โอ๊ยเล่าเรื่อง : เอลวิส (Elvis)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/662560

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เอลวิส (Elvis)

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เอลวิส เพรสลี่ย์ ที่รู้จักเป็นเพียงแค่นักร้อง ราชาเพลงร็อกแอนด์โรล เป็นขวัญใจสาวๆ หนุ่มๆ ในยุค 60-70เป็นพระเอกหนัง เคยเป็นทหาร สุดท้าย…ก็เสียชีวิตในวัยหนุ่ม 

รู้จักเพลงของ เอลวิส จากการฟังในคอนเสิร์ตของวงเฉลิมราชย์ ที่ศาลาเฉลิมกรุง ส่วนหนังที่ “เอลวิส” แสดงก็เคยดูหลายเรื่อง ดูแล้วดูเลย จำอะไรแทบไม่ได้ ดังนั้นเลยไม่ได้ตั้งความหวังใน “Elvis” เท่าไร แต่เป็นแค่หนังบังคับดูอีกเรื่องหนึ่ง เพียงเพราะเป็นงานกำกับของ “บาซ เลอห์มาน”มี “ทอม แฮงค์” ร่วมแสดง คิดว่าคงเหมือนหนังประวัติคนบันเทิงคนอื่นๆ เมื่อได้ดูแล้วคงจะรู้จัก “เอลวิส” ในแง่มุมต่างๆ และด้วยความยาวถึง 159 นาที เตรียมตัวเข้าไปง่วงเหงาหาวนอนในโรงหนังกันเลยทีเดียว แต่พอ…ได้ดู“Elvis” แล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด หลงรัก…หนังเรื่องนี้เลย 

หนังนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ผู้พันทอมปาร์คเกอร์ ผู้จัดการส่วนตัว กับ เอลวิส เพรสลี่ย์ ที่มีมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเข้าวงการ มาถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บาซ เลอห์มาน ยังคงเป็น บาซ เลอห์มานนำเสนอ Elvis ในรูปแบบของตัวเอง ทำหนังที่ฉีกออกไปแต่คงทำหนังที่ดูสนุก มีความแปลกในการนำเสนอหนังชีวประวัติทำให้รู้จัก เอลวิส ในแบบย่อๆ แต่ครบถ้วน และพาย้อนกลับไปสู่วงการเพลง แฟนเพลง ตำนานเพลงคนดำ ธุรกิจเพลงในยุค 60-70 ออกมาได้เหมือนเราอยู่ในยุคสมัยนั้นชอบวิธีการนำเสนอ การเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา การตัดต่อภาพที่ออกมาเหมือนการคอมมิค/การ์ตูนภาพ ภายใต้การเล่าเรื่องในโทนหนังสารคดีและที่เด่นมาก

ออสติน บัตเลอร์ สวมวิญญาณ เอลวิส ได้ดี มีพลังเห็นพัฒนาการของ เอลวิส ทั้งสีหน้าท่าทาง การร้องการเต้นดวงตาสีฟ้าที่มีเสน่ห์

ทอม แฮงค์ เข้ามาช่วยขยี้เพิ่มความเข้มข้นในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ผู้พันทอม ปาร์คเกอร์ ออร่าความร้าย ความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างชัดเจน ทุกฉากดูมีพลัง และพร้อมที่จะส่งต่อให้ตัวละครตัวอื่นๆ การแสดงของ ทอม แฮงค์ ทำให้ตัว ผู้พันปาร์คเกอร์ ออกมากํ้าๆ กึ่งๆ ดูเป็นตัวร้ายเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังรู้สึกว่าเขามีเหตุผลในการกระทำ

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี เพียงแต่หนังเน้นๆ ไปที่ตัว “เอลวิส” เป็นหลัก มี ผู้พัน อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลาเลยทำให้ตัวละครตัวอื่นเป็นตัวละครสมทบ มาแบบลอยๆ แต่มีความสำคัญในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น ไม่ใช่แฟน “เอลวิส” ไม่คลั่งไคล้เพลง “เอลวิส” เฉยๆ กับหนังที่ “เอลวิส” นำแสดง แต่ก็ดูเรื่องนี้ได้แบบสนุก ประทับใจ รู้จัก “เอลวิส” เพิ่มมากขึ้น หนังยาว 159 นาที แต่เหมือนดูไปไม่ถึงชั่วโมงจบซะแล้ว ชอบๆ จนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/660974

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) คือหนังภาคต่อของเถื่อน เหนือกฎหมาย (The Outlaws) (2017) หนังแอ๊กชั่นที่สร้างจากเรื่องจริงคดีดังในเกาหลี โดยในครั้งนี้
ไม่ได้อิงจากเรื่องจริง เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

คังยุนซอง ผู้กำกับคนเดิม กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง โดยนำเอาตัวละครจากภาคที่แล้วมากันแบบยกทีมนำทีม มาซอกโด นักสืบร่างอ้วนคนเดิม โดยที่เรื่องราวและเหตุการณ์ไม่ได้มีความต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันดังนั้น ใครที่ไม่เคยดู The Outlaws มาก่อน ก็สามารถสนุกไปกับบู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) ได้แบบเต็มที่จุดขายหลักๆ อยู่ที่ มาดงซอก ดาราร่างอ้วน จาก The Outlawsที่กลับมารับบทนำในภาคนี้ หลังจากที่โกอินเตอร์แว่บไปเล่น Eternals หนังมาร์เวล จนโด่งดังไปทั่วโลก ในชื่อ ดอน ลีบู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) ใช้ฉากหลังพาย้อนกลับไปในปี 2008 โดยอิงกลุ่มคนร้ายที่ก่อคดีลักพาตัวคนเกาหลี ในเวียดนาม มาผูกเป็นเรื่องราวขึ้น

ตัวหนังใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องไปลุยกันที่โฮจิมินห์ เวียดนาม ให้ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นนักกับโลเกชั่นที่ดูบ้านๆ ชนบท ยังไม่ค่อยทันสมัยนัก ทางการยังใช้อาวุธในการควบคุมความรุนแรง แสดงให้เห็นความล้าหลัง แม้แต่คดีที่เกิดขึ้นยังต้องให้ตำรวจเกาหลีมาเป็นคนคลี่คลาย

หนังมีมุขจิกกัดที่เรียกเสียงฮาได้หลายฉาก มุขง่ายๆ สบายๆ ไม่ซ้ำซ้อนแต่ได้ผล มีทั้งสิ่งที่เจอะเจอในชีวิตประจำวันภาพข่าวที่นำเสนอมุมเดียว การทำงานแบบเอาหน้าของผู้ใหญ่ในระบบราชการ การทำงานแบบถึงลูกถึงคน ความรุนแรงของตำรวจ ระบบเส้นสาย

ฉากแอ๊กชั่นมีให้ดูเป็นระยะๆ ไม่เน้นแอ๊กชั่นยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง มาในแบบกำลังพอดีๆ ในหลายแบบ การต่อสู้ตัวต่อตัว มีด ปืน มือเปล่า ฉากขับรถไล่ล่า
มีส่วนผสมของหนังแอ๊กชั่นแบบเกาหลี ปนกับหนังแอ๊กชั่นฮ่องกงในยุค 90

ซนซอกกู ในบท คังแฮซาง ตัวร้ายของเรื่อง ออร่า ความโหด มาแบบจัดเต็ม บทเด่นเดินเรื่องคู่ขนานไปกับพระเอกร่างอ้วนของเรา แค่เห็นหน้าก็รู้สึกถึงความสยอง

