โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/581255

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021)

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

..ถ้าพลาดแท็กซี่สักหนึ่งคัน นายอาจจะรอคันอื่นได้แต่ถ้าทำใครสักคนหลุดมือ..

รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) (2021) หนังรักจาก “แดนกิมจิ” ผลงานเรื่องล่าสุดที่ Netfix ภูมิใจนำเสนอ หนังเกาหลีที่ภายนอกอาจจะดูธรรมดา แต่บอกเลยว่าดูแล้วชอบมากๆรักมากๆ หนังแบ่งออกเป็น 3 องค์ เรียกแต่ละตอนว่า รองเท้าคู่ที่ 1รองเท้าคู่ที่ 2 และ รองเท้าสองคู่ แทนรองเท้าที่ “ดาอึน” ให้กับ “ฮยอก” ความสัมพันธ์ในแต่ละช่วง 

Sweet & Sour เล่าเรื่องสบายๆ ง่ายๆ ดูเพลินๆ ไปเรื่อยๆชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงการกระทำของตัวละคร เน้นๆ ไปที่ตัวละครหลักๆ แค่สาม-สี่คน พล็อตเรื่องน่าจะเป็นหนังรักสามเส้าธรรมดาๆ เดาเรื่องได้ แต่..หนังกลับมาหักมุมในช่วงท้าย ทำได้ดี มีลูกเล่น สรุปทุกสิ่งที่ดูกันมา ชนิดที่ว่าต้องอ้าปากค้าง บท/การนำเสนอ มีลูกเล่นดีมากๆ ทุกอย่างถูกพูดถึงมาตลอดเรื่อง เพียงแต่ว่าเรานึกไม่ถึงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และเพราะตอนนี้จบนี่เอง ได้ใจไปเต็มๆ รักหวานอมเปรี้ยว (Sweet & Sour) สร้างมาจากนิยายขายดี イニシエーション・ラブ (2007) ของ อินูอิ คิรุมิ แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ แรกรัก (2019)และเคยสร้างเป็นหนังญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของความรัก (Initiation Love) (2015)

และเพราะสนุกชื่นชอบไปกับ Sweet & Sour เลยต้องรีบหาจุดเริ่มต้นของความรัก (Initiation Love) (2015) ที่หลายคนบอกว่าดีเยี่ยม สนุกไม่แพ้กัน..เหมือนมีใครบางคนเปลี่ยนเทปคาสเซ็ตต์จากหน้าเอไปเป็นหน้าบี..

จุดเริ่มต้นของความรัก 

(Initiation Love) (2015) (เกาหลี ควบ ญี่ปุ่น)

Initiation Love (2015) เล่าเรื่อง เดินเรื่องหลักๆ เรียงร้อยเรื่องเหมือนกันกับ Sweet & Sour จะต่างด้วยรายละเอียดปลีกย่อย อาชีพ ตัวละครสมทบ ตัวเสริม หนังแบ่งเป็นสามองค์ในชื่อ SidaA SideB กลับหน้าเทปไป-มาบรรยากาศโทนหนังของ Initiation Love ดูสดใส สว่างไสว ไม่เศร้าหมอง มีเพลงเพราะๆในยุค 80 แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ เพิ่มความฟิน อินไปกับตัวหนังเพิ่มมากขึ้นส่วน Sweet & Sour อารมณ์ ออกมาในแบบเหงาๆ มืดๆ ทึมๆ ดูอึดอัดไปกับสังคมเมือง ภาพตึกสูงยามค่ำคืนสภาพการจราจรที่ติดขัด ชัดเจนมากๆ

แต่สิ่งที่ Initiation Love เยี่ยมกว่าและดูดีกว่า การพาคนดูย้อนกลับไปสู่ยุค 80 เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปี 1988 เพลงเพราะๆ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย การทำผมมาแบบจัดเต็ม จุดหักเห ความสัมพันธ์  อารมณ์ต่างกันเล็กน้อย

Initiation Love  รักแท้แพ้ระยะทางกับความใกล้ชิด ส่วน Sweet & Sour รักแท้แพ้รถติด (ถ้าเป็นกรุงเทพฯ บ้านเราก็ประมาณ ขับรถจากจังหวัดชานๆ เมือง นครปฐม พระนครศรีอยุธยาชลบุรี เข้ามาทำงานแบบไป-กลับกรุงเทพฯ)

ความดีงามแบบสุดๆ คือ บทสรุปหักมุมช่วงท้ายเรื่องดูแล้วห้ามสปอย จบเหมือนกับของญี่ปุ่น ทิ้งให้คิดว่าจะเกิดอะไรต่อแต่เกาหลีสะใจ Initiation Love/8 คะแนนส่วน Sweet & Sour/8 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/579579

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โกงพลิกเกม (Game Changer)

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับหนังผีมาหลายเรื่อง “ไฟว์สตาร์” ก็ฉีกแนวหันมาทำหนังแอ๊กชั่นรุนแรงนำแร็พเปอร์ชื่อดังมาร่วมแสดง โกงพลิกเกม (Game Changer)เป็นผลงานของ ทิวา เมยไธสง ผู้กำกับที่ผ่านงานกำกับมาแล้วหลายเรื่องและยังทำงานด้านกำกับภาพให้กับผู้กำกับหลายคน

โกงพลิกเกม (Game Changer) เล่าเรื่องของ 4 หนุ่มเพื่อนซี้เป็นเส้นเรื่องหลัก นิสัยใจคอบุคลิกต่างกัน มีที่มาที่ไป เหตุผลในการโกงต่างกันออกไป ทั้งอยากรวย ดูแลครอบครัวทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือทำเพื่อความรัก เดินเรื่องผ่านเข้าไปสู่การชิงอำนาจ การแย่งกันเป็นใหญ่ของบรรดาแก๊งต่างๆ ในพัทยาที่แต่ละแก๊งต่างไม่ธรรมดา ทั้งเจ้านายและลูกสมุน

บรรยากาศความเป็นหนังมาเฟีย แก๊งสเตอร์ หักหลัง เน้นๆ ความรุนแรงเถื่อนดิบเชือดเฉือน แอ๊กชั่นหนักๆ ที่ชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงยุค’90 หรือหนังไทยในยุคที่หนังแผ่นเฟื่องฟู
ที่เน้นพล็อตความรุนแรง นำเอาคนดังๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นดาราเบอร์หนึ่งมาร่วมแสดง

ทิวา เมยไธสง กลับมาอีกครั้งนั่งเก้าอี้ผู้กำกับที่เปลี่ยนแนวผลงานเดิมๆ ออกมาในแนวหนังผีหรือหนังรัก มาเป็นหนังแอ๊กชั่น ซึ่งจริงๆ แล้ว หนังแนวนี้ ทิวา ก็เคยผ่านงานด้านกำกับภาพมาแล้วหลายเรื่อง ใน โกงพลิกเกม (Game Changer)ทิวา เลยใส่มุมกล้องเก๋แปลกสวยเท่เข้ามาแบบจัดเต็มจนดูโดดเด่น เด้งออกมาช่วยเสริมให้ทั้งหนังและนักแสดง ในขณะเดียวกันก็ชดเชยในส่วนของความเชย หรือบทหนังที่ยังดูไม่ค่อยดีนัก

โต้ง-พิทวัส  พฤกษกิจ หรือ โต้ง Twopee ในบท ตี๋ ดูมีความเป็นพระเอก ดูเป็นผู้นำมากกว่าคนอื่น แถมยังมีเรื่องความรักยิ่งเพิ่มพลัง เพิ่มความเด่น แซงหน้าคนอื่น

