน เล่นกันแบบไม่เข้าขากัน แถมยังพยายามเค้นๆ ความเป็นโรคจิต ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวละครออกมามากๆ

แต่ที่พอจะดูดีหน่อยก็ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ที่พลิกมาเล่นบทแรงๆ จิตอินเนอร์มาแบบชัดเต็ม ส่วนเต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ เล่นโอเวอร์เกินไป พยายามเค้นๆ เน้นๆ แต่เยอะเกินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

เช่นเดียวกับ บี๋-ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ที่กำลังจะดีอยู่ถ้าในหนังตัวอย่างไปเอาฉากตายของเขามาเปิด และถ้าจะใส่ที่มา-ที่ไป เหตุผล ปมดิบๆ ตัวละครตัวนี้จะน่าสนใจทีเดียว และ ปราโมทย์ แสงศร ที่มาร่วมแจมในลุครูปแบบที่เกือบจำไม้ได้

น่าเสียดายกับความตั้งใจดีของค่ายเนรมิตรหนังฟิล์มกับการพัฒนาคุณภาพหนังไทย แต่ก็ดีเพียงแค่ 4 Kings ผิดหวังอย่างรุนแรงกับ “คืนหมีฆ่า” ที่น่าจะเป็นคืนฆ่าหมี…1/10 คะแนน น่าจะเหมาะที่สุด

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาชญาเกม (The Up Rank)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/677496

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาชญาเกม (The Up Rank)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาชญาเกม (The Up Rank)

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตั้งแต่เห็นใบปิดและได้ดูตัวอย่าง อาชญาเกม (The Up Rank)คือหนังไทยเรื่องล่าสุดที่มีจุดขายชัดเจน หน้าหนังชวนให้อยากดูอาชญาเกม (The Up Rank) เป็นผลงานจากค่าย กันตนาโมชั่นพิคเจอร์ ผลงานการกำกับร่วมของ เต็นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก ผู้อยู่เบื้องหลังทีม อีสปอร์ต King of Gamers Club หรือ KOG และ โอ๊ต-วทัญญู อิงควิวัฒน์ 

อาชญาเกม (The Up Rank) เป็นหนังที่เล่าเรื่องสนุก เดินเรื่องไวไม่ยืดเยื้อ ชัดเจนในประเด็นในสิ่งที่ต้องการพูดถึงภายใต้โปรดักชั่นที่ดีงาม ตัวหนังออกมาในบรรยากาศของหนังของคนรุ่นใหม่ หนังมาพร้อมบรรยากาศของหนังแนวอาชญากรรม ที่ไม่ได้เน้นภาพของความรุนแรง แต่รับรู้ถึงความรุนแรงที่แฝงอยู่ตลอดเวลา ชื่อหนังตอบโจทย์ ชัดเจน ในเรื่องราวที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นอาชญาเกมธุรกิจมืดที่ไม่ใช่อาชญากรรม แต่เข้าสู่การหาผลประโยชน์ด้านมืดของเกม “อาชญาเกม (The Up Rank)” อาจจะไม่ใช่หนังที่ทุกคนจะสนุก หากไม่ใช่คอเกม หรือคนที่เล่นเกมส์ ศัพท์ต่างๆ วิธีการโกง การอัพ Rankหนังพูดถึงแบบเร็วแบบผ่านๆ เหมือนว่าคนที่เข้ามาดูต้องรู้อยู่แล้วซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นปัญหาเพียงจุดเดียวที่ลดทอนความสนุกลงสำหรับ 4 นักแสดงนำหน้าใหม่ บอกเลยว่าเล่นได้ดี มีพลัง ชัดเจนในคาแร็กเตอร์ผ่านบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป เล่นดีทั้งในส่วนของตัวเอง และรับ-ส่งบทกันแบบเข้าขาเมื่ออยู่รวมทีมกัน ทำให้หนังออกมาสนุกไม่น่าเบื่อ

กิต-กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ (กิต Three Man Down) ในบท บูดูมีพัฒนาการจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงบทสรุปสุดท้าย เล่นดีทั้งสีหน้าแววตา ในส่วนดราม่า/ความรัก ในขณะเดียวกันก็มีออร่าความเก่งด้านเกมส์ลอยออกมาในขณะเดียวกัน ก็เล่นได้แบบเข้าขากันทั้งกับสมาชิกในทีม Up Rank หรือกับ ดู๋-สัญญา คุณากร ที่มารับบทพ่อของเขาที่ดูแล้วเชื่อเลยว่าเป็นพ่อลูกกันจริงๆ

เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ ไปได้ดีกับบท โฮม หัวหน้าแก๊ง Up Rankที่มีความฉลาด ความเป็นผู้นำ ความเก่ง จอมวางแผนเจ้าเล่ห์ ดูเป็นหัวหน้าทีมที่พร้อมจะแก้ปัญหาให้กับทุกๆ เรื่องที่เข้ามา แต่ด้วยความที่อยากได้มากขึ้นๆ เพื่อจะนำมาแก้ปมให้กับตัวเอง ก็ก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น

มีน-สุดารัตน์ ผุงศิริ สวย ปราดเปรียว ดูเซอร์ๆ ในแบบของยูทูบเบอร์รุ่นใหม่ ทอย ดูเป็นสาวแรงๆ หนึ่งทีมในกลุ่มที่พยายามทำบางอย่างเพื่อไปสู่ฝันของตนเองไปพร้อมๆ กับเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของสมาชิกในทีม แต่ก็ชัดเจนกับการที่ทำให้เกิดความร้าวฉานซึ่ง “มีน” เล่นได้ทั้งในส่วนดราม่า บทกุ๊กกิ๊ก สบายๆ หรือแม้แต่เลิฟซีนบทเร่าร้อน

แจ็ค-กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา มาพร้อมกับมาดกวนๆ ชวนให้คนเกลียด ในบทของ พีท อารมณ์ตัวร้าย ตัวที่ทำให้เกิดเรื่อง เกิดการแตกหักในทีม มาพร้อมกับความดิบเถื่อนห่ามๆ วัยรุ่นใจร้อน 

ด้านภาพ ที่หนังใช้ภาพในการเล่าเรื่อง ในหลายๆ ตอนมีภาพแปลกๆ ผสมกับการตัดต่อหนังที่ดี ทำให้รู้สึกว่าภาพที่ออกมาไม่นิ่งหนังดูมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ขยี้ด้วยดนตรีประกอบกับเพลงประกอบที่มาในแนวเพลงสำหรับคนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่จริงๆ