ชเวกวีฮวา มาสร้างสีสันในบท จอนอิลมัน ผู้กองจอมขโมยซีน เป็นตัวรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ในแบบสูตรสำเร็จ ของหนังตำรวจจับผู้ร้ายทางฝั่งเอเชียบ้านเรา

นอกจากนี้ ทีมนักแสดงจากภาคแรกยังกลับมาแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน

บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก (The Roundup) คือหนังแอ๊กชั่นเกาหลี หนังสูตรครบรส แอ๊กชั่นระห่ำโหดๆ เหี้ยม เลือดกระฉูดฉากไล่ล่าที่คุ้นทาง ตัวละครที่น่ารัก มีเสน่ห์ ที่มาพร้อมกับ คิวบู๊เท่ๆ โหดเหี้ยม หรือรอยยิ้ม การชิงไหวชิงพริบของตำรวจกับผู้ร้าย ที่ดูเพลินๆ ตั้งแต่ต้นจนจบสนุกสนานในระดับ 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาฟเตอร์ หยาง (After Yang)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/657954

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อาฟเตอร์ หยาง (After Yang)

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงแรกที่ได้เห็นใบปิดของ After Yang หนังใหม่ล่าสุดของ T&B บอกได้เลยว่ารู้สึกไม่ค่อยอยากดูสักเท่าไหร่ ก่อนดูแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวหนังเลย นอกจากเป็นหนังดราม่าไซไฟ ที่มีโคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นดารานำ ร่วมกับสาวผิวดำ เด็กน้อยชาวจีนและหนุ่มเกาหลี สารพัดชาติมายำรวมกัน หลังดูจบ (ดูแบบไม่ได้ตั้งความหวังใดๆ) แต่ After Yang กลายเป็นหนังที่ชอบ สนุกสนาน ครบทั้งรอยยิ้ม อารมณ์ขันความดราม่า แอบซาบซึ้งกินใจในบางช่วง (ขาดแค่แอ๊กชั่น ความตื่นเต้น สยดสยอง น่ากลัวในแบบของหนังแนววิทยาศาสตร์โดยทั่วไป)

After Yang เป็นผลงานการกำกับของ โคโกนาดะผู้กำกับชาวอเมริกันที่เกิดในเกาหลีใต้ ที่มีเครดิตจากหนัง “Columbus” และซีรี่ส์ “Pachinko” โดยดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น “Saying Goodbye to Yang” จากหนังสือ “Children of the New World” ของ อเล็กซานเดอร์ ไวน์สตีน

แม้ After Yang จะเป็นหนังไซไฟ แต่ไม่มีการโชว์เทคนิคพิเศษซีดีหรือสเปเชียลเอฟเฟกท์ใด แค่บทสนทนากับงานด้านโปรดักชั่นง่ายๆ (แต่ดูดี) ทั้งภาพ เสียง บรรยากาศหนังไซไฟมาแบบจัดเต็มอารมณ์เหมือนกับนิยายวิทยาศาสตร์สมัยก่อนได้ทั้งข้อคิด ปรัชญา หรือสิ่งที่ต้องการพูดถึงต้องการนำเสนอส่วนของไซไฟเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

After Yang เน้นการเดินเรื่องด้วยบทสนทนา ค่อยๆ สร้างความผูกพันของตัวละครให้เกิดกับคนดู สร้างความรู้สึกดูไม่น่าเบื่อด้วยโปรดักชั่นอันดีงาม ภาพที่มีหลากหลาย วูบวาบ สีสันจัดจ้านมืดๆ มัวๆ ภาพที่เคลื่อนไหวไปมาสลับกับภาพนิ่งๆ เฉยๆ มุมกล้องที่ดูแปลกตา แต่แทนความรู้สึกแทนอารมณ์ตัวละคร ขยี้ความน่าดูดนตรีประกอบ เพลงประกอบที่ไพเราะ การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายค่อยๆ เฉลยปมไปทีละนิดๆ ผ่านตัวละครหลัก

โคลิน ฟาร์เรลล์ เด่นมากๆ กับบท เจค ปล่อยพลังเต็มที่ผ่านมาสีหน้าท่าทาง การแสดงอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก 

โจดี้ เทิร์นเนอร์-สมิธ ในบท ไคร่า บทเหมือนจะไม่มีอะไรแต่จริงๆ แล้ว เป็นตัวละครที่มีอิทธิพลกับครอบครัว เล่นแบบเรื่อยๆ แต่ดูดี

มาลี เอ็มมา จันทราวิดจาจา กับบท มิกะ เด็กน้อยที่ใช้ความน่ารัก ตรึงคนดูให้รู้สึกผูกพัน อบอุ่นไปกับตัวหนัง คอยลุ้นไปกับเด็กน้อยว่าสุดท้ายแล้ว หยาง จะได้กลับมาหรือไม่

จัสติน เอช. มิน ดูแล้วเชื่อในความเป็นมนุษย์นาโน เป็น หยาง ที่ใช่เลย หน้าตาท่าทาง การแสดง จะทำให้คนดูหลงรักหยาง ได้ไม่ยากนัก 

After Yang มาในโทนของหนังอาร์ต หนังแนวทดลอง หนังอินดี้ หนังนอกกระแส หนังรางวัลที่น่าจะดูยาก ไม่สนุกต้องดูไปคิดไป ปีนบันไดดู น่าเบื่อชวนหาวชวนหลับ แต่เอาเข้าจริงๆหนังดูง่าย ดูสนุก ดูได้เรื่อยๆ เพียงแค่อาจจะไม่ใช่หนังไซไฟที่มีฉากแอ๊กชั่นตื่นเต้น หรือเน้นๆ ไปที่ตลกขายขำ แต่กับคนที่ชอบหนังดราม่า ไซไฟ โดนใจแน่นอน ชอบมากพอสมควร ชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ท็อปกัน : มาเวอริค (Top Gun : Maverick)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/656461

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ท็อปกัน : มาเวอริค  (Top Gun : Maverick)

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า (Top Gun) (1986) คือหนังในความทรงจำอีกเรื่องที่เคยดูและชื่นชอบ เป็นหนังตลาดอีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำพร้อมกับทำให้ชื่นชอบทอม ครูซ, วัล คิมเมอร์, เคลลี่ แมคคินลิส และ เม็ก ไรอันดารานำของเรื่อง แทบไม่น่าเชื่อว่าผ่านมากว่า 36 ปี จะมีภาค 2  ซึ่งบอกตามตรง ไม่ได้ตั้งความหวัง แต่กลับกลายเป็นภาคต่อที่ดีมาก

Top Gun : Maverick ดำเนินเรื่องราวต่อจากภาคแรก 30 กว่าปี ตามดูชีวิตของ มาเวอริค ในช่วงวัยใกล้เกษียณโดยมี รู้ดเตอร์ ลูกชายของ กู้ส เพื่อนซี้ของ มาเวอริค ที่เสียชีวิตไปในภาคแรก มาเป็นตัวเชื่อมเรื่อง เส้นเรื่องง่ายๆ ฝึกนักบินเพื่อปฏิบัติภารกิจระดับหิน การสร้างความยอมรับของคนแก่ประสบการณ์กับคนรุ่นใหม่ การแก้ปมในใจของลูกชายเพื่อนรัก
ที่มีในอดีต ผ่อนคลายกับเรื่องรักหวานๆ แบบ สว. ปิดท้ายด้วยภารกิจสุดระทึก

