โอ๊ยเล่าเรื่อง : เร็ว…แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/610695

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฉันเป็นเงาของ ดอม มาตลอด ได้เวลาแล้วที่ฉันจะออกจากใต้เงาของ ดอม”

หลังจากโดนพิษโควิดเล่นงานจนต้องเลื่อนมาหลายเดือน ในที่สุด เร็ว..แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) ก็ได้เวลาที่จะมาสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ

หนังในระดับนี้ต้องดูบนจอใหญ่ๆ เท่านั้น ถึงจะสนุกและมันส์สะใจ ได้เต็มที่มากกว่าดูจากจอเล็กๆ ดอม กับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายตัดโลกภายนอกไปกับ เล็ตตี้และ ไบรอัน ลูกชายตัวน้อย ถูกเพื่อนๆ ร่วมทีม ดึงตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจลับ ครั้งใหม่ ดอม ตัดสินใจรับงานเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวพันกับ จาคอบ น้องชายที่ตัดญาติขาดมิตรกันไปตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น อันเกิดขึ้นจากการตายของพ่อนักแข่งรถของทั้งคู่

ใน Fast 9 ยังคงดีไซน์ฉากแอ๊กชั่นขับรถออกมาได้ดูสนุก มีฉากเก๋ๆ เว่อร์ๆมันส์ๆ ให้ดูกันแบบเต็มอิ่ม จุใจ ใส่มาแบบต่อเนื่องไม่ซ้ำแบบกัน ทั้งในแบบเรียบ ง่ายๆธรรมดาๆ ไปจนถึงวินาศสันตะโร ถล่มเมืองในตอนนี้ หนังจับประเด็น ดอม กับความขัดแย้งที่มีกับ จาคอบ น้องชายตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น จนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง
ที่กลายเป็นปมที่ติดอยู่ในใจ ก่อนที่จะมาเผชิญหน้ากลายเป็นศัตรูผู้ร้ายกาจ

Fast 9 เล่าเรื่องตัดสลับไปมาระหว่าง อดีตกับปัจจุบันในชีวิตของดอม ที่มีทั้งดราม่ากับแอ๊กชั่น ท่ามกลางภารกิจของทีมดอม เน้นๆ ไปกับฉากแอ๊กชั่น แทรกด้วยลีลาเฉพาะตัวของเพื่อนร่วมทีมที่เราคุ้นๆ กันดีจากตอนก่อนๆ ที่มากันครบทีม (บางคนมานิดเดียวก็มา)

ฉากแอ๊กชั่นมาแบบจัดเต็มครบเครื่อง รถสวยๆ งามๆ ถูกนำมาขับไล่ล่าถูกทำลายนับสิบๆ คัน ดูแล้วเสียดายมากๆ สนามขับรถมีทั้งในสนามแข่ง ในป่า ใจกลางเมืองใหญ่ สนามแข่งรถข้างถนน กลางท้องฟ้า ในหุบเขา และมีไปไกลถึงในอวกาศ (ขาดรถถัง เรือดำน้ำ เหมือนในภาคก่อน) รวมทั้งฉากไล่ยิงไล่ถล่มกันทั้งจากอาวุธหนักหรือสู้กันด้วยมือเปล่า สู้กันโดยใช้เทคโนโลยี ที่เด่นมากๆ คือ นำพลังแม่เหล็กมาช่วย ง่ายๆ แต่เรียกความสนุกได้มากทีเดียว

ตัวหนังใส่อารมณ์ขันของบรรดาเดอะแก๊งที่มีหลากรส ความสามารถบุคลิก นิสัย ความหลุดๆ รั่วๆ รวมทั้งดราม่าเรื่องของครอบครัว พี่น้อง คนรัก เพื่อน เข้ามาเติมเต็มให้ครบรสและเพื่อให้ดูอินเตอร์มากขึ้น ตัวหนังเลยยกไปปฏิบัติการในหลายประเทศทั้งที่รู้จักกันดี ไปถล่มกันบางเมือง อาทิ ลอนดอน เยอรมนี โตเกียว หรืออีกหลายประเทศ ที่ไม่คุ้นเคยมากนัก

ประเทศไทยของเรา ถูกเนรมิต ให้เป็นอีกประเทศหนึ่ง โลเกชั่นที่มาถ่ายป่าเขา ท้องทะเล ดูดีมากๆ สวยมากๆ เลือกมุมกล้อง การถ่ายทำดูแปลกตามาก เป็นช่วงเปิดหนังที่ดูดีมากๆ ชอบลีลาการขับรถ ทั้งรถธรรมดา มอเตอร์ไซค์รถหุ้มเกราะคันใหญ่ วิน ดีเซล ยังคงพาให้ ดอม ดูเด่นโดเด้ง มาดดิบๆ เก่งทั้งบุ๋นบู๊ การวางแผน การขับรถ รอยยิ้มที่ดูมีเสน่ห์อบอุ่น ดราม่ากำลังดี แอ๊กชั่นเตะต่อย ก็กำลังดี

มิเชลล์ รอดริเกซ มารับบทเดิม เล็ตตี้ ที่ภาคนี้สวยเท่ เด่นมากๆ ทั้งในส่วนแอ๊กชั่น เฮฮา บทรักหรือดราม่า เดินเรื่องคู่กับ ดอม ตลอด มาแบบกำลังดีไม่ขโมยซีนแต่เด่นทุกฉาก ชอบมาดเท่กับการขี่มอเตอร์ไซค์ออกลุยช่วงต้นเรื่อง ดูเท่ ทะมัดทะแมง ดูดีมากๆ ไทรีส กิบสัน รับบท โรมัน ผู้มากับความชำนาญความเก๋าเกี่ยวกับการขับรถ ลูคาคริส บริดเจส ในบท เท้จ ผู้เก่งคำนวณ สองคู่หูคู่กัด นาตาลี แอมมานูแอล แรมซี่ สาวผู้เก่งเทคโนโลยีไฮเทค (อยู่ทีมเซียนขับรถแต่กลับเพิ่งหัดขับรถ) จอร์ดาน่า บริวเตอร์ รับบท มีอา น้องสาวของ ดอม

หรือแม้แต่ ฮาน ที่รับบทโดย ชอง คัง ที่ตายไปแล้วในภาคก่อน (ที่ทำเอาแฟนๆ เสียน้ำตา เสียดาย) ก็ยังกลับมา แต่จะกลับมาในรูปแบบไหนต้องไปดูในหนัง
แต่ต้องบอกเลยว่ามาแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน จนต้องอุทานว่า อุ้ย!! เล่นแบบนี้เลยเหรอ มาแบบกำปั้นทุบดิน แต่ก็ด่าไม่ลง มาแบบแว่บไปแว่บมา เคิร์ค รัสเซลในบท โนบอดี้ ผู้อยู่เบื้องหลัง เชียร์ริช ไทร่อน กลับมากับบท ไขเฟอร์ สาวตัวแสบตัวร้าย จากในภาคที่แล้วยังคงกลับมาแบบสวยสง่า กลับมาร้ายแบบได้ใจ สะใจ แม้แต่ เจสัน สเตแฮม ก็ยังกลับมาเยี่ยมเยียนในภาคนี้ด้วย

