โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

https://www.naewna.com/entertain/844496

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของ GDH ที่จับมือกับ รฤก นำทีมโดย ยอร์จ-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร ทำหนังผีตลกสนุกสนาน จากฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่ เสือ-พิชย จรัสบุญประชา แต่ดูจาก ตัวอย่างหนัง รู้สึกเฉยๆ ไม่ดึงดูดให้อยากดู ถ้าไม่เห็นหน้าเต๋อ-ฉันทวิขช์ ก็ไม่นึกว่าจะเป็นหนังของ GDH พอมาเห็น โลโก้ รฤก ก็เริ่มทำใจ หนังต้องออกมาแค่ขำๆ แต่ไม่สุด เหมือน ผลงานเรื่องหลัง ที่ยิ่งทำออกมา ความสนุกยิ่งลดน้อยลง แล้วก็เป็น จริง ตามที่คิด.. 404 สุขีนิรันดร์..Run Run สนุก แบบไม่สุด จริงๆ บรรยากาศตลกเบาๆ บ้านๆ ของค่าย รฤก เน้นขำจากกลุ่มตัวละครขำกันเป็นทีม เน้นต่อปากต่อคำ เล่นมุขสดส่งมุขกันไปมา ถ่ายทำง่ายๆ

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ชัดเจนในความเป็นเต๋อ ขำๆ ในแบบ GDH  แม้บท นักรบ อาจมี คาแร็กเตอร์ขาดมิติที่ดีไปบ้าง แต่เต๋อก็เอาตัวรอดได้ เป็น คนเดียวในเรื่องที่เล่นดูดีสุดทั้งดราม่าหรือขำ ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว ในบท น้ำมนต์ นิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไร เล่นเป็นธรรมชาติ ในแบบตัวเสริม ตัวส่งตัวชงบทที่ดีให้กับตัวหนัง

นุ้ย เชิญยิ้ม-ชูเกียรติ เอี่ยมสุข กับ อาไท-สุภทัต โอภาส มาในแบบตลกคู่หู มาในแบบเดิมๆ ที่เห็นกันมาของคู่นี้ มีทั้งดูแล้วขำมุขเป้กไม่ขำ

ต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง ในบท ลลิตา ผีสาวคุณหนู ผู้เอาแต่ใจ ที่มาพร้อมกับ ความสวยในแบบน่ากลัวๆ ออร่า ความน่ารักแบบจัดเต็ม เลยทำให้ กลัวไม่ลง

นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล ในบท หลิน  ที่มาพร้อมความสวยแบบหมวยๆ ในลุคสาวรุ่นใหม่ ดีงามๆ ทำให้ ความดราม่า ของหนัง ออกมาดูดีชอบการแสดงของ นัตตี้ สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออกมาดูดีเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าแสดง มากกว่าทุกๆ คนในเรื่อง

เพิ่มความขำ ด้วย บรรดาคือดารานักแสดงรับเชิญที่โผล่หน้ามานิดๆ หน่อยๆ ในหนังของ GDH ที่ในเรื่องนี้มี อาทิ เผือก-เผือก พงศธร จงวิลาส ในบท นายหน้าขายโรงแรม ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุชแพ่งนคร ในบท กี้ เจ้าของคาราโอเกะ  เซียนหรั่ง-ภูวเนตร สีชมภูในบท ด็อกเตอร์ปราบผี ยังคงทำหน้าที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดี

ที่ดูขัดตามากที่สุดคือ ฉากเจ็บตัว ทั้งหลาย ชัดเจนในการใช้ สแตนด์อิน หุ่น มาแสดงแทน ความไม่เนียน ยิ่งทำให้ลดทอนความสนุกของหนังและเพลงใจรัก ที่นำเอาเพลงของ สุชาติ ชวางกูร มาร้องใหม่โดย  ลิษา- อลิสา ทองดี จากวง  La Moon มาประกอบภาพในส่วนดราม่าชีวิตรักของ สองคู่คนผีออกมาดี ได้อารมณ์ ดูแล้ว อด ซึม ไปกับตัวหนังส่งท้ายก่อนกลับบ้าน ด้วย เบื้องหลัง ฮาๆ หลังกองถ่ายปิดท้ายด้วย ลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 414404 จะออกไม่ออกมาลุ้นกัน

404 สุขีนิรันดร์..Run Run วิ่งไปวิ่งไป ไกลสุด ถ้าจับ ตลก ดราม่า ผีๆ มาผสมกันได้แบบลงตัวกลมกล่อม ด้วยพล็อตเรื่องแล้ว น่าจะทำให้ หนังออกมาดูสนุกกว่านี้ขำๆ ปนน่ากลัว 4/10 หัวกะโหลกเลข 4 ตามชื่อเรื่อง เลยละกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

https://www.naewna.com/entertain/843023

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังซีรี่ส์ไทย เรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ผลิตโดย หับโห้หิ้น บางกอก งานกำกับและเขียนบทหนังยาวเรื่องแรกของ ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร 

อย่ากลับบ้าน มาพร้อมกับหน้าหนัง ที่ออกมาในแนวหนังผี น่ากลัวๆ ชวนค้นหา ของแม่กับลูกน้อย ในบ้านเก่าๆ โบราณ มี นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี เป็นตัวขาย แต่เอาเข้าจริง อย่ากลับบ้าน แม้ ตอนต้นๆ บรรยากาศชวนระทึกไปกับ สิ่งลี้ลับ แต่ดูไปๆ ตัวหนังกลับไม่ใช่ อย่างหน้าหนังระทึกไปกับเรื่องราวลึกลับในมิติใหม่ เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่สถานที่ที่ควรกลับไป

อย่ากลับบ้าน พาเราตามสองตัวละครหลักๆ คือ วารี กับน้องมินลูกสาวที่เจอเรื่องลึกลับ กับรอดูปมชีวิตของ ฟ้า สารวัตรสาวท้องแก่ที่มาทำคดีสิ่งที่ใส่ไว้ในตัวละครทุกๆ ตัว คือ เรื่องความรักในครอบครัว แม่กับลูก วารีกับมิน พนิดากับวารี ฟ้ากับลูกน้อยในท้อง แม่ในทุกๆ แนว ซึ่งแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ต้องพึ่งผู้ชายต้นเหตุของเรื่องยังมาจาก ผู้ชายล้วนๆ ปมความขัดแย้งสามีภรรยา ในปมที่ต่างกันออกไป 

บทหนังค่อนข้างทำได้ดี พาไปรู้สึกกับตัวละคร ค่อยๆ เฉลยปม ใส่ลูกเล่นใส่รายละเอียดต่างๆ ลงไป ทำให้ค่อยๆ ตามเรื่องได้ตลอด ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น 2567 ปีนี้ กับปีต้นเรื่อง 2535 ก็ทำออกมาได้ดี เห็นความต่างของช่วงเวลาได้ดี ตัวหนังเล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม ชวนให้อยากรู้/สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าในโทนของ หนังมินิซีรี่ส์ ในแต่ละ EP จะให้น้ำหนัก ไปแต่ละตัวละคร ภาพที่สวยงาม มาในโทนลึกลับดำมืด ชวนเสียวขนลุกนิดรอสะดุ้งตกใจ ในแนวหนังเขย่าขวัญ

นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี เด่นมากๆ ในบท วารี เป็นตัวเดินเรื่อง บทแทบจะไม่ผ่อนคลาย หนักๆ ดูแล/รัก ลูกสาวตัวน้อย พยายามต่อสู้เอาลูกคืน หน้าตาท่าทางเหมือนโรคจิตนิดๆ ดูแล้วเชื่อว่า รักลูกพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ลูกกลับมา

แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา ในบท สารวัตรฟ้า นายตำรวจท้องแก่ ฉีกภาพจากทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา เป็นสาวท้องแก่ที่สวย ดูเป็นตำรวจที่แกร่งฉลาดไม่ยอมใคร มีฉากอารมณ์ให้เล่นหลายตอน ด้าน เจแปน-พลอยปภัส ฝนแก้วศิวพร เป็น น้องมีน ที่ดูน่ารักสมวัย เล่นเป็นธรรมชาติ 

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ในบท พนิดา แม่ของ วารี ดูจิตๆ มีปม ประสาทๆ ตลอด เพียงไม่ได้รู้สึกร้ายกาจอะไร รับรู้ได้ถึงการทำทุกอย่าง เพื่อวารีลูกสาว

ปาริธ ทิมทอง เป็นเต้ นายตำรวจผู้ช่วยฟ้า ที่คอยอยู่เคียงข้างแอบมีใจให้เธอ ชัดเจนในความเป็นตัวละครผู้ช่วย พาทิศ พิสิฐกุล รับบทผู้กำกับดนัย เจ้านายและสามีลับๆ ของฟ้า ที่ออกมาในแนวเห็นแก่ตัว 

ตุ้ย-ธีรภัทร สัจจกุล ในบท ยุทธชัย ผัววารี พ่อมิน มาดดูดีดูเป็นผู้มีอิทธิพล ออร่าความร้ายออกมาแบบเต็มๆ 

สหัสชัย ชุมรุม เนียนๆ ดูเป็น คนดูแลบ้าน ที่มีความลับซ่อนอยู่ภายใต้ ความบ้านๆ ชรา หลงๆ ลืมๆ เป็นตัวละครที่เหมือนไม่มีอะไร สตาร์บัคส์- พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล มาในบท นที คนสนิทของ พนิดา ที่ทำหน้าที่ทุกอย่างตามที่นายสั่ง 

วิทยา ปานศรีงาม ในบท วิชัย พ่อของฟ้า อดีตนายตำรวจเกษียณอายุ ที่เคยทำคดีบ้านวนิดาในอดีต ณัฐนันท์ คุณวัฒน์ รับบท วัฒน์ พ่อของ วารีสามีพนิดา อลีน่า มารี จาง มาในบท วารี ตอนเด็ก ที่สดใสน่ารัก ไม่แพ้ มิน สาวิกา กาญจนมาศ รับบท อร

อย่ากลับบ้านจัดเป็น มินิซีรี่ส์ ที่ทำออกมาได้ดี ตามมาตรฐานของ Netflix ชัดเจนในความเป็นหนังเขย่าขวัญ หนังไซไฟวิทยาศาสตร์ ในแนวสืบสวนสอบสวน แต่น่าผิดหวัง กับตอนจบ ที่ในส่วนของ วารี กับ มิน ลูกน้อย หนังเฉลยชัดเจน แค่..ยังงงๆ ในเรื่องเวลา การย้อนเวลา ที่หนังเฉลย มันไม่เคลียร์ คิดเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เลยดูลอย ไม่สมเหตุสมผล อย่ากลับบ้าน ปิดท้ายด้วย เพลง ความทรงจำร้องโดย วิโอเลต วอเทียร์ ที่มาพร้อมภาพสรุปเรื่องราวชีวิต ของ วารี เฉลยปมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ในแบบที่ มาดูส่งท้าย เข้าใจเรื่องทั้งหมด คำพูดสุดท้ายของ พนิดา “อย่ากลับบ้าน” คือ บทสรุปที่ตรงและดีที่สุดของหนัง

ชอบระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

https://www.naewna.com/entertain/841659

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก หนังแนว หญิงรักหญิง (Girl Love/Sapphic) แบบเต็มๆ  การร่วมมือกันสร้างระหว่าง 3 บริษัท ที่คร่ำหวอดในวงการหนังไทยและจัดจำหน่ายหนังต่างประเทศ อย่างซันเดย์ สทิล เวิร์คกิ้ง, อรัล คอนเท้นท์ และ ยูซีไอ มีเดีย ได้ “ปราง-ธารวิมล อ่อนพาปลิว” ผู้กำกับหญิง ที่แจ้งเกิด จาก Bangkok Dark Tales มารับหน้าที่กำกับและเขียนบทหนัง ควบคุมงานสร้าง โดย ภวายุตม์ สุทธยาคม,ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล และ ทัตต์ดนัย นวมะชิติ

My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก อาจจะดูเป็นหนังที่บางเบาๆ เบาๆ ไปหมด ทั้งเนื้อเรื่อง การแสดง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้กลับเป็นเสน่ห์ ทำให้หนังออกมาดู สนุก ดูเพลินๆ  หนังเล่าเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรต้องคิดตามหนังถ่ายภาพของรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อย่างสวยงาม ชวนให้อยากไปเที่ยว ตัวหนังมาในโทนหวาน สว่างสดใสๆ ทำให้หนังดูอบอุ่นอบอวลไปด้วยความรัก แทรกด้วยมุขตลกมุขขำๆ ที่ทั้งยิ้มๆ และ หัวร่อ ออกมาได้ โดยที่ไม่เลอะเทอะ หรือไม่หยาบโลน  มาแบบกำลังดี บางช่วงเหมือนดูการ์ตูนสบายๆ เลิฟซีนมีเล็กน้อย ไม่เน้นมาในแบบบางเบา 

บรรยากาศของหนังชวนให้นึกถึง หนังในสไตล์ของ ท่านทิพย์-ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย ไม่ว่าจะเป็น เส้นเรื่องง่ายๆ เรื่องไม่ซับซ้อนนักแสดงเล่นกันสบายๆ เล่นเป็นตัวเอง ขายวิวสวยๆ มีเพลงเพราะๆ ให้ฟังที่ต่างกันคือ ใน  My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก คือ หนัง Fan Service GL ไม่ใช่ ชายจริงหญิงแท้ แบบ หนังรักสวยๆ ของ “ท่านทิพย์”

การแสดงของนักแสดงหลักทั้งสี่ อาจจะยังดูธรรมดาๆ แต่ก็เล่นได้แบบลื่นไหล เล่นเป็นตัวเอง เล่นกันได้อย่างเข้าขา รับส่งบทกันได้ดี จนทำให้ ลืมหรือมองข้าม ข้อบกพร่อง ทางการแสดงไปได้ สุรัก-สุลักษมิ์ ศิริภัทรพงศ์ ในบท เจ ออร่าสาวหล่อ มาแบบเต็มๆ สายตาท่าทางการเล่นหูเล่นตากับสาวๆ ดูเป็นธรรมชาติ ดูดี ฉากดราม่า/เลิฟซีน ก็ดูโอเค (ดูแล้วอดนึกถึง พี่ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ไม่ได้)