ทอม-อิศรา กิจนิตย์ชีว์, ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิและ ซิม คิวเท สามเพื่อนซี้ เล่นกันแบบเข้าขา ทำให้เชื่อว่าทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนซี้กันจริงๆ เล่นในแบบเยอะๆ โอเวอร์ๆ แต่เหมาะกับความเป็นแร็ปเปอร์ ไม่น่าเกลียดอะไร

พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร มาพร้อมกับความน่ารักสดใสในแนวแร็พ ในบท จอย หวานใจ ตี๋ ดูแนวในกลุ่มเด็กๆ ของเด็กรุ่นใหม่ มาช่วยทำให้หนังผ่อนคลาย ลดความรุนแรงลง ภาพที่ออกมาต่างจากใน สุขสันต์วันโสด โดยสิ้นเชิงหลงรักเธอเพิ่มขึ้นและเป็นส่วนที่ชอบมากที่สุดสำหรับโกงพลิกเกม

เดย์ ไทเทเนียม ใช่เลยกับบท จอห์นนี่ ขาใหญ่ ที่มีความโหดเหี้ยมเน้นๆ ความรุนแรง บ้าอำนาจ พลังตัวร้ายมาแบบเต็มๆ

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม มาน้อยต่อยหนักในลุคดิบสุดๆการันตีความแรง ทั้งออร่าและพลังในการแสดง ข่ม และส่งทุกคนที่ร่วมแสดงเหมือนเข้ามาดันให้นักแสดงคนอื่นๆ

โกงพลิกเกม (Game Changer) หนังแอ๊กชั่นแนวๆที่ดูสนุกเพลินๆ ดูเรื่อยๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรฉีกแนวมีความเชยนิดๆ แต่ตัวหนังโดยรวมก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

น่าสงสาร หนังโดนพิษโควิดรอบสาม ทำให้ต้องเลื่อนโปรแกรมฉายออกไปไม่มีกำหนด

โกงแบบแนวๆ สนุกในระดับ 6/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/577890

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี

วันเสาร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.00 น.

“คุณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายไหม?”

“พลังงานผี=ความห่วง+ความแค้น”

Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี กลายเป็นหนังที่สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งให้กับ GDH เป็นหนังเรื่องแรกที่ร่วมทุนสร้างกับ Netfix ออกฉายในรูปแบบ สตรีมมิ่ง แทนที่จะเข้าโรงฉาย

Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี กลายเป็นที่จับตา ของคนดูกระแสแรงมาก ยอดคนดูในวันแรกๆ มาแบบถล่มทลาย สวนทางกับกระแสวิจารณ์ ที่ออกมาแบบไม่ค่อยดีนักทั้งที่ตัวหนังไม่ได้แย่แต่คนดูอาจจะรอคอยคาดหวังกับหนังมากเกินไป “ผี มีหลายประเภท เป็นรูป เป็นร่าง เป็นพลังงาน แต่ไม่เคยมีกล้องใด จับภาพ ผี ได้เลย”

หมอกล้า-อาจอง ศัลยแพทย์หนุ่มไฟแรง ฝีมือดี อนาคตไกลทั้งการงาน และความรักกับ “ใหม่” ลูกสาวเจ้าของคนโดฯสาวสวย เขามีความเชื่อเรื่องผี หลังจากเคยเห็นวิญญาณพ่อกลับมาหาเขา “หมอวี-ชีวี” เพื่อนรักหมอหนุ่มนิสัยดีที่ทุ่มเทให้กับ การดูแลแม่ที่ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียง หมอวี เป็นคนที่ไม่เชื่อ..เรื่องผีๆไม่มีจริง จนวันหนึ่งสองหมอหนุ่มได้เจอผีแบบจังๆ ทำให้ หมอกล้าตัดสินใจดึง หมอวี เข้ามาสู่การทดลองในการทำให้ผีปรากฏตัวออกมาให้เห็นโลกวิญญาณในแบบบ้านๆ กับด้านวิทยาศาสตร์ถูกนำมาจับมาผสมกันเป็นเส้นเรื่องหลักของ Ghost Lab 

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เป็น หมอวี ในลุคสไตล์พระเอกเกาหลี/ญี่ปุ่น ใส่เสื้อกราวน์แล้วดูเป็นหมอ เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาจากบทเดิมๆ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเป็น ยังไม่โต กำลังเรียนรู้ในด้านสว่าง ช่วงแรกมีความน่ารัก พอเข้าสู่ด้านมืด ก็ดูแรงเอาเรื่อง เล่นดี แบกเรื่องเอาไว้ได้ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต เล่นดีเข้าขารับบทกับ ต่อ-ธนภพ ได้ดี ดูเป็น ผู้นำ บ้าๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ เป็นหมอกล้า ที่ดู ใสๆ น่ารักๆ หล่อ (คนละแบบกับต่อ)ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิช สวยใสเสมอ เป็นสว่างสดใส เพียงหนึ่งเดียวของตัวหนัง บทอาจจะน้อยไปนิด แต่ก็อีกหนึ่งละครสำคัญที่มีผลกับตัวเรื่องและตัวเธอก็ทำได้ดี

กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา กับงาน Ghost Lab ยังคงได้มาตรฐาน งานเก่าๆ ที่ผ่านๆ มา เป็นงานที่จับต้องได้ ดูสนุกแชะน่ากลัว ผสมๆ กับดราม่าแรงๆ เพียงแต่ในส่วนของความเป็นหนังผี มันยังรู้สึกไปไม่ถึง ไปไม่สุด มันยังดูไม่กลมกล่อม ลงตัวมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถ เพิ่มหรือขยี้ ใส่บางอย่างเพิ่มเข้ามาอีกนิด กับ ในส่วนของ ผีจากการทดลองที่น้อยไปนิด หรือ ผีที่กลับมาที่ออกไปในทางโชว์ซีจี ผีโหด มากกว่าจะเน้น ความน่ากลัวแบบผีๆ 

และพอมาเป็นหนังสตรีมมิ่งลง Netfix เลยทำให้รู้สึกสโคป ของหนังถูกลงจากจอใหญ่ลงสู่จอเล็กๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกลดขนาดลง ไม่ว่าตัวละครที่เหลือน้อยนิด เรื่องที่บางเบา ดูอ่อนแรงไคลแมกซ์ ผีหลอก เลยมาแบบน้อยนิด เล็กๆ น้อยๆ ถ้าไม่ปะยี่ห้อ GDHกับโปรดักชั่น การโปรโมท เป็นหนังจอใหญ่ หรือทำ GhostLab ออกมาเป็นซีรี่ส์หรือหนังที่ฉายจอเล็กตั้งแต่แรก ก็อาจจะดูออกมาอินไปกว่านี้ เหมือนอย่างที่เคยสร้างความน่ากลัวมาแล้วใน เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน มาแล้วความรู้สึกนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดกับ Ghost Lab แต่เป็นมาตลอด ในหลายๆ เรื่อง ที่ออกทางNetfix สนุกเพลิดเพลิน ดูได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปลื้มมากนักไม่โดนใจ แต่ก็ไม่เลวร้ายอะไร ไม่ได้ตั้งความหวัง ไม่ได้รอคอยแค่ติดภาพ GDH เล็กๆ 7/10 กะโหลกครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/576272

