โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/695803

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชาร์ลีมะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie)

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie) คือ หนังอินเดีย เรื่องล่าสุดความยาว 164 นาที ที่ทางค่าย Golden Aสั่งเข้ามาฉายในโรงบ้านเรา ฉายแบบวงกว้าง ไม่จำกัดโรงฉาย เหมือนที่ดูประจำทุกอาทิตย์ (ปกติค่ายนี้จะมีหนังแปลกๆ หลากหลายชาติ ทั้งเอเชีย/ยุโรป ครั้งนี้เปลี่ยนมาสั่งหนังอินเดียมาให้ดูกัน)แค่เห็นใบปิดหนัง ภาพของชายหนุ่มกับหมาน้อยบนหิมะ ก็ดึงดูดให้รอคอยรอดูกันเลยทีเดียว ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก(777 Charlie) เป็นหนังอินเดีย พูดภาษากันนาดา ทำรายได้ถล่มทลาย 1,000 ล้านรูปี จากทุนสร้าง 20 ล้านรูปีผู้กำกับ กีรัน ราจ จาก The Yakshagana Puppets ทำ 777 Charlieหนังที่พล็อตเรื่องง่ายๆ สูตรสำเร็จ แต่ทำออกมาในแบบที่ลงตัวมีความเป็นหนังอินเดียในยุคใหม่ที่ครบรส สนุกสนานไปกับตัวละคร น่ารัก มุขตลกง่ายๆ แต่เรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้ม อิ่มเอมเสียน้ำตาไปกับความผูกพันของคนกับหมา และที่ขาดไม่ได้ คือ เพลงประกอบ ที่มาแบบจัดเต็ม อีกสิ่งหนึ่งที่โดนมากๆ คือธรรมะที่ชื่นชอบชื่นชม ชาร์ลี แชปปิ้นส์ หนังหลายๆ เรื่องถูกนำมาประกอบในหนังและยังเป็นที่มาของชื่อ เจ้าชาร์ลี หมาน้อยหนังแบ่งออกเป็น 2Part ช่วงครึ่งแรกเน้นปูรายละเอียดคาแร็กเตอร์ตัวละคร ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวละครหลัก

นอกเหนือจากเรื่องความรักความผูกพันระหว่างคนกับหมา หนังนำเสนอสาระชัดเจนในเรื่องของสุนัขเร่ร่อน การทารุณ ทรมานสัตว์ในอินเดีย ชาร์ลี มะหมาท้าโลกให้รัก (777 Charlie) ฉบับที่เข้าโรงในบ้านเรา มีแต่เวอร์ชั่นเสียงภาษาไทย ที่ทีมพากษ์พันธมิตรร่วมกับช่างท็อปด็อกอาร์ท ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้วยังอยากดูเวอร์ชั่นเสียงอินเดียต้นฉบับ เพราะมันบางช่วงบางอารมณ์การได้ฟังเสียงต้นฉบับน่าจะสร้างและเพิ่มอรรถรสในการชมได้มากกว่าพากษ์ไทย

รักชิต เชตตี ไปได้ดีกับบท ธรรมมะ หนุ่มผู้มีปมชีวิตมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย บุคลิกการแสดงออกชัดเจน มีทั้งความโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่เอาใคร แต่ก็มีมุมอ่อนโยนใจดีแฝงอยู่ และต้องชมเจ้าหมาน้อย ที่มารับบท ชาร์ลี เล่นดี เล่นเก่ง มีความน่ารักในตัว โดยไม่ต้องเค้นอะไรมากนัก สายตาเว้าวอนแค่นี้ก็ละลายSangeetha Sringer ในบท ดาวิกา สาวสวยหัวหน้าหน่วยดูแลสัตว์คู่ปรับคู่กัดของธรรมะเด็กน้อยข้างบ้าน ตัวเชื่อมธรรมะกับหมาน้อยเด็กแว้นในหมู่บ้าน คุณยายใจดีกับคุณตาร้านขายของชำหน้าหมู่บ้าน ดร.อัชวิน กุมาร สัตวแพทย์จากทำแบบขอไปทีกลายเป็นหมอประจำตัวของชาร์ลี แขกเก็บเงินกู้จอมทวงหนี้เจ้าของฟาร์มผู้ใจดีกับเจ้าหมาคู่ใจเพื่อนร่วมงานของธรรมะตัวร้ายจอมทารุณสัตว์ และอีกอย่างที่ขัดใจคอหนังอินเดีย (ที่ช่วงนี้ดูหนังอินเดียในโรงแทบทุกอาทิตย์) คือ หนังอินเดียจะมีพักครึ่งเรื่องประมาณ 10 นาที เพื่อให้ออกไปเข้าห้องน้ำ พักสายตา ไม่ว่าหนังจะยาวจะสั้นมีทุกเรื่อง แต่เรื่องกลับฉายต่อกันไปจนจบเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้ดูหนังอินเดียในโรงแท้ๆ ไม่รอดๆ คนรักหมาอย่างเราๆ เสียน้ำตามากมายให้กับเจ้าหมาน้อยชาร์ลี เลยได้ใจไปเลยเต็มๆ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บัวผันฟันยับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/694332

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บัวผันฟันยับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บัวผันฟันยับ

วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บัวผันฟันยับ คือหนังไทยที่มีจุดขายชัดเจน กับการคืนจอเงินอีกครั้งในรอบ 20 ปี ของ แอน ทองประสม ภายใต้การจับมือกันสร้างของ ช่อง 3, เอ็มพิคเจอร์ และ รฤกโปรดักชั่น กำกับโดย  พฤกษ์ เอมะรุจิ ได้ ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ มาเป็นโปรดิวเซอร์

บัวผัน ช่างตีเหล็กสาวสุดห้าววัย 40 ปี ผู้มีฝีมือการฟันดาบ กับสองเพื่อนซี้ เต่านา กับ จันอับ ในนาม พังพอนผยอง ที่ออกมาท้าตีท้าต่อย เรียกร้องสิทธิสตรี ขาม หนุ่มน้อยจากแดนไกล พร้อมแม่แจ้ เดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ บัวผัน เพื่อฝึกวิชาการต่อสู้เพื่อไปเป็นทหาร ขณะเดียวกันในหมู่บ้านกำลังถูกกลุ่มซามูไรคลั่งรุกรานเข้ามาปล้นหมู่บ้าน บัวผันต้องทุ่มเทฝึกปรือวิชาให้ ขาม ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ค่อยๆ กลายเป็นความรัก