นัตตี้ ที่นำแสดงโดย  พร้อม-กัญญ์ชนิสรา น้อยพันธ์ สวยน่ารักๆ ในมาดของ นางเอ้กนางเอก มานิ่งๆ แต่ดูดี  มู่หลาน-เสกพร สุพรรณธนพงษ์ ในบท เกรซ มาพร้อมความน่ารักสดใส ไม่สวยดูหมวยๆแต่โดนใจจนอดรักไม่ได้ ชัดเจนในความเป็น อินฟูเอนเซอร์ หรือไอดอล ในยุคนี้ ได้เล่นอะไรในหนังเยอะ ทั้ง ดราม่า รักๆ ใสๆ สนุกสนาน ท่าเต้นสวยๆ  ชอบฉากในงานแต่งงาน ดูแล้วสงสาร  แองจี้-อาริษา เอเวอร์ริท ในบท บี มาในลุคผมสั้น ยิ้มหวาน ดูน่ารักมากๆ ความใสๆ บุคลิกท่าทาง ดูอบอุ่น ขึ้นกล้อง ทุกมุมชวนให้นึกถึง ติ๊นา ในYes or No อยากรักก็รักเลย ไม่ได้ ที่ชอบสาวทั้ง 4 เรื่อง เสียงร้องเพลง เพราะมากๆ ขยี้อารมณ์เข้ากับตัวหนังได้ดี เล่าเรื่องของตัวละครได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเพลง ให้ (แองจี้) พร้อม (พร้อม) รัก (สุรัก) หรือจบ (มู่หลาน) ฟังแล้วละลายทุกเพลงรวมทั้งบรรดาบทสมทบอื่นๆ ก็ช่วย ทำให้หนังดูสนุก 

ในระหว่างดูนึกในใจว่า ไม่มี ชายแท้ๆ โผล่มาในหนังเลย จนในฉากสุดท้าย กลับมีชายแท้ โผล่มา ตั้งหนึ่งคน ปู แบล็คเฮด-อานนท์ สายแสงจันทร์ มารับบท พ่อของ นัตตี้ มาในมาดเท่ผมสีดอกเลา มาน้อยแต่เล่นได้น่ารักมากฉากมือสั่นถือไมค์อวยพรคู่บ่าวสาว ดูดีมากๆ ทำให้ยิ้ม/หัวเราะ ออกมาตลอดฉาก ไม่ค่อยเห็นปู กับบทเบาๆ บนจอแบบนี้มานานแล้ว

เบน ชลาทิศ มารับบท ประธานในพิธีแต่งงานภาพโดยรวมของตัวหนัง ถือว่า “ปราง-ธารวิมล อ่อนพาปลิว” ผู้กำกับ ทำงานนี้ออกมาได้ดี ไม่ขี้เหร่  My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก คืออาจจะไม่ใช่หนังดี/ลงตัว/สมบูรณ์ที่สุด มีแผลหลายจุด แต่ก็หนัง GL ที่ดูสนุก เพลินๆไปกับหนัง ชอบๆ ระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

https://www.naewna.com/entertain/840216

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา  นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน  ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ครั้งแรก นำสินค้า GI ร่วมออกบูธในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์” มุ่งโปรโมทมาตรฐานสินค้าที่เปรียบเสมือนชื่อเสียงของท้องถิ่นและสามารถบอกถึงคุณภาพรวมถึงแหล่งที่มา เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการบริโภคสินค้า และได้ส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ GI ไทยสู่ระดับประเทศโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำสินค้า GI ที่มีปัจจัยมาจากธรรมชาติ และใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะในท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ได้แก่ หมูย่างเมืองตรัง, ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ มาร่วมออกบูธในงาน “แจ๋วแซ่บ เฟ่อร์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 พ.ย. 2567

ซึ่ง “นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรมทรัพย์สินทางปัญญาและบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3)ในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์” ว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่มีศักยภาพของไทย ซึ่งสามารถสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมและอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นโดยมีการคัดสรรสินค้าคุณภาพมา 3 สินค้า ได้แก่ หมูย่างเมืองตรัง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และน้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ เข้าร่วมจัดแสดงในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟอร์” ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมอาหารจากร้านดัง และร้านมิชลินทั่วไทยมากกว่า 70 ราย เพื่อให้ผู้ซื้อผู้มาเยี่ยมชมงานได้แวะช้อป และอร่อยไปกับสินค้าอาหารต่างๆ อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานและสินค้า GI ผ่านรายการ “ผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว” “แซ่บพาซ่าส์” และ Live สดในเพจ Ch3Thailand เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นให้ดีและยั่งยืน”

ส่วนทางด้าน “คุณปิยวดี มาลีนนท์” ผู้บริหารช่อง 3 ให้ความเห็นว่า “ทางช่อง 3 มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมสินค้า GI ของไทยผ่านงาน “แจ๋ว แซ่บเฟ่อร์” ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่า แต่ยังสะท้อนถึงพันธกิจของช่อง 3 ในการช่วยกระจายข่าวสารและส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยสู่สายตาคนไทยในวงกว้างทั่วประเทศ เราหวังว่าการร่วมมือนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในชุมชนต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

https://www.naewna.com/entertain/838867

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังไทยเรื่องแรกของ Amazon MGM Studios ร่วมกับ Benetone Films จะสตรีมบน Prime Video งานรีเมค จาก แผนที่วันดีเลิศ (The Map of Tiny Perfect Things)  (2021) นำแสดงโดย แคธริน นิวตัน กับ ไคล์ อัลเลน หนังวัยรุ่นผลงาน Amazon Original ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Critics’ Choice Award ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับโทรทัศน์และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม ดัดแปลงสร้างใหม่เป็นฉบับหนังไทย ผลงานการกำกับหนังเรื่องแรก ของ ดิว-จงดล สุกุลวรภัทร ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงจากวงการมิวสิกวีดีโอและโฆษณาร่วมกับ รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์  อำนวยการสร้างโดย ราชวิน นฤหล้า และ กุลเทพ นฤหล้า

หนังโรแมนซ์แฟนตาซีของคนหนุ่มสาวที่พบว่าตัวเองต่างติดอยู่ในห้วงเวลาหนึ่งซ้ำๆ วนไปมาในทุกวัน กลายมาเป็นความสัมพันธ์ประหลาดๆกวนหัวใจ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ครอบครัว และชีวิตได้อย่างลึกซึ้งกินใจ “ถ้าต้องติดอยู่ในวันสิ้นปี ที่ไม่มีทางออก” ทอย ชายหนุ่มมาดกวนที่พบว่าตัวเองติดอยู่ในห้วงเวลาของวันที่ 31 ธันวาคม แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่เขากำลังมองหาทางออกจากวังวนอันแสนน่าเบื่อนี้อยู่ ก็ได้พบกับ วี หญิงสาวลึกลับที่ติดอยู่ในลูปเวลาเดียวกันกับเขา ทั้งคู่จึงได้ใช้เวลาร่วมกันในการตามหาช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบรอบๆ ตัว โดยที่ต่างก็มีเป้าหมายที่ต่างกันคนหนึ่งกำลังหาทางออก แต่อีกคนอยากเก็บเกี่ยวเวลานี้เอาไว้ให้นานที่สุด

รักวนลูป (Love Stuck) หนังน่ารักๆ ที่มีครบทุกรส แฟนตาซี ดราม่าครอบครัว  เรื่องรักโรแมนติก ฉากขำๆ ที่ผสมผสานดันได้แบบลงตัว ดูไปยิ้มไปเพลินไปกับเรื่องราวและตัวละคร ดัดแปลงเป็นหนังไทยได้แบบเนียนๆ ในความเป็นไทย ถ้าไม่บอกว่ารีเมคหนังฝรั่งมา ก็ต้องนึกว่าเป็นหนังไทยแท้ๆแม้หนังจะวนกลับมายังจุดเดิมทุกๆ เช้า แต่ก็ดูไม่น่าเบื่อ แต่ละวันมีการเปลี่ยนไป ไม่วนซ้ำให้ความรู้สึกถึงสิ่งที่ตัวละครมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเดินไปข้างหน้า ไม่ย่ำหรือจำเจอยู่กับที่ จะมีติอยู่บ้างก็ตรงปมดีเทลที่โยงไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มันดูงงๆ ไม่เข้าใจ ยิ่งพูดยิ่งสับสน ช่วงนั้น ดูไปนั่งหาวไป แต่ก็เหมือนหนังที่อิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เรื่องอื่นๆ คือ ระหว่างดูจะไม่ค่อยสนใจ ไม่ซีเรียส ไม่คิดตาม แต่รอดูว่าจะเกิดอะไร มีบทสรุปอะไร แค่นี้ก็พอกับการมองข้ามสิ่งที่ลดทอนความสนุกของหนัง