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Move to Heaven

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หากคนคนนั้นยังอยู่ในความทรงจำ เขาก็จะไม่ตายไปจากเรา”

หลังจากที่ดู ปักหมุดรักฉุกเฉิน (Crash Landing On You) ซีรี่ส์เกาหลีไปเมื่อช่วงโควิดระลอกแรกก็ไม่ได้ดูซีรี่ส์เกาหลีอีกเลยจนกระทั่งเห็นคำชม ทุกคนเสียน้ำตา ยืนยันถึงความดีของ Move to Heaven แต่ก็ยังไม่คิดจะดู เพราะคิดว่าเป็นหนังรักแนววาย จนมีโอกาสอ่านรีวิวดู เริ่มคิดว่าคิดผิด สุดท้ายก็ได้เดินทางไปสู่ Move to Heaven ซึ่งเป็นซีรี่ส์ออริจินอลของ Netflix ที่ทำออกมาซีซั่นแรก ความยาว 10 ตอนจบ ดูกันสบายๆ Move to Heaven คือบริษัทรับทำความสะอาดที่เกิดเหตุ เก็บข้าวของคนตายที่มีความหมายนำกลับไปคืนให้กับทายาทเพื่อบอกเล่าเรื่องสุดท้ายสิ่งที่คนตายอยากบอกกับพวกเขา

ฮันกือรู เด็กหนุ่มอัจฉริยะ ผู้ป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ช่วยกับ ฮันจิงอู เป็นผู้ก่อตั้ง Move to Heaven ขึ้นมาด้วยความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อของเขาจากไปอย่างกะทันหัน โจซังกู อดีตคนคุก นักมวยข้างถนนดิบ เถื่อน ถ่อย คุณอาผู้มีปมฝังใจกับ ฮันจิงอู ต้องมารับหน้าที่เป็นผู้ปกครองจำเป็น สองอาหลานที่ต่างกันสุดขั้วต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพื่อทำให้ Move to Heaven เดินหน้าต่อไป โดยมี นามู สาวข้างบ้านมาเป็นผู้ช่วย ฮันกือรู แต่หวาดระแวง คอยเป็นคู่กัดกับคุณอาหนุ่มตลอดเวลา

Move to Heaven เล่าเรื่องผ่านความสัมพันธ์ของ 3 พนักงานในบริษัท ความสัมพันธ์ที่มีความวุ่นวายเริ่มต้นแบบไม่ค่อยดี กระท่อนกระแท่นไปกันคนละทิศละทางการจะค่อยปรับตัวเปลี่ยนแปลง ปมในใจของแต่ละตัวค่อยๆ คลี่คลายขึ้นในแต่ละตอน จากเส้นเรื่องหลักที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จะเดินเข้าสู่ตัวละครที่พวกเขาต้องเข้าไปทำความสะอาด ซึ่งจะเป็นตัวละครที่จะขยี้อารมณ์ความรู้สึกให้เกิดกับคนดู คนตายต่างๆ ในแต่ละตอนไม่เพียงแต่จะสร้างความสะเทือนใจเท่านั้น จะมีส่วนที่จะโยงกับสองอาหลานด้วย

การทำความสะอาด ไม่เพียงแต่จะทำเพื่อคนตายยังเข้าไปเป็นการคลี่คลายปม แก้ไขความผิดพลาด ความเข้าใจผิด ทลายกำแพงให้คนเป็นที่ยังอยู่ นอกจากดราม่าแล้วตัวหนังยังแทรกวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนในสังคมเกาหลีผ่านที่เกิดเหตุและคนตายอีกด้วย ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เสียน้ำตา อย่างมากก็แค่น้ำตาซึม แต่สุดท้ายก็ไม่รอด Move to Heaven ดีครบรส สะเทือนใจ เสียน้ำตา มีความสุขยิ้มได้ 10 ตอนสวยงาม ดูแล้วรวดเดียวจบที่ไม่อยากให้จบรอดูซีซั่นใหม่ต่อไป ดู Move to Heaven อยากที่จะทำอาชีพแบบนี้จริงๆ ในเมืองไทย จะมีใครคิดทำบ้างไหมน้า…15/10 คะแนนกันไปเลย นานๆ จะมีซีรี่ส์กินใจมาให้ดูสักเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Zack Snyder’s Justice League #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/574657

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Zack Snyder’s Justice League

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Zack Snyder’s Justice League

วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในตอนที่ดู Justice League ฉบับปี 2017 แค่มีฮีโร่มาเจอกันก็ได้ใจไปเต็มๆ แม้หนังจะออกมาผิดแนว DC ไปบ้าง หรือคำวิจารณ์ ไม่ค่อยดีนัก Zack Snyder’s Justice League คือฉบับที่ “สไนเดอร์” นำเอาฉบับที่ตัวเองถ่ายไว้นำมาทำใหม่ ไม่ได้ฉายโรง แต่ทำลงสตรีมมิ่ง เปิดตัวในช่อง HBO Max 

Justice League  แซ็ก สไนเดอร์ ถ่ายทำเสร็จสิ้นไปด้วย แต่ด้วยปัญหามากมาย ลูกสาวฆ่าตัวตาย จนหมดใจทำอะไรต่อ จนขอถอนตัว จอสส์ วีดอน ผู้กำกับ The Avengers เลยถูกดึงตัว มาทำ Justice League ต่อให้เสร็จ โดยมีการถ่ายเพิ่ม เปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่าง และต้องคุมเวลาจากที่ สไนเดอร์ตั้งใจจะทำเป็น 3 ภาค ถ่ายไว้ยาวกว่า 4 ชม. ให้จบภายใน 2 ชั่วโมง ไม่ยาวไปกว่านั้น

Justice League ฉบับของ จอสส์ วีดอน ออกมาในโทนที่สว่าง สดใสในแบบของ มาร์เวล แทบจะไม่มืดทึบ ดำมืด อันเป็นเอกลักษณ์ของ DC แม้ตัวละคร สถานที่ในเรื่องจะเคยถูกนำเสนอมาแล้ว ก็ยังขาดความมืด จนมาในปี 2020 แซ็ก สไนเดอร์ นำเอาJustice League ที่ตัวเองถ่ายทำเอาไว้ มาถ่ายเพิ่มตัดต่อใหม่ ใส่ดนตรีและเพลงประกอบใหม่ ทำให้ภาพให้เป็น 4 : 3 เพื่อฉายทางจอเล็ก เพื่อนำออกฉายเปิดตัวช่อง HBO MAX

ในตอนที่ดู Zack Snyder’s Justice League แทบจะลืมเลือนภาพต่างๆ ของฉบับ 2017 ดูแบบโล่งๆโปร่งๆ แต่ดูไป ใจอคติไปกับการที่คนเปรียบเปรยว่าฉบับหนังใหญ่ๆ ไม่สนุกสู้ฉบับนี้ไม่ได้ บรรจบกันไม่ได้ แถมนำเอาที่สไนเดอร์มาใช้แค่นิดเดียว พอดู Zack Snyder’s Justice League จบ เพื่อฟื้นความจำเลย ย้อนกลับไปดูฉบับ 2017 ซ้ำอีก ต่อกันยาวๆ ไป6 ชั่วโมงรวด ผลคือชอบทั้งสองเวอร์ชั่น ใน 2 รูปแบบหนังโรงก็สนุก ดูสบายๆ ในแบบซูเปอร์ฮีโร่ จอใหญ่สั้นกะทัดรัด มาฉบับ 2021 ดีในแง่การขยายรายละเอียดแต่อาจจะยาวเกินไปสักนิด ถ้านำ 2 เรื่องมาดูต่อกันก็เป็นการเพิ่มรายละเอียดเข้าใจตัวละครได้มากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่งง!! คำวิจารณ์ ก็หนังเดินเรื่องเหมือนกันทุกฉากตั้งแต่เปิดฉากจน ปิดจอหลังแอนเครดิต จะต่างกันแค่รายละเอียดในฉากนั้นๆ เหมือนกับ“วีดอน” ถ่ายเพิ่มนิดเดียว ใช้ สไนเดอร์ เป็นเมนท์หลักแต่กลับบอกเหมือนดูหนังคนละม้วน นำมาใช้แค่นิดเดียว

