โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มดมือสังหาร (The Witch : Part 2-The Other One)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/668467

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มดมือสังหาร (The Witch : Part 2-The Other One)

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

The Witch : Part 1-The Subversion (2018) หนังเกาหลีแนวแอ๊กชั่นไซไฟที่ไม่ได้ถูกนำมาฉายในบ้านเรา แต่ถูกนำมาลงในสตรีมมิ่งของ iQIYI The Witch : Part 2-The Other One คือภาคต่อที่ทางไฟว์สตาร์ นำเข้ามาฉายโรงในบ้านเรา โดยตั้งชื่อไทยว่า แม่มดมือสังหารนับเป็นการเปิดจักรวาลหนังชุด The Witch ของเกาหลีขึ้นเป็นครั้งแรกในบ้านเรา ที่บอกตรงๆ เลย คือเฉยมากๆ เพราะไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนแทบจะไม่มีพื้นใดๆ เลย แต่พอได้ดูต้องบอกเลยว่า แม่มดมือสังหาร คือหนังเกาหลีที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

โดยผู้กำกับ พัคฮุนจอง ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความโหด ความสนุกสนานในแบบไซไฟจากภาคแรกได้เหมือนเดิม แม่มดมือสังหารแทบจะไม่ย้อนกลับไปปูเรื่องราวในภาคแรก เพียงแต่พาย้อนไปเป็นระยะๆ พูดถึงเล็กๆ แบบไม่เน้น แต่ก็เพียงพอที่จะปะติดปะต่อ เชื่อมต่อเรื่องเข้าหากันได้ สิ่งที่ชัดเจนในการโยงเข้าหาภาคแรกที่การทดลองสร้างแม่มดจากพันธุกรรม การทดลองที่ผิดพลาด มีแม่มดมนุษย์ทดลองที่หลุดรอดมาได้ กลุ่มคนที่พยายามตามเก็บทำลายมนุษย์ทดลองที่รอด ตัวเอกตัวนำแม่มดจากภาคแรกก็ถูกเปลี่ยนตัวมาเป็นแม่มดคนใหม่ในภาคสองถึงจะไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน เริ่มดูภาคนี้ก็สามารถดูได้อย่างดูรู้เรื่อง เข้าใจเรื่องเพียงแต่อาจจะสงสัยหรืออยากจะกลับไปดูภาคแรกขึ้นมาทันที

ในช่วงแรกหนังอาจจะเดินเรื่องอืดไปสักนิด ค่อยๆ ปูเรื่องราวของตัวละครหลักๆ แทรกด้วยละครขาลุยมาเป็นระยะๆ ก่อนที่หนังค่อยๆ เพิ่มความสนุกขึ้นเรื่อยๆ จนมาเต็มอิ่มกับฉากแอ๊กชั่นที่ใส่มาแบบจัดเต็ม ฉากแอ๊กชั่นเน้นๆ ไปที่การต่อสู้แบบใช้ซีจี เอฟเฟกท์ต่างๆ ที่สมจริงสมจังในแบบการต่อสู้แบบพลังเหนือธรรมชาติ การต่อสู้แบบต่อตัว ถึงเลือดถึงเนื้อตามสไตล์เกาหลี ต้องยอมรับเลยว่าซีจีสเปเชียลเอฟเฟกท์ที่ดูเนียนสมจริงสมจังไม่แพ้หนังจากฝั่งฮอลลีวู้ด นอกจากฉากแอ๊กชั่น ซีจีที่ดีงามแล้วหนังยังมาพร้อมกับโปรดักชั่นที่ดีงาม และที่เด่นมากๆ คือ นักแสดงที่มารับบท ดูสวยใส หน้าตาดี เล่นดีกันแทบทุกคน

ชินชิอา ในบทเด็กสาวมาพร้อมความสวยใส หน้าตาบ้องแบ๊วแบบเด็กน้อย ดูไร้เดียงสา ไม่มีพิษมีภัย แต่เมื่อยามโกรธขึ้นมา เธอก็คือเสือร้ายหรือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง

ด้วยความน่ารักแบบเด็กน้อยของเธอทำให้อดที่จะรักตัวละครแม่มดน้อยคนนี้ไม่ได้

พาร์คอึนบิน ดูอบอุ่นกับบท คยองฮี มาช่วยเพิ่มในส่วนของดราม่า ซองยูบิน มารับบท แดกิล ตัวละครเสริมในส่วนของเรื่องรักและอารมณ์ขันของเรื่อง

ซออึนซู รับบท จ่าโช  ลุยดะ เน้นๆ แอ๊กชั่น ด้วยความสวย ความทะมัดทะแมง ทำให้ดูไปลุ้นไปไม่อยากให้เธอเป็นอะไร

อีจงซอก (กับงานแสดงชิ้นแรกหลังจากออกจากกรม) ที่มาด้วยมาดเท่ๆ ในบท ผู้พันจาง ที่โผล่ออกมาเป็นระยะๆ ทำท่าเหมือนจะมีอะไรๆ แต่ก็ยังกั๊กๆ อยู่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ จ่าโช คงต้องรอไปดูกันต่อในภาคสาม

โจมินซู ผู้อำนวยการ แบค บทเดิมจากภาคแรก เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแม่มดและเป็นคนจัดการตามล่ามนุษย์ทดลองที่ผิดพลาด ส่วน จินกู รับบท ยองดู นักเลงตัวร้าย ที่ร้ายได้ใจ

เรื่องราวของ แม่มด ใน The Witch : Part 2-The Other One ยังไม่จบ หนังปูไปสู่ภาค 3 อย่างชัดเจนในตอนจบด้วยตัวละครที่ถูกใช้ในภาคนี้ ตัวละครที่เหลือจะตามกลับมาเจอต่อกันในภาคสาม สนุกจนแทบจะลืมเวลา 138 นาที ผ่านไปแบบรวดเร็ว สนุกในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทวงคืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/666992

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทวงคืน

วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทวงคืน หนังผีเรื่องล่าสุดของค่ายเอ็มพิคเจอร์ ที่มีจุดขายชัดเจนคือ ขาย แดน-วรเวช กับ แพตตี้-อังศุมาลิน แบบเน้นๆ นอกนั้นดูจากหนังตัวอย่าง ข่าวสาร ทวงคืน แทบจะไม่มีอะไรดึงดูดให้เข้าไปชม แต่เอาเข้าจริง ทวงคืน เป็นหนังผีไทยที่มีอะไรๆ ชวนติดตามไม่น้อย