ตัวหนังชวนให้นึกถึง วันรักจงกลม (Groundhog Day) (1993) (บิล เมอร์เรย์ และ แอนดี้ แมคโดเวลล์) หนังฝรั่งเรื่องดังที่ชวนวนลูปไปมา โดยเฉพาะในเรื่อง ตัวละครที่พยายามกลับไปแก้ไขหรือหลุดออกจากปมสิ่งที่ค้างคาในตัวเอง เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ กับจูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน (อดีตเมมเบอร์ BNK48) จับคู่กันในบททอยกับวีได้อย่างน่ารัก เล่นกันแบบเข้าขา รับ-ส่งบทกันได้ดี แม้ว่า การแสดงบางช่วงบางตอนอาจจะดูล้นๆ ขาดๆ เกินๆ ไปบ้างก็ตามพลังการแสดงทั้ง เจมส์-จูเน่ แข็งแรง ดีงาม ทำให้หนังดูสนุก โดยมีน้องใบปอ กับ ดู๋-สัญญา เข้ามาเสริม ในแบบที่กำลังพอดี ใบปอ-ธิติยาจิระพรศิลป์ สวยน่ารักมากๆ ในบทของ ริน น้องสายทอย ทุกตอนที่ออกมา ทำเอาละลาย มีบางฉากที่ทำให้ซึมตามเรื่องไปเลย (เรื่องนี้ดูน่ารัก ไม่แพ้ในเธอกับฉันกับฉัน หรือ เพื่อน(ไม่)สนิท) ฉากดนตรีดูดีมากๆ ดู๋-สัญญา คุณากร สบายๆ มาพร้อมกับความอบอุ่นในบท เมธ พ่อของทอยกับรินเจมส์-ใบปอ-ดู๋ ทำให้เชื่อได้สนิทใจว่าเป็นครอบครัวกันจริงๆ และน่าจะทำให้หลายๆ คนเสียน้ำตา ในช่วงท้าย เกรซ มหาดำรงค์กุล มาน้อยแต่ดูดีในบทแม่วี เน้นดราม่า ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร ก็เล่นน่ารักกวนๆ ดี ในบท แจ็คเพื่อนสนิท ทอย สมชาย ศักดิกุล ในบทญาติแจ็ค ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ที่ดูเพี้ยนในแบบที่คุ้นเคยกันดี

โปรดักชั่นของ รักวนลูป (Love Stuck) ออกมาดูดี ทั้งด้านภาพ การจัดแสง โลเกชั่นสวยๆ ในกรุงเทพฯ (ตลาดน้อย, ป้อมพระสุเมรุ, ถนนทรงวาด ฯลฯ ที่เห็นแล้วอยากไป และที่ชอบมากๆ คือ ท้องฟ้าจำลอง เห็นแล้วอยากกลับไปนั่งดูดาวอีก) การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เพลงประกอบเครื่องแต่งกาย บท และการแสดง/ความน่ารัก ของนักแสดง บรรยากาศ โทนหนังมีกลิ่นอายของหนังโฆษณา แม้จะเป็นหนังใหญ่ แต่เพราะเป็นหนังสตรีมมิ่ง เลยทำให้รู้สึกไม่มีความแตกต่างจากหนังสตรีมมิ่งเรื่องอื่นๆอยู่ตรงกลางระหว่างหนังจอใหญ่กับหนังทางทีวี

รักวนลูป (Love Stuck) จัดเป็น หนังเปิดตัว ที่ดีงามชวนติดตาม เพลินตาเพลินใจ ดูไปยิ้มไป ใครที่อยากดู เข้าไปดูได้ทาง Amazon Prime สนุกในระดับ 7/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 (Dangerous Boys2)

https://www.naewna.com/entertain/837481

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2  (Dangerous Boys2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 (Dangerous Boys2)

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากที่ทำ วัยเป้ง นักเลงขาสั้น ให้กับ พระนครฟิล์มเมื่อปี 2557 มาปีนี้ พชร์ อานนท์ เข็นภาคต่อออกมาให้กับโมโน ออริจินัล และ เอ็มสตูดิโอ

พชร์ ชัดเจนในการทำหนังเด็กนักเรียนตีกันที่ไม่หลุดออกจากความเป็นหนัง วัยเป้ง บรรยากาศอารมณ์ โทนหนังเดิมๆ มาครบ ยังคงพูดถึงเรื่องนักเรียนขาสั้นยกพวกตีกัน ปัญหาครอบครัวของเด็กๆหนังมาตามสูตรของหนังครูใหม่กับนักเรียนในการแก้ปัญหาเด็กๆโปรดักชั่นหนังทำออกมาได้ดี ภาพที่เน้นมุมสูง การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ดูเป็นเด็กนักเรียนจริงๆ ดนตรีประกอบยังมีการใส่เพลงประกอบเข้ามาเป็นช่วงแทนอารมณ์ของหนังในช่วงนั้นๆ เหมือนที่หนังวัยรุ่นช่วงยุค 90 ทำกัน ไม่มีมุขตลกคาเฟ่ ไม่ใช้นักแสดงตลกมาแสดงไม่ใส่เหตุการณ์ดัง ข่าวดัง แทรก (เหมือนที่ พชร์ ถนัดในหนังตลก)เรื่องรักๆ มีทั้งหนุ่ม-สาว ชายรักชาย หญิงรักหญิง ปัญหารักของเด็กวายยุคนี้ มีฉากเลิฟซีนที่ภาพออกมากำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ฉากแอ๊กชั่นดูเพลินๆ การต่อสู้ในแบบมังมะ คนเดียวเก่งเกินลุยเป็นสิบสู้ตัวต่อตัว นักเรียนยกพวกตีกันนับสิบ ภาพการต่อสู้ ดูยกระดับความยิ่งใหญ่ คนมากขึ้นจากภาคแรกเยอะ นักแสดงเดิมๆ จาก วัยเป้ง กลับมาหลายคน มากบ้างน้อยบ้างแต่ก็ทำให้แฟนๆ ยิ้มออก รอดูว่าจะเห็นใครบ้างการวางตัวนักแสดงทำได้ดี

นิค-คุณาธิป ปิ่นประดับ สบายๆ กับบท เป้ง เล่นเรื่อยๆ ยังคงมีทั้ง ดราม่า แอ๊กชั่น เพิ่มเติมมาคือรักใสๆ ดูดี เด่นเรื่องบท เด่นเหมือนภาคแรก

โตส-อัครัช จิตตะศิริ ในบท โตส เพื่อนซี้ เพื่อนร่วมแก๊งจากภาคแรกที่เขยิบมาเป็น ครูโตส ในภาคนี้ แรกๆ เหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ มาผ่านๆ ที่ช่วงท้ายเด่นมากๆ ขโมยซีนชัดๆ

เน็ต-สิรภพ มานิธิคุณ รับบท ป๋องแป๋ง น้องชายที่มีทั้งดราม่าหนักๆ แอ๊กชั่นประปราย ตัดเรื่องรักออกไป มีบทโทรมๆ ที่ติดยาหักดิบ มีปากเสียงกับพี่