สำหรับใครที่ไม่เคยดู Top Gun ภาคแรกมาก่อนหรือลืมเลือนเรื่องไปแล้ว ไม่ต้องตกใจ ยังคงดูภาคนี้ได้อย่างสนุกสนาน เนื้อเรื่องไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน ไม่ต้องดูไปคิดไปให้ปวดหัว ดูสนุกครบรส ทั้งดราม่า แอ๊กชั่น รักโรแมนติก อารมณ์ขันในแบบของหนังยุค 90 ฉากแอ๊กชั่นเน้นๆ ชัดเจนกันไปเลยกับเครื่องบินบนฟากฟ้าที่ทุกฉากดูสนุก ยิ่งใหญ่ มันส์ มาแบบชัดเต็ม มาไม่มากแต่ก็ทำได้ดีดูสนุกจนคนดูอดลุ้นตามไม่ได้

ทอม ครูซ ดูดีงามไปหมด ความหล่อตามวัย ความเท่สมาร์ท ความเป็นนักบิน ออร่าความเป็นพระเอก การแสดงที่ยังคงเฉียบ เข้ากับ มาเวอริค

วัล คิมเมอร์ มาน้อยต่อยหนัก ในบทเดิม ไอซ์แมนเพื่อนรักคู่ปรับเก่าของ มาเวอริค ดูสง่ามีมาดสมเป็นนายพลมาในแบบที่เล่นเอาคนดูยิ้มไปพร้อมๆ กับน้ำตาซึม 

ตัวละครที่ใส่เพิ่มเข้ามามีเสน่ห์ ชัดเจน มีสีสันเฉพาะตัวมีการปูรายละเอียดที่ง่ายๆ ชัดเจน และไม่มากจนเกินไปเลยไม่งง!

เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ ในบท เพนนี่ สาวเจ้าของบาร์เหล้ากิ๊กใหม่ ของ มาเวอริค สวยงามตามวัย มาแบบดีงาม จับคู่กับพระเอกของเราได้แบบลงตัว 

ไมลส์ เทลเลอร์ ที่เล่นเป็น รู้ดเตอร์ แรกๆ ดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยเด่น ดูแข็ง แต่ดูไปค่อยๆ รู้สึกว่าดี มีส่วนช่วยทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น 

ต้องบอกเลยว่า Top Gun : Maverick เหมาะกับการดูในโรง จอใหญ่ ที่จะช่วยเพิ่มความสมจริงกับภาพของเครื่องบินที่บินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้า ผสมกับเสียงเครื่องบินกระหึ่มดังสนั่นรอบทิศทาง ตามระบบเทคโนโลยียุคปัจจุบันชอบๆ สนุกสนาน แอบมีน้ำตาซึมเล็กๆ นิดหน่อย Top Gun : Maverick ในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/654843

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน  (Fireheart)

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart) หนังใหม่ล่าสุดของค่าย “ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล” มีอะไรที่มากกว่าที่คิดเอาไว้ตัวหนังชัดเจนในความเป็น “มู่หลาน” ภาคนักผจญเพลิง การเดินเรื่องมาในทางเดียวกัน เหตุที่ต้องปลอมตัว การฝึกฝนความหลบหลีกหลบซ่อนไม่ให้จับได้ และการออกสู่สมรภูมิสนามรบจริงๆ หนังเน้นความรักในครอบครัว พ่อลูก การพยายามทำตามความฝันของสาวน้อยที่โตขึ้นอยากเป็นนักดับเพลิงเหมือนพ่อ

โลรองต์ แซ็งตุน ผู้กำกับที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วใน ด้วยใจแห่งมิตรพิชิตทุกสิ่ง (Intouchables) (2011) ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของนิวยอร์ก ในช่วงปี 1920 ที่ยังคงปิดกั้นการที่ผู้หญิงมาเป็นนักดับเพลิง นำมาผูกเป็นพล็อตเรื่องขึ้นมา Fireheart ออกมามีส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งดราม่า ความรักของพ่อกับลูกสาว การสืบสวนหาตัวคนร้ายตัวจริง การฝึกฝนของอาสานักดับเพลิงที่แต่ละคนต่างมีปมข้อด้อยในแต่ละคน

หนังเดินเรื่องเร็ว ไม่อืดอาดยืดยาด ปูรายละเอียดของตัวละครต่างๆ ได้ดี ในขณะที่เปิดปมความลับในใจของ “ชอว์น” ผู้พ่อได้ดีชวนให้ติดตาม Fireheart มาในรูปแบบของแอนิเมชั่น 3D ที่ดูสมจริงในความเป็นโลกจริงมากกว่าเป็นแอนิเมชั่นจินตนาการหรือการ์ตูนออกมาในโทนแอนิเมชั่นของฝั่งยุโรปมากกว่าฝั่งอเมริกา แบ๊กกราวนด์ภาพเบื้องหลังดูจริงๆ ภาพโรงละคร เมืองนิวยอร์ก การผจญภัยบนตึกสูง ฯลฯ ออกมาชวนให้นึกว่าเป็นหนังคนแสดงด้วยความเป็นแอนิเมชั่น ทำให้ภาพความรุนแรงของไฟไหม้ฉากแอ๊กชั่นผจญภัย ดูซอฟต์ความรุนแรงลงแต่ไม่ถึงกับปวกเปียก

ตัวละครหลักในเรื่องมีบุคลิกที่ชัดเจน ครอบครัวโนแลน 2 คน1 หมา ชอว์น โนแลน ในชุดดับเพลิงที่ดูเก่ง เก๋าเกม ในขณะที่ปกติเป็นพ่อที่อบอุ่นแต่มีเบื้องหลังความลับปมในใจซ่อนอยู่ โดยได้ เคนเนธบรานาห์  มาให้เสียง

จอเจียร์ สาวน้อยใสๆ บอบบาง แต่เอาจริงเอาจังในการเป็นนักดับเพลิง ดูน่ารักแก่นห้าวแต่ก็มีความเป็นเด็กน้อยในตัวเอง ให้เสียงโดย โอลิเวียร์ คุก

เอ็มเบอร์ หมาน้อยน่ารักที่ทำให้เกิดรอยยิ้มขึ้นทุกฉากที่ปรากฏตัวในแบบที่เป็นหมาน้อยจริงๆ ไม่ใช่หมาการ์ตูน หมาโอเวอร์

บรรดาแก๊งอาสาสมัคร ริคาร์โด้ นักเคมีร่างบึ้กแต่ไม่กล้ากลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด กับ จิน ฉายา เสือชีล่า แท็กซี่หนุ่มขาซิ่งผู้มีปัญหาเมื่อตื่นเต้นจะหลับโดยไม่รู้ตัว 

นอกจากการนำเสนอเรื่องที่ชวนติดตาม ภาพแอนิเมชั่นที่ดูสมจริงมากกว่าความเป็นการ์ตูน ตัวละครที่น่ารัก แล้วดนตรีและเพลงประกอบที่ใส่เข้ามา ช่วยเพิ่มความน่ารัก ความสนุกให้กับเรื่องได้อย่างมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับละครเวที ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร ผ้าม่าน เวที เก้าอี้คนดู การฝึกซ้อม ห้องพัก ฯลฯ นักแสดง แม้กระทั่งโปสเตอร์ใบปิด ละครเวทีหลายๆ เรื่องที่คุ้นกันดีที่นำเสนอได้อย่างน่ารักในแบบของตัวการ์ตูน โดยเฉพาะ แดร็กคูล่า