จอห์น ซีน่า ดูกับบท จาคอบ มาดลํ่าๆ กล้ามโตๆ หน้าตาบุคลิกดูดีมีออร่าพอที่จะเป็นพี่น้องดูมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับ ดอม พี่ชายแอนนา ซาวาอิ ในบท แอล สาวน้อยลีลาพลิ้วจากญี่ปุ่น เปิดตัวพร้อมกับ ฮาน หรือแม้แต่ วินนี่ แบนเน็ต กับ ฟิน โคลล์ สองดาราที่มารับบท ดอม กับ จาคอบ ในวัยรุ่น ก็เล่นได้ไม่เลวทีเดียว นอกจากนี้ ตัวหนังยังอัดแน่นไปด้วยบทเพลงแร็พ จังหวะสนุกๆ ตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย

เร็ว..แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) อาจจะไม่มีอะไรใหม่ พลอตเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน พอเดาได้เดาออก บทอาจจะหลวมๆ หรืออาจจะไม่ดีงาม ประทับใจเท่ากับภาคก่อนๆ แต่ก็ยังคงเป็นหนังที่ดูสนุก ดูสบายๆ ดูง่าย ย่อยง่าย เอามันส์ เหมือนได้มาพบเพื่อนเก่าๆ ที่คุ้นเคยก็พอแล้ว

หนังจบแล้ว อย่าเพิ่งจบ มีติ่งหนังกับการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง(ที่หนีแอบไปมีหนังของตัวเอง แต่ก็ยังอุตส่าห์กลับมาหาแฟนๆ) นี่บอกเลยมานิดๆ เล็กๆ แต่ว้าว! แน่นอน (อาจจะโยงไปสู่ Fast 10 ในภาคต่อในหนังของตัวเองก็ได้)

มันส์กระจาย สนุกสนานไม่แพ้ภาคก่อนๆ ชอบในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/609103

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ  (No Time To Die)

วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)ตอนที่ 25 ตอนล่าสุด ที่ เจมส์ บอนด์ สายลับรหัส 007มาพบกับแฟนๆ อีกครั้ง หลังจากที่เจอพิษโควิด-19 เลื่อนมาหลายครั้ง แถมในบ้านเราเลือกที่จะเข้าฉายในวันที่ 7 ต.ค.เข้ากับรหัส 007 พอดี น่าดีใจที่ในวันแรกคนดูให้การต้อนรับอย่างล้นลาม มีแต่คนพูดถึง และในช่วงสองสามวัน ไปไหนมาไหน เวลาพูดคุยกับคนอื่นทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก จะถูกถามว่าดู 007 หรือยัง สนุกหรือเปล่า บรรยากาศคำถามแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยนัก

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)เป็นงานสั่งลาบท เจมส์ บอนด์ ของ แดเนียล เคร็ก เป็นตอนที่ 5 กับบทนี้ ที่ทิ้งทวนสุดๆ ไปเลยกับความเป็นสายลับขาลุยที่ดูดิบเถื่อนแต่มีความเท่ในตัว (แต่ก็ยังไม่มีความหล่อสง่าหรือเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม) แดเนียล เคร็ก มาครบทุกรส ดราม่าทั้งเรื่องมิตรภาพ ครอบครัว คนรัก การถูกหักหลัง เพื่อน รักโรแมนติก ความรักและฉากแอ๊กชั่นแบบลุยสุดตัว และตอนนี้หน้าตายับเยินตลอดเรื่อง

สาวๆ ของ “บอนด์” ฉากรักบนเตียง สิ่งประดิษฐ์สุดไฮเทคสุดล้ำ ที่ช่วยเขาในยามคับขัน รถสวยๆ ติดอุปกรณ์ไฮเทคกับฉากขับรถไล่ล่าที่มาแบบใช้ครั้งเดียวม้วนเดียวจบตัวร้ายระดับองค์กร อาวุธสุดล้ำที่ทำลายโลกได้ ธีมเพลง 007ที่ฟังติดหู ดีต่อใจทุกครั้งที่ได้ยิน เรื่องนี้ก็เช่นกัน ขนลุกตลอดเมื่อเพลงคลอมากับตัวหนัง และที่ขาดไม่ได้คือบทเพลงไพเราะ เพลงประจำในแต่ละตอน ในเพลง No Time To Die จากเสียงร้องของ บิลลี่ ไอลิซ

แม้ 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)จะมีความยาวถึง 164 นาที แต่ไม่รู้สึกเบื่อ กลับรู้สึกว่าเวลาเกือบๆ สามชั่วโมง ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปแบบสนุกมีความสุข

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)ปิดฉากลงอย่างสวยงาม แม้แต่เศร้ารันทด เล่นเอาอึ้งไปนิดๆก็ตาม ยังแอบรู้สึกแบบนิดๆ ว่า ไม่นะไม่น่าจะมีเซอร์ไพรส์มีปาฏิหาริย์หรืออะไรก็ตาม…แต่มันก็ไม่ หรือที่จบแบบนี้เป็นการทิ้งทวนให้กับ แดเนียล เคร็ก ครั้งสุดท้ายกับ เจมส์บอนด์ 15 ปี กับ 5 เรื่อง 5 ตอน ชอบเลย รักเลย แม้จะยังไงๆก็ยังไม่ชอบ แดเนียล เคร็ก และเมื่อดูในความเป็นหนัง 007 หนัง เจมส์ บอนด์ ที่ชื่นชอบตามดู จนครบทุกตอน มาตั้งแต่เป็นเด็กน้อยได้ใจไปเต็มๆ เลยครับ 9/10 ตัด 1 คะแนน แค่ไม่ชอบ(ส่วนตัว) กับพระเอก ที่แม้เล่นแต่ไม่ชอบ ก็คือไม่ชอบ “ขอบคุณที่ช่วยชาติ…อีกครั้ง ลาก่อน เจมส์”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะซุยไซด์สควอด (The Suicide Squad) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/607527

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะซุยไซด์สควอด  (The Suicide Squad)