แอน ทองประสม คือส่วนที่ดีที่สุดของบัวผันฟันยับ เป็นตัวแบกทุกสิ่งอย่างเอาไว้คนเดียว แอน เลยแบบปล่อยของ เล่นสบายๆ ดูสนุกสนานไปกับการเป็น บัวผัน ทุกฉากทุกตอน แอนดูสนุกสนานกับการแสดงดูดีไปหมด ทั้งตลกเฮฮาหน้าตาย ดราม่าหรือฉากแอ๊กชั่น (จะมีที่ขัดตาบ้างคือหลายฉากของหนัง เธอดูสูงวัยไปกับริ้วรอย ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่จะสวยสมวัยสาว 40 ปี)

จ๊ะ-นงผณี มหาดไทย ในบท เต่านา เพื่อนซี้นักประดิษฐ์มาแบบสวยน่ารักเฮฮา จังหวะการแสดงกำลังดี (ดูจากการแสดงรูปร่างหน้าตาของ จ๊ะ อดที่จะนึกถึง ปู-กนกวรรณ บุรานนท์ ไม่ได้คือไปถอดกันมาเป๊ะๆ)

ก็อตจิ-ทัชชกร บุญลัภยานันท์ ในบท จันอับ ไม่ต้องเล่นเยอะเล่นนิ่งๆ เล่นเรื่อยๆ ดูไม่เหมือนที่เคยเห็น ก็อตจิ ก่อนหน้านี้เป็นตัวละครที่คอยรับมุขช่วยขยี้มุข ซึ่งนางก็ทำได้ดีไม่น้อยหรือเกินจนล้น

ขาม ที่แสดงโดย กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ พระเอกของเรื่อง ความหล่อดูดีมีเสน่ห์ ดูเด็กน้อยเข้ากับบท แค่พอเอาตัวรอดได้ แต่ยังดูขาดพลัง ดูไม่ลื่นไหล เมื่อต้องเข้าฉากกับคนอื่นโดนข่มโดนแย่งซีน ไม่ว่าจะเป็นกับแอน หรือสองสาวคู่หู ฉากแอ๊กชั่นยิ่งแล้วใหญ่ ดูขัดตาไปหมด ยังดีที่ยังพอเข้าขากับ แม่แจ้

ที่เล่นดีแบบคาดไม่ถึงคือ ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์ที่ดูลื่นไหล ไปกับบท แจ้ แม่ของขาม เล่นแบบเป็นธรรมชาติกำลังดีไม่เว่อร์มากเหมือนที่ผ่านๆ มา

พฤกษ์ เอมะรุจิ ทำ บัวผันฟันยับ ออกในแนวถนัดของตัวเองลายเซ็นชัดเจนตามสูตรที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากอีเรียมซิ่ง หนังตลก แอ๊กชั่นย้อนยุค บัวผันฟันยับ คือหนังตลกแบบไทยๆ ที่บทหนังเบาหวิว ตัวละครออกมาในแบบการ์ตูนเน้นคาแร็กเตอร์ฮาๆ คำพูดต่อปากต่อคำที่มาที่ไปง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ซับซ้อน

ที่ขัดใจมากๆ คือ ฉากแอ๊กชั่นที่เหมือนจะดี แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีอะไร เป็นฉากต่อสู้ที่ขาดความตื่นเต้นเร้าใจ บัวผันฟันยับพอดูได้เพลินๆ ถ้าไม่คิดอะไรมาก มุขตลกไม่หยาบ เฮฮาแบบไทย และน่าจะโดนใจแฟนๆ แอน ทองประสม ที่ได้ดูการแสดงบนจอเงินแบบเต็มๆ อีกครั้ง  ในระดับ 5/10 คะแนน ที่ให้กับ แอน ทองประสมกับผองเพื่อน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โบนส์ แอนด์ ออล (Bones And All)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/692903

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โบนส์ แอนด์ ออล (Bones And All)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โบนส์ แอนด์ ออล (Bones And All)

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โบนส์ แอนด์ ออล (Bones And All) คือผลงาน ชิ้นล่าสุดของ ลูกา กัวดานีโน ผู้กำกับที่เคยทำหนังดังอย่าง Call Me by Your Name (2017) ดัดแปลงจากนิยายของ  Camille DeAngelis ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2016

การเดินทางของ เมเรน สาวน้อย “ผู้กินเนื้อมนุษย์” ที่ออกตามหาแม่ของตัวเองจนค่อยๆ เรียนรู้การกินเนื้อมนุษย์ค่อยๆ เรียนรู้โลกกว้างจนได้เพื่อนร่วมทางอย่าง ลี หนุ่มพั้งค์มาดเซอร์ ผู้กินเนื้อมนุษย์เหมือนๆ กัน ความรัก ความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

Bones And All คือหนังที่มีหลากหลายแนวอยู่ในเรื่องเดียวกัน เหมือนกินต้มจับฉ่าย ทั้งหนังรักโรแมนติก ดราม่าสยองขวัญ และโร้ด มูฟวี่ ที่ ลูกา กัวดานีโน ทำออกมาสนุก ไม่น่าเบื่อ โดยใช้ช่วงปี 1980 เป็นฉากหลังของเรื่อง

ในเรื่องรักก็ยังแฝงความสยอง ในฉากนองเลือดยังอบอวลด้วยความรัก พอถึงตอนดราม่าหนักก็ยังแทรกอารมณ์ขันและรอยยิ้ม ภายใต้แนวโร้ด มูฟวี่ ที่เราจะสนุกไปกับการตามคู่รักคนกินคนคู่ไป ไปตามรัฐตามเมืองต่างๆ ว่าจะเจอะเจออะไรบ้างความรักในเรื่องมีครบ ทั้งหนุ่มสาว พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน หรือแม้แต่รักร่วมเพศ