บิว-กิตติพัฒน์ สมานตระกูลชัย รับบท แมว ระดับหัวหน้าแก๊งภาคแรก มาในระดับเดียวกันในภาคนี้ เทป-วรชัย ศิริคงสุวรรณในบท แผ่นเสียง แบ๊ด น้องบิว รุ้ง-ชนัญญา พงษ์นาครุ้ง นางเอกจากภาคแรกนึกว่าจะไม่มาก็ยังกลับมา หลายคนรอดู ติ่งที่รับบทโดย เจมส์-ภูวดล คู่ปรับของ เป้ง จะกลับมาหรือเปล่า ต้องไปรอดูในหนัง แต่มาไม่มามีพูดถึงตลอด และมุขเกี่ยวกับ ติ่ง ในนี้ฮาๆ ดี เด็กใหม่ๆ ในภาคนี้เล่นน่ารัก เป็นตัวของตัวเอง มีบุคลิกเฉพาะตัว (เกือบทุกคนชื่อในเรื่องคือชื่อจริงๆ ของนักแสดง)ชอบที่ได้เห็นนักแสดงในยุค 90 เด็กปั้นหลายคนของ พชร์ มารับเชิญร่วมแสดง มีบทพูดกันคนละนิดละหน่อย อาทิ  นุ๊ก-สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา, เต๋า-สโรชา วาทิตตพันธ์, หญิง-ณัชชา รุจินานนท์(ชฎาธิรัฏฐ์ เลิศทวีสิน), ต๊ะ บอยสเก๊าท์, อั้ม-ฐนิชา, ชาช่า อัลเทอร์เมท,ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์, โด่ง-สิทธิพร นิยม ที่บทเยอะหน่อยก็ ปราโมทย์ แสงศร ในบทท่าน ผอ.โรงเรียน รวมทั้งยังมีนักแสดงรับเชิญพิเศษอย่าง กัน จอมพลัง, จตุรงค์ มกจ๊ก, ตุ๊ก-ชนกวนันท์, เอแคลร์ จือปาก มาร่วมแสดง ช่วงเครดิตท้ายเรื่องยังมีมุขขำๆ ฉากหลุดให้ยิ้มก่อนกลับ วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 ดูได้เพลินสบายๆ ในสไตล์หนังวัยรุ่นที่ไม่หลุดตลกของ พชร์ อานนท์ 7/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

https://www.naewna.com/entertain/836189

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังแอ๊กชั่นเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ได้ โขม-ก้องเกียรติ์ โขมศิริ มารับหน้าที่ผลิต ที่สร้างต่อกับซีรี่ส์ มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) เส้นเรื่องง่ายๆ ตามสูตร วันชัย อดีตเจ้าหน้าที่มูลนิธิตกงานกลายเป็นไรเดอร์ กับ เมจิ ฟริตตี้ พยาบาลสาวลูกค้าสั่งกาแฟ ที่ดวงซวย เข้าไปอยู่กับการลักพาตัว ดวงกมล ลูกสาวนักธุรกิจของ สิน นักฆ่ารับจ้างกับ เบียร์ หลานชาย ที่งานพลาดถูกตามล่าจนต้องหนีเข้าไป ในเคหะรวมใจ ที่ชาวบ้านชุมนุมประท้วงและทางการกำลังจะใช้ความรุนแรงปราบปราม

โขม-ก้องเกียรติ์ ชัดเจนในการทำหนังแอ๊กชั่นกลางเมืองหลวง เมืองที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ป่าเถื่อนดิบๆ อิทธิพลทางเมืองนักธุรกิจ ทหาร ฯลฯ หนังเต็มไปด้วยฉากแอ๊กชั่น ทั้งเบาแรงมุขขำๆ มุขที่สะท้อนสังคมการเมือง เส้นเรื่องจริงๆ ก็มาตามสูตร ได้ดูมาจนชินตา เหลือเพียงแค่รอดูว่าตัวหนังจะทำออกมาได้สนุก มัน สะใจแค่ไหน ตัวหนังเชื่อมต่อกับมหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) ซีรี่ส์ไทยเรื่องที่ 2 ของ Netflix ที่ออกอากาศเมื่อกันยายน 2564 (ยังคงหาดูได้) ผ่าน วันชัย หนุ่มอีสานที่เดินทางเข้าเมืองกรุง ได้ทำงานกู้ภัย จนได้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกับธุรกิจเทาของวงการกู้ภัยพอมาใน Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา คือ เรื่องราวต่อมาของ วันชัย ที่ยังคงอยู่หน่วยกู้ภัย เป็นตัวละครตัวเดียวที่ถูกยกมา

ในหนังจะต่างจากในซีรี่ส์ที่มีเวลา เลยปูรายละเอียดที่มา-ที่ไป ปมลึกของตัวละครหลัก จนกลายเป็นหนังแอ๊กชั่นดราม่า สะท้อนสังคมแบบชัดเจนแต่ในหนังจะพาเข้าเหตุการณ์เฉพาะหน้า การเอาตัวรอด ปมต่างๆ ของตัวละครแตะแบบผิวเผินสั้นๆ เข้าถึงรับรู้ง่าย ไม่เสียเวลา ตัวละครหลักในซีรี่ส์เน้นที่ทีมกู้ภัย นักข่าว นักธุรกิจ มาในหนัง ตัวละครเปลี่ยนไปยกทีมทีมกู้ภัยมาแบบนิดๆ มีนักฆ่ามือปืน นักธุรกิจ การเมือง ผู้นำชุมชนมีตัวละคร ผู้ใหญ่ผู้หญิงผมขาว อดนึกถึงผู้ใหญ่หัวหน้ามูลนิธิ ในซีรี่ส์ที่เหมือนจะดูดีมีน้ำใจ แต่เป็นแค่เปลือกนอกหนังเดินเรื่องเร็ว มีหักมุมตัวละครพลิกไป-พลิกมา ฉากโชว์หลายตอนทำได้ดี ดูลงทุน ไม่ดูหลอกตาจัดเป็นหนังแอ๊กชั่นแบบไทยๆ ที่ทำออกมาได้แบบดีงามทีเดียว หลายตอนที่ดูแล้วชอบมาก

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ เล่นดีตามมาตรฐาน บุคลิกท่าทางของวันชัย โตขึ้นตามประสบการณ์ที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว

มายด์ 4EVE อาทิตยา ตรีบุดารักษ์ มาพร้อมความน่ารัก สดใส ท่ามกลางความรุนแรง สถานการณ์เลวร้าย แม้เรื่องจะหนัก แต่ เมจิ ก็ทำให้ดูไปสนุกไปพร้อมที่เอาใจช่วย

ดู๋-สัญญา คุณากร ในบท สิน หนึ่งนัด มาในรูปแบบเถื่อน ดิบหนวดเคราครึ้มรุงรัง ออร่ารังสีของความเป็นนักฆ่ารับจ้างแผ่ออกมา แต่อีกด้านหนึ่งก็มีน้ำใจ ดูดี เด่น แม้จะเป็นหนังบู๊ แอ๊กชั่นเรื่องแรกก็ตาม

ฟลุค-ธีรภัทร โลหนันทน์ ดูดีกับบท เบียร์ ที่อาจจะดูห่ามๆในตอนแรก แต่ดูไปๆ อดเอาใจช่วยสงสารตัวละครตัวนี้ พอได้กับในบทนี้เอาเข้าจริงๆ ความสัมพันธ์ของ สิน กับ เบียร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ วันชัย กับ น้องกู้ภัยต้นเรื่อง