Justice League ทั้งสองฉบับ เดินเรื่องในเส้นเรื่องเดียวกัน จะต่างกันแค่ ความยาวครึ่งๆ2 ชั่วโมง กับ 4 ชั่วโมง 2 นาที มีบางฉากที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ถูกตัดออก เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนทั้งดุ้น อันนี้เฉพาะรายละเอียด แต่เส้นหลักเล่าเรื่องเหมือนเดิมหมด

Justice League สนุก ชัดเจนในความเป็นหนังโรง ภาคเดียวจบ ไม่ยาวมากแค่ 2 ชั่วโมง ขาดไปไม่กี่วินาที Zack Snyder’s Justice League ให้ความรู้สึกของความเป็นมินิซีรี่ส์ ไม่ยาวมาก ที่นำเอาฉบับหนังโรงมาขยายใส่รายละเอียด ขยายเรื่องให้ชัดเจนให้คนดูสนุกขึ้น เข้าใจตัวละครมากขึ้น (แต่ถ้ามองในมุมที่ฉบับนี้ทำมาก่อน ก็จะกลายเป็นฉบับหนังโรงนั้น สรุปฉบับซีรี่ส์ให้สั้นลงเอาแต่เนื้อๆ)

บรรยากาศของความเป็น DC มืดทึมๆ แทบจะหาความสว่างไม่ได้ ตัวละครมีปมในใจ ขยี้ด้วยบรรยากาศอันหม่นหมอง บทสนทนา และดนตรีประกอบที่แยกธีมแยกอารมณ์ในของแต่ตัวละครรายละเอียดในส่วนของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมนแทบจะไม่มีอะไรที่ต่างกัน ส่วน สาวน้อยมหัศจรรย์กับ จ้าวสมุทร นั้นได้มีตอนย่อยตอนส่วนตัวออกมาแล้วพอดูฉบับนี้เลยสนุกมากขึ้นไปกับสิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีแค่ ไซเบิร์ก เท่านั้น ที่คนละเรื่องกะในหนังใหญ่รายละเอียดเพียบ ทั้งที่มา-ที่ไป ปมในใจ ความขัดแย้งในตัวเอง รวมไปถึง ด็อกเตอร์สโตน ผู้พ่อ ส่วน แบร์รี่เดอะ แฟลซ มีมุมน่ารักๆ เพิ่มขึ้น แต่ที่รู้สึกเหมือนกันทั้ง 2 ฉบับ คือ ไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมถึงที่มา-ที่ไป ที่มาของพลังในฉบับ แซ็ก สไนเดอร์ แม้จะยาวกว่า 4 ชั่วโมงแต่ก็ดูได้เรื่อยๆ แบบไม่น่าเบื่อ ตื่นตาตื่นใจไปกับเทคนิคพิเศษ CG การถ่ายทำในแบบของหนังใหญ่

ฉากใหญ่ที่เปลี่ยนไปแบบชัดเจนคือ ฉากลุยถล่มกันแหลกในช่วงท้าย เหมือนดูหนังคนละเรื่องแต่ก็สนุกกันไปคนละแบบ ส่วนตัวจะชอบฉบับหนังโรงมากกว่า เพราะมีมุขขำๆ ของ ซูเปอร์แมน กับเดอะเฟลซ ของ สไนเดอร์ ไม่มี หรือที่หนังใหญ่ เพิ่มคือมีครอบครัวพ่อแม่ลูกชาวรัสเซีย ที่อยู่ในรังของตัวร้าย ที่ใน สไนเดอร์ ไม่มีส่วนนี้ในหนังใหญ่สเตพเพนวูล์ฟ คือ หัวหน้าใหญ่ตัวร้าย แต่ฉบับล่าสุด ในหัวหน้าใหญ่คุม ดาร์คไซด์ อีกที

ฉากปิดท้ายใน ฉบับสไนเดอร์ ถูกนำไปใส่ในฉากจบและหลังแอนเครดิต ติ่งปิดท้ายในหนังใหญ่ทิ้งเชื้อไว้ภาคต่อไปในขณะที่ ตัด มาร์เชียน แมนฮันเตอร์ฮีโร่ตัวเก่งที่เสนอตัวมาร่วมทีม ในท้ายเรื่องฉบับสไนเดอร์ ออกไป

การดูในครั้งนี้ อดรู้สึกไม่ได้ว่าทั้งทีม จัสติช ลีก กับ อเวนเจอร์ มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกถึงกันเหมือนสองค่ายสร้างฮีโร่ เหตุการณ์คล้ายๆ กันสเตพเพนวูล์ฟ ตามหา มาร์เธอร์บ็อกซ์ ก็เหมือนธานอช ตามหาอัญมณีหินทั้ง 6 มาร์เธอร์บ็อกซ์กับหินมีพลังมหาศาลเหมือนกัน เดอะ แฟลซ ดูเป็นเด็กน้อยไม่โต เหมือน ไอ้แมงมุม ชุดไปคล้ายกับตัวอเมริกาสาวน้อยมหัศจรรย์ คือ ดาบกับจ้าวสมุทร นึกถึง ธอร์ในความเป็นเทพ  โล่ เหมือนของกัปตัวอเมริกา ความสวยสูสีกับกัปตันมาร์เวล แบทแมนไม่มีพลังพิเศษแต่รวยเหมือน ไอรอนแมน โทนี่ สต๊าค ไซบอร์กก็เหมือนไอคอนแมนที่มีเกราะผสมๆ กับวิชั่น

Zack Snyder’s Justice League คืออีกหนึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่ดีครบถ้วนทั้งโปรดักชั่น ความสนุกในโทนของค่าย DC มืดๆ ทึบๆ มีปมในใจ ในรูปแบบดิบๆ ของ ร็อบ ชไนเดอร์ ที่ไม่อยากให้พลาดดูจบแล้วอยากจะย้อนกลับไปตอนย่อยๆ ของทุกตัวมั่ง แบทแมนซุปเปอร์แมน สาวน้อยมหัศจรรย์ จ้าวสมุทร อีกครั้งสนุกโดนใจแบบนี้ เอาใจไปเต็ม 10/10 คะแนน เท่าๆ กับฉบับ 2017 เลยก็แล้วกัน

แม้ว่าดูแล้ว กัล การ์โดล ที่ดูสว่างๆ สวยๆ หรือฉากที่ชอบมากๆ คือ ซูเปอร์แมน ท้าประลองความเร็วกับ เดอะ เฟลซ  ในฉบับหนังใหญ่จะทำให้ชอบฉบับหนังใหญ่มากกว่าฉบับสตรีมมิ่งนิดหนึ่งก็ตาม

Justice League/Zack Snyder’s Justice League จับความหลัง ซูเปอร์แมนตาย บรู๊ซ เวนย์ออกตามหาผู้มีพลังวิเศษเพื่อเตรียมรับมือกับวายร้ายต่างดาวที่กำลังบุกโลก