ในส่วนของฉากสยองขวัญถึงจะไม่มีภาพที่รุนแรง ดูน่ากลัวมากมายอะไรมากนัก แต่หนังก็สร้างบรรยากาศที่มาทั้งทางตรงและทางอ้อมแฝงไว้ตลอดเวลา ไม่น่ากลัว ไม่แหวะแต่ก็ชวนเสียวสันหลัง

ถือเป็นบทหนังที่ดี ภาพแสงสีที่มีชั้นเชิงแล้ว หนังใส่ดนตรีประกอบที่ฟังแล้วเข้ากันในแต่ละช่วงของตัวหนัง ที่ช่วยขยี้
ช่วยเพิ่มอารมณ์ทั้งในส่วนของดราม่า รัก สยองขวัญ และที่เน้นๆ คือ โทนดนตรีแบบโร้ด มูฟวี่

เทย์เลอร์ รัสเซลล์ เล่นดี เล่นเป็นธรรมชาติ ดราม่าก็ดี สยองขวัญก็ได้ ขณะเดียวกันก็อดสงสาร อดที่จะลุ้น อดเอาใจช่วยเธอหรือรอดูว่าเธอจะเจออะไร

ทิโมธี ชาลาเมต์ หล่อทุกอณู แม้ในเรื่องจะแต่งตัวลุคแนวโทรมๆ หรือฉากที่ต้องโหด ออร่าความหล่อก็ไม่หดหายโดนใจสาวๆ แน่นอน

ทิโมธี ชาลาเมต์ และ เทย์เลอร์ รัสเซลล์ จับคู่แสดงกันได้เคมีเข้ากันสุดๆ ถ่ายทอดความรู้สึก แรงปรารถนา ความหิวกระหาย ความเจ็บปวด และความสัมพันธ์แสนโรแมนติกได้อย่างครบถ้วน จนดูแล้วอดที่อยากตาม อยากดำดิ่งตามทั้งคู่

เมเรน กับ ลี เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งในตัวเองเป็นตัวละครที่ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ อยู่ตามลำพัง เปลี่ยวเหงา เมื่อมาเจอกันก็เหมือนกับมาเติมสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่ขาดให้แก่กันและกัน

โบนส์ แอนด์ ออล (Bones And All) อาจจะดูไม่สดใส รักแบบดิบเถื่อน อินดี้นิดๆ คนที่ชอบหนังแนว หนังแปลก หนังที่ฉีกจากที่มีๆ กันมา ดูไม่ยาก ไม่ต้องตีความอะไร น่าจะชอบ สนุกสนานๆ กับคู่รักนักกินเนื้อคนในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ค แพนเธอร์ : วาคานด้าจงเจริญ (Black Panther : Wakanda Forever)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/691516

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ค แพนเธอร์ : วาคานด้าจงเจริญ (Black Panther : Wakanda Forever)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ค แพนเธอร์ : วาคานด้าจงเจริญ (Black Panther : Wakanda Forever)

วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังจากรอมานาน มาร์เวล ก็ได้ฤกษ์ส่งภาคต่อของ แบล็คแพนเธอร์ ออกมาให้แฟนๆ ได้ดูกัน แม้ว่า…แชดวิก โบสแมนผู้สวมบท แบล็ค แพนเธอร์ จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปแล้วก็ตาม แบล็ค แพนเธอร์ : วาคานด้าจงเจริญ เป็นเรื่องที่ 30 และเป็นหนังเปิดตัวเฟส 4 ในจักรวาลหนังฮีโร่ของ มาร์เวล ในหนังให้ความรู้สึกว่าเป็นหนังที่อุทิศให้กับการจากไป แชดวิก ตั้งแต่ฉากพิธีงานศพตอนเปิดเรื่อง ตอนจบที่พาย้อนกลับไปนึกถึง แบล็คแพนเธอร์ และตลอดทั้งเรื่องมีการพูดถึง กษัตริย์ทีซัลลา ให้ความรู้สึกเหมือนเขายังคงอยู่กับเราทั้งเรื่อง

ตัวละครทุกๆ คน จากใน แบล็ค แพนเธอร์ ภาคที่แล้วกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา คนเดิมกลับมาหมด คาแร็กเตอร์เดิมๆเพิ่มเติมคือมีพัฒนาการ มีการเติบโตขึ้น ตัวละครใหม่ๆ ภาคนี้มีฝั่งมนุษย์ปลาสีฟ้า นักรบชาวโททาลาน ภายใต้การนำของคุคุคาน หรือ เนมอร์ ผู้เก่งกาจ หรือ รีรี วิลเลี่ยมส์ เด็กอัจฉริยะนักประดิษฐ์ที่มาพร้อมกับชุดเกราะบินได้ ไอรอนฮาร์ดในภาคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหนังยำ หนังจับฉ่าย หนังฮีโร่หลายๆ เรื่อง ทั้งฝั่งมาร์เวลและดีซี จะว่าไปแล้วพล็อตของ แบล็ค แพนเธอร์ ภาคนี้ชวนให้นึกถึงพล็อตของหนังกำลังภายในดีๆ นี่เอง คุณธรรมน้ำมิตรการแก้แค้น การล้างแค้น การให้อภัย

ตัวหนังชัดเจนในการพูดถึงเรื่องผิวสี ตัวละครผิวดำ คนขาวกลายเป็นตัวร้ายตัวที่เห็นแก่ตัว โดยเฉพาะคนอเมริกัน บรรยากาศของหนังมาร์เวลมาแบบจัดเต็ม ฮีโร่ที่ดูสว่าง ไม่ดาร์กเหมือนฮีโร่ ค่าย DC ตัวเรื่องแทบจะไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน ดูกันแบบง่ายๆ การแก้ปมต่างๆ ก็ไม่ดูยากเย็นอะไรมากนัก เทคนิคพิเศษ ซีจีต่างๆ ยังคงสวยงาม ดีงาม ถูกใจ งานสร้างภาพออกมาดูสมจริง ไร้ที่ติ และยิ่งเพิ่มอรรถรสในการชมให้มากขึ้นถ้าได้ดูในระบบ 3D สามมิติ ที่ต้องใส่แว่นดู ที่ทำให้หนังมีความคมชัดลึกมากขึ้น