งานนี้ต้องชม เต็นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก ที่มีพัฒนาการในการทำหนังจากที่ไม่ค่อยชอบนักตอนทำ ห้องหุ่น (2014) และมาชอบ แฝดสยามอินจัน (Extraordinary Siamese Story Eng & Chang) (2021)สำหรับ อาชญาเกม (The Up Rank) คือหนังไทยที่กันตนา ตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ได้ดี  ทิ้งภาพเดิมๆ ของหนังไทยที่มีๆ กันมาทั้งเนื้อหา วิธีการนำเสนอให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า (Laal Singh Chaddha)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/675928

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า  (Laal Singh Chaddha)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า (Laal Singh Chaddha)

วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า (Laal Singh Chaddha) คือ หนังอินเดียที่นำเอาอัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) (1994) งานขึ้นหิ้งของ ทอม แฮงค์ กับผู้กำกับ โรเบิร์ต เซมิติส มารีเมค ดัดแปลงทำใหม่อาร์เมียร์ ข่าน นักแสดงชื่อดัง ชื่นชอบเรื่อง จนทุ่มทุนในการซื้อลิขสิทธิ์จากบทของ อีริค ร็อค ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมของวินสตัน กรูม มาสร้างใหม่ พร้อมทั้งรับหน้าที่แสดงนำเอง จากบทอินเดียโดย อดุล ดุลคาร์นี กำกับโดย แอดแวต จันดาน

ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า (Laal Singh Chaddha) คือหนังรีเมคที่ออกมายอดเยี่ยม เก็บรายละเอียดต่างๆ ของต้นฉบับ ออกมาได้อย่างดี มีความเป็น Forrest Gump ที่ครบถ้วน แทบจะไม่มีอะไรตกหล่น ทั้งดราม่า อารมณ์ขัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ สาระ  โครงสร้างการเดินเรื่องเหมือนต้นฉบับเป๊ะๆ เปลี่ยนแค่รายละเอียด แม้แต่มุมกล้องภาพ สิ่งประกอบฉาก ท้องไร่ท้องทุ่ง ภาพสวยๆ ที่เราคุ้นตาจากในต้นฉบับ ถูกนำมาใส่ไว้แบบครบถ้วน เปลี่ยนสถานที่จากในอเมริกามาเป็นอินเดียแทน แต่ยังคงไว้ซึ่งภาพเดิมๆ ได้ไม่เปลี่ยนแปลงตัวหนังใส่ความเป็นอินเดียได้ดี เหตุการณ์สำคัญคือการเมืองสงครามในอินเดีย ถูกนำมาใส่แทนที่สงครามเวียดนามในต้นฉบับได้แบบเนียนๆ ลงตัว 

ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า (Laal Singh Chaddha) แทบจะไม่รู้สึกถึงความเป็นหนังฮอลลีวู้ด แต่เป็นหนังบอลลีวู้ดแบบแท้ๆ เน้นๆ ในความเป็นหนังอินเดียรุ่นใหม่ นักแสดงดี บทดีเรื่องดี เดินเรื่องกระชับไม่ยืดยาด ภาพสวย ตัดต่อเยี่ยม และที่ขาดไม่ได้คือบทเพลงไพเราะๆ ที่ถูกใส่เข้ามาได้อย่างสวยงามลงตัว เสียงเพลงลอยเข้ามาเข้ากับเหตุการณ์ในช่วงนั้น มีทั้งความไพเราะและขยี้เพิ่มอารมณ์ให้กับตัวเรื่อง โดยไม่รู้สึกว่าใส่เข้ามาเพื่อให้มีฉากร้องเพลง เต้นรำ เหมือนที่หลายๆ คนค่อนข้างจะคุ้นกันดีในหนังอินเดียรุ่นเก่า

อาเมียร์ ข่าน เป็น ลาล ซิงห์ จั๊ดด้า ในแบบที่ตัวเองเป็นในคาแร็กเตอร์ที่น่าจะคุ้นกันดี ไม่ได้รู้สึกว่าลอกเลียน ทอม แฮงค์ มาแค่คงคาแร็กเตอร์ของ ฟอร์เรส กัมพ์ ที่ ทอม แฮงค์ เคยสร้างเอาไว้เท่านั้นเอง ชัดเจนในบุคลิก การเป็นอัจฉริยะ (ในบางเรื่อง) ปัญญานิ่มซึ่งตัวเขาสามารถดึงคนดูให้เชื่อ เข้าใจ และผูกพัน ดึงให้เราอยู่กับเขาได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ทอม แฮงค์ เคยทำให้เรารัก ฟอร์เรส กัมพ์ ได้อย่างไรอาเมียร์ ข่าน ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

คารีน่า การ์ปูร์ สวย เล่นดี เหมือนผลงานเรื่องที่ผ่านๆ มาดูแล้วอดที่จะหลงรัก “รูปา” ก่อนจะค่อยๆ สงสาร เห็นใจในสิ่งที่รูปาต้องประสบพบเจอ ในเรื่องจะค่อยๆ เห็นพัฒนาการสิ่งที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลง การเติบโตของตัวละครตัวนี้ แม้ตอนท้ายๆ ความสวยใสจะค่อยหายไป มีความกร้านโลกมากขึ้น แต่ก็ยังคงความสวยงามได้เหมือนเดิมจับคู่กับ อาร์เมียร์ ข่าน ได้แบบลงตัว แม้ว่าจะไม่มีเธออยู่บนจอ แต่ก็รู้สึกว่าเธออยู่ตรงนั้นตลอดเวลา

ด้วยความที่ดู Forrest Gump มานาน รายละเอียดต่างๆ อาจจะลืมเลือนแต่พอดูไปดูมา Laal Singh Chaddha ค่อยฟื้นภาพเก่ากลับมาจนเหมือนได้กลับมาย้อนดู Forrest Gump อีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนจากฝรั่งมาเป็นอินเดียแทน ปล่อยใจให้สบายๆ ให้เวลา 159 นาที กับหนังอินเดีย หนังบอลลีวู้ดดีๆ สักเรื่อง แล้วจะออกมาแบบมีความสุขได้ใจไปเต็มๆ 10/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Nope..ไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/674403

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Nope..ไม่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Nope..ไม่

วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตอนแรกรู้สึกเฉยๆ กับ Nope..ไม่ หนังอะไรกัน? ดูลึบลับมืดๆ มีทุ่งกว้าง ม้า กับ ชายผิวดำ มันจะเป็นหนังอะไรกันแน่ไซไฟดราม่า หรือสยองขวัญ แต่พอรู้ว่าเป็นงานกำกับของ จอร์แดน พีลความอยากดูก็เกิดขึ้นมา

เกิดวัตถุลึกลับหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ โอทิส เฮย์วูดเจ้าของฟาร์มฝึกม้าเพื่อเข้าฉากหนัง ต้องเสียชีวิตปริศนาต่อหน้าลูกชายโอเจ ลูกชายผู้เฉยเมย กับ เอเมอรัล น้องสาวผู้ร่าเริง สองพี่น้อง ลูกชายลูกสาวของ โอทิส ต้องรับช่วงดูแลกิจการฟาร์มที่กำลังย่ำแย่ จนวันหนึ่ง สองพี่น้อง ต้องเผชิญหน้ากับ สิ่งแปลกปลอม บนฟากฟ้าเหนือฟาร์ม ทั้งคู่จึงเกิดความคิดที่จะเก็บภาพสิ่งนี้ให้ได้ เพื่อเอาไปขายหารายได้มาฟื้นฟูฐานะ เหมือนที่มีการเก็บภาพยูเอฟโอ ไปขายจนร่ำรวยแองเจล ทอเรส พนักงานขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ริกกี้ อดีตดาราเด็กในซีรี่ส์ดังที่กลายมาเป็นเจ้าของสวยสนุกคาวบอยในหุบเขา และ แอนท์เลอร์ ฮอยส์ สุดยอดฝีมือนักถ่ายทำหนังสารคดี ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานนี้ทุกคน ต้องเผชิญหน้าเผชิญกับอันตราย ที่เกิดจากสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้า ที่อาจจะคุกคามต่อคนบนโลก

Nope..ไม่ ยังคงรักษาลายเซ็นในการทำหนังของ จอร์แดน พีล เอาไว้ได้เหมือนเดิม หนังค่อยๆ เล่าเรื่อง เน้นไปที่ตัวละครหลัก ไปทีละคนๆ แบ่งเป็นบทๆ เหมือนอาจนิยายแบ่งเป็นตอนๆ ซึ่งทั้งเล่าเรื่องให้เดินต่อไปข้างหน้า เล่ารายละเอียดย้อนหลัง ทำความรู้จักกับตัวละครนั้นๆ ชวนให้ติดตามการเล่าเรื่องไม่ได้เรียงตามเวลา แต่สลับไปสลับมาหนังยังเพิ่มความสนุกไปกับ หนังดังๆหลายเรื่อง ดาราดังๆ หลายคนในอดีต เสียดสีวงการบันเทิง การถ่ายทำ สตันท์แมนบรรดาสัตว์ที่มาร่วมแสดงในหนัง 

แดเนียล คาลูยา บทเด่นมาก เล่นแบบเล็กๆ เหมือนไม่มีอะไร เล่นน้อยแต่ได้มาก ดูเป็นหนุ่มชาวไร่ นิ่งๆ เก็บความรู้สึกทุกอย่าง ก่อนจะออกมาลุย มาหาคำตอบกับสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้า 

เคเค พาล์มเมอร์ ในบท น้องสาวที่ดูสุดขั้วไม่นิ่งไม่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างแบบพี่ชาย แต่ออกมาสุดๆ กับทุกสิ่งทุกฉากที่ออกมา บทนี้อาจจะดูน่ารำคาญน่าเบื่อ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น ตัวละครที่สร้างสีสันให้กับเรื่องนักแสดงสมทบคนอื่นๆ เล่นกันแบบเข้าขา

แบรนดอน เพเรีย ในบท หนุ่มนักขายอุปกรณ์ไฟฟ้าผู้ลื่นไหลจนตกบันไดพลอยโจน เจอสิ่งที่ ไม่..คาดฝัน สตีเว่น ยวนในบทอดีตดาราที่ยังฝังใจกับงานแสดงของตนเองในวัยเด็กจนเป็นชนวน เปิดตัว สิ่งที่ ไม่..น่าจะมาบนโลก หรือ ไมเคิ่ล วินค็อตต์ ดูดีมาให้ดูเป็น ตากล้องระดับพระกาฬ ไม่..ไม่นะฉันต้องเก็บภาพมันให้ได้

Nope..ไม่ เป็นหนังต้องดูเองถึงจะสนุก หากรู้เรื่องรู้บทสรุป ต้องไม่รู้รายละเอียดหนังมาก่อน ต้องค่อยๆ เข้าไปสัมผัสค่อยๆ ตามเรื่องไปทีละนิดๆ และถ้าได้ดู บนจอใหญ่ๆอย่าง IMAX จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูได้มากขึ้น โดยส่วนตัวแล้วการดู 130 นาที บนจอใหญ่ๆ กับ Nope..ไม่ ผ่านไปแบบรวดเร็วแบบไม่น่าเบื่อ ชอบๆๆ ระทึกขวัญ ในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์ (DC League of Super-Pets)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/672965

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์  (DC League of Super-Pets)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์ (DC League of Super-Pets)

วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

DC เอาใจแฟนๆ ด้วยหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องใหม่ที่นำเอาบรรดาสัตว์เลี้ยงที่มีพลังวิเศษออกมาในดูกันในรูปแบบแอนิเมชั่น หนังการ์ตูนน่ารักๆ ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์ (DC League of Super-Pets)คือการขึ้นจอใหญ่เป็นครั้งแรกของทีมซุปเปอร์ฮีโร่ทีมนี้ 

เรื่องราวของ ซูเปอร์ด็อกคริปโต เป็นเพื่อนซี้แยกไม่ขาดกับซูเปอร์แมน ขนาดที่มีพลังวิเศษและต่อสู้กับคดีอาชญากรรมในเมโทรโพลิสเคียงข้างกัน แต่วันหนึ่งซูเปอร์แมนกับสมาชิกทีมจัสติซลีก ถูกลักพาตัวไปคริปโต จำต้องรวบรวมกำลังพลจากที่พักพิง ทั้งหมาล่าเนื้อเอซ หมูหน้าย่นพีบี เต่าเมอร์ตัน และกระรอกชิป พร้อมให้เหล่าสหายค้นพบพลังวิเศษของตัวเองและช่วยเหลือเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ให้ได้ ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์ (DC League of Super-Pets) ใช้เรื่องซุปเปอร์แมนเป็นเส้นเรื่องหลักเริ่มตั้งแต่บนดาวคลิปโต พลังพิเศษ ลูอิส เลน สาวของมนุษย์เหล็กหรือแม้แต่ตัวร้ายหลักยังเป็น เล็กซ์ ลูเธอร์ กับลูกสมุน ก่อนที่จะโยงเข้ามาสู่ทีมจัสติกลีค ที่มากันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