สเตพเพนวูล์ฟ ออกตามหา มาร์เธอร์บ็อกซ์ขุมพลัง ที่ถูกแยกออกไป 3 ส่วน ดูแล อเมซอนแอตแลนติส และมนุษย์สาวน้อยมหัศจรรย์ จ้าวสมุทรไซบอร์ก ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ 3 กล่องพลังและ เดอะ แฟลซ ตัดสินใจรวมทีมกับแบทแมนแต่นี่อาจจะยังไม่พอ ซูเปอร์แมน จึงถูกปลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/573060

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale)

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ก้องเพลงร้องเกี่ยวก้อยสองนกบาดเจ็บไว้ด้วยกันตราบดวงตะวันเปิดฟ้าใหม่”

สะดุดตาตั้งแต่เห็นคัทเอ้าท์ใหญ่บนทางขึ้นโรงหนัง จนเกิดความอยากดู คอยมานานแต่พอถึงเวลาหนังเข้าฉาย กลับจำกัดโรงฉาย ปักษาพยาบาท (The Nightingale) เป็นเรื่องราวในยุคอังกฤษล่าอาณานิคม ในปี 1825 ในออสเตรเลีย ชาวไอริสถูกกดขี่ เป็นเพียงทาสผู้รับใช้ ผู้หญิงไร้สิทธิคนดำอะบอริจิน ชาวพื้นเมืองเจ้าบ้าน ถูกไล่ล่า ต้องไปอยู่ตามป่าเขา

“แคลร์” สาวชาวไอรีส เจ้าของสมญา นกไนติงเกล พยายามทุกทางในการขอใบผ่านแดนเพื่อพาครอบครัวไปใช้ชีวิตในเมืองที่ดีขึ้น “ฮอว์คิ้นส์” นายทหารหนุ่มซาดิสม์ จอมโหดเหี้ยมก้าวเข้ามาทำให้ครอบครัวของ “แคลร์” พังพินาศ พังทลาย ก่อนที่จะย้ายไปเมืองอื่น

“แคลร์” ตัดสินใจบุกป่าที่เต็มไปด้วยอันตราย ไปพร้อมม้าคู่ใจ ปืนเก่าของผัวรัก ออกตามไล่ล่า บิลลี่ หนุ่มผิวดำ จับพลัดจับผลูให้กลายเป็นพรานป่านำทางหนึ่ง “สาวไอริส” ด้อยค่า คนนำทางผิวดำพื้นเมืองที่มีเพียงม้ากับปืน เดินทางเอาคืนแก้แค้นนายทหารชั่วช้า

ปักษาพยาบาท (The Nightingale) เป็นหนังออสเตรเลียออกฉายในปี 2018 แต่ในบ้านเราเพิ่งมีคนนำมาเข้าโรงให้ดูกันบนจอใหญ่ๆ ในปี 2021 ในปีนี้ เป็นผลงานของ เจนนิเฟอร์ เคนท์
ผู้กำกับหญิงที่เคยสร้างความหลอนมาแล้วจากหนังผี The Bababook

หนังรันทด หดหู่ ให้ความรู้สึกรุนแรง เอาใจช่วยผู้ถูกกระทำโดนกดขี่ ข่มเหง และรอดูผลกรรมของผู้กระทำ หนังไม่บันยะบันยังหรือผ่อนปนกับคนดูหนัง สร้างความกดดันด้วยความรุนแรงที่มีให้เห็นแบบจะจะ เต็มๆ มาแบบเรื่อยๆ หรือจะมากับบรรยากาศรอบๆ ข้าง ที่ชวนให้อ้างว้าง หดหู่ ทั้งในหมู่บ้าน ในป่า ที่แทบจะหาความปลอดภัยไม่เจอ อะไรก็เกิดขึ้นได้แม้แต่ภายในบ้านของเราเองตัวหนังชัดเจนในการสะท้อนภาพเรื่องเพศ พูดถึงการกดขี่ สิทธิสตรีผู้ชายมีสิทธิเหนือกว่าทุกอย่าง ตบตี กดขี่ห่มเหง มาแบบครบชุดมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะทำต่อผู้หญิง คนแก่ เด็ก หรือแม้คนพื้นเมืองที่ไม่มีทางสู้ ทั้งตั้งใจและสนุกสนาน ผ่านทางการไล่ล่า ฆ่า ทรมานขมขื่นยิงทิ้งตบตี ทารุณ ข่มขืน ทารุณกรรม การทรมาน การฆ่าในทุกๆ รูปแบบ มาแบบเรื่อยๆ เป็นระยะๆ มาแบบไม่ทันตั้งตัว เลือดกระฉูด

แม้จะดูเครียด กดดัน หดหู่ เดียวดาย ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่แต่ตัวหนังก็มีความสนุก ชวนติดตาม จนทำให้ดูเพลินๆ ดูไปเรื่อยๆ 150 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลืมเวลา จนคิดว่าหนังไม่ยาวมากนักแป๊บเดียวจบ แล้วปกติจะไม่ค่อยสนุก ไม่นิยม ไม่ชื่นชอบ หนังกดขี่ทางเพศ หนังเหยียดผิว หนังคนดำ คนพื้นเมือง ผิดกับเรื่องนี้กลับสนุก ดูได้แบบไม่เบื่อ

ไอส์ลิง ฟรานซิโอซี รับบท “แคลร์” แบบลื่นไหล เข้มแข็ง แข็งแรง เป็นผู้หญิงแกร่ง อึดถึกลุย พร้อมที่จะสู้กับ ความรุนแรงทุกสิ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้สึกถึงความบอบบางของ ผู้หญิง เป็นตัวที่ทรงพลัง 

แซม คราฟิน เหี้ยม/โหด/เลว ได้ใจ ทั้งภายนอกภายใน ออร่าความร้ายกาจออกมาเต็มที่ ดิบเถื่อนแบบจัดเต็ม เล่นได้แบบลื่นไหลมีพลัง

เบคาลิ กานัมแบร์ ดูมีมากๆ ในบท “บิลลี่” คนนำทางผู้มีอดีตเป็นตัวที่เข้ามาเสริม มาช่วยขยี้ ในการแสดงในเรื่องเด่นขึ้นชัดเจนในความมีปม จนค่อยๆ เกิดความสงสาร 

นอกจากเนื้อหาอันรุนแรง หนักหน่วง นักแสดงเล่นดี โปรดักขั่นของ ปักษาพยาบาท (The Nightingale) ดูดี ลงตัวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพป่าเขาลำเนาไพร การตัดต่อ และดนตรีประกอบ ปักษาพยาบาท (The Nightingale) ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบชื่อภาษาไทยมากๆ สั้นๆ เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์สะดุด ชวนให้อยากเข้าไปดูรันทด แต่งดงาม

หดหู่แต่ชวนดูบินไปหาอิสรภาพ ร่วมกันหนังดีที่ไม่น่าพลาด…9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/571346

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หนังครอบครัวเล็กๆ ที่มากับบรรยากาศของชายผู้เข้าสู่วัยชรา กับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อันเกิดสังขารและโรคร้ายใกล้ตัวความทรงจำฝังใจ ที่มีกับคนรอบข้างหนังเล็กๆที่รับประกันการันตี ในด้านการแสดง