เลทิเทีย ไรท์ ยังคงดูน่ารักกับบท ซูรี และดูทะมัดทะแมงเมื่อสวมหน้ากากเป็น แบล็ค แพนเธอร์ ด้าน ลูพีตา ญองอ รับบทวอร์ด็อกนาเคีย เทพธิดายาที่เหมือนไม่มีอะไรแต่กลับมีอะไรในช่วงท้ายแองเจลา บาสเซตต์ ดูดีสมกับบท ราชินีรามอนด้า ดาไน กูริรายังคงดูเท่กับบทขุนพลสาวขาลุยโอโคเย ที่มีมุขขำๆ แทรกมาเป็นระยะ

วินสตัน ดุ๊ก ในบท เอ็มบาคู ผู้นำทัพหนุมานจาบารี มาร์ตินฟรีแมน ในบท เอเวอเร็ตต์ รอสส์ เอฟบีไอ สหายเก่าของชาววาเคนด้านักแสดงใหม่ๆ ที่เข้ามาเสริมทัพ ที่เด่นๆ มี เตนอช เวร์ต้าดูเท่มีสง่ากับบท เนมอร์ กษัตริย์อาณาจักรใต้น้ำผู้เก่งกาจ ดอมินิกทอร์น รับบท รีรี วิลเลี่ยมส์ เด็กสาวอัจฉริยะที่มาพร้อมกับชุด ไอรอนฮาร์ด หนังจบอย่าเพิ่งลุกท้ายเอนเครดิตมีติ่งต่อท้ายอีก 1 ติ่ง ขยายปม บางปมของตัวละครในเรื่องที่ถูกปูเอาไว้ ไม่เคยไม่ชอบหนังค่ายมาร์เวล แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยสนุกจริงๆ เอาไปแค่ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรือคลั่งเกมล่าเดนมนุษย์ (Project Wolf Hunting)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/690132

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรือคลั่งเกมล่าเดนมนุษย์  (Project Wolf Hunting)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรือคลั่งเกมล่าเดนมนุษย์ (Project Wolf Hunting)

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ก่อนเข้าไปดู เฉยๆ คิดว่า น่าจะเป็น หนังเกาหลีที่แค่ขายความโหด แบบเดิมๆ ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี คำชมจากเทศกาลหนังต่างๆ หรือการติดเรท 20+ ในบ้านเรา น่าจะเป็นแค่คำโฆษณา หนังเท่านั้น แม้จะได้รับคำเตือน จากคนที่ดูมาก่อนแล้ว ก็ยังไม่เชื่อ แต่พอได้มาดูหนังจริง บอกเลยว่า..ลืมสิ่งที่คิดไปเลย แค่เปิดเรื่องมาแค่ 5 นาที เลือดท่วมจอ นำร่องรอจังหวะโหดแบบเต็มที่ สมกับคำชมจริง

เรือคลั่งเกมล่าเดนมนุษย์ (Project Wolf Hunting) หน้าหนังมาพล็อตเรื่องเดิมๆ ที่คุ้นกันเป็นอย่างดี การบุกชิงตัวนักโทษ ภายในสถานที่จำกัด ไร้ทางหนี การไล่ล่าคนดีกับคนเลว ตัวหนังมีความจัดเจน เน้นๆ ไปที่ความโหด ความรุนแรง เลือดท่วมจอ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวหนังมีมากกว่าที่คิด ชนิดที่เล่นเอา อึ้ง สนุกและลุ้นรอบทเฉลยคำตอบให้ตัวเรื่อง ฉีกไปจากหนังชิงตัวประกันธรรมดาทั่วไปรับรองว่า เดาเรื่องผิดกันหมด

คิมฮงซน ยังคงลายเซน การทำหนังโหดๆ รุนแรง เหมือนที่เคยสร้างชื่อมาจากใน The Chase (2017) และ Metamorphosis (2019) ซึ่งในเรื่องนี้ ทั้งเขียนบทและ
กำกับเองตัวหนัง ค่อยๆ เพิ่มความรุนแรง ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เน้นในส่วนของดราม่า หรือการผูกปมของตัวละครให้เสียเวลา

เสน่ห์ของหนัง อยู่ที่ ความรุนแรง ความโหดดิบ และเลือดที่ถูกดีไซน์ ออกได้ดี คิวบู๊ ฉากแอ๊กชั่น การต่อสู้ในทุกรูปแบบ มือเปล่า ตัวต่อตัว มาแบบรุมๆ เป็นกลุ่มเป็นทีม อาวุธหนักอาวุธเบา ของใกล้ตัว ปืนสั้นปืนยาวปืนกล ระเบิดหรือแม้แต่ ปาก/ฟัน ก็ยังเป็นอาวุธ

ภาพความสยดสยองของความยาว ตัว/หัว/แขน/ขาขาด กระจุยกระจายสมองเละ เลือดนองเต็มพื้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หนังยังแทรก อารมณ์ขัน มุขตลก เพื่อเบรก ความรุนแรงเป็นระยะๆ

นักแสดงชื่อดังที่คุ้นคุ้นตากันดี ยกขบวนมาร่วมแสดงกันคนละเล็กละน้อย แม้จะไม่ค่อยได้เล่นอะไรมากมาย แต่ก็ได้บรรเลงคิวบู๊กันแบบเต็มที่ ซออินกุก ในบท พัคจงดู อาชญากรวิกลจริต ที่เล่นจิตมากๆ บ้ามาก แค่สายตาแววตาก็หลอนแล้ว จางดงยุน รับบท อีโดอิล อาชญากรหมายแดงของอินเตอร์โพล ที่ดูมีแฝงเก่งแฝงในเสน่ห์มาดนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรในตัวเอง

ร่วมด้วย ซองดงอิล, ชเวกวีฮวา, พัคโฮซาน, จองโซมิน,โกจองซอก จางยองนัม และ จองโซมิน ที่ดูสวยน่ารักกับมาดเท่ในบท นักสืบสาวมือดี เรือคลั่งเกมล่าเดนมนุษย์ (Project Wolf Hunting) อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่ก็ตอบโจทย์ ของหนังโหดเลือดท่วมได้ดี และน่าจะเป็นที่คนที่ชอบหนังแนวนี้ จะจดจำไปอีกนานเลือดท่วมจอ โหดได้ใจไปเต็มๆ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/688820