ยูเค-ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล ในบท ดวงกมล สาวแว่นลูกนักการเมืองเป็นตัวละครตัวประกันที่อาศัยความเป็นเด็กน้อยลูกคุณหนู ที่ทำให้อดลุ้น เอาใจช่วยแบบจริงๆ จังๆ ต่างจากหนังแนวนี้หลายเรื่อง ที่ออกจะเฟอะๆงี่เง่าๆ แต่เรื่องนี้ไม่การเอาตัวรอดของ ดวงกมล เหมือนเด็กรวยๆ ต่างกับ เมจิ ที่เอาตัวรอดแบบคนสู้ชีวิต

เดย์ ไทเทเนียม กับบท เน เมียว ธาน ร้ายสุดดิบเถื่อน หน้าตาท่าทางบุคลิก แววตาไปหมด กับบท ดาร์ลี่ ตัวร้ายกวนๆ จนอยากเข้าไปตึ้บ

ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ มาดแรงๆ ในบทผู้รับงานมาส่งต่อให้ สิน กวนๆ ในสไตล์ที่คุ้น พิง ลำพระเพลิง ก็ดูดีกับบท สุเมธ ผู้นำผู้ประท้วงที่ไม่มีหลุดตลกหรือดราม่าเข้ามา เป็นตัวละครที่เทาๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ร่วมด้วย ณัฐ ศักดาทร เข้มๆ ดูจริงจังกับความร้ายในตัว ในบทหัวหน้าตำรวจที่เข้ามาทำตามคำสั่งลับ มะเหมี่ยว-สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ในบท แจ็ค

นอกจากนักแสดงดี ห่าม เถื่อนดิบ การเล่าเรื่องที่สนุก ฉากแอ๊กชั่น มันส์ๆ แล้ว ยังต้องชมงานด้านโปรดักชั่น ฉาก เครื่องแต่งกาย การตัดต่อเพลงประกอบ ดนตรีประกอบ ที่ออกมาดีงาม สุดยอดจริงๆ Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา จบแบบสวยงาม ยิ้มได้ ทิ้งท้ายนิดๆ สะท้อนอิทธิพล สนุกสนานตลอดเวลา 147 นาที Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา อีกหนึ่งงานหนังแอ๊กชั่นมาสเตอร์พีซของ โขม-ก้องเกียรติ์ ที่ดูแล้วชอบๆ โดนๆ ได้ใจไปเต็ม 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810539

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล” เคยเป็นละครเวทีประเดิมเปิดโรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เมื่อปี 2550 เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกของ การนำนิยายรักประทับใจของ “โสภาค สุวรรณ” มานำเสนอผ่านงานแสดงมาวันนี้ “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” นำ “ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล”กลับมารีสเตทคืนสู่เวที กลับมาแสดงอีกครั้ง

เรื่องราวความรัก โรแมนติกของ “ชารีฟ” และ “มิเชลล์” ที่เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งทะเลทราย ท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามชิงบัลลังก์ “เมืองฮิลฟารา” โดยมี ชารีฟ, มิเชลล์, แคชฟิยา, อาเหม็ด และโอมาน 5 ตัวละครหลักเด่นมากๆ ทุกตัวละคร 

“ณเดชน์  คูกิมิยะ” คือ “ชารีฟ” ที่หลุดออกมาจากในหนังสือ หล่อ สมาร์ท ในแบบทหาร บุคลิกท่าทาง การแสดง เอาอยู่ ดูดีไปหมด ร้องดีเล่นดี เสียงร้องเพลงอาจจะยังไม่ให้ความรู้สึกของละครเวทีเท่าของคนอื่น แต่ก็มาในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเข้ากับตัวเรื่องได้ดีเล่นเยอะ บทเยอะ 

ฉากเลิฟซีนกลางทะเลทราย จูบจริง ถอดเสื้อโชว์ซิกแพ็กกล้ามสวยๆ ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางสีหน้าและแววตาออกมาได้สุดโรแมนติกและมีเสน่ห์จนน่าหลงใหล เรียกเสียงกรี๊ดๆ ดังสนั่นรัชดาลัย  ฉากแอ๊กชั่น ณเดชน์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นจนจบ

“แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด” เป็น “มิเชลล์” ในแบบของ “แก้ม” พลังการแสดงละครเวทียังคงยอดเยี่ยม ทั้งการแสดงและเสียงร้องเพลง เสียงของ “แก้ม” ไพเราะจริงๆ ครบรสทั้งความหวาน แก่นๆ น่ารักๆ สวยใสในแบบลูกครึ่ง สนุกสดใสในตัว ถ่ายทอดความอ่อนหวานผสมกับความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ผ่านทางกาย น้ำเสียงได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้แสดง และไม่ข่มคนอื่น ไม่ว่าจะเข้าฉากกับใครดูกลืนไปหมด และรู้สึกชัดๆ เลยว่า แก้มช่วยส่ง/ดันอารมณ์ของ ณเดชน์ ให้อินกับความเป็น ชารีฟ ได้มากขึ้น

“หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ” สุดยอดกับการเป็น “แคชฟิยา” มาน้อยแต่ได้ใจโดนสุดๆ กับบทร้ายที่โดนใจ ใช้พลังเสียง พลังการแสดง ที่ตอบทุกความรู้สึกภายในออกมาได้แบบเข้าไปอยู่ในคนดู เพลงแค้น เด่นมากๆ ส่งพลังความโกรธออกมาเต็มที่ จนทำให้คนดูปรบมือให้แบบรัวๆ ดังและนานกับฉากโชว์ฉากนี้

“กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” เป็น “องค์อาเหม็ด” ที่มาดนิ่งๆ แต่มีพลังน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น ดูเป็นราชาที่ทรงอำนาจในแบบที่เข้าถึงลูกน้อง ถ้าให้ นั่งใกล้ๆ เวที จะเห็นเลยว่าพี่กบแสดงผ่านสายตาหลายตอน มีบางตอนน้ำตาไหลออกมาในฉากจริงๆ เยี่ยมมาก

“เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ” กับบท “เจ้าชายโอมาน” ตัวร้ายร่างเล็กแต่ทรงพลัง ถ่ายทอดความร้ายกาจแบบจัดเต็มทั้งสีหน้าท่าทาง ชัดเจนแบบไม่ต้องกั๊ก ขยี้อารมณ์ด้วยเสียงร้องอันทรงพลัง (แรกๆ อาจจะรู้สึกขัดๆ นิดๆ ว่าตัวเล็กไปนิด แต่ก็ตรงตามบทประพันธ์ และ เก่ง ถ่ายทอดตัวนี้มาได้แบบสุดๆ 

และต้องชมเหล่า Ensemble (นักแสดงสมทบ) ที่มีความสามารถ และเอนเนอร์จี้ล้นเหลือ ที่สะกดคนดูให้เพลิดเพลินไปกับลีลา ร้อง เต้นเป็นสีสันในเรื่องที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน

ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล 2024 มาในรูปแบบของมิวสิคัล ละครเพลงในแบบของ “ซีเนริโอ” ชัดเจนในลายเซ็นของตัวเอง ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอในรูปแบบละครเพลงผสมกับบทสนทนา ไม่ใช่ร้องแบบ 100%บทละครยังคงเก็บรายละเอียด ถ่ายทอดเรื่องราวตามบทประพันธ์ออกมาได้ดีครบถ้วน ดัดแปลงมาเป็นละครเวทีได้แบบลงตัว 