ทวงคืน ไม่เพียงแค่เป็นหนังผีเท่านั้น ยังมีเรื่องรักโรแมนติกดราม่า และอารมณ์แทรกอยู่ด้วย

เป็นหนังที่มีความหลากหลายปนๆ กันอย่างละนิดละหน่อย ในหนังเรื่องเดียว ทั้งหนังผีเน้นน่ากลัวๆ หนังผีเน้นขำๆ แนววัยรุ่น หนังโร้ดมูฟวี่ 

การนำเล่าเรื่องชวนให้นึกถึงหนังคัลท์ของญี่ปุ่นๆ ตัวละครติ๊ดๆ แนวๆ การ์ตูนๆ หรือหลุดมาจากมังงะ หนังสร้างความน่ากลัวจากบรรยากาศรอบๆ ข้าง รอบตัวๆ บ้านเก่าที่น่ากลัว ของโบราณของเก่า ไร่ข้าวโพดความมืดๆ ของภาพ โดยอาจจะไม่เน้นผีหลอกผีน่ากลัว ไม่ต้องมาเยอะไม่ต้องมามากมาย ไม่ต้องมาแบบถี่ๆ แต่ก็ทำให้สะดุ้งตกใจได้ในหลายฉาก

ภาพของหนังชวนให้นึกถึงหนังในแนวแบลร์ วิทช์โปรเจกท์ ตามดูตัวละครถ่ายภาพเหตุการณ์ผ่านกล้อง เพียงเรื่องนี้ย้ายมาเป็นการตามตัวละครผ่านการถ่ายคลิป การเห็นผีผ่านกล้อง แต่ไม่ทำให้น่าเบื่อหรือซ้ำซากจำเจผ่านหน้าจออย่างเดียว ตัดสลับไป-มา ภาพสถานที่ที่ตัวละครกำลังถ่ายทำ อารมณ์ประมาณหนังซ้อนหนัง หรือประมาณตามดูคนกำลังถ่ายคลิป

ตัวหนังหยิบเอาสิ่งรอบๆ ตัวในยุคนี้มานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิป ยูทูบเบอร์ ยอดกดไลค์ กดแชร์ โดรนเรื่องของสต๊าฟโค้ช หรือแม้แต่เรื่องของ LGBT

แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เหมาหมดทั้งเขียนบท กำกับ และแสดงนำเองในด้านเบื้องหลังถือว่า แดน สอบผ่าน ทำได้ดี การกำกับที่ดูลงตัว มีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี บทหนังที่ชวนติดตาม ชวนหาคำตอบ มีครบทุกอารมณ์ สนุก/รัก/เศร้า/ลุยๆ/บู๊ๆ 

แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์ รับบท พลอย ที่น่ารัก สวยใส มากๆ งัดความรัก ออร่า ความสดใส ออกมาผ่านหน้าจอจนทำให้เกือบจะลืมไปเลยว่ามาดูหนังผีหรือฉากดราม่า ก็ทำเอาจุกในอกไปกับเธอเลยทีเดียว บีม-กวี ตันจรารักษ์ เล่นเรื่องนี้ได้อย่างน่ารักๆ ลื่นไหล ฉีกลุคเดิมๆพระเอกใสๆ ที่คุ้นกันดี มาเล่นบทเฮฮา บทโค้ชบริบูรณ์ กลายเป็นตัวสร้างรอยยิ้ม เสียงฮา และเรียกน้ำตาให้กับคนดู เต๋า-สมชายเข็มกลัด ยังคงมาพร้อมกับบุคลิกความเป็น เต๋า-สมชาย ที่ดูดิบๆ ดูน่ากลัวมีความลึกลับ แต่ในขณะเดียวกันตัว ลุงพล ก็ทำให้หนังสนุก มีความผ่อนคลายและเป็นตัวสร้างมุขขำๆ ทั้งจากท่าทาง และบทสนทนา เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ ในบท ขุนอำมหิตตราชัย หรือ นายทองก้อนหัวหมู่ทะลวงฟ้า แรกๆ อาจจะดูไม่เหมาะ ไม่เหี้ยม ดูเด็กๆ ไป แต่พอหนังเฉลยปม ตัวละครตัวนี้ออกมาต้องบอกเลยว่า เต๋า เล่นได้อย่างน่ารักเข้ากับเรื่อง น้องเวกัส-ฑีฆวิชช์ ฤาชาฤทธิ์ มารับบท น้องบารมีมีทั้งยิ้ม ร้องไห้ งอแง ขายความน่ารักในตัวเด็กน้อยล้วนๆ และยังมีเสนาหอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค มาร่วมแจม เปิดหัวปิดท้ายกับบทเจ้าของบริษัทขายแหวน ต้นเรื่อง ในบุคลิกที่ตัวเองที่มากำลังพอดีๆ เพิ่มรอยยิ้มให้กับหนัง

และที่ขาดไม่ได้ต้องมี คือ เพลงประกอบ ชัดเจนในความเป็นเพลงในสไตล์ของ แดน, บีม และมี แพตตี้ มาร่วมร้องด้วย หนังใส่เพลงมาในช่วงจังหวะที่ใช่ ทวงคืน หนังผีเล็กๆ ไม่ต้องอลังการงานสร้างมากมายมีครบทุกรสในแบบของหนังผีในแบบของคนรุ่นใหม่คนรุ่นนี้ หนังอาจดูเรื่อยๆ เนือยๆ ขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของความบันเทิงทวงคืน ตอบโจทย์ได้ดี สนุก ทั้งหลอนในแบบของเมื่อคนกําลังจะ“หมดรัก” แต่ดันมีผีมาขอทัก “ทวงคืน” ทวงคืนสนุกโดนใจ  8/10หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/665508

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธอร์ ด้วยรักและอัสนี  (Thor Love and Thunder)