เรื่องราวของซูเปอร์ด็อกคริปโต เป็นเพื่อนซี้แยกไม่ขาดกับซูเปอร์แมนขนาดที่มีพลังวิเศษและต่อสู้กับคดีอาชญากรรมในเมโทรโพลิสเคียงข้างกันแต่วันหนึ่งซูเปอร์แมนกับสมาชิกทีมจัสติซลีก ถูกลักพาตัวไป คริปโตจำต้องรวบรวมกำลังพลจากที่พักพิง ทั้งหมาล่าเนื้อเอซ หมูหน้าย่นพีบี เต่าเมอร์ตัน และกระรอกชิป พร้อมให้เหล่าสหายค้นพบพลังวิเศษของตัวเองและช่วยเหลือเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ให้ได้

ขบวนการซูเปอร์เพ็ทส์ (DC League of Super-Pets) เป็นหนังการ์ตูนแอนิเมชั่นน่ารักๆ ที่ดูไปยิ้มไป สนุกทั้งในส่วนของบรรดาน้องๆ สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ทั้งฝ่ายดีและร้าย และทีมจัสติซลีก ที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ซูเปอร์แมน แบทแมน วันเดอร์วูแมน อะควาแมนไซเบอร์ก เดอะ แฟลซ กรีน แลนเทิร์น

เนื้อเรื่องง่ายๆ ตามสูตรเป๊ะๆ ไม่ซับซ้อน มีมุขฮาๆ ทั้งจากตัวการ์ตูน คำพูด มุขล้อเลียนจิกกัดบรรดาซีโร่ ให้หัวเราะและยิ้มกันได้ตลอดทั้งเรื่อง แจมๆ ด้วยบทดราม่าไม่หนัก

บรรยากาศหนังซูเปอร์ฮีโร่ของค่าย DC มาแบบจัดเต็ม เพียงแต่ไม่ดำมืด แต่ออกมาในโทนเบาสบายไม่เครียด ชอบการดีไซน์ ตัวละครออกมาสวยน่ารัก น่าเอ็นดู ภาพสีแสงเงา การตัดต่อ ที่ดีเหมือนมาดูหนังคนแสดง ภาพตัวละครในเรื่อง บรรดาสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวดัดแปลงสัตว์จริงได้อย่างน่ารัก มีเสน่ห์อย่างลงตัว 

และการสร้างภาพออกในแบบ 3D ยิ่งช่วยเพิ่มความน่ารักๆเหมือนตุ๊กตาเด็กเล่นที่น่าจับน่าอุ้ม ให้กับตัวละครในเรื่องรวมทั้งมีเพลงเพราะในหลายแนวมาให้ฟังตลอดเรื่อง มีทั้งเพลงใหม่ๆ และเพลงที่คุ้นหูกันดี และที่เด่นมากๆ คือ เสียงพากษ์ที่ช่วยเพิ่มความสนุกเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับตัวเรื่อง นำทีมโดย ดเวนย์จอห์นสัน เสียงน้องหมาของพี่ซุป และคีนู รีฟ เสียงแบทแมนด้วย แม้ภาพจะออกมาเป็นการ์ตูนเด็กๆ แต่ก็ไม่เด็กจนเกินไป ผู้ใหญ่ก็ดูได้แบบมีความสุข สนุกสนานดูไปยิ้มไป สนุกสนานกันตลอดเรื่องชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บุพเพสันนิวาส ๒

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/669870

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บุพเพสันนิวาส ๒

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บุพเพสันนิวาส ๒ คือ หนังไทยฟอร์มยักษ์ที่ต่อยอดจากความสำเร็จของละคร บุพเพสันนิวาส ในระหว่างที่รอ พรหมลิขิต ภาคต่อของละคร บุพเพสันนิวาส โดยงานนี้ บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จับมือกับ GDH สร้าง บุพเพสันนิวาส ๒ ขึ้นมา โดยมีพล็อตเรื่องขึ้นมาใหม่ให้มีส่วนเชื่อมต่อกับในละคร จนกลายเป็น จักรวาลบุพเพสันนิวาส เรื่องที่สอง แต่เป็นหนังเรื่องแรก

บุพเพสันนิวาส ๒ ชัดเจนในการขายสองพระ-นาง โป๊ป-เบลล่า แบบเน้นๆ ฉลาดในการสร้างตัวละครขึ้นมาในคนละยุคคนสมัยกับในละคร แค่ใช้ตัว พี่หมื่น กับ การะเกด เข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวหนังยังคงใส่สิ่งที่ละครเคยนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าตำนานในประวัติศาสตร์ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในไทย ตัวบุคคลที่เราๆ อาจจะเคยได้ยินแบบผ่านๆ ตัวละครที่ย้อนเวลากลับมาสู่อดีต ใน บุพเพสันนิวาส ๒ มีทั้งเสด็จในกรม, สุนทรภู่, หมอบรัดเลย์ บิดาแห่งการพิมพ์, บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ ผู้นำกล้องถ่ายรูปเข้ามาในประเทศเป็นคนแรก และนายห้างหันแตร เจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของไทย และเป็นผู้นำเรือกลไฟ“เอ็กสเปรส” ภาพการก่อสร้างวัดประยุรวงศาวาส

ถ้ามองที่ตัวหนัง บุพเพสันนิวาส ๒ เดินเรื่องได้สนุกสนานในสไตล์ของ GDH มีทั้งตลกจากสถานการณ์ คำพูดต่อปากต่อคำ ใช้ตัวละครหลักๆ ไม่กี่ตัวละคร แต่มีตัวขโมยซีน ตัวแทรกเข้ามาเพิ่มความสนุกสนานที่ต้องชมคือ ตัวหนังชัดเจนในความเป็นหนัง แทบจะไม่มีเค้าหรือกลิ่นอายของละครติดมาด้วยเลย ในส่วนรักโรแมนติก ก็มาในสไตล์พ่อแง่แม่งอนออกไปในแบบการ์ตูนๆ ดราม่าก็ทำได้ไม่เลวทีเดียว ฉากแอ๊กชั่นในช่วงท้ายออกมาในแนวเฮฮา เลยรู้สึกไม่ค่อยสุด ดูหลอก ซึ่งอาจจะไม่ใช่สไตล์ของค่ายนี้ แต่ที่ไม่ค่อยคุ้นคือการทำหนังอิงประวัติศาสตร์ ทำได้ขนาดนี้ถือว่าไม่เลวทีเดียว เพียงแต่ยังอาจจะไม่ต่อยอด รู้สึกว่าดูหนังประวัติศาสตร์แต่นึกถึงนักแสดงแต่งชุดโบราณสวยงาม

ต้องชม ปิ้ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ที่ทำ บุพเพสันนิวาส ๒ ออกมาดูลงตัว สนุกสนาน แม้ว่าตัวเรื่องจะเยอะจนทำให้หนังมีความยาวมากถึง 166 นาที แต่ด้วยบทที่สนุก นักแสดงเล่นดี ตัวละครมีสีสัน หนังมีครบรส รักโรแมนติก คอเมดี้แฟนตาซี ดราม่า แอ๊กชั่น มีส่วนผสมที่เข้ากันได้ดี เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าหนังยาวเกือบสามชั่วโมง

โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ยังคงมาตรฐานของตัวเอง ทุกตอนในเรื่องดูหล่อ ดูดีไปหมด เล่นดีในทุกๆ บทที่ฉีกจากในละคร 

เบลล่า-ราณี แคมเปน สวยใสน่ารัก แก่นแก้ว มีลงอะไรๆ ให้เล่นเยอะ และเธอก็ทำได้ดีทีเดียว

โป๊ป กับ เบลล่า จับคู่กันได้แบบลื่นไหล ลงตัว ดูเข้าดี จนแทบจะบอกได้เลยว่าถ้าเป็นจักรวาลของบุพเพสันนิวาสแล้ว ต้องคู่นี้เท่านั้น

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุด บทเด่นมากๆ เป็นตัวละครที่มีส่วนสำคัญกับเรื่อง เล่นได้น่ารัก หล่อสมวัย 

ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุช แพ่งนคร เด่นมากๆ กับบท ปี่ สาวใช้ประจำตัวของ เกสร ตัวแย่งซีนขโมยซีน ตัวเรียกเสียงหัวเราะ อันเป็นสิ่งที่เห็นกันประจำในหนังของ GDH (ขาดเพียงลูกคู่ลูกสมุนของพระเอกเท่านั้นที่ไม่มี)

กิ๊ก-สุวัจนี  พานิชชีวะ คืนจอเงินอีกครั้ง (จริงๆ ก็เล่นน้อยมากไม่กี่เรื่อง) มารับบทแม่ของภพ ตัวเรียกเสียงฮาให้กับเรื่อง คู่กับ ไก่-อัญชุลีอร บัวแก้ว ในบทแม่ของ แม่นางเกษร

นนท์-ชานน สันตินธรกุล มารับบท เสด็จในกรม มาไม่เยอะแต่ทุกฉากที่ออกมา ทั้งหล่อ เล่นดี เล่นแรง โดยเฉพาะหน้าตาท่าทางน้ำเสียงแววตา

บ๊อบบี้-นิมิตร ลักษมีพงษ์ มารับบท สุนทรภู่ ที่เน้นเฮฮา มากกว่าจริงๆ เป็นลูกคู่ของตัวพระเอกที่เรียกฮาได้ไม่เลวทีเดียว และต้องชมบรรดานักแสดงฝรั่งที่มาร่วมแสดงในบทนำของเรื่อง เล่นดีทุกคนเล่นเป็นธรรมชาติ 

บุพเพสันนิวาส ๒ คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างบุพเพสันนิวาส ฉบับละคร มีส่วนเชื่อมโยงไปสู่ พรหมลิขิต ที่จะเป็นภาคสอง ภาคต่อที่รอมแพง เขียนขึ้นเพื่อทำเป็นละคร ซึ่งในตอนจบช่วงท้ายเครดิตของ บุพเพสันนิวาส ๒ นำเสนอส่วนนี้แบบชัดเจน สำหรับใครที่อาจจะไม่ใช่คอละคร ไม่เคยดูละครเรื่องนี้ แต่เป็นแฟนหนังค่าย GDH ไม่ต้องกลัว สามารถดูบุพเพสันนิวาส ๒ ได้อย่างสนุกสนานแน่นอนออเจ้า..ไม่ทำให้ผิดหวัง สนุกสนาน ดูไปยิ้มไป ในระดับ 8/10 คะแนนหนา..ขอรับ..ออเจ้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มดมือสังหาร (The Witch : Part 2-The Other One)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/668467

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มดมือสังหาร (The Witch : Part 2-The Other One)

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

The Witch : Part 1-The Subversion (2018) หนังเกาหลีแนวแอ๊กชั่นไซไฟที่ไม่ได้ถูกนำมาฉายในบ้านเรา แต่ถูกนำมาลงในสตรีมมิ่งของ iQIYI The Witch : Part 2-The Other One คือภาคต่อที่ทางไฟว์สตาร์ นำเข้ามาฉายโรงในบ้านเรา โดยตั้งชื่อไทยว่า แม่มดมือสังหารนับเป็นการเปิดจักรวาลหนังชุด The Witch ของเกาหลีขึ้นเป็นครั้งแรกในบ้านเรา ที่บอกตรงๆ เลย คือเฉยมากๆ เพราะไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนแทบจะไม่มีพื้นใดๆ เลย แต่พอได้ดูต้องบอกเลยว่า แม่มดมือสังหาร คือหนังเกาหลีที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

โดยผู้กำกับ พัคฮุนจอง ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความโหด ความสนุกสนานในแบบไซไฟจากภาคแรกได้เหมือนเดิม แม่มดมือสังหารแทบจะไม่ย้อนกลับไปปูเรื่องราวในภาคแรก เพียงแต่พาย้อนไปเป็นระยะๆ พูดถึงเล็กๆ แบบไม่เน้น แต่ก็เพียงพอที่จะปะติดปะต่อ เชื่อมต่อเรื่องเข้าหากันได้ สิ่งที่ชัดเจนในการโยงเข้าหาภาคแรกที่การทดลองสร้างแม่มดจากพันธุกรรม การทดลองที่ผิดพลาด มีแม่มดมนุษย์ทดลองที่หลุดรอดมาได้ กลุ่มคนที่พยายามตามเก็บทำลายมนุษย์ทดลองที่รอด ตัวเอกตัวนำแม่มดจากภาคแรกก็ถูกเปลี่ยนตัวมาเป็นแม่มดคนใหม่ในภาคสองถึงจะไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน เริ่มดูภาคนี้ก็สามารถดูได้อย่างดูรู้เรื่อง เข้าใจเรื่องเพียงแต่อาจจะสงสัยหรืออยากจะกลับไปดูภาคแรกขึ้นมาทันที

ในช่วงแรกหนังอาจจะเดินเรื่องอืดไปสักนิด ค่อยๆ ปูเรื่องราวของตัวละครหลักๆ แทรกด้วยละครขาลุยมาเป็นระยะๆ ก่อนที่หนังค่อยๆ เพิ่มความสนุกขึ้นเรื่อยๆ จนมาเต็มอิ่มกับฉากแอ๊กชั่นที่ใส่มาแบบจัดเต็ม ฉากแอ๊กชั่นเน้นๆ ไปที่การต่อสู้แบบใช้ซีจี เอฟเฟกท์ต่างๆ ที่สมจริงสมจังในแบบการต่อสู้แบบพลังเหนือธรรมชาติ การต่อสู้แบบต่อตัว ถึงเลือดถึงเนื้อตามสไตล์เกาหลี ต้องยอมรับเลยว่าซีจีสเปเชียลเอฟเฟกท์ที่ดูเนียนสมจริงสมจังไม่แพ้หนังจากฝั่งฮอลลีวู้ด นอกจากฉากแอ๊กชั่น ซีจีที่ดีงามแล้วหนังยังมาพร้อมกับโปรดักชั่นที่ดีงาม และที่เด่นมากๆ คือ นักแสดงที่มารับบท ดูสวยใส หน้าตาดี เล่นดีกันแทบทุกคน