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทีมพลีชีพ มหาวายร้าย (Suicide Squad) (2016) คือการขึ้นจอเป็นครั้งแรกของบรรดาวายร้าย คู่ปรับสำคัญของบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ จากค่าย DC เมื่อฮีโร่ รวมทีมกันเป็นจัสตีชลีก ฝ่ายคู่ปรับ ก็มี Suicide Squad จากความสำเร็จของ ทีมพลีชีพ มหาวายร้าย (Suicide Squadเลยทำให้มีการแยกดึงตัวละครอย่าง ฮาร์ลี่ย์ควินน์ ที่คนดูชอบ ออกมามีตอนของตัวเองในทีมนักผู้ล่า กับฮาร์ลี่ย์ ควินน์ ผู้เริดเชิด (Birdsof Prey) (2020) (ยังไม่รวมโจ๊กเกอร์ ที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางอยู่แล้ว) มาปีนี้ก็ถึงคิว เดอะซุยไซด์สควอด (The Suicide Squad) ออกมาให้แฟนๆ ได้สนุกกัน

เดอะ ซุยไซด์ สควอด (The Suicide Squad) มาพร้อมกับพลอตสำเร็จรูปหนังแอ๊กชั่นฝ่าแนวรบ การรวมทีมปฏิบัติภารกิจฝ่าแนวรบข้าศึก ตัวละครทุกคนมีที่มาที่ไป เหตุผล ปมอดีต ความเก่งแตกต่างกันออกไป ตัวละครมีความเถื่อน/ดิบ/หยาบ ตลกร้าย เสียดสี/ล้อเลียน หนังฮีโร่เต็มไปด้วยคำสบถ คำหยาบ ความรุนแรงทั้งการกระทำและจิตใจ ความกวนตีน กวนๆ ที่เชื่อแน่ว่าแฟนๆ DC น่าจะคุ้นกันดี หรือขาจรที่เพิ่งมาดู น่าจะชอบ/โดนใจ

ฮาร์ลี่ย์ ควินน์ อดีตคู่รักเก่าของโจ๊กเกอร์ สาวน้อยดิบ/เถื่อน/สวย เซอร์ รั่วหลุดโลก เห็นเลือดสวยงามเหมือนดอกไม้

บลัดสปอร์ต มือปืนขั้นเทพ ผู้มีคดี ใช้ปืนคริสโตไนต์ ยิงซูเปอร์แมน มากับชุดที่สามารถแปลงทุกส่วนในร่างกายเป็นอาวุธ เกลียดหนู ทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว

แรตแคทเชอร์ 2 สาวน้อย ผู้หลับลึกหลับได้ตลอดเวลา สามารถบังคับกองทัพหนู มีเจ้าหนูตัวน้อยเซบาสเตียน เป็นเพื่อน

เนเนวา คิงชาร์ก ฉลามยักษ์ร่างมนุษย์จอมพลังผู้หิวโหยกินคนตลอดเวลา ผู้โหยหาเพื่อน

โพลกา ดอตแมน มนุษย์จุด ผู้สามารถ ปล่อยจุดไปทำลาย ศัตรู มนุษย์ทดลอง ที่ถูกแม่นักวิทยาศาตร์ฉีดยาเพื่อให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ เขามีแม่อยู่ในทุกๆ ที่ เห็นทุกคนเป็นแม่

พีช เมคเกอร์ นักแม่นปืน ผู้เก่ง เก่งพอๆ กับบลัดสปอร์ตที่พร้อมพิสูจน์ตลอดเวลาว่าเก่งกว่าเป็นเจ้าแห่งนักแม่นปืน

รวมไปถึง..แฟล็ค ขาลุยจากภาคที่แล้ว กลับมารวมทีมมนุษย์แยกส่วน มนุษย์ถือหอก กัปตันบูมเมอแรง ฯลฯรวมไปถึง เจ้าสตาร์พิช เอเลี่ยนรูปปลาดาว จากต่างดาวผู้นำประเทศ ผู้นำกองทัพ จอมโหด และ วอลเลอร์ ผู้สั่งการแต่มาพร้อมกับความเหี้ยมไร้ความปรานีและรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเล็กๆ กับบรรดาพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่เบื้องหลังทีมเดอะ ซุยไซด์ สควอด (The Suicide Squad)

บรรดานักแสดงในเรื่อง คุ้นหน้าคุ้นตากันหลายๆ คน แต่..ต้องบอกเลยว่า จำชื่อ ไม่ได้ มีเพียง มาร์โก้ ร็อบบี้มาพร้อมภาพจำ ภาพกวนๆ จากทั้งในภาคแรก และหนังของตัวเองมาแล้ว เรื่องยังคงดูแรงเด่นๆ ดูลื่นไหลกวนเป็นธรรมชาติ โดดเด้งจนข่มคนอื่นๆ ที่เข้าฉากด้วยกันจนหมดและ ซิลเวสเตอร์ สตาโลน ที่มาให้เสียงเป็นคิงขาร์ค จอมกิน

เดอะ ซุยไซด์ สควอด (The Suicide Squad) หนังแอ๊กชั่นไซไฟ ตลกร้าย ที่ระอุไปด้วยความรุนแรง เต็มไปด้วยเลือดๆ ร่างเละๆ กระจุยกระจาย ผสมผสานกับตลกร้าย รวมทีมฮีโร่ที่มาจากจอมวายร้ายตรงกันข้ามจากบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย ใครที่ชอบแนวนี้ไม่ควรพลาด แต่ถ้ากลัวความสยดสยอง ถ้าอยากดูคงต้องดูไปปิดตาไปหนังยาว 133 นาที ที่ดูแล้วรู้สึกทำไมจบเร็วเกิน จะเคยดูภาคที่แล้วมาแล้วหรือไม่ก็ยังคงสนุกได้กับภาคนี้

ชอบระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/605962

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking)

วันเสาร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผลงานซีรี่ส์ไทยเรื่องที่สองต่อจาก “เคว้ง” ที่เป็นผลงานการผลิตภายใต้ โลโก้ Netfix ที่ออกซีซั่น 1 มาให้ดูกันรวดเดียว ตอนจบ มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) เป็นซีรี่ส์ที่เปิดตัว ออกตัวแรงด้วยความน่าสนใจจากเนื้อหาและตัวผู้กำกับโขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ

มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) มาพร้อมกับ บรรยากาศอึมครึมของกรุงเทพฯ ออกมาในโทนดาร์กๆ ไม่สดใสชวนให้นึกถึงด้านมืดของกรุงเทพฯ โดยใช้หน่วยกู้ภัยมาเป็นแบล็กกราวนด์เมื่อตัวเรื่องมาพร้อมกับความดาร์ก ตอนแรกที่ดู อดนึกถึงสัมผัสเสียงมรณะ (Voice) งานรีเมคเกาหลี ที่ เตอร์-นพชัยชัยนาม กำกับไม่ได้ เรื่องดาร์กจริง ดำมืดทุกอย่าง ทั้งเรื่องและตัวละคร สำหรับใน มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking)ดูเด็กไปเลย…ก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมภาพของทั้งสองเรื่องมาคู่กัน อาจเป็นเพราะงานโปรดักชั่นที่ดูเนี้ยบดูดีเหมือนกันก็ได้

โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ยังคงชัดเจนในลายเซ็นผลงานของตัวเอง กลิ่นอาย บรรยากาศความรุนแรง มาแบบเต็มที่ เพียงแต่ภาพที่ออกมาอาจจะไม่หนักแน่นหรือรุนแรงเท่ากับผลงานหนังใหญ่แต่ก็ยังดูดี ทั้งการเดินเรื่อง การทำให้หนังดูสนุกหรือสิ่งที่มาล้อเลียนเสียดสีในตัวเรื่อง

เส้นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เน้นไปที่เรื่องของชายหนุ่มที่จับพลัดจับผลูเข้ามาสู่วงจรธุรกิจมืด การเปิดโปง การเอาตัวรอด และพิสูจน์ ค้นหาความจริงในแนวทางของหนังแนวดราม่าแอ๊กชั่นดราม่าตามสูตร ดูแบบเพลินๆ ไม่ต้องคิดมาก บทหนังอาจจะมีข้อผิดพลาดเยอะ บางจุดอาจดูลอยๆ ไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่ก็ถูกทดแทนด้วยโปรดักชั่นและการแสดงของนักแสดง

เวียร์-ศุกลวัฒน์  คือส่วนที่ดีงามที่สุด เล่นแบบลื่นไหล ดูเป็นธรรมชาติ ทุกฉากที่ออกมาพลังล้นเหลือ ดูแล้วอินตาม เชื่อว่าเป็นวันชัย จริง ออร่าความเด่นมาแบบเต็ม ดูดีครบสูตร ทั้งดราม่าแอ๊กชั่น รัก 

ออม-สุชาร์  เล่นน่ารักตามสไตล์ บุคลิก ท่าทาง แม้ว่าอาจจะเยอะเกิน เล่นใหญ่ ใช่เลยกับการเป็นนักข่าวจริงๆ ดูเป็นเจ๊ของวงการบันเทิง ออม จับคู่กับ เวียร์ ได้แบบเข้าขา ลงตัว

แบงค์-ปวริศร์ ยังคงมาดๆ เซอร์ๆ ดิบๆ แต่แฝงไว้ด้วย ความเป็นคนดี คนมีความหลัง เมื่อสวมชุดกู้ภัยนี่ใช่เลย

หนึ่ง-ภาสวร (วรเขษฐ์ นิ่มสุวรรณ) โชว์เก๋ากับบท ฮาร์ตคอร์ตัวร้ายโรคจิต ดิบ เถื่อน บทเด่นมากๆ กวน/ร้ายในแบบซาดิสม์ชวนให้นึกถึงบทแบบนี้ในหนังไทยในอดีตบุคลิกเดียวกับเอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, สหัสชัย ชุมรุม

ปู-สหจักร นิ่งๆ แต่มีความร้ายแฝงอยู่ในบทประทีป ผู้บริหารกู้ภัยพลังธรรม ฮาร์ท-สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล จัดเต็มกลุ้มกลิ่ม ลื่นไถลสมเป็นนักธุรกิจใหญ่ ดูเหมาะกับบทเฮียวัฒนา เสี่ยใหญ่ที่ถอดแบบนักธุรกิจที่พบเห็นกันได้ทั่วๆ ไป

ที่ชอบมากๆ คือ เพลงประกอบ เพลง เพียงเธอที่จริง เสียงร้องของ จมาพร แสงทอง เนื้อเพลง ทำนอง เสียงร้อง เข้ากับตัวเรื่องและยังช่วยขยี้อารมณ์ให้เพิ่มขึ้นได้มากทีเดียว รวมไปถึง ตรงเส้นขอบฟ้า เพลงดังของ น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ให้ เวียร์มาเกากีตาร์ในอารมณ์เหงาๆ ก็ไพเราะไปอีกแบบโดยรวมแล้ว ค่อนข้างที่ชอบ มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) ไม่น้อยอาจจะไม่ดีที่สุด แต่ก็ดูได้แบบเพลิดเพลินจำเริญใจ ชนิดดูแบบรวดเดียว 6 EP 8/10 คะแนน +อีก 1 คะแนน ให้ ออม-สุชาร์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิน จัน (Extraordinary Siamese Story : Eng and Chang) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/604428

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิน จัน   (Extraordinary Siamese Story :  Eng and Chang)

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อิน จัน (Extraordinary Siamese Story : Eng and Chang) ซีรี่ส์ความยาว 13 ตอน ผลงานของ ทรู ออริจินัล และ กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ที่เปิดตัวอย่างฮือฮา ในการเป็นซีรี่ส์ไทยเรื่องแรกที่เปิดตัวพร้อมกับ Disney +Hotstar หนึ่งในงานฉลองครบรอบ 70 ปีของ กันตนา และเป็นอีกครั้งของ กันตนา กับการหยิบเอาเรื่อง แฝดสยาม มาทำเป็นหนังที่เคยทำเป็นสารคดี ความยาว 26 ตอนจบ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

อิน จัน เล่าเรื่องของแฝดสยาม ในประเด็นความรักครอบครัวที่อเมริกา การดำเนินชีวิตในอเมริกาเป็นหลัก ในรูปแบบของดราม่า ไม่ได้เน้นวิชาการต่างๆ เริ่มต้นแต่พบรักมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต 

บ็อบ-วรุตม์ บราวน์ และ เบ็น-วราวุฒิ บราวน์ ไปได้ดีกับบท อิน จัน ในบุคลิกที่ต่างกันออกไป ชัดเจนในตัวตนของแต่ละคน อิน สุภาพสุขุมรอบรอบ จัน วู่วามขี้เหล้า ชอบเสี่ยงอารมณ์ร้อน ทั้งคู่เล่นดี ทั้งสีหน้าท่าทาง ทำให้เชื่อว่าทั้งคู่เป็นอิน จัน จริงๆ

เดน่า สโลซาร์ ในบท ซาร่า กับ มารีญา พูลเลิศลาภในบท แอดิเลด สวยเล่นดี ดูดีทั้งบทกุ๊กกิ๊ก รัก หรือแม้แต่บทดราม่าหนักๆ บทเด่น แบกหนังไว้ตลอดไม่แพ้ตัวอิน จันดูแล้วเชื่อในความเป็นพี่น้องที่มีทั้งรักกัน ขัดแย้งกัน ไม่แพ้อิน จัน ดูแล้วบางทีก็รัก บางทีก็น่ารำคาญกับบางเรื่องที่ทั้งคู่ทำ

เจสัน ยัง มารับบท ชาร์ล แฮริส เพื่อนสนิทของอิน จันเล่นสบายๆ ไม่มีอะไรมาก โอซา แวง แปลงโฉมอ้วนฉุ แก้มป่องที่ดูแปลกตา แต่ดูไปดูมาไม่ค่อยสมจริง ดูหลอกๆ ในบท แนนซี่ เยทส์ แม่ยายของอิน จัน 