โอ๊ยเล่าเรื่อง : OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในตอนแรกที่ได้เห็นตัวอย่างน่าจะเป็นแค่หนังรักวัยรุ่นทั่วๆ ไป ที่ออกมาในยุคนี้ แต่ด้วยความเป็นหนัง GDH เลยเป็นหนัง..บังคับดู OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ กลายเป็นหนังที่ผิดคาด เป็นหนังมีเสน่ห์ ชวนให้ชอบได้ไม่ยาก เป็นหนังรักโรแมนติกในรูปแบบหนัง “รอ”แมนติก “คอย”เมดี้

เมื่อกายโสด จูนมีแฟน จูนเลิก กายมีแฟน กายเลิก จูนมีแฟน จังหวะรักของคนสองคนที่ดูเหมือนพระเจ้าจะกลั่นแกล้งให้ผิดที่ผิดเวลาอยู่ตลอด กายพยายามตัดใจ แต่ก็ทำได้แค่มูฟออนเป็นวงกลมเสมอมาจนสุดท้ายเขาตัดสินใจว่า จะลองเดินหน้าสู้กับพระเจ้าดูสักตั้ง

OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ แบ่งหนังออกเป็น 2 ภาค คือช่วงเรียนมหา’ลัย พระเอกตามชอบนางเอก กับช่วงวัยทำงาน พระเอกยังไม่สามารถมูฟออน ตัดใจจากนางเอก โทนหนังจะต่างกันแบบชัดเจน รักในวัยเรียนกับรักในแบบคนทำงาน

OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ ชัดเจนในลายเซ็นความเป็นหนังของ GDH ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่อง บรรยากาศ ตัวละครนักแสดง งานด้านโปรดักชั่น สัมผัสได้ถึงความเป็นหนัง GDH ที่ได้ พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี มือทำหนังโฆษณา ทำ MV ดีๆ มาช่วยปรุงแต่งให้ตัวหนังมีความร่วมสมัย ตัวละครหลักๆ กับ แนวเรื่องชวนให้นึกถึงเพื่อนสนิท แต่เป็นเพื่อนสนิทในเวอร์ชั่นของโซเชียลมีเดีย ในยุคของคนรุ่นใหม่ หนังมีครบทุกรส

สกาย-วงศ์รวี นทีธร สวมบท สกาย ได้ดีในทุกๆ ช่วงเวลา ในทุกๆ โมเม้นท์ มีพัฒนาการตามวัย ส่วนจูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน เด่นเล่นได้น่ารักจนทำให้หลงรัก จูน ทั้งตัวหนังและตัวจริง ออร่าความน่ารักกระจาย เรียกได้ว่าเคมีของทั้ง สกาย กับ จูเน่ เข้ากันมากรับ-ส่งบทได้ดีจนทำให้กลายเป็นจุดเด่นของเรื่องหนังสร้างความสนุกตรึงคนดูให้อยู่กับหนัง พีช-พชรจิราธิวัฒน์ เล่นหนังดีวันดีคืน ยังหล่อมีเสน่ห์

OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ อาจจะไม่ใช่หนังดีที่สุด มีช่วงน่าเบื่อ เดาทางออก เดาเรื่องไม่ผิด แต่ด้วยเสน่ห์ของตัวหนัง ความน่ารักของนักแสดง ตัวละครที่โดนใจเลยสามารถกลบลบสิ่งที่ไม่ชอบในตัวหนังจนหมดรัก ชอบถูกใจในแบบหนังเพื่อนแอบชอบเพื่อนในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ก อดัม (Black Adam)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/687957

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ก อดัม (Black Adam)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แบล็ก อดัม (Black Adam)

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังจากที่สนุกไปกับเหล่าสมาชิกใน “ทีมจัสติซ ลีก”ทีมซูเปอร์ฮีโร่ที่มาเป็นกลุ่มหรือมาแบบเดี่ยวๆ หรือบรรดาตัวร้ายแอนตี้ฮีโร่มาพักใหญ่ DC ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวตัวละคร ฉบับ ซีเนมาติกยูนิเวอร์ส กลุ่มใหม่ จาก คอมมิกท์ มาขึ้นจอ ประเดิมด้วย แบล็ก อดัม ที่มาพร้อมกับทีมฮีโร่ จัสติซโซไซตี้

แบล็ก อดัม มีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับ ซาแซม (แอนตี้ฮีโร่ ที่มีหนังเดี่ยวมาแล้ว 1 ตอน รอภาคต่อไปเร็วๆ นี้)ซาแซม มาพร้อมชุดสีแดงสง่า แต่ แบล็ก อดัม มาพร้อมกับชุดดำ คาห์นดัก โดยกลุ่มจัสติซโซโซตี้เหล่าฮีโร่ยุคใหม่ที่พร้อมที่จะจัดการกับสิ่งที่สร้างความวุ่นวายให้กับโลก

Black Adam เป็นหนัง DC ที่ฉีกไปจากหนังฮีโร่ DC ในยุคหลังที่มักจะเต็มไปด้วยความดาร์ก ความรุนแรง หม่นๆ ทึบๆมืดๆ หรือหนังแอนตี้ฮีโร่ของ DC ที่เต็มไปด้วยความเพี้ยนตลกร้ายหรือความรุนแรง แต่กับงานชิ้นนี้แทบจะตรงกันข้ามBlack Adam เป็นแอนตี้ฮีโร่ ที่แม้ตัวละครอาจจะมีปมในใจมีด้านมืด แต่หนังไม่ได้เน้นความดาร์ก กลับออกมาในทางสว่างไสวสะใจกับการต่อสู้ของ อดัม กับเหล่าสมาชิกจัสติซโซไซตี้ ทีมฮีโร่พิทักษ์โลก ที่มีพลังต่างกันออกไป หรือ การต่อสู้กับ จอมมารซัคบา ก็ดูดีไม่แพ้กัน ทีมจัสติซโซไซตี้ มาตามสูตรมากันครบทีม

ดเวนย์ “เดอะร็อค” จอห์นสัน ดูเหมาะกับบท เท็ธ อดัมหรือ แบล็ค อดัม ดูมีเสน่ห์น่ารัก ทั้งในตอนร้าย ตอนโมโห หรือตอนเป็นคนดี ดูเป็นฮีโร่ที่ถอดออกมาจากการ์ตูนจริงๆ