ชินชิอา ในบทเด็กสาวมาพร้อมความสวยใส หน้าตาบ้องแบ๊วแบบเด็กน้อย ดูไร้เดียงสา ไม่มีพิษมีภัย แต่เมื่อยามโกรธขึ้นมา เธอก็คือเสือร้ายหรือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง

ด้วยความน่ารักแบบเด็กน้อยของเธอทำให้อดที่จะรักตัวละครแม่มดน้อยคนนี้ไม่ได้

พาร์คอึนบิน ดูอบอุ่นกับบท คยองฮี มาช่วยเพิ่มในส่วนของดราม่า ซองยูบิน มารับบท แดกิล ตัวละครเสริมในส่วนของเรื่องรักและอารมณ์ขันของเรื่อง

ซออึนซู รับบท จ่าโช  ลุยดะ เน้นๆ แอ๊กชั่น ด้วยความสวย ความทะมัดทะแมง ทำให้ดูไปลุ้นไปไม่อยากให้เธอเป็นอะไร

อีจงซอก (กับงานแสดงชิ้นแรกหลังจากออกจากกรม) ที่มาด้วยมาดเท่ๆ ในบท ผู้พันจาง ที่โผล่ออกมาเป็นระยะๆ ทำท่าเหมือนจะมีอะไรๆ แต่ก็ยังกั๊กๆ อยู่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ จ่าโช คงต้องรอไปดูกันต่อในภาคสาม

โจมินซู ผู้อำนวยการ แบค บทเดิมจากภาคแรก เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแม่มดและเป็นคนจัดการตามล่ามนุษย์ทดลองที่ผิดพลาด ส่วน จินกู รับบท ยองดู นักเลงตัวร้าย ที่ร้ายได้ใจ

เรื่องราวของ แม่มด ใน The Witch : Part 2-The Other One ยังไม่จบ หนังปูไปสู่ภาค 3 อย่างชัดเจนในตอนจบด้วยตัวละครที่ถูกใช้ในภาคนี้ ตัวละครที่เหลือจะตามกลับมาเจอต่อกันในภาคสาม สนุกจนแทบจะลืมเวลา 138 นาที ผ่านไปแบบรวดเร็ว สนุกในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทวงคืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/666992

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทวงคืน

วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทวงคืน หนังผีเรื่องล่าสุดของค่ายเอ็มพิคเจอร์ ที่มีจุดขายชัดเจนคือ ขาย แดน-วรเวช กับ แพตตี้-อังศุมาลิน แบบเน้นๆ นอกนั้นดูจากหนังตัวอย่าง ข่าวสาร ทวงคืน แทบจะไม่มีอะไรดึงดูดให้เข้าไปชม แต่เอาเข้าจริง ทวงคืน เป็นหนังผีไทยที่มีอะไรๆ ชวนติดตามไม่น้อย

ทวงคืน ไม่เพียงแค่เป็นหนังผีเท่านั้น ยังมีเรื่องรักโรแมนติกดราม่า และอารมณ์แทรกอยู่ด้วย

เป็นหนังที่มีความหลากหลายปนๆ กันอย่างละนิดละหน่อย ในหนังเรื่องเดียว ทั้งหนังผีเน้นน่ากลัวๆ หนังผีเน้นขำๆ แนววัยรุ่น หนังโร้ดมูฟวี่ 

การนำเล่าเรื่องชวนให้นึกถึงหนังคัลท์ของญี่ปุ่นๆ ตัวละครติ๊ดๆ แนวๆ การ์ตูนๆ หรือหลุดมาจากมังงะ หนังสร้างความน่ากลัวจากบรรยากาศรอบๆ ข้าง รอบตัวๆ บ้านเก่าที่น่ากลัว ของโบราณของเก่า ไร่ข้าวโพดความมืดๆ ของภาพ โดยอาจจะไม่เน้นผีหลอกผีน่ากลัว ไม่ต้องมาเยอะไม่ต้องมามากมาย ไม่ต้องมาแบบถี่ๆ แต่ก็ทำให้สะดุ้งตกใจได้ในหลายฉาก

ภาพของหนังชวนให้นึกถึงหนังในแนวแบลร์ วิทช์โปรเจกท์ ตามดูตัวละครถ่ายภาพเหตุการณ์ผ่านกล้อง เพียงเรื่องนี้ย้ายมาเป็นการตามตัวละครผ่านการถ่ายคลิป การเห็นผีผ่านกล้อง แต่ไม่ทำให้น่าเบื่อหรือซ้ำซากจำเจผ่านหน้าจออย่างเดียว ตัดสลับไป-มา ภาพสถานที่ที่ตัวละครกำลังถ่ายทำ อารมณ์ประมาณหนังซ้อนหนัง หรือประมาณตามดูคนกำลังถ่ายคลิป

ตัวหนังหยิบเอาสิ่งรอบๆ ตัวในยุคนี้มานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิป ยูทูบเบอร์ ยอดกดไลค์ กดแชร์ โดรนเรื่องของสต๊าฟโค้ช หรือแม้แต่เรื่องของ LGBT

แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เหมาหมดทั้งเขียนบท กำกับ และแสดงนำเองในด้านเบื้องหลังถือว่า แดน สอบผ่าน ทำได้ดี การกำกับที่ดูลงตัว มีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี บทหนังที่ชวนติดตาม ชวนหาคำตอบ มีครบทุกอารมณ์ สนุก/รัก/เศร้า/ลุยๆ/บู๊ๆ 

แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์ รับบท พลอย ที่น่ารัก สวยใส มากๆ งัดความรัก ออร่า ความสดใส ออกมาผ่านหน้าจอจนทำให้เกือบจะลืมไปเลยว่ามาดูหนังผีหรือฉากดราม่า ก็ทำเอาจุกในอกไปกับเธอเลยทีเดียว บีม-กวี ตันจรารักษ์ เล่นเรื่องนี้ได้อย่างน่ารักๆ ลื่นไหล ฉีกลุคเดิมๆพระเอกใสๆ ที่คุ้นกันดี มาเล่นบทเฮฮา บทโค้ชบริบูรณ์ กลายเป็นตัวสร้างรอยยิ้ม เสียงฮา และเรียกน้ำตาให้กับคนดู เต๋า-สมชายเข็มกลัด ยังคงมาพร้อมกับบุคลิกความเป็น เต๋า-สมชาย ที่ดูดิบๆ ดูน่ากลัวมีความลึกลับ แต่ในขณะเดียวกันตัว ลุงพล ก็ทำให้หนังสนุก มีความผ่อนคลายและเป็นตัวสร้างมุขขำๆ ทั้งจากท่าทาง และบทสนทนา เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ ในบท ขุนอำมหิตตราชัย หรือ นายทองก้อนหัวหมู่ทะลวงฟ้า แรกๆ อาจจะดูไม่เหมาะ ไม่เหี้ยม ดูเด็กๆ ไป แต่พอหนังเฉลยปม ตัวละครตัวนี้ออกมาต้องบอกเลยว่า เต๋า เล่นได้อย่างน่ารักเข้ากับเรื่อง น้องเวกัส-ฑีฆวิชช์ ฤาชาฤทธิ์ มารับบท น้องบารมีมีทั้งยิ้ม ร้องไห้ งอแง ขายความน่ารักในตัวเด็กน้อยล้วนๆ และยังมีเสนาหอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค มาร่วมแจม เปิดหัวปิดท้ายกับบทเจ้าของบริษัทขายแหวน ต้นเรื่อง ในบุคลิกที่ตัวเองที่มากำลังพอดีๆ เพิ่มรอยยิ้มให้กับหนัง

และที่ขาดไม่ได้ต้องมี คือ เพลงประกอบ ชัดเจนในความเป็นเพลงในสไตล์ของ แดน, บีม และมี แพตตี้ มาร่วมร้องด้วย หนังใส่เพลงมาในช่วงจังหวะที่ใช่ ทวงคืน หนังผีเล็กๆ ไม่ต้องอลังการงานสร้างมากมายมีครบทุกรสในแบบของหนังผีในแบบของคนรุ่นใหม่คนรุ่นนี้ หนังอาจดูเรื่อยๆ เนือยๆ ขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของความบันเทิงทวงคืน ตอบโจทย์ได้ดี สนุก ทั้งหลอนในแบบของเมื่อคนกําลังจะ“หมดรัก” แต่ดันมีผีมาขอทัก “ทวงคืน” ทวงคืนสนุกโดนใจ  8/10หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/665508

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธอร์ ด้วยรักและอัสนี  (Thor Love and Thunder)

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังจากที่ผ่านสงครามครั้งใหญ่ใน อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก(Avengers : Endgame) (2019) และมีหนังเป็นของตัวเองมาแล้วถึง 3 ภาค “ธอร์” กลับมาอีกครั้งในหนังของตัวเองธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder) เดินเรื่องต่อจากทั้ง อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก (Avengers : Endgame) และในภาค 3ธอร์ 3 : ศึกอวสานเทพเจ้า (Thor 3 Ragnarok) (2017) ที่ตัวละครหลักๆที่ยังเหลืออยู่หลังแอสการ์ดล้มสลายกลับมาอีกครั้งมาดูความรักความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาจากภาคแรก ของ ธอร์ กับ เจน ฟอสเตอร์ภารกิจของ ธอร์ ที่ครั้งนี้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับบรรดาทวยเทพทั้งสวรรค์(ที่ไม่เกี่ยวกับแอสการ์ด)

ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder) มาพร้อมกับบทหนังที่อ่อนปวกเปียก การเดินเรื่องที่ง่ายๆ แทบจะไม่มีอะไรที่เซอร์ไพรส์ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีหักมุมใดๆ ทั้งสิ้น ฉากรักที่ดูผิวๆ ดราม่าก็ดูตื้นๆ แถมยังพยายามนำมุขตลกแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ เพียงแต่มุขที่ใส่เข้ามาส่วนใหญ่มันแป้กไม่ขำ แต่เพราะเป็นหนัง “มาร์เวล” หนังที่นักแสดงเล่นได้แบบน่ารัก โปรดักชั่นดีงามเลยพอที่จะมองข้ามสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปดูได้จนจบ

ช่วงฉากสภาสวรรค์ ทำออกมาได้ดูยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างตามที่เคยจินตนาการตอนอ่านเทพนิยายกรีก แต่เพียงบรรดาทวยเทพที่มาร่วมประชุม มันดูประหลาดๆ ลดความน่าเชื่อถือ ดูตลกขบขัน เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบภาคนี้ 

คริส เฮมส์เวิร์ท ยังคงเป็น ธอร์ ที่คุ้นตากันดี เห็นกันจนชินตามาหลายภาคหลายตอน แต่ที่ดูฉีกออกไป คือ ในภาคนี้ ธอร์ ออกจะดูสบายๆ ไปในทางเฮฮามากกว่าจริงจัง ไม่ดูขึงขัง ดราม่าก็ไม่เยอะ ยังดีที่ฉากเข้าพระ-เข้านางออกมาดูดีไม่สะดุด

นาตาลี พอร์ตแมน คือ สิ่งที่ดีงาม และน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดใน ธอร์ ภาคนี้ เล่นแบบน่ารักไปหมดไม่ว่าจะเป็น เจน ฟอสเตอร์ที่ดูดีกว่าในตอนก่อนๆ หรือแม้แต่ตอนเป็น ไมตี้ธอร์ ที่เพิ่มความสวยสง่า เมื่อสวมชุดนักรบ บทให้ภาคนี้เด่นตีคู่กับ ธอร์ มาเลย ดูแล้วอินทั้งบทกุ๊กกิ๊ก ดราม่า รัก โรแมนติก บู๊ หรือแม้อารมณ์เรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม

เทสซ่า ธอร์มสัน กลับมารับบทเดิม ราชาวัลคิรี่ ที่มีลูกล่อลูกชนดูสวยน่ารักในแบบสาวผิวดำลุยๆ เป็นตัวละครเสริมที่ทำให้ยิ้มได้ในแทบจะทุกฉาก

ไทก้า ไวทีที นอกจากจะกำกับ “ธอร์” ภาคนี้แล้ว ยังมารับบท“คอร์ก” มนุษย์หิน บทเดิมจากในภาคที่แล้วอีกด้วย

คริสเตียน เบลล์ ในบท กอร์ ในรูปลักษณ์ ที่ไม่บอกก็จำไม่ได้เป็นตัวร้ายที่ออกมาดูกึ่งๆ ผีดิบ ดูซาดิสม์โหดร้าย เขาเล่นได้ดีตามมาตรฐาน 