ฉากต่างๆ ทำออกมาได้ดี ดูสมจริง เรื่องนี้เอาเข้าจริงๆ มีแค่ไม่กี่ฉาก ในเมือง ตลาด ในวัง ในฮาเร็ม ในทะเลทราย ดาวตก ดวงดาวเต็มท้องฟ้าเต็มเพดานรัชดาลัย สวยงามจริงๆ 

เสื้อผ้าหน้าผม ดูพลิ้ว สวยงาม เข้ากับทุกตัวละคร

ดนตรีประกอบ พลิ้วไหว ฟังสบายๆ มีครบทุกอารมณ์ของตัวละคร ครบทุกเหตุการณ์

บทเพลงต่างๆ ยังคงไพเราะทั้งในส่วนของบทเพลงเล่าเรื่อง หรือบทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละคร ทุกเพลงทำหน้าที่ได้ดี เพียงแต่..ในเรื่องนี้เพลงอาจจะเพราะ แต่ดูกลืนกันไปหมด แทบจะไม่มีเพลงใดโดดเด้ง จนจำได้ มีเพียงเพลง แค้น ที่กระชากใจ หรือเพลงที่สาวในฮาเร็มร้องแบบสนุกสนานเท่านั้นที่จะจำกลับออกมาจากในโรง

ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล เปิดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน-10 สิงหาคมนี้เท่านั้น!! ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกช่องทาง “ละครเวทีจะอยู่ได้ เพราะมีคนดู”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3 (Haunted Universities 3)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/807894

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3  (Haunted Universities 3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3 (Haunted Universities 3)

วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จาก “เทอมสอง สยองขวัญ” สหมงคลฟิล์ม ต่อยอดความสยองเรื่องเล่าในมหาวิทยาลัยด้วย 3 เรื่องผีสั้นๆ น่ากลัวใน เทอม 3 บนบาน…สาปแช่ง บายศรี…สู่ผี ขอขมา…ลาตาย “บางเรื่องไม่ควรขอ..บางเรื่องไม่ควรรู้..บางเรื่องไม่ควรเห็น”

“ขบวนแห่” ไร้หัว กับตำนานรักไม่สมหวัง แรงคลั่งอาฆาตสาดใส่ผู้ลบหลู่สู่ความตาย ศาลเจ้านางถ้าคู่รักมาขอพร จะสมหวังทุกอย่าง แต่ถ้าแอบอ้าง คนหนึ่งจะต้องตายเพราะความรัก ฮ่องเต้ กับ ก้อย เพื่อนซี้เด็กศิลป์ ได้ไปขอพรทำให้ ต้องเจอะเจอกับความน่ากลัวของ ผีเจ้านางตามตำนาน บรรยากาศ ความน่ากลัว ความสยดสยอง เลือดมาแบบจัดเต็ม ที่เก๋คือมาได้ทุกที่ทุกเวลาขนลุกไปกับภาพเพชฌฆาตหัวขาด ภาพข้าทาสบริวารไม่มีหัวแบกผีเจ้านางนั่งบนเสลี่ยง ภาพคนที่ถูกตัดคอต่อหน้าต่อตา ที่ขยี้ความน่ากลัวด้วยบทเพลงล้านนาโบราณ ที่ฟังแล้ววังเวง เสื้อผ้าของโบราณทางเหนือที่ดูขลังมีความน่ากลัว

อุ้ม-อิษยา ฮอสุวรรณ เล่นดีมากๆ มาพร้อมความน่ารักในแบบเด็กศิลป์ดูแล้วอดเอาใจช่วยลุ้นสุดๆ ที่จับคู่กับ ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี ที่สลัดภาพ “ไทบ้าน” เล่นแบบไม่เอาฮาแต่ได้โดนใจ

“นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว” จับคู่ “ตู้-อัศฎา ลิขิตบุญมา” ร่วมกันทำกำกับ “ขบวนแห่” ออกมาได้แบบน่ากลัว ชัดเจนในลายเซ็นของ “มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” โปรดิวเซอร์  ขนลุก น่ากลัวในระดับ 8/10 หัวกะโหลก

“พี่เทค” พี่เทคผู้ลึกลับ ที่ซ่อนตัวในเงามืด พร้อมเซอร์ไพรส์ดูแลน้องเทคผู้โชคดีไปตลอดกาล กิจกรรมจับคู่ “พี่เทค-น้องเทค” ล้วนสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้กับเหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องในคณะ ในหนังไม่มีความรู้สึกว่าตัวหนังอิงกับตำนานหรือเรื่องเล่าเรื่องผีใดๆ แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับระบบรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยแบบชัดเจน การวิพากษ์ระบบ ภาพตึกเรียนหอพัก ถูกนำมาใช้ได้ดี ความมืดสลัว ความมืดๆ แสงเงา มุมกล้องให้บรรยากาศความน่ากลัว ความหลอนได้แบบสุดๆ เต็มที่ ต้องชมงานโปรดักชั่นดีงามของ “เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล”  ผู้กำกับ ที่ยังคงเส้นคงวากับงานที่ออกมาเหมือนเดิม

“อัด-อวัช รัตนปิณฑะ” ในบท “ซัน” น้องเทค “รุ่นน้องตัวแรง”ผู้เด็ดเดี่ยวและไม่ยอมคนกับ “จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ” ในบท “เอิร์ธ” พี่เทค “รุ่นพี่ตัวร้าย” ผู้ต่อต้านระบบโซตัส เล่นแรง พลังล้นเหลือ ไหลลื่นและสมบทบาทด้วยกันทั้งคู่ และที่ชอบคือ “ต๋อง” เพื่อนเอิร์ธ กับ “นุ่น” รุ่นน้อง เพื่อนซัน ที่ดูน่ารักดี 

ไม่ค่อยอินกับตัวรุ่นพี่ผีตาแดงในคณะ มันดูประหลาดไม่ได้น่ากลัว ชวนให้ขนลุกสยดสยองแต่อย่างใด เหมือนปีศาจผีฝรั่งในจินตนาการ แถมที่มา-ที่ไปในหนังใส่มาก็ดูลอยๆ เวลาผ่านมาตั้งเกือบ 20 ปี เพิ่งจะมาโผล่ หรือแม้แต่ผีรุ่นน้องในชุดนักศึกษาที่เดินไป-มา (จนนึกว่าเป็นซอมบี้) อะไรคืออะไร ถ้าจะมาแค่นี้ 

ยิ่งไม่อินสุดๆ กับวิธีที่สองรุ่นพี่รุ่นน้องรับมือกับผีตาแดง มันดูง่ายเกินเหตุดูแล้วไม่อินไม่น่ากลัว 5/10 หัวกะโหลก ให้กับความหลอนจากภาพและสองดารานำ

“ศาลล่องหน” ศาลล่องหนที่คนรู้ไม่ได้เห็น คนเห็นกลับไม่รู้พร้อมสับขาหลอกให้วายป่วงไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อพวงมาลัยที่ วาฬ เอาไปคล้องให้มิ้นท์ เพื่อนซี้ บนเวทีประกวดร้องเพลงในงานฮาโลวีนลูกทุ่งของคณะที่เขาดันไปหยิบมาจากศาล ทำให้ทั้งคู่โดนผีจากศาลหลอก และดึงเอา ฮาเลย์หนุ่มเนิร์ดร่วมคณะที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ต้องมาตามล่า ศาลล่องหนในตำนานของคณะ เพื่อขอขมาให้สำเร็จ ปฏิบัติการตามล่าหา ศาลในตำนานในคณะจึงเริ่มขึ้น