ในช่วงเครดิตท้ายเรื่อง นำภาพของนักผจญเพลิงผู้หญิงในนิวยอร์กตัวจริงๆ มาให้ดูกัน เพื่อให้เกียรติ สดุดีวีรกรรมของสาวๆ เหล่านี้ด้วย สาวน้อยผจญไฟ หัวใจไม่หยุดฝัน (Fireheart)คือ แอนิเมชั่นน่ารักที่อาจจะไม่มีอะไรใหม่ พล็อตเดิมๆ แต่ก็ดูสบายใสๆ ดูได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบ ดูไปยิ้มไป ขำไป มีความสุขในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/653339

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส  (Everything Everywhere All At Once)

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything EverywhereAll At Once) คือ หนังเรื่องล่าสุดที่หยิบเอา “พหุจักรวาล”มานำเสนอในกลิ่นอายของหนังลูกผสมลูกครึ่งจีน-ฝรั่งที่จุดขายชัดเจนคือ “มิเชล โหย่ว” ซึ่งรับบท “เอเวอลีน หวัง”หญิงชาวจีนที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่างภายในครอบครัว  กระทั่งวันหนึ่ง “เอเวอลีน” ได้ค้นพบตัวตนที่อยู่ในหลากหลายชีวิต ณ พหุจักรวาล โดยแต่ละตัวตนต่างมีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกันมีเส้นทางชีวิตที่เป็นทั้งคนดีและคนชั่ว และยังมีพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อการมาอยู่ในโลกประหลาดนี้ได้ปรากฏ“โจบุ ทูคากิ” ศัตรูลึกลับผู้ทรงพลังอำนาจ ที่หมายจะกำจัดตัวเธอในจักรภพอื่นๆ ให้สิ้นซาก 

หนังพาสนุกไปกับ  ‘“เอเวอลีน” ท่อง “พหุภพ” ในหลายรูปแบบ อาทิ จอมยุทธสาว, นักแสดง, นักร้องสาว, ดาราดัง,ตัวหนังแบ่งเรื่องออกเป็น 3 องค์ ที่ค่อยๆ เล่าเรื่อง สร้างความสนุกสนานให้กับคนดูในแบบที่ต่างกันในแต่ละองค์

องค์แรก เกิดขึ้นและจบลงที่ตึกสรรพากร มาตามสูตรสำเร็จของหนังแนว Die Heart ตัวเอกเข้ามาอยู่ในตึกที่ถูกปิดตายจนต้องหาทางเอาตัวรอด เน้นๆ โชว์เทคนิคพิเศษ ซีจี นำเสนอ“พหุภพ” แบบเต็มๆ ฉากแอ๊กชั่นที่มีทั้งจัดเต็ม รั่วๆแอ๊กชั่นฮาๆ แอ๊กชั่นแบบการ์ตูน อารมณ์ขัน มุขเสียดสีล้อเลียนและดราม่าจัดแบบจัดเต็ม

องค์สอง ร้านซักด่วน ในงานปาร์ตี้ของครอบครัวที่ยังคงพูดถึง “พหุภพ” แต่เบาแรงลงกว่าใน Part แรก อารมณ์หนังจะเปลี่ยนไปเน้นการคลี่คลายปม การปลดปล่อยของตัวละคร

และองค์สุดท้ายกลับมาที่ตึกสรรพากรอีกครั้ง บทสรุปการเปลี่ยนแปลงไปของทุกตัวละคร เป็นช่วงผ่อนคลายดูสบายๆ แฝงอารมณ์ขันเล็กๆ ดูไปยิ้มไป

มิเชล โหย่ว มาแบบเน้นๆ จัดเต็มพลังล้นเหลือในทุกๆ อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าบีบอารมณ์ อารมณ์ขันมาจนถึงฉากแอ๊กชั่น ในแบบที่มาตามวัย หรือย้อนกลับไปในช่วงวัยสาว แถมยังมีการล้อเลียนตัวเองในยุคเล่นหนังจีนที่เราๆ คุ้นกันในชื่อ “หยางจือฉุน”’

 ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once) มีโทนหนังที่ชัดเจนในความเป็นแอ๊กชั่นแฟนตาซีย้อนไปย้อนมา ดึงตัวละครในแต่ละมิติจักรวาลออกมา ฉากแอ๊กชั่นที่มีทั้งจริงๆ จังๆ ทีเล่นทีจริง สบายๆ แอ๊กชั่นแบบการ์ตูนหลายตอนชวนให้นึกถึงหนังจีนในยุค 90 โดยรวมแล้ว  ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส (Everything Everywhere All At Once)มีหลายมุม จับฉ่ายหลายอารมณ์ จริงจัง หลุดรั่วล้อเลียนได้ครบรส โชว์เทคนิคพิเศษ ซีจีแบบขั้นสุด ขอเพียงแค่ไม่งง!!ไปกับตัวเรื่อง ดูแบบปล่อยวาง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องไปหาเหตุผลที่มาที่ไปในระหว่างดู ปล่อยใจให้สบาย รับสนุกไปกับตัวหนังแน่นอน

ชอบในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จอมเวทย์มหากาฬในมัลติเวิร์สมหาภัย (Doctor Strange in the Multiverse of Madness)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/651908

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'จอมเวทย์มหากาฬในมัลติเวิร์สมหาภัย (Doctor Strange in the Multiverse of Madness)'

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 21.43 น.

“ความฝัน​ คือ​ พิภพอื่น​ในอีกจักรวาลของเรา” 

หลังจากเปิดตัวอย่างสวยงามจากใน Doctor Strange (2016) สร้างสีสันใน Avengers: Infinity War(2018), Avenger End Game (2019) และมาร่วมแจม Spiderman No way home (2021)(แต่กลับมาโดดเด้งมากๆ)ไปเมื่อปลายปีที่แล้วมาร์เวล ไม่รอช้า ส่ง  ดร.สเตรนจ์หรือ หมอแปลก ภาคเดี่ยวเรื่องที่2 ออกมาพบกับแฟนๆ หลังจากที่ ทิ้งตัวอย่างเรียกน้ำย่อยในท้าย ไอ้แมงมุม ภาคล่าสุดในส่วนตัวแล้ว ถ้าพูดถึง บรรดา ฮีโร่ ของ มาร์เวลในกลุ่ม Avengers แล้วจะชอบ หมอแปลก เป็นอันดับสอง รองจากHulk มนุษย์จอมพลัง ยักษ์เขียว ที่ชอบ หมอแปลก คือความเป็นผู้มีเวทมนตร์คาถาดูเท่ห์ ซึ่งโดยส่วนตัว มาทางสายมูอยู่แล้วเลยอินมากเป็นพิเศษใน หมอแปลก2 นี้ เดินเรื่องต่อจากใน Spider man No Way Home ที่แอบแว่บไปยุ่งช่วย ไอ้แมงมุมจนพหุจักรวาลวุ่นวายผสมๆ กับเรื่องของ วันด้า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ซี่รี่ย์ Wanda Vision น้ำหนัก เท่าๆ กัน ทั้ง2 เส้นเรื่องใน Wanda Vision นำเสนอ เรื่องราวของ วันด้า หลังจาก EndGame หากใครอยากดู หมอแปลก2 ให้สนุกควรจะได้ดูซีรี่ย์ชุดนี้มาก่อน จะเข้าใจว่า ทำไม!! เธอถึงทำทุกอย่างเพื่อ ทอมมี่/บิลลี่ ลูกรักทั้งสอง การก้าวเข้ามาเป็น สกาเร็ตวิช หรือแม้แต่ เธอได้หนังสือแบล็คโฮล ตำราสิงฝัน มาจากไหน ซึ่งจะทำให้ ดูหนังได้สนุกขึ้น และ เข้าใจ ในตัว วันด้ามากขึ้นแต่ถ้าไม่ได้ดู Wanda Vision มาก็ไม่เป็นไร ยังคงสนุกกับ วันด้า ได้ แค่ อาจจะงง!! นิดนึงว่า พูดอะไร ทำไม? เธอถึงทำอย่างนี้ หรืออาจทำให้มองวันด้าเป็นตัวร้าย มองแค่มุมเดียว