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังจากที่ผ่านสงครามครั้งใหญ่ใน อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก(Avengers : Endgame) (2019) และมีหนังเป็นของตัวเองมาแล้วถึง 3 ภาค “ธอร์” กลับมาอีกครั้งในหนังของตัวเองธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder) เดินเรื่องต่อจากทั้ง อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก (Avengers : Endgame) และในภาค 3ธอร์ 3 : ศึกอวสานเทพเจ้า (Thor 3 Ragnarok) (2017) ที่ตัวละครหลักๆที่ยังเหลืออยู่หลังแอสการ์ดล้มสลายกลับมาอีกครั้งมาดูความรักความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาจากภาคแรก ของ ธอร์ กับ เจน ฟอสเตอร์ภารกิจของ ธอร์ ที่ครั้งนี้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับบรรดาทวยเทพทั้งสวรรค์(ที่ไม่เกี่ยวกับแอสการ์ด)

ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder) มาพร้อมกับบทหนังที่อ่อนปวกเปียก การเดินเรื่องที่ง่ายๆ แทบจะไม่มีอะไรที่เซอร์ไพรส์ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีหักมุมใดๆ ทั้งสิ้น ฉากรักที่ดูผิวๆ ดราม่าก็ดูตื้นๆ แถมยังพยายามนำมุขตลกแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ เพียงแต่มุขที่ใส่เข้ามาส่วนใหญ่มันแป้กไม่ขำ แต่เพราะเป็นหนัง “มาร์เวล” หนังที่นักแสดงเล่นได้แบบน่ารัก โปรดักชั่นดีงามเลยพอที่จะมองข้ามสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปดูได้จนจบ

ช่วงฉากสภาสวรรค์ ทำออกมาได้ดูยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างตามที่เคยจินตนาการตอนอ่านเทพนิยายกรีก แต่เพียงบรรดาทวยเทพที่มาร่วมประชุม มันดูประหลาดๆ ลดความน่าเชื่อถือ ดูตลกขบขัน เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบภาคนี้ 

คริส เฮมส์เวิร์ท ยังคงเป็น ธอร์ ที่คุ้นตากันดี เห็นกันจนชินตามาหลายภาคหลายตอน แต่ที่ดูฉีกออกไป คือ ในภาคนี้ ธอร์ ออกจะดูสบายๆ ไปในทางเฮฮามากกว่าจริงจัง ไม่ดูขึงขัง ดราม่าก็ไม่เยอะ ยังดีที่ฉากเข้าพระ-เข้านางออกมาดูดีไม่สะดุด

นาตาลี พอร์ตแมน คือ สิ่งที่ดีงาม และน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดใน ธอร์ ภาคนี้ เล่นแบบน่ารักไปหมดไม่ว่าจะเป็น เจน ฟอสเตอร์ที่ดูดีกว่าในตอนก่อนๆ หรือแม้แต่ตอนเป็น ไมตี้ธอร์ ที่เพิ่มความสวยสง่า เมื่อสวมชุดนักรบ บทให้ภาคนี้เด่นตีคู่กับ ธอร์ มาเลย ดูแล้วอินทั้งบทกุ๊กกิ๊ก ดราม่า รัก โรแมนติก บู๊ หรือแม้อารมณ์เรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม

เทสซ่า ธอร์มสัน กลับมารับบทเดิม ราชาวัลคิรี่ ที่มีลูกล่อลูกชนดูสวยน่ารักในแบบสาวผิวดำลุยๆ เป็นตัวละครเสริมที่ทำให้ยิ้มได้ในแทบจะทุกฉาก

ไทก้า ไวทีที นอกจากจะกำกับ “ธอร์” ภาคนี้แล้ว ยังมารับบท“คอร์ก” มนุษย์หิน บทเดิมจากในภาคที่แล้วอีกด้วย

คริสเตียน เบลล์ ในบท กอร์ ในรูปลักษณ์ ที่ไม่บอกก็จำไม่ได้เป็นตัวร้ายที่ออกมาดูกึ่งๆ ผีดิบ ดูซาดิสม์โหดร้าย เขาเล่นได้ดีตามมาตรฐาน 

รัสเซล โครว์ มาน้อยต่อยหนัก ในบท ซูส ที่ดูเจ้าเนื้อ บุคลิกออกไปในแนวตลก แทบจะไม่เหลือความเป็นเทพเจ้าฟ้าแลบผู้ยิ่งใหญ่ในเทพนิยายกรีกที่คุ้นๆ กันดี นอกจากนักแสดงที่โอเคแล้ว หนังสนุกไปกับบรรดาอาวุธทั้งหลายที่ดูมีชีวิตชีวา จนกลายเป็นตัวละครที่เด่นไม่แพ้บรรดาคนคนทั้งหลาย

ถ้าตัดบาดแผลสิ่งที่ดูขัดตาแย่ๆ ออกไป “ธอร์ ด้วยรักและอัสนี (Thor Love and Thunder)” ยังคงเด่นดูดีไปกับงานโปรดักชั่น เอฟเฟกท์ซีจีสุดยอดสมจริงสมจัง งานด้านภาพ การตัดต่อ รวมไปถึงดนตรีประกอบ หนังเลิกอย่าเพิ่งลุกในช่วงเอนเครดิต หนังมี 2 ติ่งเล็กๆ มาให้ยิ้มกันก่อนกลับ มานิดๆ แต่รับรองยิ้มออก โดยรวมๆ แล้วอาจจะไม่ค่อยปลื้มมากนักแต่เพราะความเป็นหนังมาร์เวล หนังก็ไม่ได้แย่ แค่รู้สึกไม่สนุกมากนัก ก็เลยดูได้แบบเพลินๆ ชอบระดับ 7+2/10 คะแนนครับ(2 คะแนน ให้กับ นาตาลี พอร์ตแมน ไมตี้ธอร์ โดยเฉพาะ)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จัดหารัก (Broker)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/664055

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จัดหารัก (Broker)

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จัดหารัก (Broker) สร้างจากข่าวที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีพูดถึงคนที่ทำอาชีพนายหน้าเอาเด็กทารกที่พ่อแม่ไม่ต้องการไปขายต่อให้คนรวยที่ไม่สามารถมีลูกได้ นำเสนอออกมาในรูปแบบของหนังโร้ดมูฟวี่ ที่ผสมผสานระหว่างดราม่าเข้มข้น ครอบครัว ตลกร้ายรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเล็กๆ รวมไปถึงเสียดสีสังคม ระบบราชการ หนังหยิบเรื่องราวของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง พ่อแม่ที่ไม่พร้อมจะมีลูกไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ พ่อแม่ที่พร้อมแต่ไม่สามารถมีบุตร ขบวนการค้าเด็ก อนาคตของเด็กที่ถูกทิ้งมาเป็นพลอตหลักจอยเรื่อง ตัวหนังพาเราค่อยๆ ตามดูการเดินทางของตัวละคร ทั้งพัฒนาการในตัวเองในจิตใจ และการเดินทางจริงๆ ผ่านรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้เราค่อยๆ รู้จัก ลุ้น และเอาใจช่วยตัวละครได้อย่างครบถ้วนครบทุกคน