แอนโธนี่ วิศวกรชรา ผู้เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ อยู่กับแอนน์ ลูกสาวคนโต ในอพาร์ตเม้นต์หรู ชายชรา อารมณ์แปรปรวนมีปัญหากับคนรอบข้าง ลาล่า เด็กสาวผู้ดูแลคนเก่า แคทเทอรีนผู้ดูแลคนใหม่ที่เริ่มเข้ามา ลูซี่ ลูกสาวคนเล็กที่เลือกจะเดินจากพ่อเพื่อไปเป็นศิลปิน พอล สามีเก่าของแอนน์ที่เลิกรากันไปนานแล้ว บิล สามีใหม่ของ แอนน์ ที่อยากใช้ชีวิตครอบครัวตามลำพังกับแอนน์ แค่ 2 คน และ แอนน์ ลูกสาวคนใกล้ชิดคนเดียวที่กำลังจากย้ายจากลอนดอนไปอยู่ปารีส

The Father เป็นผลงานกำกับหนังยาวครั้งแรกของ ฟลอเรียน เซลเลอร์ นักเขียนบทหนุ่มวัย 41 ปีชาวฝรั่งเศส ผู้เคยมีผลงานการกำกับละครเวที และหนังสั้นมาก่อน โดยใน The Father ดัดแปลงมาจากบทละครภาษาฝรั่งเศสเรื่อง Le Père ของตัว ฟลอเรียน เอง ซึ่งแปลง บทมาเป็นภาษาอังกฤษ (ทั้งฉบับที่แสดงในเวสต์เอนด์ และฉบับภาพยนตร์) โดย คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน เป็นขยายจากบนภาพเวทีมาขึ้นจอใหญ่ ภาพบรรยากาศของหนังที่สร้างมาจากบทละครเวทีเลยมาแบบจัดเต็ม แถมยังทำออกมาได้ดีดูสนุก

แอนโธนี่ ฮอปกิ้น สบายๆ ไปกับบทที่ต้องเล่นกับอารมณ์ บทหนัก ในแบบที่ต้องแบกเรื่องเอาไว้ทั้งเรื่อง เขาทำได้ดีรับส่งพลังทั่งข้างนอกข้างใน ดูเป็นชายชราที่เหงาๆ เปล่าเปลี่ยวต้องการความรัก แต่ก็มีความสับสนทางอารมณ์ ชัดเจนในความป่วยทางจิต สังขารตัวเอง เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ ไม่เยอะ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป รางวัลออสการ์ดารานำชายปีนี้โอเคเลย

โอลิเวีย โคลแมน ในบท แอนน์ ลูกสาว เล่นดีมากๆ รับ-ส่ง ช่วยเสริม ทำให้บทของคุณพ่อผู้หลงลืม ออกมาดูเด่นชัดเจนแข็งแรงมากขึ้น โดยที่ไม่มาแย่งซีนกรือเด่นกว่าทำให้ทุกตอนที่มีสองพ่อลูกอยู่ด้วยกัน พลังออร่าล้นจนทะลุออกมานอกจอ การเข้าชิงรงวัลนักแสดงสมทบหญิงออสการ์นี้ก็เหมาะสมแล้วน่าเสียดายที่พลาดรางวัลไป

โอลีเวียร์ วิลเลี่ยม ในบท แคทเทอรีน สาวผู้มาดูแลคนใหม่ อีเมอร์เจ้น พุทส์ ในบท ลอล่า สาวผู้ดูแลคนเก่าที่เพิ่งออกไป มาร์ค เกรติส ในบท พอล ลูกเขยคนเก่ารูฟัส ซีเวลล์ ในบท บิล ลูกเขยคนใหม่ และ เอวี เรย์ ในบทลูซี่ ลูกสาวคนเล็กที่จากไป คือ นักแสดงสมทบ ตัวเสริมที่ทำให้เข้มข้นในด้านการแสดงๆ มาแบบแว่บๆ วับๆ โผล่นิดโผล่หน่อยขโมยซีนบ้างบางฉาก ทำให้ The Father เป็นหนังสกินการแสดงเด่นมากๆ The Father ได้ใจไปเต็มๆ8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/569683

โอ๊ยเล่าเรื่อง'ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง’ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หนึ่งคนจะปกป้อง หนึ่งโคลนจะถูกทำลาย”

หนังไซไฟแอ็คชั่นจากฝั่งเกาหลี ที่โดนพิษโควิด19 เลื่อนแล้วแลื่อนอีก จาก โปรแกรมส่งท้่ยปลายปี63 มาจบลงช่วงสงกรานต์64มอนกีฮอน อดีตหน่วยสืบราชการลับ ที่ป่วยเป็นโรคร้ายในสมอง รับงานคุ้มกัน ซอบก มนุษย์โคลนนิ่งไปยังสถานที่ปลอดภัย เขาตัดสินใจ รับงานนี้ เพื่อแลกกับการได้รักษาตัวเองแต่งานนี้มี เยื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งคู่ถูกกลุ่มคนหลายกลุ่มตามล่า การหลบหนี การเอาชีวิตรอด การเรียนรู้ซึ่งกันและกันมิตรภาพจึงเริ่มต้นขึ้น

กงยู จับคู่กับ พัคโบกอม มารับบทสองหนุ่มสายลับมือดีกับโคลนนิ่ง ที่ต้องออกผจญภัยภัยไปด้วยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตัวหนังให้ความเด่นเฉลี่ยๆ ทั้ง ความสามารถ เสน่ห์ ความหล่อ และบทบาทที่เท่าๆ กัน พอฟัดพอเหวี่ยง สูสีกันดี ไม่มีให้ มากหรือน้อยกว่ากันทั้งสองหนุ่ม ก็ทำหน้าที่ได้ดี เล่นดี จนเหมือน ตลอดทั้งเรื่อง มีเขาเล่นกันอยู่ แค่ สองคน หนังทำมาเพื่อขายทั้งคู่โดยเฉพาะ กงยู มาในบท หนุ่มมีปม รอวันตาย ดิบๆ เถื่อนๆ ลุยๆ ดูเก่งประสบการณ์ความเก๋า ส่วน พัคโบกอม ใสๆ ดูเป็นเด็กที่รอการเรียนรู้ เก่งเกินมนุษย์ มีพลังจิต มีความสามารถในการต่อสู้ ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บได้ เคลื่อนย้ายของได้

บทหนัง ยังคงเล่าเรื่อง แบบเดิมๆ เนื้อเรื่องโครงเรื่อง ไม่ได้มีอะไรใหม่ แนวโคลนนิ่งมนุษย์ทดลอง ผู้มีความสามารถพิเศษ เป็นความหวังเดียวของมนุษย์ ที่เกิดความผิดพลาด มีเหตุให้ต้องหลบหนี โดยมีตัวเอกอีกคนที่มีปม พาหลบหนีบทเดิมๆ แนวทางๆ เดิมๆ พอเดาเรื่องได้ เลยทำให้ หนังออกมา ดูสนุกสนุกเท่าที่ควรและที่น่าเสียดายๆ คือ บรรดา นักแสดงสมทบคนอื่น ดูอ่อนเปี้ยเพลียแรง ตัวร้ายก็ไร้ออร่าความเก่ง ความร้าย แค่แต่งตัวดีๆ เพื่อบอกว่าเป็นหัวหน้า หรือฝ่ายดี ก็ทำได้แค่ ตัวประกอบๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น