อิน จัน ดีงามในด้านโปรดักชั่น ภาพ มุมกล้อง แสงการตัดต่อ ออกมาดูดีสวย เครื่องแต่งกายสวย ดูดีเหมือนดูหนังฝรั่งโปรดักชั่นดีๆ มิวสิกวีดีโองามๆ เนรมิตภาพออกมาดูแล้วเชื่อว่าเกิดในอเมริกา ในยุคนั้นจริงๆ มีการยกกองไปถ่ายทำในไร่ที่อเมริกา จริงๆ ฉากบ้านเมือง บ้าน ดูสมจริง ที่เด่นมากๆ คือ สถานีรถไฟ ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะไม่รู้เลยว่าคือหัวลำโพง บ้านของอิน จัน ที่สร้างในกันตนามูฟวี่ทาวน์ดนตรีประกอบกับเพลงประกอบ ฝีมือ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ เพราะมาก มีสกอร์เป็นของตัวเอง ในแต่ละช่วง ช่วยเพิ่ม/ขยี้อารมณ์ให้กับหนังมากมาย ให้บรรยากาศเหงาๆ ในแบบชาวไร่อเมริกันดีๆ แค่สงสัยนิดหนึ่ง ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด เพลงนำยังภาษาอังกฤษ แต่พอช่วงท้ายๆ เพลงประกอบกลับเป็นภาษาไทย 

เต้นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก ทำ อิน จัน ออกมาได้ในระดับดีโกอินเตอร์ได้อย่างสบายๆ ดูสนุก ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ทำให้รู้จักแฝดสยามอิน จัน ในมุมที่อาจจะไม่มีใครรู้ ในรูปแบบความบันเทิงที่ดีงามไม่แพ้สารคดี แฝดสยาม อาจจะไม่สนุกตื่นเต้นเร้าใจอะไรมากนัก แต่ก็เป็นงานที่ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ ในแบบที่รู้สึกว่ามีความอินเตอร์กันเลยทีเดียว 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ครูเอลล่า (Cruella) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/602849

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ครูเอลล่า (Cruella)

วันเสาร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Cruella หนังใสๆ สไตล์ดิสนีย์ที่อิงตัวละครมาจากการ์ตูนคลาสสิก ประจำปี 1961 ที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนของโดดี้ สมิธ ซึ่ง ครูเอลล่า เดอวิล ตัวร้าย ใน Cruella ฉบับนี้ เป็นแค่การดึงตัวละครจากวรรณกรรมมาตีความใหม่ สร้างเหตุการณ์ใหม่ เป็นฉบับคนแสดง ต่างไปจากฉบับคนแสดงที่ แกลน์ โคส เคยเล่นเอาไว้ซึ่งนำเอา ทรามวัยกับไอ้ด่าง ขึ้นจอแบบคนแสดง

เอสเตลล่า สาวนักต้มตุ๋น ส้มหล่น ได้เข้าอยู่ร่วมทีมกับบารอนเนส เจ้าแม่วงการแฟชั่น ผู้ทรงอำนาจจอมเกรี้ยวกราด ผู้มีดัลเมเชี่ยน 3 ตัวเป็นเพื่อน ก่อนที่เธอจะรู้ที่มาที่ไปในชาติกำเนิดตัวเองครูเอลล่า เดอวิล ด้านมืดของ เอสเตลล่า จะปรากฏตัวขึ้น สงครามของเจ้าแม่แฟชั่นผู้ยิ่งใหญ่กับสาวเก่งคิดนอกกรอบ แหวกแนว ไอเดียล้ำจึงเริ่มต้นขึ้น

Cruella เดินตามรอย Maleficent มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ (2014) ที่ดิสนีย์ดึงเอาตัวร้ายจากหนังการ์ตูนเรื่องดังออกมาเป็นตัวเอก มีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง เรื่องฉีกจากต้นฉบับที่ชัดเจนคือ จากตัวร้ายกลายมาเป็นนางเอก จาก มาเลฟิเซนต์ แม่มดตัวร้ายในเจ้าหญิงนิทรา มาสู่ ครูเอลล่า หญิงร้ายใน ทรามวัยกับไอ้ด่าง

ใน Cruella พาไปเจอะเจอกับ ครูเอลล่า ตั้งแต่เด็ก ที่มาที่ไป ปมต่างๆ ในตัวนาง เนื้อเรื่องเป็นเอกเทศ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวต้นฉบับ มีเพียงแค่ตัวละครหลักๆ (ที่เป็นคน) ที่โผล่มากันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา มาในทิศทางเดียวกับ ครูเอลล่า มีความเกี่ยวพันมาอย่างไร

เอ็มม่า สโตน เล่นเป็น เอสเตล่า ที่ดูเจ้าคิดเจ้าแค้น เก่ง ดูมีเล่ห์เหลี่ยม เป็นสาวสดใส แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าส์ พอมาเป็นครูเอลล่าก็ดูร้ายกาจ เปรี้ยว ดูนอกกรอบ ด้วยทรงผมสองสี ครึ่งขาวครึ่งดำกับทำความรักผสมการแสดงที่ล้นเหลือแม้ภาพที่ออกมาจะดูน่ารักไม่ดูรังสีแผ่ซ่านร้ายหรือน่ากลัวแบบในต้นฉบับ

เอ็มม่า ทอมป์สัน พลังเหลือล้น ดูร้ายสุดๆ กับ บท บารอนเนสเจ้าแม่วงการแฟชั่น สวย/เริ่ด/เชิด/หยิ่ง เล่นร้ายทางสีหน้า ท่าทางแววตา ดูเป็นตัวร้ายในการ์ตูน จริงๆ ดูน่ากลัวกว่า ครูเอลล่า เดอวิลในการ์ตูนซะอีก

สอง “เอ็มม่า” คือการแสดงกันได้แบบเข้าขากัน จนเป็นจุดเด่นโดดเด่นมากๆ ทำให้หนังดูสนุก เพลิน ตั้งแต่ต้นจนจบ Cruella เดินเรื่องในแนวการ์ตูนๆ แฟนตาซีเหนือจริง ดูตลกร้าย เสียดสี เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน โปรดักชั่นยอดเยี่ยมมาแบบจัดเต็ม สมกับเป็นหนังที่เกี่ยวกับวงการแฟชั่น อลังการงานสร้างทั้งแสงสี เครื่องแต่งกาย และที่เด่นมากๆ คือ เพลงประกอบ ที่นำเอาเพลงคุ้นหูเข้ามาเพิ่มเติมความสนุกเข้ากับฉากหลังใจกลางกรุงลอนดอน