ความหลอนมาพร้อมกับความสนุกสนาน จังหวะหนังทำได้ลงตัว กลมกลืนกันไปหมด หัวเราะได้ในขณะที่บรรยากาศชวนขนลุก ต้องชมทั้งผู้กำกับ “โจ้-อรุณกร พิค” และ “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” โปรดิวเซอร์ ที่เอาอยู่ ทำ “ศาลล่องหน” ออกมาแบบครบรส

“มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล” มาแบบสายฮาเน้นๆ กับบท วาฬ “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” สุดๆ ของความน่ารักไปกับบท มินท์ และ “มาร์ค-ศิวัช จำลองกุล” ในบท ฮาเลย์ สามเพื่อนร่วมทริปที่มาอย่างฮามีพลัง เล่นได้น่ารักทุกคน 

บรรดาผีในศาล คุณตา คุณยาย ผีนางรำ แม้จะดูน่ากลัวแต่ก็มีมุมน่ารักทำให้ยิ้มหัวเราะได้ รวมทั้งหมดบรรดานักศึกษาในชุดแฟนซีผีๆ ก็เพิ่มความน่ารักให้กับตอนนี้หนังเดินเรื่องไว จบในคืนเดียว ไล่ตามศาลล่องหนไปทั่วทุกๆ ซอกมุมของคณะ ตามตำนานศาลล่องหน คือ ตอนที่ไอเดียดี สนุก-หลอน-สะดุ้ง ได้แบบไม่หลุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบตอนนี้ที่สุดโดนใจสุดๆสนุก เฮฮา ในแบบวิ่งหนีผี 9/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/806546

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์  (Furiosa : A Mad Max Saga)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)

วันเสาร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังเรื่องที่ 5 ในเฟรนไชส์ Mad Max ของ จอร์จ มิลเลอร์ จากแมด แม็กซ์ (Mad Max) (1979) แมด แม็กซ์ 2 (Mad Max2) (1981)แมด แม็กซ์ 3 โดมบรรลือโลก ( Mad Max Beyond Thunderdome) (1985) ถนนโลกันตร์ (Mad Max : Fury Road) (2015)

ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga) พาย้อนกลับไปดูที่มาที่ไป ของ ฟูริโอซ่า สาวแขนเหล็กคู่หูแม็กบ้า เริ่มตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โตขึ้นอีก 15 ปี วัย 25 ปี ก่อนหน้าถนนโลกันตร์ 15 ปี จอร์จ มิลเลอร์ มือไม่ตก ระเบิดความมันส์แบบไม่ยั้งทำ ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)ออกมาแบบเต็มแม็ก ปล่อยของเต็มที่ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผลงานของคนอายุ 79 ปี

Furiosa : A Mad Max Saga เชื่อมต่อกับ Mad Max : Fury Road (2015) ได้แบบไร้รอยต่อ แม้จะห่างกันนานกว่า 9 ปีเต็ม Furiosa : A Mad Max Saga อาจจะเป็นหนังโหด ฆ่ากันทุกฉากฆ่ากันง่ายๆ แต่ดูแล้วกลับไม่แหวะ ตัวหนังแทบจะไม่ปล่อยให้คนดูพักใส่ฉากแอ๊กชั่นมาเป็นระยะ มาตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง มีทั้งฉากสั้นๆแค่ตัวละครเล็กๆ ลูกสมุนถูกฆ่าตาย ไปถึงไล่ล่า ลุยกันเต็มที่ฉากเดียว กินเวลาไปนาน ดูกันให้อิ่มไปเลย

เนื้อหาของเรื่องแทบจะไม่มีอะไร เรียบไปง่ายตามสูตร บางเบากว่าใน Mad Max : Fury Road ถ้าเล่าตามเส้นเรื่อง ไม่เกินชั่วโมงก็จบ แต่หนังใส่แอ๊กชั่นเข้าทดแทนทำให้ไม่รู้สึกเบื่อ ตัวละครหลายตัวใน Mad Max : Fury Road ถูกนำมาขยาย ใส่รายละเอียดจนครบทุกตัว มีทั้งที่คนเดิมกลับมาเล่นและเปลี่ยนนักแสดงคนใหม่แต่ก็ดูเนียนๆ แทบไม่รู้สึกว่าคนละคนเล่น ตัวละครทุกตัวเต็มไปด้วยความดิบ ด้านมืด ดาร์กๆ เข้ากับบรรยากาศโลกที่ล่มสลาย

อันยา เทย์เลอร์-จอย ถอดแบบเหล็กแขนเดียว อิมเพอเรเตอร์ฟูริโอซ่า จาก ชาร์รีซ เธียรอน ได้อย่างยอดเยี่ยม เป็น นางฟ้าสุดโหดที่ทรงพลัง ดูแล้วเหนื่อยแทน แรงทุกฉากเช่นเดียวกับ อะไลลา บราวน์ที่มาสวมบทเป็น ฟูริโอซ่า ตอนเด็ก ก็โดนใจ อดเอาใจช่วยแม่ลิตเติ้ลดีของดีเมนตัสไม่ได้

ชอบแคสติ้ง ฟูริโอซ่า ทั้งสองวัย เล่นได้กลมกลืน ดูเป็นคนเดียวกัน แค่ต่างวัย คริส เฮมส์เวิร์ธ สลัดภาพ ธอว์ ออกได้หมดในบท ดีเมนทัส ที่มาพร้อมความโหด/ดิบ/เถื่อน สีหน้าท่าทาง กวนๆออร่าความซาดิสต์มาแบบจัดเต็ม เป็นตัวร้ายที่ดูมีอะไรสูสี

ฉากแอ๊กชั่นรุนแรงดิบๆ เน้นๆ บนรถ บนถนน ทั้งรถใหญ่รถเล็ก ภาพทะเลทรายที่สวยงามเหมือนมีชีวิต เป็นตัวละครตัวหนึ่งให้บรรยายกาศหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ผ่านการตัดต่อฉับไว ดนตรีประกอบที่เขย่าความรู้สึกตลอดเวลา เสียงกระหึ่ม เสื้อผ้าหน้าผมดูดีงามไปหมดสนุกจนทำให้หนังยาว 148 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็วราว 1 ชั่วโมง

หลายสิ่งหลายอย่างในหนังอดนึกถึงหนังหลายๆ เรื่อง อาทิ ฉากมอเตอร์ไซค์แยกร่าง มัน 13 พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ ที่เดวิด เจียงถูก 5 ม้าแยกร่างชัดๆ แค่ไม่เห็นจะจะเหมือนของชอว์บราเดอร์แก๊งมอ’ไซค์ไล่ล่า นึกไปถึงไอ้มดแดงไล่บี้สมุนช็อกเกอร์อิมเมทันโจชวนให้นึกถึง ดาร์ท เวเดอร์ ใส่หน้ากากและยังมีตัวละครที่ถอดแบบพ่อมดขาว เดอะลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ มาอีกต้นไม้ที่งอกเงยจากเส้นผมของ ฟูริโอซ่า ถูกโยงมาถึงต้นไม้ของนางในช่วงท้ายได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับลูกแอปเปิ้ล ที่ฟูริโอซ่า แอบเด็ดมากินตอนต้นเรื่อง และปิดท้ายด้วยแอปเปิ้ล ที่ฟูริโอซ่า ปลูก เพียง..ดูแล้วกินไม่ลง..จริงๆ Furiosa : A Mad Max Saga สนุกสุดๆจนไม่อยากให้จบ อยากให้ทำภาคต่อ ออกมาให้ดูต่อไวๆ มันส์ระดับ 9/10 คะแนน