คิโรฮาสุ โครีเอดะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ผู้เคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำจาก ครอบครัวที่ลัก (Shoplifters) ที่ยังคงลายเซ็นของตัวได้อย่างชัดเจนในงานกำกับหนังเกาหลีเรื่องแรก ในการนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวผ่านความสัมพันธ์ของตัวละคร ทั้งคนในครอบครัวเองหรือภายนอกที่เข้ามายุ่งเกี่ยว นักแสดงนำทุกคนเล่นกันได้แบบเข้าขา รับ-ส่งบทกันดี ผ่านตัวละครที่มีความต่าง มีความหลากหลายในการวางเรื่องราวที่กำลังดี ไม่น้อยไม่มาก และไม่มาแย่งความเด่น กันเอง แถมยังช่วยเสริม ช่วยขยี้อารมณ์หนังกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ซงคังโฮ ดูแพรวพราวในบท ซังฮยอน ที่ดูมีสีสัน ดูร้ายแต่ใจดี ดูมีปมลึกๆ มีปมในใจ ดูอินไปกับบท จนเหมือนไม่ได้แสดงเล่นดีจนในเรื่องนี้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้

นักร้องสาว อีจีอึน รับบท โซยอง ที่สวยใส ในแบบของเด็กสาวต้นเรื่องที่ดูจะกร้านชีวิต สู้ชีวิต เป็นเด็กสาวมีปัญหาพอๆ กับความสวยของเธอเอง เล่นดีๆ ค่อยๆ ให้เราคอยตามดูว่าเธอจะจัดการกับปมชีวิตที่ตัวก่อไว้ได้อย่างไร

คังดงวอน ในบท ดงซู ทำให้เรื่องน่ารัก เป็นที่ทำให้หนังผ่อนคลายเข้ามาเสริมทั้งในส่วนดราม่า และส่วนความรักในหนัง

แบดูนา มากับบท ซูจิน ตำรวจสาว ที่มาพร้อมกับความรู้สึกทำไมใจร้าย ตามจิก ตามติดครอบครัวนี้ด้วยเหตุผลแค่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กเกิดมา ซึ่งจะทำให้เด็กโตขึ้นมาแบบมีปัญหาเธอเล่นแบบลื่นไหล บทเหมือนเป็นตัวนอก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับมีส่วนสำคัญกับเรื่องทีเดียว อีจูยอง มารับบท นักสืบลี ตำรวจสาวคู่หูของ ซูจิน และยังมีนักแสดงรับเชิญอีกหลายคน

จัดหารัก (Broker) คือหนังที่มองโลกในแง่ดี จากเรื่องนี้บทดี ผู้กำกับดี นักแสดงดี ยังได้ผู้กำกับภาพ ฮงคยองเปียว ตากล้องคนดังจาก Parasite และ Burning  มากำกับภาพหนังออกมามีภาพสวยๆ มาให้ดูกันตลอดเรื่อง และขยี้อารมณ์ด้วย ดนตรีประกอบที่ไพเราะเข้ากับตัวหนัง

ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้ หลังหนังจบ Canne : Top Gun Maverick ผู้ชมยืนปรบมือ 5 นาที ปรบมือนาน 12 นาที มี 2 เรื่อง เอลวิส Elvis กับ จัดหารัก (Broker) สมราคาจริงๆ ไม่ใช่ราคาคุย ทั้งสามเรื่องอาจจะไม่ต้องถึงกับกระชากน้ำตา เรียกน้ำตามากมายแต่ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจมีรอยยิ้มปนๆ หยดน้ำนิดๆ ในตา สมกับชื่อหนัง จัดหารัก (Broker) “ปัญหาดูไม่เป็นปัญหา หากตั้งใจแก้ไขด้วยความรัก ความเมตตา”ชอบๆ รักๆ อบอุ่นหัวใจในระดับ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เอลวิส (Elvis)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/662560

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เอลวิส (Elvis)

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เอลวิส เพรสลี่ย์ ที่รู้จักเป็นเพียงแค่นักร้อง ราชาเพลงร็อกแอนด์โรล เป็นขวัญใจสาวๆ หนุ่มๆ ในยุค 60-70เป็นพระเอกหนัง เคยเป็นทหาร สุดท้าย…ก็เสียชีวิตในวัยหนุ่ม 

รู้จักเพลงของ เอลวิส จากการฟังในคอนเสิร์ตของวงเฉลิมราชย์ ที่ศาลาเฉลิมกรุง ส่วนหนังที่ “เอลวิส” แสดงก็เคยดูหลายเรื่อง ดูแล้วดูเลย จำอะไรแทบไม่ได้ ดังนั้นเลยไม่ได้ตั้งความหวังใน “Elvis” เท่าไร แต่เป็นแค่หนังบังคับดูอีกเรื่องหนึ่ง เพียงเพราะเป็นงานกำกับของ “บาซ เลอห์มาน”มี “ทอม แฮงค์” ร่วมแสดง คิดว่าคงเหมือนหนังประวัติคนบันเทิงคนอื่นๆ เมื่อได้ดูแล้วคงจะรู้จัก “เอลวิส” ในแง่มุมต่างๆ และด้วยความยาวถึง 159 นาที เตรียมตัวเข้าไปง่วงเหงาหาวนอนในโรงหนังกันเลยทีเดียว แต่พอ…ได้ดู“Elvis” แล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด หลงรัก…หนังเรื่องนี้เลย 

หนังนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ผู้พันทอมปาร์คเกอร์ ผู้จัดการส่วนตัว กับ เอลวิส เพรสลี่ย์ ที่มีมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเข้าวงการ มาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บาซ เลอห์มาน ยังคงเป็น บาซ เลอห์มานนำเสนอ Elvis ในรูปแบบของตัวเอง ทำหนังที่ฉีกออกไปแต่คงทำหนังที่ดูสนุก มีความแปลกในการนำเสนอหนังชีวประวัติทำให้รู้จัก เอลวิส ในแบบย่อๆ แต่ครบถ้วน และพาย้อนกลับไปสู่วงการเพลง แฟนเพลง ตำนานเพลงคนดำ ธุรกิจเพลงในยุค 60-70 ออกมาได้เหมือนเราอยู่ในยุคสมัยนั้นชอบวิธีการนำเสนอ การเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา การตัดต่อภาพที่ออกมาเหมือนการคอมมิค/การ์ตูนภาพ ภายใต้การเล่าเรื่องในโทนหนังสารคดีและที่เด่นมาก

ออสติน บัตเลอร์ สวมวิญญาณ เอลวิส ได้ดี มีพลังเห็นพัฒนาการของ เอลวิส ทั้งสีหน้าท่าทาง การร้องการเต้นดวงตาสีฟ้าที่มีเสน่ห์

ทอม แฮงค์ เข้ามาช่วยขยี้เพิ่มความเข้มข้นในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ผู้พันทอม ปาร์คเกอร์ ออร่าความร้าย ความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างชัดเจน ทุกฉากดูมีพลัง และพร้อมที่จะส่งต่อให้ตัวละครตัวอื่นๆ การแสดงของ ทอม แฮงค์ ทำให้ตัว ผู้พันปาร์คเกอร์ ออกมากํ้าๆ กึ่งๆ ดูเป็นตัวร้ายเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังรู้สึกว่าเขามีเหตุผลในการกระทำ

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี เพียงแต่หนังเน้นๆ ไปที่ตัว “เอลวิส” เป็นหลัก มี ผู้พัน อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลาเลยทำให้ตัวละครตัวอื่นเป็นตัวละครสมทบ มาแบบลอยๆ แต่มีความสำคัญในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น ไม่ใช่แฟน “เอลวิส” ไม่คลั่งไคล้เพลง “เอลวิส” เฉยๆ กับหนังที่ “เอลวิส” นำแสดง แต่ก็ดูเรื่องนี้ได้แบบสนุก ประทับใจ รู้จัก “เอลวิส” เพิ่มมากขึ้น หนังยาว 159 นาที แต่เหมือนดูไปไม่ถึงชั่วโมงจบซะแล้ว ชอบๆ จนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/660974

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) คือหนังภาคต่อของเถื่อน เหนือกฎหมาย (The Outlaws) (2017) หนังแอ๊กชั่นที่สร้างจากเรื่องจริงคดีดังในเกาหลี โดยในครั้งนี้
ไม่ได้อิงจากเรื่องจริง เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

คังยุนซอง ผู้กำกับคนเดิม กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง โดยนำเอาตัวละครจากภาคที่แล้วมากันแบบยกทีมนำทีม มาซอกโด นักสืบร่างอ้วนคนเดิม โดยที่เรื่องราวและเหตุการณ์ไม่ได้มีความต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันดังนั้น ใครที่ไม่เคยดู The Outlaws มาก่อน ก็สามารถสนุกไปกับบู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) ได้แบบเต็มที่จุดขายหลักๆ อยู่ที่ มาดงซอก ดาราร่างอ้วน จาก The Outlawsที่กลับมารับบทนำในภาคนี้ หลังจากที่โกอินเตอร์แว่บไปเล่น Eternals หนังมาร์เวล จนโด่งดังไปทั่วโลก ในชื่อ ดอน ลีบู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) ใช้ฉากหลังพาย้อนกลับไปในปี 2008 โดยอิงกลุ่มคนร้ายที่ก่อคดีลักพาตัวคนเกาหลี ในเวียดนาม มาผูกเป็นเรื่องราวขึ้น

ตัวหนังใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องไปลุยกันที่โฮจิมินห์ เวียดนาม ให้ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นนักกับโลเกชั่นที่ดูบ้านๆ ชนบท ยังไม่ค่อยทันสมัยนัก ทางการยังใช้อาวุธในการควบคุมความรุนแรง แสดงให้เห็นความล้าหลัง แม้แต่คดีที่เกิดขึ้นยังต้องให้ตำรวจเกาหลีมาเป็นคนคลี่คลาย

หนังมีมุขจิกกัดที่เรียกเสียงฮาได้หลายฉาก มุขง่ายๆ สบายๆ ไม่ซ้ำซ้อนแต่ได้ผล มีทั้งสิ่งที่เจอะเจอในชีวิตประจำวันภาพข่าวที่นำเสนอมุมเดียว การทำงานแบบเอาหน้าของผู้ใหญ่ในระบบราชการ การทำงานแบบถึงลูกถึงคน ความรุนแรงของตำรวจ ระบบเส้นสาย

ฉากแอ๊กชั่นมีให้ดูเป็นระยะๆ ไม่เน้นแอ๊กชั่นยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง มาในแบบกำลังพอดีๆ ในหลายแบบ การต่อสู้ตัวต่อตัว มีด ปืน มือเปล่า ฉากขับรถไล่ล่า
มีส่วนผสมของหนังแอ๊กชั่นแบบเกาหลี ปนกับหนังแอ๊กชั่นฮ่องกงในยุค 90

ซนซอกกู ในบท คังแฮซาง ตัวร้ายของเรื่อง ออร่า ความโหด มาแบบจัดเต็ม บทเด่นเดินเรื่องคู่ขนานไปกับพระเอกร่างอ้วนของเรา แค่เห็นหน้าก็รู้สึกถึงความสยอง

ชเวกวีฮวา มาสร้างสีสันในบท จอนอิลมัน ผู้กองจอมขโมยซีน เป็นตัวรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ในแบบสูตรสำเร็จ ของหนังตำรวจจับผู้ร้ายทางฝั่งเอเชียบ้านเรา

นอกจากนี้ ทีมนักแสดงจากภาคแรกยังกลับมาแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน

บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) คือหนังแอ๊กชั่นเกาหลี หนังสูตรครบรส แอ๊กชั่นระห่ำโหดๆ เหี้ยม เลือดกระฉูดฉากไล่ล่าที่คุ้นทาง ตัวละครที่น่ารัก มีเสน่ห์ ที่มาพร้อมกับ คิวบู๊เท่ๆ โหดเหี้ยม หรือรอยยิ้ม การชิงไหวชิงพริบของตำรวจกับผู้ร้าย ที่ดูเพลินๆ ตั้งแต่ต้นจนจบสนุกสนานในระดับ 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาฟเตอร์ หยาง (After Yang)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/657954