คริส หอวัง พากย์เสียงไทย ครูเอลล่า ได้ไม่เลว ดูไปฟังไปหน้าของเธอลอยมาเลย 

น่าเสียดายที่  Cruella ถูกนำมาออนแอร์ทางดิสนีย์+ ทั้งๆ ที่ภาพรวม ถ้าได้ดูบนจอใหญ่ เสียงกระหึ่มๆ น่าจะดูสนุกมากกว่าและท้ายเครดิต ยังมีติ่งเล็กๆ ที่โยงเข้าสู่ ทรามวัยกับไอ้ด่าง (One Hundred and One Dalmatians) ที่รับรอง ยิ้มส่งท้ายกันได้เลยทีเดียว ดูให้จบถึงในเอนเครดิตนะครับ Cruella ยาว 134 นาที แต่ดูเพลิน เหมือนไม่ยาว แป๊บเดียวจบ และพอดู Cruella จบ อดไม่ได้ที่จะกลับมาย้อนวัยเยาว์ มีความสุขกับ ทรามวัยกับไอ้ด่าง อีกครั้ง สนุกถูกใจระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/601224

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist)

วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากปล่อยให้ใจจดใจจ่อรอกันมานานข้ามปี ในที่สุด Netfix ก็ได้ฤกษ์ส่ง “ทรชนคนปล้นโลก” (Money Heist)ซีรี่ส์ชิ้นเยี่ยมที่ดังระดับโลกจากสเปนออกมาให้ดู

“ทรชนคนปล้นโลก” (Money Heist) ซีซั่น 1-2 (2017)เปิดตัวปฏิบัติการกลุ่มโจรวางแผนปล้นโรงกษาปณ์ของสเปนจับตัวประกัน เปิดตัวกลุ่มโจรในชุดฮู้ดสีแดง ใส่หน้ากากโดยมีศาสตราจารย์คอยเป็นกุนซือสั่งการอยู่ข้างนอกปฏิบัติการสำเร็จ แม้จะมีคนสูญเสียมาถึงซีซั่น 3-4 (2019/2020) ทางการปฏิบัติการเอาคืน สมาชิกโจรหน้ากากบางคนถูกจับ ศาสตราจารย์กลับมาอีกครั้งรวมทีมเก่า เพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามา เพื่อช่วยคนที่ถูกจับ ด้วยภารกิจใหม่ จับตัวประกัน บุกยึดธนาคารกลางของสเปน ทางการส่งสารวัตรสาวท้องแก่คนเก่งมารับมือกลุ่มโจร เริ่มจนตรอก มีการสูญเสียสถานการณ์เริ่มอันตราย (ในซีซั่น 3 มีการยกกองมาถ่ายทำในไทยด้วย ศาสตราจารย์หนีมาซ่อนตัวในเมืองไทย) ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist) ซีซั่น 5 (2021) มาสานต่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่อจากซีซั่น 3-4 ปิดจ๊อบซีรี่ส์ชุดนี้ 

“ทรชนคนปล้นโลก” (Money Heist) ในซีซั่น 5 ยังคงดูสนุกสนานลุ้นระทึกไม่แพ้ใน 4 ซีซั่น สนุกไปกับการหักมุมการล่อหลอกให้คนดูหลงทาง (แม้ในภาคนี้ คนดูพอจับทางออกตัวละครหลักๆ เหลือน้อย แต่ก็ยังสนุก) ระทึกไปกับฉากแอ๊กชั่นเร้าใจ ยิงกระจุยระเบิดกระจาย เรื่องดราม่ากินใจ สนุกไปกับการเล่าเรื่องใน 2 สถานที่ที่เกี่ยวข้องกันในสถานการณ์เดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์และเป็นการนำเสนอมาตั้งแต่ซีซั่น1-4 และมีการตัดสลับไปกับภูมิหลังอดีต เล่าย้อนไปถึงตัวละครหลักๆ

กองบัญชาการ ศาสตราจารย์ ยังคงอัจฉริยะ วางแผนสั่งการเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ต้องรับมือและพลาดพลั้งให้กับอลิเซีย ซิเอร์ร่า สารวัตรสาวท้องแก่ใกล้คลอด หลังจากที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครหลักๆ ไปเกือบหมด ในซีซั่นนี้ก็มาถึงคิวของ “โตเกียว” ที่ตัวหนังตัดสลับไปกับเหตุการณ์ปัจจุบันพาไปรู้จักเธอ ทั้งอดีต ความรัก ความเจ็บปวด และตัวตนจริงๆ ที่เธอเป็น พาย้อนดูที่มาที่ไป การร่วมแก๊ง รวมไปถึงความรักครั้งแรกกับ เรม่า ที่ออกปล้นด้วยกัน รวมทั้งมีการตัดสลับย้อนไปถึง “เบอร์ลิน” กับ “ตาเดียน่า” ที่พา “ราฟาเอล”ลูกชายออกปล้นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตรงนี้ยังงงๆ อยู่ เกี่ยวข้องอะไรกับปัจจุบัน “เบอร์ลิน” ที่ตายไปตั้งแต่ซีซั่นสอง แต่ยังอุตส่าห์เล่าย้อนอดีตมาจนถึงซีซั่นนี้ และมีการพูดถึง ย้อนถึง “ไนโรบี” สาวห้าวขวัญใจของคนดูที่หมดตัวไปแล้วจากซีซั่นที่แล้วมาให้หายคิดถึงแบบเล็กๆ

ทรชนคนปล้นโลก (MoneyHeist) ซีซั่น 5 เดินทางมาถึงครึ่งทาง กำลังสนุกแต่ก็หยุดพักให้หายคอหายใจกลับมาอีกครั้งกับอีก 5EP ที่เหลือ ที่ต้องรอกันถึง 5 ธันวาคมนี้ อดใจรออีกนิดและทาง Netfix ยังมีของแถมท้ายสารคดี เบื้องหลังหนังชุดนี้ชุดที่ 1 ให้ดูอีกด้วย นำทีมคุยโดย โตเกียว “ทรชนคนปล้นโลก”(Money Heist) ซีซั่น 5 มันส์สะใจ ลุ้นระทึกในระดับ 9/10 คะแนนชอบมาก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Silent Forest สบายใจเถอะ ที่นี้ไม่มีคนเลว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/599672

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Silent Forest  สบายใจเถอะ ที่นี้ไม่มีคนเลว

วันเสาร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

The Silent Forest คือ หนังดราม่าเรื่องดังของไต้หวันประจำปี 2020 ที่หยิบเอาเรื่องจริงของการคุกคามทางเพศในโรงเรียนเล็กๆ มาเป็นเส้นเรื่องหลัก “จางเฉิน” เด็กหนุ่มพิการที่มีปัญหาบ่อยครั้งย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนผู้พิการทางการได้ยินแห่งไถหนาน ที่นี่เขาได้“เป้ยเป้ย” สาวน้อยน่ารักเป็นเพื่อน ต่อมา เป้ยเป้ย ถูกดึงเข้ามาในเกมที่เกิดท้ายรถโรงเรียนที่ตกทอดมาสู่รุ่นของรุ่น ที่มี เสี่ยวกวาง เป็นหัวโจก “จางเฉิน” ทำทุกอย่างเพื่อช่วย เป้ยเป้ย โดยมี “หวังต้าจวิน” ครูหนุ่มใจดีคอยช่วยเหลือ จนเรื่องบานปลายใหญ่โต เส้นแบ่งระหว่างผู้กระทำผิดกับเหยื่อที่เกิดจากความเคยชินจากรุ่นสู่รุ่นกำลังจะกลายเป็นเส้นเดียวกัน 