หนังทำได้ดีเนียน ในส่วนที่เป็นสเปเชี่ยลเอฟเฟค ดูลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เป็นที่ดี โชว์ และทำให้หนังดูสนุก ไม่น่าเบื่อยิ่งเป็นหนังที่มีวิทยาศาสตร์ พลังเหนือธรรมชาติ ด้วยแล้ว ยิ่งเอื้อให้โชว์อะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำได้ดีเพียงแต่..รู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ รอจนลืม พอมาก็แทบจะไม่มีอะไรใหม่ พอเดาทาง พอนึกภาพ ออกว่าเดี๋ยวจะ โชว์อะไร จะได้เห็นอะไร ตัวหนังน่าจะใช้ ประโยชน์ จาก CG ได้ดีกว่านี้

เช่นเดียวกับ ฉากแอ็ตชั่น ที่มาเป็นระยะๆ มาแบบกระปริกระปอย มาแบบแปร้ยบๆ แล้วก็จากไป ผสมๆ ผสานกับ ตัวร้าย หรือคู่ต่อสู้ กลับไปคนธรรมดาๆ พอ ตัวเอก เก่งเกินคนปกติ เลยดูไม่สูสี ลดทอนความสนุกลดความตื่นเต้นไปมากมายทีเดียวฉากถล่มทะลาย ในช่วง ท้ายไคลแมกซ์เรื่อง ทำได้ อบังการงายทำลายล้าง จริงๆ และน่าจะเป็น เพียง ฉากเดียว ที่คุ้มค่า กับการรอคอย มาตลอดเรื่องและยิ่งดูไปๆ ยิ่งรู้ว่าว่า ซอบก ก็คือ หนูน้อยพลังเพลิง (Firestarter) ของ สตีเฟ่น คิง ที่พลังอัดแน่นอยู่ในตัว โดนแรงกระตุ้น กระทุ้ง กดดัน จนปลดปล่อยหลัง ทำลายล้าง แบบรุนแรง ในตอนท้าย

โดยรวมๆ แล้ว รู้สึกว่า ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok) น่าจะออกมาสนุก ตื่นเต้น ครบรส ทั้ง ดราม่า มิตรภาพของสองหนุ่ม การเดินทาง ฉากแอ็คชั่น CG ต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนังกลับดูเนือยๆ ไม่สมราคา ไม่กลมกล่อม ไม่ชวนติดตาม  รู้สึกว่า ได้เห็นทุกอย่าง ไปหมดแล้ว ในตัวอย่างหนัง หนังน่าจะมีอะไรๆ ที่สนุกได้มากกว่า ที่ทำออกมาให้ดูแม้ หนังจะไม่ยาวมากมาย แต่ทำไม!! กลับรู้สึกว่า หนังยาวก็ไม่รู้5/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/569682

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)’

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.55 น.

จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah) หนังดีหนังเต็ง ที่กวาดรางวัลในปีนี้มาแล้ว5รางวัลBAFTA, GOLDEN GLOBES, SAG AWARDS และ CRITICS CHOICE AWARDS และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ทั้งหมด6 สาขา ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แดเนียล คาลูยาในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม บทดั้งเดิม เพลงประกอบ กำกับภาพ โดยการประกาศผลรางวัลจะจัดขึ้นในวันที่ 25 เมษายนนี้

ในคริสต์ศาสนา จูดาส คือ อัครทูตของพระเยซู ผู้ทรยศโดยการชี้ตัวพระเยซูจนพระองค์ถูกจับกุมตัวไป  เพื่อแลกอิสรภาพ วิลเลียม โอ’นีล หัวขโมยกระจอกๆ ถูก รอย มิตเชลล์ ส่งเข้าไปเป็นไส้ศึกแทรกซึม กลุ่มปฏิวัติอิลลินอยส์ แบล็ค แพนเตอร์ ปาร์ตี้ หรือที่เรียกกันว่า พรรคเสือดำและมีหน้าที่คอยจับตาดูผู้นำอย่างเฟรด แฮมป์ตัน วิลเลียม ใช้ความสามารถส่วนใหญ่ แทรกซึมเข้าไป จนใกล้ชิด เฟรด เริ่มมีอำนาจมากขึ้น ทางการเริ่มเร่งรัด ปราบปรามขั้นเด็ดขาด เขาจะเลือกอยู่ข้างไหน อุดมการณ์หรือเอาตัวเองรอด

หนังเล่าเรื่องสนุก เล่นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ค่อยๆ ให้คนดูรู้จักทำความคุ้นเคย กับตัวละคร ทั้งที่มาที่ไป ความรู้สึกนึกคิด นิสัยใจคอ ทำให้เราเกิดความผูกพัน และรอดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ได้เห็นทั้งตัวละครที่มีความเปลี่ยนแปลงทั่งความคิดและการกระทำ หรือยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตัวหนังสะท้อนในเห็นภาพ การต่อสู้ของคนดำ คนชั้นกลาง คนผิวสี ในช่วงปี1968-1971 ที่เริ่มออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ออกมาได้ คนดำมี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง กับ มัลตอลX เป็นไอดอล มีลัทธิคอมมิวนิสต์ ในทาง เหมาเจ๋อตุง เป็นแม่แบบ

ในแง่ของหนังที่สร้างจากชีวิตจริง มีตัวตนจริงๆ ออกมาได้แบบไม่น่าเบื่อ ดูสนุก จนบางทีก็ยังนึกไปว่า เป็น เรื่องที่แต่งขึ้นมา

ในความเป็นหนังดราม่า มาในจังหวะที่กำลังดี ไม่ขยี้จนเกินงาม  แต่ส่งผลต่อจิตใจคนดู เมื่อถึงบทสรุปของแต่ละตัวละคร ฉากแอ็คชั่นรุนแรง ก็เล่นแรงอัดกันเต็มที่ และยังมีความชัดเจนในความเป็นหนังการเมืองแม้ สมาชิกแก๊งค์เสือดำ จะดูห้าวๆ หัวรุนแรงแต่ตัวร้ายจริงๆ ชัดเจนคือ พวกตำรวจ เอฟบีไอ ทางการ

นอกจากนี้ยังได้โดมินิก ฟิชแบ็ค มารับบท เดโบราห์ จอห์นสัน สาวนักแต่งบทกวี ที่กลายเป็นคู่ชีวิตของ เฟรด แอชตันแซนเดอร์ส และ มาร์ติน ชีน รับบท เจ.เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ชาก้า คิง ผู้กำกับทำ จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah) ออกมาดูดี ยอดเยี่ยม สนุกครบทุกรส ดราม่า/ชีวิต/การเมือง ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ8/10 คะแนน

ปล. หนังเล่าเรื่องจาก วิลเลี่ยม ตัวจริง ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในปี 1988 ก่อนที่จะมีการผลิตสารคดีที่ออกอากาศในวันมาร์ติน ลูเธอร์คิง ในปี 1990 ออกอากาศเสร็จ เขาก็ปลิดชีวิตตัวเอง ปล.คดีของ เฟรด ถูกญาติพี่น้องฟ้องแพ่งกับ เอฟบีไอ ตำรวจ และอัยการ เรียกค่าเสียหาย 47 ล้าน ใช้เวลานานถึง 12 ปี นานที่สุดของสหรัฐ ชนะแต่ได้แค่ ล้านแปด

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/566409

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)’

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.45 น.