อัลดิส ฮอดจ์ รับบท ฮอว์คแมน โนอาห์ เซนทินีโอในบท อะตอม สแมชเชอร์ ควินเทสซ่า สวินเดล เป็น ไซโคลน และที่เด่นมากๆ คือ เพียร์ซ บรอสแนน ในบท ดร.เฟทซาราห์ ชาฮี  รับบท อาเดรียนนา สาวขาลุย ต้นเรื่องความวุ่นวาย โบดฮี ซาบอนกุย รับบท อามอน ลูกชายจอมเฮี้ยวของนาง มาร์วาน เคนซารี รับบท อิชมาเอล คู่หูของนางนอกจากฉากแอ๊กชั่นมันส์ๆ ซีจีดีๆ แล้ว หนังยังใส่เพลงประกอบไพเราะๆ เข้ากับเรื่องอีกด้วย รวมทั้งยังมีการนำมาเอาฮีโร่ ในทีมจัสติซลีกมาล้อเลียน มาพูดถึงในหลายช่วงของหนัง อีกด้วย

Black Adam คือสูตรผสมที่ลงตัวของหนังดาร์กๆในแบบของ DC กับหนังซูเปอร์ฮีโร่ในแนวตลาดที่คุ้นๆ กันดีท้ายเอ็นเครดิตมีติ่งทิ้งท้ายที่บอกได้เลยว่าถ้าเป็นแฟนหนังฝั่ง DC เห็นแล้ว ต้องกรี๊ดสลบ และถ้าจะให้ดีดูจอใหญ่ยักษ์แบบ IMAX ช่วยเพิ่มความสนุกได้มากทีเดียว Black Adamอาจจะไม่ใช่ หนังค่าย DC ที่ดีที่สุด น่าจดจำที่สุด แต่ก็เป็นหนังที่ดูได้แบบเพลินๆ ดูแบบสบายเน้นเอามันเข้าว่า เต็มอิ่มกับชุดฮีโร่กับแบบเน้นๆ ชัดๆ ใครจะชอบไม่ชอบไม่รู้ แต่ส่วนตัวชอบ เพราะความมันส์ล้วนๆ เอาไปเลย 9.5/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bad Guys ล่าล้างเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/686530

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bad Guys ล่าล้างเมือง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bad Guys ล่าล้างเมือง

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Bad Guys ล่าล้างเมือง ซีรี่ส์เรื่องล่าสุดที่ทาง TRUE CJ Creations ทุ่มทุนนำเอา Bad Guys (2014) ซีรี่ส์ดังของเกาหลีมาดัดแปลง พร้อมทั้งออกอากาศทาง TureID ทรูวิชั่น และทาง Netflixต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ดัดแปลงทำ Bad Guys ล่าล้างเมือง จากเกาหลีมาเป็นแบบไทยได้เนียนๆ ลงตัว มีความเป็นไทยแต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นเกาหลี บางช่วงบางตอนอาจจะดูไม่ใช่ไทยอยู่บ้าง แต่การดูเพื่อความสนุกก็พอจะมองข้ามกัน

Bad Guys ล่าล้างเมือง เล่าเรื่องสนุกชวนให้ติดตาม เดินเรื่องไว ตัวละครหลักๆ ทุกตัวมีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ ต้องชมฉากแอ๊กชั่นที่ถูกดีไซน์ออกมาได้ดี ทั้งลีลาท่าทาง ภาพ แสง เสียง มีการต่อสู้ทั้งแบบตัวต่อตัว เป็นกลุ่ม มีทั้งที่รุนแรงมากและน้อย 

เอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย คืนจอมารับบทเด่นบทนำ ในบทสารวัตรพิทักษ์ ในลุคที่ดูดิบๆ เถื่อนๆ ที่มีทั้งความรุนแรงความอ่อนโยน 

ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล หล่อเท่กับบท เรส ที่เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆแต่ออร่าภายในเปล่งออกมาผ่านทางสายตาชวนให้ค้นหา 

ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ ในบท สกาย ในลุคจิตๆ หน้านิ่งๆ ชวนให้นึกถึงตัวละครจิตๆ ในการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น สีหน้าท่าทางแววตาทำให้เชื่อทันทีว่าจิตไม่ปกติ 

หยวน-กวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร ลื่นไหลไปกับบท ยักษ์ ที่เด่นมากๆ เป็นตัวสร้างสีสัน ขโมยซีน เรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ผ่อนคลายความเครียด 

นิ้ง-ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สวยเท่ในบท ผู้กองอริส สาวขาลุยหัวหน้าทีมหมาบ้า เล่นได้ทั้งดราม่า/แอ๊กชั่น เข้ากับบรรดาทีมขาลุยผู้ชายได้ดี

หมู-สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ดูดีกับบทของ ผบ.นำชัย ผู้ดูเหมือนมีอะไรข้างในตลอดเวลา 

ธันน์ ธนากร ในบท อัยการเผด็จ ที่ดูเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ 

กอล์ฟ-อคร อมาตยกุล มารับบท อิน นักฆ่าผู้เหี้ยมโหดที่ดูดุดัน

ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย ในบท เหม เจ้าพ่อลูกพี่ของ ยักษ์

ไกรลาส เกรียงไกร ในบท กงล้อ ผู้มีบุญคุณกับ เรส

ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ ในบท เกด ผู้สูญเสียสามี เหยื่อที่ เรสรู้สึกผิดจนต้องตามชดใช้ 

มีน-สรัลธร คล้ายอุดม สวยมีเสน่ห์ในบท แจน คนรักของ สกาย 

และที่ขโมยซีนสุดๆ คือ ณัชชา-ชวัลรัตน์ เจนจิตรานนท์ ในบทนิ้ง ลูกสาวสารวัตรพิทักษ์ น้องน่ารักสดใสมากๆ จนรู้สึกเศร้าตามเมื่อเธอตกเป็นเหยื่อ