รัสเซล โครว์ มาน้อยต่อยหนัก ในบท ซูส ที่ดูเจ้าเนื้อ บุคลิกออกไปในแนวตลก แทบจะไม่เหลือความเป็นเทพเจ้าฟ้าแลบผู้ยิ่งใหญ่ในเทพนิยายกรีกที่คุ้นๆ กันดี นอกจากนักแสดงที่โอเคแล้ว หนังสนุกไปกับบรรดาอาวุธทั้งหลายที่ดูมีชีวิตชีวา จนกลายเป็นตัวละครที่เด่นไม่แพ้บรรดาคนคนทั้งหลาย

ถ้าตัดบาดแผลสิ่งที่ดูขัดตาแย่ๆ ออกไป “ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder)” ยังคงเด่นดูดีไปกับงานโปรดักชั่น เอฟเฟกท์ซีจีสุดยอดสมจริงสมจัง งานด้านภาพ การตัดต่อ รวมไปถึงดนตรีประกอบ หนังเลิกอย่าเพิ่งลุกในช่วงเอนเครดิต หนังมี 2 ติ่งเล็กๆ มาให้ยิ้มกันก่อนกลับ มานิดๆ แต่รับรองยิ้มออก โดยรวมๆ แล้วอาจจะไม่ค่อยปลื้มมากนักแต่เพราะความเป็นหนังมาร์เวล หนังก็ไม่ได้แย่ แค่รู้สึกไม่สนุกมากนัก ก็เลยดูได้แบบเพลินๆ ชอบระดับ 7+2/10 คะแนนครับ(2 คะแนน ให้กับ นาตาลี พอร์ตแมน ไมตี้ธอร์ โดยเฉพาะ)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จัดหารัก (Broker)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/664055

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จัดหารัก (Broker)

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จัดหารัก (Broker) สร้างจากข่าวที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีพูดถึงคนที่ทำอาชีพนายหน้าเอาเด็กทารกที่พ่อแม่ไม่ต้องการไปขายต่อให้คนรวยที่ไม่สามารถมีลูกได้ นำเสนอออกมาในรูปแบบของหนังโร้ดมูฟวี่ ที่ผสมผสานระหว่างดราม่าเข้มข้น ครอบครัว ตลกร้ายรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเล็กๆ รวมไปถึงเสียดสีสังคม ระบบราชการ หนังหยิบเรื่องราวของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง พ่อแม่ที่ไม่พร้อมจะมีลูกไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ พ่อแม่ที่พร้อมแต่ไม่สามารถมีบุตร ขบวนการค้าเด็ก อนาคตของเด็กที่ถูกทิ้งมาเป็นพลอตหลักจอยเรื่อง ตัวหนังพาเราค่อยๆ ตามดูการเดินทางของตัวละคร ทั้งพัฒนาการในตัวเองในจิตใจ และการเดินทางจริงๆ ผ่านรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้เราค่อยๆ รู้จัก ลุ้น และเอาใจช่วยตัวละครได้อย่างครบถ้วนครบทุกคน

คิโรฮาสุ โครีเอดะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ผู้เคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำจาก ครอบครัวที่ลัก (Shoplifters) ที่ยังคงลายเซ็นของตัวได้อย่างชัดเจนในงานกำกับหนังเกาหลีเรื่องแรก ในการนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวผ่านความสัมพันธ์ของตัวละคร ทั้งคนในครอบครัวเองหรือภายนอกที่เข้ามายุ่งเกี่ยว นักแสดงนำทุกคนเล่นกันได้แบบเข้าขา รับ-ส่งบทกันดี ผ่านตัวละครที่มีความต่าง มีความหลากหลายในการวางเรื่องราวที่กำลังดี ไม่น้อยไม่มาก และไม่มาแย่งความเด่น กันเอง แถมยังช่วยเสริม ช่วยขยี้อารมณ์หนังกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ซงคังโฮ ดูแพรวพราวในบท ซังฮยอน ที่ดูมีสีสัน ดูร้ายแต่ใจดี ดูมีปมลึกๆ มีปมในใจ ดูอินไปกับบท จนเหมือนไม่ได้แสดงเล่นดีจนในเรื่องนี้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้

นักร้องสาว อีจีอึน รับบท โซยอง ที่สวยใส ในแบบของเด็กสาวต้นเรื่องที่ดูจะกร้านชีวิต สู้ชีวิต เป็นเด็กสาวมีปัญหาพอๆ กับความสวยของเธอเอง เล่นดีๆ ค่อยๆ ให้เราคอยตามดูว่าเธอจะจัดการกับปมชีวิตที่ตัวก่อไว้ได้อย่างไร

คังดงวอน ในบท ดงซู ทำให้เรื่องน่ารัก เป็นที่ทำให้หนังผ่อนคลายเข้ามาเสริมทั้งในส่วนดราม่า และส่วนความรักในหนัง

แบดูนา มากับบท ซูจิน ตำรวจสาว ที่มาพร้อมกับความรู้สึกทำไมใจร้าย ตามจิก ตามติดครอบครัวนี้ด้วยเหตุผลแค่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กเกิดมา ซึ่งจะทำให้เด็กโตขึ้นมาแบบมีปัญหาเธอเล่นแบบลื่นไหล บทเหมือนเป็นตัวนอก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับมีส่วนสำคัญกับเรื่องทีเดียว อีจูยอง มารับบท นักสืบลี ตำรวจสาวคู่หูของ ซูจิน และยังมีนักแสดงรับเชิญอีกหลายคน

จัดหารัก (Broker) คือหนังที่มองโลกในแง่ดี จากเรื่องนี้บทดี ผู้กำกับดี นักแสดงดี ยังได้ผู้กำกับภาพ ฮงคยองเปียว ตากล้องคนดังจาก Parasite และ Burning  มากำกับภาพหนังออกมามีภาพสวยๆ มาให้ดูกันตลอดเรื่อง และขยี้อารมณ์ด้วย ดนตรีประกอบที่ไพเราะเข้ากับตัวหนัง

ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้ หลังหนังจบ Canne : Top Gun Maverick ผู้ชมยืนปรบมือ 5 นาที ปรบมือนาน 12 นาที มี 2 เรื่อง เอลวิส Elvis กับ จัดหารัก (Broker) สมราคาจริงๆ ไม่ใช่ราคาคุย ทั้งสามเรื่องอาจจะไม่ต้องถึงกับกระชากน้ำตา เรียกน้ำตามากมายแต่ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจมีรอยยิ้มปนๆ หยดน้ำนิดๆ ในตา สมกับชื่อหนัง จัดหารัก (Broker) “ปัญหาดูไม่เป็นปัญหา หากตั้งใจแก้ไขด้วยความรัก ความเมตตา”ชอบๆ รักๆ อบอุ่นหัวใจในระดับ 10/10 คะแนน