ในตอนแรกที่เห็นตัวอย่าง ใบปิดหนัง บอกตรงๆ เฉยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกอยากดูมากนัก แค่คู้สึกเป็น หนังแอ็คชั่นซ้ำๆตามสูตร เดาเรื่องได้และมีจุดขายหลักคือ ดีเร็ค โคลสตาดที่เป็นคนเขียนบท จอห์น วิค มาเขียนบท และร่วมอำนวยการสร้างเรื่องนี้ด้วยเลยยิ่งตอกย้ำความรู้เฉยๆ มากขึ้น หนังน่าจะออกมาตามรอยความสำเร็จของ จอห์น วิค แถมดารา ในเรื่องก็ดูธรรมดา ไม่ดึงดูดนัก

แต่พอได้ดูตัวหนัง บอกเลยว่า คิดผิดทั้งหมด คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody) คือ หนังที่ดูเอามันส์ สนุกมากๆ ดูเพลินมากๆ ในช่วงวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ปีนี้

ฮัทซ์ แมนเชลล์ มีชีวิตในแต่ละวันที่ซ้ำซากกับงานน่าเบื่อหน่ายในโรงงานของพ่อตา เลิกงานกลับบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น เมีย ลูกสาว ลูกชายวันหนึ่ง โจรกระจอก มาปล้นบ้าน สร้อยข้อมือน้องแมวของ ลูกสาวหายไป ฮัทซ์ กลายร่าง บุกไปจัดการทวงของคืน จนเข้ามาอยู่ใน เหตุการณ์ร้ายบนรถเมล์ที่พัวพันกับ แก๊งค์มาเฟียรัสเซียที่มาในจังหวะที่ ฮัทซ์ ต้องหาที่ระบายอารมณ์พอดีจากเริ่มบังเอิญ  ลุกลามใหญ่โต ด้านมือของ ฮัทซ์ ถูกปลุกขึ้นมา เพื่อปกป้องครอบครัว และรับมือกับ มาเฟียรัสเซีย จอสโหดยุ่งกับตัวเอง ไม่เป็นไร แต่ถ้าแตะ เมียรัก ลูกน้อย และพ่อชรา เป็นต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง

Nobody มาพร้อมบรรยากาศหนังแอ็คชั่น บู๊กระจาย ตัวเอกเก่งกาจแบบดิบๆ เถื่อน สุดยอดคน มีกลิ่นไอความเป็นการ์ตูน ที่เดินตามรอยของ จอห์น วิค เพียงแต่ลดสโคปให้เล็กลง ไม่ลุยกันเป็นกองทัพมากมาย มากคนเท่า เปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง เปลี่ยนตัวละครพล็อตหนังแทบจะไม่มีอะไรใหม่ ตัวเอกเก่ง ถอนตัวซ่อนเร้น ล้างมือจากวงการ แต่ต้องจับพลัดจับพรู คืนวงการ อีกครั้งเพื่อปกป้องครอบครัว คนร้ายที่แม้จะเก่ง แต่ดันมาซวย อยู่ผิดที่ผิดทาง เจอ มือพระกาฬ

Nobody สุดๆ ในความสนุก ฉากแอ็คชั่นมาเป็นระยะๆ ในแบบที่เน้นๆ ความรุนแรงที่ถูกเบรคโดยอารมณ์ขัน ไปกับตัวละคร ในสถานการณ์นั้นๆ จนตรึงให้สนุกไปกับตัวหนัง จนลืมรายละเอียดหรือสนใจต่อที่มาที่ไหน รอดูแค่ว่า เดี๋ยวพระเอกจะเจออะไร ตัวร้ายจะมาแบบไหน มาแล้วจะโดนอะไรกลับไปในขณะเดียวกัน ก็อยากรู้อยากเห็น รอบทเฉลยที่มาที่ไปของพระเอกว่าเป็นใครมาจากไหน

ฉากไคลแมกซ์ ยาวๆ ท้ายเรื่อง ชวนให้นึกถึง หนังตระกูลโหดของ จอห์น วู ที่มาพร้อมกับ คิวบู๊ สวยๆ ท่ายิงปืนเท่ห์การร่วมมือสลับกันไปมาของตัวเอกจำนวนน้อย  มิตรภาพของเพื่อนฝูง มิตรสหาย ที่ต้องรับมือกับ ขบวนผู้ร้ายนับสิบอาวุธครบมือ

ในขณะเดียวกัน หนังก็ทำได้ดี ในส่วนดราม่าของครอบครัว ทั้ง เมีย/ลูก พ่อชราปลดระวาง หรือแม้แต่มิตรภาพเพื่อนฝูง

บ๊อบ โอเดนเคิร์ก ดูเหมาะมากๆ กับบท ฮัทซ์ แมนเซลล์ พลังล้นเหลือ ทั้งในยามปกติ ที่ดูเบื่อหน่ายในชีวิต ดูดีเมื่ออยู่กับครอบครัว บุคลิกโทรมๆ ธรรมดาๆ พอถึงคราวลุย ออร่า ความเก่งความโหดแผ่กระจาย แต่ก็ยังมีความใจดี อยู่ในใจ ขณะเดียวกัน ก็ยังรู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในใจเป็นตัวละครที่ดูมีสองบุคลิกอยู่ในตัวเอง ด้านดีดูมีเมตตา ยามด้านมืดจะหาที่ระบาย รอบตัวจะแหลกกระจุย ชัดเจนในความดิบเถื่อน ออกจะดาร์คๆ ผิดกับ จอห์น วิค ที่ดูจะเท่ห์เนี้ยบๆ ในทุกๆ ตอน

บ๊อบ โอเดนเคิร์ก เด่นมากๆ แบกหนังไว้คนเดียวทั่งเรื่องและเอาอยู่ ในขณะเดียวกัน ก็ส่งบทให้ กับ ตัวละครตัวอื่นเข้าขากันดี จนทำให้เรื่องดูสนุกแต่ที่มาขโมยซีนแบบเห็นๆ ค่อ คริสโตเฟอร์ ลอยส์ ในบท คุณพ่อจอมเก๋า มาน้อยต่อยหนัก แต่ดูดีเชียว

นอกจากคิวบู๊สวยๆ เท่ห์ๆ การต่อสู้เถื่อนๆ ดิบๆ ครบเครื่องทั้งมือเปล่า ของรอบตัว มีด ปืนนานาชนิด ระเบิด ขับรถไล่ล่า ระเบิดภูเขาเผาบ้าน มุขขำๆ ที่มาเป็นระยะๆ ดราม่านิดๆ ผสมๆ ผสานกับ การแสดงที่ดีและลวตัวแล้ว

ใน Nobody ยังใส่เพลงประกอบที่คุ้นหูกันดี มีความไพเราะ แทรกมาหลายเพลง ในแบบที่ลงตัวเข้ากันได้ดีกับตัวเรื่องช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ ความประทับใจ เบรคความรุนแรง กระตุ้นความสนุกได้มากทีเดียว

และไม่รู้เป็นยังไงๆ ดูไปดูไป อดนึกไม่ได้ว่า Nobody น่าจะเป็นตอนแยกของ จอห์น วิค ที่น่าจะเขื่อมต่อเป็นจักรวาลเดียวกัน ต้องมาป๊ะ กันสักวันจอห์น วิค อยู่ในองค์กรนักฆ่า แต่ Nobody คือ ผู้ตรวจสอบ ของรัฐที่ไม่มีตัวตน เป็น คนธรรมดา เท่านั้นอ้อ.. หนังจบอย่าเพิ่งลุก ท้ายเครดิต มีติ่ง มาให้ยิ้มขำๆ นิดๆ ทิ้งท้ายสนุก มันกระจายครบรส ดูเพลินจนลืมเวลา ระดับ 8/10 คะแนน ครับ