ต้องชมการคัดเลือกนักแสดงสมทบและคัดตัวแสดงได้ดี เล่นเป็นธรรมชาติ ทั้งตัวละครดราม่า นักแสดงบทบู๊ เลยยิ่งเพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องได้มากทีเดียว ความสนุกของ  Bad Guys ล่าล้างเมือง ชวนให้นึกถึง Voice สัมผัสเสียงมรณะ อีกเรื่องที่ทาง TureID เคยนำเรื่องเกาหลีมาดัดแปลง ผลงานการกำกับของ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม นำแสดงโดย แอนดริว เกร็กสัน กับ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ที่มีอะไรหลายๆ อย่าง ที่คล้ายๆ กัน ความสนุก ความเข้มข้น ความรุนแรงจนบางช่วงบางตอนยังนึกถ้าจับทั้งสองทีม สองเรื่องมารวมกัน น่าจะสนุก Bad Guys ล่าล้างเมือง คือ อีกหนึ่งซีรี่ส์แอ๊กชั่นฝีมือคนไทยที่ดูสนุกชวนติดตามทั้ง 12 EP มีครบรสของความเป็นแอ๊กชั่น สืบสวนหาฆาตกรต่อเนื่อง ดูจบทำให้อยากไปหาต้นฉบับเกาหลีดู และอยากให้มีซีซั่น 2 ตามออกมาสนุกโดนใจ มันส์ในระดับ 9/10 ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/685065

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred)

วันเสาร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนังไทยเรื่องล่าสุดของ “เนรมิตรหนังฟิล์ม” ที่พยายามเปิดโลก หนังสัตว์ประหลาดให้กับหนังไทย

“ไลโอ โคตรแย้ยักษ์” หนังสัตว์ประหลาดเรื่องแรกดูดีในแง่ตัวแย้ยักษ์ แต่ล้มเหลว ทั้งความสนุกของตัวหนัง คนดูและรายได้ (โดยเฉพาะคนไทย)“คืนหมีฆ่า” การฉีกแนวหนังการพยายามเปิดตลาดหนังฆาตกรรมที่ทำออกมาได้แย่ ไม่สนุก

๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred) คือความหวังใหม่ ความพยายามอีกครั้งของค่ายนี้ (และยังมี จักรวาลหนังสัตว์ประหลาด รออยู่อีกเรื่องหนึ่งคือ แสงกระสือ 2) ซึ่งมีความน่าสนใจ ชวนดูตั้งแต่เห็นทีเซอร์

๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred) ชัดเจนในความเป็นสัตว์ประหลาด หนังสยองขวัญชวนขนหัวลุกที่ทำออกมาได้ไม่เลว ที่ชวนให้นึกถึงหนังฝรั่งคลาสสิกอย่าง T ไอ้ตัวเขมือบโลก (The Thing) หรือบรรดาหนังสัตว์ประหลาดเอเลี่ยนสิงร่างถล่มเมืองในยุคหลังๆ

เพื่อน-ภาคภูมิ วงษ์จินดา ยังคงแม่นยำในการทำหนังหลอนๆ ดูน่ากลัว และส่วนดราม่า โดยมี ชาลิต ไกรเลิศมงคล มาช่วยกำกับในเรื่องของ CG เทคนิคต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างตัวตะขาบให้ออกมามีชีวิตชีวา

สองผู้กำกับคุมโทนหนังได้ดี ความมืดมิด โทนหนังมืดๆ หม่นๆ บรรยากาศชวนหลอนๆ ยามค่ำคืนภายใต้โรงแรมที่ดูเก่าๆ ที่พักแล้วนชวนให้ขนหัวลุก (อาจจะเจอผีหลอกเอาง่ายๆ) การใช้ภาพ เสียง ดนตรีประกอบ มาช่วยขยี้เพิ่มความน่ากลัว มีการคุมโทนหนังให้ไปในทิศทางของหนังเขย่าขวัญปนดราม่า ไม่มีการใส่มุขตลก เข้ามาทำให้หนังเป๋ออก นอกจากมีแค่นิดๆ หน่อยๆกับภาพตอนไลฟ์สดเท่านั้น

และที่ขาดไม่ได้ของหนังแนวนี้ การใส่ส่วนดราม่า ตัวละครหลักมีปม เพื่อรอการคลี่คลายปมเมื่อเผชิญอันตราย

ตัวหนังดูสนุกในระดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะงบจำกัดหรือหมดไปกับการทำเทคนิคพิเศษ เลยรู้สึกว่าฉากกองทัพตะขาบบุก มันยังดูไม่น่าสะพรึงเท่าไหร่นัก มันไม่ขยายเป็นวงกว้าง มันดูเน้นๆ ไปแค่ตัวเอก และตัวละครสมทบรอบๆ ตัวละครหลักเท่านั้น

ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล พาความหล่อ มาดเข้มๆ มารับบท ลีโอ หนุ่มหัวร้อน ที่จับพลัดจับพรู ต้องมาเป็นผู้นำในการต่อสู้ทัพสัตว์ร้ายร้อยขา

นิ้ง-ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ ตามดูมาจาก เคว้ง กับ Bad Guys ล่าล้างเมือง เล่นหนังดีวันดีคืน สวยน่ารักทะมัดทะแมง บทเด่น ใช่โชว์พลังทั้งดราม่า ฉากแอ๊กชั่น ที่ดูจริงจังไปหมด

อันดา-กุลฑีรา ยอดช่าง อดีตเด็กน้อยน่ารักจาก พรพรหมอลเวง เมื่อ 10 กว่าปีก่อน โตเป็นสาว น่ารัก แถมเล่นได้ดีในบท ลีน่า เด็กสาวผู้พยายามเป็นกาวใจให้กับพ่อและพี่ชาย

เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี ก็ดูดี ในบท ฟิวส์ พี่ชายที่คอยปกป้อง เฟม น้องสาว

เดวิด อัศวนนท์ ในบท วิท เจ้าของโรงแรม ที่เล่นตามสไตล์ เล่นแรงๆ ย้ำคาแร็กเตอร์ตัวร้ายแบบโอเวอร์แอ๊กติ้ง ปลาย-ปรเมษฐ์ น้อยอ่ำ ในบท พ่อที่พยายามสานความสัมพันธ์กับลูกชายก็ออกมานิ่งๆ เรื่อยๆ แต่กำบังดี

สองสาว ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ กับ วรรณปิยะ ออมสินนพกุลพาความสวยมาเพิ่มความสดใส ลดความสยอง ในบทสองสาวพนักงานโรงแรม