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาฟเตอร์ หยาง (After Yang)

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงแรกที่ได้เห็นใบปิดของ After Yang หนังใหม่ล่าสุดของ T&B บอกได้เลยว่ารู้สึกไม่ค่อยอยากดูสักเท่าไหร่ ก่อนดูแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวหนังเลย นอกจากเป็นหนังดราม่าไซไฟ ที่มีโคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นดารานำ ร่วมกับสาวผิวดำ เด็กน้อยชาวจีนและหนุ่มเกาหลี สารพัดชาติมายำรวมกัน หลังดูจบ (ดูแบบไม่ได้ตั้งความหวังใดๆ) แต่ After Yang กลายเป็นหนังที่ชอบ สนุกสนาน ครบทั้งรอยยิ้ม อารมณ์ขันความดราม่า แอบซาบซึ้งกินใจในบางช่วง (ขาดแค่แอ๊กชั่น ความตื่นเต้น สยดสยอง น่ากลัวในแบบของหนังแนววิทยาศาสตร์โดยทั่วไป)

After Yang เป็นผลงานการกำกับของ โคโกนาดะผู้กำกับชาวอเมริกันที่เกิดในเกาหลีใต้ ที่มีเครดิตจากหนัง “Columbus” และซีรี่ส์ “Pachinko” โดยดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น “Saying Goodbye to Yang” จากหนังสือ “Children of the New World” ของ อเล็กซานเดอร์ ไวน์สตีน

แม้ After Yang จะเป็นหนังไซไฟ แต่ไม่มีการโชว์เทคนิคพิเศษซีดีหรือสเปเชียลเอฟเฟกท์ใด แค่บทสนทนากับงานด้านโปรดักชั่นง่ายๆ (แต่ดูดี) ทั้งภาพ เสียง บรรยากาศหนังไซไฟมาแบบจัดเต็มอารมณ์เหมือนกับนิยายวิทยาศาสตร์สมัยก่อนได้ทั้งข้อคิด ปรัชญา หรือสิ่งที่ต้องการพูดถึงต้องการนำเสนอส่วนของไซไฟเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

After Yang เน้นการเดินเรื่องด้วยบทสนทนา ค่อยๆ สร้างความผูกพันของตัวละครให้เกิดกับคนดู สร้างความรู้สึกดูไม่น่าเบื่อด้วยโปรดักชั่นอันดีงาม ภาพที่มีหลากหลาย วูบวาบ สีสันจัดจ้านมืดๆ มัวๆ ภาพที่เคลื่อนไหวไปมาสลับกับภาพนิ่งๆ เฉยๆ มุมกล้องที่ดูแปลกตา แต่แทนความรู้สึกแทนอารมณ์ตัวละคร ขยี้ความน่าดูดนตรีประกอบ เพลงประกอบที่ไพเราะ การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายค่อยๆ เฉลยปมไปทีละนิดๆ ผ่านตัวละครหลัก

โคลิน ฟาร์เรลล์ เด่นมากๆ กับบท เจค ปล่อยพลังเต็มที่ผ่านมาสีหน้าท่าทาง การแสดงอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก 

โจดี้ เทิร์นเนอร์-สมิธ ในบท ไคร่า บทเหมือนจะไม่มีอะไรแต่จริงๆ แล้ว เป็นตัวละครที่มีอิทธิพลกับครอบครัว เล่นแบบเรื่อยๆ แต่ดูดี

มาลี เอ็มมา จันทราวิดจาจา กับบท มิกะ เด็กน้อยที่ใช้ความน่ารัก ตรึงคนดูให้รู้สึกผูกพัน อบอุ่นไปกับตัวหนัง คอยลุ้นไปกับเด็กน้อยว่าสุดท้ายแล้ว หยาง จะได้กลับมาหรือไม่

จัสติน เอช. มิน ดูแล้วเชื่อในความเป็นมนุษย์นาโน เป็น หยาง ที่ใช่เลย หน้าตาท่าทาง การแสดง จะทำให้คนดูหลงรักหยาง ได้ไม่ยากนัก 

After Yang มาในโทนของหนังอาร์ต หนังแนวทดลอง หนังอินดี้ หนังนอกกระแส หนังรางวัลที่น่าจะดูยาก ไม่สนุกต้องดูไปคิดไป ปีนบันไดดู น่าเบื่อชวนหาวชวนหลับ แต่เอาเข้าจริงๆหนังดูง่าย ดูสนุก ดูได้เรื่อยๆ เพียงแค่อาจจะไม่ใช่หนังไซไฟที่มีฉากแอ๊กชั่นตื่นเต้น หรือเน้นๆ ไปที่ตลกขายขำ แต่กับคนที่ชอบหนังดราม่า ไซไฟ โดนใจแน่นอน ชอบมากพอสมควร ชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ท็อปกัน : มาเวอริค (Top Gun : Maverick)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/656461

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ท็อปกัน : มาเวอริค  (Top Gun : Maverick)

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า (Top Gun) (1986) คือหนังในความทรงจำอีกเรื่องที่เคยดูและชื่นชอบ เป็นหนังตลาดอีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำพร้อมกับทำให้ชื่นชอบทอม ครูซ, วัล คิมเมอร์, เคลลี่ แมคคินลิส และ เม็ก ไรอันดารานำของเรื่อง แทบไม่น่าเชื่อว่าผ่านมากว่า 36 ปี จะมีภาค 2  ซึ่งบอกตามตรง ไม่ได้ตั้งความหวัง แต่กลับกลายเป็นภาคต่อที่ดีมาก

Top Gun : Maverick ดำเนินเรื่องราวต่อจากภาคแรก 30 กว่าปี ตามดูชีวิตของ มาเวอริค ในช่วงวัยใกล้เกษียณโดยมี รู้ดเตอร์ ลูกชายของ กู้ส เพื่อนซี้ของ มาเวอริค ที่เสียชีวิตไปในภาคแรก มาเป็นตัวเชื่อมเรื่อง เส้นเรื่องง่ายๆ ฝึกนักบินเพื่อปฏิบัติภารกิจระดับหิน การสร้างความยอมรับของคนแก่ประสบการณ์กับคนรุ่นใหม่ การแก้ปมในใจของลูกชายเพื่อนรัก
ที่มีในอดีต ผ่อนคลายกับเรื่องรักหวานๆ แบบ สว. ปิดท้ายด้วยภารกิจสุดระทึก