The Silent Forest คืองานเปิดตัวหนังยาวเรื่องแรกของเค่อเจิ้นเหนียน ผู้กำกับหญิงหน้าใหม่ชาวไต้หวัน ที่กำลังมาแรง และจากงานชิ้นนี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ของไต้หวัน เค่อเจิ้นเหนียน ทำ The Silent Forest ไปแบบเรื่อยๆ เหมือนเป็นหนังดราม่าของคนพิการธรรมดาๆ แต่ในความเรียบๆ ง่ายๆ ตัวหนังกลับมาพร้อมบรรยากาศหนักอึ้ง ค่อยๆ บีบอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆผู้กำกับเก่งในด้านการใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ นักแสดง การแสดง บท ภาพเสียง เพลง และบรรยากาศ ฝนตกฟ้าร้อง ลมพัดรอบๆ ข้าง ทำให้หนังตัวละครที่ไร้เสียง กลับไม่ทำให้รู้สึกว่าหนังเงียบ หรือไม่ทำให้หนังน่าเบื่อ

“เฉินเอี้ยนเฟย” มารับบท “เป้ยเป้ย” นางเอกของเรื่อง ที่มาพร้อมกับวัยที่น่ารัก สดใส แต่ก็ทำให้สะเทือนใจไปกับเหตุการณ์ที่เธอเจอบทหนักๆ เธอทำได้ เล่นเก่งทั้งสีหน้าท่าทาง ยิ่งเธอสดใสน่ารักเท่าไรยิ่งทำให้หนังออกมาหดหู่มากเท่านั้น ในขณะที่กุ๊กกิ๊กสบายๆ ก็อดยิ้มไปกับเธอด้วยไม่ได้ ดูเรื่องนี้แล้วหลงรัก “เฉินเอี้ยนเฟย” ขึ้นมาทันที จนต้องไปตามหางานเก่าๆ เธอมาดู

“หลิว ทรอย” รับบท “จางเฉิน” ตัวเดินเรื่องหลักที่มีทั้งความน่ารักความหล่อ บุคลิกที่ดูมีปมในใจ ความเข้มแข็ง พร้อมที่จะปกป้องคนรักเขาเล่นได้ดีครบสูตร “หลิวติ้งควน” รับบท “หวังต้าจวิน” คุณครูหนุ่มที่เข้ามาดูแลช่วยเหลือลูกศิษย์ แก้ปมปัญหาต่างๆ รวมทั้งพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ “The Silent Forest’ คือหนังดี ที่ดูแล้วหดหู่สะเทือนใจ ใครที่ชอบหนังดี หนังที่ดูเหมือนจะเบาๆ สบายๆ แต่เอาจริงๆแล้วดราม่า สาระหนักอึ้ง อีกหนึ่งหนังคุณภาพที่หาดูได้ทาง Disney+Hotstar 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ray (X-Ray : Selected Satayjit Shorts) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/597970

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ray  (X-Ray : Selected Satayjit Shorts)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ray (X-Ray : Selected Satayjit Shorts)

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ซีรี่ส์ชิ้นเยี่ยมจำนวน 4 ตอนจากอินเดีย จากค่าย Netfix ที่นำเอาเรื่องสั้น 4 เรื่อง ของ สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับชื่อดังระดับโลกชาวอินเดียมาสร้าง เพื่อร่วมในวาระชาตกาลครบรอบ 100 ปี Ray เป็นเรื่องสั้นแนวลี้ลับในแบบ แดนสนธยา (Twilight Zon)หรือถ้าเป็นไทยๆ ก็ประมาณบันทึกกรรม กฎแห่งกรรม ที่ดูง่ายๆ สบายๆ ต่างคนต่างตอนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่พูดถึงในเรื่องคล้ายๆ กันความเชื่อเทพเจ้า โชคลางสะท้อนภาพชีวิต สังคมแนวจริงจังกับชีวิต ในแบบของ สัตยาจิต เรย์ สบายใจได้ไม่มีแน่นอน

อย่าลืมฉัน (Forget Me Not)

อิปสิต รามา แนร์ นักธุรกิจหนุ่มผู้มีความมั่นใจในความจำอันเป็นเลิศ ประสบความสำเร็จทั้งในธุรกิจและครอบครัวเพิ่งได้ลูกสาว จนมาพบกับสาวสวยแปลกหน้ามาทัก ความหลังสัมพันธ์สวาท เมื่อวันเกิดครบรอบ 30 ปี เรื่องที่เขาจำอะไรไม่ได้ คิดแค่เป็นเรื่องหลอกลวง จากนั้นมาเขาเริ่มประสาทหลอน มีอาการสับสน ความจำที่เคยเลอเลิศกลับเลอะเลือนสับสน..ตอนนี้ออกมาในแนวพิศวาสฆาตกรรม ระทึกขวัญ แนวจิตๆ สนุกชวนติดตามหาคำตอบที่มาที่ไปของความสัมพันธ์เริ่มต้นแบบปริศนา คลี่คลายในแบบสะใจ 7/10 คะแนน

ศาสตร์แห่งการปลอมตัว (Bahupiya : Character)

อินทราชิช ช่างแต่งหน้าหนุ่มผู้แสนดี แต่ขี้แพ้ขี้บ่น บุญหล่นทับ ได้รับมรดกและตำราแต่งหน้าแปลงโฉมชั้นเลิศจากยายผู้ล่วงลับ เขาใช้วิชาแปลงโฉม กลับมาแก้แค้นคนที่เคยทำกับเขา ก่อนที่จะเริ่มท้าทายเทพเจ้า คนทรง แชะการหลอกลวง ชัดเจนในการเล่าเรื่อง แบบ บันทึกกรรม คนดีที่แปรเปลี่ยนไป สิ่งที่ได้รับการท้าทายกับสิ่งที่มองไม่เห็น สุดท้ายสิ่งที่ได้รับ ก็ย้อนกลับมาเข้าตัวเอง เข้าทำนอง คนเล่นของ แล้วของกลับมาเข้าตัวเอง 7/10 คะแนน