แน็ก-ชาลี ปอทเจส มาแจมในบทกูรูตะขาบมาดเซอร์ๆ เสริมความสนุกได้มากทีเดียว วอ-จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร รับบท รัฐมนตรี ที่แอบพาสาวมาใช้บริการในโรงแรม

๑๐๐ ร้อยขา (The One Hundred) อาจจะสนุกแต่ไม่สุด แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ เพลินไปกับกองทัพตะขาบ ที่เปิดโลกของหนังสัตว์ประหลาดแบบไทยๆ ได้ไม่เลวและถ้าเทียบกันแล้วยังดูสนุกดูดีกว่า ไลโอโคตรแย้ยักษ์หรือ บึงกาฬ หนังสัตว์ประหลาดค่ายอื่นที่ออกมาในช่วงไล่เลี่ยกัน หรือคืนหมีฆ่า หนังสยองขวัญค่ายเดียวกัน

ตะขาบร้ายๆ ดูยั้วเยี้ยๆ สนุกโดนใจในระดับ 6/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฆาตกรรมรักหลังเขา (Decision to Leave)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/682017

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฆาตกรรมรักหลังเขา  (Decision to Leave)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฆาตกรรมรักหลังเขา (Decision to Leave)

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ยิ่งตกหลุมรัก ยิ่งตกหลุมพราง” ฆาตกรรมรักหลังเขา (Decision to Leave) คือหนังรักดราม่าในแนวพิศวาสฆาตกรรมผลงานเรื่องล่าสุดของ พัคชานอุค ผู้กำกับมือรางวัลที่ล่าสุดเรื่องนี้ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนหนังเกาหลีไปชิงรางวัล “ออสการ์”สาขาหนังประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2022 ที่กำลังจะถึงนี้พัคชานอุค ทำ ฆาตกรรมรัก หลังเขา (Decision to Leave) ชัดเจนในความเป็นพิศวาสฆาตกรรม พลอตเดิมๆ สูตรสำเร็จของหนังแนวนี้ เกิดคดีฆาตกรรม คนทำคดีเกิดตกหลุมรักกับผู้ต้องสงสัยหนังเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยาย ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวละคร ค่อยผูกพัน เพิ่มความสัมพันธ์ไปพร้อมๆกับตัวละครในเรื่อง โดยใช้งานด้านโปรดักชั่นที่สวยงาม ภาษาหนัง มาทำให้หนังดูสนุก ไม่น่าเบื่อ ชวนติดตาม

หนังใช้งานด้านภาพที่มาในโทนของหนังฟิล์มนัวร์ ชวนให้นึกถึงการฆาตกรรมสลับกับการใช้ภาพที่ให้ตัวละครเข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ในความนึกคิดของตัวเอง ช่วยเพิ่มความรู้สึกว่าหนังไม่หยุดนิ่ง ทำให้หนังไม่น่าเบื่อ บางช่วงก็ใช้ภาพเล่าเรื่องและฉากธรรมชาติต่างๆ หุบเขา ท้องทะเล ออกมาสวยงามช่วยขยี้อารมณ์ในช่วงนั้นๆ ของเรื่องตัวหนังมีครบรส สนุกไปกับการคลี่คลายคดี หาตัวฆาตกร ค่อยๆ ดูความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ และที่ขาดไม่ได้ของหนังแนวนี้ คือ ฉากเลิฟซีน ที่รอดูเลย (แต่จะมีมากน้อยแค่ไหน ต้องไปรอลุ้นกันเองในโรง) หนังอาจจะพอเดาทาง เดาเรื่องได้ไม่ยาก แต่หนังก็สามารถล่อหลอก ปั่นจนหลงทางได้ในบางฉาก พร้อมที่จะสนุกได้กับในทุกส่วนของหนัง เพลินไปกับการแสดงของดารา สนุกไปกับการใช้ความคิด การล่อหลอก ฉากแอ๊กชั่นการฆาตกรรม หรือแม้แต่มุขตลก มุขที่เรียกรอยยิ้ม ที่มากำลังดีไม่นอกเรื่อง แต่ช่วยเบรกความเครียดให้กับตัวเรื่อง หนังใช้ตัวละครไม่เปลืองมาเฉพาะเท่าที่หนังแนวนี้ควรจะมี เพื่อไม่ให้บทกระจาย

ถังเหว่ย มาพร้อมกับความสวย มีเสน่ห์ในทุกๆ ฉากที่ออกมาได้ว่าจะเจอะเจออะไร อยู่ในสภาพไหน ยังแฝงไว้ซึ่งความสวยชวนหลงใหล พร้อมที่จะตกหลุมรักเธอในทันที ในขณะเดียวกันก็เปล่งออร่าของความเจ้าเล่ห์ ทันคน ฉลาด มีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นผู้หญิงที่ไม่ธรรมดา ทำให้ตัวละครอย่าง ซอแรมีทั้งเสน่ห์ชวนหลงใหล ความน่ากลัวชวนค้นหา เป็นได้ทั้งฆาตกรหรือผู้ต้องสงสัย พัคแฮอิล ดูดีกับบทนักสืบฝีมือเยี่ยมที่มีปมปัญหามีปมในใจ ไม่น่าแปลกใจที่ แฮจุน จะมีปัญหาบ้างาน เป็นโรคนอนไม่หลับ ตัวเองทำงานในปูซานเมืองใหญ่ แต่เมียทำงานเมืองชายทะเลจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อมาเจอสาวสวยที่เข้าอกเข้าใจ มีปมที่คล้ายๆ กันชอบอะไรเหมือนๆ กัน จึงตกหลุมรักเอาง่ายๆ

นอกจากนักแสดง ตัวเรื่อง บท ภาพแล้ว ดนตรีประกอบและเพลงที่ใส่มาในหนังเข้ามาเพิ่มอรรถรสในการชม ทำให้ภาพของหนังพิสวาสฆาตกรรม เรื่องรัก มีความชัดเจนมากขึ้นฆาตกรรมรัก หลังเขา (Decision to Leave) ก็เป็นหนังเกาหลีที่ดูสนุก ดูเพลินๆ จนความยาว 139 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพลินๆ สบายๆ ในระดับ 8/10 คะแนนครับ