สำหรับใครที่ไม่เคยดู Top Gun ภาคแรกมาก่อนหรือลืมเลือนเรื่องไปแล้ว ไม่ต้องตกใจ ยังคงดูภาคนี้ได้อย่างสนุกสนาน เนื้อเรื่องไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน ไม่ต้องดูไปคิดไปให้ปวดหัว ดูสนุกครบรส ทั้งดราม่า แอ๊กชั่น รักโรแมนติก อารมณ์ขันในแบบของหนังยุค 90 ฉากแอ๊กชั่นเน้นๆ ชัดเจนกันไปเลยกับเครื่องบินบนฟากฟ้าที่ทุกฉากดูสนุก ยิ่งใหญ่ มันส์ มาแบบชัดเต็ม มาไม่มากแต่ก็ทำได้ดีดูสนุกจนคนดูอดลุ้นตามไม่ได้

ทอม ครูซ ดูดีงามไปหมด ความหล่อตามวัย ความเท่สมาร์ท ความเป็นนักบิน ออร่าความเป็นพระเอก การแสดงที่ยังคงเฉียบ เข้ากับ มาเวอริค

วัล คิมเมอร์ มาน้อยต่อยหนัก ในบทเดิม ไอซ์แมนเพื่อนรักคู่ปรับเก่าของ มาเวอริค ดูสง่ามีมาดสมเป็นนายพลมาในแบบที่เล่นเอาคนดูยิ้มไปพร้อมๆ กับน้ำตาซึม 

ตัวละครที่ใส่เพิ่มเข้ามามีเสน่ห์ ชัดเจน มีสีสันเฉพาะตัวมีการปูรายละเอียดที่ง่ายๆ ชัดเจน และไม่มากจนเกินไปเลยไม่งง!

เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ ในบท เพนนี่ สาวเจ้าของบาร์เหล้ากิ๊กใหม่ ของ มาเวอริค สวยงามตามวัย มาแบบดีงาม จับคู่กับพระเอกของเราได้แบบลงตัว 

ไมลส์ เทลเลอร์ ที่เล่นเป็น รู้ดเตอร์ แรกๆ ดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยเด่น ดูแข็ง แต่ดูไปค่อยๆ รู้สึกว่าดี มีส่วนช่วยทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น 

ต้องบอกเลยว่า Top Gun : Maverick เหมาะกับการดูในโรง จอใหญ่ ที่จะช่วยเพิ่มความสมจริงกับภาพของเครื่องบินที่บินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้า ผสมกับเสียงเครื่องบินกระหึ่มดังสนั่นรอบทิศทาง ตามระบบเทคโนโลยียุคปัจจุบันชอบๆ สนุกสนาน แอบมีน้ำตาซึมเล็กๆ นิดหน่อย Top Gun : Maverick ในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/654843

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน  (Fireheart)

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart) หนังใหม่ล่าสุดของค่าย “ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล” มีอะไรที่มากกว่าที่คิดเอาไว้ตัวหนังชัดเจนในความเป็น “มู่หลาน” ภาคนักผจญเพลิง การเดินเรื่องมาในทางเดียวกัน เหตุที่ต้องปลอมตัว การฝึกฝนความหลบหลีกหลบซ่อนไม่ให้จับได้ และการออกสู่สมรภูมิสนามรบจริงๆ หนังเน้นความรักในครอบครัว พ่อลูก การพยายามทำตามความฝันของสาวน้อยที่โตขึ้นอยากเป็นนักดับเพลิงเหมือนพ่อ

โลรองต์ แซ็งตุน ผู้กำกับที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วใน ด้วยใจแห่งมิตรพิชิตทุกสิ่ง (Intouchables) (2011) ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของนิวยอร์ก ในช่วงปี 1920 ที่ยังคงปิดกั้นการที่ผู้หญิงมาเป็นนักดับเพลิง นำมาผูกเป็นพล็อตเรื่องขึ้นมา Fireheart ออกมามีส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งดราม่า ความรักของพ่อกับลูกสาว การสืบสวนหาตัวคนร้ายตัวจริง การฝึกฝนของอาสานักดับเพลิงที่แต่ละคนต่างมีปมข้อด้อยในแต่ละคน

หนังเดินเรื่องเร็ว ไม่อืดอาดยืดยาด ปูรายละเอียดของตัวละครต่างๆ ได้ดี ในขณะที่เปิดปมความลับในใจของ “ชอว์น” ผู้พ่อได้ดีชวนให้ติดตาม Fireheart มาในรูปแบบของแอนิเมชั่น 3D ที่ดูสมจริงในความเป็นโลกจริงมากกว่าเป็นแอนิเมชั่นจินตนาการหรือการ์ตูนออกมาในโทนแอนิเมชั่นของฝั่งยุโรปมากกว่าฝั่งอเมริกา แบ๊กกราวนด์ภาพเบื้องหลังดูจริงๆ ภาพโรงละคร เมืองนิวยอร์ก การผจญภัยบนตึกสูง ฯลฯ ออกมาชวนให้นึกว่าเป็นหนังคนแสดงด้วยความเป็นแอนิเมชั่น ทำให้ภาพความรุนแรงของไฟไหม้ฉากแอ๊กชั่นผจญภัย ดูซอฟต์ความรุนแรงลงแต่ไม่ถึงกับปวกเปียก

ตัวละครหลักในเรื่องมีบุคลิกที่ชัดเจน ครอบครัวโนแลน 2 คน1 หมา ชอว์น โนแลน ในชุดดับเพลิงที่ดูเก่ง เก๋าเกม ในขณะที่ปกติเป็นพ่อที่อบอุ่นแต่มีเบื้องหลังความลับปมในใจซ่อนอยู่ โดยได้ เคนเนธบรานาห์  มาให้เสียง

จอเจียร์ สาวน้อยใสๆ บอบบาง แต่เอาจริงเอาจังในการเป็นนักดับเพลิง ดูน่ารักแก่นห้าวแต่ก็มีความเป็นเด็กน้อยในตัวเอง ให้เสียงโดย โอลิเวียร์ คุก