Hungama Hai Kyon Barpa

Barin Bhowmick’s Ailment

มูซาเฟียร์ อาลี นักร้องนักขับกล่อมบทกวีชื่อดังกับอัสลาม เบจ นักข่าวอดีตนักมวยปล้ำ ชายแปลกหน้าที่ต้องมาอยู่ร่วมกันในระยะเวลาสั้นๆ บนรถไฟ บทสนทนาสั้นๆ พาทั้งคู่ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ที่ทั้งสองเคยเจอกันแบบนี้บนรถไฟมาแล้วไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ตอนที่เล่นกับเรื่องของ เครื่องราง ความเชื่อหัวขโมยปมปัญหาที่อยู่ในใจ การปลดปล่อย การให้อภัย เป็นตอนที่ดูดราม่าที่สุด เดินเรื่องไปกับการสนทนาของสองตัวละคร เป็นตอนที่ดูแล้ว ฟิลกู๊ดที่สุด “เมื่อคนเราขโมยของ ที่เป็นของโปรด ประเมินค่าไม่ได้ไปจากคนอื่น เขาคนนั่นควรจะโดนสาปไปทั้งชีวิตเรื่องสั้นของ สัตยาจิต เรย์ ที่ถูกขโมยไปก็อยู่ตรงนี้” 8/10 คะแนน

Spotlight

วิกรม ดาราผู้เอาแต่ใจตัวเอง เปิดศึกแย่งห้องพักในโรงแรมหรูหรา กับ ดิดิ ร่างทรงของเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ที่คนศรัทธาทั้งประเทศสนุกสนานเฮฮาไปกับดาราหนุ่มหลงตัวเอง ดาราที่เล่นได้หน้าเดียว ลุคเดียว ที่ไปท้าทายกับ คนดังตัวแทนความศรัทธาของคนทั้งประเทศ ดารากับคนดัง ใครจะแน่กว่ากันเป็นตอนที่ดูแล้ว ใกล้ตัว เห็นได้บ่อยในประเทศนี้ ดาราคนดัง เจ้าแม่หรือนักต้มตุ๋นที่เล่นกับความเชื่อความศรัทธาพลังศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาจากสงครามแย่งห้อง มาสู่ การโกอินเตอร์ พี่วิกรม จะได้ข้ามจากบอลลีวู้ดไปฮอลลีวู้ด หรือเจ้าแม่ดีดี จะได้ย้ายไปตั้งสำนักใหม่ในอเมริกา..“ทุกคนจำกัดตัวเองด้วยขอบเขตต่างๆ ไม่มีใครยอมข้ามไป คุณต้องก้าวข้ามขอบเขตไป เพื่อคว้าสิ่งที่ต้องการ…ฉันคือหุ่นเขิด และเธอคือหุ่นเชิด” 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลูก้า (Luca) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/596426

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลูก้า (Luca)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลูก้า (Luca)

วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Luca (2021) แอนิเมชั่นน่ารักๆ เรื่องล่าสุดจากค่ายดีสนีย์ กับ พิกซ่าร์ ที่ทาง Disney +Hotstar นำออกมาให้แฟนๆ ประจำได้ยิ้ม สนุก มีความสุข Luca มีความชัดเจนในความเป็นแอนิเมชั่น 3D จากค่ายพิกซ่าร์ กับการ์ตูนลายเส้นสวยๆ ของ ดีสนีย์

“ลูก้า” ปีศาจทะเลตัวน้อยได้พบกับ “อัลแบร์โต้” ปีศาจทะเลกำพร้าที่ขึ้นมาใช้ชีวิตบนบกโดยบังเอิญ “อัลแบร์โต้” สอน “ลูก้า” ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ ทั้งคู่ชื่นชอบและมีความฝันอยาก “ขี่เวสป้า” จึงตัดสินใจออกเดินทางมายังเมืองมนุษย์จนมาเจอกับ “จูเลีย” เด็กสาวจอมแก่น และตัดสินใจตั้งทีม“ไก่รองบ่อน” ขึ้นมา เพื่อเข้าแข่งขันไตรกีฬา เพื่อนำเงินรางวัลมาซื้อ “เวสป้า”

ด้วยพลอตเรื่องง่ายๆ ดูสบายพอเดาทางได้ ทำให้ดูกันได้แบบเพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ สนุกสนานไปกับตัวละครน่ารักๆ เนื้อเรื่องใสๆ ที่แทรกมุขน่ารักๆ ที่ดูไปยิ้มไปได้ตลอดเรื่องใน “Luca” เรื่องเกิดขึ้นใน เมืองโปโตรโรสโซ่เมืองเล็กๆ ริมทะเลของอิตาลี ตัวหนังสร้างตัวละครที่มีหน้าตา รูปร่างท่าทาง สภาพบ้านเมือง ชัดๆ คืออิตาลี แถมยังขยี้ด้วยดนตรีและเพลงประกอบเพราะๆในแบบอิตาลี

คาแร็กเตอร์ตัวละคร ปีศาจทะเล ดูแปลกใหม่ผิดไปจากที่เคยๆ เห็นมาในนิทาน มีชีวิตเหมือนปลาในน้ำแต่พอขึ้นมาพ้นผิวน้ำกลายร่างเป็นคน พอโดนน้ำ ส่วนที่โดนน้ำจะกลับกลายเป็นปีศาจทะเล บรรดาสัตว์ใต้น้ำปีศาจทะเล ในบรรยากาศของความเป็นการ์ตูนเน้นลายเส้นที่คุ้นตากันดีในการ์ตูนของดีสนีย์ แต่พอขึ้นมาบนบกจะมาในอีกอารมณ์ ความเป็นตัวการ์ตูนหน้าตาบ๊องแบ๊วน่ารักๆ บรรยากาศเมืองท้องทะเล จัดเต็มในความเป็นแอนิเมชั่นของ “พิกซ่าร์” สนุกสนานไปกับมิตรภาพของเพื่อนรัก “ลูก้า” กับ “อัลแบรโต้” ที่พยายามเดินทางไปเพื่อตามหาความฝัน 

สำหรับคนที่ชอบดูการ์ตูนพากษ์ไทย “Luca” ยังคงมาตรฐานเสียงไทย เสียงน่ารักๆ ใสๆ เพลินไม่นอกเรื่องส่วนเพลงนั้นปล่อยเสียงต้นฉบับไม่มีเสียงร้องเวอร์ชั่นไทยแต่ก็มีเสียดายที่เพลงไม่มีคำบรรยาย เลยไม่รู้ความหมายแต่เป็นเพลงที่เพราะมากๆ หนังจบแล้ว ในเอนเครดิตยังใช้ภาพลายเส้นแบบแรเงาน่ารักๆ แบบภาพประกอบในหนังสือนิทานก่อนนอนมาแทรกประกอบรายชื่อทีมงานก่อนที่จะปิดท้ายแบบจริงๆ กับติ่งน่ารักๆที่มาให้เกิดรอยยิ้มส่งท้าย อย่าลืม…ดูให้จบสนิทน่ารักๆแบบนี้ Luca ได้ใจไปแบบเต็มๆ 8/10 คะแนน