Multiverse หรือ พหุจักรวาล เคยมีบทบาทสำคัญใน Spider man No Way Home แต่ถ้าใครอยากจะรู้จักมากขึ้นควรดูซี่รี่ย์ โลกิ(Loki) กับ What If..?จะเข้าใจชัดขึ้นว่าทำไมถึงมี หมอแปลกหลายเวอร์ชั่นทั้ง Strange ต้นฉบับ, Defender Strange จอมเวทย์ผู้พิทักษ์ , Zombie Strange จอมเวทย์ผีดิบ , และ จอมเวทย์ผู้ร้ายกาจ Sinister Strange

ใน หมอแปลก2 แทบจะไม่มี ฮีโร่ ใน ทีมAvenger มาแย่งซีนหรือขโมยความเด่น มีเพียงพูดถึงเอ่ยถึง หรือนำมาเป็นมุขจิกกัดมุขล้อเลียน เสียดทำให้หนังดูสนุกขึ้น เพิ่มรอยยิ้มให้กับเรื่องมีเพียงแค่ หมอแปลก กับ วันด้า เท่านั้น โดยมี ตัวละครจากภาคแรก อย่าง จอมเวทย์หว่อง ,ตริสตีน สาวคนรัก และคาร์ล มอร์โด เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด มาร่วมแจม ในแบบที่มีความสำคัญกับตัวเรื่อง

“คิดว่า ผม จะเลือกใครในทีม Averages คนที่ยังเหลืออยู่ มาช่วย ภารกิจนี้ ระหว่าง

อแวนเจอร์ ผูกผมจุก ยิงธนู

อแวนเจอร์ พลังสัตว์/แมลง

หรือ คนที่มีไสยเวทย์ เหมือนกัน”

แต่ที่เซอร์ไพรส์ คือ การมี ฮีโร่ทั้งที่คุ้นเคยกันดีอาทิ สี่กายสิทธิ์(Fantastic Four)  X-men Captain Marvel แบล็คโบลต์ และที่ไม่คุ้น อาทิ ใน What If หรือ Cleo (แฟนๆ คอมิกซ์ คงคุ้นดันดี แต่คนที่ไม่ใช่ แฟนคลับ อาจจะงง มาคือใคร) มาร่วมแจมด้วยไม่รู้ว่าเป็นการเกริ่นหรือบอกใบ้ว่า ในอนาคต บรรดาฮีโร่เหล่านี้ จะเตรียมมาปรากฏตัวในจักรวาลมาร์เวล (MCU)เรื่องต่อๆ ไป ในเฟส4

แซม ไรมี่ ทำ หมอแปลก2 ออกมาเป็นหนัง ซุปเปอร์ฮีโร่ ในแบบของมาร์เวล ที่ขวนให้นึกถึงตอนทำ สไปเดอร์แมน(Spider-Man (2002) , Spider-Man 2 (ปี 2004) และ Spider-Man 3 (ปี 2007) ในเวอร์ชั่นที่โทบี้ แม็กไกวร์ เป็นสไปเดอร์แมน) ที่อารมณ์จะออกมาต่างจากผู้กำกับคนอื่น ผสมผสานกับแนวหนังสยองขวัญหนังผีที่ตัวเองเคยทำได้อย่าง กลมกลืน กลมกล่อม ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ อารมณ์ขัน และรอยยิ้ม เพื่มมากขึ้น จะเรียกได้ว่า เรื่องนี้ คือหนังของ แซม ไรมี่ ที่ มาร์เวล ให้ทุนทำ มากกว่าจะเป็น หนังมาร์เวล ที่จ้าง ไรมี่ กำกับ

หมอแปลก2 คือ หนังมาร์เวล ที่จัดเต็มครบรส สนุกสนาน แอคขั่น ดราม่า (ที่เด่นทั้ง ประเด็นครอบครัว แะเรื่องกฝหนุ่มสาว) รอยยิ้มอารมณ์ขัน เทคนิคพิเศษCG อลังการงานสร้าง บทหนังที่ชวนติดตาม นักแสดงที่ลงตัว เพิ่มเติมคือ ใส่ความเป็นหนังสยองขวัญ เข้ามา ในโทนที่ไม่ ดาร์ค ไม่ดิน (เหมือนหนังของฝั่งDC) ที่ไม่น่ากลัว แต่ชวนติดตาม รุนแรงนิดๆ เบาๆ แบบการ์ตูน

“ผมรักคุณในทุกๆจักรวาล​ ไม่ใช่ผมไม่แคร์ใคร

 หรือ​ ไม่อยากให้ใครมาแคร์​ แต่เป็นเพราะ​ ผม​ …..”

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ยิ่งเล่น ยิ่งดูดี ดีขึ้น ดูเป็น สตีเฟ่น สแตรนท์ เป็นหมอแปลกที่หล่อเหลา มีเสน่ห์ สร้างรอยยิ้มอารมณ์ขัน ยิ่งท่าทาย ท่าร่ายเวทมนต์ สวยงามดูจริงจังดูเท่ห์ เหมือนกับเป็นมหาเวทย์จริงๆ

 อลิซาเบธ โอลเซ่นในบท วันด้า ที่ดูร้าย มีความน่ากลัวแฝงอยู่ภายใน ยามบู๊ดูร้าย หรือพอดราม่าเรื่องรักลูก ก็ดูมีอะไรๆซ่อนอยู่ข้างใน เล่นดีจน คนดูบางคนเกลียดตัว วันด้า ไปเลย แต่ถ้าใครที่ เคยดู WandaVision มาก่อน จะเข้าใจ และอดสงสารเธอไม่ได้

เรเชล แม็คอาดัมม์ กลับมารับบทเดิม คริสตีน สาวคนรักของหมอแปลก ที่ยังคงน่ารัก สวย ไม่ว่าจะมา พหุจักรวาลไหนก็ตาม 

เบเนดิกต์ หว่อง ในบท หว่อง ที่ยังคงเป็น บทสมทบที่มีเสน่ห์ สร้างสีสันให้กับ หนังชุดนี้ ได้เหมือนเดิม ดูเป็น ตัวละครที่ต้องอยู่คู่กับ หมอแปลก อย่างที่ขาดจากกันไม่ได้ หรือจะแว่บไปโผล่อื่น อาทิ ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์ Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings  ก็ยังดูดี

โซชิลท์ โกเมซ ดูดีกับบท อเมริกา ซาเวส สาวน้อยที่พาให้ เกิดเรื่องราวตามล่าในภาคนี้ หน้าตาท่าทางอาจจะไม่เด่นนัก แต่ยิ่งดูยิ่งดู เธอก็เล่นได้ไม่เลว เป็นตัวเอง แม้จะอยู่ท่ามกลาง นักแสดงฝีมือเยี่ยม แต่เธอก็เอาตัวรอดได้

หมอแปลก2 คือ MCU ของ มาร์เวล ที่ดูสนุก ไม่ผิดหวัง แม้หนังจะยาวแค่ 2 ชั่วโมง แต่เป็น2ชั่วโมง ที่รู้สึกว่า มีอะไรๆอัดแน่น แต่ไม่รู้สึกว่า หนังยาว หรือน่าเบื่อเช่นเดิม ท้ายเครเครดิต มีติ่งห้อยท้ายให้ดู 2 ช่วง ตัวแรก ดูแล้ว อยากดู ภาคต่อ แม้หลายคนอาจจะงง! ว่า คนที่โผบ่มาเซอร์ไพรส์คือใคร? แต่กับFC คอมมิคมาร์เวล รับรองอมยิ้มส่วน ติ่ง2 เหมือนๆ ครั้ง รอกันมาตั้ง อั้ยย่ะ!! แค่นี้อ่ะ แต่ถ้าไหนๆ ก็ไหนๆ รอดูเฮอะ 555งานนี้ได้ใจไปเต็ม 10/10 คะแนน กันไปเลย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หยาดน้ำเพื่อชีวิต’My King My Strength

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/650453

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หยาดน้ำเพื่อชีวิต’My King My Strength

วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“หยาดน้ำเพื่อชีวิต” My King My Strength เป็นโครงการผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์สั้น ภาคต่อจาก “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” ในหลวงคือแรงบันดาลใจ ซึ่งประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาก และครั้งนี้ได้นำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอด 

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ผู้ดูแลโครงการ “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” My King My Strength ได้มอบหมายบริษัท มายดีว่า จำกัด เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สั้นและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยการนำ 10 ผู้กำกับชื่อดังหลากหลายสาขา มาสร้างสรรค์ผลิตเป็นภาพยนตร์สั้น ร้อยเรียง 10 เรื่องราวจาก 1 แรงบันดาลใจ 10 เรื่องราว

“เรื่องเล่าของพ่อ” หนังสารคดีที่นำเสนอพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 1-10 ในสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ ผ่านเสียงเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่นิ่งๆกลางท้องสนามหลวง, “ดาราอั้ง cliffland สู่แดนไทย” มะปราง สาวน้อยชาวเผ่าดาราอั้งที่เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย ผู้ใฝ่ฝันที่จะแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เธอก็มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการทำฝันให้เป็นจริง โดยมีปู่เป็นแรงบันดาลใจ, ไตร เด็กน้อยช่างสงสัย เดินทางไปหาปู่กับย่าในวันเกิดของตัวเองคุณปู่ได้เล่าเรื่องธงชาติให้หลานไตรฟัง สามสีของธงชาติคือที่มาของชื่อไตร เด็กน้อยผู้เกิดในวันชาติ

“ความหวังของพ่อ” ชาญ ยังคงมุ่งมั่นที่จะอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เพื่อนบ้านทยอยย้ายออกไปเพราะผลิตทางการเกษตรไม่ดี แม้ลูกชายจะชวนไปอยู่ด้วยแต่ชาญก็ยังคงเชื่อมั่นว่าสักวันผลผลิตจะกลับมาดี, “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” นักค้ายาเสพติดถูกจับติดคุก ภรรยาจากไป ฟ้า ลูกสาวต้องอยู่กับปู่ย่า เริ่มฝึกอาชีพในเรือนจำเพื่อรอวันที่จะออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งสุเมธ องอาจ ทั้งกำกับและแสดงนำเอง ตัวหนังสร้างจากเรื่องจริง, “ครูข้างถนน”ครูอาสา ครูข้างถนน ผู้ทำทุกอย่างเพื่อสอนเด็กในชุมชนแออัด ถูกขาใหญ่จับตัวไปเพื่อให้ออกไปจากชุมชน ที่นี่เองที่เขาได้สอนให้ผู้ใหญ่ได้เข้าใจในตัวเด็กๆและกลับตัวเป็นคนดีนำเสนอในลายเซ็นที่ชัดเจนของ ปี๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล

“ลูกของพ่อ” สาวน้อยผู้เติบโตมากับพ่อที่เป็นคุณหมอผู้ทุ่มเทกับการรักษาคนไข้ ทำทุกอย่างโดยลืมนึกถึงตัวเอง ไม่เคยเข้าใจคุณพ่อ จนเมื่อถึงวันที่คุณพ่อจากไป ภายในร้านกาแฟเล็กๆ ที่เปลี่ยนจากคลินิกของคุณพ่อเธอจึงเริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อทำเพื่อคนอื่น, “เด็กชายกะทิ” ด.ช.กะทิ ถูกกะทา พ่อนำไปฝากคุณลุงเลี้ยง เด็กน้อยจอมแก่นติดแท็ปเลต ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเริ่มซึมซับงานศิลปะที่คุณลุงของเขาเป็นครูสอนให้กับเด็กๆ ในโรงเรียน, “เมโลดี้แห่งชีวิต (Melody of life)” เด็กสาวผู้หลงใหลในเสียงเปียโน มาขอคำแนะนำจาก ครูณัฐ เพื่อหาเพลงขึ้นโชว์ในงานโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านความเข้าใจในบทเพลงระหว่างครูกับลูกศิษย์จึงเริ่มต้นขึ้นผลงานของกลุ่มเจนดี, “รักต่อรัก…ต่อไป” ฝน นักเขียนชื่อดัง เดินทางกลับไปดูใจคุณปู่ที่กำลังป่วยหนัก หลังจากที่มีเรื่องผิดใจกันมานาน ความรักความหลัง ความสุข ความขัดแย้งในวัยเด็กค่อยๆ ผุดขึ้นมา หนึ่ง-วิทิตนันท์โรจนพานิช ทำหนังสั้นเรื่องนี้ออกมาแบบรสเน้นๆ ดราม่า 

ซึ่งถูก 10 ผู้กำกับถ่ายทอดออกมาในแนวทางและสไตล์ของตัวเองทำให้ตัวหนังมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก มีหลายแนว ภายใต้ความยาวแค่เรื่องละประมาณ 15 นาที ทำให้ดูได้แบบไม่น่าเบื่อหรือยาวจนเกินไป หนังเล่าเรื่องตัวละครหลักๆ ที่เน้นๆ ไปที่เด็ก หญิงสาว คนแก่ เป็นหลัก ตามแต่เนื้อเรื่องจะเน้นไปที่ใคร และส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจ จากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ และได้มือคุณภาพของวงการหนังมาร่วมงานมากมาย “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” เปิดฉายรอบปกติให้ประชาชนชมฟรีตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 รอบ 14.00 น. และรอบ 20.00 น. เปิดให้รับบัตรก่อนรอบฉาย 1 ชั่วโมง ติดต่อรับบัตรที่โต๊ะลงทะเบียนหน้า Boxoffice ณ สาขาที่เข้าฉาย ได้แก่ สาขาสยามพารากอน, ไอคอนสยาม, เมเจอร์รัชโยธิน, เมเจอร์ รังสิต, เมกา บางนา, เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย, เซ็นทรัล เวสต์เกต, ซีคอนบางแค

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘SLR กล้อง ติด ตาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/649019

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'SLR กล้อง ติด ตาย'

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.40 น.

กล้องตัวนี้..จะเปลี่ยนภาพ..ติดตา

ให้เป็นภาพ..ติดตาย

SLR กล้อง ติด ตาย มาพร้อมกับการโปรโมท ที่ชวนติดตาม หน้าหนังที่ทำให้อยากดูหนัง ด้วยความคาดหวังว่า หนังน่าจะน่ากลัว หลอน ชวนขนลุกอย่างน้อย ก็น่าจะน่ากลัวไม่น้อยกว่า ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ที่ ใช้ กล้อง มาเป็นตัวสร้างความน่ากลัว จะต่างกันแค่ ผีกล้องฆ่าคน กับ ผีขี่คอน้องเฌอปราง BNK48 ก็คือ อีกหนึ่งแรงดึงดูที่ ทำให้อยากดู

แดน นักศึกษาหนุ่มคณะถ่ายภาพ กำลังติดปัญหาในการถ่ายภาพทำธีสิส เพื่อจะได้เกียรตินิยมน้ำ กับ เกรท เพื่อนสนิทของ แดน คอยช่วยเหลือ เพื่อจะได้ ไปเรียนต่อที่ นิวยอร์ค ด้วยกัน

อาจารย์เอม อาจารย์ที่ปรึกษา ได้ให้กล้อง SLR แดน ถ่ายภาพคน7 คน มาส่ง ภายใน14 วัน

เรื่องน่าสะพรึงกลัว ค่อยเริ่มต้นขึ้น จาก กล้องปีศาจกล้องนี้  คนในภาพ ค่อยๆ ทะยอยตาย 

น้ำกับเกรท ถูกดึงเข้ามาร่วมชะตากรรม ที่รายล้อมไปด้วย ความตาย และเป็นบททดสอบ มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน

SLR กล้อง ติด ตาย มาพร้อม บรรยากาศชวนติดตาม ชัดเจนในความเป็นหนังเขย่าขวัญ เน้นๆ ไป ในเรื่อง อาถรรพ์ของกล้อง ผีฆ่าคน ทำให้เกิดความรู้สึกอยากรู้ รอดูว่า แต่ละครจะเจออะไร ใครจะรอด ที่มาที่ไปทั้งหมดคืออะไรตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่ ตัวเหยื่อคนที่ถูกถ่ายคนที่ต้องตายว่ามีปูมหลังมีที่มาอย่างไร ทำไม!! ต้องมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทุกตัวละคร เป็นเพียงแค่ ตัวละครถูกดึงเข้ามา สผุ่แต่ละช่วงเหตุการณ์ ซึ่งตัวหนัง ใส่รายละเอียดในแต่ละตอนได้ดี

เพียงแต่ ในช่วงเฉลย การค้นหาคำตอบ การเอาตัวรอด มัน อาจจะดู ง่ายไปสักนิด ทำให้ ความน่ากลัวลดลงไปมากโดยเฉพาะเจ้าตัว ผีร้ายที่มากับกล้องนั้น มันดูไกล ตัว ไปสักนิด ออกไปในแนวหนังฝรั่ง ซะมากกว่า

ตัวหนังใส่ความรักสามเส้าของ แดน น้ำ และเกรท เข้ามา เพิ่มในส่วนของดราม่า ความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อนรักตัวเอกของเรื่อง ช่วยเพิ่มในการสร้างเหตุผลของตัวละครในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่น้ำหนักจริงๆ ของเรื่อง เทไปที่ แดน เพียงคนเดียว ทั้งเรื่องครอบครัว ปูมหลัง ส่วนคนอื่นๆ แทบจะไม่ได้บอกอะไรเลย

SLR กล้อง ติด ตาย ใส่ความน่ากลัวออกมาได้ดีพอสมควร มีฉากสะดุ้งตกใจ จนคนดูในโรงร้องกรี้ด หลายฉาก แต่ก็มีหลายตอน โดยเฉพาะในช่วง ไคลแมกซ์ ท้ายเรื่อง บรรดาผี ที่ออกมานั้น มันดูการ์ตูน ไปสักนิด ความน่ากลัวแทบจะไม่มี จนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็น ช่วงพีค ของเรื่อง ที่เน้นน่ากลัวแบบสุดๆ ไปเลยหรือแม้แต่ ปีศาจตัวร้ายที่สุด มันดูไม่ค่อยเข้ากับเรื่อง เหมือนจะ มาเพื่อโชว์ CG ซะมากกว่า ดูแล้ว อดนึกไปถึง ผีฝรั่งอย่างโกสต์บัสเตอร์ ที่ดูยังไงๆ ก็ไม่น่ากลัว

นนนกรภัทร์ เกิดพันธุ์ ดูดีกับบท แดน ที่บทเด่นส่งและเร้นไปที่ตัวละครตัวนี้มากๆ มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครที่ใสๆ ดูดีเนี้ยบ ค่อยๆ ดาร์คขึ้นเรื่อยๆ ได้เล่นอะไรมากมาย ทั้งดราม่า รัก หรือแอ็คชั่นวิ่งหนีผี ที่ชอบมากๆ คือ การจับกล้อง การกดชัตเตอร์ มันดู เป็นคนที่อยู่กับ กล้องจริงๆ

เฌอปราง อารีย์กุล ยังคงเล่นเป็นตัวเอง เล่นเหมือนไม่ได้เล่น บท น้ำ มีอะไรให้เล่นเยอะ เป็นทั้งตัวช่วย ตัวคลี่คลายปมได้โชว์ทั้ง รัก ดราม่า ตกใจกลัว วิ่งหนีผี ฯลฯ ไม่ว่าจะบทไหน รู้สึกด้านเดียวคือ เป็น เฌอปรางแต่ด้วยตัวบท ทำให้ แทบจะทุกฉาก ต้องเล่นกับคนอื่น เลยแทบจะไม่ได้โชว์อะไรมากมายนักแม้ในเรื่องนี้ การแสดงอาจจะไม่เด่นหรือ ติดตานัก แต่แค่เข้ามา เฌอปราง เล่นเรื่องนี้ ก็คุ้ม แล้วและ เฌอปราง ยังเป็นคนเดียวในเรื่อง ที่รู้สึกตามดู เอาใจช่วยลุ้น ตั้งแต่ต้นจนจบ 

นนท์ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์ เล่นได้ลื่นไหล ไปกับบท เกรท เป็นตัวละครที่สร้างสีสัน รอยยิ้ม และผ่อนคลายให้กับเรื่องตัวเรื่อง หลายตอนที่ ขโมยซีน คนอื่นๆ นนน,เฌอปราง และ นนท์ เล่นกันได้แบบเข้าขา ลื่นไหล ให้ความรู้สึกถึง ความเป็นเพื่อนรักกันจริงๆ

อ้นนพพันธ์ บุญใหญ่ มาในบทของ อาจารย์เอม ต้นเรื่อง ที่ดูมีมาด ออร่าชัดเจน ในการเป็นตัวละครที่มีความลุบลึบความน่ากลัวซ่อนอยู่ ท่ามกลางความใจดี ดูดีรวมทั้ง สัมผัสได้ถึงความเป็น ติสท์ อยู่กับงานศิลป์

ขวัญปิ่นทิพย์ อรชร รองนางสาวไทยปี 2559 นางเอก ขวานฟ้าหน้าดำ และเล่น ละครจักรๆวงศ์ๆ วิก7 สี หลายเรื่องมาโชว์ความสวย ในบท ผู้ช่วยสาวของ อาจารย์เอม  ที่เล่นได้ดีพอๆ กับความสวย

นักแสดงสมทบคนอื่น แทบจะไม่รู้จัก ไม่คุ้นหน้า เลยทำให้ รู้สึกว่า เป็นตัวละครในเรื่องจริงๆ  จะมีที่ คุ้นหร้ากันก็เพียง .จุ๋มสุมนฑา สวนผลรัตน์ มือเก๋าด้านละครเวที ที่ผ่านงานแสดงหนังบทเล็กมาหลายเรื่อง นานกว่า 20 ปี โผล่มาแว่บในบท ญาติของ แดน ที่มาเยี่ยมไข้ พ่อแดน ในโรงพยาบาล มาร์คเลิศศิริ บุญมี และ เอ็ดวุฒิชัย วงศ์นภดล โดยรวมๆ แล้ว ถือว่า ทำ SLR กล้อง ติด ตาย ออกมาดูดี ลงตัวในระดับหนึ่ง การเล่าเรื่องดี โปรดักชั่นดี งานด้านภาพสมกับเป็นที่ว่าด้วยการถ่ายภาพ ดนตรีประกอบเร้าใจ นักแสดงเล่นกันเขาขา จะติก็มีแต่เรื่องผี ปีศาจ ในเรื่อง มันดูฉีก ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อิง เมืองนอกมากเกิน จนทำให้ดูเป็นตลก มากกว่าน่ากลัวตัวจบแล้ว อย่าเพิ่งลุก ในช่วง เครดิต ยังมีติ่ง ทิ้งท้ายนิด ให้ตามกับต่อกับ เจ้ากล้องผีสิง และ ชายปริศนาหลอนระทึก ในระดับ 7/10 หัวกระโหลก ครับ

ปล. SLR คือกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ที่มีการทำงานจะต่างจากกล้องธรรมดาทั่วไป นั่นคือ ภาพที่เห็นจะถูกบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มโดยตรง ต่างจากกล้องทั่วๆไป ที่เห็นภาพจากช่องมองภาพ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ’16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/647629

โอ๊ยเล่าเรื่อง '16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)'

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.19 น.

มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย (Friends Never Die)คือหนังไทยในปี 2555 จากค่าย ‘พระนครฟิลม์’ ผลงานการกำกับของ ‘บอมบ์-อัศจรรย์ สัตโกวิท’ ที่ฉีกแนว นำ ‘มาริโอ้ เมาเร่อร์’ มารับบทหัวหน้าแก๊งค์วัยรุ่น แอ็คชั่นหนักๆ หนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ภาพจำหนึ่งเดียวของตัวหนังคือตัว ‘มาริโอ้’ รวมไปถึงนักแสดงหลักๆ เม้าท์ B.O.Y-ณัชชา จันทพันธ์ โม-มนชนก แสงฉายเดือนเพ็ญ อาย-กมลเนตร เรืองศรี เบลล่า-ราณี แคมเปน ที่ยังคงมีงานมาต่อเนื่อง

10 ปี ผ่านไป ‘บอมบ์-อัศจรรย์’ กลับมาอีกครั้ง กับภาคต่อของ ‘มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย’ ใน ‘16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)’ ภายใต้การสร้างของ ค่ายหนังน้องใหม่ ‘ซิกเนเจอร์ ฟิล์ม’ และ ‘เอ็มพิคเจอร์’  สำหรับ 16 ห้าว19 เดือด พาย้อนเวลาไปพบกับจุดเริ่มต้น การพบกันรู้จักกัน และการรวมกลุ่มกันของ ‘สมาชิกแก๊งค์สเปิร์ม’โดยยังคงเดินเรื่องในเชียงใหม่ เหมือนเดิมซึ่งมาพร้อมบรรยายกาศของหนังวัยรุ่น ในยุคหนังแนวกระโปรงบานขาสั้น ที่ไม่ได้เน้นไปที่เหตุการณ์ในโรงเรียน แต่มาจับประเด็นเพื่อนฝูง ในขณะที่ หน้าหนังพยายามย้ำเรื่อง เด็กทะเลาะกัน ยกพวกตีกัน แต่ไปๆ มาๆในส่วนนี้ กลับไม่ชัดเจน มาแบบนิดๆ แล้วก็จากไป ยิ่งฉากไคลแมกซ์ กลับดูง่ายไปนิด ไม่ลุ้น สมกับรอดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

บทหนังอาจจะดูกะท่อนกะแท่น ยังไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ก็นำเอา ตัวละครจากใน ‘มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย’ ดึงออกมาขยายในรายละเอียดได้ดีพอสมควร แม้จะมีบางส่วน ที่ดูแล้ว รู้สึกโดดไป ตัวหนังพาย้อนกลับไปในช่วงปี 2526 เลยจัดเต็ม สิ่งต่างๆ ที่ คนยุคนั้นเคยสัมผัส หรือโต/ทันยุคนั้น อาทิ เสื้อผ้า(เน้นๆ โดมอน /Porcica) โทรศัพท์สาธารณะ รถ โรงหนัง โต๊ะสนุกเกอร์ รถยนต์ ซาอะเบาท์ เทปคลาสเซ็ส ลานสะเก็ต(น่าเสียดาย ไม่มีการโชว์การเล่นสเก็ต มีแค่การเต้นรำเป็นกลุ่ม) หนังสือการ์ตูน (เน้นๆ กัปตันซึบาซะ) ตู้เกมส์บทเพลงยุคนั้น (ชัดๆ คือ ใจสยิว) การเต้นรำ การยกพวกตีกันหน้าเวทีคอนเสริฐ  ฯลฯ

ริว-วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ รับบท กัน ตัวละครที่แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่อง เล่นเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่อิงบุคลิกเดิม ที่มาริโอ้ ได้เคยเล่นเอาไว้ การแสดงถือว่าเอาตัวรอดไปได้

พิชชา มิย่า ทองเจือ ลูกสาวคนสวยของ พีท ทองเจือ ดูสบายๆ ไปกับบท ปริ๊นซ์ นางเอกของเรื่อง ใยไหม-ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ ดูแก่นๆ น่ารักๆ สมวัย ในบทของ เนม 

แน๊ก-ชาลี ปอทเจส ในบท เปา ยิบซี ตัวร้าย หนุ่มผมยาวเสื้อหนัง ที่ออกมา ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้ว่า จะโหด เหี้ยม พอจะเป็นหัวหน้าแก๊ง 

ฑาริกา ธิดาทิตย์ มารับบท คุณย่า มาช่วยเพิ่มความเข้มข้นในส่วนดราม่าด้วยแอ็คติ้งแบบจัดเต็ม แรงๆ บทเด่นในช่วงแรกๆ ก่อนที่ หายไปเฉยๆ รัศมีแข ฟ้าเกื้อกูล มาเสริมในส่วนของ มุขตลก มาสาวสองกับสองลูกสมุน ที่บังเอิญป้วนเปี้ยน ในวงวิวาทเป็นประจำ ร่วมด้วย ทัพนักแสดงหน้าใหม่ 

ด้วยความที่ ‘บอมบ์-อัศจรรย์’ ผู้กำกับ ผ่านงานหนังไทย ในยุคหนังนักเรียนในยุคเบ่งบาน เลยทำ ‘16 ห้าว19 เดือด’ออกมาดูแล้ว ชวนให้นึกถึง หนังวัยรุ่นยุค90 ที่มีครบทุกรส  ในแบบหนังยุค90 บางช่วงก็ดูเชยๆ แต่ตรงชม องค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นช่วงยุค90 ในเรื่อง ทำออกมาได้ดี 16 ห้าว19 เดือด คือ หนังที่ดูได้เรื่อยๆ ที่ชวนให้นึกถึง ความเป็น หนังวัยรุ่นในวัยเรียน ที่มีทั้งความสดใส และด้านมืดในรูปแบบหนังยุค 90 ได้คะแนนไป 5/10