เอ็มเบอร์ หมาน้อยน่ารักที่ทำให้เกิดรอยยิ้มขึ้นทุกฉากที่ปรากฏตัวในแบบที่เป็นหมาน้อยจริงๆ ไม่ใช่หมาการ์ตูน หมาโอเวอร์

บรรดาแก๊งอาสาสมัคร ริคาร์โด้ นักเคมีร่างบึ้กแต่ไม่กล้ากลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด กับ จิน ฉายา เสือชีล่า แท็กซี่หนุ่มขาซิ่งผู้มีปัญหาเมื่อตื่นเต้นจะหลับโดยไม่รู้ตัว 

นอกจากการนำเสนอเรื่องที่ชวนติดตาม ภาพแอนิเมชั่นที่ดูสมจริงมากกว่าความเป็นการ์ตูน ตัวละครที่น่ารัก แล้วดนตรีและเพลงประกอบที่ใส่เข้ามา ช่วยเพิ่มความน่ารัก ความสนุกให้กับเรื่องได้อย่างมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับละครเวที ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร ผ้าม่าน เวที เก้าอี้คนดู การฝึกซ้อม ห้องพัก ฯลฯ นักแสดง แม้กระทั่งโปสเตอร์ใบปิด ละครเวทีหลายๆ เรื่องที่คุ้นกันดีที่นำเสนอได้อย่างน่ารักในแบบของตัวการ์ตูน โดยเฉพาะ แดร็กคูล่า

ในช่วงเครดิตท้ายเรื่อง นำภาพของนักผจญเพลิงผู้หญิงในนิวยอร์กตัวจริงๆ มาให้ดูกัน เพื่อให้เกียรติ สดุดีวีรกรรมของสาวๆ เหล่านี้ด้วย สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart)คือ แอนิเมชั่นน่ารักที่อาจจะไม่มีอะไรใหม่ พล็อตเดิมๆ แต่ก็ดูสบายใสๆ ดูได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบ ดูไปยิ้มไป ขำไป มีความสุขในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/653339

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส  (Everything Everywhere All At Once)

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything EverywhereAll At Once) คือ หนังเรื่องล่าสุดที่หยิบเอา “พหุจักรวาล”มานำเสนอในกลิ่นอายของหนังลูกผสมลูกครึ่งจีน-ฝรั่งที่จุดขายชัดเจนคือ “มิเชล โหย่ว” ซึ่งรับบท “เอเวอลีน หวัง”หญิงชาวจีนที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่างภายในครอบครัว  กระทั่งวันหนึ่ง “เอเวอลีน” ได้ค้นพบตัวตนที่อยู่ในหลากหลายชีวิต ณ พหุจักรวาล โดยแต่ละตัวตนต่างมีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกันมีเส้นทางชีวิตที่เป็นทั้งคนดีและคนชั่ว และยังมีพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อการมาอยู่ในโลกประหลาดนี้ได้ปรากฏ“โจบุ ทูคากิ” ศัตรูลึกลับผู้ทรงพลังอำนาจ ที่หมายจะกำจัดตัวเธอในจักรภพอื่นๆ ให้สิ้นซาก 

หนังพาสนุกไปกับ  ‘“เอเวอลีน” ท่อง “พหุภพ” ในหลายรูปแบบ อาทิ จอมยุทธสาว, นักแสดง, นักร้องสาว, ดาราดัง,ตัวหนังแบ่งเรื่องออกเป็น 3 องค์ ที่ค่อยๆ เล่าเรื่อง สร้างความสนุกสนานให้กับคนดูในแบบที่ต่างกันในแต่ละองค์

องค์แรก เกิดขึ้นและจบลงที่ตึกสรรพากร มาตามสูตรสำเร็จของหนังแนว Die Heart ตัวเอกเข้ามาอยู่ในตึกที่ถูกปิดตายจนต้องหาทางเอาตัวรอด เน้นๆ โชว์เทคนิคพิเศษ ซีจี นำเสนอ“พหุภพ” แบบเต็มๆ ฉากแอ๊กชั่นที่มีทั้งจัดเต็ม รั่วๆแอ๊กชั่นฮาๆ แอ๊กชั่นแบบการ์ตูน อารมณ์ขัน มุขเสียดสีล้อเลียนและดราม่าจัดแบบจัดเต็ม

องค์สอง ร้านซักด่วน ในงานปาร์ตี้ของครอบครัวที่ยังคงพูดถึง “พหุภพ” แต่เบาแรงลงกว่าใน Part แรก อารมณ์หนังจะเปลี่ยนไปเน้นการคลี่คลายปม การปลดปล่อยของตัวละคร

และองค์สุดท้ายกลับมาที่ตึกสรรพากรอีกครั้ง บทสรุปการเปลี่ยนแปลงไปของทุกตัวละคร เป็นช่วงผ่อนคลายดูสบายๆ แฝงอารมณ์ขันเล็กๆ ดูไปยิ้มไป

มิเชล โหย่ว มาแบบเน้นๆ จัดเต็มพลังล้นเหลือในทุกๆ อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าบีบอารมณ์ อารมณ์ขันมาจนถึงฉากแอ๊กชั่น ในแบบที่มาตามวัย หรือย้อนกลับไปในช่วงวัยสาว แถมยังมีการล้อเลียนตัวเองในยุคเล่นหนังจีนที่เราๆ คุ้นกันในชื่อ “หยางจือฉุน”’

 ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once) มีโทนหนังที่ชัดเจนในความเป็นแอ๊กชั่นแฟนตาซีย้อนไปย้อนมา ดึงตัวละครในแต่ละมิติจักรวาลออกมา ฉากแอ๊กชั่นที่มีทั้งจริงๆ จังๆ ทีเล่นทีจริง สบายๆ แอ๊กชั่นแบบการ์ตูนหลายตอนชวนให้นึกถึงหนังจีนในยุค 90 โดยรวมแล้ว  ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once)มีหลายมุม จับฉ่ายหลายอารมณ์ จริงจัง หลุดรั่วล้อเลียนได้ครบรส โชว์เทคนิคพิเศษ ซีจีแบบขั้นสุด ขอเพียงแค่ไม่งง!!ไปกับตัวเรื่อง ดูแบบปล่อยวาง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องไปหาเหตุผลที่มาที่ไปในระหว่างดู ปล่อยใจให้สบาย รับสนุกไปกับตัวหนังแน่นอน

ชอบในระดับ 7/10